หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า kankokub ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์สมพงษ์ เหมวิมล ผู้บรรยาย , ผู้ก่อตั้ง lawsiamgooglegroups และ คุณแบ่งปัน ที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า
ครั้งที่ 1( ชั่วโมงที่ 1-2 )( 17/12/51 )
นักศึกษาภาคค่ำส่วนใหญ่ทำงานแล้ว แนวโน้มก็เหมือนต่างประเทศคือจบทางด้านอื่นมาก่อนแล้วจึงมาเรียนกฎหมายทีหลัง เนื่องจากปัจจุบันวิชาชีพด้านกฎหมายเป็นที่นิยม
เป็นชั่วโมงแรกที่พบกัน อาจารย์ ชื่อ สมพงษ์ เหมวิมล ปัจจุบันเป็นผู้พิพากษาหัวหน้าคณะ ภาค 8 ที่เดียวกับอาจารย์ทวี สอนหนังสือก็สอนที่เนฯ และสถาบันพัฒนาตุลาการ
พบกันในชั่วโมงแรกก็อยากจะแนะนำ วิธีการเรียนในชั้นเนฯ คือเรียนในภาคปฏิบัติมากขึ้น ปริญญาตรีให้เป็นพื้นฐานในวิชาหลัก เรียนกฎหมายเรียนง่ายเพราะมีโน้ตย่อให้เสร็จอย่างเป็นทางการ โน้ตย่อที่ว่าคือประมวลกฎหมายนั่นเอง เพียงแต่เรามาเรียนขยายความจากโน้ตย่อนั้น คำพิพากษาที่ตีความออกไปนั่นแหละคือ สิ่งที่ชอบออกข้อสอบเพราะเป็นสิ่งที่ขยายความตัวบทออกไป
สิ่งสำคัญในการเรียนกฎหมายคือ ตัวบทต้องมีติดมือเสมอ ประมวลที่ดีคืออ่านง่าย มีพื้นที่ว่างด้านข้างเพื่อโน้ตย่อได้และให้เล่มเล็กเพื่อพกพาไปไหนมาไหนได้ กฎหมายเรียนง่ายแต่ลำบากตลอดชีวิต เช่นปัจจุบันก็มีการแก้ไขในเดือนกุมภาพันธ์ 2551
สำรวจง่ายๆ ดูม.149 เพราะมีการแก้เรื่องค่าฤชาธรรมเนียม แก้กระทบไปทั้งหมวดที่ 3 ท่านใดเป็นประมวลเก่าก็ต้องไปซื้อมาเพิ่มเติม
ได้มาแล้วก็ต้องเปิดบ่อยๆจะได้คล่องมือ นอกจากประมวลแล้วยังต้องมีการอ่านหนังสือ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องเฉพาะบุคคลว่าจะอ่านตอนไหนก็ได้ที่จะมีสมาธิที่สุด การเรียนเนฯเน้นภาคปฎิบัติจึงเป็นการใช้งานที่ศาล ต้องเรียนรู้คำพิพากษาของศาลฎีกามากขึ้น สังเกตุได้ว่าผู้ที่สอบได้จะเป็นผู้ที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับกฎหมาย เช่น เป็นทนายความ เป็นหน้าบัลลังค์เป็นต้น เพราะว่าเค้ารู้ขั้นตอนในศาล ว่าเรื่องในปัญหานั้นอยู่ในขั้นตอนใด
วิธีตอบข้อสอบมีหลายท่านน่าเสียดายคือมีความรู้ดีแต่ว่า ตอบข้อสอบไม่ดี อยากจะแนะนำว่า การตอบข้อสอบนั้น ไม่จำเป็นต้องลอกคำถาม วิธีตอบคำถามให้ได้คะแนนคือการวางหลักกฎหมาย ไม่ทราบตัวบทไม่เป็นอะไรที่สำคัญคือต้องวางหลักสำคัญ ปรับตัวบท และบทสรุป ก็จะเป็นสามท่อนด้วยกัน ประโยชน์ ในการวางหลักกฎหมายคือไม่มีทางได้ศูนย์คะแนนแน่นอน ( ถ้าเป็นหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับคำถามนั้นอย่างแท้จริง ) เรื่องที่แนะนำอีกอย่างหนึ่งคือเรื่องลายมือ และประการสุดท้ายขอให้ตอบให้ตรงประเด็น ไม่ต้องตอบครอบแบบหว่านแหอย่างปริญญาตรี ตอบให้ตรงจุดที่ถามเท่านั้น เพราะคำถามเนฯปัจจุบันนี้ไม่มีถามอย่างอัตนัยแล้ว เพราะเป็นคำถามที่ส่วนใหญ่แต่งมาจากฎีกา
ในกรณีที่มีตัวละครหลายๆตัว ต้องไม่ตอบตัวละครสับสนกันให้เขียนเลขดูพฤติการณ์ให้ชัดเจน ตอบประเด็นหนึ่งหรือของตัวละครหนึ่งแล้วให้ย่อหน้าเพื่อตอบคำถามใหม่ จะได้ตรวจทานได้ง่ายและอาจารย์ก็จะประทับใจ ว่ารู้จักแยกแยะรู้จักประเด็น
..............................................................................................................................................
สำหรับภาค 4 นี้ก็ตกลงกับอาจารย์ทวีว่าผลัดกันคนล่ะ 2 ครั้งสลับกันไปถ้าไม่ติดราชการหรืองานอื่น เรามาพูดถึงวิธีชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา อยู่ในภาค 4 มาตรา 253-270
เป็นเรื่องที่จำเลยใช้สิทธิขอให้ศาลให้โจทก์วางเงินประกันค่าใช้จ่าย อันนี้คือ 253
เรื่องต่อไปคือขอให้ศาลห้ามยักย้าย ม.254
เรามาพูดถึงกรณีแรกก่อน คือจำเลยขอให้ศาลวางเงินหรือประกันค่าใช้จ่าย ดูตัวบท
มาตรา 253 ถ้าโจทก์มิได้มีภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานอยู่ในราชอาณาจักรและไม่มีทรัพย์สินที่อาจถูกบังคับคดีได้อยู่ในราชอาณาจักร หรือถ้าเป็นที่เชื่อได้ว่าเมื่อโจทก์แพ้คดีแล้วจะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย จำเลยอาจยื่นคำร้องต่อศาลไม่ว่าเวลาใด ๆ ก่อนพิพากษาขอให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์วางเงินต่อศาลหรือหาประกันมาให้เพื่อการชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายดังกล่าวได้
ถ้าศาลไต่สวนแล้วเห็นว่า มีเหตุอันสมควรหรือมีเหตุเป็นที่เชื่อได้ แล้วแต่กรณีก็ให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์วางเงินต่อศาลหรือหาประกันมาให้ตามจำนวนและภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ตามที่เห็นสมควรก็ได้
ถ้าโจทก์มิได้ปฏิบัติตามคำสั่งศาลตามวรรคสอง ให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ เว้นแต่จำเลยจะขอให้ดำเนินการพิจารณาต่อไป หรือมีการอุทธรณ์คำสั่งศาลตามวรรคสอง
สังเกตนะครับว่า ทำไมกฎหมายถึงบังคับให้โจทก์มาวางเงิน เนื่องจากการฟ้องร้องคดีแพ่งบางทีก็เป็นเรื่องเท็จ กว่าจำเลยจะชนะคดีก็เดือดร้อนฟ้องชนะแล้วก็ไม่อาจบังคับให้จำเลยได้ ม.253 ให้สิทธิจำเลย จำเลยเท่านั้นนะครับ มองผิวเผินก็ธรรมดา แต่มีกรณีที่อาจเข้าใจยากอยู่นะครับ
ฎ.500/2504
ในกรณีที่โจทก์ ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาใช้สิทธิบังคับคดีขอยึดทรัพย์ของจำเลยลูกหนี้ ผู้ร้องขัดทรัพย์ยื่นคำร้องกล่าวอ้างว่าทรัพย์ที่โจทก์นำยึดเป็นของตนนั้นผู้ร้องขัดทรัพย์มีฐานะเสมือนเป็นโจทก์ ส่วนโจทก์เจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีฐานะเสมือนเป็นจำเลย ฉะนั้นผู้ร้องขัดทรัพย์จะร้องขอให้โจทก์เจ้าหนี้วางเงินประกันค่าฤชาธรรมเนียมฯลฯ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 253 ไม่ได้
เรื่องร้องขัดทรัพย์ ขอให้ศาลสั่งให้โจทก์วางเงินหรือค่าใช้จ่าย เห็นว่า ผู้ร้องขัดทรัพยืมีฐานะเป็นโจทก์(ในคดีร้องขัดทรัพย์ ฉะนั้นจะขอให้โจทก์คดีเดิมวางเงินตามมาตรา 253 ไม่ได้
ปัญหาว่าโจทก์ในคดีเดิมซึ่งตกเป็นจำเลยในคดีร้องขัดทรัพย์ จะร้องตาม 253 ได้หรือไม่ ยังไม่มีฎีกาแต่ต้องพิจารณาพร้อมเรื่อง มาตรา 288
มาตรา 288 ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งมาตรา ๕๕ ถ้าบุคคลใดกล่าวอ้างว่าจำเลยหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ใช่เจ้าของทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้ ก่อนที่ได้เอาทรัพย์สินเช่นว่านี้ออกขายทอดตลาด หรือจำหน่ายโดยวิธีอื่น บุคคลนั้นอาจยื่นคำร้องขอต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดีให้ปล่อยทรัพย์สินเช่นว่านั้น ในกรณีเช่นนี้ ให้ผู้กล่าวอ้างนั้นนำส่งสำเนาคำร้องขอแก่โจทก์หรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา และจำเลยหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาและเจ้าพนักงานบังคับคดีโดยลำดับ เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีได้รับคำร้องขอเช่นว่านี้ให้งดการขายทอดตลาด หรือจำหน่ายทรัพย์สินที่พิพาทนั้นไว้ในระหว่างรอคำวินิจฉัยชี้ขาดของศาล ดังที่บัญญัติไว้ต่อไปนี้
เมื่อได้ยื่นคำร้องขอต่อศาลแล้ว ให้ศาลพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีนั้นเหมือนอย่างคดีธรรมดา เว้นแต่
(๑) เมื่อเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้อง ไม่ว่าเวลาใด ๆ ก่อนวันกำหนดชี้สองสถานหรือก่อนวันสืบพยาน หากมีพยานหลักฐานเบื้องต้นแสดงว่าคำร้องขอนั้นไม่มีมูลและยื่นเข้ามาเพื่อประวิงให้ชักช้า ศาลมีอำนาจที่จะมีคำสั่งให้ผู้กล่าวอ้างวางเงินต่อศาลภายในระยะเวลาที่ศาลจะกำหนดไว้ในคำสั่งตามจำนวนที่ศาลเห็นสมควรเพื่อเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาสำหรับความเสียหายที่อาจได้รับ เนื่องจากเหตุเนิ่นช้าในการบังคับคดีอันเกิดแต่การยื่นคำร้องขอนั้น ถ้าผู้กล่าวอ้างไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของศาล ให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ
เห็นไหมครับว่าโจทก์คดีเดิมหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ก็ใช้สิทธิตาม 288 ( 1) ได้อยู่แล้วไม่จำเป็นต้องใช้สิทธิตามมาตรา 253 อีก แต่ตามคำบรรยาย อ. สมิทธ์ ได้เปลี่ยนแปลงว่าก็สามารถใช้สิทธิตาม 253 ได้อีกเพราะเป็นจำเลยนั่นเอง
สังเกตนะครับว่า 253 ใช้คำว่าจำเลยโดยตรงเลยนะครับ แต่ตาม 288 นั้นใช้คำว่าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหมายความว่า จะใช้สิทธิตาม 288 ได้ศาลต้องพิพากษาแล้วคือจะได้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา หากเราไปตีความว่า ซ้ำซ้อนไม่ให้สิทธิตาม 253 นั้น ก็จะทำให้เจ้าหนี้ที่ศาลยังไม่พิพากษาไม่สามารถใช้สิทธิได้
ข้อแตกต่าง 253 กับ 288
1. เป็นเรื่องเกี่ยวกับการยื่นคำขอ 253 จำเลยขอก่อนศาลมีคำพิพากษาจะเป็น ศาลชั้นต้น อุทธรณ์ ฎีกาแล้ว แต่ ส่วน 288 ต้องก่อน ชี้สองสถานหรือก่อนวันสืบพยานจะเห็นได้ว่าเป็นกระบวนชั้นต้นเท่านั้น
2.เหตุการยื่นคำขอ เหตุตาม 253 คือโจทก์ไม่มีภูมิลำเนาและไม่มีทรัพย์สิน หรือ มีเหตุอันสมควรหรือมีเหตุอันเชื่อได้ว่า ถ้าโจทก์แพ้คดีแล้วจะไม่ชำระค่าใช้จ่าย แต่ถ้าเป็น 288 คือคำร้องขัดทรัพย์ไม่มีมูลและยื่นมาเพื่อประวิงเวลาไม่ให้ชักช้า
3. ม.253 ประกันค่าฤชาธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่าย ม.288 เป็นเรื่องค่าสินไหมทดแทน
4. การจำหน่ายคดี ม.253 วรรค 3 กำหนดให้ศาลจำหน่ายคดีออกจากสารบบความโดยไม่ต้องถามโจทก์ แต่ถ้าเป็นเรื่อง 288 ( 1 ) ถ้าจำเลยคัดค้านจะจำหน่ายคดีไม่ได้หรือถ้ามีการอุทธรณ์ฎีกาคำสั่งจะจำหน่ายคดีทันทีไม่ได้
5.คำสั่งศาล ม.253 อุทธรณ์ฎีกาคำสั่งได้ตาม 228 ( 2 ) แต่ถ้าเป็นเรื่อง 288 ( 1 ) คำสั่งศาลเป็นที่สุด อุทธรณ์ฎีกาไม่ได้
6. อำนาจศาล หากเป็นกรณี 253โจทก์ต้องขอให้วางประกันด้วย แต่ถ้าเป็นกรณี 288 ( 1 ) เพียงยื่นว่าคำร้องขัดทรัพย์ไม่มีมูลก็วางประกันได้ไม่จำต้องขอโดยตรงตาม
ฎ.1293/2514
ผู้ร้องยื่นคำร้องขัดทรัพย์ โจทก์ให้การต่อสู้คดีแล้วยื่นคำร้องว่าคำร้องของผู้ร้องขัดทรัพย์ไม่มีมูล ขอให้งดสืบพยาน หากศาลเห็นว่าคำร้องของผู้ร้องขัดทรัพย์ยื่นเข้ามาเพื่อประวิงคดีให้ชักช้า โดยมีหลักฐานสนับสนุนอยู่ในสำนวนแล้ว ศาลย่อมมีอำนาจสั่งให้ผู้ร้องขัดทรัพย์วางเงินเพื่อเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 288(1) ได้
(วินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 13/2514)
เท่าที่ตรวจแล้วไม่เคยออกข้อสอบในประเด็นนี้เลย
( ชั่วโมงที่ 2 )
โจทก์ในคดีเดิมอาจตกเป็นจำเลยในคดีร้องสอดได้ ร้องสอดแล้วแต่ไปก็คือ การฟ้องแย้งถ้าจำเลยฟ้องแย้ง โจทก์เดิมก็เป็นจำเลยฟ้องแย้งก็ใช้สิทธิตาม 253 ได้เช่นกัน
โจทก์หลายคน ม. 162 ได้บัญญิตเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมไว้
มาตรา 162 บุคคลที่เป็นโจทก์ร่วมกันหรือจำเลยร่วมกันนั้น หาต้องรับผิดร่วมกันในค่าฤชาธรรมเนียมไม่ หากต้องรับผิดเป็นส่วนเท่า ๆ กัน เว้นแต่จะได้เป็นเจ้าหนี้ร่วมหรือลูกหนี้ร่วมหรือศาลได้มีคำสั่งเป็นอย่างอื่น
แปลว่าโดยหลักไม่ต้องรับผิดอย่างหนี้ร่วมเพียงแต่รับผิดเป็นส่วนเท่าๆกันเท่านั้น อย่างนี้เฉพาะคนที่จะต้องวางเงินหรือหาหลักประกันมาวางตาม ม.253
หลักเกณฑ์ต่อไปคือหลักเกณฑ์ที่จำเลยต้องกระทำ ประการแรกคือจำเลยต้องยื่นคำร้องขอต่อศาลให้โจทก์วางเงินหรือหาหลักประกัน ต้องพูด ( ยื่นคำร้องบรรยาย ) โดยตรง หากไม่พูดศาลก็ไม่อาจสั่งได้ ตาม ฎ.1293/2514 ( อ้างแล้ว )
ปัญหาคือจำเลย ( ทนายความ ) ต้องบรรยายคำร้องอย่างไรบ้าง ศาลฎีกา
ฎ. 1106/2530
คำสั่งศาลให้โจทก์วางเงินประกันค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายตาม ป.วิ.พ. มาตรา 253 เป็นคำสั่งอันเกี่ยวด้วยคำขอเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของคู่ความในระหว่างการพิจารณาตามป.วิ.พ. มาตรา 228(2) ย่อมอุทธรณ์ฎีกาได้โดยไม่จำต้องโต้แย้งคำสั่งไว้ก่อน
คดีมีทุนทรัพย์ 18,739,895.67 บาท ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์วางเงินประกันค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย 30,000 บาท ตามป.วิ.พ.มาตรา 253 ศาลฎีกาเห็นว่าเมื่อคำนึงถึงทุนทรัพย์ในคดีนี้แล้วเป็นจำนวนต่ำไป จึงให้โจทก์วางเงินประกันจำนวน 50,000บาท.(ที่มา-ส่งเสริม)
อธิบายว่าไม่จำต้องบรรยายถึงค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายที่ จำเลยต้องเสียไปอย่างใดไม่
ปัญหาว่าหากจำเลยขอ แล้วศาลไม่ได้ให้เต็มจำนวน หรือ โจทก์อุทธรณ์ว่ามากไป ถามว่าเกณฑ์ในการมองว่ามากไปหรือน้อยไปนั้น ศาลเห็นว่า ตามมาตรา 253 นั้น เป็นดุลพินิจของศาลโดยแท้ โดยคำนึงถึงการสุจริตในการดำเนินคดี ตามมาตรา 161 และคำนึงถึงจำนวนทุนทรัพย์
เมื่อพูดถึงค่าฤชาธรรมเนียมผู้ไม่เคยปฏิบัติ ก็จะงง แต่ ดีที่กฎหมาย ได้แก้ไขแล้วใน เดือนกุมภาพันธ์ 2551 ในมาตรา 149 ได้บัญญัตินิยามของค่าฤชาธรรมเนียมไว้
ค่าธรรมเนียมศาลก็ดูง่ายๆ ก็คือค่าขึ้นศาล ค่าขึ้นศาลคำนวณอย่างไรก็ดูตาราง 1 ท้ายวิแพ่ง ตาราง 1 ค่าขึ้นศาล ( ค่าธรรมเนียมศาล ) โดยได้มีการแก้ไขในส่วนของตาราง 1 โดยไม่มีการอั้นแล้ว อาจเสียค่าขึ้นศาลเกิน 2 แสนด้วย ในส่วนที่เกิน 50 ล้าน คิด ร้อยล่ะ 0.1
ค่าเดินเผชิญสืบ ค่าป่วยการ( พยานนำพยานหมาย พยานหมายคือขอให้ศาลหมายเรียกเพราะไม่สามารถเดินทางมาได้ก็ต้องเสียค่าป่วนการให้พยาน ปกติศาลก็จะสั่งให้จ่าย ก็ดูตามตาราง 4 ท้ายวิแพ่ง ) ค่าเดินทาง ค่าที่พัก ( ตามที่เห็นสมควร ) โดยปกติศาลจะสั่งให้ผู้อ้างพยานไปนั้นเป็นผู้จ่าย ค่าทนายความ ( ก็มีตารางท้ายเช่นกัน ตาราง 6 วงเล็บ 1 โดยค่าทนายความก็คือที่ศาลต้องสั่งในคำพิพากษาไม่ใช่ที่ต้องไป จ่ายกันเองตามที่จ้างทนายที่มีชื่อเสียง ) ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี
ที่กล่าวไปทั้งหมดคือมาตรา 149 ที่กล่าวในเรื่องของค่าฤชาธรรมเนียม ในส่วนของมาตรา 253 ก็คงไม่ต้องลงลายละเอียดเพราะ ศาลตัดสินว่าไม่ต้องอธิบายลงลายละเอียด มีข้อสังเกตุอีกประเด็นหนึ่งเกี่ยวกับค่าฤชาธรรมเนียม คือ ค่ารักษาทรัพย์คือค่าฤชาธรรมเนียมด้วย
ฎ.1566/2524
ค่ารักษาทรัพย์ (ที่ยึดไว้ในคดี) เป็นค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีซึ่งศาลอาจจะพิจารณาสั่งให้ได้ตามที่เห็นสมควร ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 161 ศาลใช้ดุลพินิจกำหนดค่ารักษาทรัพย์ให้ผู้ร้องต่ำกว่าจำนวนที่ระบุในหนังสือสัญญารักษาทรัพย์จึงเป็นอำนาจที่จะกระทำได้ หาเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่เมื่อค่ารักษาทรัพย์เป็นค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ศาลอาจสั่งให้ได้ การที่ผู้ร้องไม่พอใจคำสั่งกำหนดค่ารักษาทรัพย์ของศาลชั้นต้นและอุทธรณ์ต่อมาก็เป็นการฟ้องคดีต่อศาลอุทธรณ์ ให้กำหนดค่ารักษาทรัพย์เช่นเดียวกัน หาใช่เรื่องเรียกร้องค่ารักษาทรัพย์ไม่ จึงเป็นคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้
ฎ. 1106/2530
คำสั่งศาลให้โจทก์วางเงินประกันค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายตาม ป.วิ.พ. มาตรา 253 เป็นคำสั่งอันเกี่ยวด้วยคำขอเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของคู่ความในระหว่างการพิจารณาตามป.วิ.พ. มาตรา 228(2) ย่อมอุทธรณ์ฎีกาได้โดยไม่จำต้องโต้แย้งคำสั่งไว้ก่อน
คดีมีทุนทรัพย์ 18,739,895.67 บาท ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์วางเงินประกันค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย 30,000 บาท ตามป.วิ.พ.มาตรา 253 ศาลฎีกาเห็นว่าเมื่อคำนึงถึงทุนทรัพย์ในคดีนี้แล้วเป็นจำนวนต่ำไป จึงให้โจทก์วางเงินประกันจำนวน 50,000บาท.(ที่มา-ส่งเสริม)
– ค่าแปลเอกสาร ค่าเดินทางไปว่าความ ไม่ใช่ค่าฤชาธรรมเนียม
เป็นที่น่าสังเกตว่าคำร้องตาม 253 ไม่ใช่คำร้องฝ่ายเดียว จึงจำเป็นต้องให้โจทก์คัดค้านเสียก่อน
หลักเกณฑ์ต่อไป แบ่งเป็น 2 กรณีใหญ่ๆ
1. โจทก์มิได้มีภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานอยู่ในราชอาณาจักรและไม่มีทรัพย์สินที่อาจถูกบังคับคดีได้อยู่ในราชอาณาจักร
2. เชื่อได้ว่าเมื่อโจทก์แพ้คดีแล้วจะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย
มาดูกรณีที่ 1. เสียก่อน สังเกตดูว่าสำนักการงาน หรือภูมิลำเนาเท่านั้นไม่ได้ดูสัญชาติของโจทก์เลย แม้เป็นคนไทยแต่ไม่มีภูมิลำเนา ไม่มีสำนักทำการงาน ไม่มีทรัพย์สิน ก็เข้าหลักเกณฑ์ที่กำหนดนี้ อันนี้ก็เป็นประเด็นที่นำมาหลอกในการออกข้อสอบได้ ( เช่นเดียวกับเรื่อง น้อยกว่า มากกว่า ที่ได้นำมาหลอกออกข้อสอบ ) และถ้อยคำใน 253 นี้ก็เพิ่งแก้ไขเมื่อปี 2548 นี้เอง
โดยข้อ 1 และ ข้อ 2 แยกพิจารณาเป็นข้อๆไปไม่จำเป็นต้องเข้าทั้งสองข้อ เข้าข้อใดข้อหนึ่งก็ถือว่าครบหลักเกณฑ์แล้ว
ฎ.3155/2526
ป.วิ.พ. มาตรา 253 ใช้คำว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้อยู่ใน อำนาจศาล 'หรือ' ถ้ามีเหตุแน่นแฟ้นอันเป็นที่เชื่อได้ว่าเมื่อโจทก์แพ้คดีแล้วจะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายทั้งหลาย หาได้ใช้คำว่า 'และ' ไม่ จึงอาจเป็นกรณีหนึ่งกรณีใดก็ได้ ข้อเท็จจริงปรากฏตามคำฟ้องและคำร้องของโจทก์ว่าตัวโจทก์อยู่ที่ประเทศซาอุดิอาราเบียจึงฟังได้ว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้อยู่ในอำนาจศาล ดังนั้นแม้จำเลยมิได้นำสืบว่า โจทก์แพ้คดีแล้วจะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย ศาลก็มีคำสั่งให้โจทก์วางประกันตามคำร้องของจำเลยได้
(ไม่ใช่ผู้อยู่ในอำนาจศาล ปัจจุบันแก้ไขเป็นคำว่า มิได้มีภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานอยู่ในราชอาณาจักร
ฎ.1107/2530
การไต่สวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 253 วรรคสองนั้นหมายถึงการไต่สวนถึงเหตุที่ทำให้มีการร้องขอให้โจทก์วางเงินซึ่งมีอยู่ 2 เหตุ คือโจทก์ไม่ใช่ผู้อยู่ในอำนาจศาลเหตุหนึ่ง หรือถ้ามีเหตุอันเป็นที่เชื่อได้ว่าเมื่อโจทก์แพ้คดีแล้วจะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายอีกเหตุหนึ่ง เมื่อจำเลยร้องขอให้โจทก์วางเงินประกันโดยอ้างเหตุว่าโจทก์มีภูมิลำเนาในประเทศอังกฤษ ไม่ใช่ผู้อยู่ในอำนาจศาล และโจทก์ยอมรับในคำแถลงคัดค้านแล้วว่าโจทก์มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศอังกฤษ จึงไม่มีความจำเป็นที่ศาลชั้นต้นจะต้องทำการไต่สวนอีก
จำนวนเงินที่ศาลจะสั่งให้โจทก์วางประกันนั้น ตามมาตรา253วรรคสองดังกล่าว บัญญัติให้ศาลกำหนดจำนวนเงินที่จะให้โจทก์วางประกันรวมตลอดทั้งระยะเวลาและเงื่อนไขตามที่เห็นสมควรจึงไม่จำเป็นต้องทำการไต่สวนอีกเช่นกัน ศาลชอบที่จะกำหนดจำนวนเงินประกันไปตามที่เห็นสมควร โดยคำนึงถึงความรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 161 และอัตราค่าทนายความท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
มาดูกรณีที่ 2 บ้าง คือกรณี เชื่อได้ว่าเมื่อโจทก์แพ้คดีแล้วจะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย กรณีนี้มีฎีกาอยู่หลายเรื่องเช่น
ฎ. 937/2499
แม้โจทก์เป็นผู้ที่อยู่ในอำนาจศาล ถ้ามีเหตุอันแน่นแฟ้นอันเป็นที่เชื่อได้ว่า เมื่อโจทก์แพ้คดีแล้วจะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายทั้งหลาย ศาลก็มีอำนาจสั่งให้โจทก์วางเงินประกันได้
ก็เป็นหลักเดียวกับ ฎีกา ที่ 1107/2530 เช่นเดียวกัน อย่าลืมว่าหลักเกณฑ์ กรณีที่ 2 เป็นกรณีที่หลีกเลี่ยง ฝ่ายจำเลยต้องแสดงให้เห็นเช่นนั้น ( สัญญาณตัดเพียงเท่านี้ )