สรุปคำบรรยาย สัมนาวิแพ่ง(วันอังคาร) ภาค 2/61 ชั่วโมงที่ 9 -13

1,476 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
Feb 6, 2009, 4:11:44 AM2/6/09
to LAWSIAM, lawsiam com, TRAITHEP tupkit
หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า  kankokub  ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ สมชัย ฑีฆาอุตมากร ผู้บรรยาย   , ผู้ก่อตั้ง lawsiamgooglegroups และ คุณแบ่งปัน ที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า

ครั้งที่ 9( 19/01/09 )

เมื่อคราวที่ แล้วจบที่ 618/2551  เป็นฎีกาใหม่ที่มีความรู้สึกว่าไม่น่าถูกต้อง เป็นกรณีที่ศาลต้น มีคำสั่งระหว่างพิจารราของศาลชั้นต้นในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา มันดูแปลกๆใช้ไหม

น่าจะขัดแย้งเรื่องหลัก 226 ซึ่งหัวใจสำคัญคือข้อจำกัดสิทธิคู่ความไม่ให้อุทธรณ์ต่อศาลใดๆ ที่อยู่ในการพิจารณาของศาลนั้นๆ

ถ้าคำสั่งระหว่างพิจารณาเป็นเรื่องเกี่ยวด้วยความสงบ หลักมันยกเว้นเรื่องต้องโต้แย้งเท่านั้นเอง  และไม่เอาหลักเรื่องโต้แย้งเฉพาะในคดีเกี่ยวด้วยความสงบเท่านั้น

226 หรือ 249

เรื่องนี้เป็นเรื่องเกิดก่อน การขาดนัดแก้ไข  เราต้องตอบคำถามว่าเมื่อให้เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นแล้วจะไปอุทธรณ์ฎีกาเมื่อไหร่ จะถือว่าเป็นการเข้ามาในชั้นบังคับคดีก็ไม่ได้เพราะไม่มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในชั้นบังคับคดีอีกแล้ว จริงๆเรื่องนี้ ต้องตอบว่าไม่ใช่คำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นเพราะคดีเสร็จจากศาลชั้นต้นไปแล้ว และไม่ใช่คำสั่งระหว่างพิจารณาต่อศาล อุทธรณ์หรือศาลฎีกาเพราะเป็นศาลต้นสั่ง   ทั้งหมดนี้คือ 618/2551

 

ต่อไปเรื่องมาตรา    142 

มาตรา 142  คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลที่ชี้ขาดคดีต้องตัดสินตามข้อหาในคำฟ้องทุกข้อ แต่ห้ามมิให้พิพากษาหรือทำคำสั่งให้สิ่งใด ๆ เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง เว้นแต่

(๑) ในคดีฟ้องเรียกอสังหาริมทรัพย์ ให้พึงเข้าใจว่าเป็นประเภทเดียวกับฟ้องขอให้ขับไล่จำเลย ถ้าศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี เมื่อศาลเห็นสมควรศาลจะมีคำสั่งให้ขับไล่จำเลยก็ได้ คำสั่งเช่นว่านี้ให้ใช้บังคับตลอดถึงวงศ์ญาติทั้งหลายและบริวารของจำเลยที่อยู่บนอสังหาริมทรัพย์นั้น ซึ่งไม่สามารถแสดงอำนาจพิเศษให้ศาลเห็นได้

(๒) ในคดีที่โจทก์ฟ้องเรียกทรัพย์ใด ๆ เป็นของตนทั้งหมด แต่พิจารณาได้ความว่าโจทก์ควรได้แต่ส่วนแบ่ง เมื่อศาลเห็นสมควร ศาลจะพิพากษาให้โจทก์ได้รับแต่ส่วนแบ่งนั้นก็ได้

(๓) ในคดีที่โจทก์ฟ้องขอให้ชำระเงินพร้อมด้วยดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องเมื่อศาลเห็นสมควร ศาลจะพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยจนถึงวันที่ได้ชำระเสร็จตามคำพิพากษาก็ได้

(๔) ในคดีที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเช่าหรือค่าเสียหายอันต่อเนื่องคำนวณถึงวันฟ้อง เมื่อศาลเห็นสมควร ศาลจะพิพากษาให้ชำระค่าเช่าและค่าเสียหายเช่นว่านี้จนถึงวันที่ได้ชำระเสร็จตามคำพิพากษาก็ได้

(๕) ในคดีที่อาจยกข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นอ้างได้นั้น เมื่อศาลเห็นสมควร ศาลจะยกข้อเหล่านั้นขึ้นวินิจฉัยแล้วพิพากษาคดีไปก็ได้

(๖) ในคดีที่โจทก์ฟ้องขอให้ชำระเงินพร้อมด้วยดอกเบี้ยซึ่งมิได้มีข้อตกลงกำหนดอัตราดอกเบี้ยกันไว้ เมื่อศาลเห็นสมควรโดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการสู้ความหรือการดำเนินคดี ศาลจะพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราที่สูงขึ้นกว่าที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามกฎหมายแต่ไม่เกินร้อยละสิบห้าต่อปีนับตั้งแต่วันฟ้องหรือวันอื่นหลังจากนั้นก็ได้

 

 

ฎ. 1517/2551 เป็นเรื่องเกินคำขอหรือไม่ ต้องจำ โจทก์กล่าวอ้างว่าเอาที่ดินไปจำนองไม่ชอบการจำนองเป็นโมฆะ คำถามคือศาลเพิกถอนจดทะเบียนจำนองได้หรือไม่  เมื่อฟังว่าไม่มีสิทธิการที่โจทก์มีคำขอห้ามจำเลยทั้งสองเกี่ยวข้องก็เท่ากับ ขอให้เพิกถอนรายการจดทะเบียน

หลักตามมาตรา 142 ได้มาอย่างว่าในกรณีทำนองอย่างนี้ถ้าพูดถึงสิทิในที่ดิน แล้วสิทธิในนิติกรรมแล้วไม่ชอบกฎหมายโจทก์อาจมีคำขอโดยชัดแจ้งหรือคำขอโดยปริยายก็แปลความว่าไม่ให้เกี่ยวข้องกับที่ดินนั้น

ฎ.7511/2546 คำขอท้ายฟ้องให้โอนที่ดินกลับไปเป็นของโจทก์ เป็นนิติกรรมที่โอนโดยไม่ชอบ เท่ากับข้อให้เพิกถอนนิติกรรมและ ให้โอนที่ดินให้แก่โจทก์ด้วย ตรงส่วนนี้แม้โจทก์ไม่ขอมาศาลก็มีอำนาจพิพากษาถึงเรื่องนี้ได้ ไม่เกินคำขอ

ฎ. 5542/2548ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ การที่ ก. ขอออกโฉนดที่ดินเลขที่ 5283 โดยรวมที่ดินพิพาทด้วย โดยที่โจทก์มิได้รู้เห็นยินยอมด้วยแต่อย่างใด การออกโฉนดที่ดินทับที่ดินพิพาทของโจทก์ดังกล่าว เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยผู้รับโอนที่ดินพิพาทโดยไม่สุจริต ไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท แม้จำเลยผู้มีชื่อในโฉนดที่ดินดังกล่าวไม่มีหน้าที่ไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทแก่โจทก์ เพราะจำเลยไม่ใช่คู่สัญญากับโจทก์ก็ตาม แต่เมื่อการออกโฉนดเฉพาะส่วนที่ทับที่ดินพิพาทของโจทก์เป็นการออกโดยไม่ชอบ ทำให้ที่ดินเฉพาะส่วนที่ดินพิพาทของโจทก์ไม่มีผลบังคับตามกฎหมายในโฉนดที่ดินจำเลยอีกต่อไป ศาลย่อมมีอำนาจเพิกถอนเสียได้ ไม่ถือว่าเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าคำฟ้อง

ออกโฉนดแล้วนำที่ดินคนอื่นเป็นของตนด้วยเป็นการกระทำโดยไม่สุจริต  แม้ไม่ใช่คู่สัญญากันก็ต้องไปโอนให้คืน ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ

ฎีกาทั้ง 3 ตัวเป็นเรื่องคำขอท้ายฟ้องไม่ถูกต้องแต่แปลได้ว่าคำขอท้ายฟ้องประสงค์ให้กระทำเลยไปถึง เช่นการเพิกถอนโฉนด

ภาระจำยอม กับทางจำเป็น หรือภาระจำยอมกับ ทางสาธารณะประโยชน์

ฎีกานี้โจทก์ฟ้องว่า เป็นภาระจำยอมอย่างเดียว แต่ได้ทางพิจาณาว่าเป็นทางจำเป็น ต่างกันถือว่าเกินคำขอ

ฎ.6372/2550

โจทก์ฟ้องว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นและภาระจำยอม ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นหรือทางภาระจำยอมหรือไม่ เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าทางพิพาทมิใช่ทางภาระจำยอมโดยอายุความก็ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า ทางพิพาทเป็นทางจำเป็นหรือไม่ตามที่ได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ การที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยมิได้วินิจฉัยว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นหรือไม่ทั้งที่ทางพิจารณาอาจเป็นได้ทั้งทางจำเป็นและทางภาระจำยอมในขณะเดียวกันได้จึงเป็นการไม่ชอบ ดังนี้หากศาลอุทธรณ์ภาค 3 เห็นว่า ทางพิพาทไม่ใช่ทางภาระจำยอมโดยอายุความ และข้อเท็จจริงในสำนวนเพียงพอที่จะวินิจฉัยในเรื่องทางจำเป็น ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ก็มีอำนาจวินิจฉัยในเรื่องทางพิพาทว่าเป็นทางจำเป็นหรือไม่ได้ไม่เป็นการนอกฟ้องนอกประเด็น เนื่องจากโจทก์มีคำขอมาตั้งแต่ต้นแล้ว มิฉะนั้น โจทก์คงต้องไปฟ้องเป็นคดีใหม่ ทั้งโจทก์ จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมก็ต้องนำสืบถึงข้อเท็จจริงซ้ำในเรื่องที่เคยนำสืบมาแล้ว จึงหาชอบด้วยความยุติธรรมไม่

เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 45810 ของโจทก์และที่ดินโฉนดเลขที่ 45821 ของจำเลยที่ 2 เป็นที่ดินแปลงเดียวกันต่อมามีการแบ่งแยกที่ดินออกเป็น 2 แปลงดังกล่าว แต่เมื่อทางด้านทิศเหนือและทิศตะวันออกของที่ดินโจทก์มีทางออกสู่ทางสาธารณะได้ โดยเป็นทางเดินเท้าซึ่งตามแผนที่พิพาทระบุว่าทางด้านทิศตะวันออกของที่ดินโจทก์กว้างประมาณ 1.10 เมตร ไม่สามารถใช้รถยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อผ่านเข้าออกได้นั้น ก็เป็นเรื่องความสะดวกของโจทก์เท่านั้นหาใช่ว่าโจทก์ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะไม่ โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอเปิดทางพิพาทเป็นทางจำเป็นในที่ดินโฉนดเลขที่ 45821 ของจำเลยที่ 2 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1349 และ 1350 เพราะที่ดินโจทก์ไม่ถูกที่ดินแปลงอื่นปิดล้อมจนไม่สามารถออกไปสู่ทางสาธารณะได้

ฎ2206/2540 ฟ้องว่าทางพิพาทเป้นทาวสาธารณะ แต่ทางพิจารราเป็นภาระจำยอม ไม่นอกฟ้อง

โจทก์เพียงแต่ฟ้องคดีและขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินส่วนที่พิพาทในที่ดินของจำเลยเป็นทางภารจำยอมโดยมิได้บรรยายหรือประสงค์ที่จะขอให้ทางพิพาทเป็นทางจำเป็นด้วยประเด็นแห่งคดีจึงเป็นเรื่องภารจำยอมเท่านั้นการที่ศาลล่างพิพากษาว่าที่พิพาทเป็นทางจำเป็นผลของคดีจึงเกินคำขอและทำให้ผู้มีสิทธิจะผ่านต้องใช้ค่าทดแทนให้แก่จำเลยเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่เหตุที่มีทางผ่านนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1349วรรคท้ายด้วยจึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา142

 

ฎ1887/2546

 

ฎ4510/2541

ฎีกาโจทก์มิได้บรรยายถึงคำฟ้องและคำให้การอันมีมาแต่แรก แต่โจทก์ได้บรรยายมาในฎีกาว่าศาลชั้นต้นพิพากษาว่าอย่างไร คู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าอย่างไร นอกจากนี้ฎีกาโจทก์ยังได้ยกข้อเท็จจริงขึ้นโต้แย้งคำพิพากษา ว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษาไม่ชอบหรือผิดพลาดในข้อใดอย่างไร และเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ ส่วนคำขอท้ายฎีกาโจทก์ก็ขอให้ศาลฎีกา แก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยให้พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แม้โจทก์ฎีกาจะไม่ได้บรรยายถึงคำฟ้องและคำให้การอันมีมาแต่ศาลชั้นต้นว่าเป็นอย่างไร ฎีกาโจทก์ก็ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง แล้ว โจทก์ฟ้องตั้งรูปว่าทางพิพาทเป็นทางภารจำยอมและทางจำเป็น ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าเป็นทางภารจำยอมโดยมิได้วินิจฉัยว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นหรือไม่ แม้โจทก์จะมิได้อุทธรณ์ แต่หากศาลอุทธรณ์เห็นว่า ทางพิพาท ไม่ใช่ทางภารจำยอมและข้อเท็จจริงในสำนวนเพียงพอที่จะวินิจฉัยในเรื่องทางจำเป็น ศาลอุทธรณ์ก็มีอำนาจวินิจฉัยว่าเป็นทางจำเป็นได้ ไม่เป็นการนอกฟ้องนอกประเด็น โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินและมีบ้านปลูกอยู่ในที่ดินทางด้านทิศใต้ติดต่อกับที่ดินของจำเลยซึ่งอยู่ทางด้านทิศเหนือที่ดินของโจทก์ถูกล้อมโดยที่ดินแปลงอื่นไม่สามารถออกสู่ทางสาธารณประโยชน์ได้ โดยที่ดินของจำเลยเป็นที่ดินแปลงหนึ่งที่ล้อมที่ดินของโจทก์ และติดทางสาธารณประโยชน์ หากโจทก์ใช้ทางพิพาทซึ่งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกของที่ดินจำเลยออกสู่ทางสาธารณประโยชน์ก็จะเป็นทางตรง มีระยะสั้น และสะดวกกว่า ไปใช้ทางอื่น ถือได้ว่าที่ดินของโจทก์มีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะได้ ทางพิพาทจึงเป็นทางจำเป็นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 เมื่อโจทก์ผู้มีสิทธิจะผ่านทางพิพาทซึ่งเป็นทางจำเป็นโจทก์จึงมีหน้าที่ต้องใช้ค่าทดแทนให้แก่จำเลยผู้เป็นเจ้าของที่ดินที่ล้อมอยู่เพื่อความเสียหายอันเกิดแต่เหตุที่มีทางผ่านนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1349 วรรคท้าย

ฟ้องว่าเป็นภาระจำยอมโดยอายุความทางพิจารราว่าเป็นโดยผลกฎหมายไม่นอกฟ้อง

ฎ2513/2549

ถนนที่ ส. ผู้จัดสรรได้จัดให้เป็นทางเข้าออกตามโครงการสู่ทางสาธารณะได้นั้นไม่สามารถใช้ได้เนื่องจากมีสภาพเป็นหนองน้ำ ส. จึงจัดให้ใช้ที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลง เป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะถนนดาวดึงส์ติดต่อกันเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปีแล้ว จนเทศบาลนครสวรรค์ได้เข้ามาปรับปรุงเกลี่ยดินในที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลง เป็นถนนและเคยนำยางแอสฟัลต์มาราดถึง 2 ครั้ง โดย ส. มิได้ โต้แย้งหรือคัดค้าน ถือได้ว่า ส. จัดให้ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 10218 ของจำเลยที่ 2 เป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะถนนดาวดึงส์อันเป็นสาธารณูปโภคเพื่อการจัดสรรที่ดินตามโครงการที่ดินดังกล่าวย่อมตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรรโดยผลแห่งกฎหมายตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286ฯ ข้อ 32 ประกอบข้อ 30 แม้จำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 10218 มาจาก ส. โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ก็ไม่ทำให้ทางภาระจำยอมนั้นระงับสิ้นไป จำเลยที่ 2 จึงต้องรับภาระตามกฎหมายดังกล่าวด้วยโดยไม่คำนึงว่าโจทก์ทั้งห้าได้ทางภาระจำยอมโดยอายุความหรือไม่

โจทก์ทั้งห้าบรรยายฟ้องว่า ที่ดินของโจทก์ทั้งห้าอยู่ในโครงการจัดสรรที่ดินเพื่อขายของ ส. ซึ่งจัดแบ่งที่ดินเป็นแปลงๆ พร้อมทางเข้าออกของที่ดินตามโครงการจัดสรร แต่เนื่องจากสภาพที่ดินตามที่ ส. ได้จัดแบ่งให้เป็นทางเข้าออกตามโครงการจัดสรรไม่สามารถใช้เป็นทางเข้าออกได้ เนื่องจากที่ดินส่วนอื่นๆ เป็นหนองน้ำเกือบหมดทั้งโครงการ ส. จึงได้ยกที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลง ให้เป็นทางเข้าออกผ่านออกสู่ทางสาธารณะ โจทก์ทั้งห้าใช้ทางดังกล่าวออกสู่ทางสาธารณะโดยสงบและเปิดเผยติดต่อกันเกินกว่า 10 ปี จนได้เป็นทางภาระจำยอมตามกฎหมายเป็นการบรรยายถึงสิทธิของโจทก์ทั้งห้าที่จะใช้ทางพิพาทได้โดยไม่ให้จำเลยทั้งสองปิดกั้น เมื่อศาลเห็นว่า ที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 2 ตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรรโดยผลแห่งกฎหมาย ศาลก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้ ไม่เป็นการนอกฟ้องนอกประเด็น

 

อย่าดูเลคเชอร์อย่างเดียวโดยไม่ดูตัวบท ไม่อย่างนั้นไม่ได้ประโยชน์

ฎ.6372/2550

โจทก์ฟ้องว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นและภาระจำยอม ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นหรือทางภาระจำยอมหรือไม่ เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าทางพิพาทมิใช่ทางภาระจำยอมโดยอายุความก็ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า ทางพิพาทเป็นทางจำเป็นหรือไม่ตามที่ได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ การที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยมิได้วินิจฉัยว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นหรือไม่ทั้งที่ทางพิจารณาอาจเป็นได้ทั้งทางจำเป็นและทางภาระจำยอมในขณะเดียวกันได้จึงเป็นการไม่ชอบ ดังนี้หากศาลอุทธรณ์ภาค 3 เห็นว่า ทางพิพาทไม่ใช่ทางภาระจำยอมโดยอายุความ และข้อเท็จจริงในสำนวนเพียงพอที่จะวินิจฉัยในเรื่องทางจำเป็น ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ก็มีอำนาจวินิจฉัยในเรื่องทางพิพาทว่าเป็นทางจำเป็นหรือไม่ได้ไม่เป็นการนอกฟ้องนอกประเด็น เนื่องจากโจทก์มีคำขอมาตั้งแต่ต้นแล้ว มิฉะนั้น โจทก์คงต้องไปฟ้องเป็นคดีใหม่ ทั้งโจทก์ จำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมก็ต้องนำสืบถึงข้อเท็จจริงซ้ำในเรื่องที่เคยนำสืบมาแล้ว จึงหาชอบด้วยความยุติธรรมไม่

เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 45810 ของโจทก์และที่ดินโฉนดเลขที่ 45821 ของจำเลยที่ 2 เป็นที่ดินแปลงเดียวกันต่อมามีการแบ่งแยกที่ดินออกเป็น 2 แปลงดังกล่าว แต่เมื่อทางด้านทิศเหนือและทิศตะวันออกของที่ดินโจทก์มีทางออกสู่ทางสาธารณะได้ โดยเป็นทางเดินเท้าซึ่งตามแผนที่พิพาทระบุว่าทางด้านทิศตะวันออกของที่ดินโจทก์กว้างประมาณ 1.10 เมตร ไม่สามารถใช้รถยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อผ่านเข้าออกได้นั้น ก็เป็นเรื่องความสะดวกของโจทก์เท่านั้นหาใช่ว่าโจทก์ไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะไม่ โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอเปิดทางพิพาทเป็นทางจำเป็นในที่ดินโฉนดเลขที่ 45821 ของจำเลยที่ 2 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1349 และ 1350 เพราะที่ดินโจทก์ไม่ถูกที่ดินแปลงอื่นปิดล้อมจนไม่สามารถออกไปสู่ทางสาธารณะได้

 

ฎ.4510/2541

ฎีกาโจทก์มิได้บรรยายถึงคำฟ้องและคำให้การอันมีมาแต่แรก แต่โจทก์ได้บรรยายมาในฎีกาว่าศาลชั้นต้นพิพากษาว่าอย่างไร คู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าอย่างไร นอกจากนี้ฎีกาโจทก์ยังได้ยกข้อเท็จจริงขึ้นโต้แย้งคำพิพากษา ว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษาไม่ชอบหรือผิดพลาดในข้อใดอย่างไร และเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ ส่วนคำขอท้ายฎีกาโจทก์ก็ขอให้ศาลฎีกา แก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยให้พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แม้โจทก์ฎีกาจะไม่ได้บรรยายถึงคำฟ้องและคำให้การอันมีมาแต่ศาลชั้นต้นว่าเป็นอย่างไร ฎีกาโจทก์ก็ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง แล้ว โจทก์ฟ้องตั้งรูปว่าทางพิพาทเป็นทางภารจำยอมและทางจำเป็น ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าเป็นทางภารจำยอมโดยมิได้วินิจฉัยว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นหรือไม่ แม้โจทก์จะมิได้อุทธรณ์ แต่หากศาลอุทธรณ์เห็นว่า ทางพิพาท ไม่ใช่ทางภารจำยอมและข้อเท็จจริงในสำนวนเพียงพอที่จะวินิจฉัยในเรื่องทางจำเป็น ศาลอุทธรณ์ก็มีอำนาจวินิจฉัยว่าเป็นทางจำเป็นได้ ไม่เป็นการนอกฟ้องนอกประเด็น โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินและมีบ้านปลูกอยู่ในที่ดินทางด้านทิศใต้ติดต่อกับที่ดินของจำเลยซึ่งอยู่ทางด้านทิศเหนือที่ดินของโจทก์ถูกล้อมโดยที่ดินแปลงอื่นไม่สามารถออกสู่ทางสาธารณประโยชน์ได้ โดยที่ดินของจำเลยเป็นที่ดินแปลงหนึ่งที่ล้อมที่ดินของโจทก์ และติดทางสาธารณประโยชน์ หากโจทก์ใช้ทางพิพาทซึ่งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกของที่ดินจำเลยออกสู่ทางสาธารณประโยชน์ก็จะเป็นทางตรง มีระยะสั้น และสะดวกกว่า ไปใช้ทางอื่น ถือได้ว่าที่ดินของโจทก์มีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะได้ ทางพิพาทจึงเป็นทางจำเป็นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 เมื่อโจทก์ผู้มีสิทธิจะผ่านทางพิพาทซึ่งเป็นทางจำเป็นโจทก์จึงมีหน้าที่ต้องใช้ค่าทดแทนให้แก่จำเลยผู้เป็นเจ้าของที่ดินที่ล้อมอยู่เพื่อความเสียหายอันเกิดแต่เหตุที่มีทางผ่านนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1349 วรรคท้าย

            เวลาเราคิดไม่ต้องคิดมากมาย  ก็คิดได้ว่ามันเป็นได้สองอย่างในกรณีเดียวกันได้ การที่ศาลต้นวินิจฉัยประเด็นเดียว ก็กลายเป็นคำพิพากษาไม่ชอบไม่ครบประเด็น  ศาลอุทธรณ์ก็ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลต้นวินิจฉัยเสียก่อน

            เป็นเรื่อง 142 ( 5 ) เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบ

            ทางจำเป็นหรือทางภาระจำยอม ศาลต้นฟังว่าเป็น ทางภาระจำยอม โจทก์อุทธรณ์ แต่ไม่ได้วินิจฉัยว่าเป็นทางจำเป็นหรือไม่ ปัญหาคือหากศาลอุทธรณ์เห็นว่าเป็นทางจำเป็นไม่เป้นภาระจำยอม เรื่องนี้ต่างกันตรงที่คดีแรกศาลต้นยกทั้งหมดเลย แต่คดีหลัง ได้วินิจฉัยกรณีเดียวเท่านั้น  

 

วันนี้เราจะมาดูเรื่องมาตรา 224  คราวที่แล้วได้พูดถึงเรื่องคดีไม่มีทุนทรัพย์กลายเป็นคดีมีทุนทรัพย์ แล้ว หลักนี้ใช้ทั้งกับสังหาริมทรัพยืด้วย ยืมแหวนเพชร แล้วเรียกคืน เพราะทวงถามแล้วไม่คืน เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์  แต่ถ้าคำฟ้องบอกว่าไม่ได้ยืมหรือยืมแล้วคืนแล้วจะเป็นคดีมีทุนทรัพย์โดยคำฟ้อง

        เมื่อถึงขั้นนี้เราก็ต้องไปดูเรื่องคำให้การ คดีที่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การก็ไม่มีทางเป็นคดีมีทุนทรัพย์ได้เลย

            กรณีที่มีจำเลยหลายคนหากบางคนยกต่อสู้เรืองกรรมสิทธิ์ ก็เป็นคดีมีทุนทรัพย์ทั้งคดีตามราคาที่ดินที่พิพาท

            คดีที่มีทุนทรัพยืโดยคำฟ้องมันเอง

ฎ.5276/2537

ฟ้องโจทก์ระบุว่าโจทก์ยื่นคำขอรังวัดที่ดินพิพาทซึ่งโจทก์ได้ครอบครองทำประโยชน์เพื่อออกโฉนดที่ดิน แต่จำเลยได้คัดค้านว่าเป็นการขอออกโฉนดที่ดินทับที่สาธารณประโยชน์ และตามคำขอท้ายฟ้องมีคำขอให้จำเลยออกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ จึงเป็นการฟ้องเรียกกรรมสิทธิ์ที่ดิน เป็นคดีมีทุนทรัพย์ เมื่อที่ดินพิพาทมีราคาไม่เกินสองแสนบาทคู่ความจึงฎีกาในข้อเท็จจริงไม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

 ฎ.2539/2549

          โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยไปจดทะเบียนภาระจำยอมตามข้อตกลง หากจดทะเบียนไม่ได้ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ 200,000 บาท เป็นการฟ้องให้ปฏิบัติตามสัญญาเพื่อให้ได้มาซึ่งภาระจำยอม ภาระจำยอมซึ่งเป็นสิทธิที่โจทก์อ้างว่าตกลงกับจำเลยเพื่อให้ได้มาดังกล่าวย่อมอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ถือได้ว่าเป็นคดีปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ซึ่งมีทุนทรัพย์ขณะยื่นคำฟ้องไม่เกิน 200,000 บาท และเมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้จำเลยไปจดทะเบียนภาระจำยอม หากจดทะเบียนไม่ได้ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 108,000 บาท คดีจึงมีทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาสำหรับจำเลยไม่เกิน 200,000 บาท

ฎีกาของจำเลยที่ว่า จำเลยไม่ได้ตกลงให้โจทก์ทำถนนในทางพิพาท โดยจำเลยตกลงจะไปจดทะเบียนทางพิพาทเป็นภาระจำยอม ค่าเสียหายของโจทก์มีจำนวนน้อยกว่า 100,000 บาท เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ เป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและฎีกาของจำเลยที่ว่าโจทก์ถมดินในทางพิพาทเพื่อประโยชน์ของตนเอง แล้วนำคดีมาฟ้องเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต เป็นปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงเสียก่อนว่า จำเลยได้ตกลงให้โจทก์ถมดินในทางพิพาทโดยจำเลยจะไปจดทะเบียนทางพิพาทเป็นภาระจำยอมให้จริงหรือไม่ จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายตามที่จำเลยฎีกาเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ฎีกาจำเลยทุกข้อจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคแรก กำหนดให้การได้มาซึ่งทรัพยสิทธิที่มิได้ทำหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่อาจใช้ยันและไม่อาจบังคับบุคคลภายนอกที่มิได้เป็นคู่สัญญาเท่านั้น มิได้เป็นการกำหนดให้นิติกรรมนั้นในส่วนที่เป็นบุคคลสิทธิตกเป็นโมฆะเสียเปล่าไป นิติกรรมดังกล่าวจึงยังคงมีผลผูกพันบังคับกันได้ในระหว่างคู่สัญญา ดังนั้น แม้จะได้ความว่า ข้อตกลงเรื่องภาระจำยอมระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นข้อตกลงที่มิได้จดทะเบียนไว้กับพนักงานเจ้าหน้าที่ก็ใช้บังคับกันได้ในระหว่างโจทก์กับจำเลย

เวลาเรามองแล้วตกลงทุนทรัพย์เท่าไหร่

ฎ.5189/2548

โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 6 ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 ร่วมกันนำชี้ที่ดินเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงโดยไม่ถูกต้อง เป็นเหตุให้มีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงทับที่ดินพิพาทส่วนที่โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 6 เป็นผู้มีสิทธิครอบครอง และจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 เข้าไปขุดดินในที่ดินพิพาทส่วนที่โจทก์ที่ 4 ถึงที่ 6 ครอบครอง เป็นเหตุให้โจทก์ที่ 4 ถึงที่ 6 ใช้ประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวไม่ได้และต้นไม้ที่ปลูกไว้เสียหาย ขอให้มีคำสั่งว่าโจทก์ที่ 3 ถึงที่ 6 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ห้ามจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 เกี่ยวข้อง ให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงฉบับดังกล่าวโดยให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 นำชี้แนวเขตให้ถูกต้อง และจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 6 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 4 ถึงที่ 6 พร้อมกับปรับสภาพที่ดินพิพาทให้ใช้ประโยชน์ได้ตามปกติ หากศาลพิพากษาให้โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 6 ชนะคดีย่อมมีผลทำให้โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 6 ได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทซึ่งถือว่าคำขอส่วนนี้เป็นคำขอหลักหรือคำขออันเป็นประธาน ส่วนคำขออื่นถือว่าเป็นคำขอต่อเนื่องหรือคำขอรอง เมื่อคำขอหลักเป็นคำขอที่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ย่อมถือได้ว่าเป็นคดีมีทุนทรัพย์โดยคำนวณทุนทรัพย์จากราคาที่ดินพิพาทแต่ละแปลงที่โจทก์แต่ละแปลงที่โจทก์แต่ละคนครอบครอง เพราะเป็นเรื่องที่โจทก์แต่ละคนสามารถใช้สิทธิเฉพาะตัวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 แยกต่างหากจากกันได้และเมื่อรวมกับค่าเสียหายที่โจทก์ที่ 4 ถึงที่ 6 เรียกร้องมาอีกส่วนหนึ่งด้วยแล้วปรากฏว่าคดีในส่วนของโจทก์ที่ 3 ถึงที่ 6 คำนวณทุนทรัพย์ได้เป็นเงิน 25,000 บาท 32,500 บาท 45,000 บาท และ 150,000 บาท ตามลำดับ ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์สำหรับคดีในส่วนของโจทก์ที่ 3 ถึงที่ 5 จึงไม่เกิน 50,000 บาท โจทก์ที่ 3 และที่ 5 ย่อมไม่อาจอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้เพราะต้องห้ามตามมาตรา 224 วรรคหนึ่ง

ครั้งที่ 10(19/01/09)

 

มีฎีกาย้อนหลัง 50 49 48 เพราะเป็นเรื่องที่ให้เหตุผลชัดเจน น่าจะถือว่าเป็นเหตุผลและบรรทัดฐานได้อย่างดี

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1521/2549
โจทก์ฟ้องคดีโดยมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาแสดงว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท เพราะเหตุที่จำเลยที่ 1 อนุมัติให้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่ดินพิพาทโดยอ้างว่าเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ซึ่งจำเลยมีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาตามกฎหมาย แม้จำเลยจะมิได้เข้าแย่งการครอบครอง ก็เป็นเรื่องที่โจทก์และจำเลยพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งหากศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี ย่อมเป็นผลให้โจทก์ได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท คำขอที่ให้แสดงสิทธิครอบครองดังกล่าวจึงเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ แม้โจทก์จะมีคำขอให้ห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทซึ่งเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้รวมอยู่ด้วย แต่การที่ศาลจะพิพากษาตามคำขอในส่วนนี้ได้ ก็ต้องได้ความก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่โจทก์มีสิทธิครอบครองและมิใช่ที่ดินสาธารณประโยชน์ คำขอในส่วนนี้จึงเป็นเพียงคำขอที่ต่อเนื่องกับคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ซึ่งถือว่าเป็นคำขอประธาน คดีนี้จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ สิทธิของโจทก์ในการอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงต้องพิจารณาจากราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง
โจทก์ต่างอ้างการครอบครองที่ดินพิพาทในส่วนของตนแต่ละแปลงโดยมิได้เกี่ยวข้องกัน แม้โจทก์จะฟ้องรวมกันมา การอุทธรณ์ก็ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกัน เพราะเป็นเรื่องที่โจทก์แต่ละคนใช้สิทธิเฉพาะของตนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 แยกต่างหากจากกัน เมื่อราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ของโจทก์แต่ละคนไม่เกินห้าหมื่นบาทและอุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง อุทธรณ์ของโจทก์จึงต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 529/2500 ค้นไม่พบ
  เป็นฎีกาที่ให้เหตุผลดีว่าเป็นการพิพาทด้วยเอกสาร หรือตัวทรัพย์

เมื่อจำเลยโต้แย้งด้วยเรื่องกรรมสิทธิ์ก็ เป็นคดีมีทุนทรัพย์
เมื่อเป็นคดีมีทุนทรัพย์แล้ว ให้ดูแค่ท้ายฟ้องแล้วว่ามีจำนวนทุนทรัพย์เท่าไหร่ไม่ต้องดูคำขอบังคับอื่นแล้ว

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 189/2551 ค้นไม่พบ  
การแก้ไขเพิ่มหรือลดจำนวนทุนทรัพย์ เป็น 179 วรรค 1 ต้องมีคำสั่งอนุญาตตามมาตรา 181 เมื่อไม่ได้อนุญาต ก็ไม่เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมฟ้อง จำนวนทุนทรัพย์ยังเท่าเดิม  ยังไม่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของฟ้องเดิมทุนทรัพย์ฟ้องเดิมยังมีอยู่เท่าเดิมศาลแขวงพิจารณา ดูมาตรา 181 สักนิดหนึ่ง

179 คือลักษณะการแก้ฟ้องแก้คำให้การ พอเข้าแล้วต้อง ทำในระยะเวลา ตาม 180  เวลาเรามองอย่างเป้นระบบจะไม่งง ว่า ทำไมบางกรณีต้องส่งสำเนาบางกรณีไม่ต้อง

 

เมื่อเป็นคดีมีทุนทรัพย์แล้วไม่ต้องไปดูคำขอบังคับอื่น มีฎีกายืนยันอีกคือ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4780/2550
                      แม้โจทก์จะฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองถอนคำคัดค้านการนำชี้แนวเขตที่ดินของโจทก์ อันเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ แต่เมื่อจำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นส่วนราชการที่จำเลยที่ 1 สังกัดอยู่เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทที่โจทก์กล่าวอ้างว่าเป็นของโจทก์ จึงเห็นได้ว่า ทั้งตามคำฟ้องของโจทก์และคำให้การของจำเลยทั้งสองเป็นเรื่องที่โจทก์และจำเลยทั้งสองมีจุดประสงค์โต้เถียงแย่งความเป็นเจ้าของในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นประเด็นหลัก ดังนั้น ตามคำฟ้องของโจทก์ที่ขอให้จำเลยทั้งสองถอนคำคัดค้านการนำชี้แนวเขตที่ดินของโจทก์นั้น จึงเป็นผลอันสืบเนื่องมาจากประเด็นที่ว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่ คำฟ้องโจทก์จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ คือตามราคาที่ดินที่พิพาทตาม ป.วิ.พ. มาตรา 150 วรรคแรก นั้นเอง คดีเรื่องนี้จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ เมื่อที่ดินพิพาทราคา 100,000 บาทเศษ ตามที่คู่ความตีราคาและตั้งอยู่ในท้องที่อำเภอผักไห่ (เสนาใหญ่) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ย่อมเป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงพระนครศรีอยุธยาที่จะพิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) ศาลชั้นต้นชอบที่จะโอนคดีเรื่องนี้ไปให้ศาลแขวงพระนครศรีอยุธยาพิจารณาพิพากษาต่อไป
ฎ.3507/2550 เป็นฎีกาใหม่  

 

มีคดีบางประเภทที่การคำนวณทุนทรัพย์ไม่ได้ง่ายอย่างนั้นอีกต่อไป บางคดีมี คู่ความหลายคน หรือหลายข้อหา หลักในการคิดคำนวณทุนทรัพย์คือ สิทิเรียกร้องหรือความรับผิด สามารถ แยกออกจากกันได้หรือไม่ หากแยกได้ก็คำนวณทุนทรัพย์แยกจากกัน
เช่นโจทก์ทั้งสองอ้างว่าเป็นทายาท แล้วจำเลยเป็นผู้จัดการมรดก ยักยอกไป ขอให้คืนทรัพย์กลับมายังกองมรดก  เราต้องถือว่าเป็นทายาทแต่ละคน เป็นสิทธิของโจทก์แต่ล่ะคนโดยเฉพาะ

จึงเห็นได้ว่ามีการเป็นสิทธิ เฉพาะตัว  

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5971/2544
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกแบ่งที่ดินทรัพย์มรดกแก่โจทก์ทั้งสี่ซึ่งเป็นทายาทคนละ 1 ส่วน รวม 4 ส่วน ใน 9 ส่วนคิดเป็นเงินรวม 279,632 บาท จำเลยให้การว่าที่ดินดังกล่าวมิใช่ทรัพย์มรดก แม้โจทก์ทั้งสี่ฟ้องรวมกันมา การอุทธรณ์ฎีกาก็ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกันเพราะเป็นเรื่องโจทก์แต่ละคนใช้สิทธิเฉพาะของตน เมื่อที่ดินแต่ละส่วนที่โจทก์แต่ละคนฟ้องขอแบ่งมีราคาไม่เกิน 200,000 บาท จึงต้องห้ามคู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า พยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสี่ฟังไม่ได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นมรดกเป็นฎีกาโต้เถียงข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว
หมายเหตุ
                  ข้อจำกัดสิทธิในการอุทธรณ์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 และมาตรา 248ถือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์หรือชั้นฎีกาเป็นสำคัญจึงมีปัญหาว่า อย่างไรจึงถือว่าเป็นคดีมีทุนทรัพย์ และคิดทุนทรัพย์อย่างไร
                   ทรัพย์มรดกแม้จะตกเป็นของทายาททันทีที่เจ้ามรดกตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 แต่การที่ทายาทฟ้องทายาทด้วยกันขอแบ่งมรดกไม่ว่าเป็นเงินหรือทรัพย์สินอื่น เป็นการเรียกเอาทรัพย์ส่วนที่ขอแบ่งมาเป็นของตนจึงเป็นคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ถือว่าเป็นคดีมีทุนทรัพย์ ถ้าทายาทหลายคนร่วมกันเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยซึ่งเป็นทายาทหรือมิใช่ทายาทขอแบ่งมรดกให้แก่โจทก์แต่ละคนตามส่วนที่แต่ละคนมีสิทธิได้รับตามมาตรา 59 หากจำเลยให้การต่อสู้ว่าทรัพย์ที่โจทก์ขอแบ่งมิใช่ทรัพย์มรดก จะต้องคิดทุนทรัพย์รวมกัน แม้จะเป็นการฟ้องขอแบ่งตามส่วนที่โจทก์แต่ละคนมีสิทธิได้รับก็ตาม (คำพิพากษาฎีกาที่ 6560/2538ประชุมใหญ่,1459/2539) เพราะเท่ากับเป็นการต่อสู้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์นั้นกับเจ้ามรดกหรือกองมรดกทั้งจำนวนไม่มีปัญหาเรื่องส่วนแบ่งของโจทก์แต่ละคน แต่ถ้าจำเลยซึ่งเป็นทายาทหรือผู้จัดการมรดกไม่ได้ให้การต่อสู้ว่ามิใช่ทรัพย์มรดก เช่น ต่อสู้ว่าโจทก์มิใช่ทายาท หรือ ส่วนแบ่งไม่เป็นไปตามที่โจทก์แต่ละคนเรียกร้อง จะต้องคิดทุนทรัพย์แยกตามส่วนที่โจทก์แต่ละคนขอแบ่ง เพราะถือว่าโจทก์แต่ละคนใช้สิทธิของตนเป็นการเฉพาะตัวสามารถแยกจากกันได้ แม้จำเลยจะเป็นผู้ฎีกาก็ตาม(คำพิพากษาฎีกาที่ 2528/2544)
คดีนี้โจทก์ทั้งสี่ฟ้องจำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกขอแบ่งที่ดินมรดกซึ่งมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ให้โจทก์ทั้งสี่ตามส่วนของโจทก์แต่ละคน จำเลยให้การต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทมิใช่ทรัพย์มรดกและจำเลยเป็นฝ่ายฎีกาแต่ศาลฎีกาโดยมติของที่ประชุมใหญ่วินิจฉัยว่าต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกจากกันเท่ากับศาลฎีกากลับหลักตามคำพิพากษาฎีกาที่ 6560/2538(ประชุมใหญ่) แล้ว
ไพโรจน์ วายุภาพ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6095/2550 ค้นไม่พบ

           

เรื่องนี้นำไปใช้ได้ตลอดจนถึงเรื่องละเมิดเช่นกรณีจำเลยหลายคนบุกรุกที่ดินโจทก์โดยแยกการบุกรุกเป็นรายคน อย่างนี้มันแยกความรับผิดต่อโจทก์ได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4789/2539 ค้นไม่พบ

 

ใช้ได้ไปจนถึงกรณีละเมิดอื่นๆ เช่น 446 438  เช่นขับรถมาแล้วละเมิด เสียหายกันคนล่ะส่วนต้องแยกออกจากกันเป็นรายตัวเลย

ค่าเสียหายพวกนี้ไม่ใช่ข้อหาที่ว่าหลายข้อหานะครับ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2385/2535 ค้นไม่พบ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4784/2539
โจทก์ทั้งสี่ต่างใช้สิทธิเฉพาะตัวฟ้องให้จำเลยที่ 4 กับพวก ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในมูลละเมิดให้แก่โจทก์ทั้งสี่แม้จะฟ้องรวมกันมา ก็ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกันเป็นราย ๆ ไป โจทก์ทั้งสี่ฟ้องเรียกค่าปลงศพ 20,000 บาท และฟ้อง เรียกค่าขาดไร้อุปการะโดยโจทก์ที่ 1 เรียกมา 50,000 บาท โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 เรียกมา 400,000 บาท โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 แต่ละคนเรียกร้องจำนวนเท่าใด แต่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ต่างก็เป็น บุตรผู้เยาว์ของผู้ตาย ค่าขาดไร้อุปการะของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 แต่ละคนคงไม่แตกต่างกันมาก จึงพออนุมานได้ว่าค่าขาดไร้อุปการะ ที่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 เรียกร้องมารวมกับค่าปลงศพ ที่แต่ละคนเรียกร้องมามีจำนวนไม่เกินคนละสองแสนบาทและค่าเสียหายที่โจทก์ที่ 1 เรียกร้องมาไม่เกินสองแสนบาทเช่นกัน
หมายเหตุ
คดีที่โจทก์หลายคนใช้สิทธิเฉพาะตัวของโจทก์แต่ละคนฟ้องรวมกันมาในคดีเดียวกันนั้นต้องแยกคิดทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกออกจากกัน ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 6483/2538ประชุมใหญ่
คดีนี้โจทก์ทั้งสี่ฟ้องเรียกค่าเสียหายเป็นค่าใช้จ่ายในการปลงศพและค่าขาดไร้อุปการะรวมกันมาเป็นเงินทั้งสิ้น470,000 บาท แม้ไม่ได้แยกรายละเอียดว่าเป็นค่าใช้จ่ายในการปลงศพเท่าไร ค่าขาดไร้อุปการะของโจทก์แต่ละคนเป็นเงินเท่าไร แต่เมื่อเป็นการฟ้องโดยใช้สิทธิเฉพาะตัวของโจทก์แต่ละคนก็ไม่ทำให้สิทธิในการฎีกาเปลี่ยนไปแต่อย่างใดศาลฎีกาจึงคำนวณแยกคิดทุนทรัพย์ที่เรียกร้องของโจทก์แต่ละคนออกจากกัน และแม้จำเลยที่ 4 เป็นฝ่ายฎีกาแต่ฝ่ายเดียวก็แยกคิดทุนทรัพย์ระหว่างจำเลยที่ 4 กับโจทก์แต่ละคนเช่นเดียวกัน
ไพโรจน์ วายุภาพ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1206/2540
โจทก์ฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยทั้งสามในมูลละเมิดโดยบรรยายในส่วนของค่าเสียหาย คือ ค่าจัดการศพ 35,000 บาทค่าซ่อมรถจักรยานยนต์ 2,500 บาท และค่าขาดไร้อุปการะ 600,000 บาทแต่โจทก์ทั้งสองขอคิดค่าเสียหายทั้งหมดเพียง 537,000 บาทขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมรับผิดชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมทั้งดอกเบี้ย ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหายเป็นค่าจัดการศพ 30,000 บาท เป็นค่าขาดไร้อุปการะแก่โจทก์ที่ 1และโจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 200,000 บาท และ 100,000 บาทตามลำดับพร้อมทั้งดอกเบี้ย ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน เช่นนี้ ในส่วนของค่าจัดการศพซึ่งศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยทั้งสามชดใช้ให้แก่โจทก์ทั้งสอง 30,000 บาท นั้นต้องนำไปคิดรวมเป็นทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนด้วย ดังนั้นรวมเป็นค่าเสียหายในส่วนของโจทก์ที่ 2เพียง 130,000 บาท จำเลยที่ 2 ฎีกาขอให้ยกฟ้อง จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกา ระหว่างจำเลยที่ 2 กับโจทก์ที่ 2 คงมีเพียง130,000 บาท ซึ่งต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง การที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า เหตุที่เกิดขึ้นมิได้เป็นเพราะการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 3 ค่าเสียหายในส่วนค่าขาดไร้อุปการะที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้นั้นสูงเกินไป ถือว่าโต้แย้งดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ในการรับฟังพยานหลักฐาน เป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยของจำเลยที่ 2ในส่วนของโจทก์ที่ 2

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1828/2548
ค่าเสียหายที่ศาลอุทธรณ์กำหนดตามคำพิพากษาเป็นค่าปลงศพมีจำนวน 50,000 บาท แต่เป็นหนี้ที่โจทก์ทั้งสองมีสิทธิได้รับร่วมกันไม่อาจแบ่งแยกเป็นหนี้ของโจทก์แต่ละคนได้ แต่ในส่วนค่าขาดไร้อุปการะที่กำหนดให้โจทก์ทั้งสองได้รับรวมกันมาจำนวน 200,000 บาท นั้น เป็นหนี้ที่สามารถแบ่งแยกเป็นส่วนของโจทก์แต่ละคน โดยโจทก์ทั้งสองสามารถฟ้องเรียกเฉพาะส่วนของตนโดยลำพังได้ ทุนทรัพย์พิพาทชั้นฎีกาจึงต้องถือตามจำนวนค่าเสียหายที่โจทก์แต่ละคนมีสิทธิเรียกร้องจากจำเลยทั้งสอง เมื่อแบ่งแยกค่าเสียหายในส่วนค่าขาดไร้อุปการะของโจทก์ทั้งสองคนละครึ่งเป็นเงินคนละ 100,000 บาท และนำไปรวมกับค่าเสียหายที่เป็นค่าปลงศพจำนวน 50,000 บาทแล้ว ทุนทรัพย์พิพาทชั้นฎีกาของโจทก์ทั้งสองแต่ละคนจึงไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. ม. 248 วรรคหนึ่ง
หมายเหตุ
คดีนี้มีโจทก์หลายคนเป็นโจทก์ร่วมกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 59 แต่มีข้อหาเดียวคือการกระทำละเมิดให้เข้าถึงความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 443 ค่าปลงศพเป็นหนี้ที่แบ่งแยกเป็นของโจทก์แต่ละคนไม่ได้จึงเป็นทุนทรัพย์จำนวนเดียวกันทั้งจำนวน ส่วนค่าขาดไร้อุปการะแยกเป็นของโจทก์แต่ละคนได้ต้องคิดทุนทรัพย์แยกกัน แต่เนื่องมาจากข้อหาเดียวกันจึงต้องนำค่าปลงศพทั้งจำนวนมารวมกับค่าขาดไร้อุปการะของแต่ละคน เป็นทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาของโจทก์แต่ละคนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248
ไพโรจน์ วายุภาพ

บางกรณีเป็นหนี้ร่วม โดยหลักแล้ว 291 ปพพ. ต้องนำมาจับ การคิดคำนวณก็ต้องคิดว่าค่าเสียหายส่วนใดเป็นหนี้ร่วม ส่วนใดเป็นหนี้เฉพาะตัว ถ้าเป็นหนี้ร่วมก็ต้องคิดเต็มจำนวนเพราะโจทก์แต่ล่ะคนสามารถคิดคำนวนได้เต็มจำนวน

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5928/2548
จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ด้วยความประมาทชนรถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายซึ่งเป็นบุตรของโจทก์ที่ 1 ขับขี่และโจทก์ที่ 2 และที่ 3 นั่งซ้อนท้าย จนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายและโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ได้รับบาดเจ็บสาหัส ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้โจทก์ทั้งสามได้รับค่าเสียหายรวมกันมาเป็นจำนวน 254,000 บาท แม้ค่าเสียหายที่เป็นค่ารักษาพยาบาล ค่าปลงศพ จะเป็นหนี้ที่ไม่อาจแบ่งแยกเป็นหนี้ของโจทก์แต่ละคนได้ แต่ในส่วนค่าขาดไร้อุปการะเป็นหนี้ที่สามารถแบ่งแยกเป็นส่วนของโจทก์แต่ละคนได้ นำไปรวมกับค่าเสียหายส่วนอื่นแล้ว โดยส่วนของโจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 40,000 บาท ส่วนของโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ได้รับคนละ 90,000 บาท เมื่อทุนทรัพย์พิพาทชั้นฎีกาของโจทก์ทั้งสามแต่ละคนไม่เกินคนละสองแสนบาท ย่อมต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง เนื่องจากทุนทรัพย์ชั้นฎีกาต้องถือตามจำนวนค่าเสียหายที่โจทก์แต่ละคนมีสิทธิได้รับจากจำเลยทั้งสามนั่นเอง

บางกรณี ก็คิดรวมๆกันมา การคิดก็ให้คิดค่าขาดไร้แต่ล่ะคนแล้วนำไปรวมกับจำนวนหนี้ร่วม
            กรณีที่มีหลายข้อหา ถ้าเป็นคดีเกี่ยวกับที่ดินก็เป็นคำขอหลักคำขอรองคำขอต่อเนื่อง แต่ถ้าหากไปเรียกจำเลยได้แต่ล่ะข้อหาแล้วนั้นก็ต้องแยกออกจากกันรายข้อหา

เวลาเรามองต้องมองว่าสามารถแยกออกจากกันเป็นเอกเทศได้หรือไม่

เช่นเล่นแชร์ก็คิดค่าแชร์รายข้อหา

มี 2 เรื่องเท่านั้นที่ยังไม่มีฎีกามากลับคือ เรื่อง เช็ค กับ สัญญาเงินกู้  ที่ให้คิดรวมกันเช่นเดิม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2054/2525
ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 15 ประกอบด้วยมาตรา 22 (3) บัญญัติให้ศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินที่ฟ้องไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท นั้นจำนวนเงินที่ฟ้องนี้หมายถึง จำนวนเงินรวมกันในคำฟ้องที่โจทก์แต่ละคนฟ้องขอให้ศาลบังคับให้จำเลยชำระไม่ว่าจำนวนเงินดังกล่าวจะเกิดจากมูลหนี้รายเดียวหรือมูลหนี้หลายรายรวมกันก็ตาม เมื่อรวมจำนวนเงินที่ฟ้องในมูลหนี้เหล่านั้นแล้วมีจำนวนไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทคดีก็อยู่ในอำนาจศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษาหากรวมกันแล้วเกินหนึ่งหมื่นบาทคดีก็ไม่อยู่ในอำนาจศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษา

2 เรื่องต่อไปก็จำให้รู้แต่คงไม่มีออกสอบเพราะเป็นเรื่องที่ยังมีแนวไม่นิ่ง
คำสั่งคำร้องที่ 1076/2514 (ประชุมใหญ่)
โจทก์ฟ้องจำเลยให้ชำระหนี้ตามสัญญากู้เงิน 2 ฉบับซึ่งทำห่างกัน 1 เดือนเศษ แม้จำนวนเงินตามสัญญากู้แต่ละฉบับจะไม่เกินห้าพันบาท แต่เมื่อรวมกันแล้วเกินห้าพันบาทคู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2726/2528
ในกรณีที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยคนเดียวรับผิดชำระเงินกู้ 2 รายมาในคำฟ้องเดียวกันโดยแยกทำสัญญากู้เป็น 2 ฉบับ การวินิจฉัยสิทธิอุทธรณ์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจะต้องคำนวณโดยการรวมทุนทรัพย์ตามสัญญากู้ทั้ง 2 ฉบับ ในคำฟ้องนั้น
(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 3/2523)
หมายเหตุ คำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ 1076/2514 (ประชุมใหญ่) วินิจฉัยทำนองเดียวกัน


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5354/2540 ค้นไม่พบ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 576/2540
การพิจารณาว่าคดีต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงหรือไม่ ต้องพิจารณาฟ้องเดิมและฟ้องแย้งแยกจากกัน สำหรับฟ้องเดิมแม้โจทก์จะกล่าวมาในคำฟ้องว่าหากจะนำที่ดินพิพาทไปให้ผู้อื่นเช่าจะได้ค่าเช่าเดือนละ 30,000 บาท และโจทก์ใช้เป็นเกณฑ์คำนวณในการเรียกร้องค่าเสียหายตามจำนวนนั้น ซึ่งศาลชั้นต้นกำหนดค่าเสียหายให้เดือนละ 7,000 บาทก็ตาม ยังถือไม่ได้ว่าเป็นค่าเช่าของอสังหาริมทรัพย์ในขณะยื่นคำฟ้อง เพราะเป็นแต่อาจให้เช่าได้ค่าเช่าจำนวนดังกล่าวเท่านั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินโจทก์ปีที่ 3 เดือนละ 2,083 บาท ที่ดินพิพาทจึงมีค่าเช่าในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 224 วรรคหนึ่ง ฉะนั้นการที่จำเลยอุทธรณ์ว่า การเช่าที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยกับโจทก์เป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามกฎหมายดังกล่าว ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่อ้างว่าการเช่าที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา และขอให้บังคับโจทก์ไปจดทะเบียนการเช่าที่ดินพิพาทนั้น เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ที่ศาลอุทธรณ์ไม่หยิบยกขึ้นวินิจฉัยจึงเป็นการไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7082/2539 ค้นไม่พบ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1453/2551 ค้นไม่พบ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3993/2551 ค้นไม่พบ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6637/2539
ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ฟ้องอ้างหนังสือสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทลงวันที่ 24 มิถุนายน 2535 แต่ปรากฏว่าหนังสือสัญญาจะซื้อขายที่ดินซึ่งเป็นคู่ฉบับเก็บไว้ฝ่ายละฉบับกลับลงวันที่ 21 มิถุนายน 2535 เห็นได้ว่าเป็นสัญญาคนละฉบับกับที่ฟ้อง ฟ้องจึงเคลือบคลุมนั้น เมื่อจำเลยให้การมิได้อ้างเหตุนี้ว่าเป็นฟ้องเคลือบคลุมจำเลยเพิ่งจะยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์และฎีกา แม้ศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยให้ก็ตาม ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ทั้งไม่ใช่เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249วรรคสอง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ที่ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญานั้นเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาในส่วนฟ้องแย้งเพราะทุนทรัพย์ตามฟ้องแย้งของจำเลยไม่เกิน 200,000 บาท และคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ดังกล่าวขัดกับคำวินิจฉัยของศาลฎีกาที่ว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา เมื่อเป็นเช่นนี้ต้องบังคับตามป.วิ.พ. มาตรา 146 วรรคแรก โดยถือตามคำวินิจฉัยของศาลฎีกาว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 593/2548
จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ขับรถยนต์ในทางการที่จ้างด้วยความประมาทเลินเล่อชนกับรถแท็กซี่ของโจทก์ที่ 1 ซึ่งโจทก์ที่ 2 เป็นผู้ขับ ได้รับความเสียหายและโจทก์ที่ 2 ได้รับบาดเจ็บ แม้คดีของโจทก์ที่ 2 จะต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง แต่เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ประมาทเลินเล่อฝ่ายเดียวจึงทำให้คำวินิจฉัยในส่วนที่ว่าโจทก์ที่ 2 ประมาทเลินเล่อด้วยตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาขัดกัน ต้องบังคับตาม ป.วิ.พ. มาตรา 146 วรรคหนึ่ง โดยถือตามคำพิพากษาศาลฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ประมาทเลินเล่อฝ่ายเดียว จำเลยทั้งสองจึงต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 2 ด้วย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4754/2538 (ถูกกลับโดยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6637/2539, 593/2548)
การพิจารณาว่าคดีตามคำฟ้องของโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลยจะต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงหรือไม่ ต้องพิจารณาเป็นคนละส่วนกัน เมื่อคดีที่โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยออกจากอาคารพิพาทมีค่าเช่าในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ส่วนคดีตามฟ้องแย้งที่จำเลยขอให้บังคับโจทก์ทำสัญญาเช่ากับผู้ให้เช่าเดิม เพื่อให้โจทก์ทำสัญญาเช่ากับจำเลยเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ไม่ต้องห้ามให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง แต่เมื่อการวินิจฉัยฟ้องแย้งต้องอาศัยข้อเท็จจริงเช่นเดียวกับฟ้องเดิมซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องถือว่าข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาในฟ้องเดิมผูกพันจำเลยในคดีฟ้องแย้งด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 145 วรรคแรก จำเลยไม่มีสิทธิฎีกาข้อเท็จจริงตามฟ้องแย้งเป็นอย่างอื่นได้ ดังนั้นเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาจองอาคารพิพาทและโจทก์บอกเลิกสัญญาโดยชอบแล้ว จำเลยจึงไม่มีสิทธิบังคับให้โจทก์ไปจดทะเบียนการเช่าตามฟ้องแย้งได้

ฎ.1891/2551  ดูที่จำนวนทุนทรัพย์ คำขอหลังเป็นคำขอกระทำการ คดีนี้จึงเป็นคดีทุนทรัพย์ตามราคาที่ดิน มีการแก้ไขคำฟ้อง เพื่อให้ทุนทรัพย์อุทธรณ์ได้

 

ครั้งที่ 11( 20/01/09 )

                    เจอคำพิพากษาฎีกาที่น่าสนใจแต่เป็นเรื่องบังคับคดี  เป็นคำพิพากษาที่น่าสนใจ แต่มุ่งบางเรื่องว่า  ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำ ฟ้องซ้อนหรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ  ข้อ 4 . ข้อสอบผู้ช่วย  เป็นการฟ้องอ้างข้อหาต่างกรรมต่างวาระกัน  โอกาสฟ้องซ้ำ ไม่เกิด  

ฟ้องบังคับชำระหนี้ เฉพาะเจาะจง

การฟ้องเลิกสัญญา การอ้างต่างกันคนล่ะเรื่อง 

           ข้อเท็จจริงได้ความว่าเดิมโจทก์ฟ้องนายเพิ่มและให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ระหว่างพิจาณาก็ทำยอม นายเพิ่มยอมออกจากที่ดิน  ก็พิพากษาตามยอม ต่อมา ในชั้นบังคับคดี
            ศาลมองว่าเป็นประเด็นเดียวกัน เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำต้องห้ามตาม 144

ฟ้องซ้อนฟ้องซ้ำคือห้ามไม่ให้ฟ้อง แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องคำร้องไม่ใช่คำฟ้อง 148 173 วรรค 2 ( 1 ) นี้ต้องดูควบคู่กันไป

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1571/2550
                       ชั้นบังคับคดีในคดีก่อนเป็นคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยในคดีนี้ในฐานะผู้ร้องยื่นคำร้องว่าไม่ใช่บริวาร โจทก์กับจำเลยย่อมอยู่ในฐานะเป็นคู่ความในคดีดังกล่าว ทั้งคดีก่อนและคดีนี้ต่างมีประเด็นที่จะต้องพิจารณาเกี่ยวกับสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทเช่นเดียวกัน ซึ่งคดีก่อนศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ฉะนั้นการที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ขอให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทอีก ในประเด็นเดียวกันย่อมเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 วรรคหนึ่ง

                     โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2537 โจทก์ซื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 259 ตำบลคลองพลู กิ่งอำเภอเขาคิชฌกูฏ (มะขาม) จังหวัดจันทบุรี เนื้อที่ 25 ไร่ 3 งาน 23 ตารางวา จากนายเพิ่ม แก้วเขียว แต่หลังจากนายเพิ่มจดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่โจทก์ โจทก์ไม่สามารถเข้าทำประโยชน์ในที่ดินได้ โจทก์จึงฟ้องนายเพิ่มเป็นคดีแพ่งต่อศาลชั้นต้นขอให้บังคับนายเพิ่มและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดิน ในคดีดังกล่าวโจทก์กับนายเพิ่มทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน แล้วนายเพิ่มผิดนัด โจทก์จึงดำเนินการบังคับคดีแก่นายเพิ่ม จำเลยและบริวาร จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยซื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 349 ตำบลตะเคียนทอง (คลองพลู) อำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี เนื้อที่ 39 ไร่ 60 ตารางวา มาจากนางฉอ้อน สุภาพเพชร นางฉอ้อนชี้แนวเขตที่ดินของโจทก์รวมเข้าไปด้วย จำเลยเข้าครอบครองที่ดินของโจทก์โดยไม่มีเจตนาและโดยสำคัญผิดว่าเป็นที่ดินของนางฉอ้อน จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะอยู่อาศัยในที่ดินของโจทก์ ก่อนฟ้องโจทก์บอกกล่าวให้จำเลยออกไปจากที่ดินของโจทก์แล้วแต่จำเลยไม่ปฏิบัติตาม ทำให้โจทก์เสียหายและขาดรายได้จากการใช้ที่ดินทำการเกษตรกรรมไม่น้อยกว่าปีละ 500,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 259 ตำบลคลองพลู กิ่งอำเภอเขาคิชฌกูฏ (มะขาม) จังหวัดจันทบุรี และชดใช้ค่าเสียหาย 500,000 บาท กับอีกเดือนละ 50,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินแก่โจทก์
 จำเลยให้การว่า ฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1059/2538 ของศาลชั้นต้น
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าที่ดินพิพาทในคดีนี้กับที่ดินพิพาทในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1059/2538 ของศาลชั้นต้นเป็นที่ดินแปลงเดียวกันได้แก่ ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 259 โดยคดีดังกล่าวโจทก์คดีนี้เป็นโจทก์ฟ้องขับไล่นายเพิ่ม แก้วเขียว กับบริวารให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาท คู่ความตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยนายเพิ่มยอมขนย้ายสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดิน ศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความคดีถึงที่สุดแล้ว นายเพิ่มไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์จึงขอให้ศาลดำเนินการบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ประกาศให้ผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่บริวารของนายเพิ่มยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาล จำเลยในคดีนี้ยื่นคำร้องว่า จำเลยไม่ใช่บริวารของนายเพิ่มและอ้างว่าเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท ซึ่งต่อมาศาลฎีกาได้มีคำวินิจฉัยว่า จำเลยได้ครอบครองที่ดินพิพาทเป็นเจ้าของ หาได้ครอบครองโดยอาศัยสิทธิของนายเพิ่มไม่ เมื่อได้ความว่าจำเลยซื้อที่ดินจากผู้อื่นและรุกล้ำเข้าครอบครองทำประโยชน์กับปลูกบ้านในที่ดินพิพาทซึ่งเคยเป็นของนายเพิ่มตลอดมา นายเพิ่มมีสิทธิจะได้คืนซึ่งการครอบครองก็แต่โดยต้องฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองภายใน 1 ปี นับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 เมื่อปรากฏว่านายเพิ่มไม่ได้ฟ้องจำเลยภายในกำหนดดังกล่าว จำเลยย่อมได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท โจทก์ในฐานะผู้รับโอนที่ดินพิพาทจากนายเพิ่มไม่มีสิทธิดีไปกว่านายเพิ่ม ก่อนคดีในชั้นบังคับคดีดังกล่าวระหว่างโจทก์กับจำเลยถึงที่สุด โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้โดยตั้งรูปคดีเช่นเดียวกับที่โจทก์กับจำเลยพิพาทกันในชั้นบังคับคดีว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโดยซื้อจากนายเพิ่ม ขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาทดังนี้ เมื่อพิจารณาคำฟ้องและข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้วจะเห็นได้ว่าโจทก์จำเลยในคดีก่อนกับในคดีนี้เป็นคู่ความเดียวกัน โดยคดีในชั้นบังคับคดีในคดีก่อนเป็นคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยในคดีนี้ในฐานะผู้ร้อง โจทก์กับจำเลยย่อมอยู่ในฐานะเป็นคู่ความในคดีดังกล่าวแล้ว ทั้งคดีก่อนและคดีนี้ต่างก็มีประเด็นที่จะต้องพิจารณาเกี่ยวกับสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทเช่นเดียวกัน จึงถือได้ว่ามีประเด็นอย่างเดียวกัน ซึ่งประเด็นในคดีก่อนศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ฉะนั้นการที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ขอให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทอีกในประเด็นเดียวกันย่อมเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลนั้นอันเกี่ยวกับประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้ว อันเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 วรรคหนึ่ง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาให้ยกฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล"
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

เราจะพูดต่อเรื่อง 224 อีกสักนิดหนึ่ง จะเอาแบบเปิดตัวบทแล้วอธิบายได้

การต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง)มาตรา 224 ในคดีที่ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกินห้าหมื่นบาทหรือไม่เกินจำนวนที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง เว้นแต่ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีนั้นในศาลชั้นต้นได้ทำความเห็นแย้งไว้หรือได้รับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้ หรือถ้าไม่มีความเห็นแย้งหรือคำรับรองเช่นว่านี้ต้องได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือจากอธิบดีผู้พิพากษาชั้นต้นหรืออธิบดีผู้พิพากษาภาคผู้มีอำนาจแล้วแต่กรณี

บทบัญญัติในวรรคหนึ่งมิได้ให้บังคับในคดีเกี่ยวด้วยสิทธิแห่งสภาพบุคคลหรือสิทธิในครอบครัวและคดีฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เว้นแต่ในคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละสี่พันบาทหรือไม่เกินจำนวนที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา

การขอให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาในคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้ ให้ผู้อุทธรณ์ยื่นคำร้องถึงผู้พิพากษานั้น พร้อมกับคำฟ้องอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้น เมื่อศาลได้รับคำร้องเช่นว่านั้น ให้ศาลส่งคำร้องพร้อมด้วยสำนวนความไปยังผู้พิพากษาดังกล่าวเพื่อพิจารณารับรอง

เมื่อคราวที่แล้วเราพูดถึงการรวมการพิจาณาหรือฟ้องแย้ง แยกทุนทรัพย์เป็นรายคดี ศาลสูงกว่าฟังข้อเท็จจริงใหม่ได้เลยทั้งสองคดีรวมถึงคดีต้องห้ามด้วย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6937/2539
                       แม้คดีในส่วนคำฟ้องของโจทก์เป็นคดีฟ้องขับไล่ผู้เช่าออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าในขณะยื่นฟ้องไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสอง ก็ตาม แต่ในส่วนคำฟ้องแย้ง จำเลยฟ้องแย้งโดยอ้างว่า สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าการเช่า และขอให้บังคับโจทก์จดทะเบียนการเช่าให้จำเลยซึ่งมิใช่การเรียกร้องเอาทรัพย์สินจากโจทก์ จึงเป็นคดีที่ขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ซึ่งไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามบทกฎหมายดังกล่าว และต้องแยกพิจารณาการต้องห้ามอุทธรณ์ของคดีในส่วนตามคำฟ้องแย้งของจำเลยต่างหากจากส่วนคำฟ้องของโจทก์ จำเลยจึงมีสิทธิอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงว่า สัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยมีข้อตกลงให้สิ่งปลูกสร้างที่จำเลยปลูกสร้างลงในที่ดินตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์เมื่อครบกำหนดเวลาเช่าแล้วเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าการเช่าได้ ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยข้ออื่นนอกจากนี้เป็นอุทธรณ์ในข้อที่ว่า จำเลยไม่ได้กระทำผิดสัญญาเช่า ไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยนั้นเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงในส่วนที่เกี่ยวกับคำฟ้องโจทก์โดยเฉพาะไม่เกี่ยวกับคำฟ้องแย้งของจำเลย จึงต้องห้ามอุทธรณ์ตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น
            บางเรื่องบางราวถ้าเขียนไม่ชัดว่าฟังใหม่ก็เป็นคำพิพากษาสองศาลขัดแย้งกัน ทางออกก็คือ 146 ให้ศาลสูงกว่าวินิจฉัยว่าจะเอาของศาลใดเป็นหลัก
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6913 - 6916/2550
จำเลยที่ 3 มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ส่วนการที่โจทก์ทั้งสามได้จัดการออก น.ส.3 ในที่ดินพิพาทเป็นชื่อของโจทก์ทั้งสามก็เป็นเพียงข้อสันนิษฐานเบื้องต้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1373 เท่านั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 ได้ครอบครองที่ดินพิพาท จำเลยที่ 3 ก็ได้สิทธิครอบครองแล้ว
คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสามมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท จำเลยที่ 3 ได้ฟ้องแย้งและฎีกาขึ้นมา แต่เนื่องจากฟ้องเดิมต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ข้อเท็จจริงจึงไม่ยุติไปตามคดีที่ต้องห้ามและไม่ให้ฎีกาขึ้นมา จึงทำให้คำวินิจฉัยในส่วนนี้ของศาลอุทธรณ์ภาค 4 และศาลฎีกาขัดกันต้องบังคับตามมาตรา 146 วรรคหนึ่ง โดยถือตามคำวินิจฉัยของศาลฎีกาว่า จำเลยที่ 3 มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 593/2518
ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยเสียดอกเบี้ยในจำนวนค่าเสียหายตั้งแต่วันทำละเมิดเป็นการเกินคำขอของโจทก์ที่ขอให้เสียดอกเบี้ยตั้งแต่วันฟ้องข้อนี้เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เอง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6637/2539
ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ฟ้องอ้างหนังสือสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทลงวันที่ 24 มิถุนายน 2535 แต่ปรากฏว่าหนังสือสัญญาจะซื้อขายที่ดินซึ่งเป็นคู่ฉบับเก็บไว้ฝ่ายละฉบับกลับลงวันที่ 21 มิถุนายน 2535 เห็นได้ว่าเป็นสัญญาคนละฉบับกับที่ฟ้อง ฟ้องจึงเคลือบคลุมนั้น เมื่อจำเลยให้การมิได้อ้างเหตุนี้ว่าเป็นฟ้องเคลือบคลุมจำเลยเพิ่งจะยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์และฎีกา แม้ศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยให้ก็ตาม ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ทั้งไม่ใช่เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249วรรคสอง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ที่ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญานั้นเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาในส่วนฟ้องแย้งเพราะทุนทรัพย์ตามฟ้องแย้งของจำเลยไม่เกิน 200,000 บาท และคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ดังกล่าวขัดกับคำวินิจฉัยของศาลฎีกาที่ว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา เมื่อเป็นเช่นนี้ต้องบังคับตาม ป.วิ.พ. มาตรา 146 วรรคแรก โดยถือตามคำวินิจฉัยของศาลฎีกาว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา
วรรคสองการขับไล่ ก็นำวรรค 1 มาใช้ด้วย การขับไล่บุคคลใดๆชั้นเจนว่าไม่ใช่เรื่องย้ายสิ่งของ ซึ่งเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ธรรมดา

บุคคลที่ถูกขับไล่ คือ ผู้เช่า ผู้อาศัย ผู้บุกรุก

ค่าเช่าดูที่สัญญาเช่าเป็นสำคัญ  ในขณะยื่นคำฟ้องเป็นสำคัญ ถือเป็นค่าเช่าไม่ได้
ดูสัญญาเช่าที่ผลบังคับได้ตามกฎหมายเท่านั้น แม้ศาลกำหนดค่าเสียหายซึ่งอนุโลมเป็นค่าเช่าก็ตาม

เมื่อการอยุ่เริ่มต้นโดยสัญญาเช่าแม้สัญญาครบกำหนด แล้วบอกกล่าวแล้วแม้เป็นละเมิดก้ไม่ใช่ เป็นการฟ้องอย่างละเมิดแต่ก็เห็นการฟ้องผู้เช่าอยู่นั่นเอง

ต้องถือตามสัญญาเช่าเป็นหลัก แม้บอกเลิกแล้วอยุ่โดยละเมิดก็ต้องถือตามสัญยาเช่า

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4392/2547
            ต. ให้จำเลยที่ 1 เช่าที่ดินพิพาทมีกำหนด 30 ปี และจะให้จำเลยที่ 1 เช่าต่อไปอีก 30 ปี หลังจากสัญญาเช่าสิ้นสุดลงถ้าจำเลยที่ 1 ต้องการ โดยจำเลยที่ 1 ยอมให้ ต. กู้ยืมเงิน 300,000 บาท เพื่อนำไปซื้อที่ดินพิพาท การกู้ยืมเงิน ต. จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ยังไม่เรียกให้ ต. ชำระดอกเบี้ยนับแต่กู้ยืมเงินแต่ให้ชำระเมื่อครบกำหนดการเช่า 30 ปี ถ้ามีการต่ออายุสัญญาเช่าเป็นงวดที่สองอีก 30 ปี จำเลยที่ 1 จะไม่เรียกร้องดอกเบี้ยดังกล่าว ดังนี้ การได้มาซึ่งที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 1 เป็นสัญญาที่มีสภาพบังคับโดยสมบูรณ์ในตัวของแต่ละสัญญา สัญญาทั้งสองประเภทแม้จะผูกโยงสิทธิประโยชน์ต่อกัน แต่โดยผลแห่งสัญญาแล้ว แต่ละฝ่ายได้ป้องกันสิทธิอันจะก่อผลได้เสียภายหน้าของแต่ละสัญญาแล้ว ถ้าหากมี หาใช่ข้อตกลงที่เพิ่มภาระแก่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้เช่าให้ต้องปฏิบัติยิ่งกว่าหน้าที่ของผู้เช่าตามปกติ สัญญาเช่าที่ดินพิพาทระหว่าง ต. กับจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา
ข้อความตามข้อตกลงในสัญญาเช่าที่ดินพิพาทเป็นแต่เพียงคำมั่นของ ต. ว่าจะให้จำเลยที่ 1 เช่าที่ดินพิพาทต่อไปเท่านั้น ยังไม่ก่อให้เกิดสัญญา แม้สัญญาเช่าเดิมจะได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ไว้ แต่คำมั่นนี้ก็ยังไม่มีผลผูกพัน ต. เพราะยังไม่ได้ความว่าจำเลยที่ 1 ได้สนองรับก่อน ต. ถึงแก่ความตาย ทั้งเมื่อจำเลยที่ 1 ได้รู้อยู่แล้วว่า ต. ถึงแก่ความตายก่อนสัญญาเช่าจะครบกำหนด 30 ปี กรณีก็ต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 360 ซึ่งบัญญัติว่ามิให้นำบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 169 วรรคสอง มาใช้บังคับ คำมั่นของ ต. ย่อมไม่มีผลบังคับ และไม่เป็นมรดกของ ต. จึงไม่มีผลผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกและเป็นทายาทผู้รับมรดกที่ดินพิพาทที่จำเลยที่ 1 เช่าให้ต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1599 และมาตรา 1600 จำเลยที่ 1 จึงฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์จดทะเบียนต่ออายุการเช่าที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 1 อีก 30 ปีไม่ได้

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับขับไล่จำเลยทั้งสามและบริวารพร้อมทั้งรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง และขนย้ายสิ่งของออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 3363 ตำบลบางรัก อำเภอบางรัก กรุงเทพมหานคร และให้ส่งมอบที่ดินดังกล่าวในสภาพเรียบร้อยคืนแก่โจทก์ทันที หากจำเลยทั้งสามไม่ยอมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ให้โจทก์เข้ารื้อถอนพร้อมขนย้ายสิ่งของได้เองโดยให้จำเลยทั้งสามร่วมกันออกค่าใช้จ่าย กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 3,000,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสามจะส่งมอบที่ดินสภาพเรียบร้อยคืนโจทก์
จำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งว่า สัญญาเช่าระหว่างนายตนัยกับจำเลยที่ 1 มีคำมั่นของนายตนัยผู้ให้เช่าจะให้จำเลยที่ 1 เช่าต่อไปอีก 1 งวด มีกำหนด 30 ปี ในอัตราค่าเช่าปีละ 6,000 บาท เพียงแต่ให้จำเลยที่ 1 ผู้เช่ามีหนังสือแจ้งขอเช่าต่อไปยังฝ่ายผู้ให้เช่า เมื่อนายตนัยถึงแก่ความตาย โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับมรดกย่อมต้องรับหน้าที่ในการให้เช่าต่อแทนนายตนัย ประกอบกับสัญญาเช่าดังกล่าวเป็นสัญญาเช่าที่มีค่าตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา กล่าวคือ นายตนัยได้กู้ยืมเงินจากจำเลยที่ 1 จำนวน 3,000,000 บาท เพื่อซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวจากเจ้าของเดิมโดยมีข้อตกลงในการกู้ยืมเงินว่า นายตนัยจะต้องให้จำเลยที่ 1 เช่ามีกำหนด 30 ปี และเมื่อครบกำหนดแล้วนายตนัยต้องให้จำเลยที่ 1 ต่อสัญญาเช่าไปอีก 30 ปี ในเมื่อจำเลยที่ 1 แจ้งขอเช่าต่อและนายตนัยยอมรับข้อตกลงดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงให้นายตนัยกู้ยืมเงินไปโดยนายตนัยได้นำที่ดินที่ซื้อจำนองเป็นประกันเงินกู้ไว้แก่จำเลยที่ 1 ด้วย หลังจากเช่าจำเลยที่ 1 ได้ลงทุนก่อสร้างอาคารสถานีบริการจำหน่ายน้ำมันและสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ในที่ดินด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยที่ 1 ทั้งหมด ก่อนครบกำหนดสัญญาเช่า จำเลยที่ 1 ได้ใช้สิทธิตามสัญญาโดยขอต่อสัญญาเช่าไปยังโจทก์แล้ว โจทก์จึงต้องยอมให้จำเลยที่ 1 เช่าที่ดินต่อไปอีกมีกำหนด 30 ปี นับแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2540 เป็นต้นไป ในอัตราค่าเช่าปีละ 6,000 บาท ที่ดินโจทก์ให้เช่าได้ไม่เกินเดือนละ 10,000 บาท ขอให้ยกฟ้องและขอให้บังคับโจทก์ทำสัญญาให้จำเลยที่ 1 เช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 3363 ตำบลบางรัก อำเภอบางรัก กรุงเทพมหานคร ต่อไปอีกมีกำหนด 30 ปี นับแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2540 ถึงวันที่ 18 กรกฎาคม 2570 ในอัตราค่าเช่าปีละ 6,000 บาท ถ้าโจทก์ไม่ไปทำการจดทะเบียนต่อสัญญาเช่า ให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์
จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง
โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า การกู้ยืมเงินระหว่างนายตนัยกับจำเลยที่ 1 เป็นการกู้ยืมเงินเพื่อช่วยเหลือกิจการค้าน้ำมันมิใช่เพื่อซื้อที่ดิน จึงไม่เป็นสัญญาเช่าที่มีค่าตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา แม้นายตนัยจะมีคำมั่นว่าจะให้จำเลยที่ 1 เช่าต่อไปมีกำหนด 30 ปีก็ตาม แต่นายตนัยได้ถึงแก่ความตายก่อนที่จำเลยที่ 1 จะมีหนังสือสนองรับคำมั่นต่อนายตนัย การที่จำเลยที่ 1 ใช้สิทธิขอต่ออายุสัญญาเช่าภายหลังและทราบว่านายตนัยถึงแก่ความตายแล้วย่อมไม่มีผลบังคับ จำเลยที่ 1 อยู่ในที่ดินของโจทก์ต่อมาจึงเป็นการละเมิด ขอให้ยกฟ้องแย้ง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 3363 ตำบลบางรัก อำเภอบางรัก กรุงเทพมหานคร ห้ามยุ่งเกี่ยวอีกต่อไป ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินเดือนละ 100,000 บาท แก่โจทก์ นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินออกไป กับให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1
จำเลยทั้งสามอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยทั้งสามฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้เป็นคดีฟ้องขับไล่จำเลยที่ 1 ผู้เช่า และจำเลยที่ 2 และที่ 3 ผู้อยู่โดยอาศัยสิทธิของจำเลยที่ 1 ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าตามสัญญาเช่าปีละ 6,000 บาท ซึ่งถือได้ว่ามีค่าเช่าในขณะยื่นคำฟ้องชั้นอุทธรณ์และฎีกาไม่เกินเดือนละ 4,000 บา และ 10,000 บาท ตามลำดับ แม้โจทก์จะกล่าวมาในฟ้องด้วยว่าหากโจทก์จะให้ผู้อื่นเช่าในปัจจุบันจะได้ค่าเช่าไม่ต่ำกว่าเดือนละ 3,000,000 บาท และโจทก์ใช้เป็นเกณฑ์คำนวณในการเรียกร้องค่าเสียหายเดือนละ 3,000,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสามจะส่งมอบที่ดินพิพาทในสภาพเรียบร้อยคืนโจทก์ โดยโจทก์มิได้เรียกร้องค่าเสียหายนี้มาอย่างเอกเทศในข้อหาอื่น หากแต่เรียกร้องมาเป็นส่วนหนึ่งของการฟ้องขับไล่ผู้เช่าหรือผู้อาศัยออกจากที่ดินพิพาทเท่านั้น คู่ความจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์หรือฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสอง และมาตรา 248 วรรคสอง
ประเด็นตามฎีกาของจำเลยทั้งสามข้อแรกมีว่า สัญญาเช่าที่ดินพิพาทระหว่างนายตนัย บุนนาค กับจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.4 เป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 ขอให้บังคับโจทก์จดทะเบียนการเช่าให้จำเลยที่ 1 ซึ่งมิใช่การเรียกร้องเอาทรัพย์สินจากโจทก์ จึงเป็นคดีที่ขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ซึ่งไม่ต้องห้ามอุทธรณ์หรือฎีกาในข้อเท็จจริงตามบทกฎหมายเบื้องต้น สำหรับข้ออ้างการได้มาซึ่งที่ดินพิพาทของนายตนัยเพราะเหตุจำเลยที่ 1 ให้กู้ยืมเงิน กับการเช่าที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 1 ข้างต้นเป็นสัญญาที่มีสภาพบังคับโดยสมบูรณ์ในตัวของแต่ละสัญญา สัญญาทั้งสองประเภทแม้จะผูกโยงสิทธิประโยชน์ต่อกัน แต่โดยผลแห่งสัญญาแล้ว แต่ละฝ่ายได้ป้องกันสิทธิอันจะก่อผลได้เสียภายหน้าของแต่ละสัญญาแล้ว ถ้าหากมี หาใช่ข้อตกลงที่เพิ่มภาระแก่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้เช่าให้ต้องปฏิบัติยิ่งกว่าหน้าที่ของผู้เช่าตามปกติธรรมดาไม่ สัญญาเช่าที่ดินพิพาทระหว่างนายตนัย บุนนาค กับจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.4 จึงไม่เป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา ที่ศาลล่างทั้งสองได้วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสามในประเด็นข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
ประเด็นตามฎีกาของจำเลยทั้งสามข้อสองมีว่า จำเลยที่ 1 จะฟ้องแย้งขอให้พิพากษาบังคับโจทก์ปฏิบัติตามข้อความในหนังสือสัญญาเช่าที่ดินพิพาทตามเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 3.2 ได้หรือไม่ ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ตามสัญญาที่ดินพิพาทเอกสารหมาย จ.4 ในข้อ 3.2 มีข้อตกลงว่านายตนัยผู้ให้เช่าจะให้จำเลยที่ 1 ผู้เช่าเช่าที่ดินพิพาทต่อไปอีก 30 ปี หลังจากสัญญาเช่าสิ้นสุดลงถ้าจำเลยที่ 1 ต้องการ โดยจำเลยที่ 1 ต้องมีหนังสือแจ้งแก่นายตนัยผู้ให้เช่าก่อนสิ้นอายุการเช่าที่กำหนดไว้ในสัญญาเช่า และเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2539 โจทก์ซึ่งเป็นทายาทผู้รับมรดกและผู้จัดการมรดกของนายตนัยผู้ให้เช่าได้มีหนังสือตามเอกสารหมาย จ.9 แจ้งแก่จำเลยที่ 1 ทราบว่านายตนัยผู้ให้เช่าได้ถึงแก่ความตายไปแล้วเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2539 และจำเลยที่ 1 ได้รับแจ้งแล้วตามใบตอบรับในประเทศเอกสารหมาย จ.10 ต่อมาเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2540 ซึ่งเป็นเวลาก่อนครบกำหนดเวลาเช่าตามสัญญาเช่า จำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือตามเอกสารหมาย ล.3 (ตรงกับเอกสารหมาย จ.11) แจ้งความประสงค์ในการที่จะเช่าที่ดินพาทต่อไปอีก 30 ปี แก่โจทก์และโจทก์ได้รับแจ้งแล้ว โจทก์ปฏิเสธที่จะให้จำเลยที่ 1 เช่าที่ดินพิพาทต่อไปอีก เห็นว่า ข้อความตามข้อตกลงในสัญญาเช่าที่ดินพิพาทเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 3.2 ดังกล่าวข้างต้นนั้นเป็นแต่เพียงคำมั่นของนายตนัยว่าจะให้จำเลยที่ 1 เช่าที่ดินพิพาทต่อไปเท่านั้นยังไม่ก่อให้เกิดสัญญา แม้สัญญาเช่าเดิมตามเอกสารหมาย จ.4 จะได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ไว้ แต่คำมั่นนี้ก็ยังไม่มีผลผูกพันนายตนัยเพราะยังไม่ได้ความว่าจำเลยที่ 1 ได้สนองรับก่อนนายตนัยถึงแก่ความตาย ทั้งเมื่อจำเลยที่ 1 ได้รู้อยู่แล้วว่านายตนัยถึงแก่ความตายก่อนสัญญาเช่าจะครบกำหนด 30 ปี กรณีก็ต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 360 ซึ่งบัญญัติว่ามิให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 169 วรรคสอง มาใช้บังคับ เหตุนี้คำมั่นของนายตนัยย่อมไม่มีผลบังคับและไม่เป็นมรดกของนายตนัย จึงไม่ผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกและเป็นทายาทผู้รับมรดกที่ดินพิพาทที่จำเลยที่ 1 เช่าให้ต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 และมาตรา 1600 ดังจำเลยทั้งสามฎีกา จำเลยที่ 1 จึงฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์จดทะเบียนต่ออายุการเช่าที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 1 อีก 30 ปี ไม่ได้ ส่วนที่จำเลยทั้งสามฎีกาอ้างว่าการที่จะให้ผู้เช่าสนองรับคำมั่นของผู้ให้เช่าก่อนผู้ให้เช่าถึงแก่ความตายย่อมไม่อาจกระทำได้ เพราะการถึงแก่ความตายของผู้ให้เช่าก่อนสิ้นกำหนดเวลาเช่าตามสัญญาเช่าเดิมเป็นเรื่องสุดวิสัยที่ทางผู้เช่าจะทราบได้นั้น เห็นว่า ถ้าข้อเท็จจริงไม่ปรากฏหรือฟังไม่ได้ว่าผู้เช่าได้รู้หรือทราบก่อนจะสนองรับว่าผู้ให้เช่าถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว กรณีก็ไม่ตกอยู่ในบังคับแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 360 ต้องนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 169 วรรคสอง มาใช้บังคับ คำมั่นของผู้ให้เช่าจึงไม่เสื่อมเสียไป มีผลผูกพันทายาทผู้รับมรดกหรือผู้รับโอนให้ต้องปฏิบัติตาม แต่สำหรับคดีนี้เมื่อข้อเท็จจริงตามที่ศาลชั้นต้นฟังมาว่าจำเลยที่ 1 ได้รู้อยู่แล้วหรือทราบก่อนจะสนองรับว่านายตนัยผู้ให้เช่าถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว กรณีก็ต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 360 ดังที่ได้วินิจฉัยมาดังกล่าวแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสามในประเด็นข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
ประเด็นตามฎีกาของจำเลยทั้งสามข้อสุดท้ายว่าโจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสามหรือไม่เพียงใดจำเลยทั้งสามฎีกาเกี่ยวกับประเด็นข้อนี้สรุปเป็นความได้ว่า เมื่อโจทก์ไม่จดทะเบียนต่ออายุการเช่าที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 1 อีก 30 ปี เป็นความผิดของโจทก์ การที่จำเลยทั้งสามอยู่ในที่ดินพิพาทไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสาม และค่าเสียหายที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้เดือนละ 100,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปสูงกว่าความจริง และไม่ควรเกินเดือนละ 10,000 บาท นั้น เห็นว่า ตามฎีกาของจำเลยทั้งสามดังกล่าวเป็นการฎีกาโต้เถียงข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นฟังมาว่า การที่จำเลยทั้งสามอยู่ในที่ดินพิพาทหลังจากครบกำหนดเวลาเช่าตามสัญญาเช่าเดิมแล้วย่อมเป็นการละเมิดต่อโจทก์และโต้เถียงดุลพินิจของศาลชั้นต้นที่เห็นสมควรกำหนดเรื่องค่าเสียหาย อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แม้ศาลอุทธรณ์จะรับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามในประเด็นข้อนี้มาก็เป็นการวินิจฉัยอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสอง ดังกล่าวมาเบื้องต้นและเมื่อเป็นอุทธรณ์ที่ต้องห้ามแล้ว ก็ไม่ถือว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งสามในประเด็นข้อนี้
อนึ่ง ศาลชั้นต้นมิได้สั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของฟ้องแย้งจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 และมาตรา 167 ที่กำหนดให้ศาลต้องสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม ไม่ว่าคู่ความจะมีคำขอหรือไม่ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข"
พิพากษายืน
ดูข้อพิพาทในชั้นอุทธรณ์เป็นหลัก

คดีที่ขับไล่ออกไป เราใช้หลักคำขอประธาน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8108/2543
การที่จะพิจารณาว่าคดีใดจะเป็นคดีมีทุนทรัพย์หรือไม่ เพียงใดย่อมขึ้นอยู่กับประเด็นที่คู่ความยกขึ้นโต้เถียงกันในแต่ละชั้นศาล
โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทและเรียกค่าเสียหายเดือนละ 2,000 บาท จำเลยให้การต่อสู้เป็นประเด็นในเรื่องการได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครอง จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามราคาที่ดินพิพาท
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาท และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 1,000 บาทโดยวินิจฉัยว่า จำเลยไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครอง จำเลยกล่าวในฎีกาว่า จำเลยขอสละประเด็นที่ว่าจำเลยได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์เนื่องจากจำเลยเห็นพ้องด้วยกับศาลล่างทั้งสอง เมื่อประเด็นในเรื่องการได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองของจำเลยยุติไปแล้ว ในชั้นฎีกาย่อมมิใช่คดีมีทุนทรัพย์ต่อไป แต่เป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละหนึ่งหมื่นบาท ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248วรรคหนึ่ง และวรรคสอง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6526/2538
แม้โจทก์จะฟ้องขับไล่จำเลยที่ 1 ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าในขณะยื่นฟ้องเกินเดือนละหนึ่งหมื่นบาท แต่ประเด็นข้อพิพาทในเรื่องขับไล่ได้ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว คงพิพาทกันในชั้นอุทธรณ์และฎีกาเฉพาะค่าเช่าเท่านั้น เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ.มาตรา 248 วรรคหนึ่ง
ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 มีสิทธินำสืบว่า โจทก์ไม่จัดการแก้ไขปรับปรุงเครื่องปรับอากาศภายในอาคารพิพาท และไม่ขับไล่แผงลอยหน้าอาคารตามข้อตกลงขณะทำสัญญาได้นั้น เมื่อข้อตกลงเรื่องจัดการซ่อมแซมเครื่องปรับอากาศและจัดการเรื่องแผงลอยไม่มีระบุในสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์การที่จำเลยที่ 1 นำสืบพยานบุคคลว่ามีข้อตกลงดังกล่าวจึงต้องห้ามตาม ป.วิ.พ.มาตรา 94 (ข) เพราะเป็นการนำสืบเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงแก้ไขเอกสาร

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 220/2537
คดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสอง ต้องแปลว่ามีประเด็นในเรื่องขับไล่ในชั้นฎีกาด้วย เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติแล้วตั้งแต่ศาลชั้นต้นว่าจำเลยได้ขนย้ายออกจากสถานที่เช่าและได้ส่งมอบสถานที่เช่าให้โจทก์แล้วตั้งแต่ก่อนโจทก์จะนำคดีมาฟ้องคดีจึงไม่มีประเด็นเรื่องขับไล่ในชั้นฎีกาคงมีปัญหาเฉพาะเรื่องค่าเสียหายเพียงอย่างเดียว เมื่อค่าเสียหายไม่เกินสองแสนบาทจึงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1203/2549
โจทก์ฟ้องขับไล่พร้อมกับเรียกค่าเสียหายจากจำเลย จึงถือได้ว่าเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ส่วนหนึ่งกับคดีมีทุนทรัพย์อีกส่วนหนึ่งปนกันมา ดังนี้ จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้หรือไม่ ต้องแยกจากกัน กล่าวคือ ถ้าหากฎีกาประเด็นเรื่องขับไล่ก็ต้องพิจารณาว่าอสังหาริมทรัพย์นั้นอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องเกินเดือนละ 10,000 บาท หรือไม่ โจทก์ฟ้องขับไล่และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 15,000 บาท ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ขับไล่จำเลยและให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 7,000 บาท โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ฎีกาย่อมถือว่าในขณะยื่นคำฟ้องนั้น ที่ดินและบ้านพิพาทอาจให้เช่าได้ไม่เกินเดือนละ 10,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคสอง ที่จำเลยฎีกาว่าคำเบิกความของโจทก์มีพิรุธฟังไม่ได้ว่าจำเลยผิดสัญญาเป็นฎีกาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกา
ในเรื่องค่าเสียหาย ปรากฏว่าศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 7,000 บาท นับแต่วันที่ 30 มีนาคม 2540 คำนวณถึงวันที่ 28 ตุลาคม 2542 อันเป็นวันฟ้อง ซึ่งถือเป็นทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นศาลฎีกาเกินสองแสนบาทไม่ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

หมายเหตุ
ข้อพิจารณาเกี่ยวกับสิทธิอุทธรณ์หรือฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 หรือมาตรา 248 สำหรับคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์และมีคำขอบังคับให้ชำระค่าเช่าหรือค่าเสียหายก่อนฟ้องซึ่งเป็นคำขอเกี่ยวข้องกันไม่อาจแยกจากกันได้จะถือหลักอย่างไร
ฎ.1084/2508 โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยผู้เช่าและเรียกให้จำเลยใช้เงินเกินกว่า 50,000 บาท ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง
ฎ.2406/2516 โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยผู้เช่ามีค่าเช่าก่อนฟ้องไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท แต่เรียกค่าเสียหายก่อนฟ้องเกิน 50,000 บาท คดีไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง
ฎ.5930/2539 โจทก์ฟองขอให้ขับไล่จำเลยซึ่งเป็นราษฎรด้วยกันออกจากที่พิพาทที่จำเลยเช่าจากโจทก์ในอัตราเช่าเดือนละ 1,500 บาท กับเรียกค่าเช่าที่ค้างชำระและค่าเสียหายก่อนฟ้องรวมเป็นเงิน 67,500 บาท จำเลยให้การว่าที่พิพาทเป็นที่ราชพัสดุที่ทางราชการสงวนไว้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดิน โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง มิได้กล่าวแก้ข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์ว่าที่พิพาทเป็นของจำเลยเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ จึงเป็นคดีที่ฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ 10,000 บาท ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามมาตรา 248
ตาม ฎ.5930/2539 นี้ ค่าเช่าที่ค้างชำระและค่าเสียหายก่อนฟ้องเกินกว่า 50,000 บาท แม้ค่าเช่ารายเดือนในขณะฟ้องเพียงเดือนละ 1,500 บาท ไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท ซึ่งไม่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามมาตรา 224 แต่ศาลฎีกาก็วินิจฉัยว่าเป็นคดีที่ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง
แสดงว่าตาม ฎ.1084/2508, ฎ.2406/2516, ฎ.5930/2539 ศาลฎีกาถือหลักว่าการพิจารณาสิทธิอุทธรณ์หรือฎีกาจะต้องพิจารณาด้วยกันทั้งสองคำขอ กล่าวคือหากคำขอใดคำขอหนึ่งไม่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์หรือฎีกาในข้อเท็จจริงแล้ว ต้องถือว่าคดีดังกล่าวทั้งคดีไม่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์หรือฎีกาในข้อเท็จจริง
ฎ.6637/2544 แม้คำขอขับไล่มีค่าเช่าเดือนละ 600 บาท ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง แต่เมื่อคดีนี้เป็นทั้งคดีไม่มีทุนทรัพย์และคดีมีทุนทรัพย์รวมกันมา เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 125,920 บาท เกินกว่า 50,000 บาท ย่อมไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยถูกจำกัดสิทธิในการอุทธรณ์ข้อเท็จจริงในฐานะที่เป็นคดีฟ้องขับไล่ แต่จำเลยยังมีสิทธิในการอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงในฐานะที่เป็นส่วนคดีมีทุนทรัพย์ได้ การที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยส่วนนี้เป็นการไม่ชอบ และเห็นได้ชัดว่าคดีส่วนทุนทรัพย์ตามฟ้อง และที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามมาตรา 248 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาจึงไม่อาจวินิจฉัยคดีนี้ไปเสียทีเดียวได้ จึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาใหม่
ตาม ฎ.6637/2544 ข้อวินิจฉัยในคำพิพากษาฎีกาฉบับนี้ดูจะไม่ค่อยชัดเจนว่า คดีนี้ทั้งคดีถือว่าเป็นคดีที่ไม่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงหรือไม่ แต่ถ้อยคำของศาลฎีกาที่ว่า ศาลฎีกาจึงไม่อาจวินิจฉัยคดีนี้ไปเสียทีเดียวและต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยใหม่นั้น อาจแปลความได้ว่าเป็นย้อนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์ทุกข้อไม่ว่าจะเป็นอุทธรณ์ในเรื่องขับไล่หรือค่าเสียหายก่อนฟ้อง แต่เข้าใจว่าคดีนี้ จำเลยคงจะอุทธรณ์ทั้งในเรื่องขับไล่และค่าเสียหายมาด้วย หากเป็นเช่นนี้ แสดงว่าศาลฎีกาเดินตามแนว ฎ.1084/2508 ฎ.2406, ฎ.5930/2539
แต่มี ฎ.9230/2544 วินิจฉัยทำนองว่า การพิจารณาสิทธิอุทธรณ์หรือฎีกาต้องพิจารณาคำขอสองส่วนดังกล่าวแยกออกจากกันโดยวินิจฉัยชัดเจนว่า เมื่อฎีกาของจำเลยในส่วนเรื่องขับไล่มีค่าเช่าเกินกว่าเดือนละ 10,000 บาท จึงไม่ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง ส่วนในเรื่องค่าเสียหายมีทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาเพียง 132,000 บาท จึงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง ที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์ไม่เสียหายหรือหากเสียหายก็ไม่เกินเดือนละ 10,500 บาทนั้น เป็นฎีกาในข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248
ตาม ฎ.9230/2544 วินิจฉัยหลักกฎหมายเกี่ยวกับการพิจารณาสิทธิอุทธรณ์ฎีกาตามมาตรา 224 และมาตรา 248 แตกต่างไปจากแนวเดิมที่ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยมากล่าวคือ ศาลฎีกาคดีนี้เห็นว่า การพิจารณาสิทธิอุทธรณ์ฎีกาแยกตามคำขอให้บังคับขับไล่กับคำขอเรียกค่าเช่าหรือค่าเสียหายก่อนฟ้องออกจากกันทำนองเดียวกับการพิจารณาแยกออกตามรายข้อหา การแปลความเช่นนี้ จึงอาจทำให้ผลของคดีตามรายข้อหาดังกล่าวแตกต่างหรือขัดแย้งกันได้ ทั้ง ๆ ที่คำขอในส่วนค่าเช่าและค่าเสียหายก่อนฟ้องเป็นคำขอที่ต้องอาศัยคำขอบังคับขับไล่เป็นสำคัญ มิใช่เป็นคำขอที่แยกต่างหากจากคำขอบังคับขับไล่
เมื่อคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์แม้เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ แต่ ป.วิ.พ. มาตรา 244 และมาตรา 248 ได้บัญญัติแยกคดีขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์ ออกจากคดีไม่มีทุนทรัพย์ประเภทอื่น การพิจารณาสิทธิอุทธรณ์หรือฎีกาสำหรับคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์ จึงไม่น่าจะนำหลักเรื่องคำขอหลักหรือคำขอประธาน กับคำขอต่อเนื่องมาใช้ในการพิจารณาเหมือนอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์ประเภทอื่นที่มิใช่คดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อีก แต่ก็มีคำพิพากษาฎีกาที่นำหลักคำขอหลักกับคำขอต่อเนื่องมาใช้ คือ ฎ.534/2538 ซึ่งวินิจฉัยโดยถือเอาคำขอบังคับขับไล่เป็นหลักในการพิจารณาเกี่ยวกับสิทธิอุทธรณ์
ฎ.534/2538 คดีฟ้องขับไล่จำเลยผู้เช่าซึ่งอาจให้เช่าได้ไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท เมื่อโจทก์เรียกค่าเสียหายก่อนฟ้องซึ่งศาลพิพากษาให้จำเลยชำระจำนวน 135,433 บาทแก่โจทก์ มาเป็นส่วนหนึ่งของการฟ้องขับไล่ ต้องถือว่าเป็นคดีต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 (ฎ.2224/2534)
อย่างไรก็ตาม ต่อมาได้มีแนว ฎ.3819/2545 ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาฎีกาฉบับนี้ได้ความว่าเป็นคดีที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากห้องพิพาท ศาลชั้นต้นฟังว่าห้องพิพาทอาจให้เช่าได้เดือนละ 3,000 บาท เมื่อคำนวณค่าเช่าก่อนฟ้องแล้วเกินกว่า 200,000 บาท ศาลฎีกามิได้ยกข้อต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ขึ้นอ้าง แต่ศาลฎีกาก็ได้วินิจฉัยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่คู่ความยกขึ้นเป็นข้อฎีกา
และ ฎ.5302/2548 วินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยผู้เช่าออกจากที่ดินพิพาทของโจทก์ จำเลยมิได้ให้การต่อสู้กรรมสิทธิ์ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกจากที่ดินของโจทก์และส่งมอบที่ดินคืนให้โจทก์ในสภาพเรียบร้อยกับให้จำเลยชำระเงิน 170,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมค่าเสียหายเดือนละ 3,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปและส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย จึงเป็นคดีที่ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง
ตาม ฎ.5302/2548 นี้ ค่าเสียหายรายเดือนที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้นับถัดจากวันฟ้องเพียงเดือนละ 3,500 บาท แสดงว่าค่าเช่าในขณะยื่นคำฟ้องก็ต้องไม่เกิน 4,000 บาท แต่ศาลฎีกาก็มิได้ถือเอาคำขอบังคับขับไล่เป็นหลักดังเช่น ฎ.534/2538 เพราะหากถือเช่นนั้น คดีนี้ก็จะต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 ขณะเดียวกันก็มิได้แยกพิจารณาเป็นรายคำขอดังเช่น ฎ.9230/2544 แต่ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้ทั้งคดีเป็นคดีต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ทั้งนี้ ก็ด้วยเหตุผลว่า แม้คำขอขับไล่จะมีค่าเช่าในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท แต่เมื่อคำขอเรียกค่าเสียหายก่อนฟ้องจำนวน 170,000 บาท ซึ่งเกิน 50,000 บาท คดีไม่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามมาตรา 224 แต่ก็ต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงเพราะไม่เกิน 200,000 บาท ตามมาตรา 248 วรรคหนึ่ง คำพิพากษาฎีกาฉบับนี้ จึงสอดคล้องกับ ฎ.3819/2545
ฎ.5302/2548 ยังวินิจฉัยอีกว่า เมื่อคดีเดิมต้องห้ามให้ฎีกาในข้อเท็จจริงในชั้นบังคับคดีซึ่งเป็นสาขาคดีก็ย่อมต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงด้วยเช่นกัน ที่จำเลยฎีกาในชั้นบังคับคดีว่า ที่ดินที่จำเลยครอบครองในปัจจุบันเป็นที่สาธารณะและอยู่นอกเขตที่ดินของโจทก์ การขับไล่จำเลยให้ออกไปจากที่ดินดังกล่าว จึงเป็นการบังคับคดีนอกเหนือคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้นเป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักบานของศาลที่รับฟังว่าจำเลยยังมิได้ขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ อันเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว
ดังนั้น เท่าที่ผ่านมา จึงอาจกล่าวได้ว่าศาลฎีกาได้ถือตามแนว ฎ.1084/2508, ฎ.2406/2516, ฎ.5930/2539 เป็นบรรทัดฐานในการพิจารณาสิทธิอุทธรณ์ฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 และมาตรา 249 ในคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์และมีคำขอบังคับให้ชำระค่าเช่าหรือค่าเสียหายก่อนฟ้องมาด้วย กล่าวคือ เมื่อคำขอบังคับขับไล่และคำขอเรียกค่าเช่าหรือค่าเสียหาย ก่อนฟ้องเป็นคำขอเกี่ยวข้องกันไม่อาจแยกจากกันได้ การพิจารณาสิทธิอุทธรณ์ฎีกา จะต้องพิจารณาด้วยกันทั้งสองคำขอ หากคำขอใดคำขอหนึ่งไม่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์หรือฎีกาในข้อเท็จจริง ก็ต้องถือว่าทั้งคดีไม่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์หรือฎีกาในข้อเท็จจริง
แต่คำพิพากษาฎีกาฉบับที่หมายเหตุนี้ กลับย้อนไปถือหลักตาม ฎ.9230/2544 ซึ่งมีผลทำให้เกิดปัญหาว่าการพิจารณาสิทธิอุทธรณ์ฎีกาในคดีที่มำขอบังคับขับไล่และเรียกค่าเช่าหรือค่าเสียหายก่อนฟ้องปนกันมา โดยคำขอดังกล่าวทั้งสองคำขอมิได้แยกต่างหากเป็นเอกเทศจากกัน จะใช้หลักอย่างไรในการพิจารณาถึงสิทธิอุทธรณ์ฎีกาของคู่ความ เมื่อแนวคำพิพากษาของศาลฎีกายังคงกลับไปมาเช่นนี้ จึงเป็นปัญหาสมควรที่ศาลฎีกาจักได้พิจารณาวางแนวบรรทัดฐานที่จริงจังให้ชัดเจนต่อไป
สมชัย ฑีฆาอุตมากร

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3819/2545
ในขณะที่มีการจดทะเบียนโอนที่ดินระหว่างโจทก์กับผู้ขายที่ดิน ที่ดินยังอยู่ระหว่างการเช่า โดยผู้ขายที่ดินได้จดทะเบียนการเช่าที่ดินให้ ธ. กับพวก มีกำหนดเวลา 20 ปี และมีข้อตกลงให้สิ่งปลูกสร้างตกเป็นของเจ้าของที่ดินเมื่อครบกำหนดสัญญาเช่า ดังนั้น เมื่อครบกำหนดสัญญาเช่าตามที่ได้จดทะเบียนไว้ สิ่งปลูกสร้างในที่ดินจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ผู้รับโอน ธ. กับพวกย่อมหมดสิทธิตามสัญญาเช่าตึกแถวและไม่มีสิทธินำห้องในอาคารตึกแถวให้บุคคลใดเช่าช่วงได้ จำเลยจึงเป็นผู้เช่าช่วงย่อมไม่มีสิทธิดีกว่าผู้เช่าเดิม ไม่อาจยกการเช่าระหว่างจำเลยกับ ธ. และพวกขึ้นเป็นข้อต่อสู้กับโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในห้องพิพาท การที่จำเลยยังคงอยู่ในห้องพิพาทต่อมา จึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยโดยไม่จำต้องบอกกล่าวให้จำเลยและบริวารออกจากห้องพิพาท
การที่โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์มีผลเพียงโจทก์ไม่มีประเด็นที่จะฎีกาในชั้นฎีกาเท่านั้น

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5302/2548
โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยเช่าออกจากที่ดินพิพาทของโจทก์ จำเลยมิได้ให้การต่อสู้กรรมสิทธิ์ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกจากที่ดินของโจทก์ และส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยกับให้จำเลยชำระเงิน 170,000 บาทแก่โจทก์ พร้อมค่าเสียหายเดือนละ 3,500 บาท จึงเป็นคดีที่ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง และเมื่อคดีเดิมต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริง ในชั้นบังคับคดีซึ่งเป็นคดีสาขาก็ย่อมต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงด้วยเช่นกัน ที่จำเลยฎีกาในชั้นบังคับคดีว่าที่ดินจำเลยครอบครองในปัจจุบันเป็นที่สาธารณะและอยู่นอกเขตที่ดินของโจทก์ การขับไล่จำเลยให้ออกไปจากที่ดินดังกล่าวจึงเป็นการบังคับคดีนอกเหนือคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้นเป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลที่รับฟังว่าจำเลยยังมิได้ขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ อันเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว

 

แต่เป็นเรื่องที่ไม่น่าออกสอบได้ เพราะเป็นหลักที่ยังไม่นิ่ง

 

ครั้งที่ 12 ( 27 / 01/2552 )

เราจะมาต่อเกี่ยวกับ 224 วันนี้เราจะพูดเกี่ยวกับคดีไม่มีทุนทรัพย์ ขับไล่+ทุนทรัพย์ หลักเดิมเราใช้หลักว่า หลักหนึ่งอนุยาต อีกหลักก็อุทธรณ์ได้ แต่มีฎีกาปี 49 ที่ไม่น่าออกสอบได้เพราะมีความเห็นแย้งแยะ

คดีในชั้นอุทธรณ์พิจารณาเฉพาะคู่ความแต่ล่ะคน คดีไม่มีทุนทรัพยืประเภทอื่นๆก็เช่นกัน เวลาเรามองเรามองคำขอชั้นอุทธรณ์เป็นสำคัญ อีกอันหนึ่งก็เช่นการเพิกถอนฉัอฉล 237 กับการเพิกถอนนิติกรรมที่เป็นโมฆะเพราะการแสดงเจตนาไม่เหมือนกัน คำขอหลักไม่มีทุนทรัพยืคำขอถัดไปก็ไม่มีทุนทรัพย์

คดีไม่มีทุนทรัพย์เรียกค่าเสียหายมาด้วย เป็นผลต่อเนื่องมาจากคำขอหลักที่ไม่มีทุนทรัพย์ ก็ต้องพิจารณาแต่ล่ะคำขอเป็นเกณฑ์  

เพราะคำขอแต่ล่ะคำขอสามารถแยกได้เป็นเกณฑ์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3505/2541
                      แม้ทางด้านทิศเหนือของที่ดินโจทก์จะเคยมีทางสาธารณะอยู่แต่ได้ขุดเป็นลำเหมืองสำหรับปล่อยน้ำทิ้งมานานประมาณ 20 ปีแล้ว ปัจจุบันมีสภาพตื้นเขิน ไม่มีน้ำตลอดทั้งปี ไม่สามารถใช้เรือสัญจรไปมาได้ ทางดังกล่าวจึงไม่เป็นทางสาธารณะตามของ ป.พ.พ.มาตรา 1349 ส่วนทางที่โจทก์จะสามารถใช้ออกสู่ทางสาธารณะใช้อีกทางหนึ่งคือ คันคลองส่งน้ำด้านทิศตะวันตกของที่ดินโจทก์ แต่ทางดังกล่าวต้องผ่านที่ดินของผู้อื่นจำนวนหลายแปลงด้วยกัน และมีระยะทางยาวประมาณ 1 กิโลเมตร ทั้งโจทก์ไม่เคยใช้เป็นเส้นทางเดินออกสู่ทางสาธารณะเป็นปกติมาก่อนเลย เมื่อเปรียบเทียบกับทางพิพาทซึ่งเป็นทางตรงมีระยะทางเพียง 18เมตร ทางพิพาทย่อมสะดวกและมีความเหมาะสมมากกว่า ทั้งทำให้เกิดความเสียหายแก่ที่ดินที่ล้อมอยู่น้อยที่สุด เพราะทางพิพาทผ่านที่ดินของจำเลยเพียงแปลงเดียวจำเลยจะเกี่ยงให้โจทก์ไปใช้เส้นทางอื่นในที่ดินคนอื่นที่โจทก์ไม่ได้ใช้เป็นปกติมาก่อนเป็นทางเข้าออกไม่ได้ และเมื่อคำนึงถึงอนาคต โจทก์อาจใช้รถยนต์เป็นยานพาหนะเข้าออกทางพิพาท เห็นสมควรกำหนดให้ทางพิพาทมีขนาดความกว้าง 2.50 เมตรซึ่งไม่เกินคำขอของโจทก์ได้
                  โจทก์อ้างความจำเป็นที่จะต้องนำน้ำจากคลองชลประทานเข้าไปใช้ในที่ดินของโจทก์ซึ่งอยู่ติดต่อกับที่ดินของจำเลยโดยวางท่อระบายน้ำผ่านที่ดินของจำเลย พร้อมทั้งเสนอให้ค่าทดแทนเป็นรายปี แต่เมื่อปรากฏว่าทางด้านทิศตะวันตกของที่ดินโจทก์มีคลองส่งน้ำ และทางด้านทิศเหนือก็มีลำเหมืองสาธารณะอยู่และคลองส่งน้ำนั้นมีน้ำบริบูรณ์ ส่วนลำเหมืองสาธารณะนั้น แม้จะมีสภาพตื้นเขินอยู่บ้างแต่ยังก็มีน้ำมากพอสมควร ประกอบกับจะมีน้ำที่ปล่อยจากบ่อเลี้ยงกุ้งของผู้อื่นหลายรายลงมาในลำเหมืองอยู่เสมอ ๆ โจทก์จึงสามารถใช้น้ำจากแหล่งน้ำทั้งสองแห่งนี้ได้อย่างเพียงพอแล้ว จึงไม่ควรที่จะให้จำเลยจำต้องยอมรับภาระจำยอมในอันที่จะให้โจทก์วางท่อระบายน้ำและตั้งเครื่องสูบน้ำบนที่ดินของจำเลยอีก
                โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยเปิดทางจำเป็น และให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายที่มาตักดินบริเวณที่จอดรถยนต์ที่โจทก์ทำไว้เป็นเงิน 15,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยเปิดทางจำเป็น ส่วนคำขอในเรื่องค่าเสียหายให้ยก ดังนี้ เมื่อค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องมาในชั้นอุทธรณ์ เป็นค่าเสียหายในมูลละเมิด และมิใช่เป็นคำขอต่อเนื่องในเรื่องเดียวกันกับเรื่องทางจำเป็น จึงเป็นคนละมูลกรณีกัน สิทธิในการอุทธรณ์ของโจทก์ย่อมต้องแยกพิจารณา เมื่อคดีในส่วนค่าเสียหายมีทุนทรัพย์ไม่เกิน50,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้โจทก์อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ.มาตรา224 วรรคหนึ่ง
             เวลาเราอ่านคำพิพากษาต้องเจาะให้ได้ว่าเป็นเรื่องอะไรต่อไปคือสิทธิในครอบครัว ประเด็นที่ขึ้นมาในศาลอุทธรณ์ต้องยังเป็นคดีเกี่ยวด้วยสิทธิในครอบครัว ต้องเป็นคดีพิพาทกันโดยตรงในคำฟ้องเกี่ยวด้วยสิทิหน้าที่ตามด้วยกฎหมายครอบครัวตาม บรรพ 5  คือมีประเด็น

เรื่องเกี่ยวกับการหมั้นไม่ใช่คดีเกี่ยวด้วยสิทธิในครอบครัว เป็นคดีละเมิดธรรมดา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 38/2549
คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันหรือแทนกันคืนของหมั้นสร้อยคอทองคำหนัก 5 บาท ราคา 32,500 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสอง และให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันหรือแทนกันคืนเงินสินสอดจำนวน 130,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนแก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์ขอให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ดังนั้น ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์สำหรับจำเลยที่ 1 จึงมีเพียง 32,500 บาท ไม่เกิน 50,000 บาท ทั้งมิใช่คดีเกี่ยวด้วยสิทธิแห่งสภาพบุคคลหรือสิทธิในครอบครัว จำเลยที่ 1 จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง
ปัญหาในชั้นอุทธรณ์ที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า พยานหลักฐานโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาหมั้น เนื่องจากจำเลยที่ 1 และโจทก์ที่ 1 ไม่มีเจตนาที่จะจดทะเบียนสมรสกันนั้น เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวรับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในปัญหานี้ให้เป็นการไม่ชอบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 242 (1) และถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 4 จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิฎีกาในปัญหาดังกล่าว
เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวรับฟังว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 เป็นฝ่ายผิดสัญญา ต้องคืนของหมั้นและสินสอดแก่โจทก์รวมเป็นเงิน 162,500 บาท ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาจึงไม่เกิน 200,000 บาท ทั้งมิใช่คดีเกี่ยวด้วยสิทธิแห่งสภาพบุคคลหรือสิทธิในครอบครัว คดีต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 2 และที่ 3 โต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลล่างทั้งสอง เป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว
โดยนัยยะทำนองเดียวกับ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 752/2550
                       โจทก์ที่ 1 อ้างว่าการผิดสัญญาหมั้นของจำเลยทั้งสามทำให้โจทก์ที่ 1 ได้รับความเสียหายต่อกายและชื่อเสียงของโจทก์ที่ 1 จึงเรียกร้องให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดใช้ค่าทดแทนความเสียหายเป็นเงิน 50,000 บาท ส่วนโจทก์ที่ 2 อ้างว่าจำเลยทั้งสามไปสู่ขอโจทก์ที่ 1 โดยตกลงให้สินสอดแก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 50,000 บาท แต่จำเลยทั้งสามผิดสัญญาหมั้นและไม่ชำระค่าสินสอด จึงเรียกร้องให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าสินสอดจำนวนดังกล่าว แม้สิทธิเรียกร้องของโจทก์ทั้งสองต่างเกิดจากการผิดสัญญาหมั้น แต่โจทก์ที่ 1 เรียกร้องให้รับผิดใช้ค่าทดแทนความเสียหายต่อกายและชื่อเสียงของโจทก์ที่ 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1440 (1) ส่วนโจทก์ที่ 2 เรียกร้องให้ชำระค่าสินสอดแก่โจทก์ที่ 2 ตามมาตรา 1437 วรรคสาม จึงเป็นกรณีที่โจทก์แต่ละคนต่างใช้สิทธิเฉพาะตัวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ก็ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกัน เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 50,000 บาท และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ว่า จำเลยทั้งสามไม่ต้องรับผิดชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสอง ทุนทรัพย์พิพาทในชั้นอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามต่อโจทก์แต่ละคนไม่เกินห้าหมื่นบาท ทั้งมิใช่คดีเกี่ยวด้วยสิทธิแห่งสภาพบุคคลหรือสิทธิในครอบครัว จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามมาตรา 224 วรรคหนึ่ง
อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามที่ว่า จำเลยทั้งสามผิดสัญญาหมั้นตั้งแต่วันขึ้น 10 ค่ำ เดือน 6 ปี 2543 แต่โจทก์ทั้งสองเพิ่งจะยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2544 พ้นกำหนด 6 เดือน นับแต่วันผิดสัญญาหมั้น ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความแล้วนั้น เป็นการอุทธรณ์โต้แย้งข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นรับฟังมาว่า จำเลยทั้งสามผิดสัญญาหมั้นเมื่อวันขึ้น 10 ค่ำ เดือนหก หรือเดือนมิถุนายน 2544 เพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมายว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้วจึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224
ฎีกานี้เคยนำมาออกข้อสอบแล้ว แต่ก็เคยได้รับการเสนอให้มาออกข้อสอบอีกแต่ตกสนามเพราะเห้นว่ายากไป
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 684/2525
                   โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดโดยอ้างว่าจำเลยเป็นทายาทของ จ. ผู้ตาย จำเลยให้การปฏิเสธว่าตนมิได้เป็นทายาท ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยเป็นทายาทของ จ. หรือไม่ และพิพากษาให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์เพราะจำเลยเป็นทายาทของ จ. ประเด็นดังกล่าวจึงเกี่ยวด้วยสิทธิในครอบครัวและเป็นประเด็นโดยตรงแห่งคดี จำเลยมีสิทธิอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสอง
ปัญหาเรื่องมรดกนั้นไม่ใช่คดีเกี่ยวด้วยครอบครัว เป็นปัญหาในชั้นบังคับคดีด้วย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 183/2489
โจทก์ฟ้องขอแบ่งมรดก ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยและเจ้ามรดกมิได้เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมายไม่มีสิทธิได้รับมรดก ดังนี้ ไม่เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยสิทธิในครอบครัวตามความหมายในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา248 วรรค 2 จำเลยฎีกาไม่ได้
           บุตรของหญิงอันเกิดแต่ชายที่มิได้สมรสกันโดยถูกต้องตามกฎหมายไม่ถือว่าเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของชายนั้นผู้ร้องสอดขอแบ่งมรดกโดยอ้างว่าเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายอันเกิดแต่เจ้ามรดกและจำเลยซึ่งเป็นมารดา เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยมิได้เป็นภริยาชายโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ก็ไม่ถือว่าผู้ร้องเป็นบุตรอันชอบด้วยกฎหมายของเจ้ามรดก ศาลไม่แบ่งมรดกให้
ฟ้องเรียกสิทธิเลี้ยงดูโดยอาศัยจากสัญญาไม่ใช่คดีเกี่ยวด้วยสิทธิในครอบครัว
คำสั่งคำร้องที่ 1524/2535
คดีที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยโอนมรดก มิใช่ปัญหาเกี่ยวด้วยสิทธิแห่งสภาพบุคคลหรือสิทธิในครอบครัว แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 1จะแก้ไขมากก็ตาม แต่เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาทจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2882/2525
คดีเดิมโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระค่าเลี้ยงดูตามหนังสือสัญญาเช่นเดียวกับคดีนี้ แต่ขณะฟ้องโจทก์ยังพักอยู่ในบ้านพิพาท ศาลวินิจฉัยว่าเมื่อโจทก์ยังพักอยู่ในบ้านพิพาท โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาพิพากษายกฟ้อง ส่วนขณะฟ้องคดีนี้โจทก์อ้างว่าไม่ได้พักอยู่ในบ้านพิพาทแล้วจึงเป็นเรื่องที่โจทก์อ้างเหตุขึ้นใหม่ แม้โจทก์จำเลยจะเป็นคู่ความเดียวกันกับคดีเดิมฟ้องโจทก์ก็ไม่เป็นฟ้องซ้ำ
โจทก์ขอให้จำเลยชำระค่าเลี้ยงดูเป็นเงิน 13,075 บาทกับให้จำเลยชำระต่อไปเป็นรายเดือนจนตลอดชีวิตของโจทก์เป็นคดีที่จำนวนทุนทรัพย์พิพาทไม่เกิน 20,000 บาท และเป็นการฟ้องตามสัญญาที่โจทก์จำเลยทำไว้ต่อกัน ไม่ใช่คดีเกี่ยวด้วยสิทธิในครอบครัว จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง และข้อเท็จจริงนี้ยุติไปแล้วตั้งแต่ศาลชั้นต้นจำเลยจึงไม่มีสิทธิฎีกา
แม้ในขณะดำเนินคดีจะได้มีการท้ากันเกี่ยวด้วยการเป็นสิทธิในครอบครัวก็ตาม
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 924/2497
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ผู้คัดค้าน ๆ ว่าผู้ตายมีบุตรอยู่ ผู้ร้องและผู้คัดค้านท้ากันสืบพยานข้อเดียวว่า บุตรของผู้ตายจะเป็นบุตรที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่นั้น เป็นเรื่องพิพาทกันด้วยเรื่องจัดการมรดก อันเป็นข้อพิพาทในบรรพ 6 และบุตรที่บิดารับรองตามมาตรา 1627 กฎหมายถือว่าเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายตามความหมายในบรรพ 6 เช่นเดียวกัน
มองดูสิทธิที่เขาเรียกร้องกันแม้เป็นเรื่องร้าวฉานในครอบครัวก็ตาม คำขอบังคับในส่วนที่เป็นตัวเงิน

สังเกตบรรพ 5 สิ ในเรื่องของการจ่ายค่าเลี้ยงดู
คำสั่งคำร้องที่ 244/2545
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้จำนวนทุนทรัพย์พิพาทในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท และมิใช่คดีที่เกี่ยวด้วยกับสิทธิครอบครัว จึงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง จึงไม่รับฎีกา
โจทก์เห็นว่า ฎีกาของโจทก์เป็นฎีกาในเรื่องสิทธิในครอบครัว ซึ่งมีผลเกี่ยวพันกับความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยา โจทก์จึงมีสิทธิที่จะยื่นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสอง โปรดรับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป
หมายเหตุ จำเลยยังมิได้รับสำเนาคำร้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์เป็นเงิน 100,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับดังกล่าว (อันดับ 131)
โจทก์จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 135)
คำสั่ง
พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลยโดยอ้างเหตุว่าจำเลยคบหากับสามีโจทก์ในลักษณะชู้สาวโดยได้แต่งงานกันและจำเลยแสดงตนโดยเปิดเผยว่าเป็นภริยาของสามีโจทก์ โจทก์ฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลย ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทบัญญัติในบรรพ 5 เป็นการเฉพาะ กรณีเป็นเหตุที่จะนำไปสู่ความร้าวฉานในครอบครัว จึงเป็นเรื่องกระทบกระเทือนต่อสิทธิและหน้าที่กับความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยาโดยตรง หาใช่คดีละเมิดธรรมดาไม่ ถือเป็นคดีเกี่ยวด้วยสิทธิในครอบครัวไม่ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสอง ให้รับฎีกาของโจทก์ไว้ดำเนินการต่อไป
สำหรับสิทธิแห่งสภาพบุคคล ก็สภาพบุคคลย่อมอยู่เมื่อคลอดแล้วอยุ่รอดเป้นทารกและสิ้นสุดเมื่อตาย ท่านดู 65 สัญชาติ เกี่ยว แม้จะอยู่ด้วยกฎหมายอื่น ต้องเป็นประเด็นโดยตรงด้วย กำหนดภูมิลำเนา ก็เข้า สมณเพศ คนเราเกิดมาไม่ได้มีสมณเพศเลยก็จึงไม่ได้สิทธิในสภาพบุคคเลบบ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1589 - 1650/2543
ศาลแรงงานฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ทั้งหกสิบสองนัดหยุดงานในวันที่ 6ตุลาคม 2540 เวลา 8 นาฬิกาเศษ โดยไม่ได้แจ้งเป็นหนังสือให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบล่วงหน้าเป็นเวลาอย่างน้อยยี่สิบสี่ชั่วโมงนับแต่เวลาที่รับแจ้งตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 34 วรรคท้าย โจทก์ทั้งหกสิบสองก็ระบุในฟ้องอย่างชัดแจ้งว่าได้นัดหยุดงานในวันที่ 6 ตุลาคม2540 เวลา 8 นาฬิกา โดยแจ้งเป็นหนังสือให้จำเลยทราบเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม2540 เวลา 15 นาฬิกา อันเป็นการแจ้งล่วงหน้าเป็นเวลาไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมงนับแต่เวลาที่รับแจ้ง ที่โจทก์ทั้งหกสิบสองอุทธรณ์ว่า โจทก์ทั้งหกสิบสองนัดหยุดงานโดยแจ้งเป็นหนังสือให้จำเลยทราบล่วงหน้าเป็นเวลาอย่างน้อยยี่สิบสี่ชั่วโมงนับแต่เวลาที่รับแจ้งตามกฎหมายแล้ว เพราะได้ยื่นหนังสือแจ้งนัดหยุดงานต่อนางสาวสายัณห์ พนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยในวันที่ 5 ตุลาคม 2540 เวลา 7 นาฬิกาเศษ ซึ่งแตกต่างจากที่ระบุในฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งหกสิบสองจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522มาตรา 31
การนัดหยุดงานเป็นเรื่องที่ลูกจ้างแต่ละคนซึ่งร่วมในการนัดหยุดงานต่างละทิ้งการงานซึ่งตามปกติตนมีหน้าที่ปฏิบัติ และย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้าง กฎหมายจึงต้องบัญญัติไว้ว่า ลูกจ้างจะนัดหยุดงานได้ต่อเมื่อปฏิบัติตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้ เมื่อลูกจ้างนัดหยุดงานโดยมิได้แจ้งเป็นหนังสือให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างทราบล่วงหน้าเป็นเวลาอย่างน้อยยี่สิบสี่ชั่วโมงนับแต่เวลาที่รับแจ้งตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 34 วรรคท้ายการนัดหยุดงานของลูกจ้างจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ข้ออ้างของลูกจ้างที่ว่าเข้าใจว่าเป็นการนัดหยุดงานโดยชอบด้วยขั้นตอนตามกฎหมายและมิได้มีเจตนาจะฝ่าฝืนกฎหมายถือว่ามีเหตุสมควรตามกฎหมายที่ได้มีการนัดหยุดงานสามวันติดต่อกันจึงรับฟังมิได้
การนัดหยุดงานของลูกจ้างเป็นการละทิ้งหน้าที่อยู่ในตัว เมื่อโจทก์ทั้งหกสิบสองนัดหยุดงานโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันจึงถือได้ว่าเป็นการละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควรด้วย จำเลยจึงมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ทั้งหกสิบสองโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4818/2551 ค้นไม่พบ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1966/2548
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในข้อหาความผิดฐานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยบรรยายฟ้องในข้อหานี้เพียงว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 รู้อยู่แล้วว่าโจทก์กับพวกไม่ได้ร่วมกันกระทำความผิดฐานฉ้อโกง แต่จำเลยที่ 3 และที่ 4 กลับร่วมกันรับคำร้องทุกข์กล่าวโทษและดำเนินคดีแก่โจทก์กับพวกเป็นเหตุให้โจทก์กับพวกถูกควบุคมตัวเป็นผู้ต้องหา ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียง สิทธิเสรีภาพของโจทก์กับพวก เท่านั้น โจทก์มิได้บรรยายในคำฟ้องว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยการบ่ายเบี่ยงละเลยไม่สั่งคำร้องขอประกันตัวระหว่างสอบสวนของโจทก์กับพวกแต่อย่างใด ดังนั้นแม้จะได้ความตามทางพิจารณาในชั้นไต่สวนมูลฟ้องว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 มีพฤติการณ์ในทางบ่ายเบี่ยงละเลยไม่สั่งคำร้องขอประกันตัวระหว่างสอบสวนของโจทก์กับพวกก็ตาม ศาลก็ไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 3 และที่ 4 ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความดังกล่าวนั้นได้ เพราะเป็นข้อเท็จจริงนอกฟ้องต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า "ห้ามมิให้พิพากษาหรือสั่งเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง" กรณีจึงมีเหตุตามกฎหมายที่จำเลยที่ 4 ไม่ควรต้องรับโทษและศาลต้องยกฟ้องโจทก์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง แม้ศาลชั้นต้นจะเห็นว่าคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 มีมูลและสั่งประทับฟ้องไว้พิจารณาแล้วก็ตาม แต่ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยที่ศาลอุทธรณ์มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ศาลอุทธรณ์จึงพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 ได้
(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 2/2548)
หมายเหตุ
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ได้บัญญัติถึงอำนาจของศาลที่จะพิพากษายกฟ้องในกรณีใดได้บ้างไว้ในมาตรา 185 วรรคหนึ่ง และจะพิพากษาลงโทษได้อย่างไรไว้ในมาตรา 185 วรรคสอง และมาตรา 192
สำหรับการพิพากษายกฟ้อง ตามมาตรา 185 วรรคหนึ่ง กำหนดเหตุที่ศาลจะพิพากษายกฟ้องไว้ ดังนี้
1. จำเลยมิได้กระทำผิด
2. การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด
3. คดีขาดอายุความ
4. มีเหตุตามกฎหมายที่จำเลยไม่ควรต้องรับโทษ
เหตุในคดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยการบ่ายเบี่ยงละเลยไม่สั่งคำร้องขอประกันตัวระหว่างสอบสวนของโจทก์กับพวก แม้ได้ความตามทางพิจารณาในชั้นไต่สวนมูลฟ้องว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 มีพฤติการณ์ในทางบ่ายเบี่ยงละเลยไม่สั่งคำร้องขอประกันตัวระหว่างสอบสวนของโจทก์กับพวกก็ตาม ศาลก็ไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 3 และที่ 4 ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นได้ เพราะเป็นข้อเท็จจริงนอกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่งซึ่งศาลฎีกาถือว่าเป็นกรณีที่มีเหตุตามกฎหมายที่จำเลยที่ 4 ไม่ควรต้องรับโทษตามาตรา 185 ศาลต้องพิพากษายกฟ้องแสดงว่าคำว่ามีเหตุตามกฎหมายที่จำเลยไม่ควรต้องรับโทษมีความหมายกว้างกว่าคำว่า ไม่มีการยกเว้นโทษตามกฎหมายที่บัญญัติอยู่ในมาตรา 185 วรรคสอง ที่จำกัดเฉพาะเหตุยกเว้นโทษเท่านั้น
ไพโรจน์ วายุภาพ
มาตรา 224 วรรค 1 ตอนท้าย

                เว้นแต่ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีนั้นในศาลชั้นต้นได้ทำความเห็นแย้งไว้หรือได้รับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้ หรือถ้าไม่มีความเห็นแย้งหรือคำรับรองเช่นว่านี้ต้องได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือจากอธิบดีผู้พิพากษาชั้นต้นหรืออธิบดีผู้พิพากษาภาคผู้มีอำนาจแล้วแต่กรณี

แย้งข้อเท็จจริงประเด็นใดอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้ทุกประเด็นเลย ต่างกับวิอาญาที่ความเห็นแย้งไม่ก่อให้เกิดสิทธิในข้อเท็จจริง  
การรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้ ดู 230 วรรค 2 
ถ้าผู้พิพากษาที่ได้พิจารณาคดีนั้นมีความเห็นแย้ง หรือได้รับรองไว้แล้ว หรือรับรองในเวลาที่ตรวจอุทธรณ์นั้นว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงนั้นได้ ก็ให้ศาลมีคำสั่งรับอุทธรณ์นั้นไว้พิจารณาในปัญหาข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้ว

โดย 230 จะขยาย 240 ดู 140 ว่า ความเห็นแย้งเป็นอย่างไร ถ้าคู่ความมีคำขอจะให้รับรองทำอย่างไร ดู 224 วรรค 3

 

ครั้งที่ 13( 03/02/09 )

ปลายชั่วโมงที่แล้วได้พูดถึง 230 ได้สองทางคือขอท่านโดยตรงอาจทำเป็นหนังสือ อีกทางเมื่อไม่รับ 224 ก็อาจใช้ช่องทาง 230 วรรค 3

ฎ.3438/2539

ก่อนเลิกจ้างจำเลยที่1มีคำสั่งให้โจทก์ทั้งหมดไม่ต้องมาทำงานโดยจะจ่ายค่าจ้างให้โจทก์กึ่งหนึ่งแต่โจทก์ไม่พอใจจึงไปร้องเรียนต่อกระทรวงแรงงานฯต่อมาจำเลยที่1มีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์การที่โจทก์ทั้งหมดหยุดงานจึงเป็นการปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลยที่1ไม่ใช่เป็นการนัดหยุดงานเมื่อมีข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้การกระทำของโจทก์ดังกล่าวไม่เป็นการละทิ้งหน้าที่หรือจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายแต่อย่างใด ตามประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่องการคุ้มครองแรงงานข้อ2นิยามคำว่านายจ้างว่ากรณีนายจ้างเป็นนิติบุคคลให้หมายถึงผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลจำเลยที่2และที่3เป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนจำเลยที่1จึงเป็นนายจ้างของโจทก์ทั้งหมดแต่กรณีต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1167เมื่อจำเลยที่2และที่3เลิกจ้างโจทก์โดยกระทำในขอบอำนาจแห่งฐานตัวแทนจึงไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว

 

คู่ความอาจขอก่อนที่ไม่รับตาม 230 ได้ แต่ต้องดำเนินการเอง แต่ไม่ใช่หน้าที่ของศาลชั้นต้นแต่เป็นเรื่องที่ผู้อุทธรณ์ต้องดำเนินการเอง

ดู 230 วรรค 3

ถ้าไม่มีความเห็นแย้งหรือคำรับรองเช่นว่านั้น ให้ศาลมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงที่กล่าวแล้ว ในกรณีเช่นนี้ ถ้าอธิบดีผู้พิพากษาหรืออธิบดีผู้พิพากษาภาคมิได้เป็นคณะในคำสั่งนั้น ผู้อุทธรณ์ชอบที่จะยื่นคำร้องต่อศาลถึงอธิบดีผู้พิพากษาหรืออธิบดีผู้พิพากษาภาคภายในเจ็ดวัน เมื่อศาลได้รับคำร้องเช่นว่านั้น ให้ศาลส่งคำร้องนั้นพร้อมด้วยสำนวนความไปยังอธิบดีผู้พิพากษาหรืออธิบดีผู้พิพากษาภาค เพื่อมีคำสั่งยืนตามหรือกลับคำสั่งของศาลนั้นคำสั่งของอธิบดีผู้พิพากษา หรืออธิบดีผู้พิพากษาภาค เช่นว่านี้ ให้เป็นที่สุด

 

              7 วันเมื่อศาลต้นมีคำสั่งหรือผู้อุทธรณ์ทราบคำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์ให้ศาลต้นมีหน้าที่เป็นบุรุษไปรษณีย์ ต้องส่งเท่านั้น  การสั่งอนุญาตหรือไม่อนุยาตก้เป็นที่สุดทั้งสิ้น

2662/2538

จำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเท่ากับจำเลยมิได้อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกาของจำเลยเมื่ออธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตจึงยังมีผลเท่ากับศาลชั้นต้นไม่รับฎีกาของจำเลยจำเลยต้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นไปยังศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา247ประกอบมาตรา234จำเลยจะฎีกาคำสั่งที่อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตให้ฎีกาไม่ได้เพราะได้ถึงที่สุดแล้วตามมาตรา230วรรคสามและจะแปลความในฎีกาของจำเลยเป็นอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาก็ไม่ได้เพราะมิได้ทำเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับฎีกาตามมาตรา252

 

              จบ 224 ต่อไปจะพูดถึงเรื่อง 225 ระดับเน ยึดตัวบทเป็นหลักก็พอแล้ว 225 ก้มักออกรวมกับ 224 โดยนิยมออกว่าข้อนั้นเป็นข้อที่ได้ว่ากล่าวมาแล้วในศาลชั้นต้นหรือไม่

มาตรา 225 ตัวบทน่าที่จะต้องจำได้

มาตรา 225 ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่จะยกขึ้นอ้างในการยื่นอุทธรณ์นั้นคู่ความจะต้องกล่าวไว้โดยชัดแจ้งในอุทธรณ์และต้องเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ทั้งจะต้องเป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยด้วย

ถ้าคู่ความฝ่ายใดมิได้ยกปัญหาข้อใดอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นกล่าวในศาลชั้นต้นหรือคู่ความฝ่ายใดไม่สามารถยกปัญหาข้อกฎหมายใด ๆ ขึ้นกล่าวในศาลชั้นต้นเพราะพฤติการณ์ไม่เปิดช่องให้กระทำได้ หรือเพราะเหตุเป็นเรื่องที่ไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติว่าด้วยกระบวนพิจารณาชั้นอุทธรณ์ คู่ความที่เกี่ยวข้องย่อมมีสิทธิที่จะยกขึ้นอ้างซึ่งปัญหาเช่นว่านั้นได้

                        ประเด็นที่เราจะโต้แย้งในศาลต้นก็ต้อง ชัดแจ้ งว่ากล่าวและสาระ ใช้สำหรับการยื่นคำแก้อุทธรณ์ตาม 237 ด้วย และยกประเด็นขึ้นอ้างในคำแก้อุทธรณ์ได้ด้วย

ถ้าจำเลยไม่แก้อุทธรณ์ ประเด็นในชั้นอุทธรณ์ก็จะมีแต่เฉพาะในคำฟ้องอุทธรณ์เท่านั้น ประเด็นใดไม่ได้โต้แย้งก็จะเป็นประเด็นที่ยุติไป

จะพูดถึงเฉพาะประเด็นข้อว่ากล่าว จะต้องกล่าวชัดแจ้งให้เห็นข้อโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลต้นเป็นสำคัญ การออกข้อสอบประเด็นชัดแจ้งนี้เป็นอะไรที่ไม่ได้ออกเลย เพราะข้อสอบต้องยาวมาก

                  ข้อได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น ข้อ ในที่นี้จะเป็นข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย หรือ ที่เกี่ยวกับข้อนี้ได้ทั้งหมด  ได้ว่ากันมาแล้วต้องเป็นประเด็นในคำคู่ความที่ชอบด้วยกฎหมาย ดูที่ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเป็นสำคัญ

            โจทก์ฟ้องว่าจำเลยซื้อสินค้า จำเลยต่อสุ้ว่าขาดอายุความ ศาลต้นยกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ว่าซื้อสินค้าไปเพื่อกิจการของจำเลยอันมีกำหนดห้าปี ข้ออ้างนี้จึงเป็นการอุทธรณ์ที่ไม่ได้ว่ากล่าวกันมาโดยชอบในศาลชั้นต้น  สำหรับจำเลยอาจยากสักนิดหนึ่งดูมาตรา 177 ให้จำเลยแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การ คือจำเลยต้องยกเหตุผลในคำให้การนั้นด้วย ดู 179 การแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การ โดยเฉพาะ ( 3 )

            โดยชอบในที่นี้ มีความหมายว่าคำให้การของจำเลยนี้จะต้องเป็นคำให้การโดยชอบด้วยหากไม่ชอบไม่เกิดประเด็นในศาลชั้นต้นด้วย แม้ศาลล่างจะหลงผิดวินิจฉัยมาก็ ไม่เป็นประเด็น

เวลาเรามองประเด็นพวกนี้ไม่จำเป็นต้องจำฎีกามากมาย จำเพียงว่า ตัวบทเหล่านี้ จะอธิบายอย่างไร

สำหรับข้อว่ากล่าวในคดีที่จะเลยขาดนัดยื่นคำให้การ เปิดไปที่ 198 ทวิเป็นหลักเลย

มาตรา 198 ทวิ ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การมิได้ เว้นแต่ศาลเห็นว่าคำฟ้องของโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมายในการนี้ศาลจะยกขึ้นอ้างโดยลำพังซึ่งข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนก็ได้

  เพื่อประโยชน์ในการพิพากษาหรือมีคำสั่งชี้ขาดคดีตามวรรคหนึ่ง ศาลอาจสืบพยานเกี่ยวกับข้ออ้างของโจทก์หรือพยานหลักฐานอื่นไปฝ่ายเดียวตามที่เห็นว่าจำเป็นก็ได้แต่ในคดีเกี่ยวด้วยสิทธิแห่งสภาพบุคคล สิทธิในครอบครัวหรือคดีพิพาทเกี่ยวด้วยกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ ให้ศาลสืบพยานหลักฐานโจทก์ไปฝ่ายเดียว และศาลอาจเรียกพยานหลักฐานอื่นมาสืบได้เองตามที่เห็นว่าจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม

ในการกำหนดจำนวนเงินตามคำขอบังคับของโจทก์ ให้ศาลปฏิบัติดังนี้

(๑) ในกรณีที่โจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยชำระหนี้เป็นเงินจำนวนแน่นอนให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์ส่งพยานเอกสารตามที่ศาลเห็นว่าจำเป็นแทนการสืบพยาน

(๒) ในกรณีที่โจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยชำระหนี้เป็นเงินอันไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน ให้ศาลสืบพยานหลักฐานโจทก์ไปฝ่ายเดียว และศาลอาจเรียกพยานหลักฐานอื่นมาสืบได้เองตามที่เห็นว่าจำเป็น

ถ้าจำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การไม่มาศาลในวันสืบพยานตามมาตรานี้ มิให้ถือว่าจำเลยนั้นขาดนัดพิจารณา

ถ้าโจทก์ไม่นำพยานหลักฐานมาสืบตามความในมาตรานี้ภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด ให้ถือว่าคดีของโจทก์ไม่มีมูล และให้ศาลยกฟ้องของโจทก์

           กรณีที่จำเลยขาดนัดบัญญัติไว้ใน 198 ทวิวรรค 1 โดยชัดแจ้งอยู่แล้ว จะพิพากษาให้ขาดนัดไม่ได้เว้นแต่ ศาลเห็นว่าคำฟ้องของโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย ก็อุทธรณ์ได้เฉพาะประเด็นนี้

            ถ้ามีคำให้การก็ดูเฉพาะประเด็นที่มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย โจทก์ฟ้องว่ากู้เงินไป จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การศาลต้นเห็นว่าโจทก์มีสัญญาเงินกุ้เป็นหลักฐานให้โจทก์ส่งสัญญากู้ปิดอากรแสตมป์เรียบร้อย ศาลก้พิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ว่าคดีขาดอายุความ ปัญหาว่าอุทธรณ์ได้หรือ เวลาเราเขียนเราก็ต้องอธิบายว่าไม่ใช่สภาพข้ออ้างหรือข้อหาที่ไม่ได้ว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบ ไม่ใช่สภาพที่โจทก์ต้องอธิบายยกมาในข้ออ้างในคำฟ้อง เมื่อจำเลยไม่ได้ยื่นคำให้การ จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นมาในศาลต้นต้องห้ามตาม 225

            ฎ.1489/2535

ในคดีที่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์มีหน้าที่ต้องนำพยานหลักฐานมาสืบให้ฟังได้ตามฟ้องของโจทก์ จำเลยจึงมีสิทธิที่จะอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นว่าพยานหลักฐานของโจทก์ยังไม่พอให้ฟังได้ว่าจำเลยได้ขายที่ดินให้แก่โจทก์ตามฟ้อง ฎีกาของโจทก์ที่ว่า นาย จ. ผู้เข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยไม่มีสิทธิที่จะเบิกความเป็นพยานให้จำเลย คำให้การของนาย จ.จึงรับฟังไม่ได้นั้น เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

 

ฎ.1261/2547

จำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การโดยอ้างว่าไม่จงใจขาดนัด ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่าจำเลยจงใจขาดนัดยื่นคำให้การ ไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การจึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาจำเลยไม่ได้โต้แย้งคำสั่งของศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226(2) จึงอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวไม่ได้การที่จำเลยฎีกาในข้อนี้ขึ้นมาจึงต้องห้ามด้วยเช่นเดียวกัน

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การจึงไม่มีประเด็นว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ และเรื่องอายุความเมื่อไม่ได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ศาลจะอ้างเอาอายุความเป็นมูลยกฟ้องไม่ได้

 

ฎ.3028/2545

จำเลยทั้งห้าขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ต้องนำสืบให้ได้ความตามคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 205(เดิม) หรือ 198 ทวิ (ใหม่) คดีจึงมีประเด็นตามที่โจทก์ตั้งสภาพแห่งข้อหามาในคำฟ้องว่าที่ดินพิพาททั้งสามแปลงเป็นทรัพย์มรดกของ ป. หรือไม่ ดังนี้ ที่จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ว่าที่ดินพิพาททั้งสามแปลงมิใช่ทรัพย์มรดกของ ป. โดยที่ดินแปลงแรกเป็นของจำเลยที่ 2 ส่วนที่ดินแปลงที่ 2และแปลงที่ 3 เป็นของจำเลยทั้งห้านั้น จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นตามมาตรา 225 วรรคแรก ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยจึงไม่ชอบ

 

ฎ.4340/2545

ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การได้ต่อเมื่อโจทก์มีคำขอ แต่การที่โจทก์มิได้ขอให้ศาลสั่งว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การมิได้หมายความว่าจำเลยไม่ขาดนัดยื่นคำให้การ เพราะเมื่อจำเลยมิได้ยื่นคำให้การภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ก็ต้องถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การโดยผลของกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 197 วรรคแรก (เดิม) แล้วผลของการที่โจทก์มีคำขอดังกล่าวมีเพียงว่าโจทก์ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปเท่านั้น หากโจทก์ไม่ยื่นคำขอ ก็เป็นผลทำให้ศาลชั้นต้นอาจมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความได้ตามมาตรา 198 วรรคแรกและวรรคสอง (เดิม) ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับโจทก์โดยเฉพาะมิได้เกี่ยวข้องกับปัญหาว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การหรือไม่ เหตุนี้การขออนุญาตยื่นคำให้การตามมาตรา 199(เดิม) จึงไม่ต้องให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การตามมาตรา 198 วรรคแรก (เดิม) ก่อน

การที่จำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การเป็นการขออนุญาตยื่นคำให้การเมื่อพ้นกำหนดเวลายื่นคำให้การแล้ว ซึ่งหากจะถือว่าเป็นการขอขยายระยะเวลา จำเลยจะต้องอ้างทั้งพฤติการณ์พิเศษที่ไม่อาจยื่นคำให้การภายในกำหนดเวลาตามกฎหมายและอ้างเหตุสุดวิสัยที่ไม่อาจยื่นคำขอขยายระยะเวลานั้นก่อนสิ้นระยะเวลายื่นคำให้การด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 แต่ตามคำร้องขอของจำเลยอ้างเหตุที่มิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การเท่านั้น มิได้อ้างพฤติการณ์พิเศษและเหตุสุดวิสัยจึงไม่อาจถือเท่ากับเป็นการขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งขยายระยะเวลายื่นคำให้การแก่จำเลยได้

จำเลยทั้งสองได้รับหมายเรียกให้ให้การและสำเนาคำฟ้องโดยชอบแล้ว การที่จำเลยที่ 2 ที่หลงลืมเพราะมีธุระส่วนตัวต้องทำจึงไม่อาจยื่นคำให้การได้ทันภายในกำหนดมิใช่เหตุผลอันสมควร ทั้งจำเลยที่ 2 ก็มีทนายความในคดีอาญาที่เกี่ยวกับคดีที่ตนถูกฟ้องเป็นคดีแพ่งอยู่แล้ว ซึ่งจำเลยที่ 2 อาจติดต่อกับทนายความของตนเพื่อยื่นคำให้การต่อสู้คดีได้ก่อนสิ้นระยะเวลายื่นคำให้การหรืออาจขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การโดยอ้างพฤติการณ์พิเศษอย่างใดอย่างหนึ่งได้ แต่จำเลยที่ 2 หาได้เอาใจใส่ในการดำเนินการดังกล่าวหรือแจ้งให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการไม่ พฤติการณ์ดังกล่าวของจำเลยทั้งสองยังถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การโดยมีเหตุอันสมควรที่ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การได้

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ก็ยังคงมีหน้าที่ต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบให้รับฟังได้ตามคำฟ้องและในกรณีที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การ จำเลยมีสิทธิที่จะสาบานตนให้การเป็นพยานเองและถามค้านพยานโจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 วรรคสอง (เดิม) ซึ่งจำเลยก็ได้สาบานตนให้การเป็นพยาน และถามค้านพยานโจทก์ในข้อที่ว่า จำเลยปลูกสร้างอาคารรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์หรือไม่ จึงถือได้ว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาดังกล่าวตามประมวลมาตรา 249 วรรคแรก

 

 ที่ให้รายละเอียดพวกนี้เพราะเวลาอ่านในคำถามต้องตอบให้ได้ว่า สิ่งใดเป็นข้ออ้างข้อหา เวลาอธิบายต้องยก 198 ทวิ วรรค 1 เสียก่อน

ฎ.2239/2547

ปัญหาว่าโจทก์บอกกล่าวบังคับจำนองโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ แม้จะมิใช่ประเด็นข้อพิพาทเนื่องจากจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ แต่ก็เป็นประเด็นแห่งคดีตามคำฟ้องของโจทก์ ซึ่งโจทก์นำพยานหลักฐานเข้าสืบและจำเลยถามค้านพยานโจทก์ในปัญหาดังกล่าวไว้แล้ว ฎีกาของจำเลยในข้อนี้จึงถือได้ว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่ต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 728 มิได้บัญญัติว่าการบอกกล่าวบังคับจำนองต้องทำเป็นหนังสือ กรณีจึงไม่ตกอยู่ในบังคับมาตรา 798 วรรคหนึ่งที่กำหนดให้การตั้งตัวแทนเพื่อกิจกรรมนั้นต้องทำเป็นหนังสือแต่อย่างใด และแม้การมอบอำนาจจะมิได้ทำเป็นหนังสือแต่ทนายโจทก์ก็ได้บอกกล่าวบังคับจำนองในนามของโจทก์ และเมื่อจำเลยได้รับหนังสือแล้วไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงมอบอำนาจให้ ธ. ดำเนินคดีนี้แก่จำเลย แสดงว่าโจทก์ยอมรับเอาการบอกกล่าวบังคับจำนองของทนายโจทก์เป็นการบอกกล่าวในนามของโจทก์ ถือได้ว่าโจทก์ซึ่งเป็นตัวการได้ให้สัตยาบันแก่การกระทำของทนายโจทก์ซึ่งเป็นตัวแทนที่บอกกล่าวบังคับจำนองตาม ป.พ.พ. มาตรา 823 วรรคหนึ่ง ย่อมถือได้ว่าโจทก์ผู้รับจำนองมีจดหมายบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยผู้จำนองตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 728 โดยชอบแล้ว

ทำนองกับ ฎ.4623/2545 เป็นเรื่องบัตรเครดิต แต่ไม่ได้ส่งรายละเอียดจำพวกสลิปที่เรียกเก็บก็

เป็นข้ออ้างที่จำเลยแพ้คดีจึงเป็นข้ออ้างที่ได้ว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบ

 

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 205(เดิม) ซึ่งเป็นบทบัญญัติในขณะฟ้องคดีนี้บัญญัติให้คู่ความเพียงแต่นำสืบพยานหลักฐานให้ศาลเห็นว่าคดีมีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมายเท่านั้น เมื่อจำเลยเป็นหนี้โจทก์แม้โจทก์จะอ้างส่งเอกสารเพียง 10 ฉบับและไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับการใช้จ่ายบัตรเครดิตของจำเลยครบถ้วนแต่ตามหลักฐานที่โจทก์นำส่งจำเลยได้ชำระหนี้บางส่วนเป็นจำนวนหลายครั้งให้แก่โจทก์ อีกทั้งไม่มีกฎหมายใดบัญญัติว่าจะต้องนำหลักฐานการใช้จ่ายบัตรเครดิตมาอ้างส่งต่อศาล พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงมีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมายที่จะชนะคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 205(เดิม) โดยโจทก์ไม่ต้องนำหลักฐานการใช้จ่ายบัตรเครดิตทั้งหมดอ้างส่งเป็นพยานแต่อย่างใด

สัญญาบัตรเครดิตตามฟ้องเป็นสัญญาที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา คู่สัญญาฝ่ายใดจะบอกเลิกสัญญาเมื่อใดก็ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 386 โจทก์ส่งหนังสือบอกเลิกสัญญาให้แก่จำเลยไม่ได้และได้ประกาศหนังสือพิมพ์ระหว่างวันที่ 17ถึง 21 กรกฎาคม 2541 แจ้งให้จำเลยชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่ลงประกาศ หากพ้นกำหนดให้ถือว่าบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับการใช้บัตรเครดิตเป็นอันยกเลิก เมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้ภายในกำหนดถือได้ว่าสัญญาบัตรเครดิตเป็นอันสิ้นสุดลงตั้งแต่วันพ้นกำหนดชำระหนี้คือวันที่ 5 สิงหาคม 2541 โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16.5 ต่อปี หรืออัตราสูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์พึงเรียกเก็บได้ตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นตามข้อตกลงที่ระบุไว้ในใบสมัครเป็นสมาชิกบัตรเครดิตจนถึงวันที่ 5 สิงหาคม 2541 หลังจากสัญญาสิ้นสุดแล้วโจทก์จะเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยอีกไม่ได้ คงเรียกได้ตามอัตราที่กำหนดไว้ในสัญญาอันเป็นสิทธิที่พึงได้โดยชอบมาแต่เดิมเท่านั้น

 

ประเด็นเรื่องข้อว่ากล่าวนี้เป็นสิทธิของคุ่ความ แต่ล่ะคนที่จะยกขึ้นอ้างได้ จะนำมาตรา 59 มาใช้ในชั้นอุทธรณ์ไม่ได้  แม้หนี้ตามคำฟ้องของโจทก์จะเป็นการชำระหนี้ที่ไม่อาจแบ่งแยกกันได้ก็ตาม (ฎ.4037/2547 ฎ.1445/2538 

จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้คดีว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมดังเช่นจำเลยร่วมจำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะยกประเด็นดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาได้เพราะเป็นข้ออุทธรณ์ที่นอกเหนือจากคำให้การของจำเลย

 

กลับ ฎ.4072/2545 ) ถูกกลับแล้ว

จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันไม่ได้ยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในคำให้การ มีแต่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้และจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันให้การยกอายุความขึ้นต่อสู้แต่เนื่องจากมูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ การยกอายุความขึ้นต่อสู้ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงถือได้ว่าเป็นการทำแทนจำเลยที่ 4 ด้วย

ตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาทกำหนดวันชำระเงินเมื่อทวงถามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 913(3) ประกอบกับมาตรา 985 ซึ่งอายุความจะเริ่มนับก็ต่อเมื่อโจทก์ได้ใช้สิทธิทวงถามจำเลยที่ 1 และที่ 2 ผู้ออกตั๋วแล้ว เมื่อโจทก์มีหนังสือทวงถามไปยังจำเลยที่ 1 ส่วนการทวงถามจำเลยที่ 2 ได้ประกาศทางหนังสือพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2539 และโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม ปีเดียวกัน จึงอยู่ภายในกำหนดอายุความ 3 ปี ตามมาตรา 1001

โจทก์เป็นสถาบันการเงินมีสิทธิคิดดอกเบี้ยตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. 2522 มาตรา 30(2) ข้อกฎหมายดังกล่าวศาลรู้ได้เองโดยโจทก์ไม่ต้องสืบพยานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 16.5 ตามที่ปรากฏในตั๋วสัญญาใช้เงิน

5334/2542

การที่จะถือว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วหรือไม่นั้นจะพิจารณาเพียงว่าจำเลย ให้การปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์เรื่องใดบ้างเพียงประการเดียวหาได้ไม่ จะต้องพิจารณารวมถึงเหตุแห่งการปฏิเสธนั้นด้วย จำเลยให้การเพียงว่าโจทก์ไม่ใช่เจ้าของตึกแถวพิพาทและจำเลย ไม่เคยได้รับหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง แต่จำเลยอุทธรณ์ว่าโจทก์ ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะโจทก์มิใช่ผู้ให้เช่าตึกแถวพิพาท ไม่มีสิทธิเก็บกินในตึกแถวพิพาท และเจ้าของรวมคนอื่นมิได้มอบอำนาจให้โจทก์ดำเนินการ เป็นการยกเหตุแห่งการปฏิเสธ ข้ออ้างของโจทก์ขึ้นมาใหม่ อันเป็นคนละเหตุกับที่จำเลยให้การไว้ จึงเป็นข้อที่จำเลยมิได้ ยกขึ้นว่ามาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง แม้ศาลชั้นต้นกำหนดค่าเสียหายให้เดือนละ 7,000 บาท ก็ยังถือไม่ได้ว่าเป็นค่าเช่า ของตึกแถวพิพาทในขณะยื่นคำฟ้อง เพราะเป็นเพียงอาจให้เช่าได้ในอัตราดังกล่าวเท่านั้น เมื่อจำเลยทำสัญญาเช่าตึกแถวพิพาทในอัตราค่าเช่าเดือนละ 300 บาท ต้องฟังว่าตึกแถว พิพาทมีค่าเช่าในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท จึงต้องห้ามอุทธรณ์ใน ข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสอง

4035/2546     ค้นไม่พบ

10431/2550 ค้นไม่พบ

8749-50/2551 ค้นไม่พบ

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages