ครั้งที่ 2 . ( สังหาริมทรัพย์ ส่วนควบ )
สวัสดีครับนักศึกษาทุกท่านครับวันนี้พบกันครั้งที่สอง บรรยายอยู่ในช่วงเวลาของท่านอาจารย์รุ่งโรจน์ซึ่งถัดจากครั้งนี้ไป ผมก็จะกลับไปในช่วงเวลาของผมตามปกติ
ในวันพุธที่แล้วได้บรรยายไปถึงประเภทของทรัพย์สิน โดยได้พูดถึงประเภทของทรัพย์ประเภทแรกที่สำคัญคือ อสังหาริมทรัพย์จบไปแล้ว
วันนี้ก็จะพุด ประเภทที่สองที่สำคัญมากและใช้กันมาก เช่นกัน
สังหาริมทรัพย์ มาตรา 140 สังหาริมทรัพย์ หมายความว่า ทรัพย์สินอื่นนอกจากอสังหาริมทรัพย์ และหมายความรวมถึงสิทธิอันเกี่ยวกับทรัพย์สินนั้นด้วย เราดูนะครับว่าหมายความว่าอะไร
แยกได้เป็นสองพวก
1.ทรัพย์สินอื่นนอกจากอสังหาริมทรัพย์
2.สิทธิอันเกี่ยวกับทรัพย์สินนั้น
มาตรา 140 ทำให้เราแปลความหมายได้ง่ายมาก เป้นการกำหนดเป็นบทปฏิเสธของอสังหาริมทรัพย์ ดังนั้นสิ่งใดไม่เป็นอสังหาริมทรัพย์สิ่งนั้นก็เป็นสังหาริมทรัพย์
ถ้าเราดูก็ทราบว่า เก้าอี้ แว่นตา ไมคโครโฟน โน้ตบุ๊ค ก็เป็นสังหาฯ ก็มีรูปร่าง แต่ถ้าทรัพย์สินอื่นนอกจากอสังหาริมทรัพย์ ดังนั้นทรัพย์สินอื่นที่ไม่มีรูปร่างมันก็เป็นสังหาริมทรัพย์ด้วย ทีนี้มาดูบทที่บอกว่าให้หมายความรวมถึงสิทธิในทรัพย์สินนั้น
คงเห็นว่าตัวสิทธิตัวนี้เป็นนามธรรม สิทธิเกี่ยวกับทรัพย์สินนั้น เช่นกรรมสิทธิ์ในแหวนกรรมิสทธิในนาฬิกา สิทธิในการเช่าที่รถยนต์ เป็นสิทธิอันเกี่ยวกับสังหาริมทรัพย์ ก็เป็นสังหาริมืรัพย์ด้วย
สิทธิเข่ารถยนต์เป็นสังหาริมทรัพย์หรือไม่ครับ ก็เป็น
สิทธิที่ได้รับค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงานก็ไม่เป็นอสังหาริมทรัพย์ ก็ต้องเป็นสังหาริมทรัพยื ก็เป็นสังหาฯไม่มีรูปร่าง
สิทธิตามสัญญากู้เป็นสังหาฯหรือไม่ครับ ก็เป็นตาม 140 ทีนี้เรามาดูสิครับว่า ถ้าเรามาดูสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพยื เราตอบได้หรือไม่ว่าอันไหนเป็น อสังฯ หรือเป็น สังหา ฯ
สิทธิตรงนี้มีความหมายกว้าง อาจแยกได้ว่าเป็นทรัพยสิทธิอย่างหนึ่ง กับบุคคลสิทธิอีกอย่างหนึ่ง
กรรมสิทธิ์ในที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ประเภทใด ก็เป็นทรัพยสิทธิเหนือทรัพย์สินอันเป็นวัตถุแห่งสิทธิ
สิทธิเก็บกินในที่ดิน สิทิเหนือพื้นดิน เหล่านี้เป็นสิทธิที่เรียกว่าทรัพยสิทธิในอสังฯ
คราวที่แล้วเราได้พูดไปแล้วว่า เป็นประเภทที่สี่ ท่จะเป็นอสังฯ
แล้วถ้าเป็นสิทธิการเช่าอสังฯหล่ะ ก็เป็นสิทธิอันเกี่ยวกับอสังฯ เป็นทรัพย์สินหรือไม่ จัดว่าเป็นอสังฯ หรือสังหาฯ
สิทธิการเช่าอสังหา เช่นการเช่า 10 ปี ก็มีราคาถือเอาได้อาจโอนกัน
สิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพยืนั้น มันใช้บังคับกันได้ระหว่างคู่สัญญาเท่านั้นเอง สิทธิประเภทนี้เป็นประเภทที่เราเรียกว่า บุคคลสิทธิ เพราะเหนือบุคคล ไปบังคับคนอื่นไม่ได้ เพราะฉะนั้น พอมาถึงตรงนี้ เป็นสังหาริมทรัพย์ไม่ใช่อสังหาริมทรัพย์
ถ้าอย่างนั้นสิทธิการเช่าซื้ออสังหา ก็เป็นสังหาริมทรัพย์
ฎ.546/2539 – ค้นไม่พบ
กรรมสิทธิ์ในที่ดินเป็นอสังหา กรรมสิทธิ์ในรถยนต์เป็นสังหาฯ มันต่างกัน อันนี้คือความหมายที่ต่างกัน สิ่งที่พูดแล้วต้องนำไปใช้ อย่าไปคิดว่าเป็นทรัพยสิทธิแล้วจะเป็นอสังหาริมทรัพย์เสมอไป
มีคำพิพากษาฏีกาในเรื่องหลังๆมีความหมายครอบคลุมถึง ทรัพย์สินทางปัญญาเหมือนกัน จะเป็นสังหาริมทรัพย์ หรืออสังฯ
ก็ไล่คุณสมบัติ ที่จะเป็นได้ในอสังหาริมทรัพยืแล้ว มันไม่ใช่ก็จัดว่าเป็นสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา 140 ที่เราพุดถึง
ฎ.9544/2542 เครื่องหมายการค้าเป็นทรัพย์สินทางปัญญาอย่างหนึ่ง ไม่ใช่อสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ ไม่มีรูปร่าง ทั้งไม่อาจยึดถือครอบครองได้อย่างทรัพย์สินทั่วไปดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 4 ว่าด้วยทรัพย์สินการที่จำเลยนำเครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า PEAK และ PEAK กับรูปประดิษฐ์คล้ายภูเขาของผู้อื่นมาใช้กับสินค้าของตนโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของแม้เป็นระยะเวลานานเพียงใด ก็ไม่ทำให้จำเลยมีสิทธิในเครื่องหมายการค้านั้นดีกว่าโจทก์ได้ บทบัญญัติว่าด้วยการได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินโดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 หาอาจนำมาใช้บังคับแก่สิทธิในเครื่องหมายการค้าอันเป็นทรัพย์สินทางปัญญาได้ไม่
โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยได้กระทำละเมิดโดยนำเครื่องหมายการค้าของโจทก์ไปใช้กับสินค้าของจำเลยในลักษณะลวงขายว่าเป็นสินค้าของโจทก์เพียงแต่คาดคะเนว่าหากจำเลยกระทำการดังนั้น ผลเสียหายจะตกแก่โจทก์อย่างไร จึงไม่มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยว่า จำเลยได้นำสินค้าของตนไปลวงขายว่าเป็นสินค้าของโจทก์หรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยได้นำเอาสินค้าของตนไปลวงขายว่าเป็นสินค้าของโจทก์ เป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต เป็นการละเมิดต่อโจทก์ จึงเป็นพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในฟ้อง
โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าอักษรโรมัน คำว่า PEAK และ PEAKกับรูปประดิษฐ์คล้ายภูเขา แต่โจทก์ยังมิได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวในประเทศไทย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยได้เฉพาะในกรณีที่จำเลยได้นำสินค้าของจำเลยไปลวงขายว่าเป็นสินค้าของโจทก์เพียงกรณีเดียวเท่านั้น
วินิจฉันว่าเครื่องหมายการค้าไม่ใช่ อสังหาริมทรัพย์ หรือ สังหาริมทรัพยื ครอบครองปรปักษ์ไม่ได้
ผมยังมองด้วยความเคารพนะครับว่ามันน่าจะเป็นตัวสังหาริมทรัพย์ แต่มันจะครอบครองปรปักษ์ไม่ได้ เช่นเดียวกัน
ฎ.846/2544 - ค้นไม่พบ
ก็ตั้งข้อสังเกตเอาไว้แต่ในทางปฏิบัติไม่มีปัญหา
เราจะผ่านในส่วนของประเภททรัพย์ประเภทที่สอง ผมว่าเราน่าจะทำความเข้าใจได้ไม่ได้พูดในเรื่องรายละเอียดมาก นัก
ต่อไปทรัพย์แบ่งได้ กับแบ่งไม่ได้ 141 – 142
มาตรา 141 ทรัพย์แบ่งได้ หมายความว่า ทรัพย์อันอาจแยกออกจากกันเป็นส่วน ๆ ได้จริงถนัดชัดแจ้ง แต่ละส่วนได้รูปบริบูรณ์ลำพังตัว
มาตรา 142 ทรัพย์แบ่งไม่ได้ หมายความว่า ทรัพย์อันจะแยกออกจากกันไม่ได้นอกจากเปลี่ยนแปลงภาวะของทรัพย์ และหมายความรวมถึงทรัพย์ที่มีกฎหมายบัญญัติว่าแบ่งไม่ได้ด้วย
คิดว่าน่าจะทำความเข้าใจความหมายได้ โดบตนเองไม่มีประเด็นอะไรที่น่าสนใจมากมาย
อยากตั้งข้อสังเกตนิดเดียวว่าทรัพย์แบ่งไม่ได้โดยสภาพนั้น ที่เขมรหรือเวียดนาม หย่ากัน ก็ไปแบ่งบ้านไปสองซีกตามสภาพเลย
มาตรา 1118 อันหุ้นนั้น ท่านว่าจะแบ่งแยกหาได้ไม่
ถ้าบุคคลมีจำนวนแต่สองคนขึ้นไปถือหุ้น ๆ เดียวร่วมกัน ท่านว่าต้องตั้งให้คนใดคนหนึ่งในจำนวนนั้นแต่คนเดียวเป็นผู้ใช้สิทธิในฐานเป็นผู้ถือหุ้น
อนึ่งบุคคลทั้งหลายซึ่งถือหุ้น ๆ เดียวร่วมกัน ต้องร่วมกันรับผิดต่อบริษัทในการส่งใช้มูลค่าของหุ้น
อันว่าหุ้นนั้นหาแบ่งแยกได้ไม่
อีกกรณีหนึ่งก็คือเรื่องส่วนควบ แบ่งไม่ได้เพราะใครเป็นเจ้าของทรัพย์อันนั้นก็เป็นเจ้าของส่วนควบ
หรือภาระจำยอมก็เช่นกันต้องตกติดไปกับทรัพย์เสมอ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เขียนไว้ชัดว่า สิทธิจำนองคลอบไปทุกส่วน
ต่อไปทรัพย์นอกพาณิชย์ตาม มาตรา 143 ทรัพย์นอกพาณิชย์ หมายความว่า ทรัพย์ที่ไม่สามารถถือเอาได้ และทรัพย์ที่โอนแก่กันมิได้โดยชอบด้วยกฎหมาย
ก็ที่เคยบอกไปคราวที่แล้วพวกอุกกาบาตรา
ต่อไปดูในประเด็นที่ว่าโอนไม่ได้โดยชอบด้วยกฎหมายคือไม่ได้อยู่ในอำนาจคนทั่วๆไป
ยกตัวอย่างเช่นประมวลกฎหมายแพ่งพาณิชย์ 1305 ทรัพย์สินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้นจะโอนแก่กันมิได้ เว้นแต่อาศัยอำนาจแห่งบทกฎหมายเฉพาะหรือพระราชกฤษฎีกา สาธารณสมบัติของแผ่นดิน โอนให้แก่กันไม่ได้
ถ้าจะโอน ต้องออกเป็นพระราชบัญญัติ หรือ พระราชกฤษฎีกา
,มาตรา1598/41 ค่าอุปการะเลี้ยงดู สิทธินั้นจะสละหรือโอนไม่ได้
หรือตามกฎหมายพิเศษ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ มาตรา 34 บอกที่ธรณีสงฆ์โอนไม่ได้ และใช้อายุความยันไม่ได้
มันจะมาเกี่ยวข้องกรณีที่มีการจำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์แล้วส่วนหนึ่งเป็นทรัพย์นอกพาณิชย์ ที่มีประเด็นมากก็คือเป็นการออกโฉนดทับที่สาธาณะบางส่วน
ไม่อาจซื้อขายกันได้เป็นโมฆะ
ข้อสังเกต ที่บอกว่าไม่อาจโอนแก่กันได้โดยชอบ ต้องเป็นกรณีของทรัพย์ห้ามโอนโดยเด็ดขาดตามมาตรา 1305 แต่ถ้าเป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดเงื่อนเวลาห้ามโอนเอาไว้ เช่นห้ามโอน 5 ปี 10 ปี ไม่ได้ห้ามเด็ดขาด กรณีนั้นก็ไม่ใช่ทรัพยืนอกพาณิชยื
ป.ที่ดินมาตรา 31 กรณีเหล่านี้ที่เรียกว่าที่ดินหลังเขียว หรือหลังแดงไม่ใช่ทรัพย์นอกพาณิชย์ท่านอาจเข้าใจว่าง่าย ต่อไปเราดูส่วนที่สอง
คือเรื่องส่วนควบ อุปกรณ์ ดอกผล สามเรื่องนี้ มีประโยชน์มากเอาไปใช้เป็นพื้นฐานกฎหมายอื่นๆด้วย
จะพุดในเรื่องส่วนควบ ซึ่งมีความสำคัญจะพุดเฉพาะหลัก ส่วนตัวอย่างหรือลักษณะของมันก็ดูในตำระของท่านอาจารย์บัญญัติ หรือของอาจารย์ท่านอื่นก็ได้
ในเรื่องส่วนควบมาตรา 144 บัญญัติถึงหลักเกณฑ์ที่ว่าทรัพย์สินใดเป็นส่วนควบต้องมีหลักเกณฑ์อย่างไร
และก็มี 145 ไม้ยืนต้นเป็นส่วนควบกับที่ดินที่ไม้นั้นขึ้นอยู่
ไม้ล้มลุกหรือธัญชาติอันจะเก็บเกี่ยวรวงผลได้คราวหนึ่งหรือหลายคราวต่อปีไม่เป็นส่วนควบกับที่ดิน
บอกไว้เลยว่าไม้ยืนต้นเป็นส่วนควบ
และ 146 ทรัพย์ซึ่งติดกับที่ดินหรือติดกับโรงเรือนเพียงชั่วคราวไม่ถือว่าเป็นส่วนควบกับที่ดินหรือโรงเรือนนั้น ความข้อนี้ให้ใช้บังคับแก่โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ซึ่งผู้มีสิทธิในที่ดินของผู้อื่นใช้สิทธินั้นปลูกสร้างไว้ในที่ดินนั้นด้วย
ก็บัญญัติยกเว้นในเรื่องส่วนควบไว้
ผมอยากให้ท่านจำหลักเกณฑ์ของมาตรา 144 ให้ได้ การที่เราจะพิจารณาว่าเป็นส่วนควบหรือไม่ ต้อง เป็นสาระสำคัญในความเป็นอยู่ของทรัพย์
หมายความว่าอย่างไรหมายความว่าถ้าไม่มีส่วนนี้อยู่หรือแยกส่วนนี้ออกจากทรัพย์ตัวนั้นจะไม่มีความเป็นอยู่อย่างทรัพย์นั้น เช่นแว่นตา ถ้าเอาเลนท์ออกมันยังเป็นอยู่อย่างแว่นสายตาหรือไม่
ก็ไม่มีความเป็นอยู่อย่างแว่นสายตาเพราะมันใช้ไม่ได้ ถ้าแยกออกนี้ แยกจากกันได้หรือไม่ ถ้าแยกทำให้เปลี่ยนแปลงรูปทรงโดยสภาพหรือไม่
ยกตัวอย่างเช่นรถยนต์ เครืองยนต์เป็นสาระสำคัญในการคงอยู่แล้ว ถ้าแยกเอาเครื่องยนต์ออก รถมันจะไม่มีสภาพในการเป็นรถ
ถามว่าหลังคาตึกที่เราเรียนอยู่นี้มันจะเป็นส่วนควบของตึกหรือไม่ สาระสำคัญโดยสภาพของมันใช่หรือไม่ ก็เป็นถ้าไม่มีถ้าฝนตกแดดออกก็เรียนไม่ได้
ไม่ได้ ถ้าแยกออกมันก็ทำลาย บุบสลาย
ฝาฝนังบ้าน ฝาบ้านมันเป็นไหม ก็ใช้ลักษณะเช่นนี้แหละ เอาใหม่ถ้าเราไปบอก่ว่าบ้านเป็นส่วนควบของที่ดินหรือไม่ มันต่างกับแว่นตาเมื่อสักครู่หรือไม่ ที่ดินที่ไม่มีบ้านเป็นที่ดินไหม มันก็ยังเป็นที่ดินอยู่ฉะนั้นสาระสำคัญโดยสภาพไม่เกี่ยวเลย
แต่ว่ามันเป็นสาระสำคัญโดยจารีตประเพณีหรือไม่ กฎหมายถือมาตลอดว่า เป็นโดยจารีตประเพณี ทีดินที่มีบ้านอยุ่จะมีมูลค่าเพิ่มมากมาย
ฎ.802/2544
บ้านที่ปลูกอยู่บนที่ดินในลักษณะตรึงตราถาวรนับได้ว่าเป็นส่วนซึ่งโดยสภาพเป็นสาระสำคัญในความเป็นอยู่ของทรัพย์นั้นและไม่อาจแยกจากกันได้ นอกจากจะทำลาย ทำให้บุบสลาย หรือทำให้ทรัพย์นั้นเปลี่ยนแปลงรูปทรงหรือสภาพไป บ้านจึงเป็นส่วนควบของที่ดิน ผู้ซื้อที่ดินย่อมมีกรรมสิทธิ์ในบ้านซึ่งเป็นส่วนควบนั้นด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 144
ครัวก็เหมือนกันเป็นส่วนควบของเรือนหลักเดิมกัน
ฎ.1251/2549
ป้ายพิพาทเป็นป้ายที่จำเลยได้รับสิทธิติดตั้งโฆษณาในศาลาที่พักผู้โดยสารรถประจำทางตามสัญญา เพื่อประโยชน์ในทางการค้าของจำเลย จึงเป็นทรัพย์สินของจำเลยโดยตรง ซึ่งจำเลยยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายพิพาทต่อโจทก์ตลอดมา แม้มีข้อตกลงตามสัญญาข้อ 3 ว่า ให้ศาลาที่พักผู้โดยสารรถประจำทางตลอดจนส่วนควบตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่โจทก์ทันทีที่ก่อสร้างเสร็จ แต่ป้ายพิพาทที่จำเลยติดตั้งไว้นั้นไม่มีสภาพเป็นส่วนควบ และแม้จะมีข้อสัญญาระบุว่า ถ้าโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้วให้บรรดาวัสดุก่อสร้างและสิ่งก่อสร้างที่ดำเนินการแล้วตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทันทีนั้น สิ่งก่อสร้างคือ ศาลาที่พักผู้โดยสารรถประจำทางส่วนวัสดุก่อสร้างคือ วัสดุที่ใช้ก่อสร้างศาลาที่พักผู้โดยสารรถประจำทาง แต่ป้ายโฆษณาเป็นสิ่งที่จำเลยนำมาติดตั้งเพื่อโฆษณา หาใช่วัสดุก่อสร้างไม่ จำเลยจึงยังคงเป็นเจ้าของป้ายดังกล่าว หาได้ตกเป็นของโจทก์ไม่ เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว จำเลยในฐานะเจ้าของป้ายพิพาทย่อมมีหน้าที่ต้องรื้อถอนป้ายพิพาทออกไป แต่จำเลยละเว้นเสียยังคงติดตั้งป้ายโฆษณาของตนจนล่วงเข้าปี 2544 จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีป้ายประจำปี 2544 ตาม พ.ร.บ.ภาษีป้ายฯ มาตรา 7 เมื่อโจทก์แจ้งการประเมินภาษีป้ายให้จำเลยทราบแล้ว จำเลยไม่อุทธรณ์การประเมินต่อผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ภาษีป้ายฯ มาตรา 30 วรรคหนึ่ง การประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่จึงเป็นอันยุติ จำเลยจึงต้องเสียภาษีป้ายตามที่โจทก์ประเมินพร้อมเงินเพิ่มตามมาตรา 25 (3)
บอกว่าป้ายโฆษณาที่ติดศาลาที่พักก็ไม่ใช่ส่วนควบ ก็ไม่ใช่สาระสำคัญทั้งโดยสภาพและโดยประเพณี
สรุปคำบรรยาย เนติภาคค่ำ ทรัพย์ สัปดาห์ที่ 2 พ03/06/52
ครั้งที่ 2 . ( สังหาริมทรัพย์ ส่วนควบ )
สวัสดีครับนักศึกษาทุกท่านครับวันนี้พบกันครั้งที่สอง บรรยายอยู่ในช่วงเวลาของท่านอาจารย์รุ่งโรจน์ซึ่งถัดจากครั้งนี้ไป ผมก็จะกลับไปในช่วงเวลาของผมตามปกติ
ในวันพุธที่แล้วได้บรรยายไปถึงประเภทของทรัพย์สิน โดยได้พูดถึงประเภทของทรัพย์ประเภทแรกที่สำคัญคือ อสังหาริมทรัพย์จบไปแล้ว
วันนี้ก็จะพูด ประเภทที่สองที่สำคัญมากและใช้กันมาก เช่นกัน
สังหาริมทรัพย์ มาตรา 140 สังหาริมทรัพย์ หมายความว่า ทรัพย์สินอื่นนอกจากอสังหาริมทรัพย์ และหมายความรวมถึงสิทธิอันเกี่ยวกับทรัพย์สินนั้นด้วย
เราดูนะครับว่าหมายความว่าอะไร
แยกได้เป็นสองพวก
1.ทรัพย์สินอื่นนอกจากอสังหาริมทรัพย์
2.สิทธิอันเกี่ยวกับทรัพย์สินนั้น
มาตรา 140 ทำให้เราแปลความหมายได้ง่ายมาก เป็นการกำหนดเป็นบทปฏิเสธของอสังหาริมทรัพย์ ดังนั้นสิ่งใดไม่เป็นอสังหาริมทรัพย์สิ่งนั้นก็เป็นสังหาริมทรัพย์
ถ้าเราดูก็ทราบว่า เก้าอี้ แว่นตา ไมโครโฟน โน้ตบุ๊ค ก็เป็นสังหาฯ ก็มีรูปร่าง แต่ถ้าทรัพย์สินอื่นนอกจากอสังหาริมทรัพย์ ดังนั้นทรัพย์สินอื่นที่ไม่มีรูปร่างมันก็เป็นสังหาริมทรัพย์ด้วย ทีนี้มาดูบทที่บอกว่าให้หมายความรวมถึงสิทธิในทรัพย์สินนั้น
คงเห็นว่าตัวสิทธิตัวนี้เป็นนามธรรม สิทธิเกี่ยวกับทรัพย์สินนั้น เช่นกรรมสิทธิ์ในแหวน กรรมสิทธิ์ในนาฬิกา สิทธิในการเช่าที่รถยนต์ เป็นสิทธิอันเกี่ยวกับสังหาริมทรัพย์ ก็เป็นสังหาริมทรัพย์ด้วย
สิทธิเช่ารถยนต์เป็นสังหาริมทรัพย์หรือไม่ครับ ก็เป็น
สิทธิที่ได้รับค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงานก็ไม่เป็นอสังหาริมทรัพย์ ก็ต้องเป็นสังหาริมทรัพย์ ก็เป็นสังหาฯไม่มีรูปร่าง
สิทธิตามสัญญากู้เป็นสังหาฯหรือไม่ครับ ก็เป็นตาม 140 ทีนี้เรามาดูสิครับว่า ถ้าเรามาดูสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ เราตอบได้หรือไม่ว่าอันไหนเป็น อสังฯ หรือเป็น สังหา ฯ
สิทธิตรงนี้มีความหมายกว้าง อาจแยกได้ว่าเป็นทรัพยสิทธิอย่างหนึ่ง กับบุคคลสิทธิอีกอย่างหนึ่ง
กรรมสิทธิ์ในที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ประเภทใด ก็เป็นทรัพยสิทธิเหนือทรัพย์สินอันเป็นวัตถุแห่งสิทธิ
สิทธิเก็บกินในที่ดิน สิทธิเหนือพื้นดิน เหล่านี้เป็นสิทธิที่เรียกว่าทรัพยสิทธิในอสังฯ
คราวที่แล้วเราได้พูดไปแล้วว่า เป็นประเภทที่สี่ ที่จะเป็นอสังฯ
แล้วถ้าเป็นสิทธิการเช่าอสังฯหล่ะ ก็เป็นสิทธิอันเกี่ยวกับอสังฯ เป็นทรัพย์สินหรือไม่ จัดว่าเป็นอสังฯ หรือสังหาฯ
สิทธิการเช่าอสังหา เช่นการเช่า 10 ปี ก็มีราคาถือเอาได้อาจโอนกัน
สิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์นั้น มันใช้บังคับกันได้ระหว่างคู่สัญญาเท่านั้นเอง สิทธิประเภทนี้เป็นประเภทที่เราเรียกว่า บุคคลสิทธิ เพราะเหนือบุคคล ไปบังคับคนอื่นไม่ได้ เพราะฉะนั้น พอมาถึงตรงนี้ เป็นสังหาริมทรัพย์ไม่ใช่อสังหาริมทรัพย์
ถ้าอย่างนั้นสิทธิการเช่าซื้ออสังหา ก็เป็นสังหาริมทรัพย์
ฎ.5466/2539 –
คำพิพากษาฎีกาที่ 5466/2539
ป.พ.พ. มาตรา 306, 453, 456, 472
ป.วิ.พ. มาตรา 142
จำเลยตกลงขายสิทธิการเช่าซื้อที่ดินพร้อมอาคารที่จำเลยทำสัญญาเช่าซื้อจากการเคหะแห่งชาติแก่โจทก์ โดยจำเลยตกลงให้โจทก์ผ่อนส่งเงินในกำหนดระยะเวลาหนึ่งซึ่งโจทก์ได้ผ่อนชำระให้จำเลยแล้วจำนวน 62,000 บาท ข้อตกลงดังกล่าวไม่ได้ทำเป็นหนังสือ แม้ข้อตกลงดังกล่าวจะเป็นการตกลงเพื่อให้โจทก์เข้าไปสวมสิทธิของจำเลยที่มีอยู่ต่อการเคหะแห่งชาติในการที่จะรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมอาคารต่อไปก็ตาม แต่โจทก์ก็มิได้ฟ้องบังคับให้การเคหะแห่งชาติโอนที่ดินพร้อมอาคารให้แก่โจทก์อันจะต้องอยู่ในบังคับเรื่องการโอนสิทธิ โจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยเกี่ยวกับสิทธิเช่าซื้อที่ดินพร้อมอาคารของการเคหะแห่งชาติ ซึ่งสิทธิเช่าซื้อดังกล่าวเป็นทรัพย์สินชนิดหนึ่งที่สามารถซื้อขายกันได้ ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นการซื้อขายสิทธิแม้ไม่ทำเป็นหนังสือ แต่ก็ได้มีการชำระหนี้เนื่องในการซื้อขายนี้กันบ้างแล้ว อันมีผลผูกพันระหว่างจำเลยผู้ขายกับโจทก์ผู้ซื้อ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องตามข้อตกลงดังกล่าว
กรรมสิทธิ์ในที่ดินเป็นอสังหา กรรมสิทธิ์ในรถยนต์เป็นสังหาฯ มันต่างกัน อันนี้คือความหมายที่ต่างกัน สิ่งที่พูดแล้วต้องนำไปใช้ อย่าไปคิดว่าเป็นทรัพยสิทธิแล้วจะเป็นอสังหาริมทรัพย์เสมอไป
มีคำพิพากษาฎีกาในเรื่องหลังๆมีความหมายครอบคลุมถึง ทรัพย์สินทางปัญญาเหมือนกัน จะเป็นสังหาริมทรัพย์ หรืออสังฯ
ก็ไล่คุณสมบัติ ที่จะเป็นได้ในอสังหาริมทรัพย์แล้ว มันไม่ใช่ ก็จัดว่าเป็นสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา 140 ที่เราพูดถึง
ฎ.9544/2542 เครื่องหมายการค้าเป็นทรัพย์สินทางปัญญาอย่างหนึ่ง ไม่ใช่อสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ ไม่มีรูปร่าง ทั้งไม่อาจยึดถือครอบครองได้อย่างทรัพย์สินทั่วไปดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 4 ว่าด้วยทรัพย์สินการที่จำเลยนำเครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า PEAK และ PEAK กับรูปประดิษฐ์คล้ายภูเขาของผู้อื่นมาใช้กับสินค้าของตนโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของแม้เป็นระยะเวลานานเพียงใด ก็ไม่ทำให้จำเลยมีสิทธิในเครื่องหมายการค้านั้นดีกว่าโจทก์ได้ บทบัญญัติว่าด้วยการได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินโดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 หาอาจนำมาใช้บังคับแก่สิทธิในเครื่องหมายการค้าอันเป็นทรัพย์สินทางปัญญาได้ไม่
โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยได้กระทำละเมิดโดยนำเครื่องหมายการค้าของโจทก์ไปใช้กับสินค้าของจำเลยในลักษณะลวงขายว่าเป็นสินค้าของโจทก์เพียงแต่คาดคะเนว่าหากจำเลยกระทำการดังนั้น ผลเสียหายจะตกแก่โจทก์อย่างไร จึงไม่มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยว่า จำเลยได้นำสินค้าของตนไปลวงขายว่าเป็นสินค้าของโจทก์หรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยได้นำเอาสินค้าของตนไปลวงขายว่าเป็นสินค้าของโจทก์ เป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต เป็นการละเมิดต่อโจทก์ จึงเป็นพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในฟ้อง
โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าอักษรโรมัน คำว่า PEAK และ PEAKกับรูปประดิษฐ์คล้ายภูเขา แต่โจทก์ยังมิได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวในประเทศไทย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยได้เฉพาะในกรณีที่จำเลยได้นำสินค้าของจำเลยไปลวงขายว่าเป็นสินค้าของโจทก์เพียงกรณีเดียวเท่านั้น
วินิจฉัยว่าเครื่องหมายการค้าไม่ใช่ อสังหาริมทรัพย์ หรือ สังหาริมทรัพย์ ครอบครองปรปักษ์ไม่ได้
ผมยังมองด้วยความเคารพนะครับว่ามันน่าจะเป็นตัวสังหาริมทรัพย์ แต่มันจะครอบครองปรปักษ์ไม่ได้ เช่นเดียวกัน
ฎ.846/2534 -
คำพิพากษาฎีกาที่ 846/2534
พ.ร.บ.คุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรม พ.ศ.2474 มาตรา 13
ป.พ.พ. มาตรา 1382
ป.วิ.พ. มาตรา 94
ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4), 15, 239, 240
ป.อ. มาตรา 59 วรรคสอง, 96
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 มาตรา 4, 6, 8, 12, 13, 15, 16, 17, 18, 19, 20, 24, 27, 43, 44, 48
เมื่อจำเลยทั้งสองอ้างว่า โจทก์ขายลิขสิทธิ์ในเพลงพิพาทให้แก่ป. ต่อมา ป. ขายต่อให้จำเลยที่ 1 อีกทอดหนึ่ง แต่จำเลยทั้งสองไม่มีหลักฐานการซื้อขายลิขสิทธิ์ในเพลงพิพาทระหว่าง ป. กับโจทก์เป็นหนังสือมาแสดงต่อศาล ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรม พุทธศักราช 2474 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น มาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า ลิขสิทธิ์นั้นโอนได้ แต่การโอนสิทธิหรือใช้ประโยชน์เช่นนั้นไม่สมบูรณ์เว้นแต่จะได้ทำเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อเจ้าของหรือตัวแทนผู้ได้รับมอบอำนาจโดยชอบจากเจ้าของลิขสิทธิ์ จึงฟังได้ว่าโจทก์ขายลิขสิทธิ์ในเพลงพิพาทให้ ป. ไม่มีลิขสิทธิ์ในเพลงพิพาทที่จะขายให้จำเลย เพลงพิพาทยังเป็นลิขสิทธิ์ของโจทก์อยู่ เมื่อโจทก์กล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองละเมิดลิขสิทธิ์ในเพลงพิพาท โจทก์ย่อมเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง ในแผ่นเสียงที่ผลิตออกจำหน่ายก่อนจำเลยทั้งสองจะซื้อลิขสิทธิ์ในเพลงพิพาทจาก ป. ที่กระดาษกลางแผ่นเสียงมีข้อความระบุว่า เนื้อร้องและทำนองเป็นของผู้ใด ใครเป็นผู้ขับร้อง จำเลยทั้งสองจึงทราบดีว่าโจทก์เป็นผู้ประพันธ์เนื้อร้องเพลงพิพาทจำเลยทั้งสองมิได้ซื้อลิขสิทธิ์ในเพลงพิพาทจาก ป. โดยสุจริตเพราะหากจำเลยทั้งสองสุจริตจริงก่อนซื้อจำเลยทั้งสองน่าจะให้ป. แสดงหลักฐานว่า ป. ได้ซื้อลิขสิทธิ์มาจากโจทก์แล้ว เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้ขอให้ ป. แสดงหลักฐานดังกล่าวและจำเลยทั้งสองไม่มีหลักฐานการซื้อลิขสิทธิ์จากโจทก์มาแสดง การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการกระทำที่มีเจตนาละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์แล้ว โจทก์เพิ่งทราบว่า จำเลยทั้งสองละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์เมื่อเดือนกรกฎาคม 2529 โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2529จึงเป็นการฟ้องคดีภายในกำหนด 3 เดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ การได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของผู้อื่นโดยอายุการครอบครองหรือการครอบครองปรปักษ์นั้น มีได้เฉพาะกับทรัพย์สินเพียง 2 ประเภท คือ อสังหาริมทรัพย์และสังหาริมทรัพย์ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1382 ซึ่งบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 4ทรัพย์สิน มุ่งให้ความคุ้มครองในเรื่องกรรมสิทธิ์และสิทธิครอบครองในทรัพย์สินดังกล่าวเป็นสำคัญ ส่วนลิขสิทธิ์แม้จะเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่ง แต่เป็นทรัพย์สินอีกประเภทหนึ่งที่มีลักษณะพิเศษแตกต่างจากอสังหาริมทรัพย์และสังหาริมทรัพย์ จนไม่อาจจัดเป็นทรัพย์สินในความหมายของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 4 ได้ กล่าวคือลิขสิทธิ์เป็นทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521 ได้ให้คำจำกัดความของคำว่า "ลิขสิทธิ์""งาน" และ "ผู้สร้างสรรค์" กับมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันได้ให้ความหมายของคำว่า "สิทธิแต่ผู้เดียว" ไว้โดยเฉพาะแล้ว สิทธิในงานอันมีลิขสิทธิ์ตามที่กฎหมายให้ความคุ้มครองจึงต่างกับสิทธิในกรรมสิทธิ์ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1336 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สิทธิในลิขสิทธิ์เป็นสิทธิในนามธรรมซึ่งเป็นการให้ความคุ้มครองแก่รูปแบบของการแสดงออกซึ่งความคิดของผู้สร้างสรรค์ เป็นผลงาน 8 ประเภทตามคำจำกัดความของคำว่า"งาน" ดังกล่าวข้างต้น การจะได้มาซึ่งลิขสิทธิ์ของผู้สร้างสรรค์งานจะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ฯ ส่วนผู้อื่นซึ่งมิใช่ผู้สร้างสรรค์ งานอาจได้มาซึ่งลิขสิทธิ์ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 8มาตรา 12 และมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวเท่านั้น และลิขสิทธิ์มิได้มีอายุแห่งการคุ้มครองโดยไม่จำกัดเวลาอย่างกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 4 แต่มีอายุแห่งการคุ้มครองจำกัดและสิ้นอายุแห่งการคุ้มครองได้ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 16 ถึงมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์มิได้บัญญัติให้ผู้ใดอาจมีลิขสิทธิ์ได้โดยการครอบครองปรปักษ์ ทั้งสภาพของลิขสิทธิ์ก็ไม่อาจมีการครอบครองเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ฯ มาตรา 13 ดังเช่นสิทธิในกรรมสิทธิ์บนอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ซึ่งมีการครอบครองได้ สิ่งที่จำเลยทั้งสองครอบครองไว้จึงเป็นเพียงการครอบครองแผ่นกระดาษที่มีเนื้อเพลงพิพาทอันเป็นสังหาริมทรัพย์เท่านั้น มิได้ก่อให้เกิดสิทธิในลิขสิทธิ์ได้แต่อย่างใด การได้มาซึ่งลิขสิทธิ์จะได้มาโดยทางใดได้บ้างเป็นเรื่องที่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้วดังกล่าวข้างต้น เมื่อไม่มีกฎหมายให้สิทธิแก่ผู้ใดได้มาซึ่งลิขสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ จำเลยทั้งสองจึงไม่อาจอ้างว่าได้ลิขสิทธิ์ในเพลงพิพาทมาโดยการครอบครองปรปักษ์ได้ แม้ศาลชั้นต้นจะเรียกสำนวนคดีอาญาเรื่องอื่นของศาลชั้นต้นมาเป็นพยานของศาลในคดีนี้ ซึ่งไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 239 และ 240 แต่เท่าที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้พิจารณาและพิพากษามา มิได้ใช้ข้อเท็จจริงอันเกิดจากสำนวนคดีดังกล่าวเลย ไม่ทำให้คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองต้องเสียไป คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองจึงชอบแล้ว.
ก็ตั้งข้อสังเกตเอาไว้แต่ในทางปฏิบัติไม่มีปัญหา
เราจะผ่านในส่วนของประเภททรัพย์ประเภทที่สอง ผมว่าเราน่าจะทำความเข้าใจได้ไม่ได้พูดในเรื่องรายละเอียดมาก นัก
ต่อไปทรัพย์แบ่งได้ กับแบ่งไม่ได้ 141 – 142
มาตรา 141 ทรัพย์แบ่งได้ หมายความว่า ทรัพย์อันอาจแยกออกจากกันเป็นส่วน ๆ ได้จริงถนัดชัดแจ้ง แต่ละส่วนได้รูปบริบูรณ์ลำพังตัว
มาตรา 142 ทรัพย์แบ่งไม่ได้ หมายความว่า ทรัพย์อันจะแยกออกจากกันไม่ได้นอกจากเปลี่ยนแปลงภาวะของทรัพย์ และหมายความรวมถึงทรัพย์ที่มีกฎหมายบัญญัติว่าแบ่งไม่ได้ด้วย
คิดว่าน่าจะทำความเข้าใจความหมายได้ โดยตนเองไม่มีประเด็นอะไรที่น่าสนใจมากมาย
อยากตั้งข้อสังเกตนิดเดียวว่าทรัพย์แบ่งไม่ได้โดยสภาพนั้น ที่เขมรหรือเวียดนาม หย่ากัน ก็ไปแบ่งบ้านไปสองซีกตามสภาพเลย
มาตรา 1118 อันหุ้นนั้น ท่านว่าจะแบ่งแยกหาได้ไม่
ถ้าบุคคลมีจำนวนแต่สองคนขึ้นไปถือหุ้น ๆ เดียวร่วมกัน ท่านว่าต้องตั้งให้คนใดคนหนึ่งในจำนวนนั้นแต่คนเดียวเป็นผู้ใช้สิทธิในฐานเป็นผู้ถือหุ้น
อนึ่งบุคคลทั้งหลายซึ่งถือหุ้น ๆ เดียวร่วมกัน ต้องร่วมกันรับผิดต่อบริษัทในการส่งใช้มูลค่าของหุ้น
อันว่าหุ้นนั้นหาแบ่งแยกได้ไม่
อีกกรณีหนึ่งก็คือเรื่องส่วนควบ แบ่งไม่ได้เพราะใครเป็นเจ้าของทรัพย์อันนั้นก็เป็นเจ้าของส่วนควบ
หรือภาระจำยอมก็เช่นกันต้องตกติดไปกับทรัพย์เสมอ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เขียนไว้ชัดว่า สิทธิจำนองครอบไปทุกส่วน
ต่อไปทรัพย์นอกพาณิชย์ตาม มาตรา 143 ทรัพย์นอกพาณิชย์ หมายความว่า ทรัพย์ที่ไม่สามารถถือเอาได้ และทรัพย์ที่โอนแก่กันมิได้โดยชอบด้วยกฎหมาย
ก็ที่เคยบอกไปคราวที่แล้วพวกอุกกาบาต
ต่อไปดูในประเด็นที่ว่าโอนไม่ได้โดยชอบด้วยกฎหมายคือไม่ได้อยู่ในอำนาจคนทั่วๆไป
ยกตัวอย่างเช่นประมวลกฎหมายแพ่งพาณิชย์ 1305 ทรัพย์สินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้นจะโอนแก่กันมิได้ เว้นแต่อาศัยอำนาจแห่งบทกฎหมายเฉพาะหรือพระราชกฤษฎีกา
สาธารณสมบัติของแผ่นดิน โอนให้แก่กันไม่ได้
ถ้าจะโอน ต้องออกเป็นพระราชบัญญัติ หรือ พระราชกฤษฎีกา
มาตรา1598/41 ค่าอุปการะเลี้ยงดู สิทธินั้นจะสละหรือโอนไม่ได้
หรือตามกฎหมายพิเศษ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ มาตรา 34 บอกที่ธรณีสงฆ์โอนไม่ได้ และใช้อายุความยันไม่ได้
มันจะมาเกี่ยวข้องกรณีที่มีการจำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์แล้วส่วนหนึ่งเป็นทรัพย์นอกพาณิชย์ ที่มีประเด็นมากก็คือเป็นการออกโฉนดทับที่สาธารณะบางส่วน
ไม่อาจซื้อขายกันได้เป็นโมฆะ
ข้อสังเกต ที่บอกว่าไม่อาจโอนแก่กันได้โดยชอบ ต้องเป็นกรณีของทรัพย์ห้ามโอนโดยเด็ดขาดตามมาตรา 1305 แต่ถ้าเป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดเงื่อนเวลาห้ามโอนเอาไว้ เช่นห้ามโอน 5 ปี 10 ปี ไม่ได้ห้ามเด็ดขาด กรณีนั้นก็ไม่ใช่ทรัพย์นอกพาณิชย์
ป.ที่ดินมาตรา 31 กรณีเหล่านี้ที่เรียกว่าที่ดินหลังเขียว หรือหลังแดงไม่ใช่ทรัพย์นอกพาณิชย์ท่านอาจเข้าใจว่าง่าย ต่อไปเราดูส่วนที่สอง
คือเรื่องส่วนควบ อุปกรณ์ ดอกผล สามเรื่องนี้ มีประโยชน์มากเอาไปใช้เป็นพื้นฐานกฎหมายอื่นๆด้วย
จะพูดในเรื่องส่วนควบ ซึ่งมีความสำคัญจะพูดเฉพาะหลัก ส่วนตัวอย่างหรือลักษณะของมันก็ดูในตำราของท่านอาจารย์บัญญัติ หรือของอาจารย์ท่านอื่นก็ได้
ในเรื่องส่วนควบมาตรา 144 บัญญัติถึงหลักเกณฑ์ที่ว่าทรัพย์สินใดเป็นส่วนควบต้องมีหลักเกณฑ์อย่างไร
มาตรา 144 ส่วนควบของทรัพย์ หมายความว่า ส่วนซึ่งโดยสภาพแห่งทรัพย์หรือโดยจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่นเป็นสาระสำคัญในความเป็นอยู่ของทรัพย์นั้น และไม่อาจแยกจากกันได้นอกจากจะทำลายทำให้บุบสลาย หรือทำให้ทรัพย์นั้นเปลี่ยนแปลงรูปทรงหรือสภาพไป
เจ้าของทรัพย์ย่อมมีกรรมสิทธิ์ในส่วนควบของทรัพย์นั้น
และก็มี 145 ไม้ยืนต้นเป็นส่วนควบกับที่ดินที่ไม้นั้นขึ้นอยู่
ไม้ล้มลุกหรือธัญชาติอันจะเก็บเกี่ยวรวงผลได้คราวหนึ่งหรือหลายคราวต่อปีไม่เป็นส่วนควบกับที่ดิน
บอกไว้เลยว่าไม้ยืนต้นเป็นส่วนควบ
และ 146 ทรัพย์ซึ่งติดกับที่ดินหรือติดกับโรงเรือนเพียงชั่วคราวไม่ถือว่าเป็นส่วนควบกับที่ดินหรือโรงเรือนนั้น ความข้อนี้ให้ใช้บังคับแก่โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ซึ่งผู้มีสิทธิในที่ดินของผู้อื่นใช้สิทธินั้นปลูกสร้างไว้ในที่ดินนั้นด้วย
ก็บัญญัติยกเว้นในเรื่องส่วนควบไว้
ผมอยากให้ท่านจำหลักเกณฑ์ของมาตรา 144 ให้ได้ การที่เราจะพิจารณาว่าเป็นส่วนควบหรือไม่ ต้อง เป็นสาระสำคัญในความเป็นอยู่ของทรัพย์
หมายความว่าอย่างไรหมายความว่าถ้าไม่มีส่วนนี้อยู่หรือแยกส่วนนี้ออกจากทรัพย์ตัวนั้น จะไม่มีความเป็นอยู่อย่างทรัพย์นั้น เช่นแว่นตา ถ้าเอาเลนส์ออกมันยังเป็นอยู่อย่างแว่นสายตาหรือไม่
ก็ไม่มีความเป็นอยู่อย่างแว่นสายตาเพราะมันใช้ไม่ได้ ถ้าแยกออกนี้ แยกจากกันได้หรือไม่ ถ้าแยกทำให้เปลี่ยนแปลงรูปทรงโดยสภาพหรือไม่
ยกตัวอย่างเช่นรถยนต์ เครื่องยนต์เป็นสาระสำคัญในการคงอยู่แล้ว ถ้าแยกเอาเครื่องยนต์ออก รถมันจะไม่มีสภาพในการเป็นรถ
ถามว่าหลังคาตึกที่เราเรียนอยู่นี้มันจะเป็นส่วนควบของตึกหรือไม่ สาระสำคัญโดยสภาพของมันใช่หรือไม่ ก็เป็น ถ้าไม่มี ถ้าฝนตกแดดออกก็เรียนไม่ได้
ไม่ได้ ถ้าแยกออกมันก็ทำลาย บุบสลาย
ฝาผนังบ้าน ฝาบ้านมันเป็นไหม ก็ใช้ลักษณะเช่นนี้แหละ เอาใหม่ถ้าเราไปบอกว่าบ้านเป็นส่วนควบของที่ดินหรือไม่ มันต่างกับแว่นตาเมื่อสักครู่หรือไม่ ที่ดินที่ไม่มีบ้านเป็นที่ดินไหม มันก็ยังเป็นที่ดินอยู่ฉะนั้นสาระสำคัญโดยสภาพไม่เกี่ยวเลย
แต่ว่ามันเป็นสาระสำคัญโดยจารีตประเพณีหรือไม่ กฎหมายถือมาตลอดว่า เป็นโดยจารีตประเพณี ทีดินที่มีบ้านอยู่จะมีมูลค่าเพิ่มมากมาย
คำพิพากษาฎีกาที่ 4084/2545
ป.พ.พ. มาตรา 144, 1373
ป.วิ.พ. มาตรา 84
ที่ดินมีโฉนดมีชื่อผู้คัดค้านเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ผู้คัดค้านจึงได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 ว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ส่วนบ้านซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินที่เป็นส่วนควบของที่ดินและเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้คัดค้านตามมาตรา 144 ด้วย หากผู้ร้องโต้แย้งว่าบ้านเป็นของบุคคลอื่นซึ่งเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินใช้สิทธินั้นปลูกสร้างไว้จึงไม่ถือว่าเป็นส่วนควบของที่ดินแล้ว ผู้ร้องต้องมีภาระการพิสูจน์ในเรื่องนี้
คำพิพากษาฎีกาที่ 6194/2550
ป.ที่ดิน มาตรา 31
ป.พ.พ. มาตรา 144
ป.วิ.พ. มาตรา 294
บ้านของจำเลยที่ 1 ที่โจทก์นำยึดปลูกสร้างอย่างแน่นหนาถาวรบนที่ดินจึงเป็นส่วนควบกับที่ดินตาม ป.พ.พ. มาตรา 144 วรรคหนึ่ง เมื่อที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์ประธานถูกห้ามโอนตามกฎหมาย บ้านซึ่งเป็นส่วนควบของที่ดินย่อมถูกห้ามโอนด้วย แม้โจทก์จะอุทธรณ์อ้างว่า โจทก์ประสงค์จะยึดบ้านพิพาทอย่างสังหาริมทรัพย์ โดยในการขายทอดตลาดผู้ที่ซื้อทรัพย์จะต้องรื้อถอนบ้านออกจากที่ดินไปเอง ก็เป็นเรื่องที่จะดำเนินการได้เมื่อกำหนดเวลาห้ามการโอนผ่านพ้นไปแล้วเสียก่อน เมื่อโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดบ้านพิพาทในระยะเวลาห้ามโอนตามกฎหมาย กรณีจึงมีเหตุที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะถอนการยึดบ้านหลังดังกล่าวได้
ฎ.802/2544
บ้านที่ปลูกอยู่บนที่ดินในลักษณะตรึงตราถาวรนับได้ว่าเป็นส่วนซึ่งโดยสภาพเป็นสาระสำคัญในความเป็นอยู่ของทรัพย์นั้นและไม่อาจแยกจากกันได้ นอกจากจะทำลาย ทำให้บุบสลาย หรือทำให้ทรัพย์นั้นเปลี่ยนแปลงรูปทรงหรือสภาพไป บ้านจึงเป็นส่วนควบของที่ดิน ผู้ซื้อที่ดินย่อมมีกรรมสิทธิ์ในบ้านซึ่งเป็นส่วนควบนั้นด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 144
ครัวก็เหมือนกันเป็นส่วนควบของเรือนหลักเดิมกัน
ฎ.1251/2549
ป้ายพิพาทเป็นป้ายที่จำเลยได้รับสิทธิติดตั้งโฆษณาในศาลาที่พักผู้โดยสารรถประจำทางตามสัญญา เพื่อประโยชน์ในทางการค้าของจำเลย จึงเป็นทรัพย์สินของจำเลยโดยตรง ซึ่งจำเลยยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายพิพาทต่อโจทก์ตลอดมา แม้มีข้อตกลงตามสัญญาข้อ 3 ว่า ให้ศาลาที่พักผู้โดยสารรถประจำทางตลอดจนส่วนควบตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่โจทก์ทันทีที่ก่อสร้างเสร็จ แต่ป้ายพิพาทที่จำเลยติดตั้งไว้นั้นไม่มีสภาพเป็นส่วนควบ และแม้จะมีข้อสัญญาระบุว่า ถ้าโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้วให้บรรดาวัสดุก่อสร้างและสิ่งก่อสร้างที่ดำเนินการแล้วตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทันทีนั้น สิ่งก่อสร้างคือ ศาลาที่พักผู้โดยสารรถประจำทางส่วนวัสดุก่อสร้างคือ วัสดุที่ใช้ก่อสร้างศาลาที่พักผู้โดยสารรถประจำทาง แต่ป้ายโฆษณาเป็นสิ่งที่จำเลยนำมาติดตั้งเพื่อโฆษณา หาใช่วัสดุก่อสร้างไม่ จำเลยจึงยังคงเป็นเจ้าของป้ายดังกล่าว หาได้ตกเป็นของโจทก์ไม่ เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว จำเลยในฐานะเจ้าของป้ายพิพาทย่อมมีหน้าที่ต้องรื้อถอนป้ายพิพาทออกไป แต่จำเลยละเว้นเสียยังคงติดตั้งป้ายโฆษณาของตนจนล่วงเข้าปี 2544 จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีป้ายประจำปี 2544 ตาม พ.ร.บ.ภาษีป้ายฯ มาตรา 7 เมื่อโจทก์แจ้งการประเมินภาษีป้ายให้จำเลยทราบแล้ว จำเลยไม่อุทธรณ์การประเมินต่อผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ภาษีป้ายฯ มาตรา 30 วรรคหนึ่ง การประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่จึงเป็นอันยุติ จำเลยจึงต้องเสียภาษีป้ายตามที่โจทก์ประเมินพร้อมเงินเพิ่มตามมาตรา 25 (3)
บอกว่าป้ายโฆษณาที่ติดศาลาที่พักก็ไม่ใช่ส่วนควบ ก็ไม่ใช่สาระสำคัญทั้งโดยสภาพและโดยประเพณี
คำพิพากษาฎีกาที่ 416/2546
ป.พ.พ. มาตรา 145, 1367
ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคสอง
ป.วิ.อ. มาตรา 46
ป.อ. มาตรา 358, 362
คดีก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีอาญาในข้อหาร่วมกันบุกรุกเข้าไปปลูกบ้านในที่ดินพิพาท และทำให้เสียทรัพย์โดยตัดฟันต้นสนของโจทก์ที่ปลูกอยู่ในที่ดินดังกล่าวซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่าโจทก์เป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทและพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสอง คดีถึงที่สุดแล้ว ส่วนคดีนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาดังกล่าวซึ่งมีประเด็นข้อพิพาทโดยตรงเป็นประเด็นเดียวกันว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทหรือไม่ ในการพิพากษาคดีนี้จำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ไม่อาจฟังข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้ไม่มีคู่ความฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคสอง ดังนั้นเมื่อฟังว่าโจทก์เป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินพิพาท ต้นสนที่ปลูกอยู่ในที่ดินพิพาทย่อมเป็นส่วนควบของที่ดิน โจทก์ย่อมเป็นเจ้าของต้นสนด้วย เมื่อจำเลยทั้งสองร่วมกันตัดฟันต้นสนของโจทก์เสียหาย จึงต้องร่วมกันใช้ค่าเสียหายให้โจทก์