หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า kankokub ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์สุรศักดิ์ วาจาสิทธิ์ ผู้บรรยาย , ผู้มีน้ำใจส่ง flie เสียงที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า
ครั้งที่ 1 . (หลักทั่วไปของกฏหมายห้างหุ้นส่วนบริษัท)
ก็เปิดคอร์สให้ท่านนะครับก็จะเปิดคอร์สโดยการพูดถึงหลักห้างฯบริษัท และจะบอกแนวการตอบข้อสอบวิชานี้นิดนึง ก็ร่วมสอนและออกข้อสอบกับท่านอาจารย์สหธนมาหลายปีนักศึกษาหลายท่านก็อาจจะ งง กับวิธีการตอบข้อสอบ แต่ก็บางทีก็ยากบางทีก็ง่าย หลายปีก็ออกสลับกันบางทีก็ออก ห้างฯ บางปีก็ออกบริษัท ที่ต้องเน้นคือคำพิพากษาที่แปลความเพราะมีโอกาสออกข้อสอบสูง หลักแนวโน้มจะเน้นหลักกฎหมายเป็นหลักแล้วก็แยก เป็นประเด็น ไป
ก็ให้โอกาสพลาดได้บางประเด็น อยากให้เน้นทางด้านกฎหมาย อะไรที่เป็นน้ำๆตัวบท แนวปฏิบัติกระทรวงพาณิชย์ ก็ไม่ต้องไปเน้นมันมาก
เนฯก็คล้ายเอาข้อสอบปริญญาตรีมาสอบใหม่ เวลาดูหนังสือ เวลาดูต้องโยงตัวบทและกฎหมายบริษัทเป้นกฏหมายเทคนิค
หลักทั่วไปของหุ้นส่วนบริษัทต้องระวังสักหน่อยเช่น บริษัท ของเก่า 7 คน แต่เปลี่ยนใหม่เป็น 3 คนแล้วนะครับ
สอง คือ มติพิเศษ ครั้งเดียว เสียงคือ 75 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป
สามคือห้างหุ้นส่วนบริษัทสามารถแปลงเป็นบริษัทได้ อยากให้ดูหลักที่ มาตรา1246
ก็มีมาตราที่สำคัญไม่กี่มาตรา
มาตรา 1012 เทียบกับ 1096 ประกอบกับ 1097
อันที่สอง มาตรา 1013 กับ ห้างหุ้นส่วนสามัญ 1025 -1076 อันที่สอง ห้างส่วนจำกัด 1077-1095 ส่วนบริษัทจำกัด 1096 -1246/7 ที่พูดอย่างนี้เพราะทุกปีจะหลง เพราะไม่ดูว่าออกเรื่องอะไร
ออกห้างหุ้นส่วนสามัญ ไปตอบห้างหุ้นส่วนจำกัดมาตอบบางท่านให้ 0 คะแนนเลยนะครับ
เพราะถือว่าไม่มีพื้นฐานเลยนะครับ
นี่ผมฝากเวลาเราดูให้ไปดูแบ่งเป็นสามล็อค ส่วนเรื่องบริษัท มหาชนไม่เรียนนะครับ
ต่อไปดูมาตราหัวใจ มาตรา 1015 ดูเผินๆไม่มีอะไรแต่เป็นหลักที่สำคัญ การตั้งห้างฯเพื่อมาค้าขาย จดทะเบียนปั๊ปจะเกิดนิติบุคคลต่างหาก บางทีไม่มีสภาพนิติบุคคลไปฟ้องก็เสียคนเลยนะครับ และปีที่แล้วก็ออกข้อสอบบริษัท กรรมการทำผิดหน้าที่ ข้อสอบก็ถามชัด ถามพื้นฐานในเรื่องบริษัทเลยครับ ข้อสอบครั้งที่แล้วต้องการทดสอบหลัก
เหตุผลในการตั้งมาค้าขาย สมัยก่อนเป็นเด็ก ใช้หลัก ห้างหุ้นส่วนสามัญ กันตลอด ปัจจุบันที่ไม่นิยมแล้ว เพราะอะไร
ดูมาตรา 1096 ว่าคือ มาตรา 1096 อันว่าบริษัทจำกัดนั้น คือบริษัทประเภทซึ่งตั้งขึ้นด้วยแบ่งทุนเป็นหุ้นมีมูลค่าเท่า ๆ กัน โดยมีผู้ถือหุ้นต่างรับผิดจำกัดเพียงไม่เกินจำนวนเงินที่ตนยังส่งใช้ไม่ครบมูลค่าของหุ้นที่ตนถือ
ก็ฟ้องได้แค่ทุน จำเลยก็คือบริษัทนั่นเอง หลักสำคัญคือเรื่องจดทะเบียนกับกระทรวงพาริชย์
เราไปจดทะเบียน 1016 ก็เป็นเรื่องทางปฏิบัติ ไปดูต่อมาตรา 1021 – 1024 ส่วนใหญ่จะหมุนทดสอบพื้นฐานจากตรงนี้แหละครับ
มาตรา 1021 นายทะเบียนทุกคนจะต้องแต่งย่อรายการซึ่งได้ลงทะเบียนส่งไปลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือราชกิจจานุเบกษาเป็นคราว ๆ ตามแบบซึ่งเสนาบดีเจ้ากระทรวงจะได้กำหนดให้
มาตรา 1022 เมื่อได้พิมพ์โฆษณาดั่งนั้นแล้ว ท่านให้ถือว่าบรรดาเอกสารและข้อความซึ่งลงทะเบียนอันได้กล่าวถึงในย่อรายการนั้น เป็นอันรู้แก่บุคคลทั้งปวงไม่เลือกว่าเป็นผู้เกี่ยวข้องด้วยห้างหุ้นส่วนหรือด้วยบริษัทนั้นหรือที่ไม่เกี่ยวข้อง
เป็นหลักสันนิฐานเด็ดขาดคือพอลงราชกิจจาแล้วก็ผูกพันแล้ว หนังสือรับรองก็เชื่อถือกัน แต่มาตรานี้ เป็นเรื่องที่อาจมีปัญหาแล้ว ว่าจุดไหนกันแน่ที่ผูกพัน มีจุดหนึ่งอย่างแนะนำ ใช้คำว่า ถือว่า นำสืบหักล้างไม่ได้เลย
มาตรา 1023 ผู้เป็นหุ้นส่วนก็ดี ห้างหุ้นส่วนก็ดี หรือบริษัทก็ดี จะถือเอาประโยชน์แก่บุคคลภายนอกเพราะเหตุที่มีสัญญาหรือเอกสาร หรือข้อความอันบังคับให้จดทะเบียนตามลักษณะนี้ยังไม่ได้ จนกว่าจะได้จดทะเบียนแล้ว แต่ฝ่ายบุคคลภายนอกจะถือเอาประโยชน์เช่นว่านั้นได้
แต่ถึงกระนั้นก็ดี ผู้เป็นหุ้นส่วน ผู้ถือหุ้น ห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทซึ่งได้รับชำระหนี้ก่อนจดทะเบียนนั้นย่อมไม่จำต้องคืน
อันนี้เป็นประเด็นที่เกิดในชีวิตจริง คือ กรรมการกลุ่มหนึ่งทำสัญญาให้เช่าเครื่องบินมีค่านายหน้าเป็นสิบล้าน พอทำสัญญาได้ ก็สั่งให้จ่ายค่านายหน้า วันที่สั่งก็ไปดูที่กระทรวงพาณิชย์ว่ามีอำนาจสั่งหรือไม่
ปรากฏว่ามี แล้ว ต่อมาอีกสองวัน มีประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น ก็เปลี่ยนกรรมการจะอ้างว่าคำสั่งไม่ชอบ ก็เอาหนังสือรับรองกระทรวงพาณิชย์มายัน คำถามคือใฃ้ได้หรือไม่ หรือต้องรอไปโฆษณาในราชกิจจาเสียก่อน เข้าใจประเด็นนะครับ ระหว่าง หนังสือรับรองที่จดในพาณิชย์ กับ การประกาศในราชกิจจา ปัญหานี้ทำให้เกิดการบัญญัติ มาตรา 1023 ตอนที่จดทะเบียนในกระทรวงพาณิชย์เป็นบุคคลภายนอกใช้ยันได้นะครับ
พูดง่ายๆเราจะอ้างกับใคร อ้างกับบุคคลภายนอกก็ดูจากทะเบียนกระทรวงพาณิชย์ แต่ถ้าระหว่างบุคคลภายในก็ดูจากราชกิจจานุเบกษา
คือต้องเข้าใจประเด็นเลยนะครับว่าถ้าลงในราชกิจจานุเบกษาไม่มีปัญหาเลยนะครับ
การตอบข้อสอบเนฯต้องเขียนแสดงให้ได้ว่าเรารู้ถึงที่มาของคำตอบ ถ้าจดทะเบียนกับกระทรวงพาณิชย์ก็ผูกพันบุคคลภายนอก กฎหมายไทยก็ยึดหลักสุจริต เวลาจำเลยถูกฟ้องก็มักอ้างว่า ไม่สุจริต ดู 1023 ให้ดีเป็นหลักการใหม่
คือเขาไม่ต้องการให้บริษัทเอาเปรียบบุคคลภายนอก
อันนี้ก็เป็นบทเฉพาะการทั่วไป ใช้กับมาตราทั่วไป ใช้กับห้างหุ้นส่วนจำกัด ด้วย
เด๋วท่านอาจารย์สหธนจะมาออกเรื่องห้างฯ เยอะ ที่ไม่ออกกฎหมายบริษัทเพราะหลายคนบอกว่ายาก
จำไว้อย่าง บริษัท จำกัด1096 -1246/7 เป็นกฎหมายบริษัท จำกัด ไม่เกี่ยวกับ บริษัท จำกัด มหาชน ก็มีปรัชญาของมันอยู่
คือไม่ให้ขายกับประชาชน ให้ขายกับคนกันเอง พี่น้องเพื่อนฝูง ก็มีคำถามว่าทำไมต้องเอาสามคน แก้ทั้งทีแล้วทำไมไม่เอาสามคน
หลักการเพื่อให้คนกล้าทำการค้าขาย หลักการกำไรไม่จำกัด แต่รับผิดจำกัด
ก็มีเรื่องที่ว่าคนที่จบนิติศาสตร์ไม่ค้ากับ บริษัทจำกัด ชอบค้าขายกับ ห้างฯ ก็มาตรา 1025 หลักการมันต่างกัน
ดู มาตรา 1097 บุคคลใดๆ ตั้งแต่สามคนขึ้นไปจะเริ่มก่อการและตั้งเป็นบริษัทจำกัดก็ได้โดยเข้าชื่อกันทำหนังสือบริคณห์สนธิ และกระทำการอย่างอื่นตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้
เรื่องการตั้งบริษัท ว่าให้ทำหนังสือบริคณฑ์สนธิ คืออะไร คือตราสารที่ทำตามวัตถุประสงค์เมื่อจดแล้วเราไปทำนอกเหนือได้ไม๊ ก็ไม่ได้ ให้สัตยาบรรณได้หรือไม่ ก็ไม่ได้ เพราะเราจับหลักไว้ตรงนี้ ก็ไม่ต้องกลัวแล้วก็หลอกไม่ได้แล้ว
ดู มาตรา 66 ก็ได้ ครับ ต้องโยงนะครับการเรียนกฎหมายก็ต้องโยง
มาตรา 66 นิติบุคคลย่อมมีสิทธิและหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น ภายในขอบแห่งอำนาจหน้าที่หรือวัตถุประสงค์ดังได้บัญญัติหรือกำหนดไว้ในกฎหมาย ข้อบังคับ หรือตราสารจัดตั้ง
วัตถุประสงค์มีเท่าไหร่ก็ทำได้แค่นั้น ทำนอกขอบอำนาจก็ไม่ได้
หนังสือบริคณฑ์ก็มี ลักษณะเฉพาะอยุ่
เช่น ต้องมีคำว่าจำกัด บอกเขาเสมอ และต้องมีวัตถุประสงค์ ใครจะทำการค้ากับนิติบุคคล หลักสำคัญคือต้องไปดูหนังสือรับรองของเขา ด้วยว่ามีวัตถุประสงค์อย่างไร อำนาจหน้าที่กรรมการเป็นอย่างไร
เรื่องผู้เริ่มก่อการ ชื่ออาจแปลกๆ ผู้เริ่มก่อการต้องซื้อหุ้น 1 หุ้นอย่างน้อย แล้วกรรมการบริษัทต้องรับผิดส่วนตัวหรือไม่ ก็จะงงๆกันมาก ถ้าเป็นหุ้นส่วนสามัญ หรือหุ้นส่วนจำกัด ก็ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัวอยู่แล้ว
หลักการตามสัญญากู้ก็ดูหนังสือรับรอง ปัญหาว่ากรรมการรับผิดส่วนตัวหรือไม่ ในกฎหมายบริษัท ก็ไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัวแล้ว ไม่งั้นจะตั้งบริษัททำไม แต่ต้องไปทำให้ถูกต้องตามหลักบริษัท
มาตรา 1101 บุคคลซึ่งเป็นกรรมการของบริษัทจำกัดจะรับผิดโดยไม่จำกัดก็ได้ ถ้ากรณีเป็นเช่นนั้นไซร้ ท่านว่าต้องจดแถลงความรับผิดเช่นนั้นลงไว้ในหนังสือบริคณห์สนธิด้วย
แต่ความเป็นจริงก็ไม่มีกรรมการคนไหนยอมหรอกครับ ไม่มีกรรมการคนไหนทำหรอกครับ
มาตรา 1102 เวลาอ่านหนังสือ ชี้แนวให้ว่าทำไมต้องมีมาตรานี้ เพราะสมัยก่อนมีการหลอกกันมาก ก่อนหนังฉายก็มีโฆษณาชี้ชวนหลอกเต็มไปหมด
ก็เลยแยกเลยสองกลุ่ม บริษัท จำกัด ห้ามเลยนะครับ ห้ามชี้ชวนไม่เช่นนั้นมีความผิดกฎหมายอาญาด้วย ถ้าอยากทำก็ไปทำเป็นบริษัทมหาชนเลย
มาตรา 1104 จำนวนหุ้นทั้งหมดซึ่งบริษัทคิดจะจดทะเบียนนั้นต้องมีผู้เข้าชื่อหรือออกให้กันเสร็จก่อนการจดทะเบียนของบริษัท
คือต้องมีคนเข้าซื้อก่อนไม่งั้นห้ามจด ทำไม เพราะมันมีพวกต้มตุ๋น ไปทำธุรกิจ แต่ยังไม่มีทุน
1105 ก็ออกข้อสอบบ่อยแล้วก็หมุนไปมาใช้ประโยชน์ทางปฏิบัติด้วย
มาตรา 1105 อันหุ้นนั้น ท่านห้ามมิให้ออกโดยราคาต่ำไปกว่ามูลค่าของหุ้นที่ตั้งไว้
การออกหุ้นโดยราคาสูงกว่ามูลค่าของหุ้นที่ตั้งไว้นั้น หากว่าหนังสือบริคณห์สนธิให้อำนาจไว้ ก็ให้ออกได้ และในกรณีเช่นนั้น ต้องส่งใช้จำนวนที่ล้ำมูลค่าพร้อมกันไปกับการส่งใช้เงินคราวแรก
อนึ่งเงินส่งใช้ค่าหุ้นคราวแรกนั้น ต้องมิให้น้อยกว่าร้อยละยี่สิบห้าแห่งมูลค่าของหุ้นที่ตั้งไว้
คือพูดง่ายๆ ค่าพาร์ 5 บาท จะไปขาย 4 บาทไม่ได้เพราะอะไร เพราะไปหลอกคนอื่นได้ตัวเลขมันสูงแต่จึงๆบริษัทไม่มีเงิน อย่างนี้ประชาชนทั่วไปที่ทำธุรกิจกับบริษัทเดือดร้อน
และทนายที่ดีก็ มักจดข้อนี้ไว้ในหนังสือบริคณฑ์สนธ คือต้องมีกำหนดว่าให้ขายแพงกว่ามูลค่าหุ้นได้
การขายหุ้นสูงกว่ามูลค่า เล่าเป็นเกร็ดความรู้ไว้ว่า มีบริษัทหนึ่ง ตั้งปูนซีเมนต์ มูลค่าหุ้น 10 บาท แต่เวลาขายหุ้น สมัยนั้นยังไม่ห้ามขายให้ประชาชน เขาขายหุ้นละ 300 บาท กำไร หุ้นละ 290 บาท ออกหุ้นเพิ่มทุน 15 ล้านหุ้น ยังไม่ได้ทำอะไรเลยกำไรไปแล้ว 4350 ล้านนะครับ
ก็ได้เวลาแล้ว ท่านอาจารย์สหธนไปต่างประเทศผมก็เลยมาสอนหลักทั้งหมดก่อน