++ ทบทวน//สรุปหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง : ฎีกา (มาตรา 289, 290, 292, 296)

4,704 views
Skip to first unread message

arunarun chitt

unread,
Dec 3, 2013, 9:32:35 AM12/3/13
to law...@googlegroups.com

การขอรับชำระหนี้จำนอง  (มาตรา  289)

                หลักเกณฑ์

             1. เป็นผู้ที่มีสิทธิบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้   หรือจากเงินที่ขายหรือจำหน่ายทรัพย์สินเหล่านั้น โดยอาศัยอำนาจการจำนองที่อาจบังคับได้หรืออาศัยอำนาจแห่งบุริมสิทธิ

                2. ต้องยื่นคำร้องขอต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดีให้เอาเงินที่ได้มานั้นขำระหนี้ตนก่อนเจ้าหนี้อื่นๆ  ตาม บทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ.

                3. ในกำหนดเวลายื่นคำขอ

                      3.1 ในกรณีจำนองอสังหาริมทรัพย์ หรือบุริมสิทธิเหนืออสังหาริมทรัพย์อันได้จดทะเบียนไว ให้ยื่นคำร้องขอก่อนเอาทรัพย์สินนั้นออกขายทอดตลาด

                     3.2   ในกรณีอื่นๆให้ยื่นคำร้องเสียก่อนส่งคำบอกกล่าวตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา  319 

                - เจ้าหนี้จำนองขอรับชำระหนี้ตามมาตรา  289  ไม่จำต้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา (ฎ. 2086/97, 4740/38)

                -  เจ้าหนี้จำนองต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ก่อนเอาทรัพย์สินนั่นออกขายทอดตลาด โดยถือเอาวันที่ขายทอดตลาดได้แล้วเป็นเกณฑ์(ฎ. 7569/39)

               - อย่างไรก็ตามแม้ผู้รับจำนองจะไม่ได้ยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้ก่อนขายทอดตลาดตามมาตรา  298  นี้     ก็ไม่ทำให้จำนองระงับสิ้นไป  เพราะการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองไม่ใช่เหตุทำให้การจำนองระงับสิ้นไปตาม ป.พ.พ.มาตรา 744   การจำนองยังคงติดไปกับทรัพย์นั้น (ฎ. 3332/27)

             -  การที่ผู้รับจำนองจะไม่ได้ยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้ก่อนขายทอดตลาด การบังคับคดีก็ไม่กระทบกระทั่งสิทธิขงผู้จำนอง ผู้รับจำนองอาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินนั้นได้ตาม ป.วิ.พ.มาตรา  287   ดังนั้นถ้าได้ขายทอดตลาดทรัพย์สินนั้นไปโดยปลอดจำนอง  ผู้รับจำนองก็มีสิทธิรับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่น    ดู ฎ.2698/46 ซึ่งวินิจฉัยว่า

                ตาม ป.วิ.พ.มาตรา  289 วรรคหนึ่ง ให้สิทธิแก่ผู้รับจำนองที่จะเลือกว่าให้นำทรัพย์สินจำนองออกขายทอดตลาดโดยปลอดจำนอง แล้วนำเงินมาชำระหนี้ตนก่อนเจ้าหนี้อื่นก็ได้  แต่หากผู้รับจำนองไม่ประสงค์จะใช้สิทธิบังคับจำนองก็อาจให้ขายทรัพย์สินนั้นโดยติดจำนองก็ได้  เพราะการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินไม่กระทบกระทั่งถึงสิทธิจำนอง  ซึ่งผู้รับจำนองอาจขอให้บังคับเหนือทรัพย์นั้นตามมาตรา  287    และในกรณีจำนองอสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา  289  วรรคสอง  ได้บัญญัติให้ผู้รับจำนองยื่นคำร้องขอก่อนเอาทรัพย์สินนั้นออกขายทอดตลาด  ก็เพื่อให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจะได้ดำเนินการไปโดยถูกต้องตามเจตนาของผู้รับจำนอง  ฉะนั้นการที่ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับจำนองไม่ได้ยื่นคำร้องขอต่อศาลก่อนเอาทรัพย์สินจำนองออกขายทอดตลาด จึงหาเหตุให้ผู้ร้องหมดสิทธิในฐานะผู้รับจำนองไม่  เพราะเมื่อเอาทรัพย์สินจำนงออกขายทอดตลาดโดยปลอดจำนองแล้วก็ต้องชำระหนี้ให้แก่ผู้ร้องในฐานะผู้รับจำนองก่อน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 732  (ฎ. 1551/43, 3655/38 วินิจฉัยทำนองเดียวกัน)

             - กรณีขอรับชำระหนี้จำนองตาม  289 วรรคหนึ่ง  บัญญัติว่า...โดยอาศัยอำนาจแห่งการจำนงที่อาจบังคับได้...  แสดงว่าหนี้จำนองนั้นต้องถึงกำหนดชำระแล้ว  จึงจะยื่นคำร้องขอบังคับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญตามมาตรา  289 ได้ (ฎ. 1597/42)   

              - ในคดีที่โจทก์เป็นผู้รับจำนองแต่ฟ้องบังคับในมูลหนี้สามัญซึ่งเป็นหนี้ประธาน ในชั้นบังคับคดีโจทก์ก็มีสิทธิขอบังคับชำระหนี้จำนองตามมาตรา 289 (ฎ. 2825/27,4740/38) โดยขอให้ขายทรัพย์จำนองโดยปลอดจำนอง ถือว่าเป็นการขอให้บังคับชำระหนี้จำนองโดยอาศัยอำนาจแห่งบุริมสิทธิของเจ้าหนี้จำนอง และอยู่ในฐานะที่จะได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้รายอื่น

           - การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์ที่เช่าซื้อคืนจากผู้ร้อง  เป็นการใช้สิทธิติดตามเอาคืนของโจทก์ มิใช่เป็นการบังคับคดีเพื่อเอาทรัพย์นั้นออกขายทอดตลาดชำระหนี้   ผู้ร้องจะขอรับชำระหนี้โดยอ้างสิทธิยึดหน่วงไม่ได้ (ฎ. 1767/27)

            - คดีก่อนโจทก์เคยยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จากเงินที่จาการขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยตามมาตรา  289   ศาลมีคำสั่งให้โจทก์ได้รบชำระหนี้ คำสั่งถึงที่สุดแล้ว  การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องบังคับจำนองจำเลยเป็นคดีนี้ เป็นฟ้องซ้ำ (ฎ. 5530/39)

             - การที่เจ้าหนี้บุริมสิทธิยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้ตามมาตรา  289  แต่พิจารณาได้ความว่าเจ้าหนี้ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลจะสั่งให้เข้าเฉลี่ยทรัพย์ตามมาตรา  290  ไม่เพราะเป็นเรื่องนอกประเด็น (ฎ. 2715/45,8900/44)

             หมายเหตุ  การขอเฉลี่ยทรัพย์ตามมาตรา  290   ผู้ร้องต้องแสดงให้ศาลเห็นว่าตนไม่สามารถเอาชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของขำเลยด้วย   หลักเกณฑ์ตามมาตรา  289 และมาตรา 290  จึงแตกต่างเป็นคนละกรณีกัน     ดังนี้เมื่อผู้ร้องขอรับชำระหนี้โดยอ้างหลักเกณฑ์ตามมาตรา 289  เมื่อได้ความว่าไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรานี้ ศาลจะอนุญาตให้เข้าเฉลี่ยทรัพย์ตามมาตรา  290  ไม่ได้    แต่ถ้าคำร้องของผู้ร้องเป็นการขอรับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่นตามมาตรา  289  แม้ผู้ร้องจะอ้างว่าเป็นการขอกันส่วนตามมาตรา 287  เป็นคำร้องที่ชอบจะรับไว้พิจารณาได้ (ฎ. 2117/48) 

                - สัญญาจำนองฉบับเดียวกันเป็นประกันหนี้หลายราย แต่เจ้าหนี้นำมาฟ้องบังคับชำระหนี้เป็นคนละคดีกัน  เมื่อคดีแรกเจ้าหนี้ได้นำยึดทรัพย์จำนองไว้แล้ว  เจ้าหนี้(คนเดียวก้น) ก็มีสิทธินำหนี้ตามคำพิพากษาอีกคดีหนึ่งมาขอรับชำระหนี้ โดยอาศัยอำนาจจำนองตามมาตรา  289 วรรคสอง ได้    แต่บุริมสิทธิจำนองทั้งสองคดีรวมกันไม่เกินวงเงินที่จำนอง (ฎ. 4661/48)

                ค่าขึ้นศาล

                การยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองตาม  289  เป็นการบังคับจำนองตามตาราง 1 ข้อ 1(ค)  ท้าย ป.วิ.พ. ต้องเสียค่าขึ้นศาลร้อยละ 1 ตามจำนวนหนี้ที่เรียกร้อง   แต่เมื่อจำเลยต่อสู้คดีต้องเสียค่าขึ้นศาลร้อยละ 2.5  ตามจำนวนที่เรียกร้อง  การที่จำเลยไม่คัดค้านคำร้องของผู้ร้อง ถือว่าจำเลยไม่ต่อสู้  แม้โจทก์จะคัดค้านก็ไม่ใช่การต่อสู้คดีของจำเลย ผู้ร้องคงเสียค่าขึ้นศาลร้อยละ  1 ตามจำนวนที่เรียกร้อง (ฎ. 7409/46 ป.)

                - ถ้าเจ้าหนี้จำนองมาขอรับชำระหนี้โดยอาศัยคำพิพากษาที่ศาลพิพากษาให้บังคับจำนองในคดีอื่นแล้ว  เจ้าหนี้คงเสียค่าคำร้อง  20 บาท เท่านั้น แต่ถ้าหนี้ตามคำพิพากษาคดีก่อนเป็นเพียงการฟ้องในมูลหนี้สามัญ  แล้วมาขอรับชำระหนี้จำนองตามมาตรา  289  คดีนี้  ต้องเสียค่าขึ้นศาลร้อยละ 1 (ฎ. 7966/47) 

                ศาลที่มีอำนาจพิจารณาคำร้องตามมาตรา 289

                - ตามาตรา  289  วรรคหนึ่งกำหนดให้ยื่นคำร้องต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดี  นั้นคือ ต้องเป็นศาลที่พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้นตามมาตรา  302 วรรคหนึ่ง  กรณีที่ส่งไปให้ศาลอื่นบังคับคดีแทน ก็จะยื่นต่อศาลที่บังคับคดีแทนไม่ได้ (ฎ. 7565/48)     

                การขอเฉลี่ยทรัพย์ (มาตรา 290) 

                เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้แทนเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว  ห้ามไม่ให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอื่นยึดหรืออายัดทรัพย์สินนั้นซ้ำอีก...    ถ้อยคำตามบทบัญญัติเป็นการกล่าวถึงการยึดหรือายัดทรัพย์โดยเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา  แสดงว่าการห้ามยึดหรือายัดซ้ำนั้น ต้องเป็นกรณียึดหรืออายัด ระหว่างเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาด้วยกัน   ดังนี้ หาการยึดหรืออายัดครั้งแรกเป็นการยึดหรืออายัดชั่วคราวก่อนพิพากษาตามมาตรา 254  เจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีสิทธิยึดหรืออายัดซ้ำได้ ไม่ต้องห้ามตามมาตรา  290   (ฎ. 283/27, 9270/47)  และกรณีเช่นนี้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีหลัวจะต้องไปยึดหรืออายัดทรัพย์นั้น  จะใช้วิธีการขอเฉลี่ยทรัพย์ไม่ได้ (ฎ.7972/49)

                - ในกรณีมีการอายัดเงินโดยเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา  เมื่อบุคคลภายนอกได้ส่งเงินตามหมายอายัดมาให้เจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว   มีผลทำให้การยึดหรืออายัดชั่วคราวก่อนพิพากษาสิ้นผลไปโดยปริยาย (ฎ. 7001/46)  เมื่อการอายัดชั่วคราวสิ้นผลไปแล้ว แม้จะเป็นเจ้าหนี้ตามาคำพิพากษาในภายหลังก็ไม่มีสิทธิโต้แย้ง (ฎ. 321-3/23)

                - อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นการอายัดชั่วคราวก่อนพิพากษา  ถ้าต่อมาศาลพิพากษาให้โจทก์คดีนั้นชนะคดี และโจทก์ได้ขอให้ศาลเรียกเงินที่ขออายัดไว้ชั่วคราวเพื่อชำระหนี้ให้แก่โจทก์โจทก์ย่อมมีสิทธิดีกว่าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีอื่นที่ขออายัดในภายหลัง(ฎ. 676/18)  

                - ที่ดินที่นำมาเป็นหลักประกันในการขอทุเลาการบังคับตามมาตรา  231 โดยศาลมีคำสั่งห้ามเจ้านักงานที่ดินทำนิติกรรมใดๆเกี่ยวกับที่ดิน  ที่ดินดังกล่าวมิได้ถูกยึดหรืออายัดไว้ ตามมาตรา  290  ไม่ต้องห้ามยึดหรือายัดซ้ำตามมาตรา 290(ฎ. 3011/40)             

                การเฉลี่ยทรัพย์ต้องยื่นคำร้องต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดี

                -แม้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอื่นไม่มีสิทธิขอยึดหรืออายัดซ้ำ แต่มีสิทธิขอเฉลี่ยทรัพย์สินหรือเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์นั้น  โดยยื่นคำร้องต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดีให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินนั้น    ซึ่งก็คือศาลที่พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้นตามมาตรา  302 วรรคหนึ่ง   จะยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ต่อศาลที่บังคับคดีแทนไม่ได้ (ฎ. 2842/49)  และสามารถยื่นได้ก่อนวันที่ขายทอดตลาดได้ เพราะอย่างช้าที่สุดต้องก่อนสิ้น 14 วัน นับแต่วันที่มีการขายทอดตลาด

                -อย่างไรก็ตาม ถ้ายื่นคำร้องเข้ามาผิดสำนวน โดยยื่นในสำนวนที่ผู้ร้องเป็นโจทก์ แต่เป็นศาลเดียวกันกับศาลที่ออกหมายบังคับคดี ถือว่าเป็นการยื่นโดยชอบ ที่ศาลยกคำร้องเพื่อให้ผู้ร้องมายืนในสำนวนที่มีการบังคับคดีเท่านั้น  ดังนี้การพิจารณาว่ายื่นคำร้องภายในกำหนดเวลาหรือไม่ ให้นับถึงวันที่ยื่นคำร้องครั้งแรก  ไม่ใช่วันที่ยื่นคำร้องเข้ามาใหม่ ( ฎ. 5449/31)               

                ต้องขอเฉลี่ยจากทรัพย์ที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดหรืออายัด

                -ทรัพย์สินที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอื่นจะขอเฉลี่ยได้ จะต้องเป็นทรัพย์สินที่ได้มีการยึดและอายัดไว้ด้วย หากเป็นเงินที่จำเลยนำมาวางศาลเพื่อชำระหนี้ให้แก่โจทก์  เจ้าหนี้อื่นจะขอเฉลี่ยไม่ได้ (ฎ. 1324/03 ป.) 

               

                เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่ขอเฉลี่ยได้    

                -เมื่อศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ฯ ชำระหนี้แล้ว  เจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีสิทธิขอเฉลี่ยทรัพย์ของลูกหนี้ฯ ได้ทันที  แม้ยังไม่ออกคำบังคับหรือหมายบังคับคดี  หรือยังไม่ครบกำหนดเวลาในคำบังคับก็ตาม (ฎ. 698/18,1592/47)

                -เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ แม้จำเลยยังไม่ได้ผิดนัดตามสัญญายอม  ก็มีสิทธิขอเฉลี่ยทรัพย์ของจำเลยที่โจทก์นำยึดได้ (ฎ. 4105/33)     

                - ในกรณีที่ศาลสั่งปรับนายประกันในคดีอาญา( ถือว่าเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา)   ถือว่าแผ่นดินเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา หากเจ้าหนี้ตามคำพิพากษายึดทรัพย์สินของนายประกันเพื่อขายทอดตลาด เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอื่นขอเฉลี่ยตามมาตรา  290 ได้ (ฎ.553/10) 

                - ถ้าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่ยึดทรัพย์ไว้เป็นเจ้าหนี้จำนอง  เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอื่นเข้าไปขอเฉลี่ยโดยตรงไม่ได้ เพราะเจ้าหนี้จำนองมีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อน แต่ศาลฎีกาก็นำมาตรา 290  มาบังคับใช้โดยอนุโลม  โดยให้ผู้ขอเฉลี่ยมีสิทธิได้รับชระหนี้จากเงินที่เหลือจากการชำระหนี้ให้เจ้าหนี้จำนองแล้ว (ฎ. 2629/25)

                -เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของภริยาจำเลย จะขอเฉลี่ยทรัพย์ในคดีที่จำเลยถูกยึดทรัพย์ไม่ได้ แม้ทรัพย์ที่ยึดจะมีชื่อภริยาจำเลยเป็นเจ้าของก็ตาม เพราะภริยาจำเลยไม่ได้เป็นจำเลยในคดีนี้ด้วย (ฎ. 742/05,311/04)

                - แม้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะเป็นคนเดียวกันกับเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในสำนวนที่มีการยึดหรืออายัด ก็ต้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ด้วย จึงจะมีสิทธิได้รับชำระหนี้ในอีกสำนวนหนึ่ง (ฎ. 240/05)  เรื่องนี้ปรากฏข้อเท็จจริงว่าสองคดีไม่มีการรวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน เมื่อโจทก์นำยึดทรัพย์ในคดีแรกสำนวนเดียว แล้วขายทอดตลาด โจทก์จะขอให้เอาหนี้ในคดีหลังอีกสำนวนหนึ่งมารวมกับหนี้ในคดีแรกเพื่อคิดเฉลี่ยให้โจทก์ด้วย ถือว่าไม่ชอบ  (สำนวนคดีหลังก็ต้องยื่นขอตามหลักเกณฑ์  290 ด้วยเช่นกัน)               

                การขอเฉี่ยทรัพย์ต้องกระทำภายในกำหนดเวลาตามมาตรา  271

                - การร้องขอเฉลี่ยทรัพย์เป็นการบังคับคดีอย่างหนึ่ง จึงต้องขอฉลี่ยทรัพย์ภายในกำหนดเวลา 10 ปี   นับแต่วันมีคำพิพากษาตามมาตรา  271   (ฎ. 816/43) และเมื่อคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ภายใน  10 ปี แล้ว แม้การบังคับคดีไม่แล้วเสร็จจนเลย 10 ปี ไป  คำร้องขอเฉลี่ยก็ไม่สิ้นผล (ฎ. 689/18)              

               หลักเกณฑ์การขอเฉลี่ยทรัพย์

                1. ผู้ขอเฉลี่ยไม่สามารถอาชำระจากทรัพย์สินอื่นของลูกหนี้ตามคำพิพากษา

                2. ต้องขอเฉลี่ยภายในกำหนดเวลา

                3. เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องงดการจ่ายเงินหรือทรัพย์สินจนกว่าศาลจะมีคำสั่ง 

 1. ผู้ขอเฉลี่ยไม่สามารถอาชำระจากทรัพย์สินอื่นของลูกหนี้ตามคำพิพากษา

   ตามมาตรา 290 วรรคสอง  ห้ามมิให้ศาลอนุญาตตามคำขอเฉลี่ยทรัพย์ เว้นแต่ศาลเห็นว่าผู้ยื่นคำขอไม่สามารถเอาชำระได้จากทรัพย์สินอื่นๆของลูกหนี้ตามคำพิพากษา   

- ข้อโต้แย้งตามมาตรา  290 วรรคสอง เป็นข้อโต้แย้งของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาด้วยกัน โต้แย้งคัดค้านมิให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีอื่นเข้าเฉลี่ยทรัพย์  ลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่มีสิทธิยกข้อต่อสู้ดังกล่าวขึ้นโต้แย้งคัดค้าน (ฎ.1592/47, 1706/47)

- ความหมายของคำว่า ผู้ยื่นคำขอไม่สามารถเอาชำระได้จากทรัพย์สินอื่นๆของลูกหนี้ตามคำพิพากษา  หมายความว่าถ้าลูกหนี้ตามคำพิพากษายังมีทรัพย์สินอื่นๆเพียงพอชำระหนี้ของผู้ขอเฉลี่ยทรัพย์ได้  และผู้ขอยังสามารถเอาชำระจากทรัพย์สินนั้น ผู้ขอจะมาขอเฉลี่ยไม่ได้  

    อย่างไรก็ตามถ้าทรัพย์สินอื่นๆของลูกหนี้ตามคำพิพากษามีไม่เพียงพอที่จะชำระหนี้ตามคำพิพากษาของผู้ขอเฉลี่ยได้โดยสิ้นเชิง หรือมีเพียงชำระหนี้ได้บางส่วน ผู้ขอก็มีสิทธิขอเฉลี่ยได้  ไม่ต้องด้วยข้อห้ามตามมาตรา 290 วรรคสอง (ฎ. 1161/15,1166/15)

                -กรณีผู้ขอเฉลี่ยมีลูกหนี้ตามคำพิพากษาหลายคน  การพิจารณาว่าลูกหนี้ตามคำพิพากษายังมีทรัพย์สินอื่นที่ผู้ขอเฉลี่ยสามารถเอาชำระได้หรือไม่เพียงใด  คงพิจารณาเฉพาะทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่ถูกยึดหรืออายัดเท่านั้น (ฎ. 2252/36,1886/38)  เรื่องนี้แม้ผู้ร้องขอเฉลี่ยจะสามารถเอาชำระหนี้จากทรัพย์สินของบุคคลอื่น( ลูกหนี้อื่น) ที่นำมาจำนองประกันหนี้ของจำเลย(ลูกหนี้ตามคำพิพากษา) ได้ก็ตาม

                - การพิจารณาว่า ผู้ขอเฉลี่ยทรัพย์สามารถเอาชำระหนี้ได้จากทรัพย์สินอื่นๆของลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่ จะต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงในขณะที่ยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์นั้น(ฎ. 1623/37)  เรื่องนี้ปรากฏว่าเมื่อยื่นคำขอเฉลี่ยทรัพย์ ลูกหนี้ยังมีทรัพย์สินอื่นๆอยู่ จำนวน  40 ล้านบาท  ต่อมาอีก  1 เดือน  ลูกหนี้ตามคำพิพากษาถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและส่งมอบทรัพย์สินแก่ จ.พ.ท. แล้วก็ตาม  ก็ยังถือไม่ได้ว่าในขณะที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์นั้น ผู้ร้องไม่สามารถเอาชำระได้โดยสิ้นเชิงจากทรัพย์สินอื่นๆของลูกหนี้ตามคำพิพากษา

              - การที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษายังมีทรัพย์สินอื่นแม้จะมีราคาพอชำระหนี้ของผู้ขอเฉลี่ยได้ ก็ตาม แต่ถ้าเป็นทรัพย์ที่ไม่อาจยึดได้ตามกฎหมาย( เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอื่นยึดไว้แล้ว)  ถือว่าเป็นกรณีที่ผู้ขอเฉลี่ยไม่สามารถเอาชำระหนี้ จึงขอเฉลี่ยในคดีนี้ได้ (ฎ. 1221/10)

                - แต่ถ้าทรัพย์สินอื่นที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษายังมีอยู่นั้น ติดจำนองธนาคารอยู่ ถือว่าเป็นทรัพย์ที่สามารถบังคับชำระหนี้ได้  (ฎ. 1619/27)  ผู้ร้องขอเฉลี่ยต้องบแสดงให้ศาลเห็นว่าหนี้จำนองนั้นมีจำนวนเท่าใด เมื่อบังคับคดีชำระหนี้จำนองไปแล้วจะมีเงินเหลือพอชำระหนี้ของผู้ขอเฉลี่ยหรือไม่   

                - นอกจากนี้การที่ลูกหนี้มีทรัพย์สินแต่ได้โอนให้บุคคลอื่นอันเป็นการฉ้อฉลเจ้าหนี้ตาม ป.พ.พ.มาตรา 237    แม้ผู้ร้องอาจฟ้องขอให้เพิกถอนได้ก็ตาม ก็มิใช่หน้าที่ของเจ้าหนี้ที่ขอเฉลี่ยต้องไปฟ้องขอเพิกถอนเสียก่อน เมื่อลูกหนี้ฯ ไม่มีทรัพย์สินอื่นอีก ผู้ร้องก็มีสิทธิร้องขอเฉลี่ยได้ (ฎ.875/03)        

                -ผู้ร้องขอเฉลี่ยทรัพย์มีหน้าที่นำสืบให้ได้ความว่า ลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่มีทรัพย์สินอื่นพียงพอที่ผู้ร้องสามารถบังคับเอาชำระหนี้ได้(ฎ. 380/38)            

                การขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ภาษีอากร 

                หนี้ภาษีอากรเป็นหนี้ที่กฎหมายให้อำนาจเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยภาษีอากร มีอำนาจสั่งยึดหรืออายัด และขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ภาษีอากรได้โดยไม่จำต้องฟ้องคดีต่อศาลก่อน  ทั้งนี้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12  (ถือว่าเป็นสิทธิอื่นๆซึ่งบุคคลภายนอกอาจขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินได้ตามกฎหมาย ซึ่งการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาย่อมไม่กระทบกระทั่งถึง)     กฎหมายให้เจ้าพนักงานดังกล่าวมีสิทธิขอเฉลี่ยทรัพย์ได้โดยไม่ต้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา  ในกรณีที่เจ้าพนักงานดังกล่าวได้ยึดหรืออายัดไว้แล้วแต่ยังไม่ได้ขายทอดตลาด เจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีสิทธิยึดหรืออายัดได้อีก ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 290  วรรคหนึ่ง  เพราะการยึดหรืออายัดครั้งแรกไม่ใช่การยึดหรืออายัดโดยเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ในกรณีนี้เจ้าพนักงานดังกล่าวมีสิทธิขอเฉลี่ยทรัพย์นั้นได้ตามมาตรา 290 วรรคแรก  ซึ่งไม่ต้องคำนึงว่าเจ้าพนักงานดังกล่าวสามารถเอาชำระหนี้ได้จากทรัพย์สินอื่นหรือไม่ แต่ถ้าเจ้าพนักงานดังกล่าวยังไม่ได้ยึดหรืออายัดทรัพย์ เจ้าพนักงานนั้นก็ขอเฉลี่ยทรัพย์ได้ภายในบังคับมาตรา  290 วรรคสอง  โดยต้องพิสูจน์ว่าเจ้าพนักงานดังกล่าวไม่สามารถเอาชำระหนี้ได้จากทรัพย์สินอื่นๆของลูกหนี้ตามคำพิพากษา  (ฎ. 803/39) 

                การคัดค้านว่าหนี้ที่ขอเฉลี่ยเกิดจากการสมยอม

                -โจทก์มีสิทธิคัดค้านได้ว่าหนี้ที่ผู้ร้องนำมาขอเฉลี่ยนั้นเกิดจากการสมยอมกัน โดยโจทก์ไม่ต้องไปฟ้องขอเพิกถอนการฉ้อฉลเป็นคดีใหม่ (ฎ. 2842/49)

                - และเมื่อฟังได้ว่าหนี้ที่ผู้ร้องนำมาขอเฉลี่ย เกิดจากการสมยอมกัน ผู้ร้องก็ไม่มีสิทธิขอเฉลี่ยได้ (ฎ.3280/34)               

                กำหนดเวลาขอเฉลี่ย (มาตรา  290 วรรคสี่ถึงวรรคหก)

                1. กรณียึดทรัพย์สิน  ต้องยื่นภายใน 14 วัน นับแต่วันที่มีการขายทอดตลาด หรือจำหน่ายทรัพย์สินที่ขายทอดตลาด หรือจำหน่ายได้ในครั้งนั้นๆ ( แก้ไขปี 48)       

                2. กรณีการอายัดทรัพย์  ต้องยื่นภายใน  14 วัน นับแต่วันชำระเงิน หรือส่งทรัพย์สินตามที่อายัดไว้

                3. กรณียึดเงิน ต้องยื่นคำขอภายใน 14 วัน นัยแต่วันยึด

                - กำหนดเวลายื่นขอเฉลี่ยหนี้ในกรณียึดทรัพย์สินเพื่อขายทอดตลาดฯ  ต้องยื่นในกำหนด  14 วัน นับแต่วันขายทอดตลาดได้ในครั้งนั้นๆ  (ต้องมีการขายทอดตลาดได้จริงๆ  ถ้าขายยังไม่ได้ ระยะ 14 วัน ก็ยังไม่เริ่มต้น) )    แต่จะยื่นก่อนขายทอดตลาดก็ได้(ฎ. 1161/15, 2842/49)

                -กรณียึดทรัพย์หลายอย่างในคราวเดียวกัน และมีการขายทอดตลาดหลายครั้งต่างวันเวลากัน   เมื่อมีการแก้ไข มาตรา  290 วรรคสี่   เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอื่นต้องยื่นคำขอเฉลี่ยทรัพย์ภายใน  14 วัน นับแต่วันที่ขายทอดตลาดได้ในครั้งนั้นๆ     

                กรณีการอายัดทรัพย์สิน

                - ต้องยื่นคำร้องต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดี คือศาลที่พิจารณาชี้ขาดตัดสินในชั้นต้นตามมาตรา  302    ถ้าศาลชั้นต้นที่พิจารณาและชี้ขาดคดีได้มอบให้ศาลชั้นต้นอื่นบังคับคดีแทน   ผู้ขอเฉลี่ยต้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นที่พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดี(ศาลที่มีคำพิพากษา)   และระยะ  14  วัน จึงต้องเริ่มนับแต่วันที่ศาลที่บังคับคดีแทนส่งเงินที่ได้จากการอายัดไปยังศาลชั้นต้นที่พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดี (ฎ. 1157/44)

 *** หมายเหตุ    กำหนดเวลา  14 วัน นับแต่ศาลที่พิพากษาคดีได้รับเงินจากศาลที่บังคับคดีแทนนั่นเอง  ไม่ใช่นับแต่วันที่ศาลบังคับคดีแทนได้รับเงินจากลูกหนี้ของจำเลย   

                - วันชำระเงินหรือส่งมอบทรัพย์สินตามที่อายัด  หมายถึง  วันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้รับเงินหรือทรัพย์สินตามที่อายัดไว้จริง   ดังนี้ถ้าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้รับชำระหนี้เป็นเช็คต้องนับแต่วันที่เช็คนั้นเรียกเก็บเงินได้แล้ว  และถ้าเช็คที่ชำระหนี้รวมหลายสำนวนต้องนับแต่วันที่ได้ส่งเงินเข้ามาในสำนวนที่ขอเฉลี่ยด้วย (ระยะเวลา 14 วัน จึงจะเริ่มนับ)

                -  ในกรณีมีเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหลายรายขออายัดเงินที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาจะได้รับจากบุคคลภายนอก เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ส่งเงินทั้งหมดให้กรมบังคับคดีในคราวเดียวกัน  ระยะเวลา  14 วัน  ต้องเริ่มนับแต่วันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจัดสรรเงินให้ ไม่ใช่นับแต่วันที่บุคคลภายนอกส่งเงินให้กรมบังคับคดี

                -  คำว่าอายัด  ตามมาตรา  290  หมายถึง การอายัดหลังพิพากษา  ไม่รวมถึงการอายัดชั่วคราวก่อนพิพากษา  ดังนั้นการที่บุคคลภายนอกส่งเงินตามหมายอายัดชั่วคราว ก็ไม่อยู่ในบังคับที่จะต้องร้องขอเฉลี่ยภายใน  14 วัน  นับแต่วันที่ส่งเงิน (ฎ. 5832/31,1141-4/26)   ต่อมา ฎ. 9346/44  วินิจฉัยว่ากรณีดังกล่าว เมื่อบุคคลภายนอกได้ส่งเงินตามคำสั่งอายัดชั่วคราวต่อศาลชั้นต้นก่อนที่ศาลจะพิพากษาคดี  ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี และโจทก์ได้ขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีแล้ว  มีผลเท่ากับเจ้าพนักงานบังคับคดีได้อายัดเงินของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้แทนโจทก์ ตามมาตรา  290   และได้มีการชำระหนี้เงินตามที่อายัดไว้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี นับแต่วันที่ศาลออกหมายบังคับคดี ดังนั้นระยะเวลา 14 วัน จึงนับแต่วันที่ศาลออกหมายบังคับคดี 

                - กรณีที่บุคคลภายนอกยังไม่ได้ส่งเงินมาตามหมายอายัดชั่วคราวก่อนศาลพิพากษา แต่ได้ส่งเงินมาภายหลังศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีแล้ว ซึ่งถือว่าคำสั่งอายัดชั่วคราวมีผลต่อไปตามมาตรา  260(2)   มีผลเท่ากับเจ้าพนักงานบังคับคดีได้อายัดทรัพย์สินของจำเลยซึ่งเป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้แทนโจทก์ตามมาตรา  290 วรรคหนึ่ง   ดังนั้น จึงต้องยื่นขอเฉลี่ยภายใน 14 วัน นับแต่วันที่ลูกหนี้ส่งเงิน (ฎ. 3075/35,3262/27)

                - ผู้ขอเฉลี่ยยื่นคำขอก่อนส่งเงินที่อายัดก็ได้ (ฎ. 271/34) 

                การงดการบังคับคดี  (มาตรา 292)

                - เป็นอำนาจของศาลชั้นต้น ส่วนการขอทุเลาการบังคับเป็นเรื่องของศาลอุทธรณ์ หรือศาลฎีกา

- การงดการบังคับคดีตามคำสั่งศาล(มาตรา  292(2) เป็นอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะมีคำสั่งได้เมื่อเห็นสมควร (ฎ. 9100/44) แม้ศาลอุทธรณ์จะไม่อนุญาตให้ทุเลาการบังคับก็ตาม (ฎ. 1215/92)  

                - ลูกหนี้ตามคำพิพากษาจะยกเอาข้อตกลงนอกศาลซึ่งเจ้าหนี้ตามคำพิพากษายังโต้แย้งอยู่มาเป็นเหตุให้ศาลงดการบังคับคดีไม่ได้

                - การสั่งงดการบังคับคดี ศาลอาจสั่งโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายก็ได้

                - เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาขอให้งดการบังคับคดี  (มาตรา 292(3))  เจ้าหนี้ต้องได้แจ้งเป็นหนังสือต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี   โดยได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากลูกหนี้ตามคำพิพากษาและบุคคลภายนอกผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีด้วย

                -เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาขอให้งดการบังคับคดี โดยมีเงื่อนไขให้จำเลยผ่อนชำระหนี้ถ้าจำเลยไม่ชำระหนี้ถือว่าผิดเงื่อนไข เจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีสิทธิขอให้บังคับคดีต่อไปได้(ฎ. 3807/46)

                การขอให้งดการบังคับคดี หมายถึง ให้งดการบังคับคดีที่ยังไม่ได้กระทำเท่านั้น จะให้งดการบังคับที่ได้ปฎิบัติไปแล้วไม่ได้(ฎ. 3391/45)

                -ศาลที่บังคับคดีแทนไม่มีอำนาจสั่งให้งดการบังคับคดี(ฎ. 2769/39)แต่เพิกถอนการบังคับคดีได้(ฎ. 1990/15 ป.)   

                - คำสั่งตามมาตรา  292  อุทธรณ์ ฎีกา ได้   แต่คำสั่งงดการบังคับคดีตามมาตรา  293  เป็นที่สุด               

                คำบังคับ หมายบังคับคดี คำสั่งศาลและการบังคับคดีที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมาย (มาตรา  296)

                - หมายบังคับคดีที่ออกในขณะที่ยังไม่พ้นกำหนเวลาตามคำบังคับตามมาตรา  276 วรรคแรก  เป็นหมายคดีที่ออกฝ่าฝืนต่อกฎหมาย อย่างไรก็ตามถ้าศาลเห็นว่าถึงแม้จะรอให้พ้นกำหนดเวลาตามคำบังคับ จำเลยก็คงไม่ชำระหนี้และต้องออกหมายบังคับคดีอยู่นั้นเอง ศาลอาจไม่ให้เพิกถอนก็ได้(ฎ. 5642/40) 

                กรณีการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อกฎหมาย (มาตรา  296 วรรคสอง)

                - ให้อำนาจศาลเพิกถอนหรือแก้ไขเองได้เมื่อเห็นสมควร ว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อ ป.วิ.พ. ว่าด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษา  แต่จะต้องก่อนการบังคับคดีได้เสร็จสิ้นลง

                - ถ้าเป็นกรณีเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ลูกหนี้ตามคำพิพากษา หรือบุคคลภายนอกผู้มีส่วนได้เสียยื่นคำร้องขอให้เพิกถอน  หรือแก้ไข    ก็ต้องดำเนินการก่อนการบังคับคดีได้เสร็จสิ้นลงเช่นกัน   แต่ต้องไม่ช้ากว่า 15 วัน นับแต่วันที่ได้ทราบการฝ่าผืนฯ นั้น (ดูมาตรา 296 วรรคสาม) 

                - การประเมินราคาทรัพย์สินที่ยึด โดยเจ้าพนักงานบังคับคดี(จบค.) เป็นเพียงการประมาณราคาตามความเห็นของ จบค. เท่านั้น  ดังนี้ จะอ้างว่า จบค.ประเมินราคาทรัพย์ที่ยึดต่ำกว่าราคาที่แท้จริง เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ไม่ได้ (ฎ. 5515/48,2642/47) 

                ศาลที่มีอำนาจเพิกถอนการบังคับคดีที่ไม่ชอบ

                - ก็คือศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดคดีในชั้นต้น ตามมาตรา  302 วรรคหนึ่ง  (ศาลที่พิพากษานั้นเอง)    และศาลที่บังคับคดีแทนก็ย่อมมีอำนาจเพิกถอนการบังคับคดีได้ด้วย  (ฎ. 1990/15 ป.)   แต่มีอำนาจเฉพาะระยะเวลาที่ยังไม่ได้ส่งทรัพย์สินที่ยึดได้ หรือเงินที่ขายทอดตลาดไปยังศาลเดิม  (ฎ. 1219/29 ป.)      แต่ศาลที่บังคับคดีแทนจะงดการบังคับคดีไม่ได้

                - การร้องขอให้เพิกถอนการบังคับคดี  ต้องร้องขอเข้ามาในคดีที่มีการบังคับคดีนั้น จะร้องขอเข้ามาในคดีหนึ่งเพื่อขอให้เพิกถอนกรบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดีในคดีอื่นไม่ได้(ฎ. 7506/47) และจะไปฟ้องขอให้เพิกถอนเป็นคดีใหม่ไม่ได้เช่นกัน แม้จะมีคำขอให้เรียกค้าเสียหายมาด้วยก็ตาม (ฎ 3113/38 ) 

                - กรณีบุคคลภายนอกผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดี ซึ่งต้องเสียหายเพราะการบังคับคดี  อาจเป็นบุคคลอื่นนอกจากตามที่ระบุในมาตรา 280 ก็ได้  เช่น  ผู้ที่เข้าสู้ราคาอ้างว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดไม่ชอบ  ทำให้ตนไม่มีโอกาสเสนอราคาเพิ่มสูงขึ้น  ถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดี ซึ่งต้องเสียหายจากการขายทอดตลาด จึงมีสิทธิร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดได้(ฎ. 2527/43 ป.)   

                - ผู้ที่ประมูลซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดได้ แล้วไม่ชำระราคา หากต่อมามีผู้ประมูลได้ในราคาต่ำกว่าครั้งแรก ผู้ประมูลซื้อทรัพย์ได้ในครั้งแรกต้องรับผิดในส่วนที่ขาด ตาม ป.พ.พ. มาตรา  516   จึงถือว่าผู้ผู้ประมูลซื้อทรัพย์ครั้งแรกเป็นผู้มีส่วนได้เสีย มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดำเนากรไปโดยฝ่าฝืนกฎหมาย (ฎ. 3502/38)

                - กรณีที่คำบังคับหรือหมายบังคับคดีกำหนดให้ใช้เงิน  เมื่อมีการยึดทรัพย์สินของจำเลยออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้เงินนั้น  และมีการนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดไปชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว  ถือว่าการบังคับคดีได้เสร็จลง โดยไม่ต้องคำนึงว่าได้มีการจดทะเบียนให้ผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดแล้วหรือไม่ (ฎ. 2939/43)

                -  ถ้าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษายังไม่ได้รับชำระเงินจากการขายทอดตลาด แม้จะได้จดทะเบียนให้ผู้ซื้อทรัพย์แล้วก็ตาม ก็ถือไม่ได้ว่าการบังคับคดีได้เสร็จลงแล้ว (ฎ. 2448/40) 

                - แม้ผู้ที่ขอเพิกถอนจะไม่ทราบวันขายทอดตลาด ก็จะขอเพิกถอนภายหลังจากการบังคับคดีได้เสร็จลงไม่ได้ (ฎ. 2570/35)

                -  จำเลยได้โอนสิทธิเรียกร้องให้ผู้อื่นไปแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิขออายัดเงิน เป็นการอ้างว่าการบังคับคดีไม่ชอบ   แต่เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทำบัญชีรับ-จ่าย ให้โจทก์ไปแล้ว การบังคับคดีเสร็จสิ้นไปแล้ว  พ้นกำหนดเวลาตามมาตรา 296 วรรคสาม (ฎ. 1595/48) 

                วิธีการร้องขอให้เพิกถอน

                - ต้องร้องขอต่อศาลชั้นต้น  ไม่ใช่คัดค้านต่อ จบค. (ฎ. 6213/31)

                - เมื่อมีการดำเนินการบังคับคดีที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย  กฎหมายกำหนดวิธีการไว้โดยเฉพาะตามมาตรา  296 วรรคสอง  ให้มีสิทธิเพิกถอนการบังคับได้  ดังนี้จะไปฟ้องขอให้เพิกถอนการบังคับคดีเป็นอีกคดีต่างหากไม่ได้ (ฎ. 3113/38) 

                - ในกรณีที่มีการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อกฎหมาย  ต้องคัดค้านต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคำสั่งชี้ขาดเสียก่อน  เมื่อศาลมีคำสั่งอย่างใดแล้วจึงมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งนั้นได้ ถ้าไม่คัดค้านก่อน แต่จะอุทธรณ์ทันที  ทำไม่ได้ (ฎ. 1120/36)

                - บุคคลภายนอกร้องคัดค้านการขายทอดตลาดโดยอ้างว่าทรัพย์ที่ขาทอดตลาดเป็นของตนเอง การบังคับคดีกระทำไปโดยไม่ชอบ  เข้าหลักเกณฑ์เรื่องการร้องขัดทรัพย์ ซึ่งต้องร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ก่อนขายทอดตลาดตามมาตรา  288   เมื่อมายื่นในภายหลัง ศาลต้องยกคำร้อง (ฎ. 1046/35, 853/49)  อย่างไรก็ตาม หากปรากฎต่อศาลอย่างแน่ชัดว่าทรัพย์ที่ยึดและมีการขายทอดตลาดไปแล้วนั้น ไม่ใช่ทรัพย์ของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ถือว่าการยึดและการขายทอดตลาดนั้นไม่ชอบศาลเพิกถอนการขายทอดตลาดได้ (ฎ. 51/46)

                - กรณีการร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่เป็นของสดเสียได้ ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขายไปในวันที่ยึดนั้นเอง  ผู้ร้องจึงไม่อาจขอให้ปล่อยทรัพย์ดังกล่าวได้  ผู้ร้องจึงอาจร้องขอให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกวิธีการบังคับคดีนั้นได้ตามมาตรา  296  วรรคสอง  แต่ต้องร้องขอภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 266  ด้วย(ฎ. 2648/47) โดยร้องขอก่อนการบังคับคดีได้เสร็จสิ้นลง  แต่ต้องไม่ช้ากว่า 15 วัน นับแต่ทราบการฝ่าฝืนฯ      

                - ผลของการเพิกถอนการขายทอดตลาด ถือว่าไม่มีการขายทอดตลาด ผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดและผู้ที่รับจำนองทรัพย์จากผู้ที่ซื้อฯ ไม่ได้รับความคุ้มครอง แม้จะซื้อหรือรับจำนองไว้โดยสุจริตก็ตาม (ฎ. 5746/44)

        --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

     ...คุณเคยมีปัญหาเหล่านี้หรไม่ ? 

      - เพิ่งจบปริญญาตรี ไม่รู้จะเริ่มต้นกับการเรียนเนติอย่างไร
      - 
สอบมาหลายครั้งแล้วไม่ผ่านซัที 47 , 48 , 49 คะแนนอยู่นี่หลายครั้งแล้ว เมื่อไหร่จะถึง 50 คะแนนซักที

      - สอบมาหลายครั้งแล้ว  เพื่อนๆในกลุ่มทยอยจบกันหมด..ะลงสมัครใหม่ก็เขินอายรุ่นน้อง
      - 
อยู่ต่างจังหวัด ทำงานประจำไม่มีเวลาไปนั่งเรียนที่เนติฯ 
      - 
สมัครติวเนติทางไปรษณีย์ กว่าจดหมายจะมาถึงก็ไม่ทันสอบ
      - 
สมัครรับจองคำบรรยายเนติทางไปรษณีย์ 
กว่าจดหมายจะมาถึงก็ไม่ันสอบ
      - เดินทางไปเรียนหรือไปติวรถก็ด...กลับมาก็เหนื่อย
 
     - อยู่ต่างจังหวัดอยากมาเรียนที่ กทม. หรือมาติว...แต่ไม่สามารถมาเรีนหรือมาติวได้เพราะไกลและสถาบัติวก็อยู่หน้ารามกันหมด

      - ไม่อยากคุยกันเรื่องเรียนเนติกับเพื่อนๆหรือคนที่เรียนเนติจบแล้ว..มันรู้สึกท้อ รู้สึกอาย..จะลงใหม่ก็ไม่รู้จะปรึกษาใคร หรือเริ่มยังไงอีก 


    ถ้าเปรียบกับการสอบเนติบัณฑิต กับการทำศึกสงคราม มีกลยุทธ์ 3 อย่าง ดังนี้
        - ท่องตัวบท   คือ อาวุธ ที่เรา สะสมไว้ ต่อสู้ ยิ่งท่องตัวบทได้มาก ก็ มีอาวุธ เก็บไว้สำรองมาก หยิบใช้เมื่อไรก็ได้
        - จดฎีกา       คือการ ศึกษาแผนการรบว่าสถานการณ์แบบใดเราควรจะใช้อาวุธแบบใด ยิ่งจดจำฎีกาไว้มาก ก็มีแนวการตอบข้อสอบได้ตรงจุด ตรงประเด็น ได้มาก และไม่โดนข้อสอบหลอกล่อให้หลงทา
        -  ล่าข้อสอบ   คือ การหัดซ้อมรบก่อน เข้าสู้ศึกสงครามสนามสอบจริง ยิ่งหัดทำข้อสอบมากเท่าใด ก็เป็นการสั่งสมประสบการณ์การหัดทำข้อสอบมากขึ้นทำให้ จับประเด็นและเขียนตอบได้เร็วและทันเวลา
     -------------------------------------------------------------------------------------------------------------------     
     ขอแนะนำ !!

     ชุดรวบรวมเอกสารคำบรรยายเนติฯ สำหรับเตรียมสอบ ภาค 1/66 และ 2/65
    ++  กลุ่มวิชากฎหมายแพ่งและอาญา ++  
      - ไฟล์เสียงคำบรรยายภาคปกติ, ภาคค่ำ และภาคทบทวน 1/66 New !!
      -  ไฟล์เอกสารสรุปคำบรรยายเนติฯ 1/66 
      -  ไฟล์เอกสารประกอบคำบรรยาย 1/66 
      -  ไฟล์บทบรรณาธิการ 1/63-1/66 
      -  ไฟล์ธงคำตอบกลุ่มวิชากฎหมายแพ่งและ อาญา (สมัยที่ 56-65) 
      -  ไฟล์เอกสารทบทวนสรุปประเด็นน่สนใจ 1/66
      -  ไฟล์เอกสารรวมคำพิพากษาฎีกาใหม่ (พร้อมข้อสังเกตน่าสนใจ)1/66
      -   เทคนิคการเขียนคำตอบแบบถูกต้องที่สุด ตลอดจนเทคนิคการปรับบทกฎหมายต่งๆสำหรับทุกสนามสอบ (การเตรียมพร้อมสอบเนติฯ/ผู้ช่ยฯ/อัยการ)
    ..................................................................................................................................................
    ++ กลุ่มวิชากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและวิธีพิจารณาความอาญา ++ 
      - ไฟล์เสียงคำบรรยายภาคปกติ, ภาคค่ำ และภาคทบทวนวันอาทิตย์ 
      - ไฟล์เอกสารสรุปคำบรรยายเนติฯ 2/65 
      - ไฟล์เอกสารประกอบคำบรรยาย 2/65 
      - ไฟล์บทบรรณาธิการ 2/63-2/65 
      - ไฟล์ธงคำตอบกลุ่มวิชากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและวิธีพิจารณาความ อาญา (สมัยที่ 56-65) 
      - เทคนิคการเขียนคำตอบแบบถูกต้องที่สุด ตลอดจนเทคนิคการปรับบทกฎหมายต่งๆสำหรับทุกสนามสอบ (การเตรียมพร้อมสอบเนติฯ/ผู้ช่ยฯ/อัยการ)  
    ..................................................................................................................................................
     ค่ารวบรวม  :   ภาคละ 350.-บาท  (DVD 4 แผ่น) (ส่ง EMS ฟรี !! + แถมฟรี !! แผ่นรองเม้าท์) 
     หมายเหตุ   :   สั่งซื้อทั้ง 2 ภาค ค่ารวมรวมพิเศษ 650.- บาท (ส่ง EMS ฟรี !! + แถมฟรี !! แผ่นรองเม้าท์ + CD แบบร่างสัญญามากกว่า 400 แบบ (file word) + แบบฟอร์มศาล, แบบฟอร์มเ อกสารงานบุคคล,เอกสารงานบัญชีและภาษี) 

   ** สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อ 085-801-0725, E-mail : siripit...@gmail.com**

     

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages