สรุปคำบรรยาย สัมนากฎหมายวิแพ่ง(สอนวันอังคาร) ภาค 2/61 เอาไว้อ่านเล่นๆก่อนเรียนชั่วโมงที่ 3 ต่อไปครับ

300 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
Dec 8, 2008, 1:40:44 AM12/8/08
to LAWSIAM, lawsiam com

หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า  kankokub  ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ สมชัย ฑีฆาอุตมากร ผู้บรรยาย   , ผู้ก่อตั้ง lawsiamgooglegroups และ คุณแบ่งปัน ที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า

 

ครั้งที่ 1

           

เฉพาะ วิภาค 3 ภาค 4  แต่ถ้ามีแนวบรรทัดฐาน วิ 1 2 ที่สำคัญก็จะนำมาบรรยาย และจับประเด็นข้อสอบ  สังเกต เน หลังๆออกหลัก แต่คำพิพากษาฎีกาก็จำเป็น เนื่องจากช่วยให้อ่านปุ๊ปตอบปั๊ป

            อย่างข้อสอบผู้ช่วย ข้อสอบแพ่งครั้งล่าสุดเป็นต้น  แต่อาจมีข้อสอบวิแพ่งบางข้อที่ออกเพี้ยนแนวฎีกา ก็จะตกไปในชั้นคัดเลือก

            เนไม่ค่อยห่วง เพียงหลักแม่นผ่านแน่ แต่จบเนไปก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์เต็มที่หากไม่ได้มุ่งสู่สนามผู้พิพากษาหรืออัยการ

            โดยปกติข้อสอบที่อยู่ในเกณฑ์ตรวจไม่เกิน 20 เปอร์เซ็นท์  คือข้อกฎหมายไม่มีเลย

คราวที่แล้ว ข้อสอบผู้ช่วยออก 309 ทวิ

 

" มาตรา 309 ทวิ ในการขายทอดตลาดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้นก่อนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะเคาะไม้ขายให้แก่ผู้เสนอราคาสูงสุดที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นว่าเป็นราคาที่สมควรขายได้ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ลูกหนี้ตามคำพิพากษา หรือบุคคลผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีอาจคัดค้านว่าราคาดังกล่าวมีจำนวนต่ำเกินสมควร ในกรณีเช่นว่านี้ ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเลื่อนการขายทอดตลาดทรัพย์สินไป และในการขายทอดตลาดทรัพย์สินครั้งต่อ ๆ ไปหากมีผู้เสนอราคาสูงสุดในจำนวนไม่น้อยกว่าจำนวนที่ผู้เสนอราคาสูงสุดได้เสนอในการขายทอดตลาดทรัพย์สินครั้งก่อนให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเคาะไม้ขายให้แก่ผู้เสนอราคานั้นได้

ในกรณีที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ลูกหนี้ตามคำพิพากษา หรือบุคคลผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีเห็นว่าราคาที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินมีจำนวนต่ำเกินสมควรและการขายทอดตลาดทรัพย์สินในราคาต่ำเกินสมควรนั้นเกิดจากการคบคิดกันฉ้อฉลในระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้องในการเข้าสู้ราคาหรือความไม่สุจริตหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าพนักงานบังคับคดีในการปฏิบัติหน้าที่ บุคคลดังกล่าวอาจยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์สินตามบทบัญญัติแห่งลักษณะนี้ได้ และเมื่อศาลไต่สวนแล้วเห็นว่าคำร้องนั้นรับฟังได้ ให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตตามคำร้องนั้น

ให้นำบทบัญญัติในวรรคสาม วรรคสี่ วรรคห้า และวรรคหกของมาตรา ๒๙๖ มาใช้บังคับแก่การยื่นคำร้องตามวรรคสองโดยอนุโลม

คำสั่งของศาลตามวรรคสองให้อุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ได้ และคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด"

คำว่าฝ่าฝืนกฏหมาย ดู ม.296  ในการเรียนต้องตัดบทบัญญัติที่ไม่จำเป็นออกไป เพราะเรียนแค่ 4 เดือนไม่ทันแน่

เขียนตัวบทระคนกับการตอบไปเลย ไม่อย่างนั้นตอบไม่ครบ 10 ข้อแน่  

ดู 296 ว 2

ภายใต้บังคับมาตรา ๓๐๙ ทวิ วรรคสอง ถ้าเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งลักษณะนี้ เมื่อศาลเห็นสมควรไม่ว่าเวลาใดก่อนการบังคับคดีได้เสร็จลงหรือเมื่อเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ลูกหนี้ตามคำพิพากษา หรือบุคคลภายนอกผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีซึ่งต้องเสียหายเพราะเหตุดังกล่าวยื่นคำร้องต่อศาล ให้ศาลมีอำนาจที่จะสั่งเพิกถอนหรือแก้ไขกระบวนวิธีการบังคับคดีทั้งปวง หรือวิธีการบังคับใด ๆ โดยเฉพาะ หรือมีคำสั่งกำหนดวิธีการอย่างใดตามที่ศาลเห็นสมควร

- ไม่ใช่คำว่าไม่สมบูรณ์ เพราะแค่ไม่สมบูรณ์ให้สัตยาบันได้

ไม่ชอบก็เข้า ม.308

ฉะนั้นใครตอบม.27 มาได้ 0 เลยนะเพราะเรื่องนี้อยู่ในชั้นบังคับคดี ต้องตอบ 296 ว.2 ว.3

ข้อสอบข้อ 6 ต้องตอบบทบัญญัติ วิแพ่ง 4 นะ

ผู้มีส่วนได้เสียยื่นตาม ว.1 หรือ 2 ต้องตอบ 15 วันนะ ต้องแม่น บางคน ตอบ 7 วัน บ้าง 1 เดือน บ้าง

15 วันนับแต่วันทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนะ แต่ทั้งนี้ผู้ร้องไม่ได้ดำเนินการให้หรือให้สัตยาบัน ข้อความนี้เหมือน ม.27 เลยนะ ฉะนั้นใครอ้างหลักมาเฉยๆไม่ได้อ้างม.27 มาก็ได้คะแนนนะ

อีกข้อหนึ่งคือ  อุทธรณ์ ฏีกา ออก 226

 " มาตรา 226  ก่อนศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี ถ้าศาลนั้นได้มีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งนอกจากที่ระบุไว้ในมาตรา ๒๒๗ และ ๒๒๘

(๑) ห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งนั้นในระหว่างพิจารณา

(๒) ถ้าคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งคำสั่งใด ให้ศาลจดข้อโต้แย้งนั้นลงไว้ในรายงานคู่ความที่โต้แย้งชอบที่จะอุทธรณ์คำสั่งนั้นได้ภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ศาลได้มีคำพิพากษา หรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีนั้นเป็นต้นไป

เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ ไม่ว่าศาลจะได้มีคำสั่งให้รับคำฟ้องไว้แล้วหรือไม่ให้ถือว่าคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งของศาลนับตั้งแต่มีการยื่นคำฟ้องต่อศาลนอกจากที่ระบุไว้ในมาตรา ๒๒๗ และ ๒๒๘ เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา "

ภาค3 บทที่สำคัญมีไม่เยอะ

223            หลักอุทธรณ์

223ทวิ        อุทธรณ์ข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา

224              ข้อจำกัดสิทธิอุทธรณ์ข้อเท็จจริงด้วยเหตุทุนทรัพย์น้อย

225              การทำอุทธรณ์

226-228       คำสั่งระหว่างพิจารณา

229              การยื่นอุทธรณ์

                230           ยากไม่ออก 

    234 การยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์

236      การพิจารณาอุทธรณ์คำสั่ง 234

237      คำแก้อุทธรณ์

ในภาค 4 ก็มีไม่กี่มาตรา

253      จำเลยข้อคุ้มครองชั่วคราว

253 ทวิ จล.คุ้มครองชั้นสูง

254 โจทก์ข้อคุ้ม

260 คำสั่งคุ้มภายหลังเมื่อศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งแล้ว ก็เข้าใจได้ว่าเมื่อศาลสั่งชั่วคราวในระหว่างพิจารณา เมื่อพิพากษาแล้วมีผลต่อหรือไม่ หลักคือดูคำพิพากษาว่าสั่งถึงหรือไม่ถ้าไม่สั่งถึงเข้า 260

264  คู่ความขอคุ้มครองประโยชน์สังเกตข้อความสักนิด

267 คำขอในเหตุฉุกเฉิน  

            การบังคับ

271 หลักทั่วไปของการบังคับคดี  *****

บุคคลภายนอกกับการบังคับคดี ออกถึง 60 70 เปอร์เซ็นต์ เพราะเป็นข้อสอบในชั้นพิจารณาของศาล

คือ  287 การกันส่วน  

288 การขัดทรัพย์ พวกนี้ทิ้งไม่ได้เลย

289 การขอรับหนี้จำนองหรือบุริมสิทธิ

290 การเฉลี่ยทรัพย์

296 ว1 เรื่องคำสั่งของศาลเกี่ยวกับการบังคับคดีที่ผิดกฎหมาย เป็นเรื่องคำสั่งของศาล

ว.2 การดำเนินการบังคับคดีที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมาย

296 จัตวา คือมาตรา ที่ออกสอบแล้วทำไม่ได้มากสุด โดยเฉพาะ อนุ 3 การปิดประกาศอำนาจพิเศษ

309 ทวิ การคัดค้านการบังคับคดีด้วยเหตุราคาที่ต่ำเกินควร 

ก็มีเพียงเท่านี้ ไม่ค่อยหลุดจากนี้ไปไหน แต่เพื่อประโยชน์ในอนาคตก็ควรอ่านให้หมด อย่าทิ้งไว้นาน

ในชั่วโมงนี้เป็นชั่วโมงแรก จึงอยากนำคำพิพากษาฏีกาที่กลับหลักมา อธิบาย กลับแนวเก่าๆ  ม.236

"มาตรา 236 เมื่อคู่ความยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลที่ปฏิเสธไม่ยอมรับอุทธรณ์ให้ศาลส่งคำร้องเช่นว่านั้นไปยังศาลอุทธรณ์โดยไม่ชักช้าพร้อมด้วยคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีของศาลชั้นต้นและฟ้องอุทธรณ์ ถ้าศาลอุทธรณ์เห็นเป็นการจำเป็นที่จะต้องตรวจสำนวน ให้มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ ในกรณีเช่นนี้ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาคำร้อง แล้วมีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นหรือมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ คำสั่งนี้ให้เป็นที่สุด แล้วส่งไปให้ศาลชั้นต้นอ่าน

เมื่อได้อ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์ให้รับอุทธรณ์แล้ว ให้ศาลชั้นต้นส่งสำเนาอุทธรณ์แก่จำเลยอุทธรณ์ และภายในกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันที่จำเลยอุทธรณ์ยื่นคำแก้อุทธรณ์ หรือนับแต่ระยะเวลาที่กำหนดไว้ในมาตรา ๒๓๗ สำหรับการยื่นคำแก้อุทธรณ์ได้สิ้นสุดลง ให้ศาลส่งคำแก้อุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์หรือแจ้งให้ทราบว่าไม่มีคำแก้อุทธรณ์ เมื่อศาลอุทธรณ์ได้รับคำแก้อุทธรณ์หรือแจ้งความเช่นว่าแล้ว ให้นำคดีลงสารบบความของศาลอุทธรณ์โดยพลัน "

คือโยงมาจาก ม.234 คือเมื่อคู่ความยื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้น มีหน้าที่ตรวจฟ้องอุทธรณ์  ใช้ 232 ถ้ารับก็เข้า 235 ไม่รับก็เข้า 234 ถ้าคู่ความประสงค์ให้รับก็เข้า 234

ดู 234 ประกอบ 236

"มาตรา 234 ถ้าศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์ ผู้อุทธรณ์อาจอุทธรณ์คำสั่งศาลนั้นไปยังศาลอุทธรณ์โดยยื่นคำขอเป็นคำร้องต่อศาลชั้นต้น และนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่ศาลได้มีคำสั่ง"

เมื่อยื่นตาม 234 ศาลต้นมีหน้าที่เพียงบุรุษไปรษณีย์ สมมุติว่าศาลเกิดทำผิดคือไปตรวจคำร้อง แล้วมีคำสั่งไม่รับซ้ำอีกครั้งแม้ไม่ชอบด้วย 236 ก็ตาม คู่ความมีทางแก้เพียงทางเดียวคือ ปฏิบัติ ตามม.234ซ้ำไปอีกเพียงทางเดียว

เน้นนะว่า 15 วัน เคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 451/2549

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ปฏิเสธไม่ยอมรับอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีหน้าที่ต้องส่งอุทธรณ์คำสั่งไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 236 วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นไม่มีหน้าที่ตรวจอุทธรณ์และมีคำสั่งกรณีนี้ตามมาตรา 232 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยเสียเองเป็นการไม่ชอบ จำเลยย่อมมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวนี้ได้ภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันที่ได้อ่านคำสั่งตามมาตรา 229 กรณีมิใช่การอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ซึ่งต้องยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งภายใน 15 วัน ตามมาตรา 234

การอุทธรณ์คำสั่งที่ปฏิเสธไม่รับอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 กำหนดให้ทำเป็นคำร้อง ต้องชำระค่าธรรมเนียมคำร้องเพียง 40 บาท

แต่ถูกกลับโดย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5499/2550 แล้ว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 232 ทางแก้ของจำเลยที่ 1 คือต้องยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นไปยังศาลอุทธรณ์ และนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามมาตรา 234 แต่จำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการ กลับยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวเพื่อให้มีคำสั่งคืนอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 1 ทำมาใหม่หรือแก้ไขเพิ่มเติมหรือชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลให้ถูกต้องครบถ้วน เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ให้ยกคำร้องการที่จำเลยที่ 1 ยื่นอุทธรณ์คำสั่งนั้น จึงเป็นการพยายามเชื่อมโยงเหตุการณ์เพื่อให้กลับไปสู่การวินิจฉัยเรื่องที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 เท่ากับเป็นการหลีกเลี่ยงให้จำเลยที่ 1 สามารถอุทธรณ์ได้โดยไม่ต้องปฏิบัติตามมาตรา 234 อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ชอบที่จะได้รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1

ซึ่งถือว่าเดินตาม  คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7475/2541

การอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 นั้นแม้จะเป็นการอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์คำสั่งจำเลยก็ต้องนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาล หาใช่ต้องนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันเฉพาะกรณีอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์คำพิพากษาแต่เพียงอย่างเดียวไม่คดีนี้แม้จำเลยจะอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอเลื่อนคดี และงดสืบพยานจำเลยไม่ใช่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นก็ตาม จำเลยก็ต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3598/2543

การอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 แม้เป็นการอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์คำสั่ง ผู้อุทธรณ์ก็ต้องนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาล ทั้งยังเป็นหน้าที่ของผู้อุทธรณ์ ซึ่งจะต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าวโดยศาลชั้นต้นไม่จำต้องมีคำสั่งให้ปฏิบัติก่อนคำสั่งศาลอุทธรณ์ที่ให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ เพราะเหตุที่ผู้อุทธรณ์ไม่ปฏิบัติตามบทกฎหมายดังกล่าวชอบแล้ว

ดู 236 ที่ก็ใช้แนวปี 50 เช่นกัน  ตรงที่ว่า คำสั่งศาลอุทธรณ์ ใน ว.1  ประเด็นในชั้นอุทธรณ์มีเพียงคำสั่งที่ไม่รับถูกหรือไม่ถูก ถ้าถูกก็ยืนตามต้น ไม่รับ ถ้าผิด ก็สั่งรับ มา ไม่ต้องไปพิจารณาในคำฟ้องเลย คำสั่งของศาลอุทธรณ์ไม่ว่าจะรับหรือยื่นตามปฏิเสธ ให้เป็นที่สุด

ก่อนฏีกาปี 50 ที่จะพูดถึง นี้ คำสั่งรับเป็นที่สุดไม่มีปัญหา เพราะเหตุที่ว่า สมมุติอุทธรณ์ไม่ชอบศาลตัดสินไม่ได้ คำสั่งที่ว่าให้รับของศาลอุทธรณ์นี้ไม่ได้ผูกพันในชั้นอุทธรณ์ว่าต้องพิพากษาตัดสินโดยอิงในคำสั่งรับนั้น เพราะที่ให้คำสั่งเป็นที่สุดนั้นเพื่อให้เกิดความรวดเร็วในการพิจารณาเท่านั้น อุทธรณ์จะมีผลอย่างไรก็เป็นเรื่องการพิจารณาในชั้นอุทธรณ์

ทีนี้คำสั่งยืนตามปฏิเสธนี้แต่เดิมวางแนวว่า จะต้องเป็นคำสั่งที่เกี่ยวด้วยเนื้อหาในตัวอุทธรณ์ที่สั่งไม่รับ มิเช่นนั้นไม่เป็นที่สุด  

 

คำสั่งศาลอุทธรณ์ที่ยืนตามศาลชั้นต้น เพราะผู้อุทธรณ์ไม่วางค่าธรรมเนียมใช้แทนตาม 229 ก็ดีหรืออุทธรณ์คำสั่งยื่นเกิน 15 วันก็ดี แม้ไม่ใช่เนื้อหา ก็ เป็นที่สุด ตาม มาตรา 236

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1044/2550

จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีหน้าที่ส่งคำร้องนั้นไปยังศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 ไม่มีหน้าที่ตรวจสั่งไม่รับเหมือนอย่างชั้นรับหรือไม่รับอุทธรณ์ตามความในมาตรา 232 การที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์จึงไม่ชอบ

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบกรณีศาลชั้นต้นไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย และศาลชั้นต้นได้ส่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์และสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ เมื่อศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยว่า จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์พ้นกำหนด 15 วัน ทั้งมิได้นำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลตามมาตรา 234 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้ยกคำร้อง จึงมีผลเป็นการยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้น คำสั่งของศาลอุทธรณ์ย่อมเป็นที่สุดตามมาตรา 236 วรรคหนึ่ง

 ( คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4493/2550

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย โดยจำเลยยื่นอุทธรณ์วันที่ 20 กรกฎาคม 2548 และท้ายอุทธรณ์มีข้อความว่า รอฟังคำสั่งอยู่ แต่ไม่รอให้ถือว่าทราบแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยในวันเดียวกันกับที่จำเลยยื่นอุทธรณ์ ถือว่าจำเลยทราบคำสั่งของศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2548 การอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์นั้น จำเลยต้องยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 234 แต่จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2548 เกินกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ และเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย โดยเห็นว่าจำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งพ้นกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่ง คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 6 ดังกล่าวจึงเป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 236 วรรคหนึ่ง คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 6 ที่ให้เป็นที่สุดนั้น ไม่จำต้องคำนึงว่าในการมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ดังกล่าวจะต้องเป็นกรณีวินิจฉัยเฉพาะเนื้อหาอุทธรณ์เท่านั้น เพราะการที่ศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์อาจมาจากสาเหตุอื่น โดยไม่ต้องวินิจฉัยเนื้อหาอุทธรณ์ว่าต้องห้ามอุทธรณ์หรือไม่ก็ได้ ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 6 จึงเป็นอันถังที่สุดตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งฎีกาคำสั่งของจำเลยมาให้ศาลฎีกาวินิจฉัยนั้นเป็นการไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย )

ครั้งที่ 2

           

เมื่อคราวที่แล้วพูดถึง  5499/50  จะมาพูดอีกสักครั้ง

 (   คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5499/2550

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 232 ทางแก้ของจำเลยที่ 1 คือต้องยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นไปยังศาลอุทธรณ์ และนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามมาตรา 234

แต่จำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการ กลับยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวเพื่อให้มีคำสั่งคืนอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 1 ทำมาใหม่หรือแก้ไขเพิ่มเติมหรือชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลให้ถูกต้องครบถ้วน เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ให้ยกคำร้องการที่จำเลยที่ 1 ยื่นอุทธรณ์คำสั่งนั้น จึงเป็นการพยายามเชื่อมโยงเหตุการณ์เพื่อให้กลับไปสู่การวินิจฉัยเรื่องที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 เท่ากับเป็นการหลีกเลี่ยงให้จำเลยที่ 1 สามารถอุทธรณ์ได้โดยไม่ต้องปฏิบัติตามมาตรา 234 อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ชอบที่จะได้รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 )

เป็นประเด็นที่ศาลชั้นต้นทำผิดคือ สั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่งอีกครั้งหนึ่ง ปัญหาคือต้องปฎิบัติตาม 234 อีกครั้ง( อะไรที่ปฎิบัติไว้แล้วก็ไม่ต้องทำอีก ) หรือไม่

 ทางแก้ของผู้อุทธรณ์ มีทางเดียวเท่านั้นคือ 234 คือยื่นคำขอ ( คำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ) และนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาล ( ตัวเดียวกับ 229 มาวาง ) ฉะนั้นถ้าได้วางตาม 229 มาวางแล้วก็ไม่ต้องมาวางซ้ำซ้อนอีก

      เงินจำนวนที่ 2 ที่ต้องวางคือเงินที่ต้องชำระตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง เน้นคำว่าเงิน แปลว่าถ้าหนี้ตามคำพิพากษาเป็นหนี้กระทำการ ก็ไม่ต้องหาประกัน  เงินทั้งหมดนี้ต้องวางภายใน 15 วัน

      ตามฎีกา มีข้อเท็จจริงว่า คำพิพากษาให้ใช้เงินแก่โจทก์ ตามฎีกาได้ยื่นอุทธรณ์เป็นคำร้อง ศาลต้นตรวจพบแล้วเห็นว่าเป็นการคัดค้านคำพิพากษา( ตอนนั้นก็แสดงว่าเสียค่าขึ้นศาลอย่างอุทธรรณ์ 40 บาท ) ศาลต้นตรวจแล้วก็สั่งไม่รับเลย ศาลฎีกาก้วางหลักว่า เมื่อไม่รับอุทธณณ์ ทางแก้ก็ต้อง 234  พอศาลต้นตรวจอีกครั้งก็ไม่รับอีก

      การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับแล้ว คุณกลับไม่อุทธรณ์คำสั่ง เป็นการหลีกเลี่ยงที่จะไม่อุทธณณ์ ทางออกมาตรานี้ต้องดำเนินการ 234   จบ อธิบาย 5499/50

      ข้อสอบวิแพ่ง 2 จุดที่ออกมีน้อยมาก  ในชั้นนี้เราเปิดกลับมาที่เรื่องอุทธรณ์เสียก่อนถ้าเราดูภาพรวมจะเห็นว่า มีข้ออุทธรณ์เพียง 2 ข้อ คือข้อเท็จจริงกับข้อกฎหมาย

เช่น ดู 223 ซึ่งเป็นหลักใหญ่

- ก็แบ่งเป็นข้อกฎหมาย 223 ทวิก็ให้อุทธรณ์ก้าวกระโดดได้ ฉะนั้นเราต้องดูก่อนว่าเป็นข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย หากเป็นข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายปนข้อเท็จจริง ก็ไป 223ทวิไม่ได้แม้ชั้นต้นอนุญาต

           

ถ้าศาลฎีกาเห็นว่าอุทธรณ์ตามวิธีการในวรรคหนึ่งเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงให้ศาลฎีกาส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยชี้ขาดต่อไป  ( 223 ทวิ วรรคท้าย )

 

เป็นเรื่องข้อเท็จจริงปนข้อกฎหมาย ( มีความหมายกว้าง )  ศาลฎีกาจะวินิจฉัยคดีนั้นไม่ได้ มีข้อยกเว้นเดียว ที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายได้ในกรณีที่ เป็นคดีที่มีข้อเท็จจริงปนข้อกฎหมายแต่ว่าข้อเท็จจริงที่มีปนมานั้นเป็นข้อเท็จจริงต้องห้ามตามมาตรา 224 หรือ 225 การส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรร์ตามมาตรา 223ทวิย่อมไม่มีประโยชน์ศาลฎีกาก็มีอำนาจวินิจฉัยข้อกฎหมายต่อไปได้โดยยกอุทธรณ์ในส่วนที่เป็นข้อเท็จจริงนั้น ตาม 223ทวิ ( ฎ.1007/2537 ,

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1007/2537

ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา แต่ปรากฏว่าอุทธรณ์ของจำเลยในปัญหาว่าศาลชั้นต้นฟังพยานหลักฐานไม่ชอบนั้นเป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐาน ซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายด้วยและอนุญาตให้จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาโดยตรงนั้นจึงหาถูกต้องไม่ แต่เนื่องด้วยคดีนี้มีจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกินห้าหมื่นบาท ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 224 การที่ศาลฎีกาจะส่งสำนวนคืนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยตามมาตรา 223 ทวิ วรรคท้าย จึงหาเป็นประโยชน์ไม่ ชอบที่ศาลฎีกาจะได้วินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายอื่นต่อไปทีเดียว ที่จำเลยอุทธรณ์ในปัญหาว่าศาลชั้นต้นรับฟังพยานหลักฐานไม่ชอบซึ่งศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมายนั้นปรากฏว่าจำเลยไม่ได้สืบพยาน ศาลชั้นต้นจึงฟังข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์ว่าผู้ขับรถยนต์ที่จำเลยรับประกันภัยไว้เป็นฝ่ายประมาทชนรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหาย และกำหนดค่าเสียหายที่จำเลยจะต้องชำระแก่โจทก์ โดยอาศัยจากพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบแม้โจทก์จะไม่ได้นำ ส.พยานอีกปากหนึ่งมาสืบด้วยก็ดี และการที่โจทก์ไม่ได้ส่งสำเนารายวันประจำวันเกี่ยวกับคดีก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 3 วันก็ตาม ก็โดยเหตุที่เป็นเอกสารที่อยู่ในความครอบครองของบุคคลภายนอกจึงหาต้องส่งสำเนาเอกสารให้จำเลยไม่ที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจรับฟังตามพยานหลักฐานของโจทก์จึงมิใช่การรับฟังพยานหลักฐานโดยขัดต่อกฎหมาย อุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นนั่นเอง อันเป็นข้อเท็จจริง แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องในตอนแรกว่า จำเลยได้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์คันเกิดเหตุไว้จากผู้มีชื่อ ซึ่งจำเลยจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่บุคคลภายนอกจากการใช้รถที่ก่อความเสียหายขึ้นโดยผู้เอาประกันภัยหรือลูกจ้างหรือโดยความยินยอมของผู้เอาประกันภัยก็ตาม ก็คงเป็นการบรรยายถึงความรับผิดของจำเลยตามกรมธรรม์ประกันภัยเท่านั้น แต่โจทก์ไม่ได้บรรยายให้เห็นว่า ผู้ขับรถยนต์คันเกิดเหตุที่ขับไปชนรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยมีฐานะเช่นใด มีนิติสัมพันธ์กับผู้มีชื่อซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยอย่างไรที่จะทำให้ผู้มีชื่อจะต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดนั้น โดยเฉพาะผู้ขับรถยนต์คันเกิดเหตุได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัยหรือไม่ อันทำให้จำเลยผู้รับประกันภัยค้ำจุนจะต้องร่วมรับผิดด้วย เช่นนี้ ฟ้องโจทก์จึงไม่ได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 เป็นฟ้องที่เคลือบคลุม

           

รวมทั้งหากอุทธรณ์ไม่มีข้อกฎหมายเลย มีแต่ข้อเท็จจริงล้วนๆ ศาลฎีกาก็ไม่จำต้องส่งไปตามวรรค 2 และชอบที่จะยกอุทธรณ์เสียได้ ( ฎ.5722/2546 ค้นหาไม่เจอ )

 

            สังเกตว่าพูดว่า ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายเยอะมาก ปัญหาโต้เถียงเรื่องดุลพินิจของศาล เป็นปัญหาข้อเท็จจริงทั้งหมด  ต้องยกเหตุผลว่าทำไมเป็นข้อเท็จจริง ก็ต้องอิบายว่าเป้นการยกโต้เถียงดุลพินิจของศาล เป็นปัญหาข้อเท็จจริง

ม.224 เป็นการต้องห้ามอุทธรณ์ ในปัญหาข้อเท็จจริงด้วยเหตุทุนทรัพย์ไม่เกิน 5 หมื่นบาท

226 เป็นเรื่องการอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณา ดุความเชื่อมโยง

ปัญหาว่าการอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาตาม 226 นี้ต้องอยู่ในบังคับของ มาตรา 224 ด้วยหรือไม่ ( อะไรคือคำสั่งระหว่างพิจารณาจะอธิบายในภายหลัง )

6230/2541 คือคำตอบว่าต้องอยู่ในบังคับของมาตรา 224 ด้วย

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6230/2541

แม้คดีนี้โจทก์จะฟ้องขับไล่จำเลยออกจากตึกแถวพิพาทและให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 20,000 บาทแต่เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ขับไล่จำเลยและให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 8,000 บาท โจทก์และจำเลยไม่ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาดังกล่าวย่อมถือได้ว่าในขณะที่ยื่นคำฟ้องนั้นตึกแถวพิพาทอาจให้เช่าได้ไม่เกินเดือนละ 10,000 บาทคดีจึงต้องห้ามคู่ความมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสองจำเลยฎีกาว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีและงดสืบพยานจำเลยเป็นการไม่ชอบนั้นเป็นการฎีกาโต้แย้งดุลพินิจของศาลว่าสมควรอนุญาตให้เลื่อนคดีและสืบพยานต่อไปหรือไม่ อันเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงแม้จะเป็นการฎีกาโต้แย้งคำสั่งระหว่างพิจารณาตามมาตรา 226 ก็ต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าวเช่นเดียวกัน

- เหตุผลว่าคำสั่งระหว่างพิจารณาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของคำพิพากษาทั้งหมด ในเมื่อหลักใหญ่ยังต้องห้ามเลย ฉะนั้นคำสั่งระหว่างพิจารณาซึ่งเป็นส่วนย่อยก็ย่อมต้องต้องห้ามไปด้วย อุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาฟังขึ้นผลของคำพิพากษาก็ย่อมถูกยกไปในตัว

กรณีตามมาตรา 226ก็ มี 227 228 มาประกบอีก คำสั่งที่ไม่ถือว่าเป็นคำสั่งระหว่างพิจตาม 227 แท้จริงคือคำสั่งที่ทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่อง ก็จะเห็นว่า 227 ไม่อยุ่ในบังคับ 224 เพราะ 224 ใช้ในเรื่องของอุทธรณ์ข้อเท็จจริงเท่านั้น

            เคยออกข้อสอบ 227 ไปประกบเรื่อง 175 ถอนฟ้อง  การอุทธรณ์ดุลยพินิจของศาลถือเป็นปัญหาข้อเท็จจริงทั้งหมด  ฉะนั้นในม.175 ซึ่งมีคำว่า  ศาลจะอนุญาตหรือไม่อนุญาตหรืออนุญาตภายในเงื่อนไขตามที่เห็นสมควรก็ได้

            คำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา  แล้วคำสั่งนี้เป็นข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย ก็เป็นข้อเท็จจริง คราวนี้ก็ต้องมา ดู ม.224 ต่อ เมื่ออุทธรร์ของโจทก์มีทุนทรำย์มเกิน 5 หมื่นบาท ก็ต้องห้ามอุทธรณ์

            สำหรับจำเลยที่ 2 ที่ศาลไม่สอบถามจำเลยก่อน ถอนฟ้องไปเลย 227 ใช้คำว่าและให้อยู่บังคับการอุทธรณ์ชี้ขาดคดี แสดงว่า 227 อยู่ในบังคับ 225 และ 229  โดยผุ้อุทธรณ์จะต้องวางค่าธรรมเนียมใช้แทนพร้อมกับอุทธรณ์ด้วย  ทีนี้เราดู 228

            หลักการพิจารณาก็เหมือน 227 แต่ว่า 228 นั้นมีสาขาคดี เช่น (1) ให้กักขัง หรือปรับไหม หรือจำขัง ผู้ใด ตามประมวลกฎหมายนี้  การอุทธรณ์พวกนี้ไม่อยู่ในบังคับ 224 เลยเพราะเป็นเรื่องของสาขาคดี ไม่เกี่ยวกับคดีหลักเลย การอุทธรณ์เป็นเรื่องการอุทธรณ์โดยอิสระ ไม่ต้องอาศัยคำพิพากษาเดิมเลย ฉะนั้นการอุทธรณ์ไม่ตกอยู่ในบังคับ 224

            สิ่งสำคัญสำหรับนักศึกษา ก็คือต้องกลับไปอ่านหนังสือ  อาจารย์ไม่ไปเปิดหนังสือออกหรอก ท่านก็นึกได้และก็ออกซึ่งมันก็คือการเชื่อมโยงของหลักกฎหมายนั่นเอง

คราวนี้มาดู 225 และ  226

ฎ.7409/2546(ย)      เดินตามโดย      ฎ. 4839-4840/2547( ค้นหาไม่เจอ )

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7409/2546

คำร้องขอให้บังคับจำนองของผู้ร้องซึ่งเป็นคำฟ้องจะต้องเสียค่าขึ้นศาลในอัตราร้อยละเท่าใด เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ผู้ร้องจะมิได้โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งให้ผู้ร้องชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มไว้ ซึ่งเท่ากับว่าผู้ร้องมิได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นว่ากล่าวในศาลชั้นต้น ผู้ร้องก็มีสิทธิยกขึ้นอ้าง ซึ่งปัญหาเช่นว่านั้นในอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225วรรคสอง อันเป็นข้อยกเว้นของมาตรา 226(2) และถึงแม้ว่าผู้ร้องจะอุทธรณ์ในเรื่องค่าขึ้นศาลเพียงอย่างเดียวแต่ก็เป็นการอุทธรณ์โดยยกเหตุว่าศาลชั้นต้นมิได้กำหนดค่าฤชาธรรมเนียมให้ถูกต้องตามกฎหมาย จึงไม่ต้องห้ามผู้ร้องอุทธรณ์ตามที่มาตรา 168บัญญัติไว้

ผู้ร้องในฐานะผู้รับจำนองได้ยื่นคำร้องขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 ซึ่งถือได้ว่าเป็นคำฟ้องบังคับจำนองจำเลยนั่นเอง ตามตาราง 1 ข้อ 1(ค) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งได้ระบุไว้ว่า ให้เรียกค่าขึ้นศาลในอัตราร้อยละ 1 ต่อเมื่อจำเลยให้การต่อสู้คดีจึงให้เรียกค่าขึ้นศาลในอัตราร้อยละ 2.5 แต่คดีนี้จำเลยผู้จำนองไม่ได้ให้การต่อสู้คดีหรือคัดค้านคำร้องขอของผู้ร้อง ผู้ร้องจึงต้องเสียค่าขึ้นศาลตามตาราง 1 ข้อ 1(ค) ในอัตราร้อยละ 1ของจำนวนหนี้ที่เรียกร้อง แม้โจทก์จะได้ยื่นคำคัดค้านก็ถือว่าเป็นเพียงการโต้แย้งในชั้นบังคับคดีของโจทก์เท่านั้น ถือไม่ได้ว่าคำคัดค้านของโจทก์เป็นคำให้การต่อสู้คดีแทนจำเลยตามความหมายของตาราง 1 ข้อ 1(ค)

 

มาตรา 168  ในกรณีคู่ความอาจอุทธรณ์ หรือฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลได้นั้น ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์หรือฎีกาในปัญหาเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมแต่อย่างเดียว เว้นแต่อุทธรณ์หรือฎีกานั้นจะได้ยกเหตุว่า ค่าฤชาธรรมเนียมนั้นมิได้กำหนดหรือคำนวณให้ถูกต้องตามกฎหมาย

 

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages