เขตอำนาจศาล( มาตรา 22-27)
ศาลที่มีอำนาจรับชำระคดี หลัก ก็คือศาลที่ความผิได้เกิดขึ้น อ้าง หรือเชื่อว่าเกิดขึ้นในเขตอำนาจ แต่มีข้อยกเว้นคือ อาจฟ้องจำเลยต่อศาลในเขตที่จำเลย มีที่อยู่ หรือ ถูกจับ หรือ ได้มีการสอบสวนความผิดในท้องที่ใด ศาลซึ่งท้องที่นั้นๆ อยู่ในเขตอำนาจก็ได้ ตาม มาตรา 22(1)
- มาตรา 22(1) มิได้เป็นบทบัญญัติที่ให้สิทธิของโจทก์ที่จะเลือกยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นที่จำเลยมีที่อยู่ในเขตอำนาจหรือถูกจับได้ แต่เป็นบทบัญญัติที่ให้เป็นดุลพินิจของศาลชั้นต้นที่จำเลยมีที่อยู่หรือถูกจับ จะรับชำระคดีหรือไม่ก็ได้ โดยศาลจะพิจารณาว่าการฟ้องคดีที่ศาลชั้นต้นที่จำเลยมีที่อยู่หรือถูกจับ “ จะสะดวกยิ่งกว่าการฟ้องคดีต่อศาลที่ความผิดเกิด เชื่อ หรืออ้างว่าเกิด หรือไม่” ดังนั้นการที่โจทก์อ้างว่า การย้ายจำเลยทั้งสองจากเรือนจำบางขวาง นนทบุรี ไปดำเนินคดีที่ศาลจังหวัดภูเก็ต จะไม่ปลอดภัย ในการควบคุม และอาจเสียหายระหว่างการขนย้าย เป็นเพียงปัญหาในการปฎิบัติของกรมราชทัณฑ์ที่อาจแก้ไขได้ ไม่ใช่กรณีที่ การพิจารณาคดีที่ศาลจังหวัดนนทบุรี จะสะดวกยิ่งกว่าการฟ้องที่ศาลจังหวัดภูเก็ต (ฎ. 516/48, 6511/46)
- คำว่าที่อยู่ ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 22(1) มีความหมายเช่นเดียวกับภูมิลำเนา (ฎ. 2073/36) และต่อมาได้มีบทบัญญัติมาตรา 47 แห่ง ป.พ.พ. บัญญัติให้ภูมิลำเนาของผู้ที่ถูกจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดของศาล ได้แก่เรือนจำหรือทัณฑสถานที่ถูกจำคุกอยู่จนกว่าจะได้รับการปล่อยตัว ซึ่งโจทก์อาจฟ้องจำเลยต่อศาลที่อยู่ในเขตที่ตั้งของเรือนจำ หรือทัณฑสถาน ก็ได้ แต่ก็เป็นดุลพินิจของศาลที่จะรับชำระคดีหรือไม่ก็ได้ (ฎ. 2646/46)
- ผู้ที่ถูกจำคุกตามคำพิพากษาของศาลนั้น ต้องเป็นคำพิพากษาถึงที่สุดด้วย จึงตะถือว่าเรือนจำ หรือทัณฑสถานเป็นภูมิลำเนา ตาม ป.พ.พ. มาตรา 47 ถ้าคำพิพากษายังไม่ถึงที่สุดก็ไม่ถือว่าเป็นภูมิลำเนา (ฎ. 2209/40) และต้องมีการจำคุกจริงๆในเขตศาลนั้นด้วย (ฎ. 8836/38)
-*** ในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยหนังสือพิมพ์ลงข้อความหมิ่นประมาท ถือว่าท้องที่ที่จำหน่ายหนังสือพิมพ์ทุกแห่งเป็นที่เกิดเหตุ (ฎ. 2145/18, 2360/23)
- กรณีความผิดต่อ พ.ร.บ.เช็ค ฯ หากเป็นกรณีที่ผู้เสียหายฟ้องเอง สถานที่เกิดเหตุมีเพียงสถานที่เดียวคือ สถานที่ที่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการใช้เงิน (ฎ. 857/30, 1229/19 ป.) แต่ถ้าอัยการฟ้อง จะมีที่เกิดเหตุ 2 แห่งคือสถานที่ออกเช็ค และสถานที่ที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ดังนั้นถ้ามีการสอบสวนในท้องที่ที่ออกเช็ค ซึ่งถือว่าเป็นความผิดต่อเนื่องกับท้องที่ที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน อัยการจึงฟ้องได้ตามมาตรา 22(1) (ฎ. 1702-3/23 ป.) ซึ่งเป็นการโยงมาตรา 19 (3) กับ มาตรา 22(1)
ผู้มีอำนาจฟ้องคดีอาญา (มาตรา 28)
ได้แก่ 1) พนักงานอัยการ 2) ผู้เสียหาย
- กรณีคดีอาญาที่ผู้เสียหายหลายคน แม้ผู้เสียหายคนหนึ่งได้ฟ้องผู้กระทำความผิดไปแล้ว ผู้เสียหายคนอื่นก็ยังมีสิทธิฟ้องผู้กรทำความผิดได้อีก ไม่เป็นฟ้องซ้ำ หรือฟ้องซ้อน (ฎ. 769/35, 3619/43)
ผู้เสียหายฟ้องคดีแล้วตายลง (มาตรา 29)
หลักเกณฑ์ เมื่อผู้เสียหาย(ที่แท้จริง) ยื่นฟ้องแล้วตายลง ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน สามีหรือภริยา จะดำเนินคดีต่างผู้ตายต่อไปก็ได้
ถ้าผู้เสียหายที่ตายนั้นเป็นผู้เยาว์ ผู้วิกลจริต หรือผู้ไร้ความสามารถ ซึ่งผู้แทนโดยชอบธรรมผู้อนุบาล หรือผู้แทนเฉพาะคดีได้ยื่นฟ้องแทนไว้แล้ว ผู้ฟ้องแทนนั้นจะว่าคดีต่อไปก็
- ตามมาตรา 29 เป็นกรณีที่ผู้เสียหายที่แท้จริงเป็นโจทก์ยื่นฟ้องคดีเอง และน่าจะรวมถึงกรณีที่ผู้เสียหายได้เข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการแล้วตายลงด้วย
- ** การเข้าดำเนินคดีต่างผู้ตายนี้ ผู้เสียหายต้องได้ยื่นฟ้องไว้แล้วก่อนตายลงเท่านั้น ไม่รวมถึงการแจ้งความร้องทุกข์โดยยังไม่ฟ้องคดีด้วย ดังนั้นการที่ผู้เสียหายเพียงแต่แจ้งความร้องทุกข์ไว้ท่านั้น บุคคลตามมาตรา 29 ไม่มีอำนาจดำเนินคดีต่อไปได้ (ฎ. 5162/47)
- ผู้เสียหายที่ฟ้องคดีแล้วตายตามมาตรา 29 นี้ หมายถึงตัวผู้เสียหายที่แท้จริงเท่านั้น ไม่รวมถึงผู้มีอำนาจจัดการแทนด้วย ถ้าผู้จัดการแทนถึงแก่ความตาย บุพการี ผู้สืบสันดาน สามี หรือภริยาของผู้จัดการแทน จะดำเนินคดีต่างผู้ตายตามมาตรา 29 ไม่ได้ (ฎ. 1187/43, 2331/21)
- ** ตามมาตรา 29 นี้ ผู้เสียหายจะต้องได้ฟ้องคดีไว้แล้วตายลง ถ้าผู้เสียหายตายเสียก่อนฟ้องคดี อำนาจฟ้องคดีไม่เป็นมรดกตกทอด ไม่เข้ากรณีมาตรา 29 นี้ (ฎ. 3395/25, 2219/21)
- ผู้บุพการี และผู้สืบสันดาน ที่จะมีอำนาจดำเนินคดีต่างผู้ตาย ตามมาตรา 29 หมายถึงผู้บุพการี หรือผู้สืบสันดานตามความเป็นจริง ( เช่นเดียวกับบุพการี และผู้สืบสันดาน ตามมาตรา 5(2) ) ดังนี้บุตรที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของผู้เสียหายก็มีสิทธิดำเนินคดีต่อไปได้ และถ้าบุตรยังเป็นผู้เยาว์อยู่ มารดาในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมก็ดำเนินคดีแทนผู้เยาว์ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 56 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 โดยมารดาไม่ต้องขออนุญาตเป็นผู้แทนเฉพาะคดีของผู้เยาว์ต่อศาลก่อน(ฎ. 5119/30) กรณีถ้าเป็นสามี ภริยา ของผู้เสียหาย ตามมาตรา 29 วรรคแรกนี้ น่าจะต้องเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมายด้วย (เทียบ ฎ. 1056/03) ในมาตรา 5(2)) ดังนั้น ตาม ฎ. 5119/30 นี้ ภริยาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายของของผู้เสียหาย (มารดาของผู้เยาว์) จึงไม่อาจเข้าดำเนินคดีต่างผู้ตายในฐานะภริยาของผู้ตายได้ แต่ที่เข้ามาในคดีได้ก็เนื่องจากเป็นมารดาผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เยาว์ ซึ่งเป็นบุตรที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของผู้เสียหาย ทั้งนี้อาศัยอำนาจตาม ป.วิ.พ. มาตรา 56 ประกอบ ป.วิ.อ.มาตรา 15
- ** ผู้ที่มีอำนาจดำเนินคดีต่างผู้ตายตามมาตรา 29 มีเฉพาะผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน สามี และภริยา เท่านั้น ดังนี้ พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้ตาย และเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ก็ไม่มีอำนาจเข้าดำเนินคดีต่างผู้ตาย (ฎ. 2242/33)
- มาตรา 29 วรรคแรก เป็นเรื่องผู้เสียหายที่แท้จริงยื่นฟ้องแล้วตายลง ส่วนมาตรา 29 วรรคสอง เป็นกรณีผู้แทนโดยชอบธรรมฯ หรือผู้แทนเฉพาะคดี เป็นผู้ยื่นฟ้องแทนผู้เสียหายไว้แล้วผู้เสียหายนั้นตายลง ผู้ฟ้องคดีแทนจึงว่าคดีต่อไปก็ได้
- เฉพาะกรณีผู้แทนเฉพาะคดีจะดำเนินคดีต่อไปได้ตามมาตรา 29 วรรคสองนี้ ต้องเป็นกรณีที่ศาลได้ตั้งผู้แทนเฉพาะคดีของผู้เสียหายตามมาตรา 6 ไว้แล้วก่อนที่ผู้เสียหายจะตายลง ถ้าผู้เสียหายตายระหว่างการร้องขอเป็นผู้แทนเฉพาะคดี ผู้นั้นจะดำเนินคดีต่อไปไม่ได้ (ฎ. 3432/36, 1625/32)
- บทบัญญัติมาตรา 29 นำไปใช้ในกรณีร้องขอให้ปล่อยเนื่องจากการคุมขังผิดกฎหมายตามมาตรา 90 ด้วย (ฎ. 392/22) และนำไปใช้กับกระบวนพิจารณาในชั้นร้องขอคืนของกลางได้ด้วย (ฎ. 1595/28)
- บิดาฟ้องมารดาเป็นจำเลย ผู้สืบสันดานของจำเลยจะขอรับมรดกความไม่ได้ เพราะเป็นคดีอุทลุม (ฎ. 1551/94 ป.)
- การขอเข้าดำเนินคดีต่างผู้ตายต่อไปตามมาตรา 29 นี้ มิได้กำหนดเวลาไว้ จะนำระยะเวลาการรับมรดกความในคดีแพ่งซึ่งมีกำหนด 1 ปี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 42 มาใช้บังคับไม่ได้ (คร.1595/28)
- ผู้ที่ได้รับมรดกความอาจไม่ดำเนินคดีต่อไป แต่ขอให้ศาลจำหน่ายคดีก็ได้ (ฎ. 3619/43)
- กรณีที่ผู้เสียหายยื่นฟ้องแล้วตายลงนั้น กฎหมายไม่ได้บังคับให้บุคคลตามที่ระบุไว้ในมาตรา 29 ต้องเข้ามาดำเนินคดีต่างผู้ตาย ถ้าไม่มีผู้ใดเข้ามาเลย กรณีที่ผู้เสียหายเป็นโจทก์ร่วม ก็ไม่มีปัญหาอะไรเพราะพนักงานอัยการดำเนินคดีต่อไปได้ แต่ในกรณีที่ผู้เสียหายเป็นโจทก์ฟ้องคดีเอง ถ้าการตายของโจทก์ไม่เป็นเหตุขัดข้องในการดำเนินคดีต่อไป ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิจารณาคดีต่อไปได้ เช่น กรณีที่โจทก์ถึงแก่ความตายในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ หรือศาลฎีกา ซึ่งไม่ต้องมีการพิจารณาสืบพยานกันอีก ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาก็พิจารณาพิพากษาคดีต่อไปได้ (ฎ. 814/20 ป., 1244/04)
- ในคดีความผิดต่อส่วนตัว โจทก์ตายหลังจากศาลฎีกาส่งคำพิพากษาให้ศาลชั้นต้นอ่าน แม้ไม่มีผู้รับมรดกความ คดีก็ไม่ระงับไป (ฎ. 217/06 ป.) เพราะถือว่า ดำเนินคดีมาครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว
โจทก์ร่วม( มาตรา ๓๐,๓๑)
กรณีผู้เสียหายเข้าร่วมกับพนักงานอัยการ(มาตรา ๓๐)
ผู้เสียหาย หมายความถึง ผู้เสียหายตามมาตรา ๒(๔) และผู้มีอำนาจจัดการแทนตามมาตรา ๔,๕,๖,
- ต้องขอเข้าร่วมก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา แต่ถ้าอัยการเข้าร่วมเป็นโจทก์ ต้องขอก่อนคดีเสร็จเด็ดขาด
- ผู้เสียหายเท่านั้นที่มีอำนาจขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมในคดีอาญาที่พนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาล(ฎ.3252/45)
- ความผิดต่อ พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ, ความผิดตาม ป.อ.มาตรา ๓๗๑,ความผิดตามพ.ร.บ.จราจรทางบก, รัฐเท่านั้นเสียหาย เอกชนจะเข้าเป็นโจทก์ร่วมไม่ได้ (ฎ.๑๑๔๑/๓๑,๑๙๑/๓๑)
- ** ความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากรและความผิดต่อ พ.ร.บ.ให้บำเหน็จฯ เป็นความผิดต่อรัฐ รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย แม้ผู้จับมีสิทธิได้รับรางวัลนำจับก็ไม่ใช่ผู้เสียหาย เนื่องจากการกระทำความผิดดังกล่าว ขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมไม่ได้(ฎ.๓๗๙๗/๔๐) ในกรณีเช่นนี้หากศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้เสียหายเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการโดยไม่ได้ระบุชัดว่าเข้าร่วมในความผิดฐานใด ก็หมายถึงอนุญาตให้เข้าร่วมเฉพาะในความผิดที่เข้าเป็นโจทก์ร่วมได้เท่านั้น(ฎ.๒๑๑๐/๔๘) เรื่องนี้บิดาผู้ตายขอเข้าร่วมได้แต่เฉพาะฐานฆ่าผู้อื่น ส่วนฐานทำลายพยานหลักฐานไม่ใช่ความผิดต่อสาธารณชน แต่เป็นความผิดเกี่ยวกับรัฐโดยตรง จึงเข้าร่วมไม่ได้ เมื่อเข้าร่วมไม่ได้ก็ใช้สิทธิอุทธรณ์ไม่ได้
- ผู้ที่มีส่วนร่วมในการกระทำความผิด เพราะเป็นเรื่องวิวาททำร้ายกัน จึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย ขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมไม่ได้ แม้ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตให้เข้าเป็นโจทก์ร่วมและโจทก์ร่วมอุทธรณ์ต่อมาก็ตาม ก็ถือว่าเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบ(ฎ.๒๗๙๔/๑๖) ผลก็คือเท่ากับไม่มีการเข้าร่วมเป็นโจทก์ การอุทธรณ์ก็เท่ากับไม่ได้อุทธรณ์
-ถ้าศาลอนุญาตให้เข้าเป็นโจทก์ร่วมแล้ว แม้ภายหลังศาลจะยกคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมก็ตาม แต่ ก็ไม่ทำให้การดำเนินคดีของโจทก์ร่วมที่ทำไปแล้วเสียไป(ฎ.๑๘๖/๑๔)พยานหลักฐานที่ได้อ้างอิงไว้แล้วศาลย่อมใช้เป็นพยานหลักฐานสำหรับคดีนั้นได้
-** โจทก์ร่วมเคยขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับอัยการ และได้ขอถอนตัวจากการเป็นโจทก์ร่วมไปแล้ว มีผลเท่ากับขอถอนฟ้องในส่วนของโจทก์ร่วมเสร็จเด็ดขาดแล้ว ดังนี้ต่อมาโจทก์ร่วมจะขอเข้าเป็นโจทก์อีกไม่ได้ ต้องห้ามตามมาตรา ๓๖ (ฎ๗๒๑๔/๔๔) ทั้งนี้เพราะการเข้าเป็นโจทก์ร่วมถือว่าเป็นการฟ้อง
- กำหนดเวลาขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ต้องก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา ดังนั้นหากศาลชั้นต้นพิพากษาแล้ว ผู้เสียหายจะขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมเพื่อใช้สิทธิอุทธรณ์ ฎีกา หาได้ไม่(ฎ๓๙๒/๑๒)
- ศาลต้องสั่งคำร้องขอของโจทก์ก่อนว่าอนุญาต จึงจะเข้าเป็นโจทก์ร่วมได้ การสั่งว่า “สำเนาให้ทุกฝ่ายไว้พูดกันวันนัด” พอถึงวันนัดจำเลยรับสารภาพจึงตัดสินคดีไปทีเดียว กรณีนี้ถือว่ายังไม่ได้อนุญาตให้เข้าเป็นโจทก์ร่วม(ฎ๑๑๓๗/๙๔) แต่ถ้าศาลยังไม่สั่งคำร้อง แต่มีการดำเนินกระบวนพิจารณาต่อมาเช่นสืบพยานและอื่นๆต่อมาในฐานะโจทก์ร่วม เป็นพฤติการณ์ที่ศาลอนุญาตให้เข้าเป็นโจทก์ร่วมแล้ว(ฎ๓๒๓/๑๐ ป.)
-เมื่อศาลอนุญาตแล้วต้องถือคำฟ้องของอัยการเป็นหลัก ดังนี้ถ้าศาลพิพากษายกฟ้องเพราะโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง การขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมตกไปด้วย(ฎ.๑๕๘๓/๑๓,๑๙๗๔/๓๙)
- โจทก์ร่วมจะใช้สิทธินอกเหนือไปจากสิทธิของอัยการไม่ได้ จึงไม่มีอำนาจแก้และเพิ่มเติมฟ้องของอัยการ(ฎ.๓๘๓๓/๒๕) อย่างไรก็ตามแม้โจทก์ร่วมจะขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องไม่ได้ แต่มีสิทธิระบุพยานหรือขอสืบพยานเพิ่มเติมได้(ฎ.๕๖๘/๑๓)
- ในคดีที่พนักงานอัยการไม่มีอำนาจขอให้คืนหรือใช้ราคาแทนผู้เสียหาย คำขอของโจทก์ร่วมที่ขอให้ถือเอาตามคำฟ้องของอัยการย่อมตกไปด้วย(ฎ.๓๖๖๗/๔๒)
- ในคดีอาญาที่อยู่ในอำนาจของศาลแขวงและมีคำขอในส่วนแพ่งด้วย แม้คำขอส่วนแพ่งนั้นจะมีทุนทรัพย์เกินอำนาจของศาลแขวง พนักงานอัยการก็มีอำนาจต่อศาลแขวงได้ แต่โจทก์ร่วมไม่อาจถือเอาคำขอส่วนแพ่งนั้นเป็นคำขอของตนได้ โจทก์ร่วมจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ให้จำเลยรับผิดในส่วนแพ่งได้(ฎ.๔๑๑๙/๒๘)
- พนักงานอัยการและโจทก์ร่วมต่างมีฐานะเป็นโจทก์ด้วยกัน ดังนี้หากพนักงานอัยการไม่มาในวันนัดพิจารณาแต่โจทก์ร่วมมาจะถือว่าโจทก์ขาดนัดและยกฟ้องตามมาตรา ๑๖๖ ไม่ได้(ฎ.๑๕๑๙/๙๗)
- สิทธิในการยื่นอุทธรณ์ ฎีกา เป็นสิทธิเฉพาะตัวของคู่ความ โจทก์ร่วมจะขอถือเอาฎีกาของพนักงานอัยการโจทก์เป็นฎีกาของโจทก์ร่วม และขอแก้ไขเพิ่มเติมฎีกาของโจทก์ไม่ได้ (ฎ.๓๒๙๒/๓๒)
- ผู้เสียหายขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมในคดีที่ผู้เสียหายอื่นยื่นฟ้องไม่ได้ เพราะ มาตรา ๓๐,๓๑ บัญญัติให้ผู้เสียหายและพนักงานอัยการเข้าร่วมเป็นโจทก์กับคดีที่อีกฝ่ายหนึ่งได้ฟ้องเท่านั้น แสดงว่ากฎหมายประสงค์ให้มีการเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วมไว้เฉพาะสองกรณีดังกล่าวเท่านั้น (ฎ.๓๓๒๐/๒๘) และอาศัยมาตรา ๕๗ แห่ง ป.วิ.พ. มาใช้บังคับก็ไม่ได้(ฎ๓๙๓๕/๒๙)
- เมื่อผู้เสียหายได้รับอนุญาตให้เข้าเป็นโจทก์ร่วมแล้ว ผู้เสียหายจึงมีฐานะเป็นโจทก์จะนำเรื่องเดียวกันนั้นฟ้องจำเลยอีกไม่ได้ เป็นฟ้องซ้อน ตาม ป.วิ.แพ่งมาตรา ๑๓๗
- การขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมก็คือการฟ้องคดีนั่นเอง แต่ไม่ได้ทำเป็นคำฟ้อง เป็นเพียงคำร้องเท่านั้น ดังนี้ทนายความลงชื่อแทนโจทก์ได้ไม่ต้องห้ามตามมาตรา ๑๕๘(๗)(ฎ.๖๒๙/๐๑)
- ผู้เยาว์ฟ้องคดีเองไม่ได้ ต้องมีผู้จัดการแทนตามมาตรา ๕ และจะขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับอัยการไม่ได้ แม้จะได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม (ฎ.๕๖๓/๑๗)
-** เมื่อศาลชั้นต้นตัดสินคดีแล้ว แม้พนักงานอัยการไม่อุทธรณ์โจทก์ร่วมก็มีสิทธิอุทธรณ์แต่ผู้เดียว(ฎ.๒๓๘๑/๔๒) แต่ถ้าพนักงานอัยการอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยโจทก์ร่วมไม่ได้อุทธรณ์ด้วยเมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาแล้วโจทก์ร่วมไม่มีสิทธิฎีกา ถือว่าคดีระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยมิได้ว่ากันมาแล้วในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามตาม ป.วิ.แพ่งมาตรา ๒๔๙ ประกอบ ป.วิ.อาญา มาตรา ๑๕(ฎ.๗๑๐๐/๔๐)
- พนักงานอัยการและโจทก์ร่วมต่างมีฐานะเป็นโจทก์ด้วยกัน ดังนั้นแม้โจทก์ร่วมเป็นผู้อุทธรณ์ฝ่ายเดียว และศาลอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นสืบพยานใหม่ พนักงานอัยการก็มีสิทธิสืบพยานต่อไป (ฎ.๑๐๐๐/๑๒ ป.)
ถอนฟ้อง(มาตรา ๓๕)
-การถอนฟ้องคดีอาญา โจทก์มีสิทธิถอนฟ้องได้จนถึงเวลาใดนั้นต้องดูประเภทคดีอาญาเป็นสำคัญ กล่าวคือถ้าเป็นความผิดที่ไม่ใช่คดีความผิดต่อส่วนตัวโจทก์ขอถอนฟ้องได้ก่อนมีคำพิพากษาของศาลชั้นต้น แต่ถ้าเป็นคดีความผิดต่อส่วนตัวจะถอนฟ้องหรือยอมความได้ก่อนคดีถึงที่สุด
- * ดังนั้นในคดีที่ไม่ใช่คดีความผิดต่อส่วนตัว โจทก์จะขอถอนฟ้องหลังจากที่ศาลชั้นต้นพิพากษาแล้วไม่ได้ แต่ถ้าคดีดังกล่าวมีการอุทธรณ์หรือฎีกา ถือว่าคำร้องขอถอนคำฟ้อง เป็นการขอถอนฟ้องอุทธรณ์หรือฎีกานั่นเอง(กรณีที่โจทก์เป็นผู้อุทธรณ์หรือฎีกา)(ฎ.๗๑๕/๓๗) แต่ถ้าเป็นความผิดต่อส่วนตัวที่คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์หรือฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องว่าไม่ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปขอให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดี พอแปลได้ว่าโจทก์มีความประสงค์จะขอถอนฟ้อง ศาลสั่งอนุญาตให้ถอนได้(ฎ.๑๔๒/๓๔)
- ในคดีความผิดที่มิใช่ความผิดต่อส่วนตัว ถ้าศาลฎีกายกคำพิพากษาศาลล่าง ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ คดีย่อมกลับมาสู่การพิจารณาของศาลชั้นต้นอีก โจทก์ขอถอนฟ้องได้(ฎ.๒๗๘/๒๕)
- คดีความผิดต่อส่วนตัวถอนฟ้องได้ก่อนคดีถึงที่สุด( ถึงที่สุดเมื่อสิ้นระยะเวลาอุทธรณ์ ฎีกา) แต่ในคดีที่ต้องห้ามอุทธรณ์หรือฎีกา ก็อาจมีการอนุญาตหรือรับรองให้อุทธรณ์หรือฎีกาได้ ดังนั้นคดีจึงถึงที่สุดเมื่อสิ้นระยะเวลาอุทธรณ์หรือฏีกา เช่นกัน
- คดีอาญาโจทก์และจำเลยจะขอให้ศาลฎีกาพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความหาได้ไม่ แต่เมื่อเป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องมาด้วยในเวลาก่อนคดีถึงที่สุด เมื่อจำเลยไม่คัดค้านเป็นผลให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป ตามมาตรา ๓๙ (๒) เมื่อศาลฎีกาอนุญาตให้ถอนฟ้องแล้ว มีผลให้คำพิพากษาของศาลล่างระงับไปในตัว ศาลฎีกาไม่ต้องพิพากษายกคำพิพากษาของศาลล่างอีก (ฎ.๔๓๘/๐๕ ป.) แต่ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลฎีกา
- ถ้าศาลชั้นต้นไม่รับฎีกา ผู้ฎีกายื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา แม้จะล่วงเลยระยะเวลาฎีกาแล้วก็ตาม ก็ถือว่าคดียังไม่ถึงที่สุด( คร.๓๕/๒๒,๙๗๓/๒๕)
- กรณีศาลสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราวเพราะจำเลยหลบหนี คดียังไม่ถึงที่สุดโจทก์จึงขอถอนฟ้องได้
-** ในกรณีที่โจทก์ร่วมขอถอนคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม มีผลเท่ากับเป็นการถอนฟ้องนั่นเอง (คร.๘๙๒/๑๔) แต่ถ้าผู้เสียหายไม่ได้เข้าเป็นโจทก์ร่วมด้วยผู้เสียหายจะถอนฟ้องไม่ได้ ศาลฎีกาตีความว่า คำร้องขอถอนฟ้องนั้นเป็นการถอนคำร้องทุกข์นั้นเอง (ฎ.๑๒๔๑/๒๖)
- การอนุญาตให้ถอนฟ้องเป็นดุลพินิจของศาล แต่ถ้าจำเลยยื่นคำให้การแล้วและคัดค้าน ศาลต้องยกคำร้องขอถอนฟ้องจะใช้ดุลพินิจไม่ได้(ฎ.๖๙๘/๘๑)
ผลของการถอนฟ้อง(มาตรา ๓๖)
คดีอาญาที่ได้ถอนฟ้องไปจากศาลแล้ว จะนำมาฟ้องใหม่ไม่ได้ แม้ยังไม่ได้ไต่สวนมูลฟ้องก็ตาม(ฎ.๒๙๒๗/๒๙) การถอนฟ้องอันมีผลทำให้ฟ้องใหม่ไม่ได้นั้น หมายถึงการถอนฟ้องโดยเด็ดขาด การถอนฟ้อง(คดีความผิดต่อส่วนตัว)เพื่อร่วมเป็นโจทก์กับสำนวนอัยการ หาใช่เป็นการถอนฟ้องโดยเด็ดขาดไม่ สิทธิการนำคดีอาญามาฟ้องยังไม่ระงับไปตามมาตรา ๓๙(๒) พนักงานอัยการยังมีอำนาจฟ้อง ไม่ต้องห้ามตามมาตรา ๓๖ เพราะถือว่ายังติดใจที่จะดำเนินคดีกับจำเลยอยู่นั่นเอง อย่างไรก็ตามการขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการก็ต้องดำเนินการในเวลาอันควรด้วย หากปล่อยเวลานานไป เช่นกว่า ๖ เดือน ถือว่ามีเจตนาถอนฟ้องโดยเด็ดขาด (ฎ.๑๗๖๕/๓๙)
- กรณีการฟ้องผิดศาลแล้วถอนฟ้องเพื่อไปฟ้องยังศาลที่มีอำนาจ ก็มิใช่เป็นการถอนฟ้องเด็ดขาด(ฎ.๒๐๓/๓๑) จึงฟ้องใหม่ได้ แต่ก็ต้องฟ้องภายในอายุความด้วย (อายุความไม่สะดุด)
- * ถอนฟ้องเพื่อรอผลคดีแพ่ง เป็นการถอนฟ้องโดยเด็ดขาดฟ้องใหม่ไม่ได้(ฎ.๔๔๐/๙๗) หรือถอนฟ้องโดยอ้างเหตุผลว่าฟ้องบกพร่อง ขอถอนฟ้องเพื่อจะนำไปดำเนินคดีใหม่ ก็ถือว่าเป็นการถอนฟ้องโดยเด็ดขาดด้วย (ฎ.๙๒๔/๓๐)
-การที่ผู้เสียหายขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการ ถือเสมือนว่าโจทก์ร่วมฟ้องคดีเอง ดังนี้การที่โจทก์ร่วมขอถอนตัวจากการเป็นโจทก์ร่วม จึงมีผลท่ากับเป็นการขอถอนฟ้องในส่วนของโจทก์ร่วมนั้นเอง โจทก์ร่วมจะขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมในคดีนั้นในภายหลังอีกไม่ได้(ฎ.๗๒๔๑/๔๔)
- ในความผิดที่มีผู้เสียหายหลายคน เมื่อผู้เสียหายคนหนึ่งได้ยื่นฟ้องไว้แล้วขอถอนฟ้องไปย่อมตัดสิทธิเฉพาะผู้เสียหายคนนั้นไม่ให้ฟ้องใหม่ ส่วนผู้เสียหายคนอื่นยังมีสิทธิฟ้องได้อีก ไม่ถูกตัดสิทธิตามมาตรา ๓๖(ฎ.๕๙๓๔-๕/๓๓)
คดีอาญาเลิกกัน( มาตรา ๓๗-๓๘)
- ** ในคดีทำร้ายร่างกาย ครั้งแรกผู้เสียหายไม่ได้รับอันตรายแก่กาย พนักงานสอบสวนจึงเปรียบเทียบปรับในความผิดตามป.อ.มาตรา ๓๙๑ ซึ่งเป็นความผิดลหุโทษ และผู้ต้องหาชำระค่าปรับตามที่พนักงานสอบสวนเปรียบเทียบแล้ว แต่ต่อมากลับปรากฎว่าบาดแผลที่ได้รับร้ายแรงจนเป็นอันตรายสาหัส เป็นความผิดตาม ป.อ.มาตรา ๒๙๗ ซึ่งมิใช่ความผิดลหุโทษ เป็นคดีที่ไม่อาจเปรียบเทียบปรับได้ ดังนั้นการเปรียบเทียบปรับของพนักงานสอบสวนไม่มีผลทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไป(ฎ.๓๕๔/๓๑)
- กรณีความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แม้ข้อหาที่เบากว่ามีอัตราโทษที่อยู่ในข่ายจะเปรียบเทียบได้ แต่ถ้าข้อหาที่หนักกว่า อัตราโทษไม่อยู่ในข่ายที่จะเปรียบเทียบปรับได้ เช่นนี้พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจเปรียบเทียบข้อหาที่เบากว่า เพราะการกระทำที่เป็นกรรมเดียวกันเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทนั้น ต้องลงโทษบทหนักตาม ป.อ. มาตรา ๙๐ ดังนี้หากพนักงานสอบสวนเปรียบเทียบปรับไปก็ไม่ทำให้คดีเลิกกัน ศาลจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาต่อไป(ฎ.๒๘๔๙/๔๐) เรื่องนี้จำเลยขับรถเมาสุรา และประมาทน่าหวาดเสียวอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์ เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท พงส.ไม่มีอำนาจปรับข้อหาขับรถประมาทซึ่งเป็นความผิดซึ่งเบากว่าข้อหาขับรถขณะมาสุราเพื่อให้ความผิดทั้งหมดเลิกกันตามมาตรา ๓๗
- แต่ถ้าเป็นหลายกรรม หลายกระทง การเปรียบเทียบปรับก็ให้พิจารณาเป็นรายข้อหา
สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับ ตามมาตรา ๓๙
-เมื่อสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปหลังจากที่มีการฟ้อง ศาลต้องจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ มิใช่พิพากษายกฟ้อง และถ้าเป็นคำสั่งจำหน่ายของศาลสูงก็มีผลทำให้คำพิพากษาของศาลล่างระงับไปในตัว ไม่ต้องพิพากษายกฟ้อง(ฎ.๘๓๐๘/๔๓) หากสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปก่อนที่โจทก์จะนำคดีมาฟ้อง ถือว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องมาแต่ต้น ศาลต้องพิพากษายกฟ้อง
- กรณีที่โจทก์ตาย ไม่เป็นเหตุให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป(ฎ๒๓๔๙/๔๗) แต่หากจำเลยถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจึงระงับไปตามมาตรา ๓๙(๑) และโทษก็เป็นอันระงับไปด้วยความตายของผู้กระทำผิดตาม ป.อ.มาตรา ๓๘
การถอนคำร้องทุกข์ในความผิดต่อส่วนตัว
- ในความผิดที่เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งมีทั้งความผิดอันยอมความได้และที่มีใช่ความผิดอันยอมความได้ เมื่อผู้เสียหายขอถอนคำร้องทุกข์ ก็มีผลทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปเฉพาะความผิดอันยอมความได้เท่านั้น พนักงานอัยการคงมีอำนาจดำเนินคดีในความผิดที่มิใช่ความผิดอันยอมความได้ต่อไป(ฎ.๑๑๒๗/๔๔)
- ** คดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ผู้เสียหายจะถอนฟ้องไม่ได้ ถ้าผู้เสียหายถอนฟ้องศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นการขอถอนคำร้องทุกข์ (ฎ.๑๒๔๑/๒๖) นอกจากนี้การที่ผู้เสียหายยื่นคำร้องหรือเบิกความว่า ไม่ติดใจเอาความกับจำเลย พอแปลได้ว่าผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์แล้ว (ฎ.๘๔๖๓/๔๔) บางครั้งข้อเท็จจริงอย่างเดียวกันนี้ศาลฎีกาถือว่าเป็นการยอมความ(ฎ.๑๐๖๑/๔๕)
- การถอนคำร้องทุกข์ที่จะมีผลทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป ต้องมีลักษณะเป็นการเด็ดขาดเพื่อไม่เอาผิดกับจำเลยอีกต่อไป ดังนี้การถอนคำร้องทุกข์เนื่องจากผู้เสียหายได้นำคดีมาฟ้องเสียเอง ไม่ใช่ถอนเพื่อไม่เอาผิดกับผู้กระทำผิด ไม่ทำให้คดีระงับ(ฎ.๙๙๔/๔๓)
- เมื่อถอนคำร้องทุกข์แล้วสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับทันที การที่ผู้ต้องหาไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขข้อตกลงไม่ทำให้กลับมีสิทธิฟ้องคดีขึ้นอีก(ฎ.๔๘๔/๐๓)
- ** สิทธิในการถอนคำร้องทุกข์ในความผิดเกี่ยวกับทรัพย์(เช่นความผิดฐานยักยอก ทำให้เสียทรัพย์) ตกทอดแก่ทายาทได้ เมื่อผู้เสียหายตาย ทายาทของผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ได้(ฎ.๒๐๖/๘๘,๑๑/๑๘)
-*** เมื่อผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์แล้ว คำขอในส่วนแพ่งย่อมตกไปด้วย อัยการโจทก์ไม่มีสิทธิขอให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาแทนผู้เสียหายตามมาตรา ๔๓ ได้อีกต่อไป(ฎ๓๔๙๑/๓๔)
- ผู้เสียหายตกลงกับจำเลยว่าจะไปขอถอนคำร้องทุกข์ แม้จะยังไม่มีการถอนคำร้องทุกข์ก็ตาม ก็มีผลเป็นการยอมความแล้ว (ฎ๑๙๗๗/๒๓) ดังนี้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปแล้วจึงไม่อาจยื่นคำร้องขอถอนคำร้องถอนคำร้องทุกข์ในภายหลังอีกได้(ฎ.๑๖๘๑/๔๕) แต่ถ้าตกลงจะถอนคำร้องทุกข์โดยมีเงื่อนไขว่าจำเลยจะต้องชำระหนี้ให้ผู้เสียหายก่อน เมื่อจำเลยยังไม่ชำระหนี้ให้โจทก์ ถือไม่ได้ว่าเป็นการยอมความแล้ว (ฎ.๓๐๑๙/๔๒)
- การที่ผู้เสียหายบอกกับตำรวจว่าไม่ติดใจเอาเรื่อง ไม่ถือว่าเป็นการถอนคำร้องทุกข์หรือยอมความ(ฎ.๖๐๔๕/๓๑) หรือการที่ผู้เสียหายมีหนังสือถึงจำเลยว่าไม่เอาโทษจำเลย ไม่เป็นการถอนคำร้องทุกข์ทั้งไม่ถือเป็นการยอมความด้วย(ฎ.๘๒/๐๖) แต่มี ฎ.๔๕๔๘/๓๙ วินิจฉัยว่าเป็นการยอมความแล้ว
- การถอนคำร้องทุกข์ ผู้เสียหายจะขอถอนต่อพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ หรือศาลก็ได้ แม้คดีจะอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลก็ถอนคำร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการก็ได้(ฎ.๑๕๐๕/๔๒)และการที่พนักงานอัยการได้รับคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ของผู้เสียหายแล้ว ถือเป็นการถอนคำร้องทุกข์โดยชอบแล้ว ศาลไม่ต้องสอบถามผู้เสียหายอีก(ฎ.๑๕๐๕/๔๒)
- คดีที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล หากมีคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ ศาลต้องพิจารณาคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ก่อนที่จะดำเนินการต่อไป มิฉะนั้นเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาไม่ชอบ ต้องดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ (ฎ.๑๓๓๒/๓๐) บางกรณีศาลฎีกาก็ถือว่าศาลล่างอนุญาตให้ถอนคำร้องทุกข์โดยปริยายแล้ว ไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินการใหม่ แต่สั่งจำหน่ายคดีไปได้เลย(ฎ.๔๒๑/๔๖)
- ตามมาตรา 35 วรรคสอง บัญญัติ เฉพาะกรณีการถอนฟ้อง และการยอมความในคดีความผิดต่อส่วนตัวว่าสามารถกระทำได้ก่อนคดีถึงที่สุด แต่ไม่ได้บัญญัติถึงกรณีการถอนคำร้องทุกข์ไว้ด้วยว่าสามารถกระทำได้จนถึงเวลาใด คงมีแต่บทบัญญัติมาตรา 126 บัญญัติว่า จะถอนคำร้องทุกข์เสียเมื่อใดก็ได้ และศาลฎีกาตีความว่าถอนคำร้องทุกข์ได้จนกว่าคดีจะถึงที่สุด ตามมาตรา 35 วรรคท้าย (ฎ.1/28, 5689/45, 1374/09)
- เมื่อถอนคำร้องทุกข์แล้ว ศาลต้องมีคำสั่งให้จำหน่ายคดี จะพิพากษายกฟ้องไม่ได้ (ฎ. 2689/27, 6097/34)
- ในกรณีที่สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ หรือศาลฎีกา คำพิพากษาของศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์แล้วแต่กรณี ก็ระงับไปในตัวไม่มีผลบังคับอีกต่อไป (ฎ. 537/42)
ยอมความทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับ (มาตรา 39(2))
- “ การยอมความต้องเป็นการตกลงระหว่างผู้เสียหายและจำเลย” ไม่จำต้องทำเป็นหนังสือเพราะไม่ใช่สัญญาประนีประนอมยอมความตาม ป.พ.พ.มาตรา 851,852 (ฏ. 353/32, 976/08)
- ในกรณีความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท บางข้อหาเป็นความผิดต่อส่วนตัว และบางข้อหาเป็นความผิดต่อแผ่นดิน การยอมความหรือถอนคำร้องทุกข์ มีผลทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปเฉพาะข้อหาความผิดอันยอมความได้เท่านั้น (ฎ. 1904/40)
- ถ้าความผิดที่โจทก์ฟ้องเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท มีทั้งข้อหาความผิดต่อส่วนตัวและความผิดอาญาแผ่นดิน หากศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษเฉพาะข้อหาที่เป็นความผิดต่อส่วนตัวและยกฟ้องข้อหาความผิดอาญาต่อแผ่นดิน ในกรณีเช่นนี้ ถือว่าเป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว ยอมความกันในชั้นพิจารณาของศาลสูงได้ เช่น โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตาม ป.อ.มาตรา 362, 365 ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยตามมาตรา 362 ซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัวและยกฟ้องมาตรา 365 ซึ่งเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน เช่นนี้ อาจยอมความในชั้นฎีกาได้ มีผลทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป (ฎ. 2257/40)
-ทำสัญญาว่าจะถอนฟ้องไม่ดำเนินคดีกับจำเลย แม้จะยังไม่ถอนฟ้อง หรือ แม้ศาลจะยังไม่สั่งคำร้อง ก็มีผลเป็นการยอมความแล้ว ศาลต้องจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ (ฎ.2257/40, 1009/33 , 980/33, 1433/06 )
-ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ผู้เสียหายยื่นคำร้องว่ารับชำระหนี้จากจำเลยแล้วไม่ติดใจเอาความ เป็นการยอมความตามกฎหมายแล้ว และทำให้คำขอในส่วนแพ่งของโจทก์ที่ให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหายตกไปด้วย (ฎ. 1061/45)
- การพูดให้อภัยจำเลยโดยมีเงื่อนไขว่าจำเลยจะไม่ไปพูดให้เสียหาย ไม่เป็นการยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย (ฎ. 3038/31) เพราะผู้เสียหายไม่ได้พูดว่า จะไม่ดำเนินคดีแก่จำเลยตลอดไป
- ข้อตกลงที่ให้ถอนฟ้องนั้นมีเงื่อนไขให้จำเลยต้องชำระหนี้ก่อน ถ้าจำเลยยังไม่ปฎิบัติตามเงื่อนไข ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการยอมความกัน (ฎ. 1724/39) เช่นเดียวกับตกลงว่าจะไปถอนคำร้องทุกข์ เ มื่อตกลงกันแล้ว แม้จะยังไม่ไปถอนคำรองทุกข์ ผลแห่งการตกลงดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการยอมความกันในตัวแล้ว (ฎ. 1977/23)
- ตกลงออกเช็คฉบับใหม่ให้แทนฉบับเดิมซึ่งธนาคารปฎิเสธการจ่ายเงิน โดยมีข้อตกลงว่าเมื่อเรียกเก็บเงินตามเช็คฉบับใหม่แล้วจะถอนแจ้งความ และนำเช็คฉบับเดิมมาคืนให้ เป็นการตกลงสละสิทธิในเช็คพิพาทโดยมีเงื่อนไขว่าต้องเรียกเก็บเงินตามเช็คฉบับใหม่ก่อน เมื่อเช็คฉบับใหม่ถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ยังถือไม่ได้ว่ามีการยอมความกันในความผิดตามเช็คฉบับเดิม (ฎ. 5033/46)
-ในคดีที่ราษฎรเป็นโจทก์ฟ้องคดีเอง ภายหลังยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ทั้งที่ไม่เคยร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ก็มีผลเป็นการยอมความแล้ว (ฎ. 3630/32)
- การยอมความกันโดยมีเงื่อนไขที่จำเลยจะต้องปฏิบัติอย่างหนึ่งอย่างใดก่อน ถือว่าไม่เป็นการยอมความกันโดยเด็ดขาด สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจะระงับไปต่อเมื่อจำเลยได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขนั้นแล้ว (ฎ. 1500/36, 1605/38, 2016/00)
- ยอมความโดยมีเงื่อนไขว่า หยุดบุกรุกก็ไม่เอาเรื่อง เห็นได้ชัดว่าจำเลยต้องหยุดบุกรุกผู้เสียหายจึงจะไม่เอาเรื่อง ดังนั้น หากต่อมาบุกรุกอีก ความผิดที่บุกรุกครั้งแรกก็ยังไม่ระงับ (ฎ. 2016/00 ป.)
- ถ้าเป็นการยอมความที่ไม่มีเงื่อนไข ว่าจำเลยต้องปฏิบัติอย่างหนึ่งอย่างใดก่อน ถือว่าสิทธิในการดำเนินคดีอาญามาฟ้องระงับไปในทันที แม้ภายหลังจำเลยจะไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงก็ตาม (ฎ. 67/24, 2825/39,)
- การยอมความกันตาม ป.วิ.อ.มาตรา 39(2) หมายถึงการยอมความกันทางอาญาเท่านั้น และต้องมีข้อความชัดแจ้งว่ามีการยอมความกันในทางอาญาด้วย ดังนี้ การตกลงประนีประนอมยอมความกันในทางแพ่ง (นอกศาล) โดยไม่ได้กล่าวถึงคดีอาญา คดีอาญาไม่ระงับ (ฎ.200/08)
- การตกลงประนีประนอมยอมความกันในทางแพ่ง(ในศาล) โดยไม่ได้ตกลงให้ความผิดอาญาระงับหรือสิทธิในการดำเนินคดีอาญาด้วย ไม่ถือว่า เป็นการยอมความกันในคดีอาญาด้วย (ฎ. 4751/47, 2267/43)
-บางกรณีศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นเรื่องที่ผู้เสียหายกับจำเลยตกลงยอมความกันในคดีอาญาด้วย เช่น กรณีที่ผู้เสียหายกับจำเลยตกลงเปลี่ยนแปลงมูลหนี้กันใหม่ (แปลงหนี้ใหม่) (ฎ. 1050/27)
- สำหรับความผิดตาม พ.ร.บ.เช็คฯ มาตรา 7 บัญญัติว่า ถ้าหนี้ตามเช็คนั้นได้สิ้นความผูกพันไปก่อนที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด ให้ถือว่าคดีเลิกกันตาม ป.วิ.อ ดังนั้นในคดีแพ่งที่โจทก์ฟ้องเรียกเงินตามเช็ค ถ้าได้มีการประนีประนอมยอมความ มีผลทำให้หนี้ตามเช็คระงับไป แม้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจะเป็นการยอมความกันเฉพาะคดีแพ่ง และผู้เสียหายไม่ได้สละสิทธิในการดำเนินคดีอาญาซึ่งไม่มีผลเป็นการยอมความในคดีอาญาตามมาตรา 39(2) ด้วยก็ตาม คดีอาญาก็เป็นอันเลิกกันตาม พ.ร.บ.เช็คฯ มาตรา 7 สิทธิของโจทก์ในการนำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (ฎ. 721/44, 3447-8/43) การนำมูลหนี้ตามเช็คมาแปลงหนี้เป็นสัญญากู้ยืม เป็นการทำสัญญาแปลงหนี้ใหม่ มูลหนี้เดิมตามเช็คจึงระงับ แม้จำเลยยังไม่ได้ชำระหนี้เงินตามสัญญาเงินกู้ให้โจทก์ก็ตาม คดีจึงเป็นอันเลิกกันตาม พ.ร.บ.เช็คฯ (ฎ. 5247/45) ตกลงในการผ่อนชำระหนี้ตามเช็ค มิใช่การเปลี่ยนสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้ จึงมิใช่สัญญาประนีประนอมยอมความ หนี้เดิมตามเช็คยังมีอยู่ ไม่ทำให้คดีอาญาเลิกกันตามมาตรา 7 (ฎ. 2420/41) เรื่องนี้โจทก์จำเลยตกลงผ่อนชำระหนี้ตามเช็คเป็นเงิน ศาลฎีกาถือว่าเป็นข้อตกลงผ่อนชำระหนี้ตามเช็คเท่านั้น แต่ถ้ามีการออกเช็คผ่อนชำระแทนเช็คพิพาทศาลฎีกาถือว่าเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว และเป็นการยอมความในคดีอาญาตามมาตรา 39(2) ด้วย (ฎ. 1053/42)
- เมื่อยอมความกันถูกต้องแล้ว แม้ผู้เสียหายจะแถลงต่อศาลว่า สุดแต่ศาลจะพิจารณาสิทธินำคดีอาญามาฟ้องก็ระงับไป (ฎ. 73/23)
- แต่ถ้ายังไม่มีการตกลงยอมความกันการที่ผู้เสียหายยื่นคำร้องฝ่ายเดียวต่อศาลว่าไม่ติดใจเอาโทษจำเลยต่อไป ดังนี้ไม่ใช่การยอมความ (ฎ. 260/36, 238/24) เพราะการยอมความต้องมีการตกลงกัน แต่มีคำสั่งคำร้องที่ 4548/39 บอกว่าการที่ผู้เสียหายมีหนังสือถึงจำเลยว่าไม่ติดใจเอาความ เป็นการยอมความแล้ว ( ค.ฎ. 4548/39)
สรุป การยอมความต้องประกอบไปด้วย ต้องมีการตกลงกันที่จะยอม และ ต้องไม่ติดใจที่จะดำเนินคดีแก่จำเลยอีกต่อไป
- การยอมความต้องกระทำภายหลังความผิดเกิดแล้ว ข้อตกลงล่วงหน้าไม่ถือว่าเป็นการยอมความ (ฎ. 1403/08)
- การที่จำเลยนำเงินที่ยักยอกมาคืนผู้เสียหาย หรือตกลงว่าจะคืนให้โดยผู้เสียหายไม่ได้ตกลงให้ระงับคดีอาญาด้วย ไม่เป็นการยอมความ (ฎ. 3680/31, 2284/47)
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
** สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อ 085-801-0725, E-mail : siripit...@gmail.com**
