หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า kankokub ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ไพฤทธิ์ เศรษฐไกรกุล ผู้บรรยาย , ผู้ก่อตั้ง lawsiamgooglegroups และ คุณแบ่งปัน ที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า
ตำแหน่งอัยการ ผู้พิพากษา ก็ยังจะรอพวกเราอยู่ อาจารย์ไม่ต้องการของขวัญปีใหม่หากคิดถึงอาจารย์ให้อ่านหนังสือ หากประสบความสำเร็จค่อยมาพบอาจารย์
ฎีกาชุดที่ 1 ฎ.539/2545 ดูคู่กับ ฎ.535/2551 นี่คือชุดที่ 1 เรื่องอำนาจฟ้อง
(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 539/2545
สำเนาคำสั่งศาลชั้นต้นและหนังสือรับรองคดีถึงที่สุดซึ่งจำเลยแนบท้ายคำแก้ฎีกา แม้จำเลยจะมิได้ยื่นบัญชีระบุพยานและมิได้ส่งสำเนาเอกสารแก่โจทก์ แต่เอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดีจำเป็นจะต้องสืบพยานหลักฐานเช่นว่านั้น เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลฎีกามีอำนาจรับฟังเอกสารท้ายคำแก้ฎีกานั้นได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 87 (2) และเอกสารดังกล่าวแม้เป็นเพียงสำเนาเอกสาร แต่เมื่อมีรองจ่าศาลรับรองความถูกต้องแห่งเอกสารนั้นจึงฟังได้ว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 127
โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลแม้จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย แต่เมื่อศาลได้มีคำสั่งถึงที่สุดให้เพิกถอนการขายทอดตลาดดังกล่าวแล้ว ผลของคำสั่งเท่ากับว่าไม่มีการขายทอดตลาดมาแต่แรก โจทก์ผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดจึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 535/2551 ค้นไม่พบ )
ฎีกาชุดที่ 2 ฎ.5100/2545 ฎ.204/2546 ฎ.1655/2547 ฎ.1665/2548 ฎ.301/2549 พิพากษาเรื่องเดียวกัน
(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5100/2545
โจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดราชบุรีขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท อันเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ แต่เมื่อจำเลยให้การโต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทว่าเป็นของจำเลย คดีจึงเปลี่ยนเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือเป็นคดีมีทุนทรัพย์มิใช่คดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้อีกต่อไป เมื่อราคาทรัพย์สินที่พิพาทซึ่งเป็นทุนทรัพย์ของคดีไม่เกินสามแสนบาท คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษา ศาลจังหวัดราชบุรีชอบที่จะมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลแขวงราชบุรีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคสี่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 204/2546
การที่โจทก์จะนำคดีขึ้นสู่ศาลใดนั้น มิได้พิจารณาว่าคดีนั้นผู้พิพากษาคนเดียวหรือสองคนเป็นผู้มีอำนาจพิจารณาพิพากษา แต่ต้องพิจารณาว่าคดีนั้นอยู่ในเขตอำนาจของศาลใดเป็นสำคัญ เมื่อคดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลใดแล้ว อีกศาลหนึ่งไม่มีอำนาจรับคดีเรื่องนั้นไว้พิจารณาพิพากษา เว้นแต่จะมีบทกฎหมายบัญญัติให้มีอำนาจที่จะรับไว้พิจารณาพิพากษาได้
ศาลจังหวัดราชบุรีได้รับฟ้องโจทก์ไว้และมีการพิจารณาแล้วแต่เมื่อปรากฏภายหลังว่าเป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงราชบุรีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25(4) ไม่ใช่คดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลจังหวัดราชบุรีเสียแล้วศาลจังหวัดราชบุรีก็ย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเรื่องนี้ได้ตามมาตรา 18 ทั้งไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดให้อำนาจศาลจังหวัดราชบุรีที่จะใช้ดุลพินิจรับไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปได้ด้วย ดังนั้นการที่ศาลจังหวัดราชบุรีมีคำสั่งให้โอนคดีไปยังศาลแขวงราชบุรีซึ่งเป็นศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้จึงเป็นการชอบด้วยมาตรา 16 วรรคท้ายแล้ว
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1655/2547 ค้นไม่พบ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1665/2548
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอต่อศาลจังหวัดสุพรรณบุรีขอให้มีคำสั่งว่าที่ดินเนื้อที่เฉพาะส่วนประมาณ 4 ไร่ เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องโดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอ ในวันนัดพร้อมคู่ความแถลงร่วมกันว่าที่ดินพิพาทมีราคาไม่เกิน 200,000 บาท ศาลจังหวัดสุพรรณบุรีเห็นว่าคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวง จึงให้โอนคดีไปพิจารณาที่ศาลแขวงสุพรรณบุรี แต่ศาลแขวงสุพรรณบุรีเห็นว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงจึงไม่รับโอนคดีและคืนสำนวนไปยังศาลจังหวัดสุพรรณบุรี ศาลจังหวัดสุพรรณบุรีมีคำสั่งนัดพร้อมและแจ้งวันนัดให้คู่ความทราบ กรณีเป็นเรื่องศาลจังหวัดสุพรรณบุรีและศาลแขวงสุพรรณบุรีต่างไม่รับพิจารณาคดีของผู้ร้อง แม้เนื้อหาอุทธรณ์ของผู้ร้องจะเป็นทำนองโต้แย้งคำสั่งของศาลแขวงสุพรรณบุรีที่ไม่ยอมรับโอนคดี แต่เมื่อศาลจังหวัดสุพรรณบุรีรับสำนวนคืนจากศาลแขวงสุพรรณบุรีแล้ว ทั้งคดีมีปัญหาวินิจฉัยว่าระหว่างศาลดังกล่าว ศาลใดจะต้องพิจารณาคดีต่อไป ผู้ร้องชอบที่จะอุทธรณ์คดีนี้โดยยื่นที่ศาลจังสุพรรณบุรีได้
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลแสดงกรรมสิทธิ์อันเป็นการยื่นคำร้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 4 (2) ต่อศาลจังหวัดสุพรรณบุรีอย่างคดีไม่มีข้อพิพาทตามมาตรา 188 (1) แต่เมื่อผู้คัดค้านได้ยื่นคำคัดค้านเข้ามา คดีจึงเปลี่ยนเป็นคดีมีข้อพิพาทโดยมีทุนทรัพย์สินที่พิพาทไม่เกิน 200,000 บาท คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลแขวงสุพรรณบุรีที่จะพิจารณาพิพากษาตาม พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) ศาลจังหวัดสุพรรณบุรีชอบที่จะโอนคดีไปให้ศาลแขวงสุพรรณบุรีพิจารณาต่อไปได้
ฎ.301/2549
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่พิพาทจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานที่ดินออกเอกสารสิทธิสำหรับที่พิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ครอบทับที่พิพาทที่โจทก์ครอบครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายขอให้บังคับจำเลยทั้งสองส่งมอบเอกสารสิทธิสำหรับที่พิพาทเพื่อเพิกถอนหรือแก้ไขให้เป็นชื่อโจทก์ เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องขอบังคับให้สิทธิครอบครองในที่พิพาทกลับคืนมาเป็นของโจทก์ จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือคดีมีทุนทรัพย์ เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทมีราคาไม่เกิน 300,000 บาท จึงอยู่ในอำนาจของศาลแขวงนครราชสีมาที่จะพิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) ศาลจังหวัดนครราชสีมาชอบที่จะโอนคดีไปให้ศาลแขวงพิจารณาพิพากษาต่อไป
)
ทั้งสองชุดนี้เกี่ยวกับอำนาจฟ้อง เราได้หลักไว้แล้วว่าอำนาจฟ้องจะต้องมีอยู่ในขณะยื่นคำฟ้อง
ก็มีปัญหาน่าคิดว่า อำนาจฟ้องมีขณะยื่นฟ้องแล้ว อำนาจฟ้องที่ว่านั้นจะต้องมีตลอดไปหรือไม่ ปัญหานี้ก็ต้องเทียบเคียงกับเขตอำนาจศาล ว่า ตอนฟ้องจำเลยอยู่ที่ภูมิลำเนานี้ ม.172 ได้ให้หลักว่าแม้ต่อมาจำเลยจะย้ายภูมิลำเนาไปอยู่ที่อื่นก็ไม่กระทบกระเทือนต่อการฟ้องที่ถูกต้องแล้ว
คำตอบ อยู่ในฎีกาสองฎีกาในชุดแรกนั่นเอง
อำนาจฟ้องเป็นปัญหาที่เกี่ยวด้วยความสงบ ศาลสามารถยกขึ้นว่าได้เอง ฉะนั้นอำนาจฟ้องจะต้องมีอยู่จนคดีถึงที่สุด หากอำนาจฟ้องหมดไประหว่างพิจารณาต้องยกฟ้องทันทีไม่ว่าคดีอยู่ชั้นใด
ตามฎีกาโจทก์ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดแล้วเข้าครอบครองทรัพย์ไม่ได้เพราะจำเลยอยู่ในที่ดินดังกล่าว ก็สามารถฟ้องขับไล่ได้ ต่อมาปรากฏว่าศาลชั้นต้นเพิกถอนการขายทอดตลาด อำนาจฟ้องที่มีมาแต่ต้นก็หมดไป
กฎหมายแก้ใหม่ว่า สิ้นสุดที่ศาลชั้นต้น
ต้องจดจำคำในฎีกา ผลของคำสั่งเท่ากับว่าไม่ได้มีการขายทอดตลาดทรัพย์พิพาทให้แก่โจทก์ โจทก์ไม่ได้กรรมสิทธิในทรัพย์พิพาท การโต้แย้งสิทธิของโจทก์สิ้นสุดลง ( คำนี้สำคัญมากเพราะเป็นการล้อคำในมาตรา 55 )โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่ ต้องยกฟ้อง
ผ่าน2 ฎีกา ฎ.539/2545 ดูคู่กับ ฎ.535/2551 ไป
ต่อไปกลุ่มที่ 2 ค่อนข้างแปลก แต่ที่ยังไม่เป็นข้อสอบ เพราะยังมีการโต้แย้งกันอยู่ ตั้งชื่อหัวข้อเพื่อจำได้ง่ายขึ้นว่า อำนาจฟ้องเปลี่ยนแปลงไปตามคำให้การจำเลยได้หรือไม่
ก่อนเข้าเนื้อหาเปิดพระธรรมนูญศาล มาตรา 16 วรรค 4 กฎหมายใช้คำว่าในกรณีที่ได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลจังหวัด และคดีนั้นเกิดขึ้นในเขตศาลแขวงและอยู่ในอำนาจศาลแขวงให้( ฎ4094/2549 )ศาลจังหวัดโอนคดีไปยังศาลแขวงที่มีอำนาจ
คำว่าให้ตามวรรค 4 นี้เป็นบทบัญญัติบังคับศาลเลยนะครับ
กฎหมายให้ใช้คำว่าโอนคดีนะครับไม่ใช่จำหน่ายคดีต้องใช้คำให้ ถูกต้อง เมื่อกฎหมายบัญญัติอย่างนี้ก็แปลว่า ไปศาลแขวง ศาลแขวงหน้าตาเป็นอย่างไรก็ดู ม.17 + ม.25 (4) (5)
คดีแรก เป็นเรื่องสร้างโรงเรือนรุกล้ำไปในที่ดินโจทก์ 12 ตารางวา ให้รื้อถอนออกไป คดีแบบนี้เรียกว่าอะไรครับ คดีปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณราคาเป็นเงินได้ ( ชื่อเล่น คดีไม่มีทุนทรัพย์ ) เปิดคดีที่ศาลแขวงไม่ได้โดยเด็ดขาด เปิดคดีที่ศาลจังหวัด
แต่จำเลยดันให้การว่า 12 ตารางวานี้เป็นที่ดินของจำเลยไม่ได้เป็นของโจทก์แต่อย่างไร ศาลจังหวัดราชบุรีนัดพร้อมให้ตีราคาที่ดินมา เพราะการที่จำเลยให่การเช่นนั้นถือเป็นการต่อสู้กรรมสิทธิ์ ได้ทุนทรัพย์ 1.5 แสนบาท เมื่อ คดีนี้มีทุนทรัพย์ 1.5 ไม่เกิน 3 แสนบาท ก็ให้โอนคดีไปฟ้องที่ศาลแขวง ( นี่คือปฐมเหตุแห่งคดีแรก )
พอมาถึงปี 2546 ฎ.204/2546 ก็ย้ายไปเรื่องเกิดที่โพธาราม ราชบุรีอีกแล้ว โจทก์ก็เปิดคดีฟ้องว่าจำเลยออกโฉนดทับที่ดินของโจทก์ 3 ตารางวาให้แก้ไขโฉนดซะ ก็เป็นคดีปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณราคาเป็นเงินได้ ( ชื่อเล่น คดีไม่มีทุนทรัพย์ ) อีก จำเลยก็แก้ฟ้องว่า ออกที่ดินบนโฉนดที่ของจำเลย ก็ให้ทำการรังวัด เมื่อรังวัดแล้วเห็นว่า ที่จิงเกินมา 2 ตารางวา ศาลก็ชำเลืองไปดูฎีกา ฎ.5100/2545 ก็เลยสั่งให้โอนคดีไปที่ศาลแขวง
เห็นด้วยหรือเปล่าครับ ถ้าไม่เห็นด้วย ก็ใช้สร้อยคำว่า ด้วยความเคารพต่อคำพิพากษา ยังไม่เห็นพ้องด้วย
คดีที่ 3 ฎ.1655/2547 คดีนี้เกิดที่สุพรรณ โจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดสุพรรณว่าโจทก์ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ ตาม ป.พ.พ ม.1382 ก็บรรยายครบเลยแล้ว สังเกตคดีตาม 1382 เปิดอย่างคำฟ้องหรือคำร้องขอก็ได้
จำเลยต่อสู้ว่ายังไม่ได้กรรมสิทธิ์ ที่ดินยังเป็นของจำเลย ก็ให้ตีราคาทรัพย์สิน ศาลจังหวัดสุพรรณก็ชำเลืองไปดู ฎ.5100/2545 ฎ.204/2546 ก็ให้โอนคดีไปศาลแขวง เผอิญ ศาลแขวงสุพรรณมาฟังคำบรรยายก็ไม่รับโอน โจทก์ก็ เลยต้องอุทธรณ์ข้อเท็จจริงโดยตรงต่อศาลฎีกา ศาลฎีกา วินิจฉัยว่าต้องรับโอน
คดีที่ 4 ฎ.1665/2548 เรื่องเหมือนกันทุกอย่างเลย คราวนี้ศาลแขวงสุพรรณสั่งใหม่ว่า คดีไม่ได้อยู่ในอำนาจศาลแขวงตั้งแต่ต้นแล้วยังไม่พอ ยังสั่งให้โอนคดีไปยังศาลจังหวัดดังเดิม โจทก์ก็อุทธรณ์ข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาก็ให้ศาลแขวงรับไป
คดีที่ 5 ฎ.301/2549 ก็เช่นกัน
จากฎีกา 4-5 เรื่องดังกล่าวก็เกิดการ เรียกร้องให้แก้กฎหมาย อาจารย์บอกว่าไม่ต้องแก้หรอก กฎหมายเขียนไว้ดีแล้ว มาตรา 16 วรรค 4 ก็เขียนชัดว่า ให้ไปศาลแขวงเท่านั้นเลย
ลองดูตัวอย่างใหม่ ว่า ถ้าคดีฟ้องที่ศาลจังหวัดพอไปเจอหน้าผู้พิพากษาจำได้ว่าเคยมีเรื่อง ก็กลัวไม่ได้รับความเป็นธรรมก็เลยลดทุนทรัพย์ เพื่อโอนคดีไปฟ้องศาลแขวง อย่างนั้นเหรอ !!!
อันนี้เป็นความเห็นส่วนตัว เรื่องอำนาจฟ้องก็จบลงด้วยประการฉะนี้
......................................................................................................................................
เราจะศึกษาให้ได้ลึกซึ้งต้องศึกษาตามกระบวนพิจารณาความ ลำดับต่อไปเราต้องศึกษาว่าเราจะนำคำฟ้องของเราไปยื่นที่ศาลใด ศาลนั้นจะต้องมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนั้นเราจึงจะนำคดีไปศาลนั้นได้ เป็นกระบวนพิจารณาที่ต้องมีเสมอ
ดูตัวอย่างจาก มาตรา 18 วรรค 3 ตอนท้าย ( ถ้าศาลเห็นว่าคำคู่ความที่ได้นำมายื่นดังกล่าวข้างต้น มิได้เป็นไปตามเงื่อนไขแห่งกฎหมายที่บังคับไว้ นอกจากที่กล่าวมาในวรรคก่อน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเห็นว่าสิทธิของคู่ความหรือบุคคลซึ่งยื่นคำคู่ความนั้นได้ถูกจำกัดห้ามโดยบทบัญญัติแห่งกฎหมายเรื่องเขตอำนาจศาล ก็ให้ศาลมีคำสั่งไม่รับหรือคืนคำคู่ความนั้นไปเพื่อยื่นต่อศาลที่มีเขตอำนาจ )
ต่อนี้สืบไป ต้องจำอย่างเข้าใจ นะครับ ต่อนี้สืบไป ต้องจำให้ได้ เรียนทีเดียวให้รู้เรื่อง
ที่มาตรา 18 วรรค 3 ตอนท้าย บัญญัติว่า เรื่องเขตอำนาจศาล เพราะว่าการที่มีกำหนดเรื่องเขตอำนาจศาลได้พิเคราะห์แล้วว่า ไม่ทำให้คดีของศาลใดศาลหนึ่งมากจนเกินไป และปัจจุบันก็ได้มีแนวแล้วว่า ถ้าหากฟ้องผิดศาลแล้ว เผลอรับไปถือว่าเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ
เขตอำนาจศาล ( ดูมาตรา 15 และ 16 ประกอบ )
มาตรา 15 ห้ามมิให้ศาลใช้อำนาจนอกเขตศาล เว้นแต่
(๑) ถ้าบุคคลผู้ที่จะถูกซักถามหรือถูกตรวจ หรือบุคคลผู้เป็นเจ้าของทรัพย์หรือสถานที่ซึ่งจะถูกตรวจมิได้ยกเรื่องเขตศาลขึ้นคัดค้าน ศาลจะทำการซักถามหรือตรวจดังว่านั้นนอกเขตศาลก็ได้
(๒) ศาลจะออกหมายเรียกคู่ความหรือบุคคลนอกเขตศาลก็ได้ ส่วนการที่จะนำบทบัญญัติมาตรา ๓๑, ๓๓, ๑๐๘, ๑๐๙ และ ๑๑๑ แห่งประมวลกฎหมายนี้และมาตรา ๑๔๗ แห่งกฎหมายลักษณะอาญามาใช้บังคับได้นั้น ต้องให้ศาลซึ่งมีอำนาจในเขตศาลนั้นสลักหลังหมายเสียก่อน
(๓) หมายบังคับคดีและหมายของศาลที่ออกให้จับและกักขังบุคคลผู้ใดตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ อาจบังคับได้ไม่ว่าในที่ใด ๆ
ในกรณีที่มีการบังคับคดีนอกเขตศาลที่ออกหมายบังคับคดี ให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษายื่นคำแถลงหรือเจ้าพนักงานบังคับคดีรายงานให้ศาลที่จะมีการบังคับคดีทราบในกรณีเช่นว่านี้ ให้ศาลที่จะมีการบังคับคดีตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อดำเนินการบังคับคดีโดยไม่ชักช้า และให้ศาลนั้นดำเนินการไปเสมือนหนึ่งเป็นศาลที่บังคับคดีแทนตามมาตรา ๓๐๒วรรคสาม
เริ่มต้นก็ห้ามเลยนะครับ ขีดเส้นใต้ไว้เลย มีข้อยกเว้นอยู่ 3 ข้อ
1. การสืบพยาน แล้วไม่คัดค้าน
2. ส่งหมายข้ามเขต มีหลักอยู่อันนึงคือต้องให้ศาลที่มีอำนาจในเขตนั้นสลักหลังหมายเสียก่อนถือว่าเป็นการผ่านศาล
ครั้งที่ 3( 20/12/51 ) ช่วงหลัง
ประการที่ 3 เรื่องหมายจับไม่มีปัญหาจับได้ทั่วราชอาณาจักรอยู่แล้ว
มาตรา 16 ถ้าจะต้องทำการซักถาม หรือตรวจ หรือดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ
(๑) โดยศาลชั้นต้นศาลใด นอกเขตศาลนั้น หรือ
(๒) โดยศาลแพ่งหรือศาลอาญา นอกเขตจังหวัดพระนครและธนบุรีหรือโดยศาลอุทธรณ์หรือฎีกา
ให้ศาลที่กล่าวแล้วมีอำนาจที่จะแต่งตั้งศาลอื่นที่เป็นศาลชั้นต้นให้ทำการซักถามหรือตรวจภายในบังคับบทบัญญัติมาตรา ๑๐๒ หรือดำเนินกระบวนพิจารณาแทนได้
ตรงนี้ต้องใช้หลักตาม 102 หรือที่เรียกว่า ส่งประเด็นไปให้ศาลอื่นดำเนินกระบวนพิจารณาให้ทั้งหมดนี้ไม่เกี่ยวกับ 142 เรื่องยกย้อนนะครับ
เมื่อเข้าใจเบื้องต้นแล้วว่าคำพิพากษาศาลใดศาลนั้นก็มีอำนาจเท่านั้น เว้นแต่เข้าข้อยกเว้น นอกจากนี้กฎหมายพระธรรมนูญศาลมาตรา 15 ก็ได้เขียนสำทับไว้อีก ห้ามพิจารณาคดีใดคดีหนึ่ง เว้นแต่จะโอนมาโดย
บทบัญญัติวิธีพิจารราความแพ่ง ( ม.6 8 9 28 29 )
โอนตามวิอาญา 25 26
โอนตามพระธรรมนูญศาล 16 ว 4 มาตรา 21
โดยสรุป หลักใหญ่คือ เขตอำนาจศาลจะต้องอยู่ในอำนาจของเขตอำนาจศาลนั้นๆจะใช้อำนาจนอกเขตศาลตนไม่ได้เว้นแต่เข้าข้อยกเว้น
ในคดีแพ่งที่เราจะฟ้องให้ ถูกมีคำที่ต้องระวังคือ
เขตศาล กับ เขตอำนาจศาล ไม่เหมือนกันและไม่ขัดแย้งกันแต่สนับสนุนกันอยู่
เขตศาลหมายถึงสภาพภูมิศาตร์ เป็นการแบ่งอำนาจในการปกครอง
ส่วนเขตอำนาจศาลหมายถึงอำนาจในการพิจารณาหรือพิพากษาคดี มีลักษณะกว้างเขตศาลอาจนอกเขตศาลนั้นได้ถ้ามีกฎหมายบัญญัติ
ดูมาตรา 2
มาตรา 2 ห้ามมิให้เสนอคำฟ้องต่อศาลใด เว้นแต่
(๑) เมื่อได้พิจารณาถึงสภาพแห่งคำฟ้องและชั้นของศาลแล้ว ปรากฏว่า ศาลนั้นมีอำนาจที่จะพิจารณาพิพากษาคดีนั้นได้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม และ
(๒) เมื่อได้พิจารณาถึงคำฟ้องแล้ว ปรากฏว่าคดีนั้นอยู่ในเขตศาลนั้นตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ ว่าด้วยศาลที่จะรับคำฟ้อง และตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่กำหนดเขตศาลด้วย
สภาพแห่งคำฟ้องก็คือรายละเอียดแห่งการกล่าวหา ละเมิด เช่าทรัพย์ สภาพแห่งคำฟ้องก็จะบอกว่าเป็นคดีแพ่งหรือคดีอาญา
หน้าตาของฟ้องก็ต้องทำตามแบบพิมพ์ศาล กระดาษ 3 ใบ กระดาษเบอร์ 4 คำฟ้อง กระดาษเปล่า 40ก .แบบพิมพ์ก็เหมือนเดิมตลอด การเป็นผู้พิพากษานั้นก็น่าเบื่อหน่อยๆ ก็ต้องแล้วแต่ว่าเรารับได้หรือไม่
แต่อย่าหวั่นไหว การทำงานโดยความถูกต้องแล้วอย่าไปหวั่นไหว อคติ 4 จะเกิดขึ้นไม่ได้
กลับมาที่เนื้อหา ว่าถ้าเรามีคดีหนึ่งเรื่องเราจะนำไปเสนอศาลใดก็ดูมาตรา 2 คือดูสภาพแห่งคำฟ้อง ยังไม่พอยังต้องไปดูชั้นของศาลอีก ( อาจารย์เคยอธิบายแล้วถึงเรื่อง คดีดำรงตำแหน่งทางการเมือง ) ถ้าไม่เข้าข้อยกเว้นต้องตามลำดับศาลตามพระธรรมนูญศาล มาตรา 1 เท่านั้นยังไม่พอ มาตรา 171 ยังระบุย้ำ ให้ฟ้องคดีเป็นครั้งแรกที่ศาลชั้นต้น
ได้หลักว่า เมื่อนำคดีไปสู่ศาลจะไปเสนอศาลต้องดูว่าศาลนั้นมีอำนาจตัดสินคดีไหมตามพระธรรมนูญศาล เมื่อถึงตอนนี้ก็ต้องแยกคดีเลย คดีแพ่ง คดีอาญา คดีนั้นเป็นคดีอะไร คดีมีข้อพิพาทหรือคดีใช้สิทธิทางศาล ทั้งหมดนี้ต้องเกิดขึ้นทันทีเพราะถ้าผิดเมื่อไหร่ศาลก็จะไม่รับ
อำนาจตามพระธรรมนูญศาล เฉพาะในเขตกรุงเทพเท่านั้นที่จะมีศาลแยกประเภท ต่างจังหวัดจะมีแต่ศาลแขวง ศาลจังหวัดเท่านั้น
มาตรา 2 ( 1 ) ทิ้งท้ายด้วยคำว่าและ แปลว่าต้องเข้าหลัก ( 2 ) ด้วย คือเมื่อพิจารณาถึงคำฟ้อง ตกคำว่า สภาพหรือเปล่า ไม่ใช่เพราะได้ผ่านอนุ หนึ่งมาแล้ว
ประมวลกฎหมายนี้ ใน ( 2 ) คือ ม.4 – ม.7
คนที่จะเป็นนักกฎหมายที่ดีต้อง อกาลิโก ไม่มีกาลเวลา มือหนึ่งจะกอดอะไรก็ได้อีกมือหนึ่งต้องกอดประมวลกฎหมาย
มาตรา 2 คือมาตรา ที่เปิดทาง 1. สภาพแห่งคำฟ้อง 2. เขตศาล
มาตรา 3 จำไว้เป็นกรณีพิเศษ เรียกว่าการอุดช่องว่างของเขตอำนาจศาล
มาตรา 3 เพื่อประโยชน์ในการเสนอคำฟ้อง
(๑) ในกรณีที่มูลคดีเกิดขึ้นในเรือไทยหรืออากาศยานไทยที่อยู่นอกราชอาณาจักรให้ศาลแพ่งเป็นศาลที่มีเขตอำนาจ
(๒) ในกรณีที่จำเลยไม่มีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักร
(ก) ถ้าจำเลยเคยมีภูมิลำเนาอยู่ ณ ที่ใดในราชอาณาจักรภายในกำหนดสองปีก่อนวันที่มีการเสนอคำฟ้อง ให้ถือว่าที่นั้นเป็นภูมิลำเนาของจำเลย
(ข) ถ้าจำเลยประกอบหรือเคยประกอบกิจการทั้งหมดหรือแต่บางส่วนในราชอาณาจักรไม่ว่าโดยตนเองหรือตัวแทน หรือโดยมีบุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็นผู้ติดต่อในการประกอบกิจการนั้นในราชอาณาจักร ให้ถือว่าสถานที่ที่ใช้หรือเคยใช้ประกอบกิจการหรือติดต่อดังกล่าว หรือสถานที่อันเป็นถิ่นที่อยู่ของตัวแทนหรือของผู้ติดต่อในวันที่มีการเสนอคำฟ้องหรือภายในกำหนดสองปีก่อนนั้น เป็นภูมิลำเนาของจำเลย
มาตรา 3 ขึ้นว่าเพื่อประโยชน์ คือเป็นกรณีพิเศษจริงๆ ในคดีที่มูลคดีเกิดขึ้น เห็นมูลคดีที่ไหน นึกถึงอะไรครับ นึกถึง ฎ.4896/2543 คือเหตุแห่งการโต้แย้งสิทธิอันทำให้เกิดอำนาจฟ้อง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4896/2543
คำว่า มูลคดีเกิดขึ้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 4(1) หมายถึงเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิอันจะทำให้โจทก์เกิดอำนาจฟ้อง คำฟ้องของโจทก์ระบุว่า โจทก์มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลแพ่งกรุงเทพใต้ จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายลดเช็คกับโจทก์ ณ ที่ทำการของโจทก์ โดยจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1เช็คที่จำเลยที่ 1 นำมาขายลดถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินจำเลยทั้งสองจึงต้องร่วมกันรับผิดชำระเงินตามเช็คพร้อมด้วยดอกเบี้ยตามสัญญาขายลดเช็คและสัญญาค้ำประกัน มิได้ฟ้องแต่เพียงให้ผู้สั่งจ่ายรับผิดชำระเงินตามเช็คเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิที่ทำให้โจทก์เกิดอำนาจฟ้องจึงเกิดขึ้นในเขตศาลแพ่งกรุงเทพใต้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 4(1) โจทก์จึงมีอำนาจเสนอคำฟ้องต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้
ฎ.539/2545
สำเนาคำสั่งศาลชั้นต้นและหนังสือรับรองคดีถึงที่สุดซึ่งจำเลยแนบท้ายคำแก้ฎีกา แม้จำเลยจะมิได้ยื่นบัญชีระบุพยานและมิได้ส่งสำเนาเอกสารแก่โจทก์ แต่เอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดีจำเป็นจะต้องสืบพยานหลักฐานเช่นว่านั้น เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลฎีกามีอำนาจรับฟังเอกสารท้ายคำแก้ฎีกานั้นได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 87 (2) และเอกสารดังกล่าวแม้เป็นเพียงสำเนาเอกสาร แต่เมื่อมีรองจ่าศาลรับรองความถูกต้องแห่งเอกสารนั้นจึงฟังได้ว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 127
โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลแม้จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย แต่เมื่อศาลได้มีคำสั่งถึงที่สุดให้เพิกถอนการขายทอดตลาดดังกล่าวแล้ว ผลของคำสั่งเท่ากับว่าไม่มีการขายทอดตลาดมาแต่แรก โจทก์ผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดจึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลย
ฎ.535/2551 (ค้นไม่พบ )
เป็นปัญหาความสงบเรียบร้อย ไม่จำเป็นต้องให้คู่ความกล่าวอ้าง 142 ( 5 ) 249 วรรค 2 225 วรรค 2 ต้องไล่ให้จน
กลับมาที่มาตรา 3 ได้แยกประเภทเรือไทย ...... ขอข้ามไปคิดว่าเป็นการละเอียดจนเกินไป โดยหลักคือเป็นเรือที่จดทะเบียน ตามกฎหมายไทยที่ให้ถือว่าเกิดในราชอาณาจักร
อากาศยานไทย ดูพ.ร.บ.การเดินอากาศ2497 มาตรา4
อาชีพนักกฎหมายเป็นอาชีพที่ทำให้ลูกชาวบ้านกระทบไหล่คนในสังคมได้ถ้าเป็นคนดี และเป็นคนเก่ง
ครั้งที่ 4( 20/12/51 ) ช่วงแรก
หนึ่งชั่วโมงไวมาก สำคัญคือต้องดึงสมาธิกลับมาให้ได้ มีวิธีที่จะทำสมาธินิดนึง ให้สูดลมหายใจเข้าปลอดแรงๆ แล้วค่อยผ่อนออกทางปาก หนึ่งเซตให้ได้ เจ็ดวินาที ปอดก็จะสะอาด ตาก็จะแจ่มใส ง่ายๆเลยครับธรรมมะอยู่ที่ใจเรา อีกอันนึงอยากให้ความจำดีเวลาพักผ่อนต้องพักผ่อนจริงๆ การที่เราได้หลับได้รับเร็วเท่าไหร่ อวัยวะก็จะได้พัก การใช้ออกซิเจนน้อยที่สุด ที่สำคัญอย่าอิจฉาใคร จิตใจดีงามทำอะไรก็จะดี รู้จักให้คนอื่น ความรู้อย่าปิดบังการสอบกฎหมายขั้นนี้แล้ว เราไม่ได้แข่งกับใคร แข่งกับตัวเอง ใครได้เกิน หกสิบ ก็ได้เป็นผู้ช่วยทั้งหมด ไม่ได้จำกัดนะครับ ต้องมีเป้าหมาย มีลูกฮึด เช่นเขียนว่าต้องเข้าใจมาตรานี้ไม่งั้นจะไม่ลุก หนังสือต้องอ่านทุกวัน ต้องมีลูกบ้าแต่อย่าบ้า เพราะเราต้องไปตัดสินชีวิตคนอื่นในอนาคตถ้าเราไม่มีความรู้อย่างแท้จริงจะไปกล้าตัดสินใจหรือ
เมื่อเช้าเราจบที่มาตรา 3 ( 1 ) ฝากเป็นข้อสังเกตนิดนึงว่าต้องอยู่นอกราช หากอยู่ในก็กลับไปใช้หลักเดิม
ประการสองหากคู่กรณีมีภูมิลำเนาราชอาณาจักรนอกจากจะใช้ แล้วยังใช้ภูมิลำเนาด้วย
ประการสาม ใช้ปวิอประกอบมาตรา 4 วรรค 2 ประกอบด้วย
มาตรา 3 (๒) ภูมิลำเนา ให้ดูปพพ มาตรา 37 - 47 , 68 หมายความขณะนี้ไม่อยู่แล้ว ย้อนกลับไปในช่วงระยะเวลาไม่เกิน สองปีให้เจอ ถ้าประกอบหรือเคยประกอบทั้งหมดหรือบางส่วน ทำเองหรือเปล่า ถ้าไม่ทำเองมีตัวแทนไม๊ ถ้าไม่มีตัวแทนมีคนติดต่อไม๊ ขีดเส้นใต้คำว่าให้ถือว่า ขีดเส้นใต้คำว่า ในวันที่มีการเสนอคำฟ้อง เรื่องนี้มีคำพิพากษาฎีกา ฉบับนึง ในทางปฎิบัติจะเกี่ยวกับเรื่องชิปปิ้งเป็นส่วนใหญ่
เวลาเราอ่านฎีกาก็ต้องสังเกตว่าศาลท่านปรับข้อเท็จจริงกับตัวบทอย่างไร
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4580/2542
ป.วิ.พ. มาตรา 3 เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับเขตอำนาจศาลที่ให้โอกาสโจทก์ที่จะเสนอคำฟ้องต่อศาลในกรณีที่จำเลยไม่มีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรได้ หากจำเลยประกอบหรือเคยประกอบกิจการทั้งหมดหรือ แต่บางส่วน ในราชอาณาจักรทั้งโดยตนเองหรือตัวแทน หรือเพียงแต่จำเลยมีผู้ติดต่อในการประกอบกิจการในราชอาณาจักรเท่านั้น ก็ถือว่าสถานที่ที่ใช้หรือเคยใช้ประกอบกิจการหรือติดต่อดังกล่าว หรือสถานที่อันเป็นถิ่นที่อยู่ของตัวแทนหรือ ของผู้ติดต่อในวันที่มีการเสนอคำฟ้องหรือภายในกำหนด 2 ปี ก่อนนั้นเป็นภูมิลำเนาของจำเลย ซึ่งโจทก์สามารถเสนอคำฟ้องต่อศาลที่สถานที่ดังกล่าวอยู่ในเขตศาลได้
จำเลยที่ 2 เป็นผู้ติดต่อในการประกอบกิจการขนส่งของจำเลยที่ 1 โดยเป็นผู้ติดต่อในการนำเรือให้ถึง ท่าปลายทางและติดต่อนำเรือออกจากท่าปลายทาง ตลอดจนติดต่อทำหน้าที่เป็นตัวแทนเรือในกิจการขนส่งทางทะเลอันเป็นธุรกิจบริการของจำเลยที่ 2 แม้จำเลยที่ 2 จะไม่ใช่ผู้ร่วมขนส่งกับจำเลยที่ 1 แต่ก็ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ติดต่อในการประกอบกิจการขนส่งของจำเลยที่ 1 ในราชอาณาจักร เมื่อปรากฏตามคำฟ้องว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ติดต่อในการประกอบกิจการของจำเลยที่ 1 มีภูมิลำเนาในเขตศาลแพ่งกรุงเทพใต้ จึงถือว่าภูมิลำเนาของจำเลยที่ 2 เป็นภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ อันเป็นศาลที่ถือว่าจำเลยที่ 1 มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 4 (1)
โจทก์ได้ทำสัญญาประกันภัยทางทะเลกับผู้เอาประกันภัยซึ่งเป็นผู้รับตราส่งสินค้าที่เอาประกันภัยดังกล่าว เมื่อโจทก์ผู้รับประกันภัยได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยดังกล่าวแก่ผู้เอาประกันภัยซึ่งเป็นผู้รับตราส่งสินค้าที่เอาประกันภัย โจทก์ย่อมรับช่วงสิทธิของผู้รับตราส่งมาฟ้องจำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งสินค้าดังกล่าวได้
การรับประกันภัยของโจทก์เป็นการรับประกันภัยสินค้าตามจำนวนหน่วย การระบุน้ำหนักไว้เป็นเพียงให้ทราบถึงน้ำหนักของสินค้ารวมทุกหน่วยเท่านั้น และความเสียหายที่เกิดแก่สินค้าเป็นกรณีที่สินค้านั้นสูญหายไปบางส่วนจำนวน 10 หน่วย และสินค้าเสียหายเพราะเหล็กบุบย่นไปบางส่วน ซึ่งตามสัญญาประกันภัยได้ให้ความคุ้มครอง โจทก์ผู้รับประกันภัยจึงต้องรับผิดตามสัญญาประกันภัยทางทะเลต่อผู้รับตราส่งซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัย แม้โจทก์จะรับประกันภัยสินค้าที่ขนส่งทางทะเลไว้จากผู้รับตราส่งภายหลังจากที่เรือซึ่งรับขนส่งสินค้าดังกล่าวออกเดินทางจาก ท่าเรือต้นทางแล้วก็ตาม แต่ก็ปรากฏว่าเรือดังกล่าวถึงท่าปลายทางภายหลังวันที่โจทก์รับประกันภัยสินค้าที่ขนส่ง ทางทะเล ซึ่งจำเลยที่ 1 มิได้นำสืบโต้แย้งว่าความเสียหายมิได้เกิดขึ้นในระหว่างการขนส่งของจำเลยที่ 1 และ มิได้เกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าวโดยโจทก์รู้อยู่แล้วเช่นนั้นยังจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้รับตราส่งไป การจ่ายค่าสินไหมทดแทนของโจทก์แก่ผู้รับตราส่งจึงเป็นการชำระหนี้ไปตามความรับผิดตามสัญญาประกันภัย ทางทะเล หาใช่การชำระหนี้ตามอำเภอใจโดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระและไม่สุจริต
มาตรา 61 แห่ง พ.ร.บ. การรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 เป็นเรื่องการคำนวณราคาของที่สูญหายหรือ เสียหายว่าผู้ขนส่งทางทะเลจะต้องรับผิดตามสัญญารับขนของทางทะเลเพียงใด ไม่อาจนำมาใช้บังคับแก่โจทก์ซึ่งเป็น ผู้รับประกันภัยทางทะเลได้
ตรงนี้ได้จากฎีกาคือถ้าจำเลยมีภูมิลำเนาในราชอาณาจักรไม่ใช้มาตรา 3 จบมาตรา3
ต่อไปคือมาตราชุดสำคัญ คือชุดมาตรา 4 ก็แบ่งเป็นสองส่วนคือ 4 (1) คำฟ้อง 4 ทวิ 4 ตรี เป็นข้อยกเว้นของ 4 (1 ) ส่วน4จัตวา4เบญจ4ฉเป็นข้อยกเว้นของ 4 (2)เพราะเป็นเรื่องคดีไม่มีข้อพิพาทให้คิดถึงมาตรา188ขึ้นมาโดยฉับพลัน ม.5 เป็นที่ที่รวม หลายมาตรา แยกมาเฉพาะจำเลยในมาตรา 6 ขอโอนคดีเป็นหลักของจำเลยโดยเฉพาะขอเปลี่ยนเขตอำนาจศาลก่อนยื่นคำให้การ คนล่ะเรื่องของการโอนคดีของมาตรา 8
มาตรา 7 เป็นมาตราที่ยกเว้น มาตราที่กล่าวมาทั้งหมดในเรื่องเขตอำนาจศาล สังเกตุ7(1) สอง ที่ใช้ว่าคำร้องหรือคำฟ้อง พอ (3) (4) ใช้คำร้องอย่างเดียว
พยายามเข้าใจตั้งแต่วันนี้นะครับ
มาตรา ๔ เว้นแต่จะมีบทบัญญัติเป็นอย่างอื่น ก็คือพระราชบัญญัติใช้กฎหมายอิสลามในสี่จังหวัดภาคใต้ 2489
(๑) คำฟ้อง ( เห็นคำฟ้องเมื่อไหร่ให้นึกถึงชุดมาตรา 1(3 ) (5) 18 172 226 227 228 ) ให้เสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่ ศาลยกเว้นคือมาตรา 4 ทวิ
(๒) คำร้องขอ ให้เสนอต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาล หรือต่อศาลที่ผู้ร้องมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล
มาตรา ๔ ทวิ คำฟ้องเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ หรือสิทธิหรือประโยชน์อันเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ ให้เสนอต่อศาลที่อสังหาริมทรัพย์นั้นตั้งอยู่ในเขตศาล ไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่ หรือต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2098/2519
โจทก์ฟ้องว่า ที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ตามพินัยกรรมของเจ้ามรดก จำเลยที่ 1 ไปขอรับมรดกที่ดินดังกล่าวโดยไม่สุจริต แล้วจำเลยทั้งสองโดยเจตนาไม่สุจริตซื้อขายที่ดินดังกล่าวกันโดยจำเลยที่ 2 ทราบดีแล้วว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจขาย ขอให้เพิกถอนสัญญาซื้อขายที่พิพาทระหว่างจำเลยทั้งสอง และให้จำเลยที่ 2 โอนโฉนดที่ดินดังกล่าวคืนให้โจทก์ เป็นคำฟ้องที่โจทก์เรียกที่พิพาทซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ตามพินัยกรรมของเจ้ามรดกคืนจากจำเลยที่ 2 ซึ่งรับโอนจากจำเลยที่ 1 โดยไม่สุจริต ส่วนที่โจทก์ขอให้เพิกถอนสัญญาซื้อขายระหว่างจำเลยทั้งสอง และให้จำเลยที่ 2 โอนโฉนดที่พิพาทคืนให้โจทก์ หากจำเลยที่ 2 ไม่โอนให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยนั้น เป็นการกระทำเพื่อให้ที่ดินดังกล่าวหลุดพ้นจากการเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 มาเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องที่เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ และเมื่อที่พิพาทตั้งอยู่ในเขตศาลชั้นต้น ที่โจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลชั้นต้นจึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4(1) แล้ว (ปัจจุบัน มาตรา 4 ทวิ)
นอกจากให้ทำลายนิติกรรมแล้วยังมีการบังคับเอากับอสังหาริมทรัพย์นั้นเฉพาะเจาะจงอีกจึงเป็นคดีเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์
อสังหาริมทรัพย์คืออะไรกลับไปดูปพพ
กฎหมายมาตรา4ทวิจึงเขียนเลยไปถึงประโยชน์อื่นใดอีก เช่นการบังคับจำนอง บุริมสิทธิในอสังหาริมทรัพย์ สิทธิเหนือพื้นดิน สิทธิเก็บกิน หรือภาระจำยอม ถือว่าเป็นคดีสิทธิหรือประโยชน์อันเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์
สิ่งที่ต้องระวังคือหากเลือกศาลที่อสังหาริมทรัพย์ตั้งอยู่ไม่ต้องไปสนใจเลยว่าจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรเลยหรือไม่
ทางปฏิบัติอาจจะเป็นไปได้ที่เป็นสถานที่เดียวกันไม่แปลก แต่ที่สำคัญคือควรเขียนให้ชัด ข้อสังเกตคือคดีไม่มีข้อพิพาทคือคดีที่ร้องขอให้ศาลแสดงกรรมสิทธิโดยการครอบครองปรปักษ์แต่ต้องระวังถึงการที่เปิดคดีได้สองอย่าง ถ้าเปิดคดีอย่างคำร้องไม่ต้องนำหลัก 4 ทวิมาใช้เลยนะในกรณีที่เราเปิดอย่างคำร้อง ต้องใช้ 4 ( 2 ) แต่เวลาตอบต้องชัดเจนว่าจะใช้หลักอะไร
ต่อไปดู มาตรา4 ตรี เราต้องเรียนให้รู้ว่าหลักกฎหมายนั้นใช้อย่างไร
มาตรา ๔ ตรี คำฟ้องอื่นนอกจากที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๔ ทวิ( แสดงว่าไม่ใช่เรื่องสิทธิเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ เป็นหนี้เหนือบุคคล ) ซึ่งจำเลยมิได้มีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรและมูลคดีมิได้เกิดขึ้นในราชอาณาจักร ถ้าโจทก์( แปลกกว่าปกติเพราะปกติใช้ภูมิลำเนาโจทก์เพราะตามาตรานี้เป็นเรื่อง จำเลยไม่มีจุดเกาะเกี่ยวในราชอาณาจักร ) เป็นผู้มีสัญชาติไทยหรือมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักร ให้เสนอต่อศาลแพ่งหรือต่อศาลที่โจทก์มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล ( ดู ป.วิ.พ. มาตรา 34 ประกอบ )
คำฟ้องตามวรรคหนึ่ง ถ้าจำเลยมีทรัพย์สินที่อาจถูกบังคับคดีได้อยู่ในราชอาณาจักร ไม่ว่าจะเป็นการชั่วคราวหรือถาวร โจทก์จะเสนอคำฟ้องต่อศาลที่ทรัพย์สินนั้นอยู่ในเขตศาลก็ได้
ตั้งแต่มีมาตรานี้ ยังไม่มีการใช้เลย ทางปฏิบัติถ้าเกิดขึ้นมาก็ดูจะมีปัญหาบ้างเหมือนกัน
ตอนแรกต้องเป็นหนี้เหนือบุคคล + มูลคดีไม่ได้เกิดขึ้นในราชอาณาจักร ( มันค่อยๆ ปิดทางไปเรื่อยๆ โจทก์ได้สัญชาติไทย ( ไม่ต้องไปคิดไกลว่าจากหลักอะไร ) ศาลที่ให้เลือกก็มีสองศาล ศาลที่ทรัพย์ตั้งอยู่หรือ ศาลแพ่ง
มาตรา 4 ตรี นั้นจะมีปัญหาโดย ( ดู ป.วิ.พ. มาตรา 34 ประกอบ ) คือการส่งหมายนั้นจะส่งข้ามประเทศโดยตรงไมได้ ต้องปฎิบัติตามวิธีอย่างการส่งหมายข้ามประเทศ
ครั้งที่ 4( 20/12/51 ) ช่วงหลัง
ต่อไปนะครับ มาตรา 4 จัตวา แต่ให้กลับไปดู 4 ( 2 ) ก่อน
๒) คำร้องขอ ให้เสนอต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาล หรือต่อศาลที่ผู้ร้องมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล
4 จัตวา เป็นศาลยกเว้นในกรณีการตั้งผู้จัดการมรดก สังเกตุดีๆนะครับว่าไม่ใช่สถานที่ตายของเจ้ามรดกนะครับ
มาตรานี้ นักศึกษาต้องดู 188 ( 4 ) ประกอบ เพราะจะมีผุ้คัดค้านตลอด ม.188 อาจารย์เคยบรรยายไปแล้วในชั่วโมงแรกๆ
มาตรา ๔ จัตวา คำร้องขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดก ให้เสนอต่อศาลที่เจ้ามรดกมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลในขณะถึงแก่ความตาย
ในกรณีที่เจ้ามรดกไม่มีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักร ให้เสนอต่อศาลที่ทรัพย์มรดกอยู่ในเขตศาล
มาตรา 4 เบญจ ไม่ค่อยมีอะไรมาก เป็นเรื่องเกี่ยวกับนิติบุคคล ผ่านไปได้ไว อ่านให้รู้ว่ามีก็พอไม่จำเป็นต้องไปท่องจำมาก เป็นวิธีร่างกฎหมายไม่ให้ถึงทางตัด
มาตรา ๔ เบญจ คำร้องขอเพิกถอนมติของที่ประชุมหรือที่ประชุมใหญ่ของนิติบุคคล คำร้องขอเลิกนิติบุคคล คำร้องขอตั้งหรือถอนผู้ชำระบัญชีของนิติบุคคล หรือคำร้องขออื่นใด( ปพพ ม.75 คำร้องตั้งผู้แทนนิติบุคคลเฉพาะการ ) เกี่ยวกับนิติบุคคล ให้เสนอต่อศาลที่นิติบุคคลนั้นมีสำนักงานแห่งใหญ่อยู่ในเขตศาล
ต่อไปมาตรา 4 ฉ มีเป็นสองตอนสังเกต ถ้ามีแบ่งเป็นตอนๆ จะมีคำว่า ก็ดี 4 ฉ ตอนที่หนึ่ง คำร้องขอเกี่ยวกับทรัพย์สินในราชอาณาจักรมันจะเกิดขึ้นตอนที่ มูลคดีไม่ได้เกิดในราชอาณาจักร แต่ต้องการใช้สิทธิทางศาลในราชอาณาจักร ก็ยื่นคำร้องขอได้ตาม มาตรา 4 ฉ
การให้จัดการและเลิกจัดการทรัพย์สินในราชอาณาจักรซึ่งผู้ร้องไม่มีภูมิลำเนาในราชอาณาจักร ปพพ ม.48 ร้องจัดการทรัพย์สินของผุ้ไม่อยู่ ป.พ.พ ม.56 ให้เลิกจัดการทรัพย์สิน ปพพ 28 ร้องขอตั้งผู้อนุบาล ม.1484 1485 ร้องขอตั้งผู้จัดการสินสมรส 1582 ร้องขอถอนผู้ปกครอง
มาตรา ๔ ฉ คำร้องขอเกี่ยวกับทรัพย์สินที่อยู่ในราชอาณาจักรก็ดี คำร้องขอที่หากศาลมีคำสั่งตามคำร้องขอนั้นจะเป็นผลให้ต้องจัดการหรือเลิกจัดการทรัพย์สินที่อยู่ในราชอาณาจักรก็ดี ซึ่งมูลคดีมิได้เกิดขึ้นในราชอาณาจักรและผู้ร้องไม่มีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรให้เสนอต่อศาลที่ทรัพย์สินดังกล่าวอยู่ในเขตศาล
คราวนี้มาถึงมาตรา 5 มีประโยชน์มาก ใช้บ่อย เปิดมาตราด้วย การบอกว่าคดีมีข้อพิพาทหรือคดีไม่มีข้อพิพาทอาจเสนอได้สองศาล หรือกว่านั้น
มีคำสำคัญคือ มูลความแห่งคดีเกี่ยวข้องกัน มีความหมายว่า มีส่วนได้เสียตามกฎหมายร่วมกันก็ได้ หรือมูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้แบ่งแยกจากกันไม่ได้ก็ได้คดีประเภทนี้ ฟ้องได้สองศาล เลือกเอาเลย ตัวอย่าง โจทก์เป็นเจ้าหนี้มีลูกหนี้สองคน คนหนึ่งเชียงใหม่อีกคนหนึ่งลำปาง ฐานะเป็นหนี้ร่วม
จึงสามารถฟ้องได้ศาลเดียวกันก็ได้ แยกศาลก็ได้ กฎหมายเขียนไว้ดี เช่นเพราะ ทั้งหลาย มูลคดีเกี่ยวข้องกัน ( หมายถึงเกี่ยวข้องกันจนพิพากษาไปด้วยกันได้ )
อีกตัวอย่างก็เช่น การค้ำประกัน
พอพูดถึงมาตรา 5 ให้นึกถึงคำพิพากษาฎีกา 7788/2546 พอจำได้หรือไม่ว่าเป็นเรื่องอะไร ตรงนี้แหละที่จะนำมาแต่งเป็นข้อสอบ
มาตรา ๕ คำฟ้องหรือคำร้องขอซึ่งอาจเสนอต่อศาลได้สองศาลหรือกว่านั้นไม่ว่าจะเป็นเพราะภูมิลำเนาของบุคคลก็ดี เพราะที่ตั้งของทรัพย์สินก็ดี เพราะสถานที่ที่เกิดมูลคดีก็ดี หรือเพราะมีข้อหาหลายข้อก็ดี ถ้ามูลความแห่งคดีเกี่ยวข้องกัน โจทก์หรือผู้ร้องจะเสนอคำฟ้องหรือคำร้องขอต่อศาลใดศาลหนึ่งเช่นว่านั้นก็ได้
ฎีกา 7788/46 ทำให้เกิดข้อโต้แย้ง ม.5 และเรื่องมูลคดีมากพอสมควรนะครับ เป็นเรื่องบัตรเครดิตร บัตรเครดิตร ก็จะมีสาขาต่างๆ เรื่องนี้สาขาอยู่ที่ปทุมธานี จำเลยไปขอก็กลับมารอที่บ้าน สาขาก็ส่งคำร้องไปที่สำนักงานใหญ่ที่พระโขนง สำนักงานใหญ่อนุมัติ แล้วส่งบัตรพร้อมรหัส ไปให้จำเลย พอจำเลยรูดเงินแล้วไม่จ่าย โจทก์ก็ฟ้องที่พระโขนง ที่สำนักงานใหญ่ ถามว่าเป็นที่ที่มูลคดีเกิดหรือไม่
เป็นคดีที่เข้าที่ประชุมใหญ่ เลยนะครับ เราก็ต้องกลับไปใช้หลักว่าเหตุแห่งการโต้แย้งสิทธิเกิดที่ไหน ตอบฎีกานี้ตอบว่าเฉพาะที่ปทุมธานีเพราะเป็นสถานที่สุดท้าย ที่จะนำบัตรเครดิตรไปใช้ได้
แต่ตามความเห็นอาจารย์นั้นเห็นว่าควรจะให้ฟ้องได้หลายศาลที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดความยืดหยุ่น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7788/2546
มูลคดี หมายถึงต้นเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิอันจะทำให้โจทก์เกิดอำนาจฟ้อง แต่ตามคำฟ้องของธนาคารโจทก์ที่ว่า ในทางบัญชีหลังจากจำเลยได้ทำสัญญาและรับบัตรเครดิตไปจากโจทก์จำเลยใช้บัตรเครดิตชำระค่าสินค้าและบริการหลายครั้งหลายหนประกอบกับสถานที่รับบัตรเครดิตคือธนาคารโจทก์สาขาหนองคาย ดังนั้น การอนุมัติและการออกบัตรเครดิตจึงเป็นเพียงขั้นตอนปฏิบัติระหว่างสำนักงานใหญ่กับสาขาหนองคาย เมื่อจำเลยทำสัญญาและรับบัตรเครดิตจากโจทก์สาขาหนองคายอันเป็นขั้นตอนสุดท้ายที่จำเลยจะสามารถนำบัตรเครดิตไปชำระหนี้ค่าสินค้าและบริการจนเป็นเหตุพิพาทซึ่งเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิและมูลหนี้ตามฟ้องมูลคดีจึงมิได้เกิดในเขตศาลชั้นต้นที่สำนักงานใหญ่ของโจทก์ตั้งอยู่
819/2547 ก็เดินตาม 7788/2546
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 819/2547
แม้ศาลชั้นต้นมิได้สั่งอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา แต่การที่จำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้าน และศาลชั้นต้นส่งสำนวนมายังศาลฎีกา พอแปลได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตาม ป.วิ.พ มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่งแล้ว
คำว่ามูลคดีหมายถึงต้นเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิอันจะทำให้โจทก์เกิดอำนาจฟ้อง เมื่อพิจารณาสำเนาใบสมัครสมาชิกบัตรเครดิตเอกสารท้ายฟ้องแล้ว ปรากฏว่าสถานที่รับบัตรเครดิตคือที่ทำงานของจำเลยซึ่งตั้งอยู่ที่อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง ส่วนการอนุมัติและการออกบัตรเครดิตแม้จะกระทำที่สำนักงานใหญ่ของโจทก์ดังที่โจทก์อุทธรณ์ก็เป็นเพียงขั้นตอนปฏิบัติของโจทก์เท่านั้น เมื่อจำเลยรับบัตรเครดิต ณ ที่ทำงานของจำเลยอันเป็นขั้นตอนสุดท้ายที่จำเลยจะสามารถนำบัตรเครดิตของโจทก์ไปใช้แทนการชำระค่าสินค้า ค่าบริการ รวมทั้งเบิกถอนเงินสดจนเป็นเหตุพิพาทซึ่งเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิและมูลหนี้ตามฟ้อง หากปราศจากเหตุและขั้นตอนสุดท้ายดังกล่าวเสียแล้วโจทก์จำเลยย่อมไม่มีนิติสัมพันธ์เกี่ยวกับบัตรเครดิตหรือสินเชื่อต่อกัน เช่นนี้ มูลคดีจึงมิได้เกิดในเขตศาลชั้นต้น (ศาลแขวงพระโขนง) ที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฟ้องของโจทก์จึงชอบแล้ว
ต่อไป มาตรา 6 ซึ่งไม่ใช่เขตศาลตามอำเภอใจ ต้องเป็นเขตศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีนั้นด้วย ศาลที่จำเลยจะโอนต้องมีอำนาจพิจารณาด้วย
มาตรา ๖ ก่อนยื่นคำให้การ จำเลยชอบที่จะยื่นคำร้องต่อศาลที่โจทก์ได้ยื่นคำฟ้องไว้ขอให้โอนคดีไปยังศาลอื่นที่มีเขตอำนาจได้ คำร้องนั้นจำเลยต้องแสดงเหตุที่ยกขึ้นอ้างอิงว่าการพิจารณาคดีต่อไปในศาลนั้นจะไม่สะดวก หรือจำเลยอาจไม่ได้รับความยุติธรรมเมื่อศาลเห็นสมควร ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตตามคำร้องนั้นก็ได้
ห้ามมิให้ศาลออกคำสั่งอนุญาตตามวรรคหนึ่ง เว้นแต่ศาลที่จะรับโอนคดีไปนั้นได้ยินยอมเสียก่อน ถ้าศาลที่จะรับโอนคดีไม่ยินยอม ก็ให้ศาลที่จะโอนคดีนั้นส่งเรื่องให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ชี้ขาด คำสั่งของอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด
และในคำร้องต้องอ้างเหตุผลใดเหตุผลหนึ่งดังนี้ คือ การพิจารณาจะไม่สะดวก หรือ หากพิจารณาคดีต่อไปจะไม่ได้รับความยุติธรรม
ก็มีเหตุผล ตามมาตรา 11 – 14 การคัดค้านคำพิพากษา เวลาเขียนใช้คำว่า " อาจ " นะเวลาเขียนอะไรใช้คำให้เป็น
หลักต่อมาเมื่อมีเหตุผลแล้วคำร้องแล้วศาลที่รับคำร้องจะโอนทันทีไม่ได้ ต้องถามศาลที่จะรับโอนว่ายินยอมหรือไม่ เหตุผลเพราะ แต่ละศาลก็คดีเยอะอยู่แล้ว
ถ้ายินยอมก็จบ ก็รับโอนไป ถ้าไม่ยินยอมก็เป็นหน้าที่ของศาลที่จะโอนที่จะต้องไปให้ประธานศาลอุทธรณ์ชี้ขาดซึ่งเป็นที่สุด
อย่าไปอยากได้ของคนอื่นเขา บอกอีกครั้ง ว่าช่วงปีใหม่อย่าส่ง ส.ค.ส.ให้อาจารย์คิดถึงอาจารย์เมื่อไหร่ให้หยิบตัวบทมาอ่านวันนี้แค่นี้เจอกันอีกทีวันเสาร์ที่ 27 ธันวาคม 2551 ครับ