สรุปคำบรรยาย เนติภาคกลางวัน ละเมิด สัปดาห์ที่ 5 ชั่วโมงที่ 4 - 5 สอนเมื่อ จ 22/06/09

890 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
Jul 5, 2009, 11:56:54 PM7/5/09
to LAWSIAM

หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า  kankokub  ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ เพ็ง เพ็งนิติ ผู้บรรยาย   , ผู้มีน้ำใจส่ง flie เสียงที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า

ครั้งที่ 4 . (จัน22/06/09)

            วันนี้มาต่อเรื่องกฎหมายให้อำนาจไว้ ทำให้การกระทำนั้นไม่ผิดกฎหมายก็คือสิทธิยึดหน่วง มาตรา 241 วรรค หนึ่ง

            มาตรา 241  ผู้ใดเป็นผู้ครองทรัพย์สินของผู้อื่น และมีหนี้อันเป็นคุณประโยชน์แก่ตนเกี่ยวด้วยทรัพย์สินซึ่งครองนั้นไซร้  ท่านว่าผู้นั้นจะยึดหน่วงทรัพย์สินนั้นไว้จนกว่าจะได้ชำระหนี้ก็ได้  แต่ความที่กล่าวมานี้ท่านมิให้ใช้บังคับ เมื่อหนี้นั้นยังไม่ถึงกำหนด

             อนึ่งบทบัญญัติในวรรคก่อนนี้ ท่านมิให้ใช้บังคับ ถ้าการที่เข้าครอบครองนั้นเริ่มมาตั้งแต่ทำการอันใดอันหนึ่งซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย

            เป็นการให้สิทธิแก่ผู้ครองทรัพย์ของบุคคลอื่นและมีหนี้อันเป็นประโยชน์แก่ตน เกี่ยวด้วย ทรัพย์สินที่ครองนั้น เมื่อมีสิทธิยึดหน่วงก็ไม่ต้องคืนให้แก่เจ้าของทรัพย์ตราบใดที่ยังไม่มีการชำระหนี้ นั้นทำให้การยึดหน่วงไม่เป็นละเมิดส่วนมากก็เป็นการซ่อมรถยนต์ ผู้ว่าจ้างไม่มีเงินไปจ่ายเจ้าของอู่ก็ไม่มอบรถคืนให้

            เมื่อหลายปีก่อนมีข่าวเรื่องผู้หญิงคนหนึ่งมาทำงานที่กรุงเทพ โดนรถชน ส่งโรงพยาบาลเอกชน รักษาไม่นาน ก็ตาย แม่ของหญิงดังกล่าวก็มารับศพ ทางโรงพยาบาล จะให้รับศพได้ต่อเมื่อ ได้ใช้เงินค่ารักษา หรือได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้  ก็มีการโวยวายออกสื่อต่างๆ ทางโรงพยาบาลก็อ้างสิทธิยึดหน่วง ก็มีปํญหาว่าการยึดศพดังกล่าวเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

            ถ้าไม่มีสิทธิยึดหน่วงการกระทำนั้นก็จะเป็นละเมิด  

            จากกรณีดังกล่าว ตอนเข้าไปรักษา ก็ไม่ใช่ ทรัพย์ ก็ไม่ใช่หนี้เกี่ยวกับทรัพย์ สมมุติว่าศพเป็นทรัพย์ ก็ไม่ใช่หนี้เกี่ยวกับทรัพย์อยู่ดี กรณีนี้จึงเป็นละเมิดได้ พอโวยวายทางสื่อทางโรงพยาบาลก็เลยฟ้องว่าหมิ่นประมาทก็เป็นความอยู่พักใหญ่ๆ

            อันนี้ก็เป็นตัวอย่างกรณีหนึ่ง ว่ามีหนี้เกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ถ้าเรามาคิดต่อ ว่ามารดาจะเป็นหนี้ กับโรงพยาบาลหรือไม่ ทางพลเมืองดี คงจะ บอกว่า ยินดีจ่ายหรืออย่างไร ข่าวไม่แจ้ง พลเมืองดีก็หายไป

            ในแง่มารดา เป็นหนี้หรือไม่ คนเจ็บไปรักษา คนที่นำไปคือพลเมืองดี เรียกได้ว่าแม่หรือมารดาผู้ตายไม่มีนิติสัมพันธ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ตายเป็นผู้ใหญ่แล้ว บรรลุนิติภาวะแล้ว มารดาก็ไม่มีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดู ก็ไม่มีหน้าที่รักษา

            สมมุติว่าคนเจ็บยังเป็นผู้เยาว์  ปัญหาที่น่าคิดคือ มารดาต้อง จ่ายค่ารักษาหรือไม่

            ก็ให้ฝึกคิดต่อ เพราะฉะนั้นมารดาในฐานะผู้ใช้อำนาจปกครอง มีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดู แม้ว่า การนำส่งโรงพยาบาลในเรื่องพลเมืองดี กรณีนี้ถือได้ว่าเป็นการจัดการงานนอกสั่ง เห็นได้ว่าเป็นประโยชน์ ต้องตามประสงค์ของมารดา จึงฟ้องเรียกคืนได้ เพราะถือว่าเป็นการจัดการงานนอกสั่ง

            ถ้าพลเมืองดียังไม่จ่ายโรงพยาบาลจะเรียกจากใครได้ โรงพยาบาลก็คงต้องใช้สิทธิเรียกร้องของพลเมืองดี มา ไล่เบี้ยเอาจากมารดาได้

            สัญญาที่ คู่สัญญามีอำนาจที่จะทำได้ สัญญานั้นจะต้องสมบูรณ์การแสดงเจตนา ต้องสมบูรณ์ ไม่ใช่สำคัญผิดในสาระสำคัญและต้องไม่เป็นโมฆะ หรือ เป็นโมฆียะที่ถูกบอกล้างแล้ว

             ตราบใดที่ยังไม่มีการเพิกถอนนิติกรรมนั้นก็ยังใช้ได้อยู่ไม่มีอะไร

            ที่บอกว่า นิติกรรมหรือสัญญาที่คู่ความจะอ้างสิทธินั้นจะต้องทำโดยใจสมัครไม่ถูกกลฉ้อฉล หรือปกปิดข้อเท็จจริงเหล่านี้

            มีตัวอย่างต่างประเทศ โจทก์ไปซื้อรถ บีเอ็ม จากตัวแทนจำหน่าย ในฐานะรถใหม่ ใช้ไปสักพัก  จึงมาทราบว่ามีการทำสีใหม่แล้ว ผู้ขายขายโดยไม่บอก จึงฟ้อง หาว่าหลอกลวงเป็นละเมิด ศาลก็ ให้ใช้ค่าสินไหมทดแทนเชิงลงโทษ

            525/2511

            ผู้เอาประกันภัยแสดงข้อความเท็จเพื่อให้ผู้รับประกันภัยทำสัญญาประกันภัยด้วย แล้วผู้เอาประกันภัยเอาเรื่องอุบัติเหตุเท็จไปแจ้งเพื่อขอรับเงินซึ่งเอาประกันภัย ผู้รับประกันภัยไม่จ่าย แต่จ้างผู้มีชื่อสืบหาความจริง เสียค่าจ้าง 7,771.10 บาท การที่ผู้เอาประกันภัยแสดงข้อความเท็จอันเป็นเหตุให้ผู้รับประกันภัยทำสัญญาประกันภัยด้วย ไม่ใช่การกระทำละเมิดเป็นแต่เรื่องกลฉ้อฉลเท่านั้น ส่วนเงิน7,771.10 บาทนั้น ก็ไม่ใช่ความเสียหายโดยตรงของการกระทำของผู้เอาประกันภัย

            เป็นเรื่องการปกปิดความจริง คือเคยได้รับอุบัติเหตุที่ตามาแล้ว แล้วมาทำประกันภัย  ต่อมาก็ได้มีการเรียกเอาประกัน บริษัทประกันเรียกค่าเสียหายสอบประวัติสืบความจริง

            เรื่องสืบหาข้อเท็จจริงนี้ มันเป็นเรื่องที่ทางบริษัทต้องไปสืบเป็นปกติอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปกปิดหรือไม่ปกปิดก็ตาม ดังนั้นจึงไม่สามารถเรียกค่าเสียหายในส่วนนี้ได้อยู่แล้ว

            แต่มีความเห็นในเรื่องของคำพิพากษาฏีกา ด้วยความเคารพ  ไม่เห็นพ้องในส่วนที่ว่า ไม่ใช่การกระทำละเมิดเป็นแต่เรื่องกลฉ้อฉล แต่ในความเป็นจริงแล้วเรื่องกลฉ้อฉลก็เป็นเรื่อง โดยผิดกฎหมาย อยู่แล้วดังนั้นเรื่องนี้จึงเป็นละเมิด เพียงแต่ว่า ในเรื่องของค่าใช้จ่ายในการสืบหาความจริงนั้น ไม่ถือเป็นค่าเสียหาย หรือเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่สามารถเรียกได้ในทางละเมิด นั่นเอง

            มีอำนาจทำได้โดยชอบ ประการที่สามคือ มีอำนาจได้ตามคำพิพากษา กรณีนี้ จะ เป็นกรณีที่  สมมุติว่า เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้น ฟังว่าเป็นของโจทก์  ในทางวิแพ่ง การอุทธรณ์ ฏีกา ไม่เป็นเหตุในการทุเลาการบังคับคดี โจทก์จึงมีสิทธิ เข้าไปอยู่ในที่ดินนั้น โดยอาศัยคำพิพากษาชั้นต้น

            81/2494

โจทก์จำเลยต่างเถียงกรรมสิทธิ์ในสวนยางกันจนคดีถึงศาล

ศาลชั้นต้นพิพากษาห้ามไม่ให้โจทก์ (ซึ่งเป็นจำเลยในคดีเดิม) เกี่ยวข้องกับสวนพิพาทจำเลยจึงเข้ากรีดยางแต่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้โจทก์ชนะ ศาลฎีกาพิพากษายืนที่สวนยางนี้เป็นของโจทก์เพราะศาลพิพากษาคดีถึงที่สุดแล้วเมื่อปรากฏว่าจำเลยได้กรีดยางในสวนยางนี้ตั้งแต่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชนะจนถึงศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ดังนี้จำเลยก็ต้องรับผิดต่อโจทก์ ในการที่จำเลยกรีดน้ำยางในสวนยางของโจทก์

            ถ้าเราดูในวิแพ่ง มาตรา 231 การยื่นอุทธรณ์ไม่เป็นการทุเลาการบังคับศาลชั้นต้น อันนี้คืออะไร คือถ้าศาลต้นตัดสินให้ชนะ บังคับคดีได้ทันทีไม่ต้องรอให้คดีถึงที่สุดก่อน กฏหมายให้อำนาจไว้โดยชัดเจน

            เมื่อกฎหมายเขียนไว้ชัดเช่นนี้จึงเป็นการกระทำที่กฎหมายให้อำนาจไว้ จนถึงวันที่มีคำพิพากษากลับหรือเปลี่ยนแปลงเสีย

            จากอันนี้ฏีกาอันแรกจึงไม่น่าจะถูกต้องด้วยความเคารพ

            สมมุติว่าคดีที่ศาลชั้นต้นให้โจทก์นะว่าสวนยางเป็นของโจทก์ ระหว่างที่ศาลอุทธรณ์พิจารณาคดี ก็กรีดยางได้เงินมาก้อนหนึ่งต่อมาศาลสูงพิพากษากลับว่าเป็นของจำเลยการกระทำของโจทก์ นั้น เงินที่ขายเป็นของใคร ถ้ายุติว่าสวนยางเป็นของจำเลย เมื่อคดีถึงที่สุดว่าเป็นของจำเลย น้ำยางเป็นดอกผลก็ได้แก่จำเลย เงินที่ขายได้ ก็ต้องตกเป็นของจำเลย กรณีนี้ถ้าจำเลยฟ้อง นอกเหนือจากละเมิด ถ้าเขาเรียกน้ำยางได้คืนมาต้องเอาหลักเรื่องลาภมิควรได้มาใช้ตามมาตรา 406

            เพราะฉะนั้นจำเลยจึงไม่อาจเรียกน้ำยาง และเงินนั้นจากโจทก์ได้ เคยออกข้อสอบมาแล้ว แต่มันก็นานเหมือนกัน

            เมื่อสักครู่พูดถึงคำพิพากษาว่าทำให้ไม่เป็นการผิดกฎหมาย  รวมถึง คำสั่งด้วย เพราะคำพิพากษาหรือคำสั่งใดย่อมผูกพันคู่ความ

            มีอำนาจกรณีที่สี่เป็นหลักกฎหมาย ละเมิด เดิม  คือการกระทำโดยความยินยอม ในกรณีที่ผู้เสียหายยอมรับเอาภัยหรือเข้าเสี่ยงภัยนั้นเองต้องถือว่าการกระทำนั้นไม่เป็นละเมิด ตามหลักความยินยอมไม่ก่อให้เกิดละเมิด

            แต่ปัจจุบันมี พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาไม่เป็นธรรม มาตรา 8 มาตรา 9

เพราะฉะนั้นหลังจากกฎหมายนี้ประกาศใช้แล้ว หลัก จึงเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ความยินยอมแม้จะขัดต่อกฎหมาย หรือต้องห้ามโดยชัดแจ้ง โดยกฎหมายก็ไม่ทำให้การกระทำนั้นเป็นละเมิด

            เพราะฉะนั้น จึงบังคับได้ถือว่ายินยอมทำให้ไม่ละเมิด ได้ แต่หลังมีกฏหมายนี้ไม่อาจอ้างได้อีกต่อไป ความจริงเจตนามีเพื่อทางธุรกิจ แต่พอมีมาตรา 8 กับ มาตรา 9 กลับใช้ประโยชน์ได้กับเรื่องละเมิด มากกว่า

            เวลาเราไปโรงพยาบาลไปรักษา ที่ให้ญาติ เซ็นต์ยินยอม ว่าหากได้รับความเสียหายจากการรักษา จะไม่เรียกร้อง ก็จะเห็นว่าก็จะต้องเซ็นต์ทุกราย ตามมาตรา 9 แห่งพรบ ดังกล่าวก็จะเห็นว่า แม้ข้อตกลงดังกล่าว    ไม่เข้า แต่จะเข้าในส่วนของมาตรา  8

            ถ้าเป็นเรื่องอื่น เช่น จะไม่รับผิดในเรื่องทรัพย์สิน ก็น่าจะทำได้ เช่น รปภ คืนบัตร พอกฎหมายนี้ออกมามีปัญหาตีความว่ารถที่จอดไว้ไม่ใช่ฝากทรัพย์นะ แล้วรถหายขึ้นมาถือว่าเข้ามาตรา 8 วรรค สองหรือไม่

            ก็มีปัญหาเหมือนกันว่า ข้อตกลงพวกนี้ ฟ้องได้หรือไม่ แต่ถ้ากรณีที่ มีการแจกบัตรมีรปภเฝ้า ถ้าปล่อยไป จะถือว่าเป็นข้อตกลงหรือประกาศหรือเปล่าเข้าข้อยกเว้นของวรรคหนึ่งหรือไม่

            เดิมไม่มีอันนี้ฟ้องได้แน่ แล้วเมื่อมีขึ้นมา แล้วประกาศตัวโตๆ โดยส่วนตัวคิดว่าน่าจะฟ้องได้

            ก่อนมีกฎหมายฉบับนี้ การท้าให้ยิงฟัน เนืองจากเชื่อว่าตน มีของ ถือว่ายินยอม ไม่เป็นละเมิด

            เรื่องนี้ ถ้าเกิดก่อนข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมก็ฟ้องไม่ได้ ถือว่าความยินยอมไม่เป็นละเมิด

             ความยินยอมที่ว่านี้ต้องให้ก่อนหรือขณะทำ ถ้าเป็นการให้ยินยอมที่หลังก็จะเป็นเรื่องสัญญาประนีประนอมยอมความ

            ผู้ให้ความยินยอมต้องให้กับผู้กระทำโดยตรง ต้องให้ความยินยอมโดยสมัครใจ  เดิม ตัวอย่างมีบ่อย ผู้ชายอ้อนให้ยอม บอกว่าจบเนฯแล้วจะแต่งด้วย

            กรณีนี้ก็ถือว่ายินยอมไม่เป็นละเมิด สาระสำคัญของการกระทำไม่ได้หรอก แต่ตอนนี้มีมาตรา 9 ถือได้หรือไม่ว่าขัดต่อศีลธรรมหรอก  

                ความยินยอม โดยตรงได้ เช่นการตัดผมทรงต่างๆ จะว่ายินยอมไม่ได้

            หรือที่หนังสือพิมพ์ลงข่าว ว่าสักเกินที่เขายินยอม

            สัญญาให้อีกฝ่ายประมาทเลินเล่อได้ เป็นเรื่องตกลงล่วงหน้ายกเว้นการรับผิด ถ้าตกลง อย่างนี้ก็ขัดๆกับมาตรา 8 และ 9 พรบ

            ความยินยอมถอนได้ก่อนทำ ความยินยอม ไม่เป็นละเมิด ยินยอมขอบเขตแค่ไหน

            ก็มีฏีกาการปลูกเรือน รุกล้ำไป จะถอนไม่ได้  ตามฏีกานี้บอกว่าไล่ไม่ได้แล้ว

            อันนี้ก็มีฏีกาต่อมา การอยู่ในห้องของคนอื่น ในครั้งแรก ไม่เป็นละเมิด ภายหลังให้ออกไป ก็ต้องออก

            มาตรา 421 กับ 422 เป็นบทขยายของคำว่าการอันไม่ชอบด้วยกฎหมาย  

                มาตรา 421  การใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะให้เกิดเสียหายแก่บุคคลอื่นนั้นท่านว่าเป็นการอันมิชอบด้วยกฎหมาย

 

             มาตรา 422  ถ้าความเสียหายเกิดแต่การฝ่าฝืนบทบังคับแห่งกฎหมายใดอันมีที่ประสงค์เพื่อจะปกป้องบุคคลอื่น ๆ ผู้ใดทำการฝ่าฝืนเช่นนั้นท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้นั้นเป็นผู้ผิด

            ตราบใดที่การใช้สิทธิมีแต่จะเสียหายกับผู้อื่น มันก็เป็นการเสียหาย

            โจทก์ติดตั้งป้ายโฆษณาก่อน จำเลยซึ่งอยู่ริมตึก ก้เลียนแบบ ตั้งป้ายโฆษณาบ้าง คราวนี้ไปบังป้ายของโจทก์  โจทก์ก็เลยว่าฟ้องว่าเป็นการใช้สิทธิเกินส่วน ศาลตัดสินว่าไม่ใช่เป็นการใช้สิทธิเกินส่วน

            เหมือนกับกรณีที่ตำรวจยึดรถไว้ตรวจสอบ หากยึดไปเฉยๆก็เป็นการใช้สิทธิเกินส่วนเป็นละเมิดได้

            กรณี มาตรา 421 เป็นเรื่องมีสิทธิอยู่ในการที่ทำได้ หมายถึงมีสิทธิจริงๆ แต่สิทธิของเรานั้นทำให้ คนอื่นเสียหาย

            ที่เปล่าเห็นเขาสร้างตึกสวย อิจฉาหรืออย่างไรไม่ทราบ สร้างแผ่นขึ้นมา คือตนเองก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร ทำให้เขาเดือดร้อน

            มาตรา 1337 คล้ายๆกับมาตรา 421 เช่นกัน

             การใช้สิทธิที่ทำให้เขาเดือดร้อนรำคาญ เกินไป ก็เป็นการใช้สิทธิเกินส่วน

            มีเรื่องการสร้างหลุมศพ ในบ้านในที่ดินของตน

            มาตรานี้หมายถึงว่าถ้ามีกฎหมายออกมาเพื่อปกป้องบุคคลทั่วไปไม่ให้เสียหาย มาตรานี้ให้สันนิฐานว่าเป็นผู้ประมาท

            เช่น พรบ จลาจล ให้วิ่งเลนซ้าย มาวิ่งเลนขวา ก็เป็นบทสันนิฐาน ไว้ก่อนเท่านั้น จึงสามารถนำสืบหักล้างได้อันนี้เป็นเรื่องรถบรรทุกเลยท้ายรถ ก็เข้าข้อสันนิฐานเหมือนกัน ว่าเป็นผู้ผิด

            ครั้งที่ 5 . ()

            หลักเกณฑ์ข้อที่สองคือจงใจหรือประมาทเลินเล่อ โดยหลักแล้วก็ต้องเป็นการจงใจ ยกเว้น จะมีเรื่องปกป้องผู้เสียหาย แม้ไม่มีการตงใจหรือประมาทเลินเล่อก็ต้องรับผิด

            เช่น พรบ สินค้าไม่ปลอดภัย

            เช่นมาตรา 437 ที่ไม่ต้องเกิดจากการจงใจหรือประมาทเลินเล่อ

            การจงใจ คือตั้งใจให้เกิดผล แสดงว่าผ่านด่าน ในเรื่องของการกระทำ มาแล้วในขั้นที่หนึ่ง เรามาเทียบกับเรื่องเจตนาในทางอาญา

            ในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 59 วรรค 2

            การยิงปืนเข้าไปในกลุ่มคนก็ถือว่าเป็นเจตนา ย่อมเล็งเห็นผล ไม่ต่างกับ การปาก้อนหิน เข้าไป ในรถ

            แต่ในทางแพ่งนั้นก็ไม่เป้นการจงใจ แต่เป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง

            ต่อไปคือการประมาทเลินเล่อคือการกระทำโดยไม่จงใจ แต่ผู้กระทำได้กระทำไปโดยไม่ได้มีความระมัดระวังตามสมควร
            ประมาทเลินเล่อก็แล้วแต่ตัวบุคคล วิสัย พฤติการณ์ในการ เจอเรื่องต่างๆ

            เช่นการขับรถ เปิดไซเลน นั้นแม้จะขับเร็วก็ต้อง ดูความฉุกเฉิน ด้วย

            ผู้ถูกทำละเมิด ได้รับความเสียหาย ก็ฟ้องได้ถ้าไม่เสียหายก็ไม่เป็นละเมิด ต่างกับทางอาญาที่มุ่งที่จะรักษาความสงบเรียบร้อย ที่เมื่อมีการกระทำความผิดแล้วจึงจะปราบปราม

            เรื่องการผิดสัญญาให้บริการเอสโอเอส  ธนาคารก็มีประกัน ก็รับช่วงสิทธิฟ้อง ละเมิดศาลฏีกาว่าไม่ผิดสัญญาไม่เป็นละเมิดเพราะไม่ได้กำหนดเป็นเบี้ยปรับไว้ประเด็นที่จะพูดคือการกระทำของจำเลยนั้นเป้นละเมิดหรือไม่ เจ้าหน้าที่ของจำเลยมีหน้าที่แจ้งไปจับคนร้ายมีหน้าที่ตามสัญญา

            เกี่ยวกับเรื่องตกใจ เสียวไส้เป็นเรื่องอารมณ์ไม่เกี่ยวกับเสียหายต่อจิตใจ ได้รับข่าวว่าบุตรตายแล้ว เสียใจ ไม่อาจเรียกได้

            พวกยาเบื่อทำให้มึนเมาถือว่าเสี่ยหายแก่ร่างกายเหมือนกัน เสียหายแก่อนามัยทำให้นอนไม่หลับ ตกใจ เหม็น เช่นโรงงานข้างบ้าน ทำให้ส่งกลิ่นเหม็นเป็นอันตราย เดือดร้อน

รำคาญ ตอนเรียนอาจารย์เสนีย์ สอนยกตัวอย่างเรื่องมีการสร้างโรงสี แล้วนอนไม่หลับก็เสียหายแก่อนามัย โจทก์ก็ฟ้องให้หยุด กว่าจะตัดสินห้าปี  อุทธรณ์ตัดสิน สามปี ฏีกา สองปี จำเลยก็ต้องแพ้ แต่ก็สิบปี กว่าต้องหยุด พอหยุดจริงก็นอนไม่หลับ ก็ไปขอร้องให้โจทก์มาทำใหม่ ก็เป็นเรื่องขำขัน

            ต่างประเทศก็มีนะครับ เรื่อง อาหารฟาสฟู๊ดก็ไม่เตือนก่อน ทำให้อ้วน

            เสรีภาพก็เช่นเอาคนไปกักขัง คนเสื่อมเสียอาจไม่ต้องรู้ตัวก็ได้ว่าตนเองเสื่อมเสียเสรีภาพ

            เสียหายแก่ทรัพย์สิน เช่นรถสิบล้อ เราเอาเท้าไปเตะ เป็นไง นิ้วเราจะหักด้วยซ้ำ อันนี้ก็คงไม่เสียหายแล้ว

            แต่เสียหายนิดหน่อยก็ต้องถือว่าเสียหายเหมือนกัน ตบหน้าเบาๆ รอยนิ้วไม่มีก็เสียหายแล้ว เอื้อมมือเข้าไปในบ้านหญิงที่นอนอยู่ก็เสียหาย ฏีกาเรื่องนี้จำเลยเข้าไปทำนาในที่ของโจทก์จำเลยต่อสู้ว่าโจทก์แก่แล้ว ไม่มีแรงทำนา ไม่เสียหาย ศาลฏีกาตัดสินว่าก็ถือว่าเสียหายแล้ว เขาจะทำหรือไม่ ก็เรื่องของเจ้าของ

            ถือได้ว่าจำเลยเข้าไปกระทำการใดๆอันเป็นการรบกวน ผู้เสียหายโดยปกติสุข ทะเลาะกัน จำเลยยืนอยู่ในบ้าน เอื้อมมือไปกระชาก เขาออกม่ก็เป็นการรบกวนการอยู่โดยปกติสุข ถ้าสืบไม่ได้ศาลสิทธิกำหนดความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้ว

            ถ้าโจทก์สืบไม่ได้ศาลก็กำหนดได้ตามมาตรา 438

            รถยนต์เราเอาโคลนไปป้ายก็เสียหาย

            ปาถุงอุจจาระ ไปโดนโต๊ะหมู่บูชา ทำความสะอาดแล้ว ก็สามารถ ใช้ได้แล้ว อย่างไรก็เสียหายแล้ว ค่าล้างทำความสะอาดก็เสียหายแล้ว ถ้าไม่ทำก็เปลอะเหม็น

            รถโดนน้ำฝนก็เสียหายแล้ว เสียหายแก่สิทธิ อันนี้ก็เป็นการเสียหายประการที่หก เป็นการครอบจักรวาล ก็เป็นสิทธิอย่างหนึ่งเหมือนกันแหละ

            สิทธิตามหลักเสรีภาพคือเรามีสิทธิไปไหนก็ได้ตราบเท่าที่ไม่ละเมิดคนอื่น

            สิทธิในครอบครัว สิทธิในบิดามารดาหรือบุตร เขาเรียกอำนาจปกครองการทำละเมิดต่อบุตรผู้เยาว์ถือว่าเป็นการกระทำละเมิดต่อ บิดามารดา ผู้ปกครองด้วย เป็นการละเมิดสิทธิในครอบครัว

            ชายคู่หมั้นมีอำนาจเรียกค่าทดแทนจากชายชู้ได้

             สิทธิความเป็นอยู่ส่วนตัวเดิมมีเหมือนกันหมด

            ก็มีทฤษฎีเงื่อนไข กับ ทฤษฎีผลโดยตรง ถ้าไม่มีการกระทำนั้นความเสียหายก็ไม่เกิด จำเลยใช้ไม้พายตี

            ทางอาญามีว่า คำถามคือมีเจตนาฆ่าหรือไม่ ก็ไม่มี  การตีแค่ครั้งเดียว ไม่ตาย แต่ทางแพ่งทางละเมิด กระทำจงใจ ทำให้ตาย ทฤษฎีเงื่อนไข ถ้าไม่ตี ก็ไม่ล่ม ก็ไม่ตาย

            ขับรถชน ถ้าไม่ชนก็ไม่กระแทกเสาไฟ ก็เป็นทฤษฎีเงื่อนไข

            แก๊งค์ เรียกค่าไถ่ มีลักษณะทรมาน

            ทฤษฎีมูลเหตุที่เหมาะสม คนกระหม่อมบาง ไม่อาจคาดคิดได้ กรณีนี้เอาไปใช้เรื่องพายตีไม่ได้ ส่วนมากศาลมักใช้ทฤษฎีเงื่อนไขมาตัดสิน

            ฏีกาครูพละออกไปแล้ว ให้วิ่งสิบเอ็ดรอบกลางแดดเปรี้ยงถ้าไม่สั่งให้เขาวิ่งก็ไม่ตาย มีเหตุแทรกซ้อนคือเป็นโรคหัวใจ ก็ดูว่าวิญญูชนพึงคาดหมายได้หรือไม่ ถ้าคาดหมายได้ ก็ต้องรับผิด
Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages