สรุปคำบรรยาย วิแพ่งภาค 3 ครั้งที่2

811 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
Dec 3, 2010, 4:21:30 AM12/3/10
to LAWSIAM

ใครเล่นบอร์ด thaijustice รบกวนโพสลงให้ด้วยนะครับ พอดีเปลี่ยนคอมใหม่เลยโพสไม่ได้วันไม่พอครับ ขอบคุณครับ

 

หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า  kankokub  ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์นพพร โพธิรังสิยากรผู้บรรยาย   , ผู้มีน้ำใจส่ง flie เสียงที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า ขอบคุณ. http://www.muansuen.com และคุณ admin ที่นำ flie เสียงมาลงแบ่งปันให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

ครั้งที่ 2 วันพุธ 2 ธันวาคม 2553

          คราวที่แล้วเราคุยกรอบหลักของอุทธรณ์ฏีกาก็มีแค่แปดข้อแค่นั้นเอง

            มาดูส่วนแรกคือมาตรา 223 เป็นกรอบใหญ่ของคดีอุทธรณ์หรือไม่อุทธรณ์คล้ายๆกับ 247 เราจะตัดอุทธรณ์ไปก่อน

            ข้อหนึ่ง ก็คือภายใต้ข้อบังคับหมายความว่า ถ้าเป็นมาตรา ต่างๆเหล่านี้บอกว่าต้องห้ามอุทธรณ์หรือไม่ ก็เป็นไปตามนั้น แต่ถ้าไม่ต้องห้ามตามกฎหมายลักษณะนี้คือ 224 -226 ก็อุทธรณ์ได้ โดยวิธีการอุทธรณ์ก็เป็นไปตาม 227 -229 เราก็จะคุยกันอีกทีว่า 227 -228 ไม่ใช่คำสั่งระหว่างพิจารณาอย่างไร

            อุทธรณ์อาจต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม 224 หรือ ข้อกฎหมายตาม 225 หรือคำสั่งระหว่างพิจารณา ในมาตรา 226 คือคำว่าตาม ต้องห้าม ตาม และในลักษณะนี้

            นอกจากคำว่าและในลักษณะนี้คือ 224 -226 ก็ต้องดู เราตัดในส่วนแรกก่อน เด๋วค่อยมาอธิบายกัน อุทธรณ์จะอุทธรณ์ ได้อย่างไร ก็คือ ข้อที่หนึ่ง ก็คือต้องโต้แย้งคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้น ถ้าไม่โต้แย้งถือว่าเป็นอุทธรณ์ไม่ชัดแจ้ง

            ศาลฏีกาก่อนปี 2539 จะไปอ้างมาตรา 172 แต่หลังจากนั้น ได้เปลี่ยนนามในการประชุม ของท่านรองประธานศาลฏีกา และหัวหน้าองค์คณะ ซึ่ง คือท่านอาจาย์อุดม เฟืองฟุ้ง ก็มีการบอกว่าจะไปอ้างมาตรา 172 ไม่ถูกต้อง เพราะอุทธรณ์แจ้งชัดนั้นมีอยู่ในมาตรา 225 อยู่แล้ว สมัยก่อน ศาลฏีกาไปอ้างมาตรา 172 มาใส่ หลังปี 39 ก็บอกว่าอุทธรณ์ต้องเป็นหนังสือเพราะฉะนั้นก็ได้หลักแล้วนะ ว่าฟ้องอุทธรณ์ต้องทำเป็นหนังสือตามมาตรา 229 และในหนังสือจะต้องแจ้งชัดตามมาตรา 225 วรรคหนึ่ง เพราะฉะนั้นใน 225 วรรคหนึ่งคำว่าชัดแจ้งคือต้องโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้น อันต่อไปอุทธรณ์เป็นคำฟ้อง มาตรา 1 อนุมาตรา สาม  ในมาตรานี้บอกว่า คำฟ้องหมายรวมถึงอะไร

            โจทก์ในที่นี้คือคนฟ้อง ถ้าในศาลอุทธรณ์ก็คือ คนยื่นอุทธรณ์ แต่ศาลเขียนคำว่าจำเลยอุทธรณ์ไว้ในมาตรา 229 เปิดตัวบท

            หนึ่ง การอุทธรณ์ต้องเป็นการทำคำฟ้อง คำฟ้อง อ้างมาตรา 1 อนุสาม คู่ความตาม 1 อนุห้า คือเอกสารที่ก่อให้เกิดประเด็น และในคำฟ้องต้องชัดแจ้งตามมาตรา 225 วรรคหนึ่ง และทำเป็นหนังสือตา 229 ปัญหาต่อไปอุทธรณ์ต้องยื่นต่อศาลอุทธรณ์เป็นการคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนการยื่นจะไปยื่นต่อศาลอุทธรณ์โดยตรงไม่ได้ ต้องยื่นตาม 229 คือยื่นต่อศาลชั้นต้นที่พิพากษา หรือคำสั่งนั้น

            เราจะคุยในประเด็นเหล่านี้ย้ำไปย้ำมาเรื่อยๆเพราะเชื่อว่าพอถึงวันสุดท้ายท่านจะจำได้หมด แต่มีข้อยกเว้นที่ผู้อุทธรณ์สามารถยื่นต่อศาลฏีกาในวิแพ่งมีสองมาตรา คือ 223 ทวิ กับ 252 นอกนั้นจะอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งซึ่งไม่อยู่ในเนื้อหาของเรา นั่นอยู่นอกเหนือจากพวกเราทั้งหมด ข้อยกเว้นของ 223 ในการอุทธรณ์ไปยังศาลฏีกา มีเฉพาะสองมาตรา และก็ไม่ได้ยากด้วย กรรมการส่วนใหญ่ก็เห็นว่า ต้องหาข้อที่มันยากไปนิดหน่อย เราดู 223 กรอบสุดท้ายคือ เว้นแต่คำพิพากษานั้นเป็นที่สุด เราขอยกมาก่อนให้ดูมาตราที่เกี่ยวข้อง คำว่าเป็นที่สุดจะอยู่ที่มาตรา 147 จะว่าด้วยการถึงที่สุดไว้สองที่ มาตรา 147 วรรคหนึ่งบอกว่าคำพิพากษาหรือคำสั่งใด จะเป็นที่สุดคือเมื่อกฎหมายกำหนดว่าอุทธรณ์ฏีกาต่อไม่ได้ แล้วจะไปดูตรงไหน ก็ดูที่ตัวบทที่เขียนว่าเป็นที่สุด เราจะเห็นอยู่เยอะ เช่นมาตรา 14 การคัดค้านคำพิพากษา การรวมคดี ก็อุทธรณ์ฏีกาไม่ได้ ในมาตรา 136 หรือแม้แต่ 223 ทวิ ที่มีคำสั่งบางอย่างให้เป็นที่สุด 293 การบังคับคดีให้เป็นที่สุด การขายทอดตลาดนี่ก็คือตัวอย่างของกฎหมายที่อาจมีเยอะกว่านี้เยอะ ตามมาตรา 147 ก็ไปดูตัวกฎหมายเขียนไว้ เมื่อเป็นที่สุดเป็นการจำกัดสิทธิต้องตีความให้เคร่งครัด ก็เป็นไปได้ใน 2 กรณีถ้ากฎหมายไม่ได้เขียนบัญญัติไว้เป็นที่สุด ก็ไม่เป็นที่สุด แต่ก็ยังติดว่าอุทธรณ์ไม่ได้ ใน

            กรณีที่หนึ่ง 147 วรรคสอง ถ้าไม่ได้อุทธรณ์หรือฏีกาภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดเป็นที่สุด คือ ถ้าไม่กำหนดไว้ว่าเป็นที่สุด อุทธรณ์ได้ แต่ต้องอุทธรณ์ในระยะเวลาที่อุทธรณ์แม่บทใหญ่ก็คือ มาตรา 229 มีข้อที่ต้องจดจำอย่างยิ่งใหญ่ อย่าเขียนผิดเด็ดขาด คืออุทธรณ์ต้องทำภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้มีการจากการอ่านคำพิพากาษ คำว่าอ่านคืออะไร 140 ส่วนความหนักเบา เราจะไปคุยในมาตรา 229 ว่าอ่านคืออะไร เพราะฉะนั้นถ้าเราจะมีการอุทธรณ์ระยะเวลาก็คือหนึ่งเดือน ภายหลังจากที่อ่าน อย่าไปตอบว่าสามสิบวันเด็ดขาดเพราะ หนึ่งเดือน นั้นมี ได้หลายวัน และต้องไปดู ปพพ.193/3 /5 /7 /8

คดีเสียหายก็เพราะนับวันคลาดเคลือนมาก เมื่อคดีเป็นที่สุดคือมีสิทธิอุทธรณ์แล้วไม่ยื่นก็ถือว่าคดีเป็นที่สุดนับแต่วันที่ครบระยะอุทธรณ์ ขนาดศาลรัฐธรรมนูญยังยกเพราะครบระยะเวลาเลย

            เมื่อเป็นที่สุดก็ต้องตอบตาม 223 คือไม่ยื่นอุทธรณ์ตาม 229 ก็ต้องห้ามตามมาตรา 223

            ในมาตรา 229 มีปัญหาต่อไปอีกในเรื่องการนับระยะเวลา แต่มีปัญหาคือ การยื่นอุทธรณ์ในมาตรา 226 -228 เป็นข้อสังเกตไว้ มันจะมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงจะพูดคร่าวๆคือ การแตกต่าง 226 กับ 227 อยู่ที่ระยะเวลายื่นอุทธรณ์ 226 เป็นเรื่องคำสั่งระหว่างพิจารณา คือ ศาลมีคำสั่งแล้ว อนุมาตรา 2 จะอุทธรณ์ต้องโต้แย้งและยื่นภายในหนึ่งเดือนนับแต่ศาลมีคำพิพากษา นั่นคือหลักในมาตรา 226 ส่วน 227 กฎหมายเขียนไว้ชัดเลยว่าไม่ใช่คำสั่งระหว่างพิจารณา แล้วสิ่งที่เราเจอมาตลอดคือ ไปจำกันว่าคำสั่งระหว่างพิจารณาคือ 226 – 228 มันก็ผิดแต่แรกแล้ว สิ่งที่ต่างกันเยอะคือ ระยะเวลาในการอุทธรณ์

            แปลว่าต้องยื่นอุทธรณ์ภายในหนึ่งเดือนตามมาตรา 229 ถ้าไปนอนรอ อีกสองปี ถือว่าพ้นเวลา ถือว่าถึงที่สุดตามวรรคสอง อุทธรณ์ไม่ได้ตามมาตรา 223

            ส่วน 228 เป็นตัวแทรกมาว่าให้มีระยะเวลาสองคราว เลือกระยะเวลามา

            เพราะฉะนั้นนี่คือความแตกต่างก็คือระยะเวลาในการยื่นอุทธรณ์ สำคัญอย่างไร คือถ้าไม่ยื่นในกำหนดเป็นที่สุดตาม 147 วรรคสอง

            ในมาตรา 223 ในเรื่องถึงที่สุด ข้อหนึ่งเรารู้แล้ว กฎหมายเขียนว่าถึงที่สุดตาม 147 วรรคหนึ่ง    

            อันที่สอง ก็ดูจาก 147 วรรคสองคือต้องยื่นภายในกำหนด 229 ภายในหนึ่งเดือน 226  228 ในระยะเวลาที่กำหนด

            ห้ามพูดว่าสามสิบวัน ต้องพูดว่าหนึ่งเดือน ( 28 29 30 31 ) และข้อที่สามกฎหมายไมได้เขียนว่าเป็นที่สุด แต่มันเป็นที่สุดโดยสภาพของตัวมันเอง

            ก็ดูจากพฤติการณ์ว่าข้อที่หนึ่งโดยสภาพของมันเอง มันอุทธรณ์ไม่ได้ เช่นคำสั่งคำร้องของศาลฏีกาที่ 617/2515 โจทก์แพ้คดีโจทก์อุทธรณ์ จำเลยก็เลยยื่นอุทธรณ์ว่า คำสั่งศาลชั้นต้นไม่ชอบ โดยสภาพคัดค้านไม่ได้ เพราะการรับชอบหรือไม่ มีทางออกอยู่แล้วคือการแก้อุทธรณ์ตาม 237 คือยื่นอุทธรณ์แล้วศาลชั้นต้นไม่ควรรับ ทางแก้ของการชนะคดีคือ ตาม 237 คือยื่นคำแก้อุทธรณ์ เพราะเป็นคำคู่ความด้วยเหตุนี้เองโดยสภาพ คำสั่งของศาลชั้นต้นแต่ถ้าลชั้นต้นไม่รับก็อุทธรณ์ได้ตาม 234 และเป็นการอุทธรณ์ตาม 234 เปิดทาง เราจะคุยกันละเอียดตาม 232 และ 234 เพราะอาจารย์เคยคิดออกแต่ได้รับการท้วงว่ายากไป และเป็นประเด็นเมื่อสองปีที่แล้ว ที่ท่านองค์มนตรีออก 224 และ 226

            เราจะคุยกันอีกทีว่าทำไมมันต่างกันอย่างไร ในข้อต่อไปก็คือถ้าคู่กรณีสละสิทธิก็อุทธรณ์ไม่ได้

            2488/2516

        การที่คู่ความตกลงกันให้ศาลไปตรวจดูที่พิพาท แล้วให้ศาลชี้ขาดตามที่เห็นสมควรโดยคู่ความยินยอมตามที่ศาลชี้ขาดนั้นหาใช่เป็นการตกลงกันหรือประนีประนอมยอมความกันในประเด็นแห่งคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 ไม่ เพราะศาลยังต้องชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีอีกว่าที่พิพาทควรจะเป็นของใครเพียงใด คดีจึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 แต่เมื่อศาลตรวจดูที่พิพาทแล้ว เห็นว่า ไม่อาจชี้ชัดลงไปได้ว่าเป็นของฝ่ายใด จึงพิพากษาให้แบ่งที่พิพาทออกเป็นสองส่วน ให้โจทก์จำเลยได้ฝ่ายละส่วน โจทก์จะอุทธรณ์ว่าที่พิพาทมีลักษณะเหมือนของโจทก์ ควรให้โจทก์ชนะคดีตามฟ้อง ดังนี้หาได้ไม่ เพราะเท่ากับไม่ยอมปฏิบัติตามคำชี้ขาดของศาลตามที่ตกลงไว้นั่นเอง เมื่อไม่ปรากฏว่าคำชี้ขาดของศาลชั้นต้นเป็นไปโดยมิชอบ ศาลสูงก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงให้เป็นอย่างอื่น

 

           คู่กรณีแถลงรับข้อเท็จจริงในศาล ว่าให้ศาลวินิจฉัยเถอะครับ จะไม่อุทธรณ์ ศาลฏีกาบอกว่าสละประเด็นแล้วโดยสภาพอุทธรณ์ไม่ได้

            4310/2531

          ระหว่างระยะเวลาที่คู่ความอาจอุทธรณ์คดีแพ่งได้ โจทก์กับจำเลยตกลงกันในการพิจารณาคดีอาญาที่โจทก์ฟ้องจำเลยข้อหาโกงเจ้าหนี้ และเบิกความเท็จว่าโจทก์ยอมถอนฟ้องคดีดังกล่าวแลกกับการที่จำเลยงดเว้นการใช้สิทธิอุทธรณ์คดีแพ่ง จำเลยยืนยันรับข้อตกลงดังกล่าว เมื่อโจทก์ถอนฟ้องคดีอาญาตามข้อตกลงแล้ว ก็ถือได้ว่าจำเลยสละสิทธิอุทธรณ์คดีนี้ไปแล้วตามข้อตกลงดังกล่าว จำเลยจะกลับมาใช้สิทธิอุทธรณ์คดีแพ่งไม่ได้ ศาลฎีการับฟังสำเนารายงานกระบวนพิจารณาของศาลในอีกคดีหนึ่งซึ่งเพิ่งเกิดขึ้นหลังจากศาลชั้นต้นพิพากษาคดีนี้ได้ เพราะโจทก์ย่อมไม่อาจนำสืบถึงรายงานกระบวนพิจารณาดังกล่าวในศาลชั้นต้นได้

             คู่ความไปทำสัญญายอมนอกศาลและถือสัญญานั้นมาเสนอต่อศาลขอให้พิพากษาตามยอมและยอกว่าจะไม่อุทธรณ์ฏีกาอีก พอศาลพิพากษาก็มาขออุทธรณ์ กรณีเป็นการสละสิทธิแล้ว

            เราได้หลักว่าเมื่อเป็นคำสั่งถึงที่สุดก็แปลว่าเมื่อกฎหมายเขียนไว้ หรือพ้นระยะเวลาอุทธรณ์  และเมื่อสภาพของคำสั่งนั้นอุทธรณ์ไม่ได้ คือตัวกฎหมายเขียนหรือคู่กรณีสละ

            ย้อนกลับมาเราจะพ้นคำว่าถึงที่สุดหรือไม่แล้ว

            ต่อไปคือเริ่มอุทธรณ์ได้ ในการอุทธรณ์นั้นเป็นเรื่องที่ต้องทำเป็นคำฟ้อง เมื่อทำเป็นคำฟ้องก็ต้องเสียค่าขึ้นศาลในมาตรา 150 วรรคสอง มีเงื่อนไข หนึ่งขอ คือเวลายื่นคำฟ้องต้องเสียค่าขึ้นศาล เว้นแต่จะขออนาถา ในชั้นอุทธรณ์ก็เหมือนกัน จะไม่เสียค่าขึ้นศาลได้ก็คือขออนาถา แต่ให้ถือหลักอย่างนี้ครับคือค่าขึ้นศาลเกี่ยวกับอุทธรณ์ สองสามกรณี

            หนึ่ง ยื่นฟ้องค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ หรือไม่มีทุนทรัพย์ก็ตามอัตราที่ศาลกำหนดไว้ และมีค่าขึ้นศาลในอนาคต

            และเดียวจะมีเงินตาม 229 ซึ่งเงินสองก้อนนี้ผลต่างกัน เงินค่าขึ้นศาลเป็นไปตามมาตรา 18 ถ้าไม่เสียก็เรียกให้มาเสีย ส่วน 229 ถ้าไม่วางศาลยกได้ทันที เพราะไม่เสียค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทน เงินค่าขึ้นศาลถ้าเสียไม่ครบ แต่ถ้าจะมีการให้ดอกเบี้ยต้องมีการวางเงินหรือต่อมาทราบว่าทุนทรัพย์เพิ่มขึ้นศาลอุทธรณ์พิพากษาแล้วเพิ่มเกินจากที่วางเงินไว้ ค่าขึ้นศาลเสียเพิ่มก็เป็นตาม 233 ถ้าเงินค่าขึ้นศาลเสียไม่ครบศาลต้องเรียกเพิ่ม ถ้าไม่วาง ก็มีบทบังคับได้ ต่างจาก 229 ถ้าไม่วาง ก็ยก วางเกือบครบ ก็ยก วางเกินศาลก็คืนให้นี่คือเงินส่วนที่สอง

            อันต่อไปคำฟ้องอุทธรณ์เป็นคำฟ้องตามมาตรา 1 อนุสาม และเป็นคำคู่ความตาม 1 อนุห้า และเป็นไปตามมาตรา 67 เปิดตัวบท ในมาตรา 67 วรรคท้าย ก็คือในการยื่นหรือส่งคำคู่ความก็คือ ทำตามมาตรา 1 อนุห้า คือคำฟ้อง สรุปคือเป็นคำคู่ความ ในการยื่นหรือส่งต้องทำตามแบบ ที่สำนักงานศาลกำหนด ก็มีแบบคำฟ้องฟ้องอุทธรณ์ สมัยก่อนก็ถือเคร่งครัดต้องมาหยิบเอาแบบศาล ต่อมาก็มีคอมพิวเตอร์ แม้ในยุคแรกไม่แพร่หลาย ตัวกระโดดไปมา มันมีหลักอยู่คือ ใน 2243/2523 คอมพิวเตอร์มีแต่ตัวใหญ่ ก็เกิดหลักจากฏีกานี้ ว่า รูปแบบทำให้เหมือนศาลกำหนดมากที่สุด แต่เน้นเนื้อหาว่าต้องเป็นหนังสือ และต้องชัดแจ้ง นั่นคือหลักสำคัญ ต่อมาก็มีเรื่องเข้าสู่ศาลฏีกา 887/2542 สังเกตตอนทำอุทธรณ์ข้อหนึ่งคือลอกคำพิพากษามาเป๊ะเลย ข้อสองด้วยความเคารพ โจทก์ไม่เห็นด้วยตาม นี้ๆๆ ก็ว่าไป ก็มีคนหนึ่งไม่ลอกคำพิพากษาศาลชั้นต้นขึ้นมาก็ฟังธงไปเลยครับ ศาลชั้นต้นไม่รับ ก็มีฏีกาประชุมใหญ่เลยครับ

            ก็ได้สรุปว่า ไม่จำเป็นต้องลอกคำพิพากษาศาลชั้นต้นก่อน ก็เกิดเป็นแนวว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ต้องลอก ขณะนี้ก็ยังลอกกันอยู่ก็มีโผล่เป็นระยะ ฟันธงไปเลย ไม่ต้องตั้งหลักกันเลยครับ นั่นก็คือประเด็นหลักในเรื่องอุทธรณ์

            คราวนี้อุทธรณ์ต้องชัดแจ้ง คือต้องโต้แย้งสิทธิ คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น ว่าโต้แย้งสิทธิผู้อุทธรณ์และไม่ถูกที่ถูกต้องเป็นอย่างไร การยื่นอุทธรณ์ต้องชัดแจ้งตาม 225 วรรคหนึ่ง ก็คือโต้แย้งสิทธิผู้อุทธรณ์และให้ถูกต้อง

            ด้วเหตุนี้เองเมื่อหลักเป็นอย่างนี้ ก็โต้แย้งสิทธิ มีกรอบคิดคนที่ยื่นอุทธรณ์ไม่ต้องเป็นคู่ความเท่านั้น แต่ขอให้เป็นคนที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาหรือคำสั่งโต้แย้งสิทธิเช่นคู่ความชนะคดี แต่สิทธิโดนกระทบ

            4641/2540  

        ผู้รับโอนเป็นบุคคลภายนอกซึ่งมิได้เป็นคู่ความในกระบวนพิจารณาของศาลด้วย การที่ศาลชั้นต้นก้าวล่วงไปมีคำสั่งให้เพิกถอนการโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินที่ผู้รับโอนซื้อมาจากจำเลย แทนที่จะสั่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้คัดค้านไปดำเนินการสั่งเพิกถอนการโอนตาม พ.ร.บ.ล้มละลายพ.ศ.2483 มาตรา 113, 114 คำสั่งนั้นย่อมไม่ผูกพันผู้รับโอนตาม ป.วิ.พ.มาตรา 145 เมื่อคำสั่งนั้นไม่ผูกพันผู้รับโอน ผู้รับโอนจึงไม่ถูกโต้แย้งสิทธิในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ซื้อมาจากจำเลยตาม ป.วิ.พ.มาตรา 55 ผู้รับโอนจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น

 

            4004/2520 – ค้นไม่พบ

            เช่นโจทก์ฟ้องว่าที่เป็นของโจทก์จำเลยบอกว่าเป็นของจำเลย ศาลพิพากษาว่าที่ดินเป็นของโจทก์แต่เป็นฟ้องซ้อนยกฟ้อง จำเลยรับไม่ได้เพราะเดียวจะไปผูกผันคดีอื่น ชนะคดีครับแต่ถูกโต้แย้งสิทธิจำเลยอุทธรณ์ได้

            4597/2531

        โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนขายบ้านให้โจทก์จำเลยให้การว่าจำเลยไม่เคยขายบ้านให้โจทก์ สัญญาซื้อขายบ้านที่โจทก์อ้างเป็นเอกสารปลอมและเป็นการซื้อขายเสร็จเด็ดขาดโดยไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นโมฆะ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยทำสัญญาขายบ้านให้โจทก์แล้วจำเลยทำสัญญาเช่าบ้านด้วย แสดงเจตนาซื้อขายบ้านเสร็จเด็ดขาด เมื่อไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่สัญญาซื้อขายเป็นโมฆะ ดังนี้แม้จำเลยจะเป็นฝ่ายชนะคดีในศาลชั้นต้น แต่ที่ศาลวินิจฉัยว่าจำเลยทำสัญญาขายบ้านให้แก่โจทก์แล้วทำสัญญาเช่าบ้านนั้นอาจทำให้จำเลยเสียสิทธิเป็นที่เสียหายหรือเป็นโทษแก่จำเลย จำเลยย่อมมีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาในประเด็นดังกล่าวได้

            โจทก์ฟ้องว่าขายบ้าน จำเลยบอกไม่ได้ขาย ศาลยกฟ้อง แต่บอกว่าขายแต่สัญญาเป็นโมฆะ อุทธรณ์ได้เพราะมีผลกระทบเยอะอย่างน้อยก็ภาษี แล้วแหละ

            คู่ความแม้ว่าเป็นฝ่ายชนะคดีฏีกาแนวหลังๆ เช่นมีการยื่นอุทธรณ์ฟ้องเช่นฟ้องขอให้โจทก์ใช้คืนรถถ้าคืนไม่ได้ให้ใช้เงินถ้าศษลพิพากษาว่าให้คืนรถก็ถือว่าชนะคดีตามคำขอแล้ว โจทก์บอกจะขอเงินไม่ได้เพราะถือว่าชนะไปแล้วตามสิ่งที่ตัวเองได้ขอไว้ เช่นขอหลายทางศาลให้แล้วหนึ่งทางก็เป็นไปตามนั้น ส่วนจะชอบใจหรือไม่

            1198/2538

          ตามฟ้องและคำให้การมีประเด็นข้อพิพาทว่าทางพิพาททั้งหกสายเป็นทางสาธารณะหรือไม่และในชั้นอุทธรณ์โจทก์อุทธรณ์แต่เพียงว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณะไม่มีประเด็นวินิจฉัยว่าทางพิพาทเป็นทางภารจำยอมดังนั้นการที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าทางพิพาทเป็นทางภารจำยอมจึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นสมประโยชน์แก่จำเลยแล้วจำเลยจึงไม่อาจยกประเด็นนี้ขึ้นอุทธรณ์ฎีกาได้อีก

 

             2682/2540

        คำฟ้องและคำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์ระบุว่า ขอให้จำเลยทั้งห้าเปิดทางให้โจทก์ 1 ทาง ใน 3 ทาง ตามแผนที่เอกสารท้ายฟ้องแสดงว่าโจทก์พอใจในเส้นทางใดเส้นทางหนึ่งใน 3 เส้นทางนั้นแล้วฉะนั้น เมื่อศาลพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 เปิดทางที่ 1 ให้โจทก์ซึ่งตรงตามคำขอของโจทก์แล้ว โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิฎีกาอ้างว่าทางที่ 1 ไม่สะดวกเพราะเป็นทางคดหักมุมไม่สะดวกในการใช้อีกได้เพราะเป็นการขัดกับคำฟ้องและคำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์นั้นเอง ฟ้องของโจทก์ขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันเปิดทางเดินให้โจทก์ตามสัญญาจะซื้อขาย เป็นคำขอหลักแห่งคดี คำขอที่เรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งห้าอันเนื่องจากการไม่เปิดทางเดินให้โจทก์นั้นเป็นคำขอต่อเนื่อง เมื่อคำขอหลักเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง คำขอต่อเนื่องแม้มีทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์ไม่เกินห้าหมื่นบาท ก็ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงด้วย โจทก์ไม่อยู่ในฐานะที่จะฟ้องหรือถูก จ.และ ส.ผู้รับโอนที่ดินโฉนดที่จำเลยทำสัญญาจะซื้อจากโจทก์ฟ้องเพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือใช้ค่าทดแทนแต่อย่างใด คงเป็นสิทธิของ จ. และ ส.ที่จะร้องสอดเข้าในคดี หากเห็นว่าตนมีส่วนตนมีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดีนี้ จึงยังไม่มีเหตุที่จะเรียกคนทั้งสองเข้ามาเป็นจำเลยร่วมตามคำร้องของโจทก์

             ถ้าไม่ใช่คู่ความแต่ถูกกระทบสิทธิก็ฟ้องได้

            เช่นเจ้าหน้าที่ดิน ลูกหนี้ถูกเฉลี่ยทรัพย์ 462/2507

          จำเลยไม่ใช้เงินตามคำพิพากษาตามยอมจนต้องมีการบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยที่จำนองโจทก์ไว้ออกขายทอดตลาดขายได้แล้ว จำเลยร้องคัดค้านว่าขายราคาต่ำไปเจ้าพนักงานบังคับคดีโดยความเห็นชอบของศาลจึงได้รอการจ่ายเงินไว้จนกว่าคดีที่จำเลยร้องคัดค้านนั้นถึงที่สุดดังนี้ ถือว่าจำเลยโต้แย้งการชำระหนี้ให้โจทก์ตลอดมาจำเลยต้องรับผิดใช้ดอกเบี้ยแก่โจทก์ตลอดระยะเวลาที่โต้แย้งนั้นเพราะโจทก์ยังไม่ได้รับชำระหนี้ด้วยความผิดของจำเลยที่ทำการโต้แย้งเอง

ระเบียบการของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่คิดดอกเบี้ยให้เพียงถึงวันขายทอดตลาดจะนำมาใช้บังคับแก่กรณีดังกล่าวข้างต้นหาได้ไม่

            คดีที่เจ้าหนี้ขอชำระหนี้ คดีล้มละลาย หรือ เจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์ ฟ้องขอค่ารักษาทรัพย์ ถ้าศาลไม่ให้หรือให้น้อยไป  

          193/2502

          ค่ารักษาทรัพย์ เป็นค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดี ซึ่งศาลอาจจะพิจารณาสั่งให้ได้ตามที่เห็นสมควรตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161

 

            ละเมิดอำนาจศาลบางทีอาจไม่ใช่คู่ความ เช่นทนายความโดนด่าคู่ความก็ไม่เป็นแต่มาทำละเมิดอำนาจศาลถือหลักว่าใครก็ตามที่ศาลลงโทษละเมิดอำนาจศาลมีสิทธิอุทธรณ์

            4600/2531

          ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลนั้น เป็นความผิดต่อศาลและการลงโทษฐานละเมิดอำนาจศาลย่อมเป็นอำนาจของศาลโดยเฉพาะ การที่จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลว่าโจทก์ฝ่าฝืนคำพิพากษาศาลฎีกา และเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล เมื่อศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่ามิใช่กรณีละเมิดอำนาจศาลให้ยกคำร้อง ของ จำเลย จำเลยย่อมมิใช่ผู้เสียหายอันจะมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งของศาลดังกล่าวได้

            1142/2536

        คำสั่งให้งดการไต่สวนพยานจำเลยที่ 1 ในชั้นขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาของศาลชั้นต้นก่อนที่ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณา หากคู่ความฝ่ายใดไม่เห็นด้วยและประสงค์จะใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งนั้นในภายหลัง จะต้องโต้แย้งคำสั่งให้ศาลจดลงไว้ในรายงาน คู่ความฝ่ายที่โต้แย้งจึงจะมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งนั้นได้ภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีตามความใน ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 226 แต่ปรากฏว่า ศาลชั้นต้นสั่งงดไต่สวนเมื่อวันที่ 21กุมภาพันธ์ 2534 และนัดฟังคำสั่งในวันรุ่งขึ้นเวลา 9 นาฬิกาทนายโจทก์ได้ทราบคำสั่งในวันนั้นแล้ว ดังนั้น ในช่วงเวลาก่อนที่ศาลชั้นต้นจะอ่านคำสั่ง ย่อมมีเวลาเพียงพอที่โจทก์จะโต้แย้งคัดค้านได้ แต่ก็หาได้มีการโต้แย้งคัดค้านไม่ โจทก์จึงหมดสิทธิอุทธรณ์ในปัญหาดังกล่าว อีกทั้งไม่อาจหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นเป็นข้อฎีกาได้ เนื่องจากเป็นข้อที่มิได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในชั้นอุทธรณ์จึงต้องห้ามฎีกาตามความใน ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคแรก (เดิม) แม้ศาลชั้นต้นจะสั่งรับฎีกาข้อนี้ของโจทก์ขึ้นมาด้วย ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย โจทก์ฟ้องคดีพร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ศาลนำวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษามาใช้ โดยยื่นคำร้องขอในกรณีมีเหตุฉุกเฉินรวมเข้ามาด้วยกรณีจึงเป็นไปตามความใน ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 267 ปรากฏว่าหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นำวิธีการชั่วคราวในกรณีมีเหตุฉุกเฉินมาใช้บังคับตามคำขอของโจทก์แล้วจำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำขอโดยพลันให้ศาลชั้นต้นยกเลิกคำสั่งดังกล่าวเสีย ต่อมาเมื่อศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วได้มีคำสั่งยกเลิกคำสั่งเดิมตามคำขอของจำเลยที่ 1 คำสั่งดังกล่าวย่อมเป็นที่สุด ทั้งนี้โดยมิพักต้องคำนึงถึงว่าศาลชั้นต้นได้พิจารณาคำขอของจำเลยที่ 1ในกรณีมีเหตุฉุกเฉินหรือพิจารณาฝ่ายเดียวหรือสองฝ่ายหรือไม่เพราะแม้จะได้ความว่าศาลชั้นต้นได้พิจารณาคำขอของจำเลยที่ 1 ในกรณีธรรมดาเพราะไม่มีเหตุฉุกเฉิน หรือพิจารณาคำขอของจำเลยที่ 1ชนิดสองฝ่ายก็ตาม คำสั่งเพิกถอนคำสั่งเดิมของศาลชั้นต้นก็เป็นการสั่งตามความใน ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 267วรรคสอง ที่บัญญัติว่า คำสั่งดังกล่าวให้เป็นที่สุดอยู่นั่นเอง

 

            แต่ถ้าเป็นเรื่องคนมีการอ้างว่าละเมิดอำนาจศาล เช่น ทนายความโดนด่าแต่ศาลไม่ลง โทษละเมิดอำนาจศาล อย่างนี้อุทธรณ์ไม่ได้เพราะคดีละเมิดอำนาจเป็นเรื่องระหว่างศาลกับคนถูกลงโทษ

            22/2497

        ฟ้องเดิมระบุมาตราที่ขอให้ลงโทษจำเลยเพียงมาตรา 314 ครั้นศาลตรวจฟ้องมีคำสั่งให้ยกฟ้องเสียโจทก์อุทธรณ์และได้มีการบังอาจเติมมาตรา 304 ลงในคำขอท้ายฟ้องในสำนวนที่อยู่ในความดูแลรักษาของศาลศาลเรียกทนายโจทก์และผู้เขียนฟ้องเดิมมาสอบถาม คนทั้ง 2 ยังยืนยันแถลงเท็จต่อศาลว่ามีมาตรา 304 ในฟ้องเดิมก่อนแล้วโดยไม่มีความเคารพยำเกรง ศาลทำให้เกิดความเสียหายแก่ราชการศาลดังนี้ ต้องถือว่าได้ประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลได้แล้ว แม้ไม่ได้กระทำลงต่อหน้าศาลก็เป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลได้

            1316/2509 ค้นไม่พบ  วางหลักเหมือนกันหมดคือถ้าเป็นเรื่องละเมิดอำนาจศาลลงใครก็ตามคนนั้นอุทธรณ์ได้ แต่ถ้าไม่ลงโทษคนกล่าวหา ก็ลงโทษไม่ได้ หากศาลพิพากษากลับให้ยกฟ้องอัยการฏีกาได้ เพราะถือว่าดูแลกฎหมายในเรื่องนี้ เรื่องสุดท้ายที่จะคุยกันเนื่องจากเราจะเห็นว่าการจะอุทธรณ์ก็ดูว่าจะที่สุดหรือไม่ หรือดูสิทธิอุทธรณ์ว่าต้องห้ามตามกฎหมายหรือไม่ แล้วถ้ากฎหมายเปลี่ยนแปลง การอุทธรณ์จะถือเอาสิทธิตอนไหน คำตอบก็คือให้ดูขณะยื่นอุทธรณ์ไม่ว่าคดีดังกล่าวจะดำเนินการมาอย่างไร ถ้าพอมีคำพิพากษาหรือคำสั่งแล้วเกิดสิทธิหรือไม่นับไปหนึ่งเดือน

            หรือคุณมีสิทธิอุทธรณ์ได้ตลอด พอยื่นแล้วกฎหมายเปลี่ยนให้ดูวันยื่นอุทธรณ์

            การแก้ไขมาตรา 309 ทวิของวิแพ่งเดิมอุทธรณ์ได้ ต่อมาให้เป็นที่สุดมีการแก้ไขกฎหมายก็มาดูว่าวินาทีที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง และถึงเวลาที่เขายื่นอุทธรณ์นั้น เป็นที่สุดหรือไม่ ถ้าได้ยื่นหลังกฎหมายห้าม แม้ขณะเป็นคดีมาตลอดมันไม่เป็นที่สุดก็ต้องห้ามอุทธรณ์

            9865/2544

        ขณะที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดอ้างว่าราคาไม่เหมาะสมเพราะราคาต่ำกว่าราคาประเมิน เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงปฏิบัติหน้าที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายนั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่และมาตรา 309 ทวิ มีผลใช้บังคับแล้ว จึงต้องนำมาใช้กับกรณีนี้โดยไม่คำนึงว่าคดีนี้จะมีการฟ้องร้องต่อกันก่อนที่บทบัญญัติทั้งสองมาตราดังกล่าวจะมีผลใช้บังคับแล้วหรือไม่เมื่อคำร้องดังกล่าวศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องซึ่งมีผลเท่ากับยกคำร้องและศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ย่อมเป็นที่สุด

 

            3545/2547  

แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษาตามยอมก่อนที่ ป.วิ.พ. มาตรา 309 ทวิ ที่แก้ไขเพิ่มเติมจะมีผลใช้บังคับก็ตาม แต่จำเลยยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2546 หลังจากบทบัญญัติมาตรา 309 ทวิ ที่แก้ไขเพิ่มเติมใหม่ อันเป็นกฎหมายวิธีสบัญญัติมีผลใช้บังคับแก่คู่ความแล้ว คดีของจำเลยจึงต้องตกอยู่ภายใต้บังคับของบทบัญญัติดังกล่าว จำเลยลูกหนี้ตามพิพากษายื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้มีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาด เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแล้ว คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุด จำเลยไม่มีสิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ได้อีกต่อไป ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยมาจึงไม่ชอบ

            สิ่งที่คุยกันทั้งหมดครึ่งมาตรา เก็บยกยอดไว้ครั้งหน้าสวัสดีครับ

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages