++ ทบทวน//สรุปหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง : มาตรา 253, 253 ทวิ, 254-263, 255, 260, 261, 264, 266-270, 271,272, 273, 274 ++

9,445 views
Skip to first unread message

arunarun chitt

unread,
Nov 26, 2013, 10:23:38 AM11/26/13
to law...@googlegroups.com


 วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาและการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง          

              จำเลยขอคุ้มครองชั่วคราว ( มาตรา  253-253 ทวิ) 

              การที่จำเลยจะขอให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์วางเงิน หรือหาประกันมาวางศาล เพื่อการชำระค่าฤชาธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายนั้น ก็เฉพาะที่มีเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น  คือ   โจทก์มิได้มีภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานอยู่ในราชอาณาจักร   และไม่มีทรัพย์สินที่อาจจะถูกบังคับคดีได้อยู่ในราชอาณาจักร  หรือ  เป็นที่เชื่อได้ว่า เมื่อโจทก์แพ้คดีแล้ว จะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย      จำเลยชอบที่จะขอให้ศาลมีคำสั่งได้  ไม่จำเป็นต้องมีทั้งสองเหตุดังกล่าวประกอบกัน (ฎ. 1107/30)   ไม่จำต้องพิจารณาว่าฝ่ายใดจะแพ้ หรือชนะคดี  เพราะศาลมีอำนาจที่จะพิพากษาให้คู่ความฝ่ายที่ชนะคดีเสียค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงได้ตามมาตรา  161( ฎ. 1715/25) 

            - คำสั่งของศาลที่ให้โจทก์วางเงินค่าฤชาธรรมเนียม หรือค่าใช้จ่ายตามมาตรา  253   มีผลจนกว่าคดีจะถึงที่สุด  แต่เมื่อคดียังไม่ถึงที่สุด โจทก์ก็ต้องวางเงินตามที่ศาลกำหนด (ฎ. 1487/29)   หากไม่วาง ศาลต้องจำหน่ายคดีออกจากสารบบความตาม  253 วรรรคสาม (ฎ. 271/43)

        - ก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งให้โจทก์วางเงินตาม  253 ,253 ทวิ  ศาลต้องทำการไต่สวนก่อน   แต่ถ้าหากปรากฎชัดเจนแล้ว่าโจทก์ยอมรับว่าตนมีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศ และไม่มีทรัพย์สินที่อาจถูกบังคับคดีได้อยู่ในราชอาณาจักร ศาลก็ไม่จำต้องไต่สวนในเหตุนี้อีก

            - คดีร้องขัดทรัพย์ ผู้ร้องมีฐานะเสมือนเป็นโจทก์ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิขอให้โจทก์ในคดีเดิมซึ่งมีฐานะเสมือนจำเลยวางเงินตาม  253  (ฎ.500/04) 

- คำสั่งตาม  253  เป็นคำสั่งเกี่ยวด้วยคำขอเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของคู่ความในระหว่างการพิจารณาตาม 228(2)   คู่ความย่อมอุทธรณ์ หรือฎีกาได้  ไม่ถือเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา (ฎ. 1106/30)  

โจทก์ขอคุ้มครองชั่วคราว  (มาตรา   254-263)

-  โจทก์ขอคุ้มครองชั่วคราว ตาม  254   ไม่นำไปใช้ในคดีมโนสาเร่   และโจทก์เท่านั้นที่มีสิทธิของคุ้มครองได้ (ผู้เป็นโจทก์ มาแต่ศาลชั้นต้น)   แม้จำเลยจะเป็นผู้อุทธรณ์ก็ไม่อานขอตาม  254 ได้  แต่ในกรณีที่จำเลยฟ้องแย้งโจทก์  จำเลยมีฐานะเป็นโจทก์ จึงมีสิทธิขอคุ้มครองตาม  254 ได้      เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยในคดีอื่นถือว่าเป็นบุคคลภายนอกคดี  ไม่มีสิทธิที่จะร้องขอคุ้มครองตาม  254 

-  โจทก์มีสิทธิขอคุ้มครอง ตาม  254  ได้ในระหว่างที่คดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาล ไม่ว่าจะเป็นคดีที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น อุทธรณ์ หรือชั้นฎีกา ก็ตาม  

จำเลยจะขอทุเลาการบังคับคำสั่งศาลตาม 254 ไม่ได้  แต่อุทธรณ์คำสั่งได้ทันทีตาม  228(2)   เนื่องจาก การขอคุ้มครองตาม  254 เป็นเรื่องที่จะต้องดำเนินการก่อนพิพากษา  ส่วนการขอทุเลาเป็นขั้นตอนหลังศาลพิพากษาคดีหรือประเด็นแห่งคดี แล้ว  ประกอบกับคำขอตาม   254  ต้องยื่นก่อนศาลพิพากษาคดี เท่านั้น 

- คำขอตาม  254(1) และ(4)  เป็นคำขอฝ่ายเดียวโดยเคร่งครัด 

- วัตถุประสงค์ของการขอคุ้มครองตาม 254  ก็เพื่อให้โจทก์สามารถบังคับคดีได้เมื่อศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีในภายหลัง   ดังนั้น สิ่งที่โจทก์จะขอคุ้มครองจึงต้องตรงกับการกระทำของจำเลยที่ถูกฟ้อง หรืออยู่ในประเด็นแห่งคดีเท่านั้น   เช่น   คดีที่ร้องขอให้ศาลสั่งให้ผู้เยาว์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายนั้น ไม่ใช่คำขอที่เกี่ยวกับทรัพย์สิน ผู้ร้องจึงจะมาขออายัดเงินบำนาญหรือเงินบำนาญพิเศษของผู้ตายไม่ได้(ฎ.173/23)    และนั้นการขอคุ้มครองต้องขอภายในขอบเขตตามที่มาตรา  254 (1)-(4) ให้อำนาจไว้  คำขอที่นอกเหนือจากนี้จะขอคุ้มครองไม่ได้

- กรณีการอายัด   หมายถึง การอายัดสิทธิเรียกร้องที่บุคคลภายนอกต้องชำระให้จำเลย ซึ่งจะต้องเป็นหนี้ที่ถึงกำหนดชำระด้วย  

- ในครั้งแรกโจทก์ขออายัดที่ดินของจำเลยไว้ชั่วคราว ส่วนในครั้งหลังขออายัดเงินที่จำเลยจะได้จากการขายที่ดินแลงเดียวกัน  เป็นคนละเหตุ  ดังนี้ไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ(ฎ.692/44) 

- การยึดทรัพย์ชั่วคราวก่อนพิพากษา  บุคคลภายนอกจะมาอ้างว่ามีบุริมสิทธิเหนือทรัพย์สินยังไม่ได้  เพราะยังไม่ได้ดำเนินการบังคับชำระหนี้  (ฎ. 974/29)   และเมื่อมีการยึดหรืออายัดในชั้นคุ้มครองชั่วคราวตาม  254(1) เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาคดีอื่นสามารถยึดหรืออายึดอีกได้  ไม่ต้องห้ามตาม  290  เพราะ มาตรา  290  ต้องเป็นการยึดหรืออายัดโดยเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาด้วยกัน  ส่วนคำสั่งตาม  254  เป็นเพียงวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา ไม่ใช่การบังคับคดีตามคำพิพากษา(ฎ. 9270/47)    และเมื่อมีการอายัดตาม  290  ได้ หากมีการส่งเงินนั้นไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดี การอายัดตาม 290 เสร็จสิ้นแล้ว  การอายัดชั่วคราวตาม  254  ย่อมสิ้นผลไปโดยปริยาย

- กรณีห้ามจำเลยกระทำซ้ำ หรือกระทำต่อไป ตาม 254 (2) ใช้กับการขอให้ส่งบุตรคืนด้วย เพราะมิใช่บทบัญญัติให้ใช้เฉพาะทรัพย์เท่านั้น(ฎ. 1509/14) 

- คำสั่งตาม  254(2)  ต้องเป็นการห้ามจำเลย จะขอให้ห้ามบุคคลอื่นที่ไม่ใช่จำเลยกระทำ ไม่ได้   เพราะเป็นเรื่องนอกเหนือคำฟ้อง (คร.75/46) 

- แม้การขอคุ้มครองชั่วคราวจะเข้าหลักเกณฑ์ของกฎหมาย  ศาลก็มีดุลพินิจที่จะไม่อนุญาตให้ใช้วิธีการคุ้มครองก็ได้  เพราะจำเลยจะเสียหายด้วยเช่นกัน    (ฎ.24/40 )

ศาลที่มีอำนาจสั่งคำร้องตาม  254  นั้นถ้าคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลใด ไม่ว่าจะเป็นของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ หรือศาลฎีกา  ศาลนั้นๆเท่านั้นที่มีอำนาจพิจารณาสั่งคำร้อง (  หมายความว่าศาลอุทธรณ์ หรือศาลฎีกา ต้องรับสำนวนลงสารบบแล้วจึงจะอยู่ในอำนาจศาลชั้นอุทธรณ์ หรือฎีกา  หากยังไม่ลงสารบบ   เป็นอำนาจของศาลชั้นต้นมีอำนาจสั่ง)   

การพิจารณาคำขอคุ้มครองชั่วคราว ( มาตรา  255) 

-  การพิจารณาว่าคำฟ้องของโจทก์มีมูลเพียงพอที่จะนำวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษามาใช้หรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากคำฟ้อง คำให้การ และพยานหลักฐานโจทก์ในชั้นไต่สวนคำร้องดังกล่าวเท่านั้น   คำเบิกความที่แนบมาท้ายฎีกาซึ่งเป็นคำเบิกความในคดีอื่นมิใช่พยานหลักฐานในชั้นไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวฯ  จึงรับฟังไม่ได้ (ฎ. 7140/47)  

-  การที่ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตตามคำขอคุ้มครองชั่วคราวได้นั้น ต้องมีการไต่สวนให้ได้ความตาม  มาตรา  255  ก่อน   ศาลจะสั่งอนุญาตโดยมิได้ทำการไต่สวนก่อนมิได้(ฎ. 508/92)  เว้นแต่โจทก์และจำเลยรับข้อเท็จจริง ว่าครบถ้วนตาม  254  จึงไม่ต้องไต่สวน(ฎ.  6/34)   กรณีที่ขอคุ้มครองชั่วคราวแต่บรรยายคำร้องไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะขอคุ้มครองได้ ศาลมีอำนาจยกคำร้องโดยไม่ต้องไต่สวน(ฎ. 970/19) 

-โจทก์จะฟ้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจหรือไม่นั้น ไม่ใช่ประเด็นที่ศาลจะต้องพิจารณาในชั้นขอคุ้มครองฯ เพราะตราบใดที่ศาลชั้นต้นยังมิได้พิพากษาหรือจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ คู่ความย่อมมีสิทธิขอคุ้มครองชั่วคราวฯ  ได้เสมอ

- กรณีที่ปรากฏว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ย่อมถือว่าคำฟ้องไม่มีมูลที่จะนำวิธีการคุ้มครองชั่วคราวฯ  มาบังคับ(ฎ.  1947/39) 

- ในกรณีที่คำฟ้อง และคำให้การ  คำร้องและคำคัดค้านของโจทก์และจำเลยรับกันไปแล้วจนได้ข้อเท็จจริงครบถ้วนตาม  254    ดังนี้ ศาลสามารถสั่งอนุญาตให้ใช้วิธีคุ้มครองได้โดยไม่ต้องไต่สวนก็ได้ (ฎ.6/34)

-กรณีที่โจทก์ขอให้คุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา โดยบรรยายมาในคำร้องซึ่งไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะขอค้มครองชั่วคราวได้  ดังนี้ ศาลมีอำนาจที่จะสั่งให้ยกคำร้องได้โดยไม่ต้องไต่สวนก่อน(ฎ.970/19)  ซึ่งถ้าเป็นกรณีที่จะอนุญาต ตามมาตรา  255 วรรคแรก จะต้องไต่สวน  

- โจทก์ขอให้ยึดทรัพย์ กรณีต้องสืบให้ได้ความว่าจำเลยตั้งใจจะจำหน่ายทรัพย์ให้พ้นจากอำนาจศาล  การที่สืบเพียงว่าจำเลยมีหนี้สินมากกว่าทรัพย์สิน  ยังถือไม่ได้ว่า มีเหตุเพียงพอที่จะสั่งยึดทรัพย์ชั่วคราว (ฎ.920/24) 

- กรณีมีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองชั่วคราวมาใช้  เช่น การที่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยก่อสร้างทางปิดทางเข้าออกซึ่งมีอยู่ทางเดียว (ฎ.1343/2538) , โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ ซึ่งจำเลยเช่าจากโจทย์  แต่จำเลยผิดสัญญาเช่าเพราะนำทรัพย์สินดังกล่าวไปให้ผู้อื่นเช่าช่วง  และยังปลูกสร้างอาคาร หรือยินยอมให้ผู้อื่นปลูกสร้างอาคารในที่ดินของโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาต   โจทก์จึงยื่นคำร้องของคุ้มครองฯ ตาม  254(2)  ให้ศาลสั่งห้ามจำเลยได้ว่า ห้ามนำทรัพย์สินของโจทก์ตามฟ้องออกให้คนอื่นเช่าช่วงจนกว่าคดีจะถึงที่สุด  เพราะอยู่ในขอบเขตตามความจำเป็นเพื่อคุ้มครองโจทก์มิให้เสียหายจากการกระทำผิดสัญญาของจำเลยต่อไป (ฎ. 1868/48)

             ผลของวิธีการชั่วคราวเมื่อศาลพิพากษาคดีแล้ว (มาตรา  260)                               

- คำว่าศาล ตามมาตรา  260   มิได้หมายถึงศาลที่มีคำพิพากษาชั้นที่สุด  แต่หมายถึงศาลที่มีคำสั่งกำหนดวิธีการชั่วคราว   ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องของโจทก์แล้ว ฎีกาของโจทก์ซึ่งคัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นเกี่ยวกับการอายัดทรัพย์ของจำเลยในระหว่างพิจารณา จึงไม่จำเป็นที่จะต้องพิจารณาต่อไป (ฎ.1449/31)

- มาตรา  260   เป็นบทบัญญัติในชั้นขอคุ้มครองสิทธิของคู่ความในระหว่างคดีก่อนมีคำพิพากษาในแต่ละชั้นศาล  ศาลในชั้นนี้ย่อมหมายถึงศาลชั้นต้นนั่นเอง หาใช่ศาลที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดไม้(ฎ.3347/35) 

- ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ค้ำประกันนำหนังสือรับรองการทำประโยชน์ มาเป็นหลักประกันแทนที่ดินของจำเลยที่ศาลมีคำสั่งห้ามกระทำนิติกรรมชั่วคราวในระหว่างพิจารณา  ตาม  265,259,274  เมื่อศาลพิพากษาให้จำเลยชนะคดี และโจทก์มิได้ยื่นคำขอฝ่ายเดียวในกำหนด 7 วัน  นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาแสดงว่าตนจะยื่นอุทธรณ์หรือฏีกา   คำสั่งของศาลเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวนั้นเป็นอันยกเลิกไป ผู้ค้ำประกันขอหลักประกันในชั้นขอคุ้มครองชั่วคราวคืนได้ (ฎ. 3504/41) 

-  การที่ศาลพิพากษาให้จำเลยเป็นฝ่ายชนะคดี ศาลไม่ได้กล่าวถึงวีการชั่วคราวฯ   แม้โจทก์จะไม่ได้ยื่นคำขอต่อศาลชั้นต้นภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา คำสั่งเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวเป็นอันยกเลิกไปก็ตาม  แต่เมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์แล้ว  โจทก์ก็มีสิทธิที่จะขอทุเลาการบังคับคดี  หรือขอคุ้มครองประโยชน์ตามมาตรา  264  ได้

การขอให้ถอนหมายห้ามชั่วคราว ( มาตรา  261) 

-  มาตรา  261   ระบุว่า บุคคลภายนอกขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด หรือคัดค้านคำสั่งอายัด  ให้นำมาตรา  288, หรือมาตรา 312  แล้วแต่กรณีมาใช้บังคับโดยอนุโลมนั้น  แสดงว่าบุคคลภายนอกดังกล่าวต้องยื่นคำขอเข้ามาในคดีเดิม  จะฟ้องเข้ามาเป็นคดีใหม่ไม่ได้ (ฎ.2624/43) 

-  กรณีที่บุคคลภายนอกคัดค้านการอายัด ศาลต้องดำเนินกระบวนพิจารณาตามบทบัญญัติมาตรา  312  และเมื่อทำการไต่สวนแล้วฟังได้ตามคำคัดค้าน ศาลก็ต้องเพิกถอนคำสั่งอายัดนั้น (ฎ. 1673/45) 

-  คำขอที่ขอให้ถอนหมายชั่วคราวตาม  261 นั้น ต้องโต้แย้งว่าวิธีการชั่วคราวตามคำสั่งศาลไม่มีเหตุเพียงพอหรือไม่มีเหตุสมควร  มิฉะนั้นแล้วศาลอาจยกคำขอโดยไม่ต้องไต่สวนก่อน (ฎ. 2574/11)  

การแก้ไขหรือยกเลิกวิธีการชั่วคราวเมื่อพฤติการณ์ เปลี่ยนแปลงไป (มาตรา 262)

- แม้คดีมีการอุทธรณ์ฎีกาเกี่ยวกับคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ฯ  ศาลที่คดีนั้นอยู่ในระหว่างพิจารณาตาม  262 วรรคสอง ก็คือศาลชั้นต้น     

คู่ความขอคุ้มครองประโยชน์ระหว่างพิจารณา (มาตรา  264) 

- ผู้มีสิทธิขอคุ้มครองประโยชน์ระหว่างพิจารณานั้น กฎหมายให้คำว่า คู่ความ   ทั้งโจทก์จำเลย จึงเป็นผู้มีสิทธิขอตาม  264  แต่ผู้ที่ไม่ใช้คู่ความในคดี จะขอคุ้มครองไม่ได้   ดังนั้นบุคคลภายนอกหรือผู้ที่เป็นเจ้าหนี้ของจำเลยจะร้องขอคุ้มครองไม่ได้ (ฎ. 2058/35)    กรณีที่ศาลไม่อนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้ามาในคดี ผู้ร้องสอดจึงไม่มีสิทธิขอคุ้มครองตาม  264  (ฎ.4741/33)   

-  เงินที่วางตาม  264  คู่ความที่มีสิทธิต้องมารับไปภายใน  5 ปี ตาม  มาตรา  323

- การขอคุ้มครองตาม  264  ต้องขอคุ้มครองในขณะที่คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล ซึ่งอาจจะเป็นศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ หรือศาลฎีกาก็ได้   ดังนั้น  คดีที่ถึงที่สุดไปแล้วคู่ความจะมาขอคุ้มครองตาม  264 ไม่ได้(ฎ. 5662-3/45) 

- การที่ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราวเพื่อรอฟังผลในคำพิพากษาคดีอื่น มีผลเท่ากับเป็นคำสั่งให้เลื่อนการนั่งพิจารณา  มิใช่เป็นการสั่งจำหน่ายเสียจากสารบบความตาม  132  คดีจึงอยู่ระหว่างการพิจารณา จึงขอคุ้มครองตาม 264 ได้  (ฎ. 421/24)    

- การขอคุ้มครองตาม  264  จะขอให้คุ้มครองในกรณีฉุกเฉินไม่ได้   และกรณีที่ศาลมีคำสั่งให้วางเงินต่อศาลตาม 264  จำเลยจะขอวางหลักทรัพย์อื่นเป็นหลักประกันหาได้ไม่ 

- การขอตาม 264  นั้นต้องอยู่ในขอบข่ายแห่งประเด็นและคำขอบังคับตามคำฟ้องของโจทก์ หรือประโยชน์ตามข้อต่อสู้ข้อเถียงของจำเลยที่ยกขึ้นอ้างในคำให้การ  คู่ความจะขอให้คุ้มครองนอกเหนือไปจากนั้นไม่ได้   เพราะ การขอคุ้มครองตาม  264   เป็นการขอคุ้มครองเพื่อให้ทรัพย์สิน สิทธิ ประโยชน์อย่างหนึ่งอย่างใดที่พิพาทกันในคดี  ได้รับการคุ้มครองไว้จนกว่าศาลจะได้มีคำพิพากษานั้น(. 2239/32) 

- คดีฟ้องถอนอำนาจปกครองเด็ก โจทก์ขอให้จำเลยส่งเด็กให้โจทก์ในระหว่างพิจารณาได้ (ฎ. 2151/23) 

- กรณีที่โจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยชำระหนี้เป็นเงิน  ถือว่าไม่เป็นการพิพาทกันด้วยทรัพย์สิน สิทธิ ประโยชน์ ในคดี  ดังนั้นโจทก์จะขอให้จำเลยนำทรัพย์สินหรือเงินมาว่างศาลตาม  264 ไม่ได้ (ฎ.1244/32)  

 ผลของคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ตาม  264 

- มาตรา  264 วรรคสอง  ให้นำผลของคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ของคู่ความในระหว่างพิจารณาว่าจะมีระยะเวลาเพียงใดนั้น ให้นำมาตรา  260  มาบังคับใช้  แต่อย่างไรก็ตาม คู่ความอาจตกลงกันให้คำสั่งคุ้มครองประโยชน์ มีผลจนคดีถึงที่สุดก็ได้ (ฎ. 168/13) 

 คำขอในเหตุฉุกเฉิน  (มาตรา 266-270

- เมื่อโจทก์มีคำขอตาม  254   พร้อมกับยื่นคำขอในเหตุฉุกเฉิน   ตาม  266,267  บัญญัติให้ศาลพิจารณาคำขอเป็นการด่วน  แต่ถ้าหากศาลมิได้พิจารณาคำขอเป็นการด่วน โดยศาลนัดไต่สวนอีก 3-4 วัน ต่อมา กรณีเช่นนี้จะถือว่าคำสั่งศาลที่ออกตามคำขอดังกล่าวเป็นกรณีมีเหตุฉุกเฉินตาม 267  ไม่ได้  แต่เป็นการพิจารณาไต่สวนคำร้องของโจทก์อย่างวิธีธรรมดา  (ฎ. 1509/14) 

- คำสั่งศาลที่ให้ยกคำขอในเหตุฉุกเฉินของโจทก์เท่านั้นที่มาตรา  267 วรรคหนึ่ง  บัญญัติให้เป็นที่สุด  แต่ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตตามคำขอในเหตุฉุกเฉินเช่นนี้ไม่เป็นที่สุด จำเลยสามารถอุทธรณ์ต่อไปได้   แต่ถ้าศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำขอในเหตุฉุกเฉินของโจทก์  คำสั่งศาลอุทธรณ์เป็นที่สุด ตาม 276 วรรคหนึ่ง 

- แม้ตามมาตรา  267  วรรคสอง จะบัญญัติเฉพาะกรณีจำเลยเป็นผู้ขอให้ยกเลิกคำสั่งศาลที่อนุญาตให้คุ้มครองชั่วคราวก็ตาม   แต่ก็รวมถึงบุคคลภายนอกด้วย เช่น ถ้าคำสั่งอายึดที่ห้ามมิให้บุคคลภายนอกจ่ายเงินให้แก่จำเลย  และบุคคลภายนอกที่ถูกหมายอายัดเป็นผู้ขอให้ยกเลิกหมายอายัด  ดังนี้ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ยกเลิกหมายดายัดก็เป็นที่สุด  (ฎ. 7211/47) 

- การที่ศาลยกคำขอในเหตุฉุกเฉินหรือยกเลิกคำสั่งที่ได้ออกตามคำขอในเหตุฉุกเฉินนั้น ย่อมไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะเสนอคำขอตามมาตรา  264 นั้นใหม่  (ฎ. 7140/47) 

- การนำวิธีการฉุกเฉินนี้ใช้ได้เฉพาะคำขอตามมาตรา  254   ในกรณีที่โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาเท่านั้น  หาอาจนำไปใช้กับกรณีที่จำเลยขอคุ้มครองชั่วคราวตามมาตรา  253  หรือกรณีที่คู่ความขอคุ้มครองประโยชน์ตามมาตรา  264  หาได้ไม่

การร้องขอให้บังคับคดี  (มาตรา 271

ถ้าลูกหนี้ตามคำพิพากษามิได้ปฎิบัติตามคำพิพากษา  เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งได้ภายใน 10  ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง

- ตามมาตรา  271  ผู้มีสิทธิร้องขอให้บังคับคดีต้องเป็นบุคคลที่เป็นฝ่ายชนะคดี  หรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา   ผู้ที่อ้างว่าได้รับสิทธิและหน้าที่ในหนี้ตามคำพิพากษา หรือบุคคลภายนอกแม้ว่าจะได้รับประโยชน์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลพิพากษาตามยอมให้ ก็ไม่ใช่ผู้ชนะคดี  จึงไม่อาจร้องขอให้บังคับคดีได้ (ฎ. 7567/47)   คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานั้น หมายถึง โจทก์ จำเลย หรือผู้ร้องสอด    ซึ่งเป็นคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา (ฎ. 269/08,3090/49) 

- เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอาจเป็นโจทก์ หรืออาจเป็นจำเลย หรืออาจเป็นบุคคลภายนอก ซึ่งร้องสอดเข้ามาในคดีก็ได้  ฉะนั้น ผู้ที่เป็นแต่เพียงผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความเท่านั้น ( เป็นบุคคลภายนอกคดี)  จึงหาใช่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่จะบังคับคดีไม่ (ฎ. 3053/37)

- จำเลยซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดี  ไม่ใช่บุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดี ไม่มีสิทธิขอให้ศาลออกคำบังคับให้โจทก์ไปจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินที่โจทก์และจำเลยถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันให้โจทก์ตามคำพิพากษา (ฎ. 3090/49)

- เจ้าหนี้ของผู้ชนะคดี(เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) จะใช้สิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา เพื่อสวมสิทธิบังคับคดีแทนไม่ได้ เพราะเจ้าหนี้ของผู้ชนะคดีนั้น มิใช่บุคคลผู้เป็นฝ่ายชนะคดี  (ฎ. 6378/39,8325/44 )  ส่วนกรณีมาตรา  57 วรรคท้าย ที่บัญญัติให้สิทธิเจ้าหนี้ในอันที่จะใช้สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้และที่จะเรียกลูกหนี้เข้ามาในคดีนั้น  หมายถึง   การใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลโดยให้เจ้าหนี้เป็นโจทก์ฟ้องในนามของเจ้าหนี้แทนลูกหนี้ได้   รวมทั้งให้เรียกลูกหนี้เข้ามาในคดีตาม ป.พ.พ. มาตรา  233,234   มิใช่เข้าสวมสิทธิในการบังคับคดีแทนลูกหนี้  

ข้อสังเกต  ยังมีช่องทางที่บุคคลภายนอกจะเข้ามาสวมสิทธิการบังคับคดีของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้  โดยการร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดี ตามมาตรา  57(1)  ก่อน    แล้วจึงดำเนินการบังคับคดีแทนเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในฐานะผู้ร้องสอด  แต่ผู้ที่จะเข้ามาเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดีตามมาตรา  57(1)  ได้นั้นต้อง เป็นผู้มีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง  (ฎ.3044/45)   เป็นการโอนสิทธิที่จะได้รับชำระเงินตามคำพิพากษา (ฎ. 711/48, 1643/49)  ดูฎ.1654/49   เรื่องนี้โจทก์บังคับคดีภายในกำหนด 10 ปี แล้ว  โจทก์มีสิทธิที่จะบังคับคดีแก่ทรัพย์ที่ยึดไว้แล้วให้เสร็จสิ้นได้  แม้เกินกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา ต่อมาโจทก์ถูกศาลพิพากษาให้โจทก์เป็นบุคคลล้มละลาย  เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นำสิทธิเรียกร้องของโจทก์คดีนี้ออกขายทอดตลาด  ผู้ร้องเป็นผู้ประมูลสิทธิเรียกร้องรายนี้ได้ ผู้ร้องย่อมมีสิทธิรับชำระหนี้รายนี้แทนโจทก์  และกรณีมีความจำเป็นต้องเข้ามาเป็นคู่ความในคดีเพื่อบังคับคดีต่อไปให้เสร็จสิ้น  จึงร้องสอดเข้ามาได้ ตามมาตรา  57(1)     

- ในกรณีที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาถึงแก่ความตายก่อนที่การบังคับคดีเสร็จสิ้น  สิทธิในการบังคับคดีนั้นย่อมตกทอดแก่ทายาทในการร้องขอบังคับคดีต่อไปได้  ทั้งนี้ทายาทนั้นไม่ต้องร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ตาม  มาตรา  42 ก่อน  (สิทธิในการบังคับคดีของจำเลยผู้ตายเป็น สิทธิในทรัพย์สิน ไม่ใช่สิทธิเฉพาะตัว เมื่อผู้ทรงสิทธิตาย เป็นมรดกตกทอดแก่ทายาท )   ฎ. 7795/46

- เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะร้องขอให้บังคับคดีต่อบุคคลภายนอกไม่ได้ (ฎ. 5630/34)

- กรณีที่คำพิพากษาได้กำหนดให้ทั้งโจทก์และจำเลยต่างมีหน้าที่ต้องชำระหนี้ตอบแทนซึ่งกันและกัน เช่นนี้ ทั้งโจทก์และจำเลยต่างมีสิทธิขอให้บังคับคดีแก่อีกฝ่ายหนึ่งให้ปฎิบัติตามคำพิพากษาได้ภายใน 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุด (ฎ. 781/44,5440/43)

- สัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งศาลพิพากษาตามยอมที่มีลักษณะเป็นสัญญาต่างตอบแทน คู่ความฝ่ายใดจะร้องขอให้บังคับคดีได้  ต้องขอปฎิบัติการชำระหนี้ให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งด้วย (ฎ. 6929/42)

- เมื่อมีการบังคับคดีเสร็จสมบูรณ์แล้ว  ต่อมาจำเลยกระทำละเมิดอีก โจทก์จะขอให้บังคับคดีในคดีเดิมไม่ได้  เช่น  คดีฟ้องขับไล่เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีส่งมอบที่ดินพิพาทให้โจทก์แล้ว  ต่อมาจำเลยรบกวนการครอบครองที่ดินพิพาทอีก ถือว่า เป็นเหตุที่เกิดขึ้นใหม่ โจทก์จะขอให้บังคับคดีอีกไม่ได้   โจทก์ต้องฟ้องจำเลยเป้นคดีใหม่ (ฎ. 1173/45) แม้คำพิพากษาของศาลจะห้ามจำเลยรบกวนการครอบครองที่ดินด้วยก็ตาม (ฎ. 4824/45)

- อย่างไรก็ตาม กรณีที่จำเลยไม่ปฎิบัติตามคำบังคับโดยไม่ยอมออกจากที่ดินพิพาท  เจ้าพนักงานบังคับคดีจะดำเนินการบังคับคดีโดยมอบการครอบครองที่ดินให้โจทก์เข้าครอบครองได้ต่อเมื่อจำเลยไม่ได้อยู่ในที่ดินพิพาทนั้นแล้ว (มาตรา  297 ตรี)  จึงจะเป็นการบังคับคดีที่สมบูรณ์   การที่จำยอมรื้อสิ่งปลูกสร้างเดิมแต่ไม่รื้อสิ่งปลูกสร้างใหม่  ถือว่ายังไม่ได้ปฎิบัติตามคำบังคับโดยครบถ้วน (ฎ. 1131-32/44)

-จำเลยถูกฟ้องในฐานะทายาทโดยธรรม  ไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัวในหนี้ที่เจ้ามรดกได้ก่อขึ้น  แม้จำเลยจะทำสัญญาประนีประนอมยอมความและพิพากษาตามยอมก็ตาม  ก็ไม่ทำให้ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว (ฎ. 5529/48) 

                กำหนดเวลาบังคับคดี

                - เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องร้องขอให้บังคับคดีภายใน 10 ปี  นับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง  คำพิพากษาหรือคำสั่งในที่นี้ต้องเป็นคำพิพากษาถึงที่สุดด้วย (ฎ. 1699/49) คำพิพากษาถึงที่สุดหรือไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ ป.วิ.พ.มาตรา  147

                - แม้มูลหนี้เดิม เป็นเรื่องการใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์คืนจากจำเลย  ซึ่งไม่มีกำหนดอายุความก็ตาม  ก็ต้องมีการบังคับคดีตามคำพิพากษาภายใน 10 ปี  เช่นเดียวกัน (ฎ. 482/36)

            - กรณีที่ไม่มีอะไรต้องบังคับตามคำพิพากษา  โจทก์ไม่บังคับคดีในกำหนด 10 ปี  ก็ไม่ทำให้โจทก์เสียสิทธิตามคำพิพากษา (ฎ. 883/08)  เรื่องนี้ จำเลยยอมให้ที่พิพาทเป็นของโจทก์  ที่พิพาทตกเป็นของโจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น โดยไม่ต้องบังคับอะไรอีก  ฉะนั้นการที่โจทก์มิได้ขอให้บังคับคดีภายใน 10 ปี  จึงหาทำให้สิทธิของโจทก์ที่พิพาทต้องเสียไปอย่างใดไม่

                -  ถ้าเจ้าหนี้ตาคำพิพากษาไร้องขอให้มีการบังคับคดีภายใน 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาแล้ว  เจ้าพนักงานบังคับคดีก็มีสิทธิดำเนินการบังคับคดีต่อไปได้แม้จะเกิน  10 ปี แล้วก็ตาม  (ฎ. 1495/24,696/18)      

                กรณีที่ถือว่ามีการร้องขอให้บังคับคดีภายใน 10 ปี แล้ว

                1. เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องร้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี

                2. ต้องแจ้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบว่าได้มีการออกหมายบังคับคดีแล้ว

                3. เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี ขอให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา

              - ถ้าเจ้าหนี้ได้ดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆ ครบถ้วนภายในกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว  ถือว่าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาตามกำหนด มาตรา  271 แล้ว   หลังจากนั้นถือว่าเป็นขั้นตอนของเจ้าพนักงานบังคับคดีจะต้องดำเนินการต่อไปตามอำนาจหน้าที่ ซึ่งจะบังคับคดีเสร็จสิ้นในกำหนด 10 ปี หรือไม่ ไม่เป็นข้อสำคัญ  (ฎ. 4728/43)

                - ถ้าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเพียงแต่ขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีไว้เฉยๆจนพ้นกำหนด 10 ปี  โดยไม่ได้ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินของลูกหนี้  ถือว่าไม่ได้ร้องขอให้บังคับคดีภายใน 10   ปี    จึงหมดสิทธิบังคับ (ฎ. 6382/31)

                - ในกรณีที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาหลายคน การพิจารณาว่าได้มีการดำเนินการบังคับคดีครบถ้วนตามขั้นตอนแล้วหรือไม่  ต้องพิจารณาเป็นรายคนไป (ฎ. 3607/29)

                - ถ้าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องยึดทรัพย์สินของลูกหนี้หลายรายการ จึงจะเพียงพอแก่การชำระหนี้ตามคำพิพากษา  เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องดำเนินการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินทุกรายการในกำหนด 10 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาเช่นเดียวกัน  ถ้าดำเนินการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาเพียงบางรายการ   เมื่อขายทอดตลาดแล้วได้เงินไม่เพียงพอแก่การชระหนี้ เข้าหนี้ตามคำพิพากษาจะขอให้ยึดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาเมื่อพ้นกำหนด เวลา  10  ปี ไม่ได้  หรือ กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือจะบังคับคดีได้ต่อเมื่อดำเนินการครบถ้วนทุกขั้นตอนจากการบังคับคดีในทรัพย์เป็นรายการไป (ฎ. 942/38 ป. )      

           - อย่างไรก็ตาม ถ้าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแถลงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ไว้หลายรายการ  แต่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์เฉพาะบางรายการออกขายทอดตลาดได้เงินไม่พอชำระหนี้  เจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีสิทธิบังคับคดีแก่ทรัพย์รายการที่เหลือนั้นได้อีกแม้จะพ้นกำหนด 10 ปี ก็ตาม (ฎ. 5709/39)

                - โจทก์ได้ร้องขอบังคับคดีครบถ้วนภายในกำหนดเวลาแล้ว  แม้จะมีการขอถอนการยึดที่ดินพิพาท  และถอนการบังคับคดี   แต่โจทก์ก็ได้ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งศาลที่ให้ถอนการบังคับคดี  โดยขอให้บังคับคดีต่อไปได้  และศาลอนุญาตให้บังคับคดีต่อไปได้  ดังนี้  เมื่อปรากฏว่าโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอเพิกถอนคำสั่งฯ ภายในกำหนดเวลา  10 ปี โจทก์จึงมีสิทธิขอให้บังคับคดีแก่ที่ดินพิพาทได้  (ฎ. 2665/48)

                - บางกรณี การบังคับคดีตามคำพิพากษาไม่จำต้องดำเนินการทางเจ้าพนักงานบังคับคดีหรือต้องออกหมายบังคับคดี   เช่นนี้  ถือว่ามีการร้องขอให้บังคับคดีภายใน 10 ปี แล้วหรือไม่คงต้องพิจารณาเป็นกรณีไป  เช่น  ศาลพิพากษาตามยอมว่าจำเลยตกลงแบ่งขายที่ดินให้โจทก์  เมื่อโจทก์ชำระเงินมัดจำและราคาที่ดินแล้ว จำเลยจะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้โจทก์  กรณีนี้ไม่ต้องมีการออกหมายบังคับคดีเพื่อยึดหรืออายัดทรัพย์ของจำเลยออกขายทอดตลาด  ดังนั้นการที่โจทก์ยื่นคำร้องขอต่อศาลว่าประสงค์จะบังคับคดี  และนำเงินมัดจำและราคาที่ดินมาวางศาลภายใน  10  ปี  นับแต่วันมีคำพิพากษา เพื่อให้จำเลยโอนที่ดินให้  ถือว่าโจทก์ได้ร้องขอให้บังคับคดีโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว (ฎ. 3529/)

                - เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาดำเนินการบังคับคดีโดยนำยึดที่ดินภายในกำหนดเวลา  10 ปี  นับแต่วันมีคำพิพากษาจนขายทอดตลาดแล้ว  แต่เนื่องจากเป็นที่ดินต้องห้ามจึงจ่ายเงินให้ไม่ได้  ถือว่าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ร้องขอให้บังคับคดีภายในกำหนดแล้ว   ดังนี้ถ้าภายหลังที่ดินนั้นพ้นกำหนดเวลาห้ามโอนแล้ว  เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาก็นำยึดที่ดินนั้นใหม่ได้  แม้จะพ้นกำหนด 10 ปี  นับแต่วันมีคำพิพากษาแล้วก็ตาม  ก็ถือว่ามีการบังคับคดีภายในกำหนดแล้วเช่นกัน   ( ฎ.4728/43)

                - การที่จำเลย นำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์บางส่วน ไม่มีผลทำให้การเริ่มนับระยะเวลาบังคับคดีเปลี่ยนแปลงไป (ฎ. 5829/48)

  กรณีสิทธิเรียกร้องตามคำพิพากษายังไม่ถึงกำหนดในวันมีคำพิพากษา

 - ระยะเวลา บังคับคดี  10 ปี  นับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง  แต่ถ้าสิทธิเรียกร้องตามคำพิพากษาหรือคำสั่งยังไม่ถึงกำหนด  เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจึงยังไม่อาจร้องขอให้ดำเนินการบังคับคดีได้  ดังนี้ จะเริ่มนับระยะเวลาบังคับคดีนับแต่วันที่ มีคำพิพากษาหรือคำสั่งไม่ได้ ต้องเริ่มนับแต่วันที่สิทธิเรียกร้องนั้นถึงกำหนดชำระ  และจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้    (ฎ. 7823/42,198/41)

 - สัญญาประนีประนอบยอมความที่มีข้อตกลงว่าจำเลย จะชำระหนี้เป็นงวดๆ ให้โจทก์ เมื่อจำเลยผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งถือว่าจำเลยผิดนัดทั้งหมด  ดังนี้การที่จำเลยผิดนัดชำระหนี้ในงวดแรกๆ  โจทก์ก็มีสิทธิบังคับคดีในหนี้ทั้งหมดได้ทันที   โดยเริ่มนับระยะเวลาบังคับคดีนับแต่วันที่ผิดนัด  (ฎ. 5829/48) ทั้งนี้โดยไม่ต้องพิจารณาว่าหนี้ที่ต้องชำระในงวดอื่นๆถึงกำหนดชำระแล้วหรือไม่

 - สัญญายอมที่กำหนดให้ชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายใน  6 เดือน กำหนดเวลาบังคับคดี 10 ปี เริ่มนับตั้งแต่วันที่พ้นกำหนด 6 เดือน  แล้วไม่ชำระหนี้(ฎ. 5391/48) 

การบังคับคดีอย่างอื่นนอกจากการยึดหรืออายัดทรัพย์

1.  การขอเฉลี่ยทรัพย์   เป็นการบังคับคดีอย่างหนึ่ง จึงต้องขอเฉลี่ยภายใน  10  ปี  นับแต่วันมีคำพิพากษาเช่นกัน (ฎ. 3609/29) และเมื่อร้องขอเฉลี่ยภายใน 10 ปีแล้ว แม้การบังคับคดียังไม่เสร็จสิ้นจนเลย 10 ปี  คำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ก็ไม่สิ้นผล (ฎ. 816/43)

2.  การแบ่งทรัพย์ ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ หากมีกรณีที่จะต้องบังคับคดีต่กัน เช่น  ต้องมีการไปแบ่งแยกที่ดิน ในกำหนดเวลาใดเวลาหนึ่ง   เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาก็ต้องบังคับคดีภายใน  10 ปี  เช่นกัน

3.  ศาลพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง  ก็ต้องบังคับคดีใน 10 ปี    นับแต่วันมีคำพิพากษาเช่นกัน  (ฎ. 8759/38) 

                4.  การร้องขอให้จับหรือกักขังลูกหนี้ตามคำพิพากษา  เป็นการบังคับคดีอย่างหนึ่ง จึงต้องจับกุมและกักขังลูกหนี้ตามคำพิพากษา รวมทั้งบริวารภายในกำหนดเวลา  10 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด ตามมาตรา  271  เช่นกัน  (ฎ. 3275/38)

                -  หลักประกันที่จำเลยนำมาวางศาล ในการขอทุเลาการบังคับคดีในระหว่างอุทธรณ์หรือฎีกา  เมื่อโจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ หรือฎีกา  และจำเลยไม่ชำระหนี้  โจทก์ก็ต้องร้องขอให้บังคับแก่หลักประกันนั้นภายใน  10 ปี  ตามมาตรา  271  เช่นกัน  หากโจทก์ไม่ร้องขอให้บังคับคดีแก่หลักประกันดังกล่าวจนพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวแล้ว  ต้องคืนหลักประกันนั้นแก่จำเลยผู้ขอทุเลา  (ฎ. 5810/48)  แต่ถ้ายังไม่พ้นกำหนด 10 ปี  นับแต่วันคดีถึงที่สุด ศาลก็จะคืนหลักประกันในการขอทุเลาการบังคับให้ผู้ค้ำประกันไม่ได้(ฎ. 1699/49)

                - แต่หากเป็นหนี้จำนอง  หากไม่มีการบังคับคดีภายในกำหนด 10 ปี  ผู้รับจำนองก็ยังคงมีสิทธิได้รับชำระหนี้จำนองแม้หนี้ที่ประกันจะขาดอายุความ  ดังนี้ การที่ผู้จำนองนำเงินไปชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยที่ค้างชำระไปชำระหนี้ให้ผู้รับจำนอง  ถือว่าเป็นการชำระหนี้โดยชอบ  ผู้จำนองมีหน้าที่ต้องถอนจำนองและคืนโฉนดที่ดินให้ผู้จำนอง  (ฎ. 3442/47)

                กำหนดระยะเวลาไม่ใช่อายุความ

                - ดังนี้การที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาไปยึดทรัพย์ของลูกหนี้ตามคำพิพากษา จึงไม่ทำให้กำหนดเวลาบังคับคดีสะดุดหยุดลงหรือขยายออกไปได้อีก (ฎ.  816/43)    

                - ระยะเวลาตามมาตรา  271  ศาลย่นหรือขายได้ ตามมาตรา 23   (ฎ. 2278/26)

                การบังคับคดีต้องเป็นไปตามลำดับคำพิพากษา

                - เมื่อคำพิพากษาระบุขั้นตอนการบังคับคดีไว้ ต้องปฎิบัติตามลำดับขั้นตอนนั้น (ฎ. 788/43)

                หลักเกณฑ์อื่นตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา

         - โจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความ และศาลพิพากษาตามยอมนั้นก็เพื่อระงับข้อพิพาทระหว่างกันให้เสร็จสิ้นไป  แม้สัญญาจะกำหนดให้จำเลยโอนที่ดินให้โจทก์ภายใน 6 เดือน โดยให้โจทก์ชำระค่าตอบแทน   แต่โจทก์นำเงินมาวางศาลเกิน  6 เดือน  ก็เรียกให้จำเลยโอนที่ดินตามสัญญาให้ได้(ฎ. 1651/47) แต่ถ้าจำเลยไม่พร้อมที่จะโอนที่ดินให้โจทก์  การที่โจทก์ไม่ชำระเงินภายในกำหนด  จะถือว่าโจทก์สละสิทธิในการรับโอนที่ดินหาได้ไม่ (ฎ. 3519/38)

                -   คำพิพากษาที่ให้โจทก์ไถ่ถอนการขายฝาก  เป็นการใช้สิทธิตามคำพิพากษา ไม่ใช่เป็นการขยายเวลาการขายฝาก  โจทก์จึงมีสิทธิไถ่ได้ภายใน  10 ปี (ฎ. 657/17) 

                -   ในกรณีที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาถึงแก่ความตาย จะเอาอายุความมรดก 1 ปี  ตาม ป.พ.พ. มาตรา  1754   มาใช้บังคับไม่ได้ (ฎ. 455/12 ป.) 

                -   ในคดีฟ้องขับไล่  ถ้าฐานะของโจทก์ เปลี่ยนไปเป็นไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาทต่อไป รูปคดีจึงไม่มีประโยชน์ต่อโจทก์  โจทก์ไม่อาจขอให้บังคับคดีได้ (ฎ. 983/19)

         - แต่ในคดีที่ศาลพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนบ้านของจำเลยออกไปจากที่ดินโจทก์ แม้บ้านดังกล่าวจะถูกเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอีกคดีหนึ่งยึดไว้ขายทอดตลาด จำเลยจะอ้างเป็นเหตุไม่ยอมรื้อบ้านออกไปไม่ได้(ฎ. 1485/13)  หากจำเลยไม่รื้อ โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาชอบที่จะร้องขอต่อศาลให้บังคับจำเลยรื้อไปได้  ตามมาตรา  271  การรื้อบ้านตามคำสั่งศาลเช่นนี้ ไม่เป็นความผิดทางอาญา

                ข้อตกลงนอกศาลของคู่ความในชั้นบังคับคดี

             - บางครั้งโจทก์และจำเลยอาจตกลงชำระหนี้ในชั้นบังคับคดีกันใหม่  โดยมีข้อตกลงที่แตกตางไปจากคำพิพากษา  แต่มิได้ตกลงกันในศาลโดยปกติศาลไม่รับบังคับให้  เป็นเรื่องที่จะต้องไปว่ากล่าวกันอีกต่างหาก (ฎ. 2018/33,2146/35)

               - แต่ถ้ารับฟังได้ว่ามีข้อตกลงนอกศาลกันจริง  หรือโจทก์ยอมรับตามข้อตกลงที่จำเลยอ้างศาลย่อมยอมรับบังคับตามข้อตกลงดังกล่าว   เช่นศาลพิพากษาให้จำเลยชำระเงินหนึ่งล้านบาทเศษแก่โจทก์  แล้วโจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความนอกศาลว่าโจทก์ยอมรับเงินจากจำเลยเพียง  7  แสนบาท แทนหนี้ตามคำพิพากษา  และได้รับเงินดังกล่าวไปแล้ว ดังนี้โจทก์จะขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาอีกไม่ได้(ฎ. 19/04)   นอกจากนี้การที่จำเลยอ้างว่าได้ตกลงกันใหม่และปฎิบัติตามข้อตกลงใหม่แล้ว  ซึ่งถ้าเป็นจริงดังที่จำเลยต่อสู้ จำเลยก็มิใช่ฝ่ายผิดสัญญา ศาลต้องฟังข้อเท็จจริงต่อไป (ฎ. 2424/26)

              -  นอกจากนี้เมื่อศาลพิพากษาคดีแล้ว  คู่ความอาจตกลงกันในศาลโดยศาลบันทึกข้อตกลงนั้นในรายงานกระบวนพิจารณาของศาล ข้อตกลงดังกล่าวบังคับกันได้  (ฎ. 4356/32) หรือปรากฎจากคำแถลงยอมรับของคู่ความที่ยื่นต่อศาล (ฎ. 4672/36)   

               -  ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าหากจำเลยไม่ไปจดทะเบียนภาระจำยอม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา  ศาลชั้นต้นย่อมมีคำสั่งให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินได้ เพื่อดำเนินการบังคับคดีไปตามคำพิพากษาได้ เพราะถือเป็นส่วนหนึ่งของการบังคับคดี  ไม่เป็นการบังคับนอกเหนือไปจากคำพิพากษา (ฎ. 207/46)

                -  คำพิพากษาที่ให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สิน โจทก์บังคับให้จำเลยรื้อถอนและขนย้ายทรัพย์สินได้ ไม่เกินคำขอ (ฎ. 882/48)

                คำบังคับ  (มาตรา  272,273)

                  -   มาตรา  272-273   กำหนดให้ศาลมีคำบังคับในวันที่อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่ง และให้เจ้าพนักงานศาลส่งให้แก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาด้วย  ทั้งนี้เพื่อให้มีการบังคับคดีกันโดยเร็ว               

             -  ทนายจำเลยทราบคำบังคับ ถือว่าจำเลยทราบคำบังคับด้วย (ฎ.2352/21) เพราะการกระทำของทนายเป็นการกระทำในขอบอำนาจทนายความจำเลยซึ่งเป็นตัวการ  ไม่จำต้องส่งคำบังคับแก่จำเลยอีก  (แม้ใบมอบอำนาจจะไม่ได้ระบุว่าทราบคำบังคับแทน)

               -  มีข้อความจดไว้ท้ายคำพิพากษาเพียงว่าบังคับตามยอม ยังถือไม่ได้ว่าศาลชั้นต้นมีคำบังคับตามมาตรา  272 (ฎ. 1938/27)  เพราะที่จะเป็นคำบังคับนั้น ศาลจะต้องระบุโดยชัดแจ้งซึ่งระยะเวลาและเงื่อนไขที่จะต้องปฎิบัติตามคำบังคับ  และจะต้องระบุโดยชัดแจ้งในคำบังคับว่า ในกรณีที่ไม่ได้มีการปฎิบัติตามคำบังคับเช่นนั้น ภายในระยะเวลาหรือภาในเงื่อนไขที่ได้กำหนดไว้ จะต้องถูกยึดทรัพย์หรือถูกจับและจำขังตามกฎหมาย ตามมาตรา 273 

                - คำบังคับที่ออกตามคำพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดิน ย่อมบังคับรวมถึงสิ่งปลูกสร้างที่เกิดขึ้นใหม่ในระหว่างคดีที่จำเลยกระทำขึ้นหรือยินยอมให้ผู้อื่นกระทำด้วย  การที่จำเลยยอมรื้อสิ่งปลูกสร้างเดิมและสร้างสิ่งปลูกสร้างใหม่(ในอนาคตในระหว่างคดี)  ถือว่ายังไม่ได้ปฎิบัติตามคำบังคับโดยครบถ้วน  (ฎ. 1131-31/44)

                   - แต่ในกรณีที่การบังคับคดีสิ้นสุดลงแล้ว  จำเลยได้เข้ารบกวนการครอบครองอีก  ถือเป็นการกระทำขึ้นใหม่ จะบังคับในคดีเดิมไม่ได้ ต้องฟ้องขับไล่เป็นคดีใหม่ (ฎ. 1173/45)

                - คำพิพากษาบังคับให้จำเลยทำนิติกรรม  โดยมิได้มีข้อความว่าให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย  ศาลชั้นต้นก็มีคำสั่งดังกล่าวในคำบังคับได้ เพราะเป็นคำสั่งเกี่ยวเนื่องในการบังคับคดีเพื่อให้เป็นไปตามคำพิพากษา (ฎ. 2701/37)  

                - วิธีการแบ่งกรรมสิทธิ์รวมเป็นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา  1364 วรรคสอง  แม้ไม่ได้กล่าวไว้ในคำพิพากษา ก็เป็นเรื่องของการบังคับคดี ซึ่งต้องแบ่งไปตามขั้นตอนตามบทบัญญัติดังกล่าว (ฎ. 7519/37)

                ค้ำประกันในศาล (มาตรา  274)   

               -  ผู้ที่เข้าเป็นผู้ค้ำประกันในศาลเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา หรือคำสั่ง  คำพิพากษาหรือคำสั่งเช่นว่านั้น ย่อมให้บังคับแก่การประกันนั้นโดยไม่ต้องฟ้องผู้ค้ำประกันขึ้นใหม่

              - ในการขอทุเลาการบังคับระหว่างอุทธรณ์   ศาลอาจจะวางเงื่อนไขว่าให้หาประกันมาให้พอกับหนี้ตามคำพิพากษา ในกรณีเช่นนี้หากมีบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นผู้ค้ำประกันเพื่อให้มีการทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์  ความรับผิดของผู้ค้ำประกัน ย่อมมีผลในชั้นอุทธรณ์เท่านั้น เพราะเป็นการค้ำประกันการทุเลาการบังคับเฉพาะในชั้นอุทธรณ์นั้นเอง  (ฎ. 8228/38)  

                ข้อสังเกต   การค้ำประกันการทุเลาการบังคับในชั้นอุทธรณ์  คือการค้ำประกันว่า หากศาลอุทธรณ์ ยังคงพิพากษายืนให้จำเลยต้องรับผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วจำเลยไม่ยอมชำระผู้ค้ำประกันซึ่งเป็นบุคคลภายนอกจะต้องรับผิดแทน ถ้าไม่รับผิดศาลก็มีสิทธิบังคับเอาแก่หลักประกันของผู้ค้ำประกันได้ตามมาตรา  274 โดยไม่ต้องฟ้องผู้ค้ำประกัน   แต่ถ้าศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชนะคดี(พิพากษายกฟ้อง)สัญญาค้ำประกันย่อมไม่มีผลผูกพันต่อไป เพราะเป็นการค้ำประกันการทุเลาการบังคับเฉพะในชั้นอุทธรณ์เท่านั้น    คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายกในส่วนค่าเสียหายที่ค้ำประกันการทุเลาไว้  สัญญาค้ำประกันจึงไม่มีผลผูกพันต่อไป  แต่ถ้าศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยต้องรับผิด  แม้ความรับผิดของผู้ค้ำประกันยังอยู่ แต่ถ้าต่อมาศาลฎีกาพิพากษายกฟ้อง  จำเลยไม่มีหนี้ที่จะต้องชำระให้แก่โจทก์ เป็นผลให้โจทก์ไม่มีสิทธิบังคับคดีแก่ผู้ค้ำประกันเช่นกัน  การค้ำประกันก็ต้องสิ้นสุดลงโดยปริยาย

     --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

     ...คุณเคยมีปัญหาเหล่านี้หรไม่ ? 

      - เพิ่งจบปริญญาตรี ไม่รู้จะเริ่มต้นกับการเรียนเนติอย่างไร
      - 
สอบมาหลายครั้งแล้วไม่ผ่านซัที 47 , 48 , 49 คะแนนอยู่นี่หลายครั้งแล้ว เมื่อไหร่จะถึง 50 คะแนนซักที

      - สอบมาหลายครั้งแล้ว  เพื่อนๆในกลุ่มทยอยจบกันหมด..ะลงสมัครใหม่ก็เขินอายรุ่นน้อง
      - 
อยู่ต่างจังหวัด ทำงานประจำไม่มีเวลาไปนั่งเรียนที่เนติฯ 
      - 
สมัครติวเนติทางไปรษณีย์ กว่าจดหมายจะมาถึงก็ไม่ทันสอบ
      - 
สมัครรับจองคำบรรยายเนติทางไปรษณีย์ 
กว่าจดหมายจะมาถึงก็ไม่ันสอบ
      - เดินทางไปเรียนหรือไปติวรถก็ด...กลับมาก็เหนื่อย
 
     - อยู่ต่างจังหวัดอยากมาเรียนที่ กทม. หรือมาติว...แต่ไม่สามารถมาเรีนหรือมาติวได้เพราะไกลและสถาบัติวก็อยู่หน้ารามกันหมด

      - ไม่อยากคุยกันเรื่องเรียนเนติกับเพื่อนๆหรือคนที่เรียนเนติจบแล้ว..มันรู้สึกท้อ รู้สึกอาย..จะลงใหม่ก็ไม่รู้จะปรึกษาใคร หรือเริ่มยังไงอีก 


    ถ้าเปรียบกับการสอบเนติบัณฑิต กับการทำศึกสงคราม มีกลยุทธ์ 3 อย่าง ดังนี้
        - ท่องตัวบท   คือ อาวุธ ที่เรา สะสมไว้ ต่อสู้ ยิ่งท่องตัวบทได้มาก ก็ มีอาวุธ เก็บไว้สำรองมาก หยิบใช้เมื่อไรก็ได้
        - จดฎีกา       คือการ ศึกษาแผนการรบว่าสถานการณ์แบบใดเราควรจะใช้อาวุธแบบใด ยิ่งจดจำฎีกาไว้มาก ก็มีแนวการตอบข้อสอบได้ตรงจุด ตรงประเด็น ได้มาก และไม่โดนข้อสอบหลอกล่อให้หลงทา
        -  ล่าข้อสอบ   คือ การหัดซ้อมรบก่อน เข้าสู้ศึกสงครามสนามสอบจริง ยิ่งหัดทำข้อสอบมากเท่าใด ก็เป็นการสั่งสมประสบการณ์การหัดทำข้อสอบมากขึ้นทำให้ จับประเด็นและเขียนตอบได้เร็วและทันเวลา
     -------------------------------------------------------------------------------------------------------------------     
     ขอแนะนำ !!

     ชุดรวบรวมเอกสารคำบรรยายเนติฯ สำหรับเตรียมสอบ ภาค 1/66 และ 2/65
    ++  กลุ่มวิชากฎหมายแพ่งและอาญา ++  
      - ไฟล์เสียงคำบรรยายภาคปกติ, ภาคค่ำ และภาคทบทวน 1/66 New !!
      -  ไฟล์เอกสารสรุปคำบรรยายเนติฯ 1/66 
      -  ไฟล์เอกสารประกอบคำบรรยาย 1/66 
      -  ไฟล์บทบรรณาธิการ 1/63-1/66 
      -  ไฟล์ธงคำตอบกลุ่มวิชากฎหมายแพ่งและ อาญา (สมัยที่ 56-65) 
      -  ไฟล์เอกสารทบทวนสรุปประเด็นน่สนใจ 1/66
      -  ไฟล์เอกสารรวมคำพิพากษาฎีกาใหม่ (พร้อมข้อสังเกตน่าสนใจ)1/66
      -   เทคนิคการเขียนคำตอบแบบถูกต้องที่สุด ตลอดจนเทคนิคการปรับบทกฎหมายต่งๆสำหรับทุกสนามสอบ (การเตรียมพร้อมสอบเนติฯ/ผู้ช่ยฯ/อัยการ)
    ..................................................................................................................................................
    ++ กลุ่มวิชากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและวิธีพิจารณาความอาญา ++ 
      - ไฟล์เสียงคำบรรยายภาคปกติ, ภาคค่ำ และภาคทบทวนวันอาทิตย์ 
      - ไฟล์เอกสารสรุปคำบรรยายเนติฯ 2/65 
      - ไฟล์เอกสารประกอบคำบรรยาย 2/65 
      - ไฟล์บทบรรณาธิการ 2/63-2/65 
      - ไฟล์ธงคำตอบกลุ่มวิชากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและวิธีพิจารณาความ อาญา (สมัยที่ 56-65) 
      - เทคนิคการเขียนคำตอบแบบถูกต้องที่สุด ตลอดจนเทคนิคการปรับบทกฎหมายต่งๆสำหรับทุกสนามสอบ (การเตรียมพร้อมสอบเนติฯ/ผู้ช่ยฯ/อัยการ)  
    ..................................................................................................................................................
     ค่ารวบรวม  :   ภาคละ 350.-บาท  (DVD 4 แผ่น) (ส่ง EMS ฟรี !! + แถมฟรี !! แผ่นรองเม้าท์) 
     หมายเหตุ   :   สั่งซื้อทั้ง 2 ภาค ค่ารวมรวมพิเศษ 650.- บาท (ส่ง EMS ฟรี !! + แถมฟรี !! แผ่นรองเม้าท์ + CD แบบร่างสัญญามากกว่า 400 แบบ (file word) + แบบฟอร์มศาล, แบบฟอร์มเ อกสารงานบุคคล,เอกสารงานบัญชีและภาษี) 

   ** สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อ 085-801-0725, E-mail : siripit...@gmail.com**

     

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages