สรุปคำบรรยายวิชา วิชายืมค้ำประกันจำนองจำนำ (ค่ำ) ครั้งที่ 7 - 8

667 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
Jul 15, 2010, 5:36:22 AM7/15/10
to LAWSIAM

<A HREF="http://www.thaijustice.com/webboard.asp?sub=0&id=1507428">สรุปคำบรรยายวิชา วิชายืมค้ำประกันจำนองจำนำ (ค่ำ) ครั้งที่ 1 - 2</A>

<A HREF="http://www.thaijustice.com/webboard.asp?sub=0&id=1516366">สรุปคำบรรยายวิชา วิชายืมค้ำประกันจำนองจำนำ (ค่ำ) ครั้งที่ 3-4</A>

<A HREF="http://www.thaijustice.com/webboard.asp?sub=0&id=1541365">สรุปคำบรรยายวิชา วิชายืมค้ำประกันจำนองจำนำ (ค่ำ) ครั้งที่ 5-6</A>

 

หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า  kankokub  ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ บัณฑิต รชตะนันทน์ผู้บรรยาย   ,  ผู้มีน้ำใจส่ง flie เสียงที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า ขอบคุณ. http://www.muansuen.com และคุณ admin ที่นำ flie เสียงมาลงแบ่งปันให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

ครั้งที่ 7   . 28-06-53

            เราอยู่ในเรื่องของผู้ค้ำประกัน หลายคน คือ เรื่องผู้รับเรือน กับ หลายคนร่วมรับผิด

ผู้รับเรือนคือผู้ประกันของผู้ประกันไม่ค่อยมีผลเพราะปกติไม่ทำกัน

            เราไปดูเรื่องผู้ค้ำประกันหลายรายดีกว่า ถ้าคนหลายคนยอมตนเข้าเป็นผู้ค้ำประกัน ในมาตรา 682 มีข้อที่ต้องพิจารณาคือ มีผู้ค้ำฯตั้งแต่สองคนขึ้นไป เข้าค้ำประกันในหนี้รายเดียวกัน และ ความรับผิดของผู้ค้ำฯเหล่านั้นคือรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกัน สาระสำคัญ คือว่า ในกรณีของข้อพิจารรณาที่บอกว่ามีผู้ค้ำตั้งแต่สองคน คือ การเพิ่มจำนวนผู้ค้ำประกัน หาได้ทำให้ผู้ค้ำคนเดิมพ้นจากการรับผิดไม่ เพราะว่าเป็นหลัก ว่าการเพิ่มไม่ทำให้ผู้ค้ำพ้น แต่อาจมีบางกรณีที่ศาลวินิจฉัยว่า มีผู้ค้ำคนใหม่แล้ว หลุดพ้นจากความรับผิดก็มีได้ แต่ถ้าไม่มีพฤติการณ์เป็นอย่างอื่นการเพิ่มผู้ค้ำประกัน บรรทัดฐานก็น่าจะพิจารณาได้

            ผู้ค้ำประกันสองคนขึ้นไปนี้ ต่างคนต่างเข้ามาทำสัญญา ถ้ารวมกันพร้อมกันมันง่าย อันนี้เป็นกรณีที่ต่างคนต่างเข้าทำสัญญาค้ำประกัน เพราะฉะนั้นผู้ค้ำแต่ละคนก็รับผิดอย่างหนี้ร่วม ไม่จำเป็นต้องเข้ามาพร้อมกัน แม้ถึงว่า ไม่ได้เข้าทำพร้อมกัน มันถึงได้สัมพันกัน บางคนเข้ามาทีหลังก็ไม่ได้ตัดทอนความรับผิดของคนเข้ามาก่อน ส่วนที่เป็นหนี้รายเดียวกัน

            เข้าค้ำลูกจ้างทำงาน ลูกจ้างทำให้เกิดความเสียหายหก ครั้งก็ถือว่าหนี้รายเดียวกัน รับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกัน ไม่จำต้องเป็นผู้ค้ำฯพร้อมกัน

            ก็มีผลย้อนหลังไปถึงวันที่เข้าทำงาน สาระสำคัญประการที่สาม การเป็นลูกหนี้ร่วมกัน เจ้าหนี้จะเรียกให้ลูกหนี้คนใดรับผิด ก็เป็นไปตามมาตรา 291 นั่นเอง เมื่อเป็นเรื่องลูกหนี้ร่วม

            ความรับผิดต่อเจ้าหนี้ ก็เป็นเรื่องที่ลูกหนี้ร่วมกันชำระหนี้ ย่อมได้ประโยชน์แก่เจ้าหนี้อื่นด้วย ก็เป็นหลักธรรมดา การที่เจ้าหนี้ผิดนัดต่อลูกหนี้ร่วมก็ถือว่าผิดนัดต่อผู้ค้ำประกันคนอื่นด้วย

            ในระหว่างผู้ค้ำประกันด้วยกันเอง บทบัญญัติในลักษณะค้ำประกันไม่ได้บัญญัติความรับผิดต่อกันไว้ ใช้หลักทั่วไปของหนี้ร่วม

            ร่วมกันสองคน คนหนึ่งใช้ไปหมด ก็รับช่วงสิทธิไล่เบี้ยได้กึ่งหนึ่ง

            กรณีของการปลดหนี้ ผู้ค้ำประกันหลายคน ปลดหนี้ ก็เป็นประโยชน์เพียงเท่าส่วนที่เจ้าหนี้ปลดหนี้ให้เท่านั้นเอง ( ก็คือหลักเรื่องหนี้นั่นเอง )

            การหลุดพ้นเท่าส่วน ถ้าเต็มส่วนส่วนที่เหลือจะเรียกเอาจากผู้ค้ำที่ปลดหนี้ได้หรือไม่

เช่น ผู้ค้ำสองคน ถ้าเจ้าหนี้ปลดหนี้ให้คนที่หนึ่ง ไปแล้ว ก็ทำให้ ผู้ค้ำคนที่หนึ่ง หรือ สองหลุดพ้นหนี้ไปเท่าส่วน  893/2540

            2551/2544 จำเลยทั้งสองได้ทำสัญญาค้ำประกัน ต่อบริษัท ฐ รับผิดอย่างหนี้ร่วม ต่อมาจำเลยได้ขายที่ดิน แล้วโจทก์ปลดหนี้ให้แก่ ส จำเลยที่เป็นผู้ต้ำย่อมรับผิดอย่างหนี้ร่วม  ย่อมมีผลให้หนี้ของ ส ระงับเรื่องการปลดหนี้ การที่โจทก์สละสิทธิต่อ ส ย่อมทำให้หนี้ส่วนที่เหลือของ ส ระงับไปด้วยตามมาตรา 340

            วงเงินค้ำประกันไม่เท่ากัน ก็ต้องรับผิดต่อบริษัทอย่างลูกหนี้ร่วม ไม่เป็นปัญหา ปัญหาคือรับผิดจำนวนเท่าไหร่ ในกรณีนี้เมื่อไม่มีข้อตกลงกันเป็นอย่างอื่น ก็รับผิดตามส่วนเท่าๆกัน มีสามคนก็รับผิด หนึ่งในสามส่วน รวมถึงดอกเบี้ยด้วย

            สำคัญคือไม่ได้ตกลงกันไว้ก็รับผิดเท่าๆส่วนกัน

            2111/2551 เป็นคดีล้มละลาย เจ้าหนี้ในคดีล้มละลายและลูกหนี้ ค้ำฯหนี้จำเลยที่หนึ่ง ผลที่เข้าทำลักษณะอย่างนี้คือ เป็นผู้ค้ำฯประกันร่วม การรับช่วงสิทธิในเรื่องของลูกหนี้ร่วมปัญหาคือว่า บริษัทยอมรับชำระหนี้ และปลดหนี้ให้จำเลยที่สอง โดยถอนฟ้องคดีแพ่งไป มีความหมายว่าอย่างไร ทำให้จำเลยที่สองต้องรับผิดต่อไปอีกหรือไม่ การปลดหนี้โดยถอนฟ้องก็เพื่อประโยชน์แก่ลูกหนี้ เพียงเท่าส่วนของลูกหนี้ที่สองนี้ เจ้าหนี้ตรงนี้คือ เจ้าหนี้ในคดีล้มละลาย ในชั้นบังคับคดี เป็นประโยชน์ของเจ้าหนี้เพียงเท่าส่วนที่ได้ปลดหนี้ไปนั้น จำเลยที่สองไม่ต้องรับผิดต่อไปอีก เพราะหนี้นั้นระงับไปแล้ว จำเลยที่สองไม่ต้องรับผิดต่อบริษัทต่อไป เพราะหนี้ที่เหลือของลูกหนี้ที่สองผู้ค้ำประกัน ระงับไปแล้วด้วยการปลดหนี้ แล้วถ้าต่อไปภายหลัง ผู้ค้ำฯประกันร่วมไปใช้หนี้กับลูกหนี้

            หากต่อมาเจ้าหนี้ชำระหนี้ให้แก่ เจ้าหนี้ประธานไปเพียงใด ก็ไม่อาจไปเรียกเอาจากลูกหนี้ที่ได้รับการปลดหนี้ไปแล้วต่อไป

            อาจยุ่งนิดหนึ่งเพราะต้องไปทำความเข้าใจในเรื่องปลดหนี้ ก็เป็นประเด็นที่น่าสนใจ กรรมการก็มักจะหยิบเรื่อง งงๆ อย่างนี้มา

             7125/2528 ในระหว่างผู้ค้ำฯประกันถ้าไม่ได้ตกลงเรื่องดอกเบี้ยไว้

            หัวข้อ เรื่องความรับผิดของผู้ค้ำฯ

            หลักคือไม่รับผิดเกินไปกว่าลูกหนี้ เพราะผู้ค้ำฯ จะผูกพันตนว่าจะรับผิดเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระ ข้อยกเว้น จริงๆ คือข้อเพิ่มเติมคือ ผู้ค้ำฯ จำกัดความรับผิดได้ ทำให้ หนี้ต่างออกไป

            อาจจะจำกัดเฉพาะต้นเงิน อุปกรณ์แห่งหนี้ ไม่รับ ก็ได้

            จำกัดวงเงินสูงสุดที่ต้องชำระหนี้ก็ได้ จะจำกัดด้วยระยะเวลาของการค้ำฯก็ได้ แต่หลักคือว่ารับผิดไม่เกิดเงินของลูกหนี้ แต่ไม่จำเป็นต้องเท่ากัน

            500/2507 ทำสัญญาไม่จำกัดจำนวน แต่ระบุหลักทรัพย์ด้วย  จะถือเอาหลักประกันเป็นข้อจำกัดความรับผิดไม่ได้ ยังถือว่าเป็นการรับผิดไม่จำกัดจำนวน

            การรับผิดสินค้าเชื่อ ก็รับผิดตามที่ระบุไว้เท่านั้น ถ้าเอาของไปมากกว่าวงเงิน ผู้ค้ำฯก็ไม่ต้องรับผิด จะเอาเดือนน้อยไปกลบเดือนมาก  441/2520

            827/2525 ก็เป็นการทำสัญญาค้ำฯ ที่ต้องระวัง  

            วงเงินระบุสองแสน แต่พอข้อความบอก รวมทั้งดอกเบี้ย และอุปกรณ์แห่งหนี้ ก็เลยต้องรับผิด มากกว่า วงเงิน สองแสน

            มีเยอะนะครับ เช่น บอกช่วยค้ำฯให้หน่อยสิ ออกรถมอเตอร์ไซไม่กี่หมื่น แต่มันยังมีดอกเบี้ยต่างๆอีก

            ถ้าไม่ได้ระบุไว้เป็นอย่างอื่น ก็รับผิดอย่างลูกหนี้ชั้นต้น จะเอาวันอื่น ถอนออกไปก็ไม่ได้ ในกรณีที่จำกัดวงเงินแล้วผู้ค้ำฯผิดนัด ผู้ค้ำฯก็ต้องรับผิดในดอกเบี้ยด้วย สัญญาค้ำประกัน ก็เป็นสัญญาแยกเอาจากสัญญาประธาน ถ้าผู้ค้ำตกลง ว่า ยอมรับผิดตามดอกเบี้ยก็ต้องรับผิดตามสัญญา

            ก็ขึ้นอยู่กับข้อตกลง ในกรณีของผู้ค้ำฯ ยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมแล้วได้จำกัดจำนวนไว้ ก็มีข้อ ท้วงติง ซึ่งเดียวนี้เป็นข้อกฎหมายที่ยุติแล้วนะครับ  คำว่า ผู้รับประกันอย่างลูกหนี้ร่วมไม่ทำให้ผู้ค้ำประกันเป็นลูกหนี้ร่วม มีผลเพียงแค่ ผู้ค้ำฯสละสิทธิเกี่ยงไม่ทำ ให้ เจ้าหนี้ไปเรียกทรัพย์สิน จากลูกหนี้ก่อน ถ้าผู้ค้ำฯยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมได้ ระบุจำกัดความรับผิดเอาไว้ ก็ยังคงรับผิดตามวงเงินที่ระบุไว้เท่านั้นแหละ ไม่ได้ทำให้ผู้ค้ำฯประกันไปรับผิดเท่ากับ หนี้ประธาน เพราะฉะนั้นอย่าเอา จุดที่ว่า ยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม มาทำให้รับผิดเต็มจำนวน

            เป็นบรรทัดฐานไปแล้วนะครับ

            6895/2543 จำเลยที่หนึ่งเป็นหนี้มากกว่าที่ค้ำประกัน จำเลยที่สองร่วมรับผิดอย่างหนี้ร่วม ก็รับผิดเท่ากับวงเงินที่ค้ำฯเท่านั้น มิได้หมายความว่าจะต้องรับผิดในจำนวนหนี้เท่ากับลูกหนี้

            ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับข้อตกลง 1797/2549 สัญญาเขียนว่ายอมค้ำประกันในหนี้ทุกชนิด บรรดาที่เป็นหนี้ต่อธนาคารไม่ว่าเป็นก่อน หรือ หลังจากได้ทำสัญญาด้วย ทำได้ ตาม 681 วรรคสอง แต่มีผลอย่างไร ทำให้ผู้ค้ำรับผิดในหนี้ทุกอย่าง ที่ก่อไว้กับธนาคารหรือไม่ ข้อความเขียนว่ายอมค้ำประกันในหนี้ทุกชนิด หลังจากวันทำสัญญาเป็นต้นไป สัญญาค้ำประกันนี้เป็นแบบฟอร์มของสัญญาสำเร็จรูป ที่จำเลยทำขึ้น ข้อความในสัญญามีลักษณะ ให้ครอบคลุม ซึ่งอาจไม่ตรงกับเจตนาของคู่สัญญา  เมื่อปรากฎว่ามีเจตนาเพียง ค้ำหนี้ก่อสร้างเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนา ค้ำทั้งหมด

            ศาลก็บอกว่า แม้ยอมรับผิดในหนี้ทุกชนิด ก็ต้องดูเจตนาของคู่สัญญา การให้เอาหลักประกันไปยื่นซองประกวดราคาก่อสร้างเท่านั้น ดังนั้นจะให้เขารับผิดในหนี้ทุกชนิด คงไม่ใช่ กรณีของการค้ำอย่างไม่จำกัดความรับผิดเกิดได้ต่อเมื่อ ไม่จำกัดความรับผิดอย่างชัดแจ้ง หรือว่า ระบุว่าจำกัดความรับผิดแต่ข้อความมันไม่ชัดแจ้ง ต้นเงินรวมทั้งดอกเบี้ย ก็เป็นการตีความโครงสร้าง เมื่อไม่ได้ระบุก็เป็นข้อ หลักก็คือว่า ไม่จำกัดความรับผิด เพราะฉะนั้นก็เลยมีข้อสรุปว่า ถ้าไม่เขียนเป็นอย่างอื่น ความรับผิดของผู้ค้ำฯ ก็ไม่จำกัดความรับผิด ของ 683  ก็เป็นข้อสัญญาโดยปริยาย ว่าจะจำกัดความรับผิดมากน้อยเพียงใด

            ก็มีอุทธาหรณ์ 2209/2539 ระบุว่าถ้าลูกหนี้ผิดสัญญาเมื่อใดเจ้าหนี้ต้องแจ้งให้ลูกหนี้ทราบ มีเงื่อนเวลามาจำกัด ไม่ใช่เงื่อนไขจำกัดความรับผิด กำหนดเวลาที่ต้องแจ้งเหตุไม่ใช่เหตุที่เกี่ยวข้องกับความรับผิด ฏีกานี้น่าสนใจ

            ขอบเขตความรับผิดอย่างไม่จำกัดมีอะไรบ้าง ดอกเบี้ย เงินต้น ก็อยู่ในสัญญาประธาน ดอกเบี้ยผิดนัดที่ลูกหนี้ต้องรับผิด ส่วนดอกเบี้ยที่ผู้ค้ำฯต้องรับผิดก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง

            แต่ กรณีที่มีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น นอกเหนือจากสี่กรณีนี้ ไม่ใช่ค่าสินไหมทดแทน ค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้เป็นผลโดยตรงผู้ค้ำฯไม่ต้องรับผิด

            ตัวอย่างเช่น กรณีค่าใช้จ่ายในการทวงหนี้ ค่าใช้จ่ายในการติดตาม ค่าจ้างทนายความ

แต่ไม่ต้องห่วงครับ พอศาลตีความอย่างนี้ปั๊ป ก็ไปเขียนในสัญญาเลย ว่าเมื่อลูกหนี้ผิดนัด ผู้ต้ำฯต้องรับผิดในหนี้พวกนี้ทั้งสิ้น ละเอียดยิบเลย ก็เป็นไปตามข้อตกลงในสัญญา ถ้าไม่มีข้อตกลงให้รับผิด ค่าใช้จ่ายที่เป็นอุทธาหรณ์ ก็ไม่เป็นผลโดยตรงในการผิดสัญญา

            มาดูกรณีแต่ละเรื่อง ที่ทำให้มีปัญหาขอบเขตการรับผิด กรณีเบิกเงินเกินบัญชี โดยหลักแล้วรับผิดในหนี้ที่มีอยู่แล้วในวันทำสัญญา  อย่าลืมว่าหนี้เบิกเงินเกินบัญชีเป็นหนี้ในอนาคต อยู่ในขอบเขตความรับผิดการค้ำประกันด้วย ถ้าสัญญาค้ำฯมีวันเริ่มต้นและสิ้นสุด ผู้ค้ำฯก็ไม่ต้องรับผิดในหนี้ที่มีก่อนวันทำสัญญา หลักคือหนี้ก่อนทำสัญญาผู้ค้ำต้องรับผิดด้วยนะ  เพราะฉะนั้นหนี้ที่มีก่อนก็ไม่ต้องรับผิด นอกจากสัญญาจะ ระบุไว้ชัดแจ้ง

            อันนี้ก็กรณีของ ยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ต่อมา ก็ไปขอเพิ่มวงเงิน ผู้ค้ำฯก็รับทราบและยินยอมด้วย ก็ต้องรับผิด ครั้งหลังสุด โดยผู้ค้ำฯยินยอม

            ค้ำประกันมีจำกัดวงเงิน แต่วงเงินเต็มแล้วในวันทำสัญญาก็รับผิดเท่าที่มีในวันทำสัญญา

            ในกรณีที่ค้ำฯไม่เต็มจำนวนหนี้ ก็มีความต่างในหนี้ประธานกับหนี้ค้ำประกัน ความต่างอยู่ที่ต้นเงินส่วน ข้อตกลงในสัญญา ถ้าไม่มีอะไรเป็นอย่างอื่น การคิดจะอิงกับสัญญาประธานได้ กำหนดอัตรา  ดอกเบี้ยต่างก็ได้

            ก็เลยทำให้ความรับผิดรวมทั้งหนี้เบิกเงินเกินบัญชี ในหนี้ประธาน  ถ้าสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกำหนดไว้ ก็ปรับตามอัตราได้

            4145/2542

            เพราะฉะนั้นข้อตกลงนี้ก็ไปผูกพันผู้ค้ำประกัน กรณีรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมก็เป็นไปตามที่เราได้เรียนมาแล้ว

ครั้งที่ 8   . 12-07-53

            การค้ำประกันไม่จำกัดความรับผิด ก็เมื่อ ชัดแจ้ง หรือ ไม่ชัดแจ้ง ไม่ได้ระบุว่าจำกัดหรือไม่ ก็เป็นความรับผิดไม่จำกัด กรณีมีปัญหาศาลก็ตีความมาตรา 11 ก็ตีความให้เป็นคุณแก่ฝ่ายที่เสียในมูลหนี้

            อย่างกรณีตามคำพิพากษาฉบับนี้ สัญญามีช่องให้เติมว่าจะจำกัดความรับผิดเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ได้กรอกไปให้ชัดแต่ถ้าไปเทียบกับสัญญาค้ำหมาย จ สอง เอกสารหมาย จ สอง ซึ่งจำเลยที่หนึ่งเป็นผู้ค้ำได้ระบุวงเงินไว้สองหมื่นบาท ก็น่าจะอยู่ในเจตนารมย์เดียวกัน เมื่อไม่ได้ความชัดก็ต้องตีความในทางที่เป็นคุณแก่ผู้ที่เสียในมูลหนี้ ก็เรียกว่าโชคดีหน่อย

            ข้อจำกัดความรับผิดไม่ได้ รวมถึงกำหนดเวลาให้ต้องดำเนินการแจ้งเหตุ ภายในกี่วัน กำหนดเวลานี้ไม่ใช่เงื่อนไขจำกัดความรับผิด

            ครอบคลุมต้นเงิน ดอกเบี้ย แต่ก็ไม่ได้ครอบคลุมถึง โดยตรงแก่สัญญา เพราะฉะนั้นคู่สัญญาต้องรับผิดตามข้อกำหนดในสัญญา ในกรณีของการค้ำเบิกเงินเกินบัญชี ทั้งนี้ก็อยู่ในข้อตกลงในสัญญาว่าเขียนไว้อย่างไรตกลงอย่างไร ไม่ว่าความรับผิดหรือดอกเบี้ย

            กรณีผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม แม้ว่ามันจะจำกัดความรับผิดไว้ก็ไม่ได้หมายความว่าถ้าลูกหนี้จะได้รับผิดเท่าไหร่แล้วต้องรับผิดเต็มเท่านั้น

            กรณีสัญญาขายลดเช็คเป็นคนละกรณีกับตัวเช็ค ก็เป็นสัญญาอีกฉบับที่เกิดขึ้นจากผู้ทรงเช็คนำเช็คที่ยังไม่ถึงกำหนดไปเรียกเก็บเงินโดยยอมเสียส่วนต่างหรือดอกเบี้ย ในทางปฏิบัติ ธนาคารก็ควรเรียกผู้ค้ำไว้ เพื่อรับผิดแทนตัวคู่สัญญา ขายลดไม่ได้เจาะจงว่าฉบับใดเพราะฉะนั้นสัญญาก็ผูกพันการขายลดทุกฉบับ ที่มาขายให้กับลูกหนี้ สัญญาค้ำประกันไม่ได้ระบุว่าจะค้ำสาขาใดโดยเฉพาะ เรียกว่าจำเลยที่หนึ่งจะผิดก็ต่อเมื่อ ผู้ค้ำต้องรับผิดต่อสัญญาค้ำฯ การขายลดกับลูกหนี้สาขาหนึ่ง ก็เป็นธนาคารแห่งเดียว มูลหนี้ลักษณะเดียวกัน ข้อสัญญาระบุเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นการขายลดในสาขาใดสาขาหนึ่งไม่ได้ระบุเจาะจงสาขาเท่านั้น สัญญาค้ำประกันจึงผูกพัน ไม่ว่าสาขาใดก็ตามลักษณะค้ำบุคคลเข้าทำงาน ส่วนมากถ้าอยู่ในตำแหน่งเดียวก็ไม่มีปัญหา จะเกิดก็ต่อเมื่อตัวลูกจ้างไปก่อให้เกิดความเสียหายนอกหน้าที่ กับ กรณีที่ไปได้รับตำแหน่งสูงขึ้น ก็มีปัญหาว่าผู้ค้ำจะรับผิดในกรณีแตกต่างในหน้าที่มากน้อยแค่ไหนเพียงใด ก็ถ้าค้ำในหน้าที่ใด แล้วเกิดในหน้าที่ที่คุณรับผิด แต่ถ้าเกิดนอกหน้าที่การงาน ผู้ค้ำไม่ต้องรับผิด เว้นเสียแต่ว่าในสัญญาค้ำประกันระบุว่าให้รับผิดใน การค้ำไม่ว่าจะเป็นการรับผิดในหน้าที่หรือไม่ก็ตาม ก็ต้องระบุให้ชัดเจนในสัญญา เพราะฉะนั้นในกรณีค้ำประกันในบริษัทเดินรถแล้วเขาไปปลอมเอกสารเกิดความเสียหายขึ้น ผู้ค้ำไม่ต้องรับผิดเพราะถือเป็นงานนอกหน้าที่การงาน ก็มีหลายตัวอย่างนะครับ ค้ำบุคคลขายตั๋วแล้วได้เลื่อนงาน เป็นนายตรวจแล้วก่อให้เกิดละเมิดไม่ได้ในหน้าที่การงาน ผู้ค้ำก็ไม่ต้องรับผิด 2393/2527

5720/2523

            ค้ำประกันการเข้าเป็นตัวแทน แต่ความเสียหายเกิดแก่ส่วนตัวไม่ใช่ทำการแทนก็ไม่ใช่งานในหน้าที่ แต่ถ้าค้ำประกัน ไว้ชัดเจนว่ารวมถึงตำแหน่งหน้าที่การงานอื่นด้วย ก็รับผิดไปตามข้อตกลง

            6110/2546 เขียนไว้ละเอียดมาก ทำสัญญาค้ำประกันการเข้าทำงานในตำแหน่งในธนาคารแล้วเขียนรวมไปถึงไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งตามที่จ้างหรือรับแต่งตั้งภายภาคหน้าต่อไป เป็นการเขียนข้อตกลงที่กว้างมาก ศาลฏีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่สองค้ำในตำแหน่งที่เข้า และตำแหน่งอื่นใดที่จะมีในภายภาคหน้าด้วย แม้จะเลื่อนตำแหน่งก็ต้องถือว่าผู้ค้ำยินยอมด้วย

            นี่ก็เป็นอุทธาหรณ์ อย่างไรก็ตาม การเลื่อนตำแหน่งที่สูงขึ้นมีความรับผิดชอบมากขึ้น ก็จริงอยู่ แต่ถ้าเลื่อนไปในตำแหน่งที่เพิ่มความรับผิดให้แก่ผู้ค้ำฯมากจนเกินไป นี้

            เพิ่มความเสี่ยงภัยและความรับผิดให้แก่ผู้ค้ำฯมากเกินไป ผู้ค้ำฯก็ไม่ต้องรับผิด

            813/2524

            นี่ก็เป็นอีกลักษณะหนึ่ง 8286/2550

            สัญญาค้ำประกันข้อที่หนึ่ง ระบุให้ผู้ค้ำฯ เข้าทำงาน ความรับผิดของผู้ค้ำจะต้องเป็นกรณ๊ที่จำเลยที่หนึ่งผิดสัญญาจ้างแรงงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่บุคคล แม้ว่าในสัญญาค้ำฯข้อสี่ระบุว่าจำเลยที่สองยินยอมและตกลงด้วย หรือสับเปลี่ยนกับบริษัทในเครือ ให้ถือว่าสัญญาค้ำประกันอยู่แต่เดิมได้

            อันเป็นความเพิ่มความเสี่ยงภัยและความรับผิดให้แก่จำเลยที่สองมากเกินไปจำเลยที่หนึ่งจึงไม่ต้องรับผิดในความเสียหาย

            นี่ก็เป็นอุทธารณ์

            พอจะกล่าวได้ว่าถ้าเป็นลักษณะเปลี่ยนประเภท เปลี่ยนลักษณะงาน จะทำให้ผู้ค้ำฯเดิมพ้นความรับผิดได้

            พวกนี้อาจจะอยุ่ในหลักการเพิ่มความเสี่ยงภัยและความรับผิดขอบให้มากจนเกินไป

            โดยสรุปก็ขึ้นอยู่กับข้อตกลงในสัญญา เปลี่ยนตำแหน่งก็เพิ่มความเสี่ยงภัย ก็ไม่มีอะไร เป็นอุทาหรณ์ กรณีค้ำฯ บุคคลไปต่างประเทศ มี ข้อพิจารณาในประการแรกก็คือว่า หน่วยงานอย่างที่ดูแลทุน จะเป็นกรมวิเทศน์ ได้รับทุนสนับสนุนจากต่างประเทศ พอเวลาผิดสัญญากรมจะฟ้องบ้าง หน่วยงานต้นสังกัดจะฟ้องบ้าง พวกกลุ่มมหาวิทยาลัย ก็มีการสู้คดีในเบื้องต้นก่อน ว่าเป็นเงินทุนจากองค์กรอื่น หน่วยงานต่างๆเหล่านั้นไม่ใช่ผู้เสียหาย ศาลบอกว่าแม้รัฐต่างประเทศ เป็นผู้มอบทุนเมื่อผิดสัญญาทำสัญญากับหน่วยงานใด หน่วยงานนั้นก็เป็นผู้มีอำนาจฟ้องได้

            ผู้บังคับบัญชาให้ผู้ใต้บังคับบัญชา ค้ำประกันบุตรหลานของตนเอง ก็มีการไม่กลับมาก็มาฟ้องผู้ค้ำฯประกัน ก็ทำอย่างไรได้ก็ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกัน

            มีปัญหาว่ากรณีที่ ค้ำฯ ไปศึกษาต่อ สุมมุติปริญญาโท สองปี ไม่จบ ไปสามปีสี่ปี แล้วมีการผิดสัญญา ถามว่าผู้ค้ำฯ ต้องรับผิด ในค่าใช้จ่ายกี่ปี

            ถ้าเป็นกรณีขอขยายการศึกษาต่อในระดับเดียวกัน ผู้ค้ำยังต้องรับผิดในค่าใช้จ่ายในส่วนที่ขยายเวลาด้วย

            1056/2526 ถ้าจบระดับหนึ่งแล้วขยับระดับขึ้นไปต้นสังกัดอนุญาต เจ้าของทุนอนุญาตแล้วผู้รับทุนผิดสัญญา ผู้ค้ำฯ ถ้าไม่ได้ยินยอม รับผิดในระดับทุนที่สูงขึ้นก็รับในระดับทุนที่ตนเองเข้าทำสัญญาเท่านั้น

            ไม่ต้องไปรับผิดชอบในระดับปริญญาโท

            3579/2536

            ทุนกำหนดเวลาแน่นอนห้าปี แล้วผู้ค้ำไม่ได้ยินยอมด้วย ก็รับเท่าที่กำหนดไว้

            ทุนต่างประเภทกัน ทำสัญญาตอนที่ไปฝึกอบรม ต่อมาได้รับทุนให้เรียนต่อ ผู้ค้ำฯ รับผิดในช่วงที่ทำการฝึกอบรมเท่านั้น ก็ถือว่านอกเหนือ เขตสัญญา

            939/2537 กรณีข้าราชการลาศึกษาต่อ จะคำนวนอย่างไร เวลาที่ศึกษาต่อ ไม่รวมในการรับข้าราชการ อันนี้ไม่ค่อยมีปัญหาอะไรในการเตรียมตัวสอบเท่าไร

            ความรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียม 684 ความรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมผู้ค้ำฯ ย่อมรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมแต่ถ้าโจทก์เข้ารับผิดโดยไม่ต้องรับหนี้ต่อ ค่าฤชาธรรมเนียม ผู้ค้ำฯย่อมต้องรับผิดด้วย เว้นแต่ว่า โจทก์ฟ้องโดยผู้ค้ำไม่รับชำระหนี้เสียก่อน ก็ไม่ต้องรับผิดในส่วนที่ลูกหนี้ต้องรับผิดก็ถ้า รู้ตัวอาจจะไปใช้สิทธิไล่เบี้ยได้ ก็ไม่มีค่าใช้จ่ายให้ผู้ค้ำฯ เสียหาย ก็ไม่มีปัญหาอะไร ความรับผิดของลูกหนี้ในส่วนที่เหลือ มาตรา  685 ถ้าเมื่อบังคับตามสัญญาค้ำฯแล้วไม่ชำระหนี้ทั้งหมด อุปกรณ์แห่งหนี้เหลืออยู่เท่าใดเจ้าหนี้ก็รับเท่านั้น ก็เป็นหลักทั่วไป มีกรณีเดียวที่ลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดก็คือการบังคับจำนอง

            เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็นหลักเมื่อบังคับตามสัญญาค้ำแล้วไม่ชำระ ลูกหนี้ก็ต้องรับผิดในส่วนที่เหลือ หมายถึงหนี้ที่บังคับเอาแก่ลูกหนี้ได้ตามกฎหมาย ก็เป็นไปตามหลัก ถ้าหนี้ที่บังคับกับลูกหนี้ ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อของลูกหนี้เป็นสำคัญ ก็บังคับเอาจากลูกหนี้ไม่ได้ มาตรานี้ไม่ก่อให้เกิดมูลหนี้ใหม่ เพียงแต่ ความรับผิดเมื่อได้ชำระหนี้ไป แล้วลูกหนี้ยังมีความรับผิดต้องชำระให้ครบถ้วน ก็เป็นไปตามหลักทั่วไป

            มาดูหัวข้อใหม่ หมวดที่สอง ว่าด้วยผลจากการชำระหนี้ ก็มีหัวข้อให้พิจารณาสี่หัวข้อ หนึ่งผู้ค้ำรับผิดเมื่อใด สอง สิทธิเกี่ยงและสามอายุความสะดุดหยุดลง

            รับผิดก็ต่อเมื่อลูกหนี้ผิดนัด เมื่อหนี้ถึงกำหนด แล้วลูกหนี้ผิดนัด ผู้ค้ำก็ต้องรับผิด มีปัญหาว่าลูกหนี้ผิดนัดเมื่อใด ก็ผิดนัดเมื่อเจ้าหนี้เตือนแล้ว หนี้ไม่มีกำหนดเวลา เจ้าหนี้ส่งคำบอกกล่าวให้ชำระหนี้

            กรณีที่เป็นหนี้มีกำหนดเวลาให้ชำระตามวันเวลาแห่งปฏิทิน ก็เป็นผู้ผิดนัดโดยมิพักต้องเตือนเลย กรณีหลักการเดียวกัน ใช้กับกรณีหนี้ที่มีการบอกกล่าวล่วงหน้า ก็ไปดูว่าหนังสือไปถึงเมื่อใด ก็นับไปสิบห้าวันนับแต่เมื่อนั้น ก็ถือว่าตกเป็นผู้ผิดนัดเมื่อถึงกำหนดวันนั้น เมื่อลูกหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัด เจ้าหนี้ก็เรียกให้ผู้ค้ำฯรับผิดได้ในทันที ฟ้องได้โดยไม่ต้องมีการบอกกล่าว มีข้อสัญญาให้ผู้กู้ผิดข้อใดข้อหนึ่งก็ให้เรียกดอกเบี้ยได้ ต่อมาเมื่อพบว่าไม่ชำระดอกเบี้ยในสัญญา ก็ถือว่าผิดนัดแล้ว แม้ต้นเงินยังไม่ถึงกำหนดก็ตาม ลูกหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัดก็ถือว่ารับผิด ก็สอดคล้องกับ 521 /2510 สัญญายอมความไม่มีข้อความระบุว่าผิดนัดงวดใดให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด ก็ได้ชื่อว่าผิดสัญญายอม แม้งวดใดก็ถือว่าเป็นผู้ผิดนัด ก็ฟ้องเรียกได้ทั้งหมด แม้ว่าสัญญาไม่มีระบุว่าผิดนัดงวดใดให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด สอดคล้องกับ 536/2513 แต่มี 2316/2550 เหมือนจะมากลับข้อกฏหมาย เพราะว่า คำพิพากษาฏีกา ปี 2550 ต้องอ่านด้วยความระมัดระวัง

            เป็นคำพิพากษาที่มีประเด็นให้ศาลวินิจฉัยว่า คดีของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ คือ ทางลูกหนี้ได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ว่าจะชำระเงินให้เป็นรายเดือน เท่านั้นเท่านี้บาท แต่ต่อมาภายหลังก็ไม่ได้ชำระ ก็มีปัญหาว่าคดีของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ศาลฏีกาวินิจฉัยว่าหนังสือรับสภาพหนี้ ถือได้ว่าโจทก์และจำเลย ตกลงผ่อนต้นเงินคืน สิทธิเรียกร้องจึงมีอายุความห้าปี

            สิทธิเรียกร้องในหนี้พ้นกำหนดห้าปี เป็นอันขาดอายุความ ที่ว่าหากผิดนัดงวดใดฟ้องร้องได้ทันที จึงเรียกได้ตั้งแต่งวดแรก เห็นประเด็นไหมครับ คือ หนี้ชำระเป็นงวดๆ แล้วผิดนัดงวดแรกเกินห้าปีแล้ว จำเลยฉลาดว่า ผิดนัดงวดใดถือว่าผิดนัดทั้งหมด เพราะฉะนั้นขาดอายุความแล้ว ทั้งหมด

            ศาลฏีกาวินิจฉัยว่า ที่ว่า หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่ง นั้น คงหมายถึงสิทธิเรียกร้องนั้น เกิดแล้วเฉพาะงวดนั้น

            ฏีกาปี 10 วางหลักว่า ถ้าผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งแล้วถือว่าผิดนัดทั้งหมด แต่เรื่องการนับอายุความนั้น ให้ถือ เฉพาะงวดที่ขาดเท่านั้น ถึงแม้มีสิทธิเรียกก็จริงแต่ไม่ได้ทำให้หนี้ที่ยังไม่ขาด มาขาดอายุความ

            ผ่านนะครับ ฏีกานี้เป็นอุทธาหรณ์ของการเป็นผู้ผิดนัดเมื่อใด

ครบกำหนดวันที่ 24 ถือว่าผิดนัดวันที่ 24 วันครบกำหนดเรียกให้ชำระหนี้ในวันรุ่งขึ้น หลังจากตกเป็นผู้ผิดนัดแล้ว การคำนวนดอกเบี้ยก็ต่างกัน

            เมื่อลูกหนี้ผิดนัดผู้ค้ำฯประกันเรียกให้รับผิดได้ ไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า แม้ผู้ค้ำฯไม่ได้รับหนังสือทวงถามก็ฟ้องได้ ไม่มีปัญหาอะไร 3493/2525

            557/2532

            7216/2537 สัญญากู้ยืมเงินมีกำหนดให้ชำระหนี้ ทั้งหมดหรือบางส่วน ในเรื่องสัญญาทั้งหมด ตกลงไว้อย่างไรก็เป็นไปตามข้อตกลงนั้น มีข้อตกลงให้เรียกชำระหนี้ได้ก่อนถึงกำหนดเวลา ผลของข้อตกลงก็ให้ชำระหนี้ได้ทันทีโดยไม่ได้บอกกล่าว ก็เป็นไปตามข้อตกลง

            นี่คือข้อสัญญาของสถาบันการเงินคือดูความประพฤติของลูกหนี้ก่อน ข้อตกลงแบบนี้มีอยู่เสมอๆ ก็เป็นไปตามข้อตกลง แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าสัญญาค้ำระหว่างเจ้าหนี้ผู้ค้ำประกัน มีข้อกำหนดให้ปฏิบัติก่อนฟ้อง ได้ เจ้าหนี้ก็ต้องปฏิบัติตามสัญญา ไม่ได้เป็นกรณีจำกัดความรับผิด แต่เป็นเรื่องที่เมื่อยังไม่ได้ถูกโต้แย้งสิทธิก็ยังไม่เกิดอำนาจฟ้อง

            ผู้ค้ำฯก็ไม่ต้องรับผิดต่อเจ้าหนี้ ข้อกำหนดให้การเรียกร้องต้องทำเป็นหนังสือ ส่ง ณ ที่ทำงานก่อนปิดทำการ เมื่อเจ้าหนี้ไม่ได้ปฏิบัติตามข้อกำหนด ผู้ค้ำฯก็ไม่ต้องรับผิด

            กรณี ที่ ลูกหนี้ไม่อาจถือเอากำหนดแห่งเงื่อนเวลาตาม 681 ผู้ค้ำไม่ต้องชำระหนี้ก่อนกำหนดเวลาที่พึงชำระ ลูกหนี้ไม่อาจถือเอาประโยชน์แห่งเงื่อนเวลาผู้ค้ำประกันก็ยังคงได้ประโยชน์แห่งเงื่อนเวลาอยู่

            นั่นคือผลของ 687 ถือเอาประโยชน์แห่งเงื่อนเวลาก็ดู 193 ที่ว่าสอดคล้องกับ 193/24 เมื่ออายุความครบกำหนดแล้ว ลูกหนี้จะสละระยะเวลาก็ได้ แต่ไม่กระทบถึงผู้ค้ำฯ

            เมื่อหนี้ของลูกหนี้ครบกำหนดแล้ว ไม่ว่าจะสละประโยชน์แห่งเงื่อนเวลาหรือไม่ก็ตาม ผู้ค้ำฯอ้างอายุความของลูกหนี้ต่อสู้ได้ ประการต่อไป สิทธิเกี่ยงของผู้ค้ำฯ มีอยู่สามประการ เกี่ยงให้ไปเรียกก่อน และเกี่ยงให้ไปเอาชำระหนี้กับที่เจ้าหนี้ยึดไว้เป็นประกันก่อน ไม่มีปัญหาอะไรเป็นเรื่องสิทธิเกี่ยงของผู้ค้ำฯเท่านั้น อย่างกรณีของการประกันตัวผู้ต้องหาในศาลก็ดี การปฏิบัติการชำระหนี้ในคดีแพ่งซึ่งได้มีการทุเลาการบังคับไว้ก็ดี เพราะฉะนั้นไม่ต้องพิจารณาสิทธิเกี่ยง ใช้ไม่ได้ เป็นสิทธิของผู้ค้ำฯเท่านั้น

            ให้จำเลยที่หนึ่งที่เป็นลูกหนี้ชำระก่อน ถ้าไม่ชำระค่อยไปเอาจากจำเลยผู้ค้ำฯ

            อย่างไรก็ดีเจ้าหนี้ไม่จำต้องทวงถามเอาจากผู้ค้ำฯ ก็ฟ้องผู้ค้ำฯได้อยู่ดี

            สิทธิเกี่ยงเมื่อทวงให้ชำระหนี้ ก็ขอให้ชำระหนี้ก่อนก็ได้ เว้นแต่จะล้มละลาย หรือ ไม่อยู่ในราชอาณาจักร ข้อยกเว้นนี้คือผู้ค้ำฯ ไม่มีสิทธิเกี่ยง คำว่าล้มละลายคือถุกศาลพิทักษ์ทรัพย์ชั่วคราว คำว่าไม่ปรากฎว่าอยู่แห่งใด รวมถึงกรณีหนีไปอยู่ต่างประเทศด้วย

            เรื่องของการเรียกร้องให้ชำระหนี้ก่อน เจ้าหนี้ก็ยังมีความรับผิดอยู่ กรณีที่สองเกี่ยงให้รับผิดชำรหนี้ก่อน แม้ได้เรียกแล้วก็ตาม ถ้าผู้ค้ำฯพิสูจน์ว่า ลูกหนี้ชำระได้ และบังคับหนี้นั้นไม่ยาก แต่ผลของ 689 ไมได้หมายความว่าต้องฟ้องลูกหนี้ก่อนนะครับ

            ถ้าเป็นกรณีที่ฟ้องผู้ค้ำฯคนเดียวไม่มีปัญหา เพราะว่าลูกหนี้ถือว่าเป็นบุคคลนอกคดี เพราะฉะนั้น ใช้ได้ก็ต่อเมื่อ ในการใช้สิทธิเกี่ยงกรณีนี้ต้องพิสูจนว่า สองกรณีคือ ลูกหนี้ยังใช้ได้ และไม่ยาก

            เป็นภาระการพิสูจน์ของผู้ค้ำฯ กรณีที่สามเกี่ยงให้ไปเอาจากหลักประกันที่เจ้าหนี้ถือไว้เป็นประกัน

            ทรัพย์ของลูกหนี้ไม่ใช่ทรัพย์ของบุคคลอื่น ทรัพย์ที่จะชำระหนี้ก่อนต้องเป็นทรัพย์ของลุกหนี้ ถ้าเป็นของคนอื่นจะมาบังคับไม่ได้

            ไม่จำต้องยึดถือตัวทรัพย์นั้นหมายความว่ากรณีเอาที่ดินมาจำนองไว้ก็ได้ ไม่ต้องเป็นตัวทรัพย์ นี่คงไม่มีปัญหาไร ผู้ค้ำฯอาจไม่ใช้สิทธิเกี่ยงก็ได้ ผู้ค้ำฯอาจไม่ต้องเสียค่าฤชาธรรมเนียมศาลก็ทำได้

            ข้อสังเกตสิทธิเกี่ยงไม่ใช่ปัญหาความสงบ ทำข้อตกลงสละสิทธิเกี่ยงได้ ในกรณีที่ผู้ค้ำฯตกลงยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จะทำให้ผู้ค้ำฯไม่อาจใช้สิทธิเกี่ยงได้

            ก็คือ 692 นั่นเอง

            ผู้ค้ำมีความรับผิดอยู่แม้ได้รับสภาพหนี้แล้วอายุความหยุดลงก็ตาม ไม่ว่าจะรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมหรือไม่ก็ตาม นั่นคือหลัก ผลของการเป็นลูกหนี้ร่วมก็คือ การหมดสิทธิเกี่ยงเท่านั้นเอง

            10306/2550

            ผู้ค้ำฯร่วมรับผิดกับลูกหนี้ได้โดยไม่ต้องระบุ ก็ได้ เพียงแต่บอกว่าสละสิทธิไม่ต้องไปเรียกกับลูกหนี้ก่อน ก็เท่านั้นเอง

            สัญญาค้ำมีปัญหานี้โดยไม่ต้องเรียกให้ลูกหนี้รับชำระหนี้ก่อน จำเลยที่สามจึงต้องร่วมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมเท่านั้นเอง ข้อกฎหมายไมได้หมายความว่าเป็นลูกหนี้ชั้นต้น และรับผิดไม่จำกัด

            6087/2550 เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม เป็นการกำหนดให้รับภาระมากกว่าที่กำหนดเพราะฉะนั้นไม่เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม

           

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages