สรุปคำบรรยาย สัปดาห์ที่ 2 ชั่วโมงที่ 2 อังคาร 1/12/52
ครั้งนี้ก็เป็นครั้งที่สองนะครับครั้งที่แล้วเราได้พูดถึงวิธีการชั่วคราว ก่อนพิพากษาในกรณีที่สองคือมาตรา 254 โจทก์เท่านั้นที่จะขอได้จำเลยขอไม่ได้ เว้นแต่จำเลยจะฟ้องแย้งซึ่งจำเลยที่ฟ้องแย้งนั้นจะมีฐานะเป็นโจทก์จึงขอได้
คราวนี้จะพูดถึงบุคคลภายนอก ธรรมดาไม่อาจขอได้เพราะว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในคดี แม้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีอื่นก็ไม่มีสิทธิเพราะว่าเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาก็จะบังคับคดีได้ สามารถจะยึดหรืออายัดทรัยพ์ได้ก่อนพิพากษากรณีนี้ไม่ต้องห้ามตาม 290 วรรคหนึ่ง เพราะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา สามารถกระทำได้ ไม่มีสิทธิที่จะมาขอคุ้มครองชั่วคราว
322/2502
ผู้ร้องเป็นแต่เพียงผู้ที่อ้างตนว่าเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยโดยผู้ร้องเป็นโจทก์ฟ้องเรียกเงินกู้จากจำเลยในคดีหนึ่ง ไม่มีสิทธิอย่างใดที่จะมาร้องขอให้งดการขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในอีกคดีหนึ่งได้นำยึดไว้เพื่อบังคับคดีของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้และผู้ร้องจะไปร้องในคดีที่ผู้ร้องเป็นโจทก์ขอยึดหรืออายัดทรัพย์ดังกล่าวนี้ก่อนคำพิพากษาตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 ก็ไม่ได้ เพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290
คู่ความที่เกี่ยวข้องกับคดีเท่านั้นที่จะร้องขอขยายระยะเวลาตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ได้เมื่อผู้ร้องเป็นบุคคลนอกคดี ก็ไม่อาจจะขอให้ศาลสั่งขยายระยะเวลาการขายทอดตลาดเพื่อให้โอกาสผู้ร้องเข้าขอเฉลี่ยทรัพย์ที่ขายนั้นได้
การขอให้ศาลมีคำสั่งเพื่อคุ้มครองประโยชน์ตามวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค 4 ลักษณะ1หมวด 1 นั้น จะกระทำได้แต่เฉพาะผู้ที่เป็นคู่ความในคดีนั้น
เรื่องนี้ก็เคยพูดถึง
4708/2522 – ค้นไม่พบ เกี่ยวกับเรื่องเหมืองแร่ แล้วจะกระทบไปถึงบุคคลภายนอกที่
2407/2517
ในคดีอาญา เมื่อผู้ประกันจำเลยผิดสัญญาประกันและศาลสั่งให้ขายทอดตลาดที่ดินของผู้ประกันเพื่อนำเงินมาชำระค่าปรับตามสัญญาประกันแล้ว การที่ผู้ประกันมาร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดเป็นเรื่องระหว่างผู้ประกันกับเจ้าพนักงานบังคับคดีเท่านั้น ผู้ประกันไม่มีสิทธิขอให้นำวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 มาใช้บังคับแก่ผู้ที่ซื้อที่ดินจากการขายทอดตลาดดังกล่าว
เรื่องนี้เป็นคดีอาญาซึ่งเค้านำหลักทรัพย์มาค้ำประกัน ศาลก็สั่งปรับแล้วก็มายึดหนี้ขายทอดตลาดแล้วผู้ค้ำประกันจะมาเพิกถอนการขายทอดตลาด จะมาห้ามไม่ให้โอนขายที่ดินไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องระหว่างผู้ประกันกับเจ้าพนักงานบังคับคดีอย่างนี้ขอคุ้มครองชั่วคราวไม่ได้
ฎ.75/2506 – ค้นไม่พบ
เรื่องนี้มาฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ไม่รับจดทะเบียนของคณะกรรมการชุดใหม่ ซึ่งได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่แล้วก็มีคำขอ ขอให้รับจดทะเบียน ที่สุดศาลฏีกาก็มีคำพิพากษาตามคำขอ จำเลยเลยรับจดทะเบียน โจทก์มายื่นคำร้องว่าไม่ถูกต้องโจทก์อุทธรณ์คำสั่ง สังเกตว่าศาลแรงงานกลางอุทธรณ์คำสั่งโดยตรงไปศาลฏีกาเลย
วินิจฉัยว่า คำขอของโจทก์นี้เป็นนอกเหนือจากคำฟ้องและก็เป็นการห้ามบุคคลภายนอกที่ไม่ใช่จำเลย ศาลฏีกาก็ยกคำร้อง กรณีที่จะบังคับบุคคลภายนอกได้นั้น บุคคลภายนอกนั้นจะต้องมีหนี้ หรือมีหน้าที่ที่จะต้องส่งมอบทรัพย์สินให้แก่จำเลย
ก็เป็นไปตามที่บัญญัติมาตรา 254 วงเล็บหนึ่งตอนท้าย เกี่ยวกับศาลที่พิจารณาขอและศาลที่มีอำนาจสั่ง ยื่นได้ระหว่างทุกชั้นศาล ถ้ายื่นที่ศาลชั้นต้น ศาลต้นก็มีอำนาจรับและมีอำนาจสั่ง แต่ถ้ายื่นคำขอระหว่างพิจารณาชั้นสูง ก็แยกเป็นว่าถ้าศาลต้นยังไม่ได้ส่งสำนวนไปศาลสูง ยื่นต่อศาลต้นและศาลต้นพิจารณาสั่ง
แต่ถ้าศาลต้นส่งสำนวนไปยังศาลสูง คู่ความทางปฏิบัติก็ยื่นศาลต้น แล้วศาลต้นก็ส่งสำเนาให้คู่ความ(จำเลย ) และรวบรวมไปให้ศาลสูงเป็นผู้พิจารณาสั่ง พอพูดถึงในจุดนี้ก็ควรย้อนดูมาตรา 253 ว่าอำนาจในการสั่งต่างกับ 254 อย่างไร ได้อธิบายไปแล้วไปดูข้อแตกต่างที่ต่างกัน
คร19/2502
คำร้องขอคุ้มครองสิทธิขอให้ห้ามจำเลยที่ได้ยื่นพร้อมกับฎีกานั้น ศาลชั้นต้นมีอำนาจสั่งตาม มาตรา 254 วรรคสุดท้ายไม่ต้องให้ศาลฎีกาเป็นผู้สั่ง
ยื่นพร้อมอุทธรณ์ยื่นไปกับศาลฏีกา ให้ศาลชั้นต้นสั่ง นอกจากนี้ก็มี
คร 276/2527 – ค้นไม่พบ
ก็ยื่นฏีกาและก็ยื่นคำร้องมาด้วย ศาลต้นมีอำนาจสั่ง มีคดีบางประเภทพอระหว่างพิจารณาคู่ความอาจขอให้รอเพื่อฟังผลในคดีอื่น เพื่อจะได้มาประกอบการพิจารณาพิพากษาปัญหาว่ากรณีที่คู่ความขอให้รอถ้าศาลอนุญาตศาลก็ขอจำหน่ายคดี 421/2524 วินิจฉัยว่าการพิจารณาตาม ปพพ มาตรา 1 ( 8 ) คำว่าจำหน่ายคดีในที่นี้คือจำหน่ายโดยมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง การจำหน่ายคดีเป็นการจำหน่ายคดีชั่วคราว มันยังไม่เสร็จไปจากศาล ถือเสมือนเป็นการเลื่อนคดีไปก่อน ถ้ามีเหตุในการขอคุ้มครองชั่วคราว โจทก์ยื่นต่อศาลได้ ศาลก็ต้องยกคดีขึ้นไต่สวน
ในเรื่องนี้เรื่องเกี่ยวกับขอคุ้มครองชั่วคราว การขอคุ้มครองประโยชน์ตาม 254 ก็ใช้ได้เหมือนกัน คือขอได้สองอย่างคือตาม 254 หรือ ตาม 264 ก็ได้
มีข้อสังเกตนิดหนึ่ง ว่า 254 นั้นให้ใช้คำว่าขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา ส่วน 264 นั้นให้ใช้คำว่า ขอคุ้มครองประโยชน์ แต่ให้ใช้ถ้อยคำตามตัวบท นอกจากเรื่องรอฟังคดีอื่น ก็มีคดีขาดนัด จำเลยก็ขอให้พิจาณาคดีใหม่ได้ ถ้ามีเหตุหรือเข้าหลักเกณฑ์ตาม 254 จะขอเข้ามาก็ได้ มี 207
กฎหมายที่ว่าศาลก็มีคำสั่งให้งดการบังคับคดีไว้ก่อน เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีทราบแล้วก็ต้องให้ยกการบังคับคดีไว้ก่อนตาม 292( 1 )
เพราะฉะนั้นอาศัยบทบัญญัติมาตรานี้ระวางพิจารณาคดี โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ ก็มาขอให้พิจารณาคดีชั่วคราว สังเกตเกี่ยวกับ มาตรา 292 ก็ยังอ้างมาตรา 209 ซึ่งจิงๆมี 199 เบญจมาแทนใหม่
ข้อสำคัญคือระหว่างขอพิจารณาใหม่โจทก์มีอำนาจขอคุ้มครองชั่วคราว นอกจากนี้ก็มีความเห็นว่าคดีนั้นกลับมาสู่การพิจารณาศาลชั้นต้น นอกจากนี้ถ้ามีเหตุตาม 254 ก็ขอได้ด้วย
ต่อไปเกี่ยวกับเวลายื่นคำฟ้องไปแล้วศาลไม่รับคำฟ้องโจทก์ก็ต้องอุทธรณ์ โจทก์จะขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาได้หรือไม่ได้ ถ้าเราพิจารณาให้ดี ประเด็นที่ศาลอุทธรณ์พิจารณามีประเด็นเดียวคือศาลชั้นต้นชอบที่จะรับคำฟ้องของโจทก์หรือไม่ ไม่มีประเด็นที่ต้องพิจารณาอื่น ดังนั้นในชั้นอุทธรณ์โจทก์ก็ขอคุ้มครองชั่วคราวไม่ได้ เมื่อศาลชั้นต้นรับฟ้องแล้วโจทก์ก็ไม่มีสิทธิขอคุ้มครองก่อนพิพากษา ถ้าฏีกาให้รับฟ้องก็เข้ามาสู่ศาลชั้นต้นเกินสิทธิอุทธรณ์ได้
ก็มีฏีกา 225/2526
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องของโจทก์ แม้โจทก์จะอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ถ้าศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้รับฟ้องของโจทก์ คดีก็ต้องกลับไปสู่ศาลชั้นต้นที่จะต้องพิจารณาพิพากษาต่อไป ศาลอุทธรณ์ยังไม่อาจสั่งหรือพิพากษาให้เป็นไปตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ได้ ดังนั้น การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองก่อนพิพากษาต่อศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์จึงไม่อาจมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้โจทก์ได้
เรื่องนี้ก็เคยออกสอบมาแล้วสมัยที่ ฎ. 53/2544 ก็แปดปีมาแล้ว
มีฏีกาที่ยื่นฟ้องแล้วขอคดีอนาถาด้วยกรณีนี้ศาลก็จะยังไม่รับคำฟ้องโดยจะรับคำฟ้องเมื่อได้ไต่สวนคดีอย่างคนอนาถาแล้ว การไต่สวนก็ส่งสำเนาแล้วให้โจทก์คัดค้าน เมื่อพิจารณาของวัตถุประสงค์ ก็คือคุ้มครองโจทก์และบทวิเคราะห์ศัพท์คำว่าคดี ก็ไม่ได้หมายความว่าศาลได้รับฟ้องแล้ว แล้วมาตรานี้ก็เพื่อคุ้มครองโจทก์ ระหว่างนี้จำเลยก็รู้แล้วว่าถูกฟ้อง ก็อาจจะจำหน่ายทรัพย์สิน ดังนั้นต้องตีความว่าโจกท์ขอคุ้มครองชั่วคราวได้
เพราะฉะนั้นจำเลยไม่ได้เสียหายอะไร เพราะฉะนั้นก็เห็นว่าน่าจะขอคุ้มครองได้ เกิดคดีที่ฟ้องร้องกันนั้นแล้วโจทก์เป็นฝ่ายชนะคดี เรื่องนี้เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโจทก์ก็มีอำนาจบังคับตามคำพิพากษา ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะมาขอคุ้มครองศาลสูงก็จะไม่รับวินิจฉัย
โดยเฉพาะ การที่ศาลพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีนั้นคดีถึงที่สุดแล้วยิ่งไม่มีปัญหาใหญ่โจทก์ก็บังคับจำเลยได้ ไม่ต้องมาขอคุ้มครองก่อนพิพากษาอีก
ฎ.6112/2527 – ค้นไม่พบ
สมมุติว่าเมื่อสักครู่คดีถึงที่สุดแล้วโจทก์ชนะคดี แล้วจำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาระหว่างคุ้มครองของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นอุทธรณ์คำพิพากษาคดียังไม่ถึงที่สุด โจทก์ก็บังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นได้ ถ้าไม่มีการขอทุเลาการบังคับ แต่ถ้ามีการขอทุเลาการบังคับแล้วศาลสูงอนุญาต ศาลก็มักมีคำสั่งให้จำเลยวางหลักประกัน หรือการชำระเงินเป็นงวดๆก็กำหนดให้จำเลยนำเงินมาวางศาล ก็ไม่มีความจำเป็นมาขอคุ้มครองชั่วคราว
เมื่อสักครู่พูดเมื่อโจทก์แพ้คดีก็ ไม่มีประโยชน์มาขอคุ้มครองชั่วคราว
ถ้าโจทก์แพ้คดีแล้วคดีก็ยังไม่ถึงที่สุด โดยโจทก์อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาในขณะเดียวกันก็อุทธรณ์ด้วย การขอนั้นเป็นการขอในแต่ละชั้นศาลเมื่อโจทก์แพ้คดีในศาลต้นแล้วโจทก์อุทธรณ์คำพิพากษาและอุทธรณ์คำสั่งนั้น ในเมื่อแพ้คดีในศาลต้นก็ไม่มีเหตุอุทธรณ์ ก็ต้องยื่นคำขอเข้ามาใหม่ ดังนั้นถ้าเป็นกรณีที่โจทก์อุทธรณ์คำขอที่ศาลชั้นต้นนั้นแล้ว คดีก็ไม่มีความจำเป็นส่วนคดีที่ดำเนินการพิจารณาก็ต้องดำเนินกระบวนพิจารณากันต่อไป ถ้าประสงค์จะขอก็ต้องขอใหม่ในชั้นอุทธรณ์
ฎ.256/2537
หากโจทก์ประสงค์ที่จะขอให้อายัดที่ดินพิพาทไว้ชั่วคราวระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ชอบที่จะยื่นคำร้องโดยเฉพาะต่อศาลชั้นต้นหรือศาลฎีกา การที่โจทก์ฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ไม่สั่งให้อายัดที่ดินพิพาทตามคำร้องขอให้อายัดที่ดินพิพาทไว้ชั่วคราวซึ่งได้ยื่นไว้ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นเมื่อปรากฏว่าศาลชั้นต้นได้พิพากษาคดีโดยให้ยกฟ้องโจทก์แล้ว จึงไม่มีประโยชน์ที่จะวินิจฉัยปัญหาที่โจทก์ฎีกาต่อไป ศาลฎีกาย่อมให้จำหน่ายคดีจากสารบบความของศาลฎีกา
คดีเรื่องนี้มีข้อสังเกตคือระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นนั้นศาลชั้นต้นยกคำขอ ก็เลยอุทธรณ์ทั้งคำพิพากษาและคำสั่งซึ่งเป็นสิ่งที่โจทก์ทำได้ตาม 228 ( 2 ) วรรคท้าย
ต่อไปลักษณะคำขอนั้น เป็นคำขอฝ่ายเดียว 21อนุ 3 คือแม้เป็นคำขอฝ่ายเดียวก็เป็นอำนาจของศาลที่จะฟังคู่ความฝ่ายหนึ่ง และเปิดโอกาสให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งคัดค้านเว้นแต่ เป็นเรื่องที่เป็นคำขอเคร่งครัด ดู ข้อยกเว้นเหล่านี้ ศาลไม่ต้องฟังคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง คือสั่งคำขอไปได้เลยไม่ต้องฟังจำเลย ทีนี้เรามาเปรียบเทียบข้อยกเว้นตาม 21 อนุสามตอนท้าย มีสี่กรณี
มาตรา 254 ก็มีสี่กรณี เมื่อเปรียบเทียบทั้งสองมาตรา ในส่วนที่เป็นคำขอเคร่งครัดก็มีเฉพาะอนุ มาตรา 1 กับ 4 ของมาตรา 254 ศาลไม่จำต้องฟังจำเลยก่อน แต่ถ้าเป็นอนุ 2 หรือ 3 ไม่ใช่คำขอฝ่ายเดียวโดยเคร่งครัด ศาลมีอำนาจฟังจำเลยก่อน
เรื่องนี้ก็มีฏีกา 699/2508
คดีที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยเปิดทางเดินซึ่งเป็นภารจำยอมและได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามชั่วคราว คือให้จำเลยเปิดทางเดินในระหว่างคดียังไม่ถึงที่สุดนั้นถือว่าเป็นคำขอฝ่ายเดียว กฎหมายไม่บังคับว่าต้องให้โอกาสคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งคัดค้านก่อนจึงอยู่ในอำนาจหรือดุลพินิจของศาลที่จะฟังคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งก่อนก็ได้
เป็นเรื่องขอให้เปิดทางเดิน ซึ่งจะเห็นว่ามันไม่เข้า 21 อนุ 3 ไม่ใช่คำขอฝ่ายเดียวเคร่งครัด ศาลก็มีอำนาจฟังคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งก็ได้ คำวินิจฉัยนี้ก็วินิจฉัย 254 อนุมาตรา 2 กับ 3
เรื่องเหล่านี้ศาลมีอำนาจไม่ฟังคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง
มีฏีกา 2632/2546 – ค้นไม่พบ
ศาลฏีกาจึงวินิจฉัยว่าที่ให้งดสืบพยานจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว
ต่อไปเกี่ยวกับวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา เรื่องนี้มาตรา 254 บัญญัติไว้ 4 กรณีด้วยกัน ดูตัวบทมาตรา 254
กรณีที่ 1 เป็นเรื่องยึดหรืออายัดทรัพย์ ทรัพย์สินของจำเลยนั้นไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินทั้งหมดหรือบางส่วน รวมทั้งกรณีที่จำเลยเป็นเจ้าของรวม รวมทั้งที่เป็นของบุคคลภายนอกที่เป็นลูกหนี้จำเลย ยึดก็หมายความว่าเอาทรัพย์ไว้ในการครอบครองของเจ้าพนักงานบังคับคดีหรือเจ้าพนักงานอื่น ถ้าบุคคลภายนอกนั้นไม่ได้ชำระเงินหรือส่งมอบทรัพย์สินแก่จำเลยให้ส่งมอบแก่เจ้าพนักงานบังคับคดี ยึดหรืออายัดมีความหมายต่างกัน เรื่องนี้ศาลฏีกาไม่ถือเป็นข้อสาระสำคัญ ไม่ทำให้คำขอหรือคำสั่งของศาลนั้นเสียไป ศาลจะถือเอาลักษณะเฉพาะของกฎหมาย กรณีเป็นการยึดหรืออายัด บางครั้งเราดูคำพิพากษาของศาลก็ใช้สองคำนี้ สลับกันไปมา
ฎ.1109/2510
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอายัดที่ดินและมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องตั้งแต่ก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยให้ชำระหนี้ระหว่างผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ให้ยกคำร้องขอให้ถอนการอายัดศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ตามฟ้อง ให้บังคับคดีภายใน 1 เดือน จำเลยทราบคำบังคับเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2510 ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้น เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้คดีที่โจทก์ขอให้ศาลอายัดทรัพย์คือ ยึดที่ดินก่อนพิพากษาและส่งคำบังคับให้จำเลยทราบแล้ว โจทก์หาได้ขอหมายบังคับคดีแต่อย่างใดไม่ คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้อายัดที่ดินย่อมเป็นอันยกเลิกไปข้อพิจารณาในชั้นฎีกาจึงหมดไป
ใช้สลับกันศาลไม่ถือเป็นข้อสาระสำคัญ
ฎ.187/2490
การขอให้คุ้มครองก่อนพิพากษานั้น ศาลอาจสั่งให้ยึดหรืออายัดได้ทั้งสองอย่าง
เมื่อศาลสั่งยึดทรัพย์แล้วย่อมครอบถึงดอกผลนิตินัยด้วยเช่น ค่าเช่าเป็นต้น
เมื่อศาลสั่งยึดทรัพย์แล้วศาลย่อมมีอำนาจสั่งให้ผู้เช่าส่งค่าเช่าให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้โดยไม่ต้องดำเนินการไต่สวนอีก
คำสั่งของศาลที่ให้ทรัพย์ทั้งหมดมาอยู่ในความดูแลของเจ้าพนักงานบังคับคดีย่อมเป็นเรื่องยึดทรัพย์ ถ้าห้ามมิให้คนภายนอก ทำการโอน หรือชำระหนี้ ก็เป็นการอายัด
เมื่อลักษณะของคำสั่งเป็นกรณีเรื่องใดแล้ว แม้จะเรียกชื่อคลาดเคลื่อนไป ก็ไม่สำคัญ
แม้คำสั่งของศาล ใช้คำว่ายึดหรืออายัดสลับกันก็ไม่ทำให้ข้อเท็จจริงไขว่เขว้
ทรัพย์สินที่ยึดต้องเป็นทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจำเลย อาจเป็นกรณีเจ้าของร่วม แต่ถ้าไม่ใช่ทรัพย์สินของจำเลยแล้วจะยึดไม่ได้
เรื่องนี้เป็นเรื่องสินส่วนตัวของภริยาจำเลยโจทก์ยึดไม่ได้
ทรัพย์สินของบุคคลภายนอกต้องเป็นทรัพย์สินที่ถึงกำหนดชำระ แก่จำเลยแล้ว
ทีนี้ในชั้นการคุ้มครองก่อนพิพากษานั้น อาจจะยึดหรืออายัดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
เจ้าของทรัพย์ก็มาร้องขัดทรัพย์อันนี้ได้
มาตรา 261 วรรคหนึ่งก็บัญญัติว่า บุคคลภายนอกหรือจำเลยที่ถูกคำสั่งนั้น ก็เห็นว่าไม่ถูกต้องก็มาขอให้ศาลเพิกถอนหรือยกเลิกคำสั่งได้
โดยไม่ใช้259 288 382
เมื่อมีการร้องขัดทรัพย์หรือร้องคัดค้านหรือโต้แย้งสามารถที่จะมาขอคุ้มครองชั่วคราวได้ แต่เมื่อศาลได้รับคำร้องคำคัดค้าน ก็ไม่ต้องรอให้มีคำพิพากษาในคดีหลังเสียก่อน
ในเรื่องร้องขัดทรัพย์นั้น ตามมาตรา288 ให้มายื่นก่อนเอาทรัพย์ออกขาย เจ้าของทรัพย์ที่แท้จริงอาจมีเลือกในชั้นคุ้มครองก่อนมีคำพิพากษาหรือจะเลือกรอให้ขายทรัพย์ก่อนก็ได้
แต่โดยผลประโยชน์ก็มักมาร้องในชั้นขอคุ้มครองชั่วคราว
ทีนี้เรื่องของกันส่วนเป็นวิธีการในชั้นบังคับคดีก็หมายความว่าเป็นเจ้าของร่วมแล้วมีการครอบครองเป็นส่วนสัด กันส่วนอีกอย่างหนึ่งคือกันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาด แล้วขอกันส่วนอาจร้องในชั้นขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษาก็ได้
ต่อไปมีเรื่องเฉลี่ยในการยึดทรัพย์ไว้ชั่วคราวก่อนพิพากษานั้น ยังยึดไว้เฉยๆยังไม่มีการขายทอดตลาด ผู้ที่จะมาขอเฉลี่ยได้ต้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา สามารถยึดหรืออายัดทรัพย์ที่ถูกยึดหรืออายัดตามคำพิพากษาได้ก็ไม่มีเหตุที่จะมาขอเฉลี่ย จึงมาขอเฉลี่ยไม่ได้
ฎ.7972/2549
การยึดทรัพย์สินของจำเลยไว้ชั่วคราวก่อนพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 254 (1) ซึ่งเป็นวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา มิใช่เป็นส่วนหนึ่งของการบังคับคดีตามคำพิพากษา จึงไม่ต้องห้ามที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอื่นจะยึดทรัพย์สินนั้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 290 ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอื่นจึงต้องไปดำเนินการยึดทรัพย์ที่ถูกยึดไว้ชั่วคราวนั้นจะมายื่นคำร้องต่อศาลที่ออกหมายยึดทรัพย์นั้นชั่วคราวเพื่อขอเฉลี่ยทรัพย์ไม่ได้ คำสั่งของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยทรัพย์ของจำเลยได้ก่อนศาลมีคำพิพากษาคดีนี้ จึงไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 290
อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับทนายความว่ารู้กฎหมายแค่ไหน กรณียึดหรืออายัดทรัพย์ไว้ชั่วคราวก่อนพิพากษานั้น บัญญัติให้นำเรื่องบังคับคดี มาใช้ในเรื่องวิธีการชั่วคราวด้วย
มาตรา 285 286
อะไรที่ไม่ได้อยู่ในชั้นบังคับคดีแล้วจะนำมาใช้ในเรื่องวิธีการชั่วคราวไม่ได้
อยู่มาตรา 254 (2 ) แบ่งการกระทำออกเป็นหลายอย่างอันแรกคือไม่กระทำซ้ำหรือกระทำต่อไปเรื่องละเมิด เช่นการปลูกสร้างอาคารแล้วรบกวนบ้านข้างเคียง หรือเรื่องปิดทางเขาเป็นละเมิด เวลาเรียกค่าเสียหายเราก็มีสิทธิ
หยุดการก่อสร้างไว้ก่อน เอาตาข่ายมาล้อมไม่ให้ขอตกมา
ก็มีตัวอย่างฏีกา1478/2520 – ค้นไม่พบ
โจทก์มาฟ้องให้รื้อระหว่างพิจารณาโจทก์ขอให้คุ้มครองชั่วคราวให้ย้ายเสาไฟฟ้าจากที่แห่งหนึ่งไปยังที่ดินอีกแห่งหนึ่ง
จุดสำคัญคือให้ย้ายไปในที่ดินของโจทก์ เลยขอได้
แต่ถ้าจะให้ย้ายออกไปเลยไม่ได้ เหมือนคดีขับไล่มาฟ้องขับไล่แล้วบอกให้จำเลยออกไปก่อนหรือขอให้โจทก์ครอบครองก็เท่ากับโจทก์ชนะคดีไปเลยอย่างนี้ก็ไม่ได้
ถ้าอะไรที่มีผลทำให้โจทก์ชนะคดีไปทำให้จำเลยไม่อาจเข้ามาสู่ฐานะเดิมอย่างนี้ไม่มีเหตุสมควรหรือเพียงพอที่จะนำวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษามาใช้ได้
แต่มีเรื่องหนึ่งที่ดูเหมือนชนะคดีไปเลยแล้วขอได้ คือให้ส่งบุตรคืนแก่โจทก์ก่อนศาลฏีกามองว่าเป็นสิทธิในตัวบุคคล ถ้าเกิดโจทก์เป็นฝ่ายแพ้ ก็ไม่เสียหายอะไร เป็นเรื่องสิทธิในตัวบุคคลคือสามารถกลับไปสู่ฐานะเดิมได้
1509/2504 – ค้นไม่พบ
ทางภาระจำยอมกับทางจำเป็นก้เหมือนกัน บางท่านเข้าใจผิดว่าให้เปิดทางเหมือนชนะคดีหรือไม่ ก็ไม่ใช่เพราะศาลยังไม่ได้แสดงสิทธิคำนึงถึงความเสียหาย
ถ้าจำเลยเสียหายก็เรียกค่าทดแทน เพราะฉะนั้นการที่ศาลให้เปิดทาง มีผลไม่เหมือนชนะ
1657/2535
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรื้อถอน สิ่งปลูกสร้าง ที่ปิดกั้นถนนและร่วมกันรื้อถอนแท่นซีเมนต์บนถนนที่ตัดผ่านที่ดิน ของโจทก์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกาและขอให้ ศาลฎีกามีคำสั่งห้ามจำเลยทั้งสองกระทำการใด ๆ อันเป็นการกีดขวาง หรือปิดกั้นทางพิพาทในระหว่างฎีกา ศาลฎีกาสั่งห้ามจำเลยกระทำ ตามที่โจทก์ขอ
ต่อไปก็คือเรื่องผิดสัญญา
217/2515 – ค้นไม่พบ
เรื่องนี้คือไปตกลงกับจำเลยว่าจำเลยยอมให้โจทก์ปลูกอาคารในที่ดินโจทก์ได้ อยู่ๆมาโจทก์ยอมให้คนอื่นมาปลูกสร้างที่ดินจำเลย เป็นเรื่องจำเลยผิดสัญญา ถ้าปล่อยให้จำเลยสร้างอาคาร โจทก์ก็ปลูกตามสัญญาไม่ได้ ระหว่างคุ้มครองชั่วคราวโจทก์ก็ขอให้คุ้มครอง
4929/2540
โจทก์จำเลยเข้าหุ้นกันประกอบกิจการภัตตาคาร มีข้อตกลงให้โจทก์เก็บรายได้และจ่ายรายจ่ายจากการประกอบกิจการ ซึ่งโจทก์จำเลยได้ปฏิบัติตามข้อตกลงตลอดมา 6 เดือน การที่จำเลยห้ามโจทก์และพนักงานของโจทก์จัดเก็บรายได้ตามข้อตกลงดังกล่าวเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญาและเรียกค่าเสียหาย เป็นเรื่องที่ถือได้ว่าจำเลยตั้งใจกระทำซ้ำและกระทำต่อไปซึ่งเป็นการผิดสัญญา เป็นกรณีมีเหตุผลเพียงพอที่จะนำวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนคำพิพากษามาใช้บังคับ ทั้งเป็นกรณีที่มีเหตุผลเพียงพอที่จะสั่งกำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาเพื่อบังคับตามคำพิพากษาศาลจึงมีอำนาจสั่งและพิพากษาห้ามมิให้จำเลยหรือตัวแทนของจำเลยทำการจัดเก็บรายได้และจ่ายรายจ่ายเพียงฝ่ายเดียวในกิจการภัตตาคาร โดยให้โจทก์หรือตัวแทนของโจทก์และจำเลยหรือตัวแทนของจำเลยร่วมกันจัดเก็บรายได้และจ่ายรายจ่ายในกิจการภัตตาคาร และให้ร่วมกันทำบัญชีรายรับรายจ่ายเพื่อควบคุมรายได้และรายจ่ายในกิจการภัตตาคารในระหว่างพิจารณาคดีจนกว่าจะมีคำพิพากษาได้
จำเลยผิดสัญญาไป อันนี้เป็นเรื่องที่จำเลยผิดสัญญาคดีเรื่องนี้แทนที่ศาลฏีกาจะให้โจทก์กับพวกเป็นผู้เก็บรายได้ ศาลก็ให้ร่วมกันเป็นคนทำ คือที่ให้ทำร่วมกันนั้นเพราะว่า เมื่อมีข้อขัดแย้งแล้วก็ไม่ไว้ใจกัน
ที่ให้จัดการ โยง 264 ด้วย เป็นเรื่องวิธีการเพื่อจัดการร่วมกัน อีกเรื่องหนึ่ง
ฎ. 1868/2548
โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างซึ่งจำเลยเช่าจากโจทก์ เนื่องจากจำเลยผิดสัญญาโดยนำทรัพย์สินไปให้ผู้อื่นเช่าช่วง และยังปลูกสร้างอาคารหรือยินยอมให้ผู้อื่นปลูกสร้างอาคารในที่ดินของโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาต การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวในระหว่างพิจารณาขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามจำเลยมิให้นำทรัพย์สินของโจทก์ออกให้บุคคลอื่นเช่าช่วงและให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งห้ามจำเลยนำทรัพย์สินของโจทก์ตามฟ้องออกให้บุคคลอื่นเช่าช่วงจนกว่าคดีถึงที่สุด เป็นคำสั่งที่ออกภายในขอบเขตตามความจำเป็นเพื่อคุ้มครองโจทก์มิให้เสียหายจากการกระทำผิดสัญญาของจำเลยต่อไปจึงชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 254 (2) ประกอบมาตรา 255
เรื่องนี้จำเลยเช่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์จำเลยผิดสัญญาเอาที่ดินนั้นไปให้เช่าช่วง แล้วให้คนอื่นปลูกสร้างอาคาร ก็ถือว่าจำเลยผิดสัญญาโจทก์ก็มาฟ้องและมาขอคุ้มครองชั่วคราวโดยห้ามไม่ให้จำเลยเอาที่ดินไปให้คนอื่นเช่าช่วง ศาลก็อนุญาตตามคำขอ โดยเห็นว่าที่ศาลชั้นต้นมีคำขอนั้น เป็นการผิดสัญญา
นอกจากการกระทำที่ละเมิดการกระทำที่ถูกฟ้องร้องอยู่ที่ว่าจำเลยกระทำอะไร ทีเป็นมูลเหตุที่ถูกฟ้องร้อง แต่เป็นการกระทำที่ถูกฟ้องร้อง เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องระหว่างพิจารณาก็มาขอคุ้มครองชั่วคราว ห้ามกระทำต่อไป เพราะถ้าทำต่อไปก็จะทำให้เสียหายมากขึ้น
ฎ.558/2528
การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ห้ามจำเลยหักเงินเดือนของโจทก์ไว้ก่อนมีคำพิพากษา เป็นการขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้จำเลยกระทำต่อไปซึ่งการกระทำที่ถูกฟ้องร้อง อันโจทก์อาจยื่นคำร้องขอได้ตามกฎหมาย เมื่อคำฟ้องของโจทก์มีเหตุสมควรและเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 (2) มาใช้ได้ และตามคำฟ้อง คำให้การ คำร้องและคำคัดค้านของโจทก์จำเลยรับกัน ข้อเท็จจริงได้ความครบถ้วนตามมาตรา 255 (1) (2) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งแล้ว ศาลฎีกาสั่งห้ามจำเลยหักเงินเดือนโจทก์เพื่อชดใช้ค่าเสียหายเป็นการชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษาได้ โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานกลางทำการไต่สวนพยานหลักฐานของคู่ความต่อไป
เรื่องนี้ขอให้คืนเงินเดือน ชำระค่าเสียหาย และหยุดหักเงินเดือน ไว้ชั่วคราว เรื่องนี้มีข้อสังเกตว่าขอคุ้มครองไม่ให้หักเงินเดือนชั่วคราวนั้นหมายถึงไม่ให้หักเงินเดือนต่อไปหลังจากยื่นฟ้องที่หักแล้วแล้วกันไป
ถ้าขอคุ้มครองในเงินที่หักไว้แล้วก็ต้องขอ ให้ยึดหรือเอาเงินเดือนนั้นมาวางศาลเพราะคำขอท้ายฟ้องของโจทก์นั้นขอให้คืนเงินเดือนด้วย แล้วก็เรียกค่าเสียหาย เรื่องนี้ได้กำหนดไว้แล้ว ว่าคำขอคุ้มครองชั่วคราวต้องเกี่ยวเนื่องกับฟ้องหรือคำขอท้ายฟ้อง
ถ้าไม่เกี่ยวเนื่องกับข้อที่กล่าวมาก็เป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น มีตัวอย่างฏีกา ฎ.ฎ ฎ.1461/2530
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยลงนามในหนังสือมอบอำนาจให้โจทก์เข้าไปจัดการทรัพย์พิพาท ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่จำเลยทำไว้กับโจทก์และเรียกค่าเสียหาย เป็นคำฟ้องเกี่ยวกับตัวทรัพย์ หากจำเลยโอนทรัพย์พิพาทให้ผู้อื่นก่อนศาลพิพากษา โจทก์ย่อมไม่สามารถเข้าจัดการให้เป็นไปตามความประสงค์ที่ระบุไว้ในสัญญา และอาจไม่ได้รับชำระค่าเสียหาย โจทก์จึงขออายัดทรัพย์พิพาทไว้ชั่วคราวก่อนพิพากษาได้ เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการกระทำที่จำเลยถูกฟ้องร้อง.
เรื่องนี้โจทก์ฟ้อง เรื่องนี้ถ้าอ่านฏีกาย่อไม่ค่อยเข้าใจ เป็นเรื่องที่ว่าโจทก์ฟ้องจำเลยว่าผิดสัญญาจะซื้อขายที่ดิน แล้วก็มีข้อสัญญาด้วยว่าให้โจทก์เข้าไปจัดการกับที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนั้นได้แล้วจำเลยก็ไม่ยอมทำหนังสือมอบอำนาจ ให้ทำสิ่งปลูกสร้าง โจทก์เข้าไปดำเนินการที่ดินกับสิ่งปลูกสร้างได้แล้วก็เรียกค่าเสียหายมาด้วย ต่อมาในระหว่างพิจารณาก็ยื่นคำร้องให้อายัดที่ดินกับสิ่งปลูกสร้างไว้ชั่วคราวก่อนพิพากษา
ดูเผินๆเหมือนจะไม่เกี่ยวกันในการทำสัญญาทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน โจทก์ก็เข้าไปจัดการอะไรไม่ได้ที่ขอคุ้มครองชั่วคราวมันก็เกี่ยวเนื่องกับคำฟ้อง ศาลฏีกาก็เลยวินิจฉัยว่า ที่ขออายัดที่ดินนั้นเป็นคำขอที่เกี่ยวเนื่องกับคำฟ้อง
เรื่องนี้เกี่ยวกับการกระทำที่ถูกฟ้องร้องก็เป็นเรื่องผิดสัญญาเหมือนกัน ก็สัญญาบอกให้ทำสิ่งปลูกสร้าง ก้ผิดสัญญาเหมือนกัน ก็ปรับได้กับการกระทำหลายอย่าง ก็ปรับกับเรื่องผิดสัญญาก็ได้ เรื่องนี้นอกจากจะขอคุ้มครองหรือขออายัดที่แล้วก็เรียกร้องค่าเสียหายด้วย จะขอให้ศาลยึดทรัพย์สินอื่นก็ขอได้ อีกเรื่องหนึ่งที่บอกว่าไม่เข้า
ฎ.461/2507
โจทก์ฟ้องว่า ป. ทำพินัยกรรมยกที่นาพิพาทให้โจทก์เมื่อ ป. ตายแล้ว จำเลยลอบไปขอรับมรดกที่นานั้นเจ้าพนักงานหลงเชื่อจึงทำนิติกรรมโอนที่พิพาทให้จำเลยขอให้ศาลแสดงว่าการโอนมรดกที่พิพาทนั้นเป็นโมฆะ และแสดงว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่พิพาท ห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้อง ต่อมาในระหว่างการพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ห้ามชั่วคราวก่อนพิพากษา ความว่า โจทก์เคยให้ ช. เช่าทำนาในที่พิพาท แต่จำเลยให้ผู้อื่นเข้าไถหว่านในนาพิพาททำให้โจทก์เสียหายขาดรายได้เปลืองไปเปล่าปีละ 2,500 บาท ขอให้ศาลไต่สวนและสั่งห้ามจำเลยและบริวารเข้าครอบครองทำนาพิพาท หรือมิฉะนั้นก็ให้จำเลยวางเงินประกันการเสียหายปีละ2,500 บาท คำขอของโจทก์ดังนี้ไม่เข้ากรณีแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254(2) และมาตรา 264 ศาลอาจยกคำร้องโจทก์เสียได้โดยไม่ต้องไต่สวน
ที่ฟ้องว่าผู้ตายทำพินัยกรรมยกนาพิพาทให้แก่โจทก์ ก็หลงเชื่อก็จดทะเบียน
อายัดหรือยึดที่ดินที่จะขอไว้ก่อนได้ เพราะฉะนั้นที่ดินแปลงนี้โจทก์ก็ขอยึดหรืออายัดหรือห้ามจำเลยทำนิติกรรมไว้ชั่วคราวได้
นอกจากนี้ถ้ามีการเรียกค่าเสียหายแล้วจำเลยเอาที่ดินนี้ไปให้คนอื่นเช่าก็มีสิทธิที่จะอายัดเงินที่เช่า โดยขอให้ผู้เช่าวางเงินที่ศาล แต่เรื่องนี้เนื่องจาก โจทก์เรียกค่าเสียหายก็อายัดค่าเช่านั้นได้
เรื่องนี้โจทก์เขาอ้างว่าจำเลยทำสัญญาขายสิทธิทำสัญญาเหมืองแร่ เป็นการกระทบสิทธิบุคคลภายนอก ที่ไม่อาจต่อสู้คดี เรื่องนี้ศาลวินิจฉัยว่าเป็นเรื่องนอกเหนือจากคำขอท้ายฟ้อง
อีกเรื่องหนึ่ง ฎ.3092/2524
โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากตึกแถวของโจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งให้โจทก์โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและตึกแถวพิพาทให้จำเลยและรับเงินค่าที่ดินและตึกแถวพิพาทจากจำเลยระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยยื่นคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวอ้างว่าหลังจากโจทก์ฟ้องแล้วโจทก์ได้กระทำละเมิดสิทธิและประโยชน์ของจำเลย โดยตัดท่อน้ำบาดาลไม่ให้มีการจ่ายน้ำบริโภคมายังตึกแถวพิพาทที่จำเลยอยู่อาศัยจำเลยในฐานะผู้เช่าไม่สามารถร้องขอให้การประปานครหลวงเดินท่อส่งน้ำให้ได้ เพราะโจทก์ไม่ยอมให้วางท่อผ่านที่ดินของโจทก์ ขอให้ศาลสั่งให้โจทก์ต่อท่อและจ่ายน้ำบริโภคให้ตึกแถวพิพาทโดยใช้น้ำบาดาลของโจทก์เช่นเดิม หรือให้โจทก์ดำเนินการยื่นคำร้องต่อการประปานครหลวงเพื่อติดตั้งประปาให้จำเลย คำร้องของจำเลยดังกล่าวหาได้ร้องขอให้ศาลสั่งการอย่างใดอย่างหนึ่งดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254ไม่ฉะนั้น จึงยกเอามาตรา 254 มาปรับสั่งให้เป็นประโยชน์แก่คดีของจำเลยตามที่จำเลยร้องขอไม่ได้
เป็นเรื่องฟ้องขับไล่ จำเลยก็ต่อสู้แล้วก็ฟ้องแย้ง
เรื่องนี้จำเลยที่ฟ้องแย้งมีฐานะเป็นโจทก์แต่คำขอคุ้มครองก่อนมีคำพิพากษานั้น เป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็นไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะขอได้
ฎ.1678/2525
ฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาจะซื้อขายที่พิพาทระหว่างจำเลยทั้งสอง และเพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับที่พิพาทที่จำเลย ทั้งสองทำไว้ต่อศาล ให้โอนที่พิพาทให้โจทก์ตามสัญญาจะซื้อขาย ที่จำเลยที่ 1 ทำไว้กับโจทก์ เมื่อคำฟ้องของโจทก์ไม่เกี่ยวกับเหมืองแร่ ในที่พิพาทหรือสิทธิในประทานบัตรของจำเลยที่ 2 โจทก์จะร้องขอให้ ศาลมีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้จำเลยทั้งสองและบริวารขุดแร่ในที่พิพาท หาได้ไม่ เพราะเป็นเรื่องที่ไม่ตรงกับการกระทำที่จำเลยถูกฟ้อง เป็นเรื่องนอกคำขอท้ายฟ้อง จำเลยย่อมขอให้ยกเลิกคำสั่งห้ามชั่วคราวของศาลได้
ต่อมาโจทก์ก็มาขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนคำพิพากษาขอให้ห้ามชั่วคราว
ฎ.900/2523 - ค้นไม่พบ