สรุปคำบรรยาย เนติภาคค่ำ วิแพ่ง 2 อ.สุวัฒน์ ครั้งที่ 5 สอนเมื่อ 22/12/09

123 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
Jan 5, 2010, 12:42:22 AM1/5/10
to LAWSIAM
หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า kankokub ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์สุวัฒน์ วรรธนะหทัย ผู้บรรยาย ,  บิดามารดาข้าพเจ้า ขอบคุณ. http://www.muansuen.com และคุณ admin ที่นำ flie เสียงมาลงแบ่งปันให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

สรุปคำบรรยาย  สัปดาห์ที่ 5 ชั่วโมงที่ 5 อังคาร 22/12/52

ชั่วโมงนี้จะมาพิจารณาในเรื่อง การพิจารณาโดยขาดนัดซึ่งเป็นเนื้อหาหลัก ได้แก้ไขครั้งล่าสุดในปี 43 ผ่านไปผ่านมาก็จะสิบปีแล้ว เพราะฉะนั้นก็คงได้เรียนกันส่วนใหญ่เป็นกฏหมายใหม่ที่แยกออกเป็นสองส่วนคือขาดนัดพิจารณา กับขาดนัดยื่นคำให้การออกจากกัน กฎหมายใหม่ก็เขียนให้ง่ายเข้าในทางปฏิบัติ

ถ้าขาดนัดยื่นคำให้การแล้วจะไม่ขาดนัดพิจารณาอีก

ส่วนโจทก์ ขาดนัดยื่นคำให้การมีไม่ได้อยู่แล้ว ก็มีเรื่องการขาดนัดพิจารณาเท่านั้น และคดีหนึ่งถ้ามีจำเลยหลายคน บางคนอาจขาดนัดยื่นคำให้การ ส่วนอีกคนหนึ่งอาจขาดนัดพิจารณาก็ได้ แยกพิจารณาได้และในทางปฏิบัติก็สามารถพิพากษาได้พร้อมกัน

พรบ.ที่แก้ไขใหม่มาตรา 5 บอกไม่ให้นำมาใช้ในคดีที่ยื่นฟ้องไว้แล้ว 15 มีนาคม 2543

ฎ.615/2545

ประเด็นแรกที่ต้องพิจารณาคือจำเลยคือใคร เมื่อมาพิจารณารวมกันก็ต้องแยกแยะให้ดี เป็นเรื่องที่เอามาเกี่ยวข้องในการพิจารณาว่ามีการขาดนัดยื่นคำให้การหรือไม่ ถ้าดูตามคร่าวๆ ไม่ได้แยกแยะให้ละเอียดลงไป ก็คือจำเลยในกรณีปกติ ทั่วไป

กรณีแรกคือ จำเลยทั่วไป และ จำเลยฟ้องแย้ง ในสถานะนี้ศาลก็ต้องหมายเรียกให้โจทก์ แก้ฟ้องแย้ง โจทก์ก็ตกในสถานะจำเลย( ฟ้องแย้ง ) และขาดนัดได้

อีกบุคคลหนึ่งคือผู้ร้องสอด มา ก็เป็นคู่ความต่างกันอย่างกรณีแรก ร้องสอดตามมาตรา 57 ( 1 ) คำร้องสอดชนิดนี้ก็เป็นคำฟ้องคำให้การแก้ฟ้องแย้งในตัวเอง ก็สู้กับทั้งโจทก์และจำเลย 2716/2537 คือโดยย่อคือฟ้องให้ขับไล่ แล้วต่อสู้คดี ต่อมาผู้ร้องสอดขอเข้าเป็นคู่ความฝ่ายที่สาม ขอให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเป็นของผู้ร้องสอดและโจทก์ให้การแก้จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์

กรณีนี้ก็เป็นเรื่องที่ทั้งโจทก์และจำเลยจะตกอยู่ในสถานะที่เป็นผู้แก้ร้องสอดอันนี้ก็เป็นเรื่องที่ทั้งโจทก์และจำเลยจะยกต่อสู้ผู้ร้องสอด กรณีที่สองคือกรณีมาตรา 57 ( 2 ) คือ มีส่วนได้เสียในผลแห่งคดี อาจเป็นโจทก์และจำเลยก็ได้

348/2533  สรุปคือฟ้องขับไล่โดยอ้างว่าซื้อมาจากเจ้าของเดิมซึ่งให้จำเลยและผู้ร้องอาศัยอยู่

ในทางปฏิบัติเกิดมีผู้ร้องสอดไม่รู้เรื่องมาเป็นจำเลยร่วม ศาลอาจจะสงสารก็ไม่ให้เข้ามาเพราะมีแต่เสีย

ในกรณีที่สามคือ อนุมาตรา สาม คือ บุคคลภายนอกถูกเรียกเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมหรือจำเลยร่วม คือเขาไม่ได้สมัครใจไปบังคับเขาเข้ามา จะไปบังคับ ให้ต้องยอมรับข้อต่อสู้เดิมก็เป็นการเอาเปรียบเขาจนเกินไป

ก็เป็นเรื่องการกู้เงินแล้วต้องรับผิดตามคำฟ้อง ก็เป็นเรื่อง

5783/2540

1015/2538

ต่อไปคือคดีร้องขัดทรัพย์ โจทก์ เป็นคนเจ้ากี้เจ้าการไปทำ ก็เป็นจำเลย ในคดีร้องขัดทรัพย์

9594/2544 วินิจฉัยข้อกฎหมายว่า กำหนดว่าศาลต้องพิจารณาและชี้ขาดอย่างคดีธรรมดาผู้ร้องขัดทรัพย์มีฐานะเป็นโจทก์เจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีฐานะเป็นจำเลย

ก็ต้องเอาเรื่องคำฟ้องมาจับตามมาตรา 172 ก็มีประสบการณ์ก็อาจหลงลืมไปว่าคำร้องมันขาดสาระสำคัญเช่นการร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ อ้างลอยๆแค่นั้นบางครั้งศาลก็เห็นว่าคำร้องนั้นไม่สมบูรณ์ คำฟ้องในคดีแพ่ง เราอ่านไม่เข้าใจ แต่จำเลยมาต่อสู้คดีได้ ศาลก็จะไปยกไม่ได้ เพราะคดีแพ่งเป็นเรื่องผลประโยชน์แต่ละบุคคล ไม่ได้ ไม่เหมือนในคดีอาญา

บุคคลต่างๆนี้ที่ตกอยู่ในฐานะจำเลยก็ต้องยื่นคำให้การ แล้วก็ต้องมาพิจารณาต่อไปว่าต้องอยู่ในฐานะใด ไม่ใช่เป็นจำเลยแล้วต้องยื่นเลย ต้องมีหมายเรียกของศาล ต้องมีการส่งหมายแล้วโดยชอบ เป็นเรื่องของการเริ่มต้นคดี มีแบบฟอร์มไป เช่นมีการให้การหรือ ฟ้องแย้งแล้ว มีการให้การสู้คดีแก้ฟ้องแย้ง พอศาลมีคำสั่งให้เรียกจึงมีผลตามกฎหมาย เรื่องหมายเรียกไม่อาจให้จำเลยได้ ก็มีปัญหาเยอะ ถ้าส่งหมายไม่ถูกต้องก็มีกระบวนการ ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ในการที่จะฟังว่าจำเลยได้รับหมายเรียกแล้ว ก็ไม่ถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

1416/2545

มีการปิดคำคู่ความซึ่งส่งหมายเรียก การปิดหมายเรียกคือการนำคำคู่ความไปติดไว้ ต้องแน่นหนาและไม่หลุดง่าย อันนี้พูดเรื่องการปิดหมาย ในลักษณะที่เราจะดูว่าจำเลยได้รับหมายเรียกเลยหรือไม่ ก็ต้องดูว่าคดีนี้เป็นการส่งหมายโดยชอบหรือไม่ มีข้อสังเกตบทบัญญัติแก้

คือ การส่งโดยพนักงานไปรษณีย์นั้นเหมือนเจ้าพนักงานศาลเป็นผู้ส่ง พวกนี้ก็คือแม้พนักงานไปรษณีย์ไปส่งก็ต้องไปส่งในเวลากลางวัน ฯลฯ

ต้องจำว่ามีผลทันทีไม่ใช่เรื่องการปิดหมาย นับสิบห้าวันเลยไม่ใช่รอให้ล่วงพ้นสิบห้าวันก่อนค่อยนับ

เป็นเรื่องดุลพินิจจำเลย ไม่ยื่นก็ไม่ถือว่าขาดนัด หลักในข้อที่สองคือ ไม่ยื่นคำให้การแก้คดีภายในเวลาที่กำหนดไว้ ดูมาตรา 177 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่าได้เป็นหนังสือ ตามมาตรา 23 ก็ขยายได้ คือศาลให้ขยายได้เท่าใดก็ยื่นภายในเวลาที่ศาลอนุญาตตามคำสั่งศาลนั่นเอง อันนี้ตามกฎหมายเก่าโจทก์ต้องมีคำขอให้ศาลสั่ง

เพราะถ้าไปอ่านฏีกาเก่าๆ ก็จะวินิจฉัยว่า เมื่อพ้นกำหนดแล้วยังไม่ยื่นก็ยังไม่ขาดนัด ช่วงที่ศาลยังไม่สั่ง เพราะโจทก์ไม่ขอนั้น ช่วงนี้ ก็ ในช่วงที่ว่านี้จำเลยมายื่นขอร้องขออนุญาตยื่นคำให้การ ฏีกาเดิมไม่ถือ เพราะจำเลยยังไม่ขาดนัด กลายเป็นคำร้องขยายคำให้การ อันนี้เป็นแนวเดิมที่ได้เปลี่ยนไปแล้ว

ถ้าตามกฎหมายใหม่คือพอพ้นกำหนดแล้วจำเลยยังไม่ยื่นนั้นก็ตกเป็นผู้ผิดนัดทันที ผลของการไม่ยื่นคำให้การภายในกำหนดให้ถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

มาตรา 198 วรรคสองบอกโทษที่ไม่ทำตามหน้าที่ตามวรรคหนึ่ง พอขาดนัดโดยอัตโนมัตก็ต้องหาหน้าที่ให้โจทก์ทำใหม่เพื่อให้การขาดนัดดำเนินการไปได้ ถ้าเราเข้าใจแนวทางปฏิบัติของศาลนั้น โจทก์ก็มีหน้าที่นำส่งหมายและมีหน้าที่แถลงว่าทำได้หรือไม่ได้ แต่หน้าที่ของโจทก์ จะต้อง มา ถ้าไม่ให้โจทก์ดูแล้วจะให้ใครดูก็ไม่มีอีกแล้ว

 

 

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages