สรุปคำบรรยาย ซื้อขายค่ำ ครั้งที่ 4 ชั่วโมง 7 . ( 09-07-09 )

362 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
Jul 13, 2009, 1:59:20 AM7/13/09
to LAWSIAM

หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า  kankokub  ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ ฉันทวัธน์ วรทัต ผู้บรรยาย   ,  ผู้มีน้ำใจส่ง flie เสียงที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า

ครั้งที่ 4 ชั่วโมง 7 . ( 09-07-09 )

เมื่อคราวที่แล้วได้พูดถึงมาตรา 456 อย่าลืมว่ามีอยู่สามวรรคด้วยกันเป็นเรื่องของหลักฐานในการบังคับคดี ถ้ามีหลักฐานอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ฟ้องร้องอีกฝ่ายได้ถ้าผิดสัญญา นิติกรรม

อย่าลืมนะครับ สองหมื่นบาท เป๊ะๆ ก็เข้าแล้วนะครับ แล้วอย่างที่ได้พูดไปว่าหลักฐานทั้งสามอย่าง นี้ถ้าเป็นหลักฐานเป็นหนังสือนี้ ใคร ลงลายมือชื่อก็ซวย ไม่เหมือนกับ การวางประจำกับเรื่องชำระหนี้บางส่วน ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ก็สามารถฟ้องได้แล้ว

ครั้งที่แล้วก็มีการพูดถึงฏีกาซื้อขายข้าวนึ่ง ว่าได้มีการส่งเงินให้แก่ธนาคารแล้วเป็นการชำระหนี้แล้วหรือยัง  ก็ถือว่ายังเหมือนเราส่งเงินให้มอเตอร์ไซรับจ้าง อาจไปล้มที่ไหนก่อนยังไม่ไปส่งให้ผู้ขายก็ได้

การขายโคหรือสัตว์พาหนะ ก็ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนด้วยนะครับไม่เช่นนั้นเป็นโมฆะ

เรื่องนี้มีการส่งมอบโคแล้ว ก็ถือว่าเป็นการชำระหนี้บางส่วนแล้ว เรื่องนี้มักจะลืมกัน ว่ามันเข้าเรื่องการชำระหนี้บางส่วนแล้ว เรื่องนี้มีการส่งมอบแล้วเป็นการชำระหนี้บางส่วนแล้ว

1937/2517 และก็อย่าลืมว่ามันมีนิติกรรมที่ไม่เข้า วรรค 1 – 3 ของ มาตรา 456 เลยเช่นการซื้อขายทรัพย์สินประเภทสังหาริมทรัพย์ธรรม ที่มีราคาไม่ถึง สองหมื่นบาท ก็ไม่ต้องการหลักฐานอะไรก็ฟ้องได้

และอย่าลืมประเด็นเรื่องคำมั่น ว่าจะซื้อขายสังหาริมทรัพย์ไม่มี บังคับเรื่องแบบ หรือ หลักฐาน นะครับ

แต่อย่าหลงกับประเด็นเรื่องคำมั่นจะให้เช่า ที่มีด้วยวาจา เมื่ออีกฝ่ายตอบรับมาก็เป็นสัญญาเช่าขึ้นต้องดูว่ามีกฎหมายเรื่องแบบหรือหลักฐานหรือไม่

วันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องการโอนกรรมสิทธิ์นั่นก็คือ เมื่อเกิดการสัญญาซื้อขายกรรมสิทธิ์ก็โอนทันทีตามมาตรา 458 โอนไปทั้งๆที่นาริกาข้อมือก็ยังอยู่กับผม นักศึกษาก็ยังไม่ชำระราคาให้ผมเลย อย่างที่พูดว่ากรรมสิทธิ์ไปเร็วยิ่งกว่าแสงยิ่งกว่าเสียง ถ้าเกิดภัยพิบัติโทษใครไม่ได้

            นี่คือหลักของเจ้ากรรมสิทธิ์รับไปซึ่งบาปเคราะห์ซึ่งไม่ได้ออกสอบนานแล้ว  อันนี้เอาไปใช้ในเรื่องนิติกรรมสัญญาได้ เคยมีอยู่ปีหนึ่ง ออกเรื่องการชำระหนี้เป็นพ้นวิสัยก็เอาเรื่องกรรมสิทธิ์ไปตอบได้เลย

            คนขายจะเอาไปขายต่ออย่างไรก็ไม่ได้ทั้งสิ้น เราจะใช้หลักสองหลักได้เหมือนกัน

ทีนี้ 349/2527

จำเลยทำสัญญาโอนขายสิทธิการเช่าโทรศัพท์ให้แก่ผู้ร้องได้ชำระเงินและรับมอบเครื่องโทรศัพท์กันแล้วตั้งแต่วันทำสัญญา การโอนสิทธิการเช่าโทรศัพท์ดังกล่าวย่อมมีผลสมบูรณ์ตั้งแต่ขณะทำสัญญาเสร็จ การที่จะไปทำการเปลี่ยนชื่อผู้เช่าโทรศัพท์มาเป็นชื่อผู้ร้องเป็นแต่เพียงแบบพิธีการเท่านั้น

การโอนขายสิทธิการเช่าโทรศัพท์ก็สมบูรณ์เมื่อซื้อขายกัน คือการซื้อขายเบอร์กันนั่นเอง ที่ออกส่วนมาก 458 ก็คือการซื้อขายรถยนต์ กรรมสิทธิ์โอนทันที่ที่ตกลงกัน รถยนต์มีทะเบียนก็เป็นเรื่องกฎหมายมหาชน ฏีกาที่พูดต่อไปเป็นเรื่องการสะดวกของเจ้าหน้าที่ เป็นการควบคุมปริมาณรถยนต์ กรรมสิทธิ์โอนทันที่ตามมาตรา 458 ทีนี้คือการซื้อขายสังหาริมธรรรมดา ถ้าเป็นการซื้อขายพิเศษ กรรมสิทธิ์โอนได้เอทำเป็นหนังสือและจดทะเบียน ที่สำคัญ

1860/2539

เมื่อที่งอกอยู่ติดกับที่ดินมีโฉนดที่งอกย่อมเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินแปลงดังกล่าวและเป็นกรรมสิทธิ์ของ ส. โดยหลักส่วนควบด้วยผลของกฎหมายไม่จำต้องรังวัดขึ้นทะเบียนเป็นหลักฐานว่าเป็นที่ดินส่วนหนึ่งของที่ดินตามโฉนดเดิมเสียก่อนแล้วที่งอกจึงจะเป็นที่ดินมีกรรมสิทธิ์ การที่ ส. ขายที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ติดกับที่ดินมีโฉนดให้โจทก์ถือว่าได้แบ่งที่ดินมีโฉนดขายแก่โจทก์หาใช่เป็นการขายที่ดินมือเปล่าแต่อย่างใดไม่การซื้อขายที่ดินมีกรรมสิทธิ์จะต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่โจทก์กับ ส. เพียงแต่ทำสัญญาซื้อขายกันเองไม่ได้ทำตามแบบจึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา456วรรคแรกโจทก์ไม่ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทจึงไม่มีอำนาจฟ้องบังคับจำเลยทั้งสามออกไปจากที่ดินพิพาท

 

            การขายที่งอกถามว่าต้องจดทะเบียนหรือไม่  ถ้างอกจากจากที่ดินมีโฉนด

            ก็มีประเด็นข้อสอบเก่าที่ว่า เรื่องม้าแข่งคือคนซื้อมีสิทธิฟ้องคนขายหรือไม่ ธงคำตอบก็คือเมื่อมีการจดทะเบียนสัตว์พาหนะ กรรมสิทธิ์เป็นของผู้ซื้อแล้ว

            แต่ถ้ารถยนต์ที่บรรทุกม้า เกิดจากรถชนเป็นไปตามประมาทเลินเล่อของ ก ก็เรียกให้รับผิดได้

            ก็คือรับม้าขาเป๋ไปนั่นเอง หลังจากนั้นก็มีข้อสอบผู้ช่วยผู้พิพากษาเกี่ยวกับสัตว์พาหนะ ก็ออกข้อสอบมาว่า ก ขายช้างกับข ช้างอายุสิบปี จดทะเบียนแล้วแต่ยังไม่ส่งมอบ หลังจากนั้นก็เอาช้างตัวเดียวกันไปขายให้กับ ค แล้วส่งมอบให้กับ ค ไป ถามว่าใครได้กรรมสิทธิ์แล้ว ข เมื่อจดทะเบียนไปแล้วจะฟ้องให้รับผิดในการรอนสิทธิ์หรือไม่

            คำตอบเมื่อจดทะเบียนแล้ว ข มีกรรมสิทธิ์มีสิทธิดีกว่า ค แล้ว ข จะฟ้องให้ ก รับผิดเพื่อการรอนสิทธิไม่ได้เพราะว่า ค ไม่ได้มีสิทธิดีกว่า ข เลย แต่ว่าอาจฟ้องได้ในเรื่องเพราะความผิดของ ผู้ขายเอง

            ก็เป็นเรื่องการซื้อขายอสังหา สังหาพิเศษ เมื่อพูดถึงการโอนกรรมสิทธิ์ในสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข วิธีการประวิง ก็คือ การทำสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข เงื่อนเวลา

            เคยมีฏีกาคือ เครื่องสีข้าว ยังเป็นของผู้ขายจนกว่า จะใช้ราคาตามเงื่อนไขการประวิงการโอนกรรมสิทธิ์ ซื้อขายโต๊ะบิลเลี่ยนและอุปกรณ์

            ซื้อลิฟท์ก็เป็นการซื้อขายอย่างสังหา

            การครอบครองเป็นการครอบครองแทนผู้ขาย

            ฏีกาใหม่เกี่ยวกับซื้อขายมีเงื่อนไขก็มี

            4643/2551

สัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยที่มีเงื่อนไขว่าหากการชำระเงินตามสัญญายังไม่เสร็จสิ้น เครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ระบุในสัญญายังคงเป็นสมบัติของโจทก์ โจทก์มีสิทธินำกลับในสภาพสมบูรณ์ได้ทุกเวลา เป็นสัญญาซื้อขายโดยมีเงื่อนไขในการโอนกรรมสิทธิ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 459 เมื่อจำเลยผิดสัญญาซื้อขาย โจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว โจทก์และจำเลยย่อมกลับคืนสู่ฐานะเดิม จำเลยต้องคืนเครื่องจักรผลิตน้ำร้อนพร้อมอุปกรณ์แก่โจทก์ การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องบังคับให้จำเลยคืนเครื่องจักรผลิตน้ำร้อนพร้อมอุปกรณ์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา จึงเป็นกรณีที่โจทก์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ติดตามเอาทรัพย์คืนจากจำเลยผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ตามมาตรา 1336 ซึ่งไม่มีอายุความ

 

 ซื้อขายอุปกรณ์ ยังเป็นของโจทก์จนกว่า จะชำระราคาให้เสร็จสิ้น ตรงไปตรงมาไม่มีปัญหา

            ที่มีปัญหามากและน่าออกสอบคือการซื้อขายรถยนต์ ก็ต้องจำ หลักไว้ สี่หลักด้วยกัน

            หลักแรกคือ ซื้อขายรถยนต์โอนทันทีที่ตกลงทำสัญญาซื้อขายกัน ไม่จำต้องจดทะเบียนถ้าซื้อขายรถยนต์กันแล้วระบุว่ากรรมสิทธิ์ยังไม่เป็นของผู้ซื้อจนกว่าจะชำระเงินกันครบถ้วนอันนี้ก็เป็น 459 กรรมสิทธิ์ยังเป็นของผู้ซื้อ ก็เป็นสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข กรรมสิทธิ์ยังไม่โอนจนกว่าจะทำตามเงื่อนไข

            หลักที่สาม หลักนี้อาจสับสน คือซื้อขายรถยนต์กันว่า ผู้ซื้อจะต้องชำระราคาให้ครบก่อนผู้ขายจึงจะโอนทะเบียนให้ ศาลฏีกาบอกว่าเป็นเงื่อนไขในการโอนกรรมสิทธิ์นั่นแหละ ต้องจำเป็นพิเศษ

            เป็นเงื่อนไขเกี่ยวกับการโอนกรรมสิทธิ์แล้ว เพราะศาลก็แปลความตามสังคมทั่วๆไปไม่คำนึงแค่นักกฎหมาย ปี 42 ก็มีข้อสอบเนฯข้อหนึ่ง คือตกลงว่าอีกสามแสนจะชำระในหนึ่งปี ชำระครบถ้วนแล้วผู้ขายจะโอนทะเบียนรถให้ ถามว่าเป็นเงื่อนไขการโอนกรรมสิทธิ์หรือไม่ ก็ตรงกับฏีกาที่ 716/2493

ทะเบียนรถยนต์ไม่เหมือนโฉนดที่ดิน ซึ่งเป็นเอกสารอันเป็นที่ตั้งแห่งกรรมสิทธิ์ทะเบียนรถยนต์เป็นแต่พยานหลักฐานอย่างหนึ่ง ที่แสดงว่าผู้มีชื่อเป็นเจ้าของรถ

การซื้อขายรถยนต์ โดยฝ่ายผู้ซื้อรับมอบรถไป และต่างตกลงกันว่าฝ่ายผู้ซื้อจะต้องชำระราคาให้หมดเสียก่อนผู้ขายจึงจะโอนทะเบียนให้นั้นเป็นเงื่อนไขตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 459 ซึ่งกรรมสิทธิ์ในรถยังไม่โอนไปยังผู้ซื้อ

เงินประมูลราคาทรัพย์สินพิพาทซึ่งฝ่ายที่ประมูลได้นำเงินมาวางศาลไว้โดยมีข้อตกลงกันว่า 'ในที่สุดใครชนะคดีก็มีสิทธิได้เงินนั้นไป' นั้นหมายถึงชนะคดีเมื่อคดีถึงที่สุด เมื่อคู่ความตกลงกันใหม่ในศาลดังกล่าวแล้วแม้การยึดจะได้ทำตามมาตรา 254 ก็ต้องถือว่าเรื่องได้ผ่านมาตรา 254 ไปแล้วจะนำมาตรา 260 มาใช้เพื่อถอนการยึดคืนเงินให้จำเลยไปทันทีไม่ได้

ชั้นฎีกาหากคู่ความมิได้ยกประเด็นข้อใดโต้เถียงศาลฎีกาไม่วินิจฉัยให้

จำเลยซึ่งฟ้องแย้งด้วยนั้น หากแพ้คดีนอกจากจะต้องรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมที่แพ้คดีตามฟ้องโจทก์แล้ว ศาลให้จำเลยที่ฟ้องแย้งต้องใช้ค่าฤชาธรรมเนียมโจทก์ในกรณีที่ฟ้องแย้งถูกยกฟ้องนั้นด้วยอีกส่วนหนึ่ง

 

            ข้อสอบเฉลยว่า เป็นสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไขตามมาตรา 459 หลังจากออกข้อสอบมีการวุ่นวายเกิดขึ้นนิดหน่อยมี การไปเขียนบทความลงหนังสือ ว่าข้อสอบ เฉลยผิด  ก็มีการชี้แจงไปว่า เป็นการถูกแล้ว

            หลักที่สี่ ซื้อรถจักรยานยนต์ ชำระราคาเพียงครึ่งหนึ่ง จะโอนทะเบียนเป็นชื่อผู้ซื้อเมื่อชำระราคาครบแล้ว มีข้อเท็จจริงเพิ่มคือ ส่วนราคาที่เหลือจะชำระราคาเมื่อไหร่ก็ได้ พอมีตรงนี้ปั๊ปศาลฏีกาบอกว่าไม่ใช่เงื่อนไขเกี่ยวกับการโอนกรรมสิทธิ์ ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

            ก็คิดว่าคงเป็นเรื่องที่ว่า มีเพื่อนคนหนึ่งมาขอซื้อรถยนต์ ผมมีรถสิบคัน ก็บอกว่า มีเงินสองหมื่น เอาไปใช้ก่อน จะโอนทะเบียนเมื่อ ชำระราคาครบถ้วน แต่เมื่อไหร่ก็ได้นะเพื่อน จะเห็นว่า เจ้าของไม่ได้ยึดติดกับเงินที่เหลือเท่าไหร่

ก็เป็นสี่หลัก ถ้าไม่ใช่ก็ 3728/2525ค้นไม่พบ

5591/2543

สัญญามีข้อความระบุว่าหนังสือสัญญาขายมีเงื่อนไข โดยตกลงในข้อ 1 ว่า ผู้จะขายตกลงจะขายและผู้จะซื้อตกลงจะซื้อรถยนต์พิพาทในราคา 1,235,680 บาท ในวันทำสัญญานี้ผู้จะซื้อได้ชำระเงินค่าสินค้าให้แก่ผู้จะขายแล้ว 70,000 บาท ส่วนที่ยังค้างอยู่อีก 1,165,680 บาทผู้จะซื้อสัญญาว่าจะชำระให้แก่ผู้จะขายเป็นงวดทุก ๆ เดือน งวดละ48,570 บาท ณ สำนักงานของผู้จะขายให้เสร็จสิ้นภายในกำหนด 24 เดือนและข้อ 5 ระบุว่าสัญญาซื้อขายนี้ตามข้อความแห่งสัญญาจะมีผลสมบูรณ์ให้กรรมสิทธิ์ตกเป็นของผู้จะซื้อต่อเมื่อผู้จะซื้อปฏิบัติตามข้อความในสัญญานี้ทั้งหมดแล้ว และผู้จะขายมีสิทธิจะบอกเลิกสัญญาและเรียกทรัพย์สินได้เมื่อผู้จะซื้อไม่ปฏิบัติตามสัญญานี้ไม่ว่าข้อหนึ่งข้อใดก็ตาม เห็นว่า สัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข ไม่มีข้อความแสดงให้เห็นว่าเป็นสัญญาเช่าซื้อที่เจ้าของทรัพย์เอาทรัพย์สินออกให้เช่าและให้คำมั่นว่าจะขายทรัพย์สินหรือจะให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นสิทธิแก่ผู้เช่า โดยเงื่อนไขที่ผู้เช่าได้ใช้เงินเป็นจำนวนเท่านั้นเท่านี้คราว ส่วนสัญญาข้อ 9 ที่ระบุว่าหากผู้จะซื้อผิดนัดไม่ชำระราคาสินค้าตามงวดหนึ่งงวดใด ฯลฯ ผู้จะซื้อยอมให้ถือว่าสัญญานี้เป็นอันเลิกกันทันทีตั้งแต่วาระนั้นโดยไม่จำต้องบอกกล่าวและมีสิทธิเอารถยนต์ที่จะซื้อคืนโดยไม่ต้องคืนเงินที่ผู้จะซื้อชำระแล้วนั้น เป็นข้อตกลงโดยความสมัครใจของคู่สัญญาและเป็นการรักษาผลประโยชน์ของผู้ขายมิให้เสียหายเกินกว่าความจำเป็นเมื่อผู้ซื้อผิดสัญญาเท่านั้น หาทำให้สัญญาซื้อขายโดยมีเงื่อนไขกลับกลายเป็นสัญญาเช่าซื้อไม่

 

ซื้อขายรถยนต์ผู้ซื้อชำระราคาเป็นงวดส่วนที่เหลือชำระราคาใน 24 เดือน กรรมสิทธิ์จะตกเป็นของผู้ซื้อเมื่อชำระราคาครบถ้วน ก็ตรงกับปี 35 กรรมสิทธิ์ยังไม่ตกเป็นของผู้ซื้อจนกว่าจะชำระราคา ก็ตรง

1007/2543

ผู้ร้องทำสัญญาซื้อรถจักรยานยนต์ของกลางจากผู้ขายตามสัญญาซื้อขายรถแบบเงินผ่อน โดยในสัญญาได้กำหนดให้ผู้ร้องชำระราคารถจักรยานยนต์ของกลางบางส่วนในวันทำสัญญา ส่วนที่เหลือผ่อนชำระรวม 24 งวด เมื่อชำระราคารถจักรยานยนต์ครบแล้วผู้ขายจึงจะโอนกรรมสิทธิ์ให้ สัญญาซื้อขายรถจักรยานยนต์ของกลางจึงเป็นสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข เมื่อปรากฏว่าก่อนที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลางนั้น ผู้ร้องยังมิได้ชำระเงินงวดสุดท้ายให้แก่ผู้ขาย กรรมสิทธิ์ในรถจักรยานยนต์ของกลางจึงยังอยู่ที่ผู้ขายแม้ว่าต่อมาศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษาให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลางก็ตาม แต่รถจักรยานยนต์ของกลางที่ศาลมีคำพิพากษาให้ริบนั้นจะตกเป็นของแผ่นดินก็ต่อเมื่อคำพิพากษาทีให้ริบของกลางดังกล่าวเป็นที่สุด แต่ระหว่างที่คำพิพากษาที่ให้ริบของกลางดังกล่าวยังไม่เป็นที่สุดเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ของกลางยังคงมีอำนาจที่จะจำหน่าย จ่าย โอน ทรัพย์ของตนได้ เมื่อปรากฏว่าศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลางดังกล่าว โดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกา คำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าวนั้นจะเป็นที่สุดก็ต่อเมื่อระยะเวลาในการอุทธรณ์ฎีกาได้สิ้นสุดลงดังที่ได้บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคสอง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 15 ดังนั้น ก่อนหน้าที่คำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าวจะเป็นที่สุด ผู้ขายซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถจักรยานยนต์ของกลางยังสามารถที่จะโอนกรรมสิทธิ์ในรถจักรยานยนต์ของกลางให้แก่ผู้ร้องได้ เมื่อผู้ร้องได้ชำระราคางวดสุดท้ายก่อนวันที่คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลางจะเป็นที่สุด ผู้ขายจึงสามารถโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้ร้อง และถือได้ว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์ของกลางที่แท้จริงอันมีสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอคืนของกลางได้ เมื่อผู้ร้องและผู้ขายซึ่งเป็นเจ้าของเดิมของรถจักรยานยนต์ของกลางขณะที่ถูกนำไปใช้กระทำความผิดมิได้มีส่วนรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิด จึงสมควรคืนรถจักรยานยนต์ของกลางให้แก่ผู้ร้อง

 

 ทำสัญญาซื้อขายรถจักรยานยนต์ เมื่อครบแล้วก็จะโอนกรรมสิทธิ์ให้

6717/2493 ค้นไม่พบ

149/2506

 

 ก ตโจทก์ขายรถยนต์เฟี้ยตให้จำเลยราคา 55,000 บาท โดยให้จำเลยชำระราคาด้วยเงินสด 20,000 บาท กับรถยนต์ออสตินของจำเลยตีราคา 35,000 บาท โจทก์จำเลยส่งมอบรถยนต์และเงินสดให้แก่กันแล้ว และตกลงจะไปโอนทะเบียนรถยนต์ให้กันเมื่อโจทก์ผ่อนชำระราคาครบและรับโอนทะเบียนมาจากกรมสวัสดิการฯ แล้ว ดังนี้ แสดงว่าทั้งสองฝ่ายยังไม่มีเจตนาโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ให้กันจนกว่าการจะได้เป็นไปตามเงื่อนไขแล้ว

ระหว่างที่เงื่อนไขยังไม่สำเร็จ รถยนต์เฟี้ยตซึ่งอยู่ในครอบครองของจำเลยถูกเพลิงไหม้ใช้การไม่ได้โดยไม่ใช่ความผิดของฝ่ายใด เป็นการพ้นวิสัยที่โจทก์จะโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์เฟี้ยตให้จำเลยได้ ดังนี้ โจทก์ก็ไม่มีสิทธิจะเรียกร้องให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ออสตินให้โจทก์ได้เพราะเป็นสัญญาต่างตอบแทนกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 372 วรรคแรก และเมื่อกรรมสิทธิ์ยังไม่โอนมายังโจทก์ ก็ไม่เรียกว่าเป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เป็นการก่อให้เกิดหรือโอนทรัพยสิทธิในทรัพย์นั้น ตามมาตรา 370และมาตรา 371 ก็บัญญัติว่า สัญญาต่างตอบแทนถ้ามีเงื่อนไขบังคับก่อน และทรัพย์อันเป็นวัตถุแห่งสัญญานั้นสูญหรือทำลายลงในระหว่างที่เงื่อนไขยังไม่สำเร็จ จะนำมาตรา 370 มาใช้บังคับไม่ได้อีกด้วย

กลงขาย รถยนต์ให้แก่ ข จะโอนให้ก็ต่อเมื่อ ชำระราคาให้กับคนภายนอกครบแล้ว ก็เป็นสัญญาซื้อขายมีเงื่อน ไข

7531/2543

สัญญาเช่าซื้อรถยนต์ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ทำขึ้นเพื่ออำพรางสัญญาซื้อขายต้องนำบทบัญญัติกฎหมายซื้อขายมาใช้บังคับจำเลยที่ 1 เพียงแต่ส่งมอบรถยนต์คันพิพาทโดยยังไม่ส่งมอบเอกสารที่ใช้ในการจดทะเบียนแก่จำเลยที่ 2 แสดงว่าจำเลยที่ 1 ยังไม่มีเจตนาโอนกรรมสิทธิ์ให้จนกว่าจำเลยที่ 2 จะชำระราคาครบถ้วน เมื่อจำเลยที่ 2ชำระราคายังไม่ครบถ้วน กรรมสิทธิ์ยังไม่ตกเป็นของจำเลยที่ 2 โจทก์ซื้อรถยนต์คันพิพาทจากจำเลยที่ 2 จึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ และไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1

ส่งมอบรถยนต์แต่ไม่ได้ส่งมอบเอกสารที่ใช้ในการจดทะเบียน แสดงว่ายังไม่มีเจตนาโอนกรรมสิทธิ์จนกว่าจะชำระราคาครบถ้วน  เนี่ยมันต้องมีเรื่องเกี่ยวกับทะเบียนเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็มีคำว่ากรรมสิทธิ์ยังไม่โอน ทีนี้ถ้าไม่มี เรื่องทะเบียนไม่มีคำว่ากรรมสิทธิ์เข้าไปเกี่ยวก็เป็นสัญญาซื้อขายธรรมดา ข้อสอบเนฯปี 44 ข้อนี้ก็ผิดกันเยอะ คือ ก ตกลงขาย รถยนต์ให้ ข บอกว่าหาก ข ไม่นำเงินมาชำระตามกำหนด ยอมให้ริบเงินมัดจำและคืนรถทันที เป็นสัญญาซื่อขายมีเงื่อนไขหรือไม่ ที่เคยพูดไปเงื่อน ไข ต้องมีคำว่าทะเบียนไปเกี่ยวข้อง กรรมสิทธิ์ไปเกี่ยวข้องแต่เรื่องนี้ไม่มี ศาลฏีกาบอกว่า เป็นเพียงการกำหนดวิธีการบังคับในการผิดสัญญาเท่านั้น ไม่มีเงื่อนไขในเรื่องกรรมสิทธิ์แต่ใดไม่ไม่ใช่สัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข
           
802/2546

          จำเลยที่ 1 ซื้อรถยนต์พิพาทมาจากจำเลยที่ 2 โดยชำระราคาด้วยเช็คหลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ได้ขายรถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์ โดยโจทก์ชำระราคาครบถ้วนและได้รับมอบรถยนต์พิพาทจากจำเลยที่ 1 แล้ว แม้เช็คที่จำเลยที่ 1 ชำระราคารถยนต์พิพาทถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน การซื้อขายรถยนต์พิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็เป็นการซื้อขายเสร็จเด็ดขาด กรรมสิทธิ์โอนไปยังจำเลยที่ 1 ผู้ซื้อตั้งแต่ขณะที่เมื่อได้ทำสัญญาซื้อขายกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 458 ส่วนการชำระราคาไม่ใช่เงื่อนไขในการโอนกรรมสิทธิ์

รถยนต์เป็นยานพาหนะที่มีกฎหมายควบคุม การนำไปใช้ต้องจดทะเบียนรถยนต์และเสียภาษีรถยนต์ให้ถูกต้องก่อนตามพระราชบัญญัติรถยนต์ฯ มาตรา 6 ดังนั้นนอกจากผู้ขายจะมีหน้าส่งมอบรถยนต์ตามสัญญาซื้อขายแล้ว ยังมีหน้าที่ต้องดำเนินการให้ผู้ซื้อได้จดทะเบียนและเสียภาษีรถยนต์เพื่อใช้ประโยชน์ตามความประสงค์อันแท้จริงของมูลหนี้ จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ขายมีหน้าที่ต้องส่งมอบเอกสารชุดจดทะเบียนให้แก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ขายรถยนต์พิพาทมีหน้าที่ส่งมอบเอกสารดังกล่าวให้แก่โจทก์ผู้ซื้อ

แม้โจทก์ไม่มีนิติสัมพันธ์กับจำเลยที่ 2 โดยตรง แต่เมื่อได้ความว่าโจทก์ได้ทวงถามจำเลยทั้งสองให้ส่งมอบเอกสารชุดจดทะเบียนรถยนต์พิพาทแล้ว จำเลยที่ 2 ปฏิเสธส่วนจำเลยที่ 1 เพิกเฉย ย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ไม่ยอมใช้สิทธิเรียกร้องเป็นเหตุให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ต้องเสียประโยชน์ไม่สามารถจดทะเบียนและเสียภาษีรถยนต์ได้ การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 จึงเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อจำเลยที่ 2 ในนามของตนเองเพื่อให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้ด้วยการส่งมอบเอกสารชุดจดทะเบียนรถยนต์พิพาทได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 233 และมาตรา 234 ให้เจ้าหนี้ผู้ใช้สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้จะต้องขอหมายเรียกลูกหนี้เข้ามาในคดีด้วยเพื่อให้ลูกหนี้ได้มีโอกาสรักษาสิทธิของตน โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 2เข้ามาในคดีนี้แทนการขอให้ศาลหมายเรียกจำเลยที่ 2 เข้ามาในคดีพร้อมกับจำเลยที่ 1 ได้

            2733/2546

          ตามสัญญาซื้อขายที่ทำขึ้นระหว่างผู้คัดค้านกับจำเลยที่ 2 มีข้อความระบุแต่เพียงว่า ผู้คัดค้านได้ขายรถยนต์ของกลางให้แก่จำเลยที่ 2 ในราคา 320,000 บาทได้รับเงินมัดจำไว้ 170,000 บาท ส่วนที่เหลือ 150,000 บาท จะชำระในวันที่ 29มกราคม 2541 สัญญาซื้อขายดังกล่าวจึงเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดที่มีการแบ่งชำระราคาซื้อขายเป็น 2 งวดเท่านั้น ดังนั้น เมื่อทำสัญญาเสร็จแล้ว กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ย่อมโอนไปยังจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ซื้อทันทีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 458 มิใช่สัญญาซื้อขายที่มีเงื่อนไขในการโอนกรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 459 ผู้คัดค้านจึงมิใช่เจ้าของรถยนต์ของกลาง จึงไม่มีสิทธิยื่นคำคัดค้าน ขอให้ศาลมีคำสั่งคืนรถยนต์ของกลางให้แก่ผู้คัดค้านได้

 

            เพราะฉะนั้นถ้าได้ดูฏีกาต่างๆนั้นสัญญาซื้อขายที่มีเงื่อนไขนั้นก็จะมีคำว่ากรรมสิทธิ์มาเกี่ยวข้อง

            2496/2551

          ขณะที่ผู้ร้องและจำเลยทำสัญญาซื้อขายรถยนต์ของกลางกันจำเลยยังไม่ได้ส่งมอบรถยนต์ของกลางให้แก่ผู้ร้องและผู้ร้องยังค้างชำระราคาเป็นเงิน 50,000 บาท โดยจำเลยจะส่งมอบรถยนต์ของกลางให้แก่ผู้ร้องในวันที่ได้รับชำระราคาส่วนที่เหลือ จึงเป็นสัญญาซื้อขายที่มีเงื่อนไขตาม ป.พ.พ. มาตรา 459 กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ของกลางยังไม่โอนไปจนกว่าผู้ร้องจะได้ชำระราคาและโอนทะเบียนกัน ผู้ร้องจึงไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์ของกลางที่แท้จริง ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนรถยนต์ของกลางตาม ป.อ. มาตรา 36

 

 ขายรถยนต์ให้กับ ข ตกลงว่า จะส่งมอบให้แก่ผู้ร้องในวันที่ได้รับชำระราคาครบถ้วน เป็นสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข ตามมาตรา 459 ก็จะดูแปลกไปไปจากหลักที่ให้ไว้นิดหนึ่งไม่มีคำว่าทะเบียน ไม่มีคำว่ากรรมสิทธิ์ แต่เป็นสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไขได้ ก็ไปขยายความว่าก็หมายถึงว่ายังไม่โอนกรรมสิทธิ์เมื่อชำระราคาและโอนทะเบียนกัน เพราะฉะนั้นฏีกาปี 51 ก็แปลกๆไปจากที่หลักที่เคยให้ไว้

            เรื่องซื้อขายรถยนต์นี้มันมีข้อสอบออกมาเยอะมาก ที่ไม่ออกเพราะว่ามันมีออกบ่อยแล้ว แต่เรื่องของกรรมสิทธิ์ นั้น  458 - 460 มันก็แต่งข้อสอบยาก

            สมมุติว่า หมดชั่วโมงนี้ไปแกงไก่ เห็นแม่ค้าอุ้มไก่ก็ถามแม่ค้าว่าตัวเท่าไหร่แม่ค้าบอกตัวลละร้อยบาท ขณะตกลงคุณรู้แล้วว่าเป็นไก่ตัวไหนกรรมสิทธิ์ก็โอนตามมาตรา 458

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages