สรุปคำบรรยาย วิแพ่ง2( สามัญ) ภาค 2/60 เอาไว้อ่านเล่นๆก่อนเรียนชั่วโมงที่ 3 ต่อไปครับ

707 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
Dec 8, 2008, 1:26:54 AM12/8/08
to LAWSIAM, lawsiam com

หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า  kankokub  ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ทองธาร เหลืองเรืองรอง ผู้บรรยาย   , ผู้ก่อตั้ง lawsiamgooglegroups และ คุณแบ่งปัน ที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า

 

ครั้งที่ 1 ฟ้องซ้อน

วิแพ่ง แบ่งเป็น 4 ส่วน ในภาค 1 มีสองข้อ ข้อ 1 กับข้อสอง ภาคสอง 2 ข้อแบ่งเป็นวิสามัญ ข้อ 3 วิสามัญ ข้อที่ 4  แค่นักศึกษาทำข้อ 4 ได้ก็ถือว่าอาจารย์สำเร็จแล้ว

เปิดดูวิแพ่ง 2 สามัญเริ่มตั้งแต่มาตรา 170 จนถึง  มาตรา 188 หลังจากนั้นอ.สุวัฒน์มาบรรยายวิสามัญ

แม้จะมีถึง 19 มาตรา แต่มีเรื่องออกสอบ 5 เรื่อง

1.ฟ้องซ้อน

2.ทิ้งฟ้อง

3.ถอนฟ้อง

4.ฟ้องแย้ง

5.แก้ไขเพิ่มเติมฟ้อง แก้ไขเพิ่มเติมคำให้การ

ก็ออกวนเวียน อยู่แค่นี้ ตอนนี้เรามีเวลาอ่านหนังสือเนิ่นๆเพราะเพิ่งเปิดเทอมก็จะได้อ่านเน้นเรื่องนี้ เพราะเป็นเรื่องที่สำคัญ

เริ่มเรื่องที่1.

ฟ้องซ้อน เรียงตามเลขมาตราเลย  ข้อสอบเน ยากกว่า ป.ตรีตรงมีประเด็นเยอะกว่าเท่านั้น

ฟ้องซ้อน เป็นกระบวนพิจารณาที่เกิดในศาลชั้นต้น  เกิดหลังจากที่โจทก์ได้ยื่นฟ้องต่อศาลแล้ว กฎหมายห้ามคนที่เคยฟ้องแล้ว เหตุที่ห้ามเพราะความซ้ำซ้อนไม่เกิดประโยชน์อะไร รังแต่จะเกิดความเสียเปล่าของเวลา และอาจเกิดกรณีที่คำพิพากษาอาจจะขัดกันจนทำให้เกิดปัญหาในการบังคับคดีได้ โดยห้ามทั้งในคดีแพ่งและคดีอาญา ( คดีอาญานำไปใช้โดยผล ป.วิ.อ. ม. 15 )

มาตรา 173 เมื่อศาลได้รับคำฟ้องแล้ว ให้ศาลออกหมายส่งสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยเพื่อแก้คดี และภายในกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันยื่นคำฟ้อง ให้โจทก์ร้องขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อให้ส่งหมายนั้น

มาตรา 173 วรรค สอง (๑) ห้ามไม่ให้โจทก์ยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกัน หรือต่อศาลอื่น

เวลาตอบก็เขียนแค่นี้พอไม่ต้องยกทั้งมาตรา หลักกฎหมายเวลาตอบสอบก็เขียนสั้นๆที่สำคัญเท่านั้นพอ

กรณีฟ้องซ้อน คือยื่นฟ้องแล้ว มีคดีเรื่องหนึ่ง อยู่ถ้าโจทก์ ฝืนฟ้องเข้ามาคดีที่ 2 จะกลายเป็นฟ้องซ้อน

หัวข้อ 1. ฟ้องเข้ามาในขณะที่คดีแรกหรือคดีก่อน อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล ก็เทียบเคียงว่าคดีแรกอยู่ในขั้นตอนใด

ข้อ 2. โจทก์และจำเลยเป็นคนเดียวกันกับโจทก์และจำเลยในคดีแรก เปรียบเทียบตัวคู่ความ

ข้อ 3. ประเด็นหรือเนื้อหานั้น ฟ้องในเรื่องเดียวกัน

ฟ้องซ้อนเป็นปัญหากฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย เป็นปัญหาซึ่งเกี่ยวด้วยอำนาจฟ้อง

ประเด็น 1.  คดีก่อนอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล * * *   ปัญหาคือจำเป็นต้องเป้นคดีแพ่งด้วยกันหรือเปล่า จำเป็น  หากคดีแรกเป็นคดีแพ่งสามัญ คดีสองเป็นคดีล้มละลายรูปเรื่องไม่ใช่เรื่องเดียวกัน ก็ไม่ใช่ฟ้องซ้อน แต่ก็ไม่แน่เสมอไป มีกรณีที่คดีแรกเป็นคดีอาญา คดีสองเป็นคดีแพ่ง เกิดได้ตรงคดีแรกเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องคดีอาญาคดีหลังเรียกประเด็นเดียวกัน

ก็ถือเป็นฟ้องซ้อนในส่วนของฟ้องแพ่งได้  และตอนนี้ได้มีการแก้ไข ป.วิ.อ. ม.44/1 44/2 ให้ผู้เสียหายสามารถยื่นคำร้องไปในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ขอให้ศาลในคดีอาญาเรียกค่าเสียหายให้แก่โจทก์ได้ด้วย ก็ถือว่าเป็นฟ้องซ้อนหากมาเรียกร้องเป็นคดีแพ่งในเรื่องเดิมอีก

มีแนวคำพิพากษา เดิมอยู่สองฏีกา

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 696/2542

คดีแพ่งเรื่องนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยปลอมใบรับน้ำมันแล้ว นำใบรับน้ำมันปลอมไปขอรับน้ำมันจากสถานีคลังน้ำมันของโจทก์โดยไม่ชอบ รวมเป็นเงินค่าน้ำมันทั้งสิ้น 724,239.38 บาทขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน946,037.69 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีในต้นเงิน 724,239.38 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระแล้วเสร็จแก่โจทก์ เมื่อปรากฏว่าโจทก์ได้ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาและคำขอโจทก์ในคดีอาญาเรื่องก่อนคือการคืนหรือให้จำเลยใช้ราคาทรัพย์ ซึ่งเป็นคำขอส่วนแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับ คดีอาญาที่ศาลในคดีอาญามีอำนาจที่จะพิจารณาพิพากษา ได้และเมื่อศาลในคดีอาญาได้รับคำขอส่วนแพ่งของโจทก์ ดังกล่าวไว้พิจารณาโดยชอบแล้วย่อมมีผลตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) จึงต้องห้ามมิให้โจทก์ยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกัน หรือศาลอื่นอีก ศาลจึงไม่อาจรับวินิจฉัยคำขอเรื่องดอกเบี้ย ในคดีนี้ได้ แม้ในส่วนดอกเบี้ยที่โจทก์มิได้มีคำขอในคดีอาญา ก็ตาม แต่ดอกเบี้ยนี้เป็นดอกผลที่เกิดตามเงินต้นตามกฎหมายการฟ้องร้องในคดีแพ่งเรื่องนี้ที่ขอบังคับจำเลยในส่วนดอกเบี้ยจึงอาศัยและพึงต้องฟ้องมาในคราวเดียวกับเงินต้นจึงต้องห้ามตามคำฟ้องในส่วนเงินต้นด้วย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 991/2529

โจทก์ในคีดนี้เข้าเป็นโจทก์ร่วมในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์และเรียกให้จำเลยที่1ใช้ค่าทดแทนความเสียหายแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา43,44,47ย่อมต้องผูกพันตามคำพิพากษาในคดีอาญาดังกล่าวซึ่งมีคดีส่วนแพ่งปนอยู่ด้วยและโจทก์ย่อมมีสิทธิบังคับคดีส่วนแพ่งตามคำพิพากษานั้นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา249,253อยู่แล้วโจทก์จะรื้อฟื้นคดีส่วนแพ่งนั้นมาฟ้องใหม่โดยเรียกค่าดอกเบี้ยเพิ่มเติมในคดีนี้อีกย่อมเป็นฟ้องซ้ำอันต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา148

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1976 - 1977/2505

การร้องทุกข์นั้น ย่อมมอบอำนาจให้ร้องทุกข์แทนกันได้ (อ้างฎีกาที่ 890/2503) 2. ในคดีอาญา อัยการไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เรียกดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่จำเลยยักยอกไป เพราะดอกเบี้ยไม่ใช่ทรัพย์สินหรือราคาที่ผู้เสียหายสูญเสียไป เนื่องจากการกระทำผิดตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 แต่เนื่องจากผู้เสียหายได้เป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการ โดยถือเอาคำฟ้องของพนักงานอัยการเป็นของตนเช่นนี้ถือได้ว่า ผู้เสียหายได้เรียกดอกเบี้ยแล้ว แต่เมื่อยังไม่ได้เสียค่าธรรมเนียมเนื่องจากการฟ้องเรียกดอกเบี้ยมารวมทั้ง 3 ศาล เช่นนี้ ศาลฎีกามีอำนาจสั่งให้เรียกได้ เมื่อเสียค่าธรรมเนียมแล้ว จึงจะพิจารณาวินิจฉัยต่อไปเกี่ยวกับกรณีนี้ได้ 3. จำเลยเป็นผู้จัดการธนาคารยักยอกเงินธนาคาร ถือว่าเป็นการกระทำในฐานเป็นผู้มีอาชีพหรือธุรกิจอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชนตามถ้อยคำในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 354 แล้ว 4. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 354 เป็นคุณแก่จำเลยกว่ากฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 319 (ข้อ 2 โดยประชุมใหญ่ ครั้งที่ 26/2505)

ซึ่งปัจจุบันถูกกลับโดย ฏีกา คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12414/2547 ( หาไม่เจอ )

 

ครั้งที่ 2( สัญญาณไม่ดีฟังไม่รู้เรื่อง )

กรณีที่โจทก์จำเลยมีกรณีพิพาทในศาลอยู่แล้วต่อมา คดียังไม่ยุติมาฟ้องจะเป็นฟ้องซ้อนหรือไม่

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 819/2533

จำเลยฟ้อง ป. เป็นจำเลยต่อศาลว่า ป. ทำสัญญาให้จำเลยเช่าตึกแถวพิพาทแล้วไม่จดทะเบียนการเช่าให้ ขอให้พิพากษาบังคับให้ ป. จดทะเบียนการเช่าตึกแถวพิพาทให้แก่จำเลยซึ่งโจทก์มิใช่คู่ความในคดีดังกล่าว แม้ศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ก็ไม่เป็นการห้ามมิให้โจทก์ซึ่งรับโอนกรรมสิทธิ์ตึกแถวพิพาทจาก ป. ฟ้องขับไล่จำเลยเป็นคดีนี้ ฟ้องโจทก์จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีดังกล่าว โจทก์ฟ้องขับไล่ อ. ออกจากตึกแถวพิพาท เมื่อศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี โจทก์จึงยื่นคำร้องต่อศาลว่าจำเลยเป็นบริวารของ อ. ขอให้ออกหมายบังคับคดีให้จำเลยออกไปจากตึกแถวพิพาท จำเลยยื่นคำร้องคัดค้านว่า จำเลยได้เช่าตึกแถวพิพาทจาก ป. และศาลพิพากษาให้ ป. จดทะเบียนสิทธิการเช่าให้แก่จำเลยแล้วจำเลยไม่ใช่บริวารของ อ. การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีให้จำเลยออกจากตึกแถวพิพาทโดยอ้างว่าจำเลยเป็นบริวารของ อ. ในคดีดังกล่าว และศาลก็ยังไม่มีคำสั่งชี้ขาดว่าจำเลยเป็นบริวารของ อ. หรือไม่ มิใช่เป็นการยื่นฟ้องคดีต่อศาล ดังนั้น การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยอ้างว่าโจทก์เป็นเจ้าของตึกแถวพิพาท จำเลยไม่มีสิทธิอยู่ในตึกแถวดังกล่าวขอให้ขับไล่ จึงมิใช่เป็นการยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันกับคดีดังกล่าวคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้อนกับคดีดังกล่าว จำเลยอยู่ในตึกแถวพิพาทเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของตลอดเวลาที่จำเลยยังอยู่ในตึกแถวของโจทก์ โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายนับถึงวันฟ้องเป็นเวลา 1 ปี คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ

            อธิบายฎีกาเพิ่มคือในคดีฟ้องขับไล่ศาลมีสิทธิพิพากษาไปถึงบริวารของจำเลยได้  การยื่นอุทธรณ์ฟ้องเดิมแล้วยื่นอย่างเดิมอีก นั้นก็ถือเป็นฟ้องซ้อนไม่ใช่การดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ การฟ้องซ้อนคำว่าคำฟ้อง นี่คือการฟ้องอย่างกว้าง ตาม ม. 1 อนุ ๓ 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7603/2548

คดีนี้มีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ซึ่งการฎีกาในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นขอให้พิจารณาใหม่ก็อยู่ในบังคับของบทบัญญัติดังกล่าวเช่นเดียวกัน ดังนั้น ฎีกาของจำเลยที่คัดค้านดุลพินิจของศาลล่างทั้งสองที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาในชั้นขอให้พิจารณาใหม่ซึ่งเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว

คำร้องขอให้พิจารณาใหม่ถือเป็นคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (3) หลังจากศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยฉบับลงวันที่ 13 ธันวาคม 2542 แล้ว จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกา แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์คำสั่งและศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ กรณีถือว่าคดีเกี่ยวกับคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยฉบับลงวันที่ 13 ธันวาคม 2542 อยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ การที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ฉบับลงวันที่ 22 ตุลาคม 2544 โดยอ้างเหตุเดิมอีกในระหว่างนั้น จึงเป็นการฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกัน เป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตามมาตรา 173 วรรคสอง (1) มิใช่เรื่องการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้อน

คำร้องสอดตาม๕๗อนุ๑ ก็ซ้อนได้เหมือนกันนะครับฉะนั้นถ้าได้ร้องสอดเข้าไปในคดีแรกแล้วต่อมาจะมาฟ้องเป็นคดีใหม่ไม่ได้ หรือจะไปร้องในคดีเดิมก็ไม่ได้

            ถ้ามีคู่ความในคดีหลายคนมันอาจจะมีการซ้อนในบางคนก็เป็นได้

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1337/2519

คดีก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ต่อศาลขอแบ่งมรดก คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคนละคนกัน จำเลยที่ 2 เข้ามาเป็นจำเลยในคดีนี้ก็ด้วยการที่ศาลเรียกให้เข้ามาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(3)ฟ้องของโจทก์จึงไม่เป็นฟ้องซ้อน

การที่ทายาทของผู้ตายรวมทั้งจำเลยทั้งสองทำบันทึกข้อตกลงของทายาทว่า ทายาททุกคนไม่ถือว่าจะต้องแบ่งทรัพย์กันตามพินัยกรรมแต่หากต่างตกลงแบ่งกันตามที่เห็นสมควรเพื่อเป็นการระงับข้อพิพาทซึ่งจะมีขึ้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน ข้อตกลงดังกล่าวเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 แต่ละฝ่ายจึงได้สิทธิตามที่ได้แสดงไว้ในสัญญานั้น และแม้ทรัพย์บางส่วนตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจะเป็นสินสมรสส่วนของจำเลยที่ 2 ก็ตาม ก็มิใช่เป็นการที่จำเลยที่ 2 ยกสินสมรสส่วนของตนให้ผู้อื่นจึงไม่ต้องทำตามแบบที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับการยกให้

การยื่นคำร้องขออย่างคดีไม่มีข้อพิพาทก็ถือเป็นคำฟ้องเช่นกัน แม้คดีนี้จะไม่มีจำเลยก็เป็นการฟ้องซ้อนอย่างไม่มีจำเลยได้นี่ครับ

อาจจะมีกรณีที่ ฟ้องอย่างไม่มีจำเลยแล้วต่อมาซ้อนอย่างมีจำเลยก็ได้ เช่นการร้องขอผู้จัดการมรดกแล้ว มีผู้ร้องคัดค้าน ผู้ร้องมีฐานะเป็นโจทก์ผู้คัดค้านก็กลายเป็นจำเลยก็กลายเป็นคดีมีข้อพิพาท

ฟ้องซ้อนให้ดูคดีหลังเป็นคดีที่พิจารณา  โดยจุดตัดการฟ้องซ้อนนั้นให้ดูว่าคดีที่เป็นคดีแรกนั้นให้ถือว่าคดีที่ยื่นก่อน เพราะมาตรา 173 บัญญัติว่า นับแต่เวลาที่ได้ยื่นฟ้องไว้แล้ว

การฟ้องซ้อนนั้นไม่จำเป็นต้องให้ศาลทำอะไรเลยก็เป็นฟ้องซ้อน อย่าทำเรื่องกระบวนพิจารณาซ้ำมาจำสับสน

ครั้งที่ 3

            ยังอยู่ในเรื่องฟ้องซ้อน ย้ำว่าการเป็นฟ้องซ้อนต้องเข้าหลักเกณฑ์ 3 ข้อ

 

หนึ่ง  ได้ฟ้องคดีไว้ก่อนแล้วและคดีเดิมอยู่ระหว่างพิจารณา

สอง โจทก์จำเลยคนเดียวกัน

สาม ประเด็นเดียวกัน

            ขอนำเสนอประเด็นแรกต่อนะครับ     เรื่องเดียวกันฟ้องสองครั้งอาจจะไม่จำเป้นต้องเป็นฟ้องซ้อนเสมอไป เพราะอาจไม่เข้าหลักเกณฑ์ ข้อ1 เช่นให้เรื่องเมเสร็จการพิจารณาไปแล้ว

ฉะนั้น คำว่า อยู่ระหว่างพิจารณา ของคดีแรกจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ เอาสิ่งใดเป็นจุดตัดของการอยู่

ถือหลักเอาวันที่โจทก์เอาคดีที่สองมาฟ้องว่าคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาหรือไม่  ดูตัวอย่างจากฏีกา

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3132/2549

ศาลแพ่งธนบุรีอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องแล้ว แต่จำเลยที่ 1 ยังอุทธรณ์ต่อมา คดีจึงอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ส่วนการถอนคำฟ้องที่มีผลลบล้างผลแห่งการยื่นคำฟ้องและทำให้คู่ความกลับเข้าสู่ฐานะเดิมเสมือนหนึ่งมิได้มีการยื่นฟ้องเลยดังที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 176 นั้น หมายถึงการถอนคำฟ้องนั้นได้ถึงที่สุดแล้ว ดังนี้ ฟ้องโจทก์คดีนี้สำหรับจำเลยที่ 1 ที่โจทก์ยื่นฟ้องขณะที่คดีก่อนอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์จึงเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) แม้ต่อมาคดีก่อนจะถึงที่สุด ก็หาทำให้ฟ้องคดีนี้ซึ่งเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายมาแต่ต้น กลายเป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายขึ้นมาใหม่ เมื่อโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ก็ไม่มีฟ้องของโจทก์และตัวโจทก์ที่จำเลยที่ 1 จะฟ้องแย้ง จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิฟ้องแย้งเช่นกัน จึงไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์โจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และอุทธรณ์จำเลยที่ 1 เพราะไม่ทำให้ผลคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เปลี่ยนแปลงไป

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นตัวแทนค้าต่างของบริษัท จ. โดยไม่ได้กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นตัวแทนของโจทก์ด้วย ปัญหาว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นตัวแทนของโจทก์หรือไม่ จึงเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินของปัญหาและการค้าระหว่างประเทศ ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

แม้จะซ้อนแค่วันยื่นฟ้องก็ถือเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบแต่แรกอยู่ดี

การอ่านฎีกาทำให้การตอบข้อสอบได้ดี คนที่ตอบข้อสอบได้ดีคือลอกคำในฎีกามาเลย ลอกคนอื่นนี่แหละ แต่ต้องลอกนอกห้องสอบแล้วนำไปเขียนได้ในห้องสอบนะ อาจารย์ลอกจนสอบได้ ที่1 ผู้ช่วยปี อาจารย์สอบ

ต้องพิจารณาคดีหลังเป็นหลักว่าคดีก่อนอยู่หรือไม่อยู่ระหว่างการพิจารณา ก็เคยมีข้อสอบผู้ช่วยว่า ตอนฟ้องคดีหลังคดีแรกไม่อยู่ระหว่างการพิจารณา แต่ต่อมาศาลอุทธรณ์รับอุทธรณ์ จะเป็นอย่างไร ธงคำตอบ บอกว่าคดีหลังไม่ซ้อนเนื่องจากได้ยื่นในขณะที่วันที่ยื่นฟ้อง คดีหลังนั้น คดีเก่าไม่อยู่ในระหว่างพิจารณา ก็สอนกันเรื่อยมา จนตอนนี้ต้องเปลี่ยนความเชื่อแล้ว เนื่องจากมีฏีกาที่เปลี่ยน

จุดเริ่ม คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2555/2538

โจทก์เคยฟ้องจำเลยในเรื่องเดียวกับกับคดีนี้มาแล้วโดยในคดีก่อนศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีเนื่องจากโจทก์ขาดนัด(พิจารณา)หลังจากนั้นโจทก์จึงฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้จำเลยยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาลในคดีก่อนและต่อมาก็ได้ยื่นคำให้การแก้ฟ้องโจทก์ในคดีนี้ดังนี้แม้คดีที่จำเลยอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งนั้นศาลอุทธรณ์จะได้พิพากษาและคดีถึงที่สุดไปแล้วแต่เมื่อขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ก่อนยังอยู่ในระยะเวลาที่จำเลยมีสิทธิยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นได้และจำเลยก็ได้ยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดกรณีจึงต้องถือว่าขณะโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีใหม่นั้นคดีก่อนของโจทก์ยังอยู่ในระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา173ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้อนกับคดีก่อนต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา173วรรคสอง(1)

 และ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8450/2538

โจทก์เคยฟ้องจำเลยให้ชำระค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีและค่าทนายความเรื่องเดียวกันกับคดีนี้มาก่อน แต่โจทก์ขาดนัดพิจารณาและศาลสั่งให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ คำสั่งจำหน่ายคดีของศาลดังกล่าว คู่ความยังอาจอุทธรณ์คำสั่งได้ และจำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นแล้ว จึงต้องถือว่าคดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 201 ประกอบด้วยมาตรา 147 วรรคสอง แม้โจทก์จะยื่นฟ้องคดีนี้ก่อนจำเลยยื่นอุทธรณ์ ก็ต้องห้ามมิให้โจทก์ยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันต่อศาลเดียวกัน หรือต่อศาลอื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173(1) ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้อน

ถ้าจะให้ใหม่ล่าสุดก็จะเป็น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8068/2547 ( หาไม่เจอครับ )

ทั้งสามเรื่องก็เหมือนกันคือคดีเก่าเสร็จจากศาลชั้นต้น โจทก์ก็จึงมาฟ้องในคดีใหม่ ( เพราะการเสร็จจากศาลชั้นต้นในทั้งสามคดีเป็นกรณีที่ศาลยังไม่ได้พิพากษาถึงประเด็นแห่งคดี มันจึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ )  แต่ปัญหาคือได้มีการอุทธรณ์ทำให้คดีเก่านั้นกลับมาอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์  คำพิพากษาใช้คำว่า ถือว่าคดีเก่าอยู่ระหว่างพิจารณา หรือไม่ก็ใช้ว่า ถือว่าคดีเก่า( เดิม ) ยังไม่ยุติ

          กรณีอย่างนี้จะดูแค่วันยื่นฟ้องคดีหลังอย่างเดียวไม่ได้แล้ว ต้องดูจนกว่าจะสิ้นสุดระยะเวลา ที่กฏหมายกำหนด

ดูวันยื่นฟ้องคดีเดียว ยังใช้ได้ ( สำหรับกรณีซ้อนชัวร์ ) แต่ถ้าดูวันยื่นฟ้องคดีหลังแล้วมันไม่ซ้อนอย่าพึ่งดีใจไปต้องดูอย่างอื่นประกอบด้วย ว่า ในเวลาที่คดีเก่ายุติรึยัง

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages