หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า kankokub ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ ดร.ฤทัย หงส์สิริ ผู้บรรยาย , ผู้มีน้ำใจส่ง flie เสียงที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้าขอบคุณ. http://www.muansuen.com และคุณ admin ที่นำ flie เสียงมาลงแบ่งปันให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
ครั้งที่ 1 . พ 26 พฤษภาคม 2553
วันนี้คงเป็นชั่วโมงแรกในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายปกครอง เมื่อเราแบ่งกฎหมายอาจแบ่งเป็นกฎหมายมหาชน กับ กฎหมายเอกชน
ซึ่งกฎหมายปกครองก็เป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายมหาชน ซึ่งกฎหมายมหาชนนั้น ศึกษากันค่อนข้างน้อย เวลาสอบน้อยกฎหมายปกครองก็ออกแค่ข้อเดียวยังดีกว่าสมัยก่อน ที่สมัยก่อนไปออกแค่ข้อเดียว สอบผู้ช่วยก็ไม่มี สอบอัยการอาจจะออกเพียงข้อเดียวแล้วเราจะมาศึกษาทำไม ใน หัวข้อที่สอง กฎหมายปกครองมีขอบเขตกว้างขวางเพียงใด และเทอมนี้จะศึกษาเรื่องอะไรบ้าง ทำไมเราจำเป็นต้องศึกษากฎหมายปกครอง เช่นมีที่ดินแปลงหนึ่ง มีบริษัทจะขอไปทำศูนย์การค้า ถ้าเราไม่ต้องการขาย ห้างฯก็มาบังคับเราไม่ได้
คำตอบจะเปลี่ยนไปถ้าเป็นกรมทางหลวงจะตัดถนน รัฐจะมาเวนคืนที่ดิน คณะกรรมการกำหนดราคาบอกที่ดินล้านหนึ่ง ถ้าเราไม่พอใจราคานี้ไปฟ้องศาลได้เลยหรือไม่ ถ้าเป็นเอกชนเวลาทำผิดสัญญากันก็ไปฟ้องศาลได้เลย แต่เรื่องการเวนคืนของราชการกำหนดค่าทดแทนให้ไม่พอใจฟ้องศาลเลยไม่ได้เพราะกฎหมายกำหนดว่าให้ไปอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีเสียก่อน อันนี้ก็เป็นไปตามหลักทั่วไป
ถามว่าทำไมไม่รับฟ้องเป็นไปตามหลัก ถ้ามีกฎหมายกำหนดขั้นตอนไว้ต้องดำเนินการตามขั้นตอนนั้นเสียก่อน คล้ายๆกับการประเมินภาษีอากร ที่ต้องอุทธรณ์เสียก่อน
อุทธรณ์แล้วไม่ได้ผลหรือรัฐมนตรีวินิจฉัยไม่เสร็จต้องทำอย่างไร
อาจารย์ทิ้งพาวเวอร์พ้อยท์ไว้ที่ร้านถ่ายเอกสาร
ปัญหาที่ผ่านมาคือประชาชนที่ถูกเวนคืนไม่รู้ ก็ไปอุทธรณ์ผ่านไปหกสิบวัน รัฐมนตรีก็ไปวินิจฉัยไม่เสร็จไปทวงถาม ก็บอกว่ารัฐมนตรีงานยุ่ง ก็เอาเรื่องนี้มาฟ้องศาล แต่ก็พ้นหนึ่งปีนับแต่เกิดเรื่อง ก็ฟ้องไม่ได้ ก็เป็นปัญหาในทางปฏิบัติ
ซึ่งในกฎหมายพิเศษกำหนดไว้ อุทธรณ์แล้วโดยหลักต้องขอ การวินิจฉัยด้วย โดยหลักต้องฟ้องภายในหนึ่งปีตามที่กฎหมายกำหนดไว้ด้วย จะเห็นว่าในเรื่องการเวนคืนต่างจากการซื้อขายตามประมวลแพ่ง เรื่องเวนคืนต่างจาก บริษัทซื้อที่ดินจากเรา เพราะเป็นเรื่องเอกชนด้วยกัน แต่เรากับกรมทางหลวงเป็นเรื่องหน่วยงานของรัฐหรือราชการ เป็นความสัมพันธ์ในทางปกครอง ความสัมพันธ์ไม่เท่ากัน รัฐเหนือเอกชน กฎหมายที่ใช้จึงต้องต่างกัน
ในกฎหมายแพ่งมีหลักกฎหมายทั่วไปว่า เรื่องไหนกฎหมายไม่ห้ามทำได้ แต่กฎหมายปกครองแล้วเรื่องใดไม่มีกฎหมายให้อำนาจจะไปกำหนดหลักจำกัดสิทธิเอกชนไม่ได้
ตรงนี้เป็นเงื่อนไขในการออกกฎหมายจำกัดสิทธิเสรีภาพประชาชนหลักการใหญ่กฎหมายปกครอง การออกกฎหมายจำกัดสิทธิต้องมีกฎหมายให้อำนาจ มีความหมายอย่างแคบ คำว่ากฎหมายในรัฐธรรมนูญมีความหมายอย่างแคบ คือกฎหมายที่ออกโดยรัฐสภาต้องเป็นกฎหมายระดับพระราชบัญญัติหรือเทียบเท่าคือพระราชกำหนด
หลักเกณฑ์ข้อจำกัดใช้กับหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วย คำว่ากฎดังกล่าวถ้าเราดูนิยามของคำว่ากฎชองพรบจัดตั้งศาลปกครอง พ.ศ. 2539 คำว่ากฎหมายถึงกฎหมายในระดับศักดิ์ที่ต่ำกว่า
ดังนั้นจะเห็นว่าหลักการพื้นฐานกฎหมายเอกชน ต่างกับกฎหมายปกครอง
คำถามต่อไปคือว่าทำไมถึงต่างกัน อย่างเรายกตัวอย่างอันแรกว่า ราชการมาขอซื้อที่ดินเพื่อไปก่อสร้างทางหลวง เราไม่ขาย รัฐบังคับได้ เพราะมีพรบ.เวนคืนปี 30
ทำไม พรบ.ไม่ให้อำนาจบริษัทไปเวนคืน ที่ดินมาสร้างศูนย์การค้า เพราะเหตุผลในการเวนคืน กรมทางหลวงหรือ กทม.เวนคืนเพื่อประโยชน์สาธารณะในขณะที่บริษัท ทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัว
โดยหลักการใช้อำนาจรัฐก็เป็นไปตามกฎหมายหรือเจตนารมณ์ของกฎหมาย การใช้อำนาจรัฐต้องเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ให้อำนาจรัฐนั้น ยกตัวอย่างเช่น การกระทำเพื่อแสวงหาประโยชน์ของตนเอง หรือโดยทุจริต หรือการกระทำเพื่อกลั่นแกล้งคนอื่น การกระทำดังกล่าว ก็อยู่ในมาตรา 9 วรรคหนึ่งอนุมาตราหนึ่ง พรบจัดตั้งศาลปกครอง เราเรียกว่าการกระทำโดยไม่สุจริต
คำว่าโดยไม่สุจริต ของกฎหมายปกครองต่างจากกฎหมายแพ่ง ถ้าเราไม่ศึกษาก็ไม่อาจนำกฎหมายมาปรับใช้ได้ ถามว่าทำไมหลักเกณฑ์กฎหมายต่างกันเพราะใช้กับความสัมพันธ์ที่ต่างกัน
เอกชนเป็นพื้นฐานความเท่าเทียมกัน กฎหมายปกครองใช้บนพื้นฐานของความไม่เท่าเทียมกัน ดังนั้นกฎหมายที่ใช้จึงต่างกันเพราะว่าในกฎหมายมหาชนรัฐมีหน้าที่คุ้มครองประโยชน์สาธารณะ การใช้อำนาจดังกล่าวในอดีตก็ใช้อำนาจกันตามอำเภอใจ
จึงมีการจำกัดการใช้อำนาจที่เหมาะสม ก็มีหลักเกณฑ์กฎหมายปกครอง จำกัดการใช้อำนาจรัฐ เพราะว่าการใช้อำนาจรัฐดังกล่าวอาจมีการจำกัดการใช้สิทธิของบุคคล ในขณะที่กฎหมายปกครองไม่ใช่เรื่องของบุคคลเป็นเรื่องประโยชน์สาธารณะ
กฎหมายมหาชนหรือกฎหมายปกครองก็ต้องหาดุลยภาพ สิทธิเสรีภาพของประชาชนเช่น ราชการมีอำนาจเวนคืนที่ดินเพื่อประโยชน์สาธารณะได้ กฎหมายให้รัฐมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าเวนคืนที่เป็นธรรม ต้องคำนึงถึงสิทธิของเอกชนด้วย เช่นเดียวกับวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มีการออกคำสั่งที่ไม่ชอบเป็นการให้สิทธิเอกชน เช่นออกใบอนุญาตให้ประกอบกิจการได้ ไม่เป็นความผิดเอกชน เอกชนก็มาก่อสร้างโรงงาน เมื่อไม่ชอบด้วยกฎหมายกฎหมายบอกว่าเมื่อคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะก็เพิกถอนใบอนุญาตได้ เอกชนเสียหาย ถ้าเอกชนสุจริตและใช้ประโยชน์ของคำสั่งดังกล่าวไปแล้วกฎหมายให้ราชการมีหน้าที่จ่ายค่าทดแทนแก่เอกชนที่สุจริต แม้จะเพิกถอนเพื่อประโยชน์สาธารณะก็ตาม
ตรงนี้ท่านอาจารย์วรเจตจะมาบรรยายอีกทีหนึ่ง ในกฎหมายปกครองแม้จะเพื่อประโยชน์สาธารณะแต่ก็ต้องคำนึงถึงสิทธิของแต่ละบุคคลด้วย ต้องคำนึงถึงความเชื่อโดยสุจริต ของผู้รับประโยชน์ ในการรับคำสั่งทางปกครอง ในกฎหมายปกครอง เป็นกฎหมายที่ต้องคำนึงถึงดุลยภาพ ของประโยชน์สาธารณะกับ สิทธิปัจเจกชนผู้ถูกกระทบสิทธิ ต้องให้สมดุลกัน
เป็นเรื่องการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเป็นหลักนิติรัฐ
และประกอบด้วยสองหลักใหญ่ๆคือหลักการแบ่งแยกอำนาจ เพื่อไม่ให้มีบุคคลหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่งใช้อำนาจได้ตามอำเภอใจ หลักที่สองที่สำคัญคือหลักความชอบด้วยกฎหมายคือเมื่อมีการแยกการใช้อำนาจทุกอำนาจต้องชอบด้วยกฎหมาย นั่นคือการกระทำขององค์กรของรัฐต้องไม่ขัดหรือแย้งต่อกฎหมาย การกระทำดังกล่าวต้องไปขัดหรือแย้งต่อกฎหมาย คำว่ากฎหมายตรงนี้ต้องเข้าใจว่าในความหมายอย่างกว้าง
คำว่ากฎหมายในความชอบกฎหมายต้องเข้าใจว่าความหมายอย่างกว้าง รวมถึงหลักเกณฑ์ต่างๆ ถ้ามีการกระทำที่ขัดแม้ขัดต่อกฎกระทรวงก็เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต้องอยู่ภายใต้หลักนิติรัฐ ต้องไม่ขัดหรือแย้งต่อกฎหมาย รัฐธรรมนูญก็บัญญัติไว้ในมาตรา 3
มาตรา 3 รธนปัจจุบันก็รองรับหลักเรื่องการแบ่งแยกอำนาจ หลักเรื่องการชอบด้วยกฎหมาย ต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม
เช่นเรื่องการกระทำทางปกครอง ก็อาจมีการโต้แย้งไปยังคณะกรรมการที่กฎหมายจัดตั้งขึ้นโดยเฉพาะอาจมีการตรวจสอบในองค์กรรัฐธรรมนูญ ควบคุมโดยฝ่ายนิติบัญญัติเพื่อให้มีการเคารพต่อหลักการชอบด้วยกฎหมาย
หรือต้องไม่ขัดต่อหลักต่างๆ อย่างไรก็ตามท่านเห็นว่าเราพูดถึงกฎหมายปกครอง ใช้บังคับระหว่างรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วยกันเอง กฎหมายปกครองเราใช้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกกรณีหรือไม่คำตอบคือไม่ใช่
ราชการ โทรสั่งปากกาจากร้านเจ้หมวยหนึ่งลัง ไม่ได้อยู่ในบังคับ อำนาจปกครอง ใช้ตามหลักกฎหมายเอกชนทั่วไปเลย
หรือเช่นข้าราชการ ขับรถกลับบ้านชนคน ก็ใช้กฎหมายแพ่งในเรื่องละเมิดทั่วไป เพราะถือว่า รัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติเยี่ยงเอกชนทั่วไป ตรงนี้เราต้องแยกความสัมพันธ์ ว่าเรื่องไหนใช้กฎหมายเอกชน เรื่องไหนใช้กฎหมายมหาชน
บางกรณีเราก็ไม่ได้ใช้กฎหมายแพ่งบังคับกับเอกชนเพราะหลัก อำนาจรัฐเราใช้โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐ เพราะว่าในปัจจุบันภารกิจของรัฐมีเยอะมากก็มีการแบ่งเบาไปให้เอกชนจัดการ ยกตัวอย่างเช่นหน้าที่ในการควบคุมการประกอบวิชาชีพ เช่นทนายความ แต่เดิมเมื่อปี 2451 การควบคุมมรรยาททนายความ ควบคุมโดยรัฐ โดยศาลหรือทางราชการ ต่อมายี่สิบกว่าปี กฎหมายก็บอกว่าให้ควบคุมโดยอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ก็ตามพรบ.ทนายความ 2457 ต่อมาปี 2508 การควบคุมดังกล่าวก็ไม่ได้ทำโดยข้าราชการแล้ว ก็โอนจากราชการมาเป็นเนติบัณฑิตสภา หลังจากนั้นปี 2528 ก็โอนมาเป็นสภาทนายความ ซึ่งไม่ใช่ราชการ ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐแล้ว เป็นหน่วยงานของเอกชน การควบคุมเดิมคิดว่าจะเห็นว่ารูปแบบได้เปลี่ยนไป โดยตัวกฎหมายของพรบทนายความปี 38 โอนไปให้เอกชนคือสภาทนายความ โอนอำนาจโอนหน้าที่ดังกล่าวให้สภาทนายความควบคุมตั้งแต่ออกใบอนุญาตการลงโทษทนายความที่ทำผิดข้อบังคับ สภาทนายความเอาอำนาจอะไรมาลงโทษได้ ตรงนี้จึงต้องมี พรบ.ทนายความให้อำนาจ เพราะรัฐมอบภารกิจดังกล่าวโดยปกติเป็นอำนาจของรัฐให้เอกชนไปจัดการกิจการทางปกครองดังกล่าว
ถามว่าทำไมต้องออกเป็นพระราชบัญญัติ เพราะการจำกัดสิทธิต้องออกโดยกฎหมาย ในการจัดทำบริการสาธารณะของรัฐดังกล่าว กฎหมายให้อำนาจสภาทนายความ จำกัดอำนาจทางปกครองได้ การออกใบอนุญาตเพิกถอนใบอนุญาต เป็นเรื่องสภาทนายความใช้อำนาจและ อยู่ภายใต้หลักกฎหมายปกครอง ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีขึ้นเพื่อควบคุมการใช้อำนาจรัฐเมื่อมีคดีเกิดขึ้น อย่างเช่นสภาทนายความใช้สิทธิฟ้องศาลถามว่าฟ้องศาลใดก็ต้องฟ้องศาลปกครอง ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ เพราะเหตุนี้โดยนิยามหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา 3 ของ พรบ จัดตั้งศาลปกครองได้นิยามหน่วยงานทางปกครองไป ว่าให้รวมถึงหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครอง ด้วย
ซึ่งหน่วยงานดังกล่าวอาจเป็นหน่วยงานของรัฐหรือของเอกชนด้วยก็ได้ โดยหลักศาลปกครองมีอำนาจตรวจสอบเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่นอกจากตรวจสอบหน่วยงานของรัฐแล้วยังมีอำนาจตรวจสอบการดำเนินการของเอกชนด้วย ถ้าเป็นหน่วยงานที่ดำเนินกิจการทางปกครอง เพราะหน่วยงานนั้นดำเนินกิจการทางปกครอง
นิยามในมาตรา 3 ก็คือหน่วยงานของรัฐที่ทำการทางปกครอง ซึ่งหมายรวมถึงหน่วยงานของเอกชนด้วยที่ดำเนินกิจกรรมทางปกครอง เช่น คณะกรรมการสภาทนายความ
ดังนั้นจะเห็นว่าโดยหลักไม่ใช้บังคับระหว่างเอกชนกับเอกชนเว้นแต่เอกชนนั้นใช้อำนาจรัฐโดยรัฐมอบหมายให้
กฎหมายปกครองนี้มีวัตถุประสงค์การใช้หลักเกณฑ์อำนาจรัฐที่เราต้องศึกษากฎหมายปกครอง
การฟ้องดังกล่าวถูกศาลหรือไม่ อัยการมีอำนาจโต้แย้งเขตอำนาจศาลได้ อัยการมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลคัดค้านอำนาจศาลได้
เป็นไปตามมาตรา 10 ของพรก เมื่อมีการยื่นฟ้องศาล ท่านก็ต้องดูว่าการยื่นฟ้องเราจะรับคำฟ้องนี้ไว้พิจารณาได้หรือไม่ ก็ต้องดูว่าเป็นคดีปกครองหรือคดีแพ่ง ก็ต้องรู้กฎหมายปกครองเหมือนกัน เพื่อดูว่าอยู่ในอำนาจของศาลท่านหรือไม่
ปัจจุบันภาครัฐแบ่งเป็นสองประเภทใหญ่ๆก่อน
โดยหลักการฟ้องคดีก็ฟ้องที่ศาลปกครอง ก็เป็นไปตามมาตรา 9 ของพรกจัดตั้งศาลปกครองก็ให้อำนาจศาลปกครองในการพิจารณาพิพากษาคดีพิพาททางสัญญาทางปกครอง โดยหลักก็ฟ้องคดีที่ศาลปกครอง วิธีพิจารณาก็กำหนดพรก จัดตั้งศาลปกครองและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ระยะเวลาและอายุความก็เป็นไปตามพรก แต่เดิมมีปัญหาเยอะ เพราะ บัญญัติระยะเวลาเกี่ยวกับการฟ้องคดีว่า ให้ฟ้องภายในหนึ่งปีนับแต่รู้เหตุ
ตรงนี้เป็นเหตุให้คดีพิพาทจำนวนมาก ฟ้องเมื่อพ้นระยะเวลาทางปกครองแก้จากหนึ่งปีเป็นห้าปี
ดังนั้นท่านเป็นที่ปรึกษาก็ต้องรู้กฎหมายเหล่านี้เช่นกัน โดยเฉพาะข้อกำหนดเรื่องอนุญาโตตุลาการโดยหลักเมื่อเกิดข้อพิพาทเกิดขึ้นก็ต้องมีการเสนออนุญาโตตุลาการเพื่อชี้ขาดเสียก่อน ถ้าไม่นำเรื่องดังกล่าวไปเสนอคู่ความก็มีสิทธิโต้แย้ง ตรงนี้ก็เป็นไปตามอนุญาโตตุลาการ 2545
ประโยชน์อีกอัน หน่วยงานบางหน่วยงานเช่น เนฯ ถือเป็นหน่วยงานของรัฐ ก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับกฎหมายปกครอง เช่นมีการขอดูกระดาษคำตอบ ตามพรบ.ข้อมูลข่าวสารของทางราชการซึ่งก็เป็นกฎหมายปกครอง ก็มีสิทธิโต้แย้งต่อศาลปกครองได้ ตรงนี้ทำให้เนฯต้องปรับวิธีการทำงานเหมือนกัน
กฎหมายทนายความกฎหมายเรื่องการศึกษาสาธารณะสุข เราสามารถศึกษากฎหมายปกครองได้ทั้งหมดหรือไม่
เราอาจแยกกฎหมายปกครองได้สองเรื่องใหญ่ๆ
หนึ่งกฎหมายปกครองเฉพาะเรื่อง เช่นเรื่องการศึกษา อาคาร ฯลฯ
สอง กฎหมายปกครองที่เป็นหลักกฎหมายทั่วไป นี่คือสิ่งที่เราจะมาศึกษากัน เช่นเรื่องโครงสร้างหรือการจัดองค์กรของฝ่ายปกครอง
มหาวิทยาลัยของรัฐไม่ใช่ ราชการ ไม่ใช่รัฐวิสาหกิจ แต่เป็นหน่วยงานของรัฐประเภทหนึ่ง ต่างกัน ในการจัดตั้ง
เจ้าหน้าที่ของรัฐ ก็เป็นส่วนที่สอง ที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายปกครอง ข้าราชการพลเรือน ปัจจุบันไม่มี ซีแล้วนะครับ
ส่วนที่สามอาจเป็นเรื่องทรัพย์สินของแผ่นดิน
อาจจะเรียนเรื่องคำสั่งทางปกครอง ในเรื่องนี้อาจารย์วรเจตก็จะมาบรรยายให้ฟัง รวมถึงเรื่องกฎ หรือ สัญญาทางปกครองด้วย ซึ่งความรับผิดก็ใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ก็คือ พรบ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ 2539
การตรวจสอบควบคุมการใช้อำนาจรัฐมันมี ครับ เช่น ปปช กกต คตง
ก็มีการศึกษาการควบคุมตรวจสอบของศาลปกครอง ก็มีการแบ่ง คำถามคือว่าศาลยุติธรรมเข้ามาตรวจสอบฝ่ายปกครองหรือไม่ ตอบว่ามี ดังนั้นเราก็ต้องเรียนการตรวจสอบของศาลปกครอง ว่าคดีต่างๆฟ้องที่ศาลปกครองหรือศาลยุติธรรม สิ่งที่เป็นปัญหาตามมาคืออำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ปัจจุบันแยกศาลยุติธรรมกับศาลปกครองออกมา เป็นศาลคู่ มีองค์กรที่วินิจฉัยชี้ขาด เราเรียกว่าคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล รธน ปี 50 มาตรา 199
นอกจากคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดหน้าที่ระหว่างศาลแล้ว คณะกรรมการดังกล่าวยังมีอำนาจวินิจฉัย ปัญหาคำพิพากษาที่ขัดแย้งกันด้วย เป็นไปตามมาตรา 14 พรบ.อำนาจวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจศาล
ก็เป็นเนื้อหาเทอมนี้ อาทิตย์หน้าท่านอาจารย์วรเจตจะมาบรรยาย หนังสือที่มาใช้อ่านประกอบ มีคู่มือกฎหมายปกครองของเนฯ ปัจจุบันน่าจะหมดไปแล้ว นอกจากนั้นมีหลายเล่ม