หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า kankokub ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์อนันต์ ชุมวิสูตร ผู้บรรยาย , ผู้ก่อตั้ง lawsiamgooglegroups และ คุณแบ่งปัน ที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า
ครั้งที่ 6 ( 08/01/52 ) เริ่มอธิบายในส่วนของพระธรรมนูญศาลครั้งที่ 1
กฎหมายแก้ครั้งล่าสุดกุมภา 51 ใช้บังคับ 19 พฤษภาคม 2543 เหตุผลหลักคือต้องการแยกศาลจากฝ่ายบริหารนี่คือเหตุผลหลัก มีที่มาเริ่มจากรัฐธรรมนูญปี 2540 เสร็จเด็ดขาดพฤษภาคม 2543 ถ้าเราดู พ.ร.บ.ให้ใช้ ตั้งแต่แต่มาตรา 2
เราเริ่มที่มาตรา 5 บอกว่าให้ใช้แก่คดีที่ยื่นฟ้องวันที่พระธรรมนูญศาลฉบับนี้เป็นหลัก เอาวันฟ้องคดีเป็นหลักส่วนวันที่เกิดมูลคดีไม่สำคัญ วันฟ้องที่ว่า ตามมาตรา 5 วรรค 1 คือ วันที่ฟ้องคดีต่อศาลชั้นต้น ไม่รวมถึงฟ้อง อุทธรณ์ หรือ ฟ้อง ฎีกา
ถ้าเราดูตัวอย่างของมาตรา 5 วรรค 1 เช่น คดีลักทรัพย์ศาลอาญา มาตรา 334 ไม่เกิน 3 หมื่น ปรับไม่เกิน 6พัน ถ้าเราดูก็คือ 17+25(5) เป็นคดีศาลแขวงหรือไม่ก็ผู้พิพากษานายเดียวศาลจังหวัด แต่ถ้าเกิด ก่อน 19 พฤษภาคม 43 แล้วมาฟ้องวันที่ 19 เป๊ะเลย คดีนี้ต้องใช้ตาม ฉบับปัจจุบัน ฉะนั้นทุกเรื่องที่เกี่ยวกับพระธรรมนูญศาล
ถ้าเป็นฉบับเดิมก็ต้องไปหาผู้พิพากษาเป็นคนที่สองเป็นผุ้พิพากษาธรรมดา จะเป็นแบบนี้นถ้าเป็นแบบเก่า แต่ถ้าเป็นฉบับปัจจุบัน จะต้อง เป็นผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเท่านั้น ตาม 29(3) ถ้าองค์คณะผิดกฎหมาย คำพิพากษาไม่ชอบ ฉะนั้นจุดแรกที่ต้องรู้คือวันที่เริ่มให้ใช้ ดู มาตรา 5 คือ เริ่มใช้ 19 พฤษภาคม 2543
แต่ถ้าเริ่มฟ้องคดี ก่อน 19 พฤษภาคม ก็ต้องใช้พระธรรมนูญศาล ฉบับเดิม 2477 จนกว่าคดีถึงที่สุด ( ถือตาม วิแพ่ง ก็คือสิ้นสุดกระบวนความ ไม่ใช่แค่สิ้นสุดแต่ล่ะชั้น )
แต่ก็มีข้อยกเว้นอยู่ในมาตรา 5 วรรค 2 คือ ถ้าเกิดเหตุตาม
มาตรา 28 เหตุจำเป็นอื่นอันไม่อาจก้าวล่วงชั้นพิจารณา
มาตรา 29 เหตุจำเป็นอื่นอันไม่อาจก้าวล่วงชั้นพิพากษา
มาตรา 30 31
เช่นอยู่ๆคดีสืบพยานเสร็จแล้วเจ้าของสำนวนมีเหตุต้องย้ายไปตายไปเป็นต้นนี่คือมาตรา 29 โดยนิยามทรัพยือยู่ที่มาตรา 30 ส่วนมาตรา 31 คือนิยามเพิ่มเติมตรา 30 ให้กว้างขึ้นไปอีก
แต่เหตุคดีนั้นๆต้องฟ้อง ก่อน 11 ตุลาคม 2545 เป็นต้นไป
สรุปเหตุในมาตรา 28 29 ต้องเกิดตั้งแต่วันที่ 11 ตุลาคม 2545 เป็นต้นไป
ฎีกาตัวอย่างมาตรา 5 พรบให้ใช้
มีคดีตัวอย่าง ฎ. 7223/2545
ตามมาตรา 5 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรมพ.ศ. 2543 บัญญัติว่า "บรรดาคดีที่ได้ยื่นฟ้องก่อนวันที่พระธรรมนูญศาลยุติธรรมท้ายพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้บังคับตามกฎหมายซึ่งใช้อยู่ก่อนวันที่พระธรรมนูญศาลยุติธรรมท้ายพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับจนกว่าคดีจะถึงที่สุด" คำว่า "จนกว่าคดีจะถึงที่สุด" นั้น หมายถึง ถึงที่สุดตามความในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 147 คือ คดีที่ได้มีการอุทธรณ์หรือฎีกา และศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาแล้ว กรณีหาได้มีความหมายว่าถึงที่สุดในแต่ละชั้นศาล ปรากฏว่าคดีนี้โจทก์ได้ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2542 อันเป็นวันก่อนพระธรรมนูญศาลยุติธรรมฉบับนี้ใช้บังคับ คดียังมีการอุทธรณ์ฎีกาต่อมา คดีจึงยังไม่ถึงที่สุดจึงต้องบังคับตามกฎหมายซึ่งใช้อยู่ก่อนคือ พระราชบัญญัติให้ใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ. 2477 และพระธรรมนูญศาลยุติธรรมซึ่งได้ใช้บังคับโดยพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรมฉบับเดิม มาตรา 10(4)(1) ให้อำนาจประธานศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาคดีใด ๆ ของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงมีอำนาจพิจารณาคดีนี้
ฎ. 1675/2546
โจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2543 แม้ต่อมาได้มีพระราชบัญญัติให้ใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2543ยกเลิกพระราชบัญญัติให้ใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ. 2477 และให้ใช้บทบัญญัติแห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรมท้ายพระราชบัญญัติให้ใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรมพ.ศ. 2543 เป็นพระธรรมนูญศาลยุติธรรม แต่ตามพระราชบัญญัติให้ใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 มาตรา 5 วรรคสอง บัญญัติว่า "บรรดาคดีที่ได้ยื่นฟ้องก่อนวันที่พระธรรมนูญศาลยุติธรรมท้ายพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้บังคับตามกฎหมายซึ่งใช้อยู่ก่อนวันที่พระธรรมนูญศาลยุติธรรมท้ายพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับจนกว่าคดีจะถึงที่สุด"คดีของโจทก์จึงต้องบังคับตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมเดิม
ในพระธรรมนูญศาลเดิมจะมีการแยกคดีแพ่ง ในมาตรา 22 เดิม ในอำนาจนายเดียวของผู้พิพากษา ทุนทรัพย์ต้องไม่เกิน สี่หมื่นบาท หากจะพิจารณาก็ทำได้สี่หมื่นไม่เกิน 1 แสน แต่ไม่มีอำนาจพิพากษา มีแต่อำนาจพิจารณา ฟ้องก่อน 19 พ.ค 43 ต้องใช้กฎหมายฉบับเดิม
นั่นคือมาตรา 5 ที่ต้องสังเกต โดยเฉพาะมาตรา 5 วรรค 2 ที่ไปกระทบ 28 29 30 31 ฉบับนี้ ที่หากเหตุตามสี่มาตรานี้เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 11 ต.ค. 45 จึงจะใช้กฎหมายปัจจุบัน
ถามว่าตรงนี้ออกข้อสอบได้หรือไม่ ออกยากเหมือนกันนะ
ต่อไปเลยที่ มาตรา 6 พรบให้ใช้ เดิม รอง มีมากกว่า 1 รอง เปลี่ยนใหม่จึงกลายเป็นว่า ในศาลชั้นต้น และศาลฎีกา ถัดจากรองคนที่สาม คือรองสี่ เป็นต้นไป ให้อยู่ตรง 11 ตุ.ค 45 ตกเก้าอี้ครับ อันนี้คือมาตรา 6 ให้ใช้ มีหลักสำคัญเพียงเท่านี้
มาตรา 6 ให้ระดับศาลอุทธรณ์ ระดับรองสอง ตกเก้าอี้ เมื่อ 11 ต.ค 45
วรรคสาม ก็ให้รองช่วย ก็แค่นั้น
มาตรา 7 เป็นเรื่องคอนเฟริม ว่ากฎหมายเดิมที่มีก่อนแยกศาล ถ้าไม่มีการแก้ไขให้ใช้ดังเดิม
มาตรา 8 ก็ให้เบอร์หนึ่งของตุลาการ แทน
จบพรบให้ใช้แล้วครับ จะเห็นได้ว่า มีหลักที่น่าจะออกสอบได้มาตราเดียวคือ มาตรา 5
คราวนี้มาดูตัวจริง พระธรรมนูญศาล
มาตรา 1 ให้มี 3 ชั้น อย่าบอกว่ามี 3 ศาลนะครับเชยแหลก ปัจจุบันศาลอุทธรณ์ มี 10 ศาล ศาลฎีกา มี 1 เดียว แต่ในข้างในแบ่งแผนกกันอย่างกับรังปลวก แผนกล่าสุดคือแผนกคดีเลือกตั้ง ข้อสอบเนคงไม่ออกหรอกว่าจะมีแผนกอะไรบ้าง แต่นึกถึงสนามจิ๋ว ที่มีหลักว่าไม่ให้ออกตุ๊กตา 100 เปอร์เซ็นต์ ที่เนฯไม่มีแบบนี้อย่าหวัง
ศาลชั้นต้นก็มีศาลชำนัญพิเศษได้ กรุงเทพ มี 5 ศาลจังหวัด ส่วนศาลชั้นต้นก็มีต่างจังหวัดรอบนอก ศาลพิเศษก็พวก ศาลเยาวชนและครอบครัว
ส่วนศาลชำนัญ ( หลักการ ) 10 ศาล ต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในเรื่องแรงงาน ภาษีก็เหมือนกัน
มาตรา 2 ก็อธิบายว่าศาลชั้นต้นมีอะไรบ้าง ชิวๆ ไม่น่าออกข้อสอบได้ รวมทั้งศาลยุติธรรมอื่นก็เป็นศาลชั้นต้น ใครอยากรู้ก็ไปดูพรบจัดตั้งศาล ศาลจังหวัดเคยมีคนพูดเล่นว่าไปตั้งที่อำเภอทำไมไม่เรียกศาลอำเภอ ก็เป็นเกร็ดสังเกตเล่นๆ
ปัจจุบันนี้บางจังหวัดไม่มีศาลแขวง และปัจจุบันก็ไม่ตั้งศาลแขวงเพิ่มเพราะมีพรบวิแขวงให้ใช้ได้ องค์คณะก็นายเดียวได้ เป็นตามพ.ร.บนำวิแขวงไปใช้ในศาลจังหวัด ศาลชำนัญพิเศษ มี ศาลแรงงาน ( 10 ศาล ) ศาลภาษีอากร ศาลทรัพย์สินทางปัญญาการค้าระหว่างประเทศ ศาลล้มละลาย
ก็พอรู้จักหน้าตาศาลชั้นต้นแล้ว
มาตรา 3 พูดถึงศาลอุทธรณ์ ก็เป็นเรื่องแจ้งให้ทราบไม่น่าออกได้เลย หลักการศาลอุทธรณ์ภาคก็คือครอบศาลชั้นต้นในภาคนั้นๆ เป็นการครอบเขตเดียวกันอยู่มีพิเศษคือศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ศาลต่างๆในกรุงเทพในเขตภาค 1 แต่เวลาอุทธรณ์ไม่ขึ้นอุทธรณ์ภาค 1 แต่ขึ้นอุทธรณ์รัชดา
มาตรา 4 ต่อเลยครับเป็นเรื่องที่ต้องเร็วเพราะเป็นระเบียบภายในมากกว่า ตอนแยกศาลยุติธรรม ปี 43 เป็นกต ศาลยุติธรรม เป็นการแบ่งแผนกใน
มาตรา 5 เป็นเรื่องหน้าที่ประธานศาลฎีกา มหน้าที่ออกระเบียบ เป็นการที่มีข้อสังเกตว่าต้องแก้ให้สอดคล้องกับ 11 ( 4 ) หรือไม่
เอาไว้คราวหน้าจะอธิบาย ว่า มาตรา 11 มีดียังไงถึงเคยออกข้อสอบผู้ช่วยมาแล้ว
ครั้งที่ 7 ( 15/01/52 ) เริ่มอธิบายในส่วนของพระธรรมนูญศาลครั้งที่ 2
คราวที่แล้วได้พูดถึงมาตรา 4 ซึ่งไม่มีอะไรมากในเชิงที่จะนำไปออกข้อสอบได้
มาตรา 5 ให้ประธานศาลวางระเบียบเพื่อให้เกิดความเรียบร้อย และให้คำแนะนำ อันนี้แก้ปี 51 แต่ก่อนใช้คำว่าดูแล ที่มาก็คือระเบียบที่มีเยอะมาก เช่น ระเบียบตุลากาลฉบับที่ 9 ที่ให้เปิดทำการในวันหยุด เป็นระเบียบที่ไปอ่านได้เลยว่าศาลเปิดวันไหนบ้างอันนี้ผ่านนะครับไม่ยุ่งยาก
มาตรา 6 ก็ยังเป็นเรื่อง ระเบียบบริหารราชการ มีจุดสังเกต คือโดยความเห็นชอบของกบศ มีอำนาจ ให้ความเห็น จัดตั้ง ยุบเลิก เปลี่ยนแปลงเขตศาล เลขาธิการก็คือ สายบังคับบัญชาสูงสุดของสำนักงานศาลยุติธรรม ก็ไม่น่าออกสอบได้
มาตรา 7 ก็คือให้กบศ เป็นผู้กำหนดจำนวนผู้พิพากษา ในแต่ล่ะศาลยุติธรรม กบศเป็นผู้กำหนดกำลังรบ กต เป็นผู้แต่งตั้ง ลงโทษ ให้คุณ ก็ไม่น่าออกสอบได้
มาตรา 8 ศาลฎีกาก็มีประธาน 1 คน ศาลอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาคก็ให้มีเบอร์หนึ่งได้เพียง ศาลล่ะ 1 คน ศาลอื่นๆก็เช่นกัน
ส่วนรอง ศาลฎีกาปัจจุบันมี 6 รอง ตามกฎหมาย( ในหลักการได้เพียง 1 คนแต่ อาจกำหนดมากกว่า 1 ก็ได้ แต่ไม่เกิน 6 ) ส่วนศาลอุทธรณ์ก็ เช่นกัน รองได้ไม่เกิน 3 คน
ตรงนี้แค่จับตำแหน่ง ในเชิงข้อสอบเน เป็นเพียงตัวประกอบ ที่ไป ออกในหลัก มาตรา 9 ( มาตรา 9 เป็น จุดหนึ่งที่ ออกข้อสอบได้ )ข้อสอบเนไม่ออกในมาตรา 8 วรรค 2 แต่เพื่อความไม่ประมาทก็ดูเผื่อไว้ก็ดี
ถ้ามีตำแหน่งว่างลงมีหลายรอง รองไหนขึ้นแทนก็ต้องเป็นรองเบอร์หนึ่งขึ้นแทนใน หกรองเมื่อกี้ขึ้นแทน การขึ้นแบบนี้ขึ้นโดยอัตโนมัติตามกฎหมายไม่ต้องให้มีใครมาสั่ง เมื่อขึ้นมาแล้ว ก็มีอำนาจอย่างเบอร์หนึ่งทุกประการ มีอำนาจทุกอย่าง
ว่างลง หมายความว่า ตาย หรือ ย้าย หรือ ออก ( ลาออก หรือ ปลดออก หรือ ให้ออกแล้วแต่ ) หรือ อีกกรณีหนึ่งคือเป็นผู้พิพากษาอาวุโส เป็นอย่างไรติดไว้ก่อน
ส่วนในกรณีไม่อาจปฏิบัติราชการได้ คือ ลาต่างๆที่ไม่ใช่ ลาออกใช่หมด เป็นผู้ทำการแทนไม่ใช่รักษาราชการแทนนะ เขียนผิด ถือว่าผิดเลยนะครับ
ปัญหาถ้ารอง 1 ไม่ว่าง ก็ให้รองอาวุโสถัดไป ขึ้นมาแทน ทุกอย่างขึ้นโดยอัตโนมัติ
ผุ้พิพากษาที่มีอาวุโส ต่างกับผู้พิพากษาอาวุโส ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป เป็นชื่อตำแหน่งตุลากาล
พอมามาตรา 8 วรรค 3 กังวลว่าถ้าเกิดขัดข้องทางเทคนิค ก็เลยให้ ประธานศาลฎีกา สั่งให้ไปจัดการเป็นเบอร์หนึ่งในศาลนั้นๆ โดยจะสั่งให้ผู้พิพากษาคนใดก็ได้มาแทน ( แต่ในทางปฏิบัติก็จะสั่งให้ผู้พิพากษาที่เหมาะสมมาแทน )
มาตรา 8 วรรค ท้าย กับ มาตรา 9 วรรค ท้าย เขียนเหมือนกันก็คือห้ามเด็ดขาดไม่ให้ผู้พิพากษาอาวุโสกับผู้พิพากษาประจำศาลมาเป็นเบอร์หนึ่งไม่ได้ เพราะท่านแก่แล้ว และเด็กคือพรรษาทางตุลากาลน้อยไป
ผู้พิพากษาประจำศาลก็คือผู้พิพากษาที่พึ่งขึ้นชั้นมาจากผู้ช่วยผู้พิพากษานั่นเอง จากเณรมาเป็นพระใหม่นั่นเอง
การที่ท่านประธานสั่งตามวรรค 4 นั้นคนล่ะเรื่องกับท่านประธานสั่งให้ไปช่วยทำงานเนื่องจากศาลอื่นคนไม่พอที่ว่าไม่เกินหกเดือน
สังเกตดูที่ว่ามาตรา 8 วรรค 2 พูดแค่เบอร์หนึ่งว่างลงแต่ถ้า เบอร์ 2 ว่างลงหล่ะ ไม่นำมาใช้ใน มาตรานี้ เพราะเรื่องของรองเป็นรเรื่องที่ขึ้นตามระเบียบโดยออโต้อยู่แล้ว
การสั่งตามมาตรา 8 วรรค 4 ไม่ต้องถามความยินยอม และสามารถสั่งได้นานตราบเท่าที่ เบอร์หนึ่งศาลนั้นจะมา จะนานกว่า 6 เดือนก็ได้ไม่ต้องเข้า กต ซึ่งต่างจากพ.ร.บ. ให้ช่วยราชการ
มาตรา 9 ก็คล้ายกับมาตรา 8 เลย แต่มาตรา 9 เป็นเรื่องของศาลชั้นต้น
มาตรา 9 วรรค 2 กับวรรค ท้าย มักโยงไป 28 29 ลองดูก็ได้ครับ
28 เกิดเหตุจำเป็นอื่นอันไม่อาจกล่าวล่วงได้ ดูมาตรา 30 คือคำแปล อ่าน 30 แปลตรงๆตัว อ่าน 31 คือให้รวมถึงเหตุอันนี้ด้วยนะ นั่นคือทางแก้ของกฎหมายที่ให้เบอร์หนึ่งของศาลนั้นๆเข้าว่าคดีแทน มาตรา 28 มอบหมายได้ มาตรา 29 แทนไม่ได้
ครั้งที่ 8 ( 21/01/52 ) เริ่มอธิบายในส่วนของพระธรรมนูญศาลครั้งที่ 3
สมมุติว่าจะเอามาตรา 9 มาเป็นตุ๊กตาจะสร้างอย่างไร มาตรา 9 ถ้ามาเป็นคำถามก็ไม่มามาตรา เดียว จะมาโยงกับมาตราอื่นด้วย จะยกตัวอย่างสัก สามตัวอย่าง ( ไม่ได้บอกข้อสอบนะ )
ตัวอย่างประกอบมาตรา 9
ตัวอย่างที่ 1
อัยการฟ้องจำเลยต่อศาลแขวงราชบุรีให้ลงโทษ ฐานลักทรัพย์มาตรา 334 ระวางโทษไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 6 พันบาท นายแสบคนเดียวพิจารณาคดีนี้ ก่อนทำคำพิพากษานายแสบได้รับคำสั่งให้ไปรับราชการที่อื่น ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแขวงราชบุรีป่วยไม่อาจมาปฏิบัติราชการได้ นายนกผุ้พิพากษาอาวุโสเห็นว่าตนพิจารณาได้และทำคำพิพากษาได้ นายยมอาวุโสรองลงมาทำคำพิพากษาตัดหน้านายนก พิพากษา จำ 1 ปี ปรับ 5 พันบาท โทษจำให้รอไว้
ถาม นายนกมีอำนาจทำหรือไม่ การทำคำพิพากษาของนายยมชอบหรือไม่
ตอบ ก็ต้องไปดูมาตรา 17 + 25 ( 5 ) อันนี้คืออำนาจของศาลแขวงในคดีอาญาเป็นสเต็บแรกที่ต้องทำเลยในข้อสอบ พระธรรมนูญศาลคืออำนาจศาลแขวง ก็จะได้คำตอบว่า ศาลแขวงมีอำนาจคดีที่อัตราทาจำคุกอย่างสูงไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท แสดงว่าผ่านสเต็บแรกได้แล้ว
องค์คณะไม่จำต้องมากกว่า 1 ขึ้นไป ศาลแขวงผู้พิพากษาคนเดียวพิจารณาได้อยู่แล้วนายแสบทำถูกแล้ว แสดงว่ายังไม่ได้ทำคำพิพากษาค้างอยู่
ผู้พิพากษาอาวุโส แปลว่าแก่ อย่าปนกับผู้พิพากษาอาวุโสถัดจากหัวหน้าศาล ซึ่งข้อเท็จจริงนี้คือ นายยม คือหนุ่ม นายนกแม้เป็นอดีตอธิบดีภาค ก็ตาม แต่นายยมคนหนุ่มตัดหน้าเสียก่อน ถามคนแก่ถ้าจะทำทำได้หรือไม่
ก็ต้องตอบว่า ใช้มาตรา 29 มาจับ เพราะเกิดเหตุจำเป็นอื่นในช่วงทำคพิพากษา ไม่ใช่นำมาตรา 28 มาใช้นะครับเพราะมาตรา 28 ใช้กรณีเกิดเหตุจำเป็นอื่นในชั้นพิจารณา เวลาตอบก็ต้องโยงมาตรา 30 ด้วยในส่วนของเหตุจำเป็นอื่นที่เกิดขึ้นด้วย คือให้เบอร์หนึ่งแต่ล่ะศาลแม้เป็นผู้ที่ไม่ได้นั่งพิจารณาคดีมาก่อนก็มีอำนาจทำคำพิพากษาคดีนั้นได้เป็นหลักยกเว้นมาจากมาตรา 29
แต่มีปัญหาซ้อนไปอีกชั้นตรงที่เบอร์หนึ่งคือผู้พิพากษาหัวหน้าศาล ไม่อยู่ก็ต้องนำมาตรา 9 มาใช้ คือนำ มาตรา 9 วรรค 2 มาจับโดยอัตโนมัติ ดังนั้น นายนก ที่แก่นั้น ไม่มีอำนาจมาจับเพราะไม่ใช่ผู้ที่มีอาวุโสถัดมาจากหัวหน้าศาลและต้องห้ามตาม มาตรา 9 วรรคท้ายอย่างชัดเจนเลย
นายยมคือคนที่มีอาวุโสสูงสุดถัดจากหัวหน้าศาลจึงขึ้นตามมาตรา 9 บัดนนี้นายยมคือบุคคลตามมาตรา 29 (3 )
ถามว่านายยม คนหนุ่มทำคำพิพากษาถูกหรือไม่ ก็ตาม 17 + 25 ( 5 ) ก็ต้องดูมาตรา 31 ( 2 ) อีกด้วย แม้จะเป็นการไม่เป็นการจำคุกจริงเพราะให้รอลงอาญา แต่ก็ต้องถือว่าเป็นการลงโทษเกิน เดือนแล้ว ผู้พิพากษานายเดียวจึงทำคำพิพากษาไม่ได้
ฎ.5943/2548
ศาลแขวงพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 1 ปี และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี และให้คุมความประพฤติจำเลยไว้ แต่มีผู้พิพากษาลงนามในคำพิพากษาเพียงคนเดียว เป็นกรณีที่ศาลแขวงมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (5) เพราะผู้พิพากษาคนเดียวจะพิพากษาลงโทษจำคุกเกินหกเดือน หรือปรับเกินหนึ่งหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งโทษจำคุกหรือปรับอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างเกินอัตราที่กล่าวแล้วไม่ได้ คำพิพากษาศาลแขวงจึงไม่ชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าว ซึ่งมีผลทำให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้
ปัญหาข้างต้นเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225
(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 9/2548)
มาตรา 9 28 29 30 31 25 17 คือกลุ่มมาตรา เป้าหมาย
ตัวอย่างที่ 2
นายแดงกับนายดำ ถูกย้ายไปเป็นหัวหน้าศาลศาลอื่น หัวหน้าศาลก็มอบหมายให้นายเหลือง เป็นองค์คระร่วมกับหัวหน้าศาลนั่นแหละ ลงนามในคำพิพากษาถามว่าคำพิพากษานี้ถูกกฎหมายหรือไม่
ตอบ หลักเบื้องต้นคือคนที่มีอำนาจทำคำพิพากษาคือคนที่นั่งพิจารณาคดี นี่คือหลักเบื้องต้น แต่มีมาตรายกเว้น คือ มาตรา 29 ( เพราะเกิดในชั้นทำคำพิพากษา ) โดยโยงมาตรา 30 เป็นนิยาม ใครจะเป็นคนมาแก้ปัญหา เกิดที่ศาลจังหวัด ตามคำพิพากษาไม่ได้พูดถึงอธิบดีภาคเลย ก็ มาตรา 29 นี้บังคับว่าเบอร์หนึ่งต้องเป็นผู้มาทำแทนเองมอบหมายให้คนอื่นมาทำแทนไม่ได้ ( อันนี้เป็นจุดตัดที่วัดว่ารู้ความแตกต่างระหว่างมาตรา 28 และ 29 หรือไม่ ) ฉะนั้นต้องตอบว่านายเหลืองไม่มีอำนาจทำคำพิพากษาเพราะไม่เข้าเหตุมาตรา 9
คดีแพ่งที่ฟ้องศาลจังหวัด ผู้พิพากษานายเดียวตัดสินได้หรือไม่ เป็นคดีฟ้องขับไล่ ไม่มีทุนทรัพย์ หัวหน้าศาลคนเดียวตัดสินคดีนี้ไม่ได้ เพราะเกินอำนาจผู้พิพากษาคนเดียว เพราะฉะนั้นทั้งข้อคือหลอกตลอดเลยครับ
ตัวอย่างเอาแค่นี้เอาแค่พอท้วมๆ แล้วมาต่อกัน
มาตรา 11 ต่อจากคราวที่แล้ว ว่ามีการแก้ไขตรง ( 1 ) เป็นนั่งพิจารณาและพิพากษาคดีใดๆของศาลนั้น แปลว่าทุกคดี ไม่ใช่ แค่คดีใหญ่เหมือนแต่ก่อนแล้ว ( อธิบดีภาคมีอำนาจเหมือนกันทุกอย่างโดยโยงจากมาตรา 14 ) สังเกตว่าต้องเคยนั่งพิจารณาคดีมาก่อน นะจึงจะทำคำพิพากษาได้ และ เพิ่มเติมอีกคือเรื่องความเห็นแย้งที่ไม่จำเป็นต้องนั่งพิจารณามาก่อนก็ได้
ก่อนแก้ให้ชัดเจนอย่างนี้มีการแปลกฎหมายอย่างขัดข้องคือหัวหน้าหรืออธิบดีหัวหน้าศาลไม่มีอำนาจพิจารณาและทำความเห็นแย้ง นี่คือเดิมก่อนแก้กฎหมายปี 51
ปัญหาว่าหลักการเดิมที่ให้ให้อธิบดีภาคหรือหัวหน้าศาลนั้นมาดูคดีที่เป็นที่สนใจหรือเป็นคดีใหญ่ๆ จะทิ้งหลักการเดิมหรือไม่ แต่ในทางปฏิบัติก็ยังไม่ทิ้ง ถ้ามีคดีที่มีความสำคัญอย่าง ( 1 ) ก่อนแก้ หัวหน้าศาลหรืออธิบดีภาค ควร เข้าไปพิจารณาอยู่เช่นเจตนารมณ์ของกฎหมายเดิม
ชุดแรก คดี 107-129 นี่คือคดีความมั่นคง คดีเกี่ยวกับสิ่งเสพย์ติด จำนวนมาก คดีที่เกี่ยวกับองค์กรข้ามชาติ คดีล้มบนฝูก คดีปั่นหุ้น คดีเกี่ยวกับอาชญากรรมเสรษฐกิจ คดีที่กระทบต่อสิ่งแวดล้มและทรัพยากรธรรมชาติ
ชุดสอง คดีที่มีประชาชนให้ความสนใจ เช่น ตัวผุ้กระทำความผิดเป้นบุคคลสำคัญ หรือวิธีการ ที่ซับว้อน
ชุดสาม คดีอาญาโทษร้ายแรง คดีที่การกระทำของจำเลยโหดเหี้ยมร้ายแรง กระทบต่อความรู้สึกต่อของประชาชน คดีแพ่งคดีที่มีจำนวนทุนทรัพย์สูง สูงนี้ ก็ แล้วแต่ ท้องที่ ศาลเบตง 5 ล้าน อาจมองว่าสูง คดีละเมิดอำนาจศาล
เหล่านี้คือคดีที่เบอร์หนึ่งแต่ล่ะศาลควรเข้าไป
มาตรา 11 ( 2 ) ก็ดูมาตราต่างๆว่ามีมาตราใดที่ให้อำนาจเฉพาะเบอร์หนึ่งเป็นผู้สั่งเช่น มาตรา 26 ป.วิ.พ.
( 4 ) ก็ไม่น่าเชื่อเคยมีนำมาออกข้อสอบผู้ช่วยมาแล้ว
คำถามว่าโจทก์ลุกล้ำไป 1 แสนบาททำให้โจทก์เสียหาย ขอท้ายฟ้องว่าที่ดินนั้นเป็นของโจทก์และขอให้ถอนที่ดินออกไปและให้จ่ายเสียหาย จำเลยให้การว่าสร้างในที่ดินตนขอให้ยกฟ้อง ศาลจังหวัดเห็นว่าเป็นเหตุตามสาลแขวงให้โอนคดีไป 16 วรรค 4 พอมาศาลแขวงก็จ่ายคดีให้แก่นายเปียก นายเปียกเห็นว่าต้องการให้ใช้ค่าเสียหาย ไป แต่ติดตรงคำขอที่ว่าให้รื้อถอนไป ที่เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ เลยมาปรึกษาหัวหน้าศาล ตาม 11 ( 4 ) คำถามโฟกัส 11 ( 4 ) แต่ถามกระจายไปทั่ว
1.ศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาคดีนี้หรือไม่
ตอบ คดีนี้เริ่มต้นให้ศาลจังหวัดพิพากษาให้ที่ดินนั้นเป็นของโจทก์ จำเลยต่อสู้ว่าเป็นของจำเลยจึงเป็นการต่อสู้กรรมสิทธิ์ เงินค่าเสียหายนั้นไม่สำคัญเท่าที่ดิน เป็นคดีมีทุนทรัพย์กี่บาท คำถามบอกแล้วว่าไม่เกิน 3 แสนบาท ( ราคาที่ 1 แสน+ ค่าเสียหายก็ไม่เกิน ) ส่วนที่ว่าให้ทำที่ดินให้มีสภาพเดิม นั้นเหมือนจะเป็นกรณีที่เป็นคำขอไม่มีทุนทรัพย์แต่ พิจารราดุแล้วจะเห็นว่าเป็นคำขอต่อเนื่องกัน จึงสามารถ วินิจฉัยได้ นายเปียกมีอำนาจวินิจฉัยคดีได้ตลอดไปทั้งคดี
ครั้งที่ 9 ( 29/01/52 ) เริ่มอธิบายในส่วนของพระธรรมนูญศาลครั้งที่ 4
ยังอยู่ในอำนาจของเบอร์หนึ่ง แต่ล่ะ วงเล็บในมาตรา 11
11 วรรค สองเป็นเรื่องของเบอร์ สอง ที่มีฐานะเป็นผู้ช่วยเบอร์หนึ่ง มี ปัญหาเป็นข้อคิดนิดหน่อยตรง วงเล็บ 1 ที่ได้แก้ไขล่าสุด ที่ให้อำนาจร่วมนั่งพิจารณา และตรวจสำนวนและทำความเห็นแย้ง กฎหมายปัจจุบันที่แก้ไขใหม่เป็นนั่งพิจารณาและพิพากษาคดีแปลว่าหากจะอยากทำคำพิพากษาปัจจุบัน ต้องได้นั่งพิจารณาด้วยซึ่งต่างกับมาตรา 29 นะครับ
ดูความต่างของ 29 + 30 เปรียบเทียบกับมาตรา 11
หลักใหญ่คือ 11 วงเล็บ 1 ข้อยกเว้นกรณีพิเศษคือ กรณี 29+30
ดู มาตรา 12 อ่านทีเดียวผ่านครับเป็นเรื่องการบริหารภายใน
มาตรา 13 เป็นเรื่องมีอธิบดีภาคของศาลชั้นต้น ไม่ใช่ศาลอุทธรณ์ภาคนะครับ ปัจจุบันไม่มีรองอธิบดีภาคแล้ว มีแต่เลขานุการ ก็นำผู้พิพากษาเด็กๆมา ปัจจุบันมีอยู่ 9 ภาค
มาตรา 13 วรรค 3 ปิดทางไม่ให้ผู้พิพากษาอาวุโสกับผู้พิพากษาประจำศาล ขึ้นมาเป็น อธิบดี คือ จะขึ้นมาไม่ได้
มาตรา 14 บอกว่าอธิบดีมีอำนาจสั่งอย่างไร โดยการสั่งไปช่วยทำการชั่วคราว ไม่ใช่ทำการแทนนะครับเพราะเป็นอำนาจของประธานศาลฎีกาเท่านั้น พอมาเจอคำว่าอธิบดีภาคนี้ถือว่าเป็นผู้พิพากษาคนนึงในศาลตนเอง
คำถาม สมมุติว่าศาลจังหวัดสงขลา ลงโทษจำคุกจำเลยคนหนึ่งต่อมาทางฝ่ายโจทก์ขออุทธรณ์ให้ลงโทษหนักขึ้น ระหว่างอุทธรณ์ครบกำหนดขัง จำเลยยื่นให้ ปล่อย ศาลเห็นว่าอุทธรณ์ขอให้ลงโทษหนักขึ้น ถามว่าหากยื่นต่ออธิบดีภาค 9 ที่มีเขตอำนาจ ในศาลสงขลาจะมีอำนาจปล่อยหรือไม่
ตอบ ตามมาตรา 14 นี่แหละครับว่าอธิบดีภาคก็มีอำนาจสั่งให้ปล่อยได้ครับ
ในแง่อธิบดีภาคในแง่ตุ๊กตาก็ถือเป็นผู้พิพากษานายหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีอำนาจตาม 11 วรรค 1 ด้วย รวม วงเล็บ 1 แน่ๆ จึงมีอำนาจ นั่งพิจารณาคดีและพิพากษาคดีต่างๆได้ด้วย
ก็จบที่จะออกได้ในส่วนอธิบดี เพราะถ้าจะให้ไปออกในแง่สั่งให้ไปช่วยชั่วคราวไม่เกิน 3 เดือน ต่อครั้ง ก็ไม่รู้จะออกแง่ไหนเพราะเป็นเชิงบริหาร
ต่อไปตามมาตรา 15 เริ่มยุ่งยาก เป็นเรื่องเขตอำนาจศาลซึ่งมุ่งไปที่ตัวศาลในทางภูมิศาสตร์ ซึ่งต่างกับเขตอำนาจศาลในวิแพ่งที่มองไปในการฟ้องคดีได้
มาตรา 15 ใช้ระหว่างศาลยุติธรรมด้วยกัน ที่ เป็นเรื่องสองศาลด้วยกันคดีเรื่องเดียวกันอย่าได้มีการพิจารณาซ้ำซ้อนกัน เน้นคำว่าโดยชอบ
ได้หลักในวิแพ่งอีกต่างหากว่าการฟ้องซ้อนเริ่มนับแต่เมื่อยื่นฟ้องไม่ต้องรอจนถึงประทับรับฟ้องถึงจะเป็นการฟ้องซ้อน
ฎ.122/2547
การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ศาลชั้นต้นเป็นศาลแรกไว้แล้ว ต่อมาโจทก์กลับมาฟ้องจำเลยข้อหาเดียวกันต่อศาลจังหวัดปัตตานี ฟ้องคดีหลังของโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามมิให้ฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง(1)ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 อันส่งผลให้คำสั่งประทับฟ้องของศาลจังหวัดปัตตานีไม่ชอบไปด้วย
กรณีที่ห้ามมิให้ศาลใดศาลหนึ่งรับคดีซึ่งศาลอื่นได้รับประทับฟ้องไว้แล้วตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 18 เดิม ต้องเป็นกรณีที่ศาลอื่นรับประทับฟ้องไว้โดยชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น การที่ศาลจังหวัดปัตตานีมีคำสั่งประทับฟ้องไว้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากเป็นฟ้องซ้อนกับคดีแรกของศาลชั้นต้น จึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติดังกล่าว ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจพิจารณาคดีแรกต่อไปได้
- จะฝ่าฝืนมาตรา 15 ก็ต่อเมื่อประทับรับฟ้องคดีไว้โดยชอบ ประเด็นเดียวเลยในฎีกานี้
ที่ไม่ค่อยได้ออกสอบเพราะว่าเป็นลูกผสม ของวิแพ่งด้วย
ไอ้ตรงเว้นแต่ ไม่ค่อยออกเพราะโอนมาก็พิจารณาได้
ต่อไปมาตรา 16 เป็นพระเอกในเรื่องเขตอำนาจศาลเลยครับ ออกมาทุกสนามและหลายครั้งด้วยครับ
ถามว่า ศาลเชียงใหม่มีเขตอำนาจเหนืออำเภออะไรบ้าง ก็ไปดูพ.ร.บ จัดตั้งศาลจังหวัดเชียงใหม่สิครับ
วรรคสองคือ เขตศาลที่แท้จริง ต้องย้ำเพราะวรรค 3 คือเขตศาลที่ลวงตา
คำตอบก็คือต้องกางแผนที่กรุงเทพ แล้วเขี่ยเขตศาลแพ่ง อาญา ธน ออก กรุงเทพใต้ออก มีนบุรี ตลิ่งชันพระโขนงออก และศาลยุติธรรมอื่นออกอีก ที่เหลือนั่นแหละคือเขตศาลแท้ๆของศาลแพ่งรัชดา อาญา รัชฎา อย่าไปจำมันข้อสอบไม่ออก แต่ให้รู้ไว้เป็นหลักปฎิบัติ
ศาลยุติธรรมอื่นไม่ใช่ศาลแขวงไม่ใช่ศาลพิเศษไม่ใช่ศาลชำนัญพิเศษ เพราะไม่งั้นศาลแพ่งศาลอาญาไม่เหลือ เขตเลยก็พอแปลได้ว่าก็คือศาลจังหวัดตลิ่งชันศ่าลจังหวัดพระขโนง
วรรค 3 เขตศาลเทียม คือ ทั่วประเทศ 16 วรรค 3 ใช้งานต่อเมื่อ มูลคดีเกิดนอกเขตศาลแพ่งหรืออาญา แต่มาฟ้องในศาลแพ่งหรืออาญา รัชดา ตอนเข้าวรรคนี่สำคัญ อย่าเข้าวรรคผิดนะครับ
รับคดีไว้พิจารณา หรือ โอนคดีไปที่ศาลเดิมที่เกิดเรื่องเกิดเหตุที่มีอำนาจเหนือคดีนั้น 2 ทางเลือกนี้เป็นทางเลือกศาลไม่ใช่บทบังคับให้ศาลต้องทำ แต่อำนาจมี 2 อย่างนะครับจะสั่งเป็นอย่างที่สามไม่ได้นะครับ
วรรค 3 เป็นเรื่องคดีที่เกิดในราชอาณาจักร จริงก็คือ 16 ทุกวรรคแหละครับ
คำว่าคดีที่เกิดตามวรรค 3 คดีนั้นเกิดขึ้นนอกเขต ก็แปลได้ทำนองเดียวกับมูลคดีเกิดขึ้นที่ไหน
สมมุติมีการปล้นที่เชียงใหม่คดีนี้มาจำเลยถูกจับในเขตกรุงเทพ ต่อมาคดีนี้มาฟ้องที่ศาลอาญาถามว่าคดีนี้เข้าวรรค 3 มาตรา 16 ไหม
ก็วิอาญา 22 ก็เกิดนอกเขตศาล เข้าวรรค 3 ไหมครับคือ ศาลที่มีการจับกุมเหมือนกัน ก็เข้ามาตรา 22 แต่ไม่ใช่ศาลที่มูลคดีเกิด ก็น่าจะถือว่าเข้า วรรค 3 มาตรา 16
ข้อสังเกตว่าดูอย่างไงว่าใช้ดุลพินิจรับไว้แล้ว เอาคดีอาญาก่อน อัยการฟ้องยื่นฟ้องแล้วศาลอาญาประทับรับฟ้องตูมถือว่าเข้าวรรค 3 หรือยัง หรือคดีที่ผู้เสียหาย ฟ้องแล้วสาลอาญาสั่งไต่สวนมูลฟ้อง ถือว่ารับไว้หรือยัง ศาลอาญาดูตรงที่ว่าประทับรับฟ้องหรือยังเป็นตัวเด็ดขาดจึงเป็นการใช้อำนาจตามวรรค 3 แล้ว
ส่วนคดีแพ่งนอกจากศาลแพ่งรับฟ้องต้องมีการทำอย่างอื่นอีก เช่นชี้สองสถานแล้ว สืบพยานแล้ว คือต้องมีการดำเนินกระบวนพิจารณาอื่นๆอีกนอกจากการรับฟ้องไว้แล้ว
ฎ.7255/2540
เมื่อมูลหนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องจำเลยทั้งเจ็ด มิใช่หนี้ร่วมที่จำเลยทั้งเจ็ดต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ หากแต่เป็นหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งจำเลยแต่ละคนจะต้องรับผิดต่อโจทก์มูลความแห่งคดีที่จำเลยทั้งเจ็ดจะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามคำพิพากษา จึงเป็นการชำระหนี้ที่อาจแบ่งแยกจากกันได้ หาได้เกี่ยวข้องกันไม่ ดังนี้ โจทก์จะเสนอคำฟ้องจำเลยทั้งเจ็ดรวมมาในคดีเดียวกันมิได้
การที่ศาลชั้นต้นรับคำฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 ไว้พิจารณาโดยขัดต่อพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 150 ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจสั่งเพิกถอนคำสั่งรับคำฟ้องจำเลยดังกล่าวอันเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสีย และมีคำสั่งใหม่เป็นไม่รับคำฟ้องจำเลยดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 27 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 153 และเมื่อความปรากฏต่อศาลชั้นต้นก่อนศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์ การที่ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งที่รับฟ้องเป็นไม่รับคำฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 ถือไม่ได้ว่าศาลชั้นต้นได้ใช้ดุลพินิจยอมรับคดีสำหรับจำเลยดังกล่าว ซึ่งอยู่นอกเขตศาลชั้นต้นไว้พิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 14(5)
ฎ.6890/2537
แม้คำฟ้องโจทก์เกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ซึ่งจะต้องยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดนนทบุรีที่อสังหาริมทรัพย์ตั้งอยู่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4(1) ซึ่งเป็นวันที่กฎหมายดังกล่าวใช้บังคับในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องก็ตาม แต่เมื่อศาลแพ่งได้สั่งรับฟ้องคดีนี้ไว้แล้ว ย่อมถือว่าศาลแพ่งได้ใช้ดุลพินิจยอมรับพิจารณาพิพากษาคดีนี้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 14(4) ซึ่งเป็นวันที่กฎหมายดังกล่าวใช้บังคับในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องแล้ว โดยโจทก์ไม่จำต้องยื่นคำร้องขออนุญาตฟ้องต่อศาลแพ่งแต่อย่างใด
ฎ.379/2525
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา4 นั้น เป็นบทบัญญัติที่ใช้แก่ศาลทั่วไป แต่สำหรับอำนาจของศาลแพ่งนั้นยังมีอำนาจที่จะพิจารณา พิพากษาคดีที่เกิดขึ้นนอกเขตศาลแพ่งด้วยตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม.14(4) คดีที่เกิดนอกเขตศาลแพ่งและจำเลยมีภูมิลำเนานอกเขตศาลแพ่ง เมื่อศาลแพ่งรับฟ้องและดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์จำเลยจนเสร็จ ดังนี้แสดงว่า ศาลแพ่งใช้ดุลพินิจยอมรับพิจารณาพิพากษาคดีดังกล่าวตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม.14(4) แล้ว
คำถาม นายฟ้าฟ้องนายเมฆเป็นคดีอาญา ต่อศาลอาญาว่าทำร้ายร่างกายเจ็บสาหัส ตาม 297 จำคุก 6 เดือน – 10 ปี ไต่สวนมูลฟ้อง มีมูลให้รับฟ้อง ถามว่าคนเดียวได้หรือไม่ ลองเปิดดูมาตรา 25 ครับ 25 วงเล็บ 3 เป็นเรื่องผู้พิพากษาในศาลจังหวัด หรือศาลคดีอาญาได้ด้วย เท่ากับสั่งถูกมีอำนาจสั่ง ระหว่างสืบพยานโจทก์ ก็จ่ายสำนวน ให้องค์คณะสองคน ระหว่างสืบ ต้องย้ายทั้งสองคน อธิบดี ก็เลยมอบหมายให้องค์คณะชุดใหม่ 2 คนมาพิจารณาคดี กับเห็นว่าคดีนี้อยุ่ในอำนาจ ศาลจังหวัด นนทบุรีจึงสั่งให้โอนคดี ไป ถามว่า คำสั่งขององค์คณะของผู้พิพากษาชุดสอง นี้สั่งถูกหรือไม่
ตอบ เมื่อใช้อำนาจรับฟ้องไว้แล้วต้องทำให้เสร็จห้ามไปทิ้งคดีกลางทาง จะกลับลำไม่ได้ ไม่ชอบตาม 16 วรรค 3
คำถามที่ 2 โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลแพ่งให้ชำระหนี้ให้โจทก์โดยระบุในฟ้องว่ามีภูมิลำเนา ในจตุจักร ศาลแพ่งรับฟ้องโจทก์ไว้แล้ว ปรากฏว่าในการส่งสำเนาฟ้องไม่ได้เพราะปรากฏภายหลังว่ามีภูมิลำเนาในศาลกระทุ่งแบน ก็แปลว่าแก้ฟ้องก็ให้แก้ รับฟ้องก็รับ ถามว่าเป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
ตอบ ถือว่าศาลแพ่งใช้อำนาจตามมาตรา 16 วรรค 3
การที่มาฟ้องแล้วศาลแพ่ง ศาลอาญาเผลอรับ ถามว่าจะอ้างว่าเผลอแล้วกลับลำโอนคดีได้หรือไม่ ตอบว่าไม่ได้ถ้าจะเผลอต้องเนียนต่อให้จบ นี่คือหลักวรรค 3 ครับ
ต่างจากวรรค 4 มาตรา 16 อย่างไร วรรค 4 เป็นเรื่องที่เกิดมูลคดี ( คดีแพ่ง ) ที่เกิดเหตุ ( คดีอาญา ) เกิดทับกันระหว่างศาลแขวงกับศาลจังหวัด วรรค 4 จึงบังคับศาลจังหวัดให้โอนคดีไปยังศาลแขวงที่มีเขตอำนาจ
วรรค4 เป็นการบังคับศาล
วรรค 4 เกิดในการทับซ้อน 2 ศาลคือเกิดในเหตุแท้ๆ แต่วรรค 3 เกิดนอกเขตแท้ๆ ทีนี้ถามว่าถ้าคดีแบบเมื่อกี้ถ้าเกิดในกรุงเทพหล่ะ ครับ ก็ต้องตีความให้ใช้ได้สิครับ
เมื่อเจตนารมณ์ต้องการให้ศาลแขวงพิจารณาคดีในคดีที่อยู่ในอำนาจของตน
ฎ.2040/2550
โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องครั้งที่สองโดยรับข้อเท็จจริงบางส่วนตามคำให้การของจำเลยทั้งสี่ เป็นการขอลดทุนทรัพย์ฟ้องเดิมภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ และคดีนี้ศาลชั้นต้นยังไม่ได้สืบพยานโจทก์และพยานจำเลยจึงยังอยู่ภายในกำหนดเวลาที่จำเลยทั้งสี่จะแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยทั้งสี่เพื่อหักล้างข้ออ้างของโจทก์ได้ การแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวจึงไม่ทำให้จำเลยทั้งสี่เสียเปรียบและหลงข้อต่อสู้แต่ประการใด
ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมฯ มาตรา 16 วรรคสี่ ที่บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีการยื่นฟ้องคดีต่อศาลจังหวัด และคดีนั้นเกิดขึ้นในเขตของศาลแขวงและอยู่ในอำนาจของศาลแขวง ให้ศาลจังหวัดนั้นมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลแขวงที่มีเขตอำนาจ" นั้น แม้จะใช้ถ้อยคำว่าศาลจังหวัดก็ตาม แต่เจตนารมณ์ของกฎหมายที่บัญญัติความในวรรคสี่ไว้เนื่องจากไม่ประสงค์ให้ศาลชั้นต้นที่มีศาลแขวงตั้งอยู่ในเขตศาลนั้นรับพิจารณาคดีที่เกิดขึ้นในเขตของศาลแขวงและอยู่ในอำนาจของศาลแขวง เมื่อศาลแพ่งธนบุรีเป็นศาลชั้นต้นที่มีศาลแขวงธนบุรีและศาลแขวงตลิ่งชันตั้งอยู่ในเขตจึงต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติดังกล่าวด้วย คดีนี้โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องโดยลดจำนวนทุนทรัพย์ลงเป็นเหตุให้คดีของโจทก์เป็นคดีที่เกิดในเขตของศาลแขวงและอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลแขวง ศาลแพ่งธนบุรีจึงต้องมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลแขวงธนบุรีซึ่งเป็นศาลแขวงที่มีเขตอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว
ครั้งที่ 10 ( 05/02/52 ) เริ่มอธิบายในส่วนของพระธรรมนูญศาลครั้งที่ 5
มาตรา 16 อ่านมาตรานี้เลย เอาเรื่องวรรค 3 ก่อน เป็นเรื่องอำนาจในการใช้ดุลพินิจศาลแพ่งศาลอาญา
วรรคสามเป็นเรื่องที่ยุติก่อนว่าคดีนั้นไม่ได้เกิดแท้ๆในศาลแพ่งหรือศาลอาญา ก็กลับไปดูวรรค 2 ตามมาตรา 16 นั่นแหละ
และจะเข้าวรรค 3 ต่อเมื่อศาลแพ่งหรือศาลอาญารู้แต่ต้นว่าคดีอยู่นอกนะแต่ก็ยอมให้รับคดีนี้อยู่ในการพิจารณาของศาล
ดังนั้นถ้าวันแรกที่โจทก์ฟ้องแล้ว รับโดยไม่รู้ว่าคดีไม่ได้อยู่ในเขตตน เท่ากับศาลแพ่งหรืออาญาใช้ดุลพินิจในการรับแล้วหรือยัง ตอบคือ ยังไม่รับนะครับ เพราะไม่รู้ ไม่เข้า 16 วรรค 3 ถ้าต่อมารู้ขึ้นมา แล้วยังดำเนินคดีต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นอย่างนี้เข้ามาตรา 16 วรรค 3 แล้ว สิ่งที่รับมาแล้วถ้าเห็นว่าผิดก็ เพิกถอนแล้วสั่งให้ไปศาลอื่นก็ได้ หรือใช้ดุลพินิจดำเนินคดีต่อก็ได้ อันนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นใน จังหว่ะสอง เป้นเรื่องของวรรค 3 นะครับ
ฎ.2038/2523
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 22(1) บัญญัติว่า "เมื่อจำเลยมีที่อยู่ ฯลฯ ในท้องที่หนึ่งนอกเขตศาลดังกล่าวแล้ว จะชำระที่ศาลซึ่งท้องที่นั้นอยู่เขตอำนาจก็ได้" นั้น มิใช่เป็นบทบังคับให้ศาลซึ่ง ท้องที่ที่จำเลยมีที่อยู่ ฯลฯ อยู่ในเขตอำนาจจะต้องรับชำระคดีนั้น ๆ แต่เป็นบทบัญญัติให้ดุลพินิจแก่ศาลซึ่งท้องที่ที่จำเลยมีที่อยู่ ฯลฯ ในเขตอำนาจจะรับชำระคดีนั้นหรือไม่ก็ได้ ความผิดที่เกิดขึ้นนอกเขตศาลอาญา แต่จำเลยมีภูมิลำเนาในเขตศาลอาญา เมื่อผู้เสียหายเป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง ศาลจึงมีอำนาจที่จะใช้ดุลพินิจรับหรือไม่รับคดีนั้นไว้พิจารณาก็ได้
การที่ศาลอาญาสั่งในคำฟ้องของโจทก์ว่า "นัดไต่สวนให้โจทก์นำส่งหมายนัด" ยังถือไม่ได้ว่าศาลอาญาได้ใช้ดุลพินิจรับคดีของโจทก์ไว้ ชำระแล้ว ด้วยเหตุนี้ที่ศาลอาญาสั่งงดไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่ง ไม่ประทับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาจึงเป็นการที่ศาลอาญาได้ใช้ดุลพินิจสั่งตามอำนาจที่มีอยู่ (ประชุมใหญ่ครั้งที่ 4/2523)
ถามต่อว่าต้องมีคำร้องยื่นหน้าคำฟ้องด้วยหรือไม่ ดูวรรค 3 ครับ ไม่มีเขียนไว้เลย ก็ไม่จำเป็น คำร้องไม่มีไม่ว่า แต่สำคัญรับแล้วต้องทำจนจบ
ทีนี้วรรค 4 ใช้งานอย่างไรต่างกับวรรค 3 อย่างไร วรรค 4 คือเกิดเขตซ้ำซ้อนกันระหว่างศาลแขวงศาลจังหวัดซ้ำ กัน เกิดขึ้นของวรรค 4 แปลแนวเดียวกับมูลคดีเกิดหรือความผิดเกิด
อันนี้คือจุดเริ่มต้น ต่อมาตัวโจทก์นำคดีนี้ที่อยู่ในอำนาจศาลแขวง มาฟ้องที่ศาลรัชดา หรือก็คือศาลแพ่งหรือศาลอาญา คือ 17+25(4 ) สายคดีแพ่งหรือ17+25(5) ถ้าเป็นสายคดีอาญา ศาลจังหวัดถูกบังคับว่าต้องโอนคดีไปศาลแขวงเสมอต้องโอน ไม่ใช่เป็นอำนาจศาลเช่น วรรค 3 นะครับ
นอกจากนี้การนำคดีแขวงมาฟ้องจังหวัดนั้นศาลฎีกามองว่าจากมีทุนทรัพย์ภายหลัง ก็เข้าวรรค 4 อยู่ ตอนเริ่มต้นศาลจังหวัด แล้วเปลี่ยนมาเป็นศาลแขวง ก็ใช้ทั้งพระธรรมนูญศาลเรื่องเขตอำนาจศาล
ถามต่อว่าถ้าคดีเกิดในเขตศาลซ้อนกันในเขตกรุงเทพในวรรค 4 ใช้คำว่าศาลจังหวัดศาลแขวงแล้วบุกรุก ฟ้องขับไล่จำเลยต่อสู้ว่าเป็นของจำเลย ศาลแพ่งก็ทำต่อไป มีปัญหาว่าคดีแบบนี้เข้าวรรึ 3 หรือ วรรค 4 ตอบวรรค 4 เพราะคดีนี้เริ่มต้นเป็นละเมิด เกิดในเขตศาลสองศาลทับซ้อนไม่ใช่วรรค 3 แน่ๆ แล้วทำไมวรรค 4 หล่ะในเมื่อวรรค เช่นมัดข้อเท็จจริง เกิดหน้าศาลแขวงรัชดาภิเษก มีคำถามว่าคดี นี้ขึ้นศาลใด
ฎ.2040/2550
โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องครั้งที่สองโดยรับข้อเท็จจริงบางส่วนตามคำให้การของจำเลยทั้งสี่ เป็นการขอลดทุนทรัพย์ฟ้องเดิมภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ และคดีนี้ศาลชั้นต้นยังไม่ได้สืบพยานโจทก์และพยานจำเลยจึงยังอยู่ภายในกำหนดเวลาที่จำเลยทั้งสี่จะแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยทั้งสี่เพื่อหักล้างข้ออ้างของโจทก์ได้ การแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวจึงไม่ทำให้จำเลยทั้งสี่เสียเปรียบและหลงข้อต่อสู้แต่ประการใด
ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมฯ มาตรา 16 วรรคสี่ ที่บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีการยื่นฟ้องคดีต่อศาลจังหวัด และคดีนั้นเกิดขึ้นในเขตของศาลแขวงและอยู่ในอำนาจของศาลแขวง ให้ศาลจังหวัดนั้นมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลแขวงที่มีเขตอำนาจ" นั้น แม้จะใช้ถ้อยคำว่าศาลจังหวัดก็ตาม แต่เจตนารมณ์ของกฎหมายที่บัญญัติความในวรรคสี่ไว้เนื่องจากไม่ประสงค์ให้ศาลชั้นต้นที่มีศาลแขวงตั้งอยู่ในเขตศาลนั้นรับพิจารณาคดีที่เกิดขึ้นในเขตของศาลแขวงและอยู่ในอำนาจของศาลแขวง เมื่อศาลแพ่งธนบุรีเป็นศาลชั้นต้นที่มีศาลแขวงธนบุรีและศาลแขวงตลิ่งชันตั้งอยู่ในเขตจึงต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติดังกล่าวด้วย คดีนี้โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องโดยลดจำนวนทุนทรัพย์ลงเป็นเหตุให้คดีของโจทก์เป็นคดีที่เกิดในเขตของศาลแขวงและอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลแขวง ศาลแพ่งธนบุรีจึงต้องมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลแขวงธนบุรีซึ่งเป็นศาลแขวงที่มีเขตอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว
สรุปคือถ้าคดีเกิดในกรุงเทพใช้วรรค 4 ได้ขั้นตอนการทำคดีโอนตามวรรค 4 17+25(4) กลับมา 16 วรรค 4 ว่าคดีเกิด ศาลแขวงแต่มาฟ้องศาลแพ่ง ศาลแพ่งทราบแล้วไปทำคดีต่อ ชอบหรือไม่
ตอบ ไม่ชอบ ศาลแพ่งไม่มีอำนาจ แต่มีหน้าที่ คือต้องโอนคดี
ก่อนศาลจังหวัดโอนศาลจังหวัดจำเป็นต้องมีคำสั่งรับฟ้องหรือไม่ มาตรา 16 ก็ไม่ได้เขียน แต่ขณะนี้เราแปลแล้วว่า ต้องสั่งรับฟ้องก่อนไม่งั้นผิดครับ พอจะเทียบเคียงได้กับ
ฎ.7368/2548
แม้คำฟ้องของโจทก์จะอ้างว่าจำเลยได้ส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์แล้วก็ตาม แต่ก็ปรากฏตามคำฟ้องว่า จำเลยยังโต้แย้งอยู่ว่าไม่ได้ขายที่ดินพิพาทให้โจทก์และที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย คำขอท้ายฟ้องโจทก์ขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท และให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่โจทก์ จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องเรียกเอาที่ดินพิพาทซึ่งจำเลยปฏิเสธว่าไม่ได้ขายให้โจทก์มาเป็นของโจทก์ ซึ่งหากโจทก์ชนะคดี โจทก์ย่อมได้ไปซึ่งสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เมื่อที่ดินพิพาทมีราคาไม่เกิน 300,000 บาท จึงอยู่ในอำนาจของศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) ศาลจังหวัดชอบที่จะมีคำสั่งให้โอนคดีไปยังศาลแขวงตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคสี่ การที่ศาลจังหวัดมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องและจำหน่ายคดีของโจทก์เป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้
คำสั่งนี้ เป็นการสั่งตาม 24(2) หรือ 25(1) คือ คำสั่งที่ผู้พิพากษากี่นายสั่ง ตอบ นายเดียว เพราะไม่ใช่การสั่งชี้ขาดคดี
ถามว่าวันนี้รับฟ้อง พรุ่งนี้ค่อยสั่งโอนได้หรือไม่ ตอบ ได้ ไม่จำเป็นต้องสั่งพร้อมกันในวันเดียว
การสั่งโอนคดีในวรรค 4 มีเด๊ทไลน์หรือไม่ ตอบ มีคดีเรื่องหนึ่ง เอาคดีแขวงมาฟ้องที่ศาลจังหวัดนครปฐม
ฎ.1966/2550 - แม้จะโอนก่อนนัดฟังคำพิพากษา สืบพยานหมดแล้วก็ ไม่เกินกำหนด
คำฟ้องของโจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยนำเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดรุกล้ำเข้าไปในที่ดินพิพาทซึ่งโจทก์มีสิทธิครอบครองโดยไม่มีสิทธิจำเลยให้การโต้แย้งสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทว่าเป็นของจำเลยจึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือเป็นคดีมีทุนทรัพย์ เมื่อราคาที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทุนทรัพย์ของคดีไม่เกินสามแสนบาท จึงอยู่ในอำนาจของศาลแขวงนครปฐมที่จะพิจารณาพิพากษา แม้ศาลจังหวัดนครปฐมสืบพยานโจทก์และจำเลยจนเสร็จและนัดฟังคำพิพากษาแล้ว แต่ตราบใดที่ยังมิได้มีคำพิพากษาศาลจังหวัดนครปฐมชอบที่จะมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลแขวงนครปฐมตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคท้าย
ศาลจังหวัดนครปฐมได้รับฟ้องไว้พิจารณาและดำเนินการสืบพยานโจทก์จำเลยจนเสร็จและอยู่ระหว่างนัดฟังคำพิพากษาแล้ว แต่เมื่อปรากฏภายหลังว่าเป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงนครปฐมตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 วรรคหนึ่ง (4) ไม่ใช่คดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลจังหวัดนครปฐม ศาลจังหวัดนครปฐมย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้ตามมาตรา 18 ทั้งไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดให้อำนาจศาลจังหวัดนครปฐมที่จะใช้ดุลพินิจรับคดีไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป การที่ศาลจังหวัดนครปฐมมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลแขวงนครปฐมชอบด้วยมาตรา 16 วรรคท้ายแล้ว ผู้พิพากษาศาลแขวงนครปฐมจึงมีอำนาจทำคำพิพากษาคดีนี้ได้
สมมุติเหตุเกิดศาลแพ่งรัชฎา ทำคดีมาเรื่อย แล้ว มาเห็นว่านี่คือคดี ให้เฉพาะศาล แพ่งกับศาลอาญาเท่านั้นนะครับ โอนเมื่อไหร่ก็ได้เมื่อรู้ความจริง
ศาลแขวงจะไม่รับได้ไม๊ ไม่ได้ถ้าศาลแขวงโอนมาแล้วศาลจังหวัดต้องรับ
ฎ.5205/2547
โจทก์ฟ้องคดีอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์ต่อศาลจังหวัด เมื่อจำเลยให้การต่อสู้กรรมสิทธิ์จึงกลายเป็นคดีมีทุนทรัพย์ เมื่อทุนทรัพย์พิพาทไม่เกิน 300,000 บาท ศาลจังหวัดจึงให้โอนคดีไปให้ศาลแขวงพิจารณาพิพากษาต่อไป ศาลแขวงไม่รับโอนคดีและส่งสำนวนคืนศาลจังหวัด เมื่อศาลจังหวัดรับสำนวนคืนมาแล้ว ได้นัดพร้อมและแจ้งคำสั่งของศาลแขวงให้คู่ความทราบ จึงเป็นกรณีที่ศาลจังหวัดกับศาลแขวงต่างไม่รับพิจารณาพิพากษาคดีของโจทก์ แม้เนื้อหาอุทธรณ์ของโจทก์จะเป็นการโต้แย้งคำสั่งของศาลแขวงที่ไม่ยอมรับโอนคดี แต่เมื่อศาลจังหวัดรับสำนวนคืนจากศาลแขวงไว้แล้ว ทั้งคดีจะต้องมีปัญหาวินิจฉัยว่า ระหว่างศาลจังหวัดกับศาลแขวงศาลใดจะต้องพิจารณาพิพากษาคดีนี้ต่อไป โจทก์ชอบที่จะมีสิทธิอุทธรณ์คดีนี้โดยยื่นต่อศาลจังหวัดได้ โจทก์ได้รับแจ้งคำสั่งจากศาลจังหวัดเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2545 เมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์วันที่ 17 ธันวาคม 2545 อันเป็นการอุทธรณ์ภายในกำหนด 1 เดือน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 อุทธรณ์ของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย
ก่อนที่จะจบวรรค 4 ข้อย้อนกลับไปวรรค 3 ก่อน
เรื่องที่ยากคือเราทราบหรือไม่ว่าคดีนี้อยุ่ในอำนาจศาลแขวงหรือศาลจังหวัด จะไปละเอียดใน 24 25
ฎ. 5100/2545
โจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดราชบุรีขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท อันเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ แต่เมื่อจำเลยให้การโต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทว่าเป็นของจำเลย คดีจึงเปลี่ยนเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือเป็นคดีมีทุนทรัพย์มิใช่คดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้อีกต่อไป เมื่อราคาทรัพย์สินที่พิพาทซึ่งเป็นทุนทรัพย์ของคดีไม่เกินสามแสนบาท คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษา ศาลจังหวัดราชบุรีชอบที่จะมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลแขวงราชบุรีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคสี่
ฎีกานี้บอกว่าไม่จำเป็นรู้ทีหลังก็ได้ ก็เข้าวรรค 4 ได้ ฎีกานี้ก็ให้หลักไว้แล้วนะ
คดีแนวอย่างนี้ก็มีหลายแนว เช่น การต่อสู้กรรมสิทธิ์ที่ดิน
ฎ.8151/2547
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยถอนคำคัดค้าน ที่ได้คัดค้านการนำชี้แนวเขตที่ดินของโจทก์ อันเป็นคดีที่มี คำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ แต่เมื่อจำเลยให้การโต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทว่า โจทก์ได้นำชี้แนวเขตที่ดินรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของจำเลย จึงเห็นได้ว่าทั้งคำฟ้องของโจทก์และคำให้การของจำเลยเป็นเรื่องที่โจทก์จำเลยมีจุดประสงค์โต้เถียงแย่งความเป็นเจ้าของในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นประเด็นหลัก คำฟ้องของโจทก์ ที่ขอให้จำเลยถอนคำคัดค้านการนำชี้แนวเขตที่ดินของโจทก์ เป็นผลอันสืบเนื่องมาจากว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่ คำฟ้องโจทก์จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ คือ ตามราคาที่ดินพิพาทตาม ป.วิ.พ. มาตรา 150 วรรคแรก ซึ่งเป็นคดีมีทุนทรัพย์ เมื่อราคาที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทุนทรัพย์ของคดีไม่เกินสามแสนบาท คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษา ที่ศาลแขวงอ้างว่าคดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษาและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความนั้น จึงไม่ชอบ
คดีครอบครองปรปักษ์บ้าง
จบมาตรา 16
ครั้งที่ 11 ( 12/02/52 ) เริ่มอธิบายในส่วนของพระธรรมนูญศาลครั้งที่ 6
การที่จะใช้มาตรา 16 ให้คล่องเราจะต้องแม่น 17 + 24 + 25
ก่อนที่จะลงลึกในเนื้อหา 17 เป็นเรื่องอำนาจศาลแขวงในการพิจารณาคดี ทั้งแพ่งอาญา ส่วน 24 25 เป็นอำนาจผุ้พิพากษาคนเดียว โดยมาตรา 17 ในเรื่องอำนาจศาลแขวงให้เอา 24 + 25 วรรค 1 มาใช้ในศาลแขวงเป็นการบอกว่าอำนาจศาลศาลแขวง มีอำนาจเพียงใด ไปดู 24 และ 25 วรรค 1 เป็นการใช้อำนาจผู้พิพากษาคนเดียว
24 เป็นมาตราที่ใช้กับศาลทั้งสามชั้น ส่วน 25 ใช้เฉพาะในศาลชั้นต้น โดยหลักแล้วเป็นอำนาจของผู้พิพากษาคนเดียวที่ศาลใหญ่กว่าศาลแขวง โดยหลักแล้ว ลองดูมาตรา 26 ว่าด้วยองค์คณะในศาลชั้นต้นที่ไม่ใช่ศาลแขวง อย่างน้อย 2 คน อันนั้นคืออำนาจพิจารณาและพิพากษาคดี
คือถ้าเข้า 25 แล้วให้ใช้ 25 ผู้พิพากษาคนเดียว
มาตรา 24 ใช้ทั้งสามชั้น ตอนนี้กำลังพูดภาคของผู้พิพากษาคนเดียว ในมาตรา 24 ( 1 ) ตัวบทใช้คำว่าออกหมายเรียกหรือหมายอาญา ฯลฯ ไม่มีอะไรมาก ถ้าเป็นคดีอาญา
จะยุ่งมากใน ( 2 ) จะแทรกเป็นยาดำอยู่ตลอด ต้องเป็น 1 หรือ 2 แต้ม
คือ การออกคำสั่งใดๆที่ไม่ใช่การวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดี - ถ้าเป็นคดีแพ่งก็คือประเด็นพิพาทแห่งคดี
ตัวอย่าง เช่นคำสั่งตามมาตรา 18 ไม่ว่าจะรับฟ้องหรือไม่รับฟ้องหรือเป็นเรื่องคำให้การ คำสั่งดสืบพยาน คำสั่งละเมิดอำนาจศาล เลื่อนการดำเนินกระบวนพิจารณา คำสั่งรับคำขอพิจารณาคดี
เคยมีตัวอย่างข้อสอบ เป็นคดีชั้นบังคับคดีในศาลแพ่ง โจทก์นำจพทยึดทรัพย์ขายทอดตลาด นาย ส ก็ยื่นคำร้องขัดทรัพย์ ผู้พิพากษาคนเดียวตรวจคำร้องและยกคำร้องขัดทรัพย์ถามว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
การสั่งยกคำร้องขัดทรัพย์เช่นว่านั้น เป็นการตัดสินคดี ไม่ชอบ ไม่ใช่อำนาจของผู้พิพากษานายเดียว
ข้อย่อยว่าไม่ได้จงใจขาดนัดขอให้พิจารณาคดีใหม่ ถามว่าเรื่องขาดนัดสั่งไปเช่นนั้นได้หรือไม่ ตอบการขอให้พิจารณาคดีใหม่เพื่อให้ได้ยื่นคำให้กันได้คำสี่งนี้ถือว่าเป็นการวินิจฉัยคดี คนเดียวสั่งได้ใช้ 25 วรรค 1
24 (2)คือผู้พิพากษานายเดียวล้วงลูกสั่งเอง
ข้อ 3 เหมือนกันตรงที่ว่าไม่ว่า 24 ( 2) หรือ ( 5 ) ไม่มีข้อจำกัดเรื่องอัตราโทษ และไม่เป้นการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดี
ศาลสูงอุทธรณ์ฎีกาใช้ 25 วงเล็บ 1 ไม่ได้ ดูตาม 27
ข้อต่าง 2 ตุลาการออกคำสั่งได้เอง 24( 2) กฎหมายไม่ได้บังคับว่าก่อนสี่งต้องไต่สวนก่อนส่วน 25 (1) ตามดุลพินิจศาล ถ้าเราดูตามาตรา 41 อาญา การกักกันไมเกิน 10 ปี
ต่อมา 25 ( 3 ) ก็คือมีอำนาจไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งในคดีอาญา แพ่งไม่เกี่ยว ถ้าเพียงแค่นั่งบรรลังค์ไต่สวนมูลฟ้องคนเดียวได้เสมอไม่ว่า คดีนั้นโทษขนาดไหนก็ตาม เพราะเป็นเรื่องไต่สวนมูลฟ้อง แม้โทษนั้นจะเกิน 25 ( 5) ก็ตาม เรื่องนี้ไม่ใช่ในศาลแขวงนะครับ แต่ถ้าเป็นคดีสาลแขวง 17 + 25 ( 5 ) เมื่อไต่สวนเสร็จแล้ว
ถ้าคดีสาลใหย่ ไต่สวนมุลฟ้อง ได้ แต่ ถ้าตัดสินยกฟ้องจะติดมาตรา 31 (1) ถ้า เป็นโทษสูงกว่า 25 ( 5 ) คือจำไม่เกิน 3 ปี ปรับ ไม่เกิน หกหมื่นบาท คนเดียวไม่อาจทำได้ได้ 2 คน ก้ให้นำ 29 ( 3 ) มาใช้ เรียนไปแล้ว
ถามว่า 1 2 3 เป็นโจทก์ร่วมฟ้องแดง ฉ้อโกงประชาชน โทษจำไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 หมื่นปาทหรือทั้งจำทั้งปรับ คดีนี้ฟ้องโดยประชาชน ศาลอาญาให้นายเอกกับนายโทเป้นอง๕วันนัดไต่สน นายเอกคนเดียว ขึ้นบัลลังค์ แล้วมาปรึกานายโทองค์คณะว่าคดีโจทก์ไม่มีมุลยกฟ้อง ก้เลยจัดทำคำพิพากษาและยกฟ้องผุ้พิพากษา 2 คนถามว่า การพิจารราคดีนี้ถูกต้องตามพระธรรมนูญศาลยุดติธรรมหรือไม่
คดีนี้เป็นกรณีเห็นว่าคดีไม่มีมูลยกฟ้อง ชั้นพิจารณาคือชั้นที่ไต่สวนมูลฟ้องนายเอกทำถูกไม๊ก็ถุกตาม 25 ( 3 ) ส่วนวันที่ถาทว่าคดีมีมูลไหม ตรงนี้เห็นตรงกัน โทษสูงกว่า 25 ( 5 ) นายเดียวสั่งไม่ได้ติด 31 ( 1 )นายโทลงนามก็ไม่มีผลเพราะนายโทไม่มีอำนาจพิพากษาคดีนี้ เพราะนายโทไม่ได้เป็นผู้พิพากษาที่เคยพิจารณาคดีนี้เลย ทางแก้คือต้องไปใช้มาตรา 29
มาตรา 25 (3)นี้ห้ามเฉพาะผู้พิพากษาประจำศาล มาตรา 25 วรรค 2 ไม่ใช้ในศาลแขวง
ข้อข้ามคดีแพ่งก่อนไป 25 ( 5) ก่อนนะครับ พูดถึงอำนาจศาล คือ ชั้นที่ 2 คือศาลลงโทษ ถ้ากรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบททุกอย่างต้องเหโรตาม บทหนักที่สุดทั้งหมด
โทษที่ลงแม้จะเป็นการรอลงอาญาก็ตามถ้าเกิดคนเดียวก็ลงไม่ได้เพราะหากมีการทำผิดอีกอาจโดนบวกได้
ฎ.5943/2548
ศาลแขวงพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 1 ปี และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี และให้คุมความประพฤติจำเลยไว้ แต่มีผู้พิพากษาลงนามในคำพิพากษาเพียงคนเดียว เป็นกรณีที่ศาลแขวงมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (5) เพราะผู้พิพากษาคนเดียวจะพิพากษาลงโทษจำคุกเกินหกเดือน หรือปรับเกินหนึ่งหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งโทษจำคุกหรือปรับอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างเกินอัตราที่กล่าวแล้วไม่ได้ คำพิพากษาศาลแขวงจึงไม่ชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าว ซึ่งมีผลทำให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้
ปัญหาข้างต้นเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225
(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 9/2548)
ครั้งที่ 12 ( 19/02/52 ) เริ่มอธิบายในส่วนของพระธรรมนูญศาลครั้งที่ 6
25( 5 ) มีอยู่ 2 กรอบ กรอบแรกในคดีอาญา อำนาจผู้พิพากษาคนเดียวหรือศาลแขวงนี่คือประตูที่หนึ่งในการนำคดีอาญา ถ้าหากโทษตามกฎหมายเกินกว่า 3 ปี หรือ 6 หมื่นบาทกรอบในการอำนาจนายเดียว
กรอบที่สองคือกรอบเรื่องการลงโทษ คือ ลงโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือนปรับไม่เกิน หนึ่งบาท
ทั้งสองกรอบ มีหลักเกณฑ์ในการใช้งาน
ถ้าเป็นการฟ้องกรรมเดียว ก็ดูบทที่หนักที่สุด ตามฟ้องโจทก์มาดู ว่าโทษจำเกิน 3 ปีหรือไม่ครับ โทษปรับเกิน 6 หมื่นบาทหรือไม่ครับ ตามมาตรา 90 ป.อ.
อันที่สอง ถ้าเป็นกอบการลงโทษก็เหมือนกันก็ดูบทหนังตามอาญา ให้ดูโทษสุทธิจริงๆว่าเกิน หรือไม่
ถ้าเป็นความผิดหลายกรรม ให้ลงโทษเรียงกระทง เวลาดูว่าฟ้องได้หรือไม่ให้ดูอัตราโทษแยกกระทงไป กระทงใดเกินก็ไม่ได้ ไม่เกินก็ได้
ฎ.2887/2540
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326,328,83 ต่อศาลแขวง โดยบรรยายฟ้องแยกเป็น 3 ข้อ แต่ละข้อวันเวลาเกิดเหตุต่างกันและการกระทำของจำเลยไม่เหมือนกันแต่ละกรรมเป็นความผิดสำเร็จในตัวเองจึงเป็นความผิดหลายกรรมมิใช่เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทที่ศาลจะต้องลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 เมื่อปรากฏว่าความผิดฟ้องข้อ 1เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษาได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 15 ประกอบด้วยมาตรา 22(5)ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงก็ชอบที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ตามฟ้องข้อ 1 นี้ได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติดังกล่าวแล้วมีคำสั่งไปตามรูปคดีแม้ว่าความผิดตามฟ้องข้อ 2 และข้อ 3 จะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสองปีและปรับไม่เกิน 200,000 บาท เกินอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงก็ตาม
กรอบลงโทษก็เหมือนกันครับว่าแต่ล่ะกระทงนี้ลงโทษเกิด 6 เดือนหรือไม่ ปรับเกิน 1 หมื่นหรือไม่
ถามว่าถ้าข้อหาพยายาม จะคิดโทษอย่างไร ก็ต้องคิดโทษ 2 ใน 3 แล้วมาเทียบอัตราโทษว่าเกินหรือไม่
หรือฟ้องเด็ก เป็นจำเลย กว่า 10 ปี แต่ไม่เกิน 15 ปัจจุบันเด็กไม่ต้องรับโทษ หรือฟ้องบุคคลเกิน 15 แต่ไม่เกิน 18 ก็ลดมาตราส่วนโทษ กึ่งหนึ่ง จากข้อหาผิดสำเร็จ
ถ้าฟ้องบุคคลอายุกว่า 18 แต่ไม่เกิน 20 ศาลจะมีดุลพินิจจะลดโทษหรือไม่ก็ได้ ก็ดู 76 ป.อ. ต้องสมมุติในใจว่าคดีนี้ไม่มีการลดโทษเลย จะลงโทษได้หรือไม่ หรือฟ้องเป็นผู้สนับสนุน ก็หลักคิดเดียวกันว่าให้คิดโทษหลังจากที่ได้คำนวณตามฐานนั้นแล้ว
ปัญญาจะเกิดกรณีฟ้องอาญาแล้วได้ขอเพิ่มโทษมาด้วย เวลาดูว่าฟ้องศาลแขวงได้หรือไม่นั้นอย่าพึ่งไปเพิ่มโทษ เพราะถ้าจะติดจะไปติดกรอบ 2 เสียมากกว่า
ฎ. 4189/2550 เทียบนัยยะฎีกานี้ได้
การที่จะพิจารณาว่าคดีใดต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง หรือไม่นั้น ต้องพิจารณาเป็นรายกระทงความผิดและกำหนดโทษสุดท้ายที่จำเลยได้รับ ซึ่งการเพิ่มโทษจำเลยในความผิดใด โทษที่เพิ่มขึ้นก็ย่อมรวมเป็นโทษที่ศาลจะนำไปกำหนดโทษสุดท้ายที่จำเลยได้รับในความผิดนั้น ดังนั้น จึงต้องนำการเพิ่มโทษมาคำนวณในการใช้สิทธิฎีกาด้วย
ถ้าคดีที่โจทก์ฟ้องได้ระบุมาหลายมาตรามีบททั่วไปและบทฉกรรจ์ด้วย เวลาพิจารณารับฟ้องให้พิจารณาบทฉกรรจ์ว่ารับฟ้องได้หรือไม่
เน้นคราวที่แล้วว่าถ้าศาลรอลงอาญา โทษที่ศาลลงเกินหกเดือน จะพิพากษาได้หรือไม่ ขอย้ำ 5943/48 บอกว่าไม่ได้นะครับ ต้องสองนายเซ็นนะครับ นายเดีวเซ็นไม่ได้
ถ้าคดีก่อนโน้นรอการกำหนดโทษ การกำหนดโทษคดีก่อนนั้นและคดีก่อนต้องพิจารณาแยกกันสองคดีเลยนะครับ
ต่างกับการรอลงโทษ ที่คิดเฉพาะคดีนี้เท่านั้นถ้าคดีนี้ ลงไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 1 หมื่น ลงได้เลยแม้พอบวกโทษรอแล้วจะเกินก็ตาม
การนับโทษต่อถือหลักคล้ายเรื่อง รอ คือดูคดีปัจจุบันอย่างเดียว
วิธีการเพื่อความปลอดภัยไม่ใช่โทษ ลงได้ตลอด
นี่คือหลักๆ ทางอาญา ต่อไปเรื่องคดีแพ่ง
25 ( 4 ) คืออำนาจ ผู้พิพากษานายเดียวในคดีแพ่งหากบวก 17 ก็เป็นศาลแขวงเลยนะครับ
จังหว่ะแรก ต้องเป็นเรื่องมีทุนทรัพย์ก่อน
จังหว่ะสอง ถึงมามองว่ามีกี่บาท ต้องไม่เกิน 3 แสนบาทนะครับ
มีหรือไม่มีทุนทรัพย์ ในเรื่องวิธีพิจารณาใช้เรื่องนี้ เยอะมากใช้หลักเดียวในเรื่องอุทธรณ์ฎีกาเลย อธิบายซ้ำก็ได้ คือ ดูท้ายฟ้อง ถ้า ขอแล้วโจทก์ชนะคดีนี้ตามฟ้อง ถามต่อไปว่าโจทก์จะได้กรรมสิทธิ์หรือทรัพย์สินที่พิพาทมาเป็นของโจทก์หรือไม่
ฎ.1965/2550
โจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดลพบุรีขอให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท จำเลยให้การว่า จำเลยอยู่ในที่ดินดังกล่าวโดยอาศัยสิทธิของผู้ร้องสอด ซึ่งถือไม่ได้ว่าจำเลยต่อสู้กรรมสิทธิ์จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ แต่เมื่อผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดโดยอ้างว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้องสอด มอบหมายให้จำเลยดูแลทำประโยชน์ตลอดมาผู้ร้องสอดมีความจำเป็นที่จะต้องขอเข้ามาเป็นคู่ความในคดี ตามป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) ขอให้พิพากษาห้ามโจทก์เข้าเกี่ยวข้องหรือกระทำการใดๆ หรืออ้างสิทธิในที่ดินพิพาท ศาลจังหวัดลพบุรีมีคำสั่งอนุญาต คำร้องสอดของผู้ร้องสอดถือเสมือนเป็นคำให้การและฟ้องแย้งโจทก์อยู่ในตัว จึงมีผลเปลี่ยนคดีจากคดีไม่มีทุนทรัพย์เป็นคดีที่มีทุนทรัพย์ เมื่อที่ดินพิพาทมีราคา 225,000 บาท ซึ่งไม่เกิน 300,000 บาท จึงอยู่ในอำนาจของศาลแขวงลพบุรีที่จะพิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) ศาลจังหวัดลพบุรีจึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษา ชอบที่จะมีคำสั่งให้โอนคดีไปยังศาลแขวงลพบุรีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคสี่
ผู้ร้องสอดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) มีสิทธิเสมือนหนึ่งว่าตนได้ฟ้องหรือถูกฟ้องเป็นคดีเรื่องใหม่ตามมาตรา 58 จึงถือได้ว่าผู้ร้องสอดได้ถูกโจทก์ฟ้องเป็นจำเลยร่วมกับจำเลยด้วย ทั้งคดีระหว่างโจทก์และผู้ร้องสอดเป็นคดีฟ้องเรียกอสังหาริมทรัพย์ซึ่งมาตรา 142 (1) บัญญัติว่า ให้พึงเข้าใจว่าเป็นประเภทเดียวกับฟ้องขอให้ขับไล่ ดังนั้น หากศาลแขวงลพบุรีพิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ศาลแขวงลพบุรีย่อมมีอำนาจพิพากษาให้ขับไล่ผู้ร้องสอดและจำเลยซึ่งเป็นบริวารของผู้ร้องสอดได้ การที่ศาลแขวงลพบุรีมีคำสั่งไม่รับโอนคดีนี้ไว้พิจารณา จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ฎ.5971/2544
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกแบ่งที่ดินทรัพย์มรดกแก่โจทก์ทั้งสี่ซึ่งเป็นทายาทคนละ 1 ส่วน รวม 4 ส่วน ใน 9 ส่วนคิดเป็นเงินรวม 279,632 บาท จำเลยให้การว่าที่ดินดังกล่าวมิใช่ทรัพย์มรดก แม้โจทก์ทั้งสี่ฟ้องรวมกันมา การอุทธรณ์ฎีกาก็ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกันเพราะเป็นเรื่องโจทก์แต่ละคนใช้สิทธิเฉพาะของตน เมื่อที่ดินแต่ละส่วนที่โจทก์แต่ละคนฟ้องขอแบ่งมีราคาไม่เกิน 200,000 บาท จึงต้องห้ามคู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า พยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสี่ฟังไม่ได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นมรดกเป็นฎีกาโต้เถียงข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว
ถ้านำคดีอย่างนี้มาฟ้องศาลแขวง หรือ ศาลจังหวัดถามว่านายเดียวสั่งได้หรือไม่ ถ้าเป็นเรื่องสิทธิของโจทก์แยกได้หรือไม่ ก็ต้องคิดแยกเป็นรายคน
ฎ.2180/2517
โจทก์และจำเลยต่างเป็นบุตรของ ย. แต่ต่างมารดากันมารดาโจทก์และมารดาจำเลยอยู่กินเป็นสามีภริยากับ ย.มาก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5. ใครจะเป็นภริยาหลวงหรือภริยาน้อยก็ตาม ก็อยู่ในฐานะเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของ ย. ด้วยกันทั้งคู่ การที่สามีจะยกสินสมรสซึ่งเป็นสินบริคณห์ให้แก่ผู้ใดโดยเสน่หานั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1473 สามีต้องได้รับความยินยอมของภริยาเสียก่อน เว้นแต่จะเป็นการให้ตามสมควรในทางศีลธรรมอันดีงามหรือในทางสังคม และตามมาตรา 1476การใดที่สามีหรือภริยากระทำซึ่งต้องรับความยินยอมจากกัน. ถ้าการนั้นมีกฎหมายบัญญัติให้ทำเป็นหนังสือหรือให้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ความยินยอมนั้นต้องทำเป็นหนังสือ ในระหว่างสมรส ย. ทำนิติกรรมจดทะเบียนยกที่พิพาทพร้อมด้วยสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นสินสมรสให้แก่จำเลยโดยเสน่หา การให้ในกรณีนี้ถือไม่ได้ว่าเป็นการให้ตามสมควรในทางศีลธรรมอันดีงามหรือในทางสมาคม เมื่อไม่ปรากฏว่าภริยาของ ย. ได้ให้ความยินยอมเป็นหนังสือ การให้ดังกล่าวแล้วจึงไม่สมบูรณ์ หลังจากบิดาและมารดาโจทก์ถึงแก่ความตาย โจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรมของมารดาซึ่งเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของ ย. เป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์พิพาทย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้โดยเสน่หานี้ได้
โจทก์กล่าวอ้างในฟ้องว่า ย. ได้ทำนิติกรรมยกที่พิพาทให้แก่จำเลย โดยมิได้รับความยินยอมของมารดาโจทก์ซึ่งเป็นภริยาของ ย. จำเลยให้การต่อสู้ว่าย. ได้ยกที่พิพาทให้ด้วยความรู้เห็นยินยอมของมารดาจำเลยซึ่งเป็นภริยาอีกคนหนึ่งของ ย. แล้ว ดังนี้ ปัญหาเรื่องความยินยอมจึงเป็นประเด็นแห่งคดีมาตั้งแต่เริ่มแรก เมื่อมีกฎหมายบัญญัติว่าความยินยอมต้องทำเป็นหนังสือ ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาคดีให้เป็นไปตามตัวบทกฎหมายได้
โจทก์เป็นบุตรและทายาทของ ย. การที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมให้โดยเสน่หา ย่อมเป็นการฟ้องเรียกร้องให้ได้ทรัพย์พิพาทกลับคืนมาเป็นทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์แก่โจทก์ผู้เป็นทายาท จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์
เป้าหมายการถอนเพื่อให้โจทก์ได้อะไร ต้องคิดให้ได้
ฎ.5332/2534
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าพินัยกรรมเป็นโมฆะ เป็นการเรียกร้องให้ทรัพย์ตามพินัยกรรมคืนมาเป็นทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์แก่โจทก์ผู้เป็นทายาท เป็นคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้จึงเป็นคดีที่มีทุนทรัพย์ตามราคาทรัพย์ที่ระบุไว้ในพินัยกรรม.
ฎ.853/2517
โจทก์ยื่นคำฟ้องความว่า โจทก์ตกลงจำนองที่ดินไว้แก่จำเลย แต่โจทก์จำเลยทำสัญญาขายฝากและจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินก่อนสัญญาถึงกำหนด โจทก์ขอไถ่ จำเลยบ่ายเบี่ยงเพื่อจำเลยจะได้อ้างกรรมสิทธิ์ต่อโจทก์ เป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต สัญญาขายฝากนั้นเป็นนิติกรรมอำพรางเป็นการแสดงเจตนาลวงด้วยสมรู้กันระหว่างคู่กรณีย่อมเป็นโมฆะ ขอให้เพิกถอนสัญญาขายฝาก และให้จำเลยส่งมอบโฉนดให้แก่โจทก์ ดังนี้ ตามคำฟ้องของโจทก์ เป็นการฟ้องเพื่อเรียกเอาคืนซึ่งกรรมสิทธิ์จากจำเลย โดยอ้างว่านิติกรรมที่ได้ทำไว้ต่อกันนั้นเสื่อมเสีย คำขอของโจทก์จึงเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์ซึ่งอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ อันจะต้องเสียค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์หรือราคาที่ดิน เมื่อศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมให้ครบภายใน 15วัน แต่โจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนั้น ศาลก็ต้องสั่งไม่รับฟ้องของโจทก์
โจทก์ชาวบ้านฟ้องเป็นของตน จำเลยพิพาทอ้างว่าเป็นที่สาธารณะ อันนี้ถ้าชนะก็กลายเป็นโจทก์ได้ที่กลับคืนมาเป็นคดีมีทุนทรัพย์
ฎ.6186/2540
ประเด็นที่โจทก์จำเลยที่ 1 โต้เถียงกันในชั้นฎีกาตามฟ้องและฟ้องแย้งมีว่า ที่พิพาทเป็นของโจทก์หรือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งหากที่พิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินและจำเลยที่ 1 มีอำนาจหน้าที่ครอบครองดูแลรักษาตามกฎหมายถ้าโจทก์ชนะคดีย่อมมีผลทำให้โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในที่พิพาทประโยชน์ที่โจทก์ได้ตามฟ้องหรือประโยชน์ที่จำเลยที่ 1ได้ตามฟ้องแย้งย่อมเป็นการปลดเปลื้องทุกข์ที่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ จึงเป็นการพิพาทกันด้วยเรื่องความเป็นเจ้าของแห่งที่พิพาท จึงเป็นคำขอหรือคดีมีทุนทรัพย์ แม้โจทก์จะมีคำขอด้วยว่า ให้จำเลยที่ 1 รื้อถอนอาคารรุกล้ำออกไปจากที่พิพาทและห้ามเกี่ยวข้องก็ดีหรือจำเลยที่ 1 จะมีคำขอตามฟ้องแย้งด้วยว่า ให้โจทก์รื้อถอนส่วนของอาคารที่รุกล้ำและออกไปจากที่พิพาทก็ดี ก็เป็นเพียงผลต่อเนื่องในประเด็นหลักเรื่องที่พิพาทเป็นของโจทก์หรือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเพราะเมื่อรับฟ้องได้ว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ จำเลยที่ 1ก็ต้องรื้อถอนอาคารออกไปในตัวหรือเมื่อรับฟังได้ว่าที่พิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามฟ้องแย้ง โจทก์ก็ต้องรื้อถอนบางส่วนของอาคารที่รุกล้ำและออกจากที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินไปในตัว คำขอส่วนนี้จึงถือไม่ได้ว่าเป็นคำขอที่ไม่มีทุนทรัพย์แยกต่างหากจากคำขอที่มีทุนทรัพย์ดังกล่าวและเมื่อราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาตามฟ้องหรือตามฟ้องแย้งเป็นจำนวนไม่เกินสองแสนบาท คดีจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง
บางครั้งเป็นคดีที่ปนมาระหว่างไม่มีทุนทรัพย์กับมี อย่าเหมาว่าเป็นคดีต่อเนื่องทั้งหมด
ครั้งที่ 13 ( 26/02/52 ) เริ่มอธิบายในส่วนของพระธรรมนูญศาลครั้งที่ 7
ปัญหาฟ้องคดีแพ่งที่มีคำขอท้ายฟ้องทั้งไม่มีทุนทรัพย์กับมีทุนทรัพย์รวมกันมาจะถือว่าเป็นคดีเกี่ยวเนื่องกันหมดหรือไม่ หลักนี้ถ้าเคลียร์แล้วสามารถเอาไปสอบได้สองวิชาคือ พระธรรมนูญกับวิแพ่ง
ถ้าเราดูฎีกา มักจะเจอว่าให้ดูว่าตัวไหนเป็นคำขอประธานที่เหลือเป็นอุปกรณ์ที่เหลือก็เฮโลเพื่อดูว่าอุทธรณ์ติดไหมครับ ถ้าเป็นพระธรรมนูญศาลก็ถามว่าฟ้องศาลแขวงได้หรือไม่ ผู้พิพากษานายเดียวได้หรือไม่ 17+25(4) ศาลนายเดียวก็ 25 ( 4)
ถามว่างี้ครับ ถามว่า คดีแพ่งโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลจังหวัดว่าจำเลยเช่าห้องชุด แล้วผิดสัญญาเช่านำให้ชาวต่างชาติให้เช่าช่วงโดยไม่ชอบและจำเลยได้ลักถอดเครื่องแอร์และของประดับในห้องรวมทั้งสิ้นมูลค่า 2 แสน แปดหมื่น ขอท้ายฟ้องให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินที่พิพาท และให้ใช้ราคาทรัพย์ ปรากฎว่านายเล็กผู้พิพากษาศาลจังหวัดผู้เดียวคนเดียวตรวจคำฟ้องโจทก์ จะสั่งอย่างไรจึงชอบพระธรรมนูญศาล
ก่อนตอบดู 25 วรรคท้าย
ผู้พิพากษาประจำศาลไม่มีอำนาจตาม (๓) (๔) หรือ (๕)
(๓) ไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งในคดีอาญา
(๔) พิจารณาพิพากษาคดีแพ่ง ซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินที่ฟ้องไม่เกินสามแสนบาท ราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินดังกล่าวอาจขยายได้โดยการตราเป็นพระราชกฤษฎีกา
(๕) พิจารณาพิพากษาคดีอาญา ซึ่งกฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างสูงไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่จะลงโทษจำคุกเกินหกเดือน หรือปรับเกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งโทษจำคุกหรือปรับอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างเกินอัตราที่กล่าวแล้วไม่ได้
คดีเมื่อกี้เหตุที่ขอให้คืนเงินมาจากมูลเหตุอะไรครับ นั่นคือข้ออ้างแห่งข้อหาที่เป็นหลัก ก็มาจากมูลละเมิด คนล่ะตัวนะครับกับ กรณีที่ให้ขับไล่ที่มีมูลเหตุจากสัญญาเช่า จะเห็นว่าสภาพแห่งข้อหา ที่เป็นหลักในการฟ้องต่างกัน ถ้าอย่างนี้เห็นชัดครับ ว่า มันมีความเกี่ยวเนื่องกันไหมครับ คนล่ะเรื่องกันเลยครับ ในการพิจารณาคดีนี้ ผู้พิพากษาธรรมดานี่แหละครับอย่าไปถึงประเด็นผู้พิพากษาประจำศาล ก็ต้องพิจารณาทีล่ะตัว ขับไล่เกินอำนาจศาลแขวงแน่ๆ 17 ( 4 ) ก็มามาตรา 18 ต้องสั่งรับฟ้อง ครับ
แล้ว 17+25(4) กรณีค่าเสียหาย อยุ่ในอำนาจศาลแขวง สาลจังหวัดต้องสั่งแยกคดีนี้ก่อน ตามมาตรา 29 แล้วให้โอนคดีนี้ไปว่ายังศาลแขวงที่มีอำนาจ ตาม 16 วรรค 4
แล้วคดีใดเป็นคดีเกี่ยวเนื่องหลักการดูก็เหมือนเมื่อสักครู่เลยครับคือให้ดูว่ามูลเหตุแห่งคดี เกี่ยวเนื่องกัน มีตัวอย่างฎีกาเยอะเช่น
คดีส้วมแตก 6641/2538
ส้วมบ้านจำเลยแตกเข้าบ้านโจทก์ทั้งน้ำทั้งกลิ่น สมมุติว่าฟ้องศาลแขวง 7 หมื่นแปดพัน ค่าป่วยอนามัยแย่ อันนี้คือคำขอข้อ 1. และข้อสองขอให้บังคับจำเลยย้ายถังส้วมจากบ้านจำเลยออกจากใกล้บ้านโจทก์หรือให้ทำถังส้วมใหม่ และไม่กระทำการใดๆที่ไม่ทำให้ส้วมซึมแก่โจทก์อีก ถามว่าศาลแขวงรับฟ้องคดีนี้ได้หรือไม่เพราะเหตุใด
อย่างนี้แหละคือคำขอเกี่ยวเนื่องแต่มีปัญหาว่าตัวไหนคือ ประธาน ได้หลักมาอย่างแต่อย่าจำหลักคือมั่ว อ่าวว ลองนึกเดาใจโจทก์ว่า ต้องการอะไรเป็นหลัก วิญญูชนมันน่าจะเน้นตัวไหน อย่างคำถามเงินที่ขอคงเป็นเรื่องรอง ทีสำคัญเอากลิ่นเหม็นพวกนี้ออกไปก่อนดังนั้นก็เข้าหลัก ว่าเฮโลตามคำขอประธาน ก็เป็นคำขอไม่มีทุนทรัพย์
ผู้พิพากษาศาลแขวงพิจารณาไม่ได้ต้องโอนคดีไปศาลชั้นต้น
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าเสียหายก่อนฟ้อง78,200บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีให้แก่โจทก์นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะโยกย้ายถังส้วมหรือปรับปรุงแก้ไขจนน้ำเสียจากบ้านจำเลยไม่ไหลซึมเข้าบ้านโจทก์กับมีคำขอให้จำเลยย้ายถังส้วมและห้องน้ำออกไปจากบริเวณข้างบ้านโจทก์โดยที่ไม่ทำให้น้ำจากถังส้วมและห้องน้ำไหลซึมเข้าบ้านโจทก์ได้หรือให้จำเลยทำถังส้วมใหม่โดยการเทฐานคอนกรีตก่ออิฐมอญฉาบปูนขัดมันภายในถังส้วมของจำเลยและไม่กระทำการใดๆให้น้ำเสียจากบ้านจำเลยไหลซึมเข้าบ้านโจทก์ความประสงค์โดยตรงของโจทก์มุ่งที่จะขอให้บังคับจำเลยย้ายถังส้วมและห้องน้ำออกไปถือได้ว่าเป็นคดีฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา248วรรคสองซึ่งมิได้ห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงแม้จะมีคำขอให้จำเลยใช้ค่าเสียหายก่อนฟ้องพร้อมดอกเบี้ยก็ไม่ทำให้เป็นคดีมีทุนทรัพย์อันจะทำให้โจทก์ต้องห้ามฎีกาตามมาตรา248วรรคหนึ่ง
ถามใหม่ ห้ามซ่อมรถเพราะเสียงกวนโจทก์และ พ่นสี เพราะกลิ่นกวนโจทก์ และเรียกค่าเจ็บป่วยเพราะการซ่อมรถและพ่นสี ถ้าสมมุติว่าในส่วนอนามัยโจทก์ป่วยเสียหายซัก 2 หมื่นบาท ถามว่าฟ้องศาลนายเดียวได้หรือไม่ อันนี้คือคำขอสองตัวทั้งสองตัวมาจากสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างอันเดียวกันเป็นคดีต่อเนื่องก็ดูต่ออันไหนเป็นคำขอประธานจะได้เฮโลตามขอประธานได้ถูก ก็แน่นอน คำขอไม่มีทุนทรัพย์ ต้องเป้นหลัก ก็ ต้องเข้า 25 ( 4 )
พอได้อย่างนี้แล้วก็คงสบายใจ แล้วในเรื่องที่มีทั้งสองแบบ คือ คดีไม่มีทุนทรัพย์ และ มีทุนทรัพย์มาปนกัน หรือเรียกว่าคดีเกี่ยวเนื่อง
ฎ.534/2538
ในคดีฟ้องขับไล่จำเลยออกจากอสังหาริมทรัพย์และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายจำนวน135,433บาทพร้อมดอกเบี้ยและค่าเสียหายอีกเดือนละ50,000บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากอสังหาริมทรัพย์เมื่อโจทก์มิได้เรียกร้องค่าเสียหายนี้อย่างเอกเทศในข้อหาอื่นคงเรียกมาเป็นส่วนหนึ่งของการฟ้องขับไล่จำเลยออกจากอสังหาริมทรัพย์เท่านั้นเมื่อได้ความว่าขณะยื่นฟ้องโจทก์ให้เช่าที่ดินพิพาทไม่เกินเดือนละ2,000บาทจึงเป็นคดีต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา224
ก็คล้ายๆคือฟ้องจำเลยบุกรุกไม่มีสิทธิแล้วทำให้ดินเสียหาย ต้นไม้ เรียบเลยก็เห็นได้ชัดว่าทั้งสองมาจากละเมิด โจทก์ก็ขอ 1. ให้ขับไล่ ( ไม่มีทุนทรัพย์ ) 2. ค่าเสียหายทั้งหมดสามแสนบาท
ก็ชัดว่าคดีเกี่ยวเนื่องโจทก์ก็น่าจะให้ยึดที่ดินเป็นเรื่องหลักหรือเรื่องประธาน ก็ขับไล่คือตัวพระเอก ส่วนค่าเสียหายเป็นตัวรอง คดีที่ฟ้องแบบนี้ระวังนิดหนึ่ง 224 วรรค 2 ว่าอุทธรณ์ได้หรือไม่ต้องไปดูค่าเช่าอีก ส่วนในพระธรรมนูญศาลไม่ต้องไปดูในส่วนค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้แล้ว
เติมนิดหนึ่งว่าคดีที่มีฟ้องแย้งเข้ามาด้วย ถ้าเป็นศาลนายเดียว หรือศาลแขวงได้หรือไม่ก็ต้องถือหลักวิแพ่งคือแยกพิจารณาฟ้องแย้งกับฟ้องเดิมออกจากกัน 16 ววรค 4 จังหวัดต้องโอนไปแขวง
คดีที่จะเกิดแบบนี้ก็ต้องเป็นการที่ผู้พิพากษาเวรที่รับไว้เผลอ รับไว้ ก็ต้องแก้กันไป
คำให้การที่จำเลยต่อสู้กรรมสิทธิ์นำไปใช้ตอบสอบ 224 วรรคสอง กับ 248 วรรคสอง กรณีตอบเรื่องอุทธรณ์วิแพ่ง 25 ( 4 ) ใช้ตอบสอบเรื่องพระธรรมนูญศาล ใช้หลักเดียวกัน
ศาลฎีกาตอบว่าเมื่อจำเลยต่อสู้กรรมสิทธิ์ก็เป้นคดีมีทุนทรัพย์มีเท่าไหร่ก็เท่ากับราคาทรัพยืที่พิพาท
เมื่อจำเลยต่อสู้กรรมสิทธิ์คือ สู้ว่าทรัพย์พิพาทเป็นกรรมของจำเลย สิทธิครอบครองของจำเลย ขีดเส้นใต้สองเส้นตรงคำว่าของจำเลย เป็นตัวแปรทำให้เป็นคดีมีทุนทรัพย์
ถ้าเป็นของแม่จำเลย ก็ไม่เป็นการต่อสู้กรรมสิทธิ์ ต้องอ่านโจทก์ให้จบกระแสความก่อนว่าสู้ว่าเป็นของใคร
คำถามจะถามที่ 16 แต่ที่มาของคำถามต้องผ่าน 17+25( 4 ) มาก่อนนะครับดังนั้นต้องจำให้ดี
เพิ่งนึกได้ว่ายังไม่ได้ตอบเรื่องผู้พิพากษาประจำศาล เลยในคำถามแรก ถามว่านายเล็กผู้พิพากษาประจำศาลจะเกษียณสั่งอย่างไรให้ถูกต้องตามกฎหมายก็ดู 25 วรรคท้าย หรือจะให้กว้างทั่วพระธรรมนูญศาลว่าห้ามผู้พิพากษาประจำศาลทำอะไร ก็ห้ามขึ้นเป้นเบอร์หนึ่ง ตาม มาตรา 8 9
ก็ห้ามผู้พิพากษาประจำศาลที่อ่อนพรรษา ในมาตรา 25 วรรคท้าย อย่าไปทำเรื่องสำคัญคือมาตรา 3 4 5 ของมาตรา 25 นี่คือที่มาที่ห้ามเฉพาะผู้พิพากษาประจำศาล
ต่อนะครับคำสั่งก็คือว่า รับฟ้องหมดเลยและให้แยกเป้นสองส่วนตามมาตรา 29 แล้วให้โอนไปยังศาลแขวง
มาตรา 29 ในระหว่างการทำคำพิพากษาคดีใด หากมีเหตุสุดวิสัยหรือเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ ทำให้ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะในการพิจารณาคดีนั้นไม่อาจจะทำคำพิพากษาในคดีนั้นต่อไปได้ ให้ผู้พิพากษาดังต่อไปนี้มีอำนาจลงลายมือชื่อทำคำพิพากษา และเฉพาะในศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค และศาลชั้นต้น มีอำนาจทำความเห็นแย้งได้ด้วย ทั้งนี้ หลังจากได้ตรวจสำนวนคดีนั้นแล้ว
(๑) ในศาลฎีกา ได้แก่ ประธานศาลฎีกาหรือรองประธานศาลฎีกา
(๒) ในศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาค ได้แก่ ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค รองประธานศาลอุทธรณ์ หรือรองประธานศาลอุทธรณ์ภาค แล้วแต่กรณี
(๓) ในศาลชั้นต้น ได้แก่ อธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น อธิบดีผู้พิพากษาภาครองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาล แล้วแต่กรณี
ให้ผู้ทำการแทนในตำแหน่งต่าง ๆ ตามมาตรา ๘ มาตรา ๙ และมาตรา ๑๓ มีอำนาจตาม (๑) (๒) และ (๓) ด้วย
และการสั่งนี้ไม่ใช่การพิจารณาตามมาตรา 25 (4 ) คือไม่ใช่การพิจารณาพิพากษาคดี แต่เป็นการสั่งตาม 24 ( 2 ) คือไม่ได้ชี้ขาดในประเด็นคดี
ดูฎีกาตัวอย่าง
ฎ.1030/2509
ฟ้องว่าจำเลยบุกรุก ขอให้พิพากษาว่าที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์และขอให้ขับไล่จำเลย จำเลยต่อสู้ว่าที่พิพาทเป็นของจำเลย ดังนี้ เป็นข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์ จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ แม้จะมีคำขอให้ขับไล่รวมอยู่ด้วย ก็เป็นเพียงผลต่อเนื่องในเรื่องกรรมสิทธิ์ที่พิพาทเท่านั้น ประเด็นสำคัญของคดีอยู่ที่ว่าที่พิพาทเป็นของใคร จึงถือไม่ได้ว่าเป็นคดีมีคำขออันไม่มีทุนทรัพย์แยกกันได้จากคำขอที่เป็นทุนทรัพย์ เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและที่พิพาทมีราคาไม่เกิน 5,000 บาท คู่ความจึงฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงมิได้ (อ้างคำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ 568/2504)
คดีก่อน โจทก์ฟ้องขอแบ่งมรดก คดีหลังโจทก์ฟ้องว่าจำเลยบุกรุกที่ดินที่ได้มาจากคดีก่อนเป็นคนละประเด็นไม่เป็นฟ้องซ้ำ
จำเลยต่อสู้ในศาลชั้นต้นว่า ฟ้องเคลือบคลุม แต่มิได้ยกขึ้นอ้างในชั้นศาลอุทธรณ์ดังนี้จะมาอ้างในชั้นศาลฎีกามิได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา249
ฎ.7949/2538
คดีนี้โจทก์ในฐานะทายาทของ ถ. ผู้เช่าซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 ฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้ว่า ถ.หรือจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญา แม้โจทก์จะฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมโอนที่ดินพิพาทตามสัญญาซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 และระหว่างจำเลยที่ 2 กับที่ 3 มาด้วยก็เป็นเพียงผลต่อเนื่องในเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทอันเป็นส่วนหนึ่งของคำขอที่ให้จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์นั่นเอง จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์
ฎ.803/2544
การพิจารณาคดีมีทุนทรัพย์และไม่มีทุนทรัพย์รวมอยู่ในคดีเดียวกันว่าจะต้องห้ามอุทธรณ์หรือฎีกาในข้อเท็จจริงหรือไม่ ย่อมต้องพิจารณาว่าคำขอใดเป็นหลัก คำขอใดเป็นคำขอที่ต่อเนื่อง โจทก์มีคำขอให้เพิกถอนนิติกรรมขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 โดยให้ถอนชื่อจำเลยที่ 2 ออกแล้วจึงให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ ถือว่า คำขอให้เพิกถอนนิติกรรมขายที่ดินพิพาทเป็นคำขอหลัก คำขอให้จำเลยที่ 1โอนที่ดินพิพาทเป็นคำขอต่อเนื่องคดีจึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์และฎีกาในข้อเท็จจริง
ที่จำเลยที่ 2 เบิกความว่า จำเลยที่ 2 ได้ซื้อที่ดินพิพาทโดยไม่เคยขอดูหลักฐานทางทะเบียนว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทหรือไม่นั้นเป็นการผิดวิสัยของการซื้อที่ดินโดยทั่วไป ซึ่งจะต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าที่ดินที่จะซื้อเป็นของผู้ขายหรือไม่เพื่อไม่ให้มีปัญหาในภายหลัง จำเลยที่ 2ซื้อที่ดินพิพาทในราคาถึง 400,000 บาท แต่หลังจากซื้อแล้วก็ไม่ได้ เข้าทำประโยชน์ ข้อเท็จจริงก็ได้ความว่าโจทก์เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทและไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ดำเนินการใด ๆ ให้จำเลยที่ 1ออกจากที่ดินพิพาท กลับได้ความว่าจำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทเพราะต้องการช่วยจำเลยที่ 1 ตามพฤติการณ์จึงเชื่อว่า ก่อนจะซื้อที่ดินพิพาทมาจำเลยที่ 2 รู้อยู่แล้วว่าโจทก์เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทดังนั้น จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทโดยสุจริตและจดทะเบียนโดยสุจริต จำเลยที่ 2 ย่อมไม่ได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง โจทก์ขอให้ เพิกถอนการจดทะเบียนขายได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1300
ฎ.2383/2540
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินมีอาณาเขตติดต่อกับที่ดินของจำเลย ต่อมาจำเลยได้รื้อรั้วไม้ขัดแตะ ซึ่งกั้นแนวเขตออกแล้วนำสังกะสีมาล้อมเป็นรั้วรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์คิดเป็นเนื้อที่ประมาณ 3 ตารางวา ขอให้พิพากษาว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ ให้จำเลยรื้อรั้วสังกะสีออกไปจำเลยให้การต่อสู้ว่าจำเลยซ่อมแซมรั้วไม้ขัดแตะโดยเปลี่ยนรั้วสังกะสีในแนวเดิมมิได้รุกล้ำที่ดินของโจทก์และฟ้องแย้งว่า โจทก์ปลูกสร้างบ้านใหม่โดยชายคาบ้านรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของจำเลยประมาณ 2 ตารางวาขอให้บังคับโจทก์รื้อถอนชายคาบ้านในส่วนที่รุกล้ำที่ดินของจำเลยออกไป ซึ่งโจทก์ทั้งสามได้ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ทั้งสามปลูกสร้างบ้านในเขตที่ดินของโจทก์มิได้รุกล้ำที่ดินของจำเลยจำเลยสร้างรั้วสังกะสีรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ทำให้ชายคาบ้านโจทก์ทั้งสามล้ำแนวรั้วสังกะสีที่จำเลยทำขึ้นใหม่ จึงเป็นกรณีที่โจทก์และจำเลยต่างอ้างว่าตนเองเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่พิพาทอันเป็นกรณีพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์ในที่ดิน จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์แม้โจทก์จะมีคำขอให้บังคับจำเลยรื้อรั้วสังกะสีออกไปจากที่พิพาทและจำเลยจะมีคำขอให้โจทก์รื้อถอนชายคาบ้านในส่วนที่รุกล้ำออกไปจากที่พิพาทมาด้วยก็ตาม แต่คำขอให้รื้อถอนดังกล่าวจะบังคับให้ได้หรือไม่เพียงใดนั้นเป็นเพียงผลต่อเนื่องมาจากข้อวินิจฉัยในเรื่องกรรมสิทธิ์ในที่พิพาทอันเป็นประเด็นสำคัญในคดีคดีนี้จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์อย่างเดียว หาใช่เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้รวมอยู่ด้วยไม่ ที่พิพาทมีเนื้อที่ครึ่งตารางวาซึ่งโจทก์ตีราคาที่พิพาทตารางวาละ 70,000 บาท และจำเลยตีราคาที่พิพาทตารางวาละ 375 บาทดังนี้ ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์จึงไม่เกิน 50,000 บาท และทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาไม่เกิน 200,000 บาทจึงต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง และมาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยอุทธรณ์ว่าที่พิพาทเป็นของจำเลยและศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยให้โดยพิพากษาคดีมาก็ดีและที่โจทก์ฎีกาต่อมาว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ และศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์ทั้งสามมาก็ดี เป็นการไม่ชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าว
ฎ.2547/2538
โจทก์ฟ้องว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์จำเลยสร้างรั้วรุกล้ำเข้ามาขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนรั้วออกไปจากที่ดินพิพาทของโจทก์จำเลยให้การว่าจำเลยกั้นรั้วตามแนวเขตที่ดินของจำเลยที่จำเลยได้กรรมสิทธิ์มาโดยการครอบครองปรปักษ์เป็นข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ที่ดินพิพาทราคา9,600บาทแม้จะมีคำขอให้จำเลยรื้อถอนรั้วที่รุกล้ำออกไปจากที่ดินพิพาทด้วยก็ตามแต่ประเด็นสำคัญของคดีอยู่ที่ว่าที่ดินพิพาทเป็นของใครส่วนคำขอให้รื้อถอนรั้วออกไปเป็นผลต่อเนื่องในเรื่องกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเท่านั้นถือไม่ได้ว่าเป็นคดีมีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้แยกกันได้จากคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์อย่างเดียวเมื่อราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกินห้าหมื่นบาทจึงต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา224วรรคหนึ่ง
ก่อนเลิกกลับบ้านก็แถมฎีกาสักเรื่องเป็นข้อสอบเนหรือผู้ช่วยไปแล้วไม่แน่ใจ
ฎ.5971/2544
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกแบ่งที่ดินทรัพย์มรดกแก่โจทก์ทั้งสี่ซึ่งเป็นทายาทคนละ 1 ส่วน รวม 4 ส่วน ใน 9 ส่วนคิดเป็นเงินรวม 279,632 บาท จำเลยให้การว่าที่ดินดังกล่าวมิใช่ทรัพย์มรดก แม้โจทก์ทั้งสี่ฟ้องรวมกันมา การอุทธรณ์ฎีกาก็ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกันเพราะเป็นเรื่องโจทก์แต่ละคนใช้สิทธิเฉพาะของตน เมื่อที่ดินแต่ละส่วนที่โจทก์แต่ละคนฟ้องขอแบ่งมีราคาไม่เกิน 200,000 บาท จึงต้องห้ามคู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า พยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสี่ฟังไม่ได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นมรดกเป็นฎีกาโต้เถียงข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว
เหลืออีกสองครั้งใช่ไม๊ครับ คือวันที่ 5 กับวันที่ 12 คิดว่าน่าจะทันนะครับ
ครั้งที่ 14 ( 5/03/52 ) เริ่มอธิบายในส่วนของพระธรรมนูญศาลครั้งที่ 8
คดีแพ่งทุนทรัพย์ 25 ( 4 ) ใช้ทั้งผู้พิพากษานายเดียวและศาลแขวง ข้อเดียวได้สองจุดเลยนะครับ
ส่วนเรื่องดอกเบี้ยเรียกจากวันผิดนัดจนชำระเสร็จดอกเบี้ยค่าเช่าค่าเสียหายนำมาคิดได้อย่างไร
ตั้งแต่ผิดนัด-วันฟ้องคิดรวมเป็นทุนทรัพย์ 25 ( 4 )
ตั้งแต่วันฟ้องจนชำระเสร็จไม่นำมารวมกับทุนทรัพย์เป็นเงินอนาคต
แนวนี้มีฎีกาเป็นกระบุง
ฎ.1466 -18/2518
ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ พ.ศ. 2518มาตรา 20 จำแนกวิธีดำเนินการไว้เป็น 2 ส่วน กล่าวคือ ในส่วนที่เกี่ยวกับตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ถูกกล่าวหาเป็นกรณีตามความในวรรคหนึ่ง ต้องได้ความว่าผู้นั้นร่ำรวยผิดปกติและไม่สามารถแสดงได้ว่าร่ำรวยขึ้นในทางที่ชอบ ให้ถือว่าผู้นั้นใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ นายกรัฐมนตรีมีอำนาจสั่งลงโทษไล่ออกมีลักษณะครอบคลุมกว้างขวางถึงพฤติการณ์ของผู้ถูกกล่าวหา มิใช่มุ่งเฉพาะแต่ตัวทรัพย์สินที่ตรวจสอบพบและให้ถือว่าเป็นการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งเป็นการลงโทษตามบทกฎหมายพิเศษเฉพาะเรื่อง แต่ในส่วนที่เกี่ยวกับตัวทรัพย์สินของเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ถูกกล่าวหาเป็นกรณีตามความในวรรคสุดท้าย หากเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นแสดงให้ศาลเห็นว่าตนได้ทรัพย์สินนั้นมาในทางที่ชอบ ศาลก็ไม่อาจริบทรัพย์สินนั้นเป็นของแผ่นดิน จึงเป็นเรื่องเฉพาะเกี่ยวกับตัวทรัพย์สินตามคำร้องขอซึ่งมีปัญหาเพียงว่า สมควรริบทรัพย์สินให้ตกเป็นของแผ่นดินหรือไม่เท่านั้น ไม่เกี่ยวกับปัญหาว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นร่ำรวยขึ้นในทางมิชอบและถือว่าเป็นการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบตามความในวรรคหนึ่ง ดังนั้น คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่เป็นคำสั่งตามความในมาตรา 20 วรรคหนึ่ง เป็นคนละส่วนแยกต่างหากจากวรรคสุดท้าย โจทก์จึงมิอาจยกคำวินิจฉัยของศาลฎีกาที่เกี่ยวเฉพาะตัวทรัพย์สินตามคำร้องตามความในวรรคสุดท้ายขึ้นอ้างเพื่อหักล้างข้อเท็จจริงที่ว่าตนร่ำรวยขึ้นในทางมิชอบและถือว่าเป็นการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบได้
คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นการใช้อำนาจหน้าที่ของฝ่ายบริหารโดยเฉพาะ และโดยใช้ดุลพินิจตามขั้นตอน มีกฎหมายรองรับ ทั้งไม่ปรากฏว่ากระบวนการในการออกคำสั่งนั้นไม่ชอบ คำสั่งดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวได้
ฎ.2874/2527
ตึกแถวพิพาท 2 ห้อง ค่าเช่าเดือนละ 100 บาทต่อห้องแม้โจทก์จะเรียกค่าเสียหายนับแต่วันฟ้องเดือนละ 6,000 บาท แต่ก็เป็นค่าเสียหายในอนาคตอันเป็นส่วนหนึ่งของการฟ้องขับไล่ผู้เช่าออกจากอสังหาริมทรัพย์ ถือได้ว่าการเช่ารายนี้มีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ 2,000 บาท จำเลยมิได้กล่าวแก้เป็นข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์หรือยกข้อโต้เถียงในเรื่องแปลความหมายแห่งข้อความในสัญญาเช่า จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 แม้ศาลอุทธรณ์จะรับวินิจฉัยให้ก็ไม่ชอบ คดีได้ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
ประการที่สอง ย้ำเรื่องที่คดีจำเลยฟ้องแย้ง ให้ดูฟ้องแย้งแยกฟ้องเดิม
ประการที่สาม ร้องขัดทรัพย์วิแพ่ง 288
1.ขึ้นศาลไหน ตอบ ป.วิ.พ ม 7 ( 2 ) + 302 ฎ.901/2511
2.ใช้องค์คณะกี่คน ดูราคาทรัพย์ที่ขอให้ปล่อยดูว่าเกินสามแสนบาทหรือไม่เกิน ตาม 25 (4 )
ถ้าศาลเดิมเป็นศาลจังหวัด ราคาทรัพย์ที่ขอให้ปล่อยเกินสามแสนบาท องค์คณะคนเดียวทำไม่ได้แน่ๆ ถ้าเกินเกิดในศาลแขวงก็จบแล้วฟ้องไม่ได้ แน่เพราะเกินสามแสนแล้ว ถ้าศาลจังหวัดคนเดียวก็พิจาณาไม่ได้ตามมาตรา 26
ฎ.125/2526
คดีร้องขัดทรัพย์ซึ่งมีทุนทรัพย์เกินกว่าห้าหมื่นบาทผู้พิพากษานายเดียวตรวจคำร้องขอแล้วมีคำสั่งยกคำร้องขอ เป็นการไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 21(2) เพราะเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 131(2) และเป็นกรณีที่ต้องมีผู้พิพากษาเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาอย่างน้อยสองนาย ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 22,23 เมื่อศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติ ให้ถูกต้องตามกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ยังไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษา ศาลฎีกาพิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ถูกต้องโดยให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งใหม่ ให้มีผู้พิพากษาครบองค์คณะ
ฎีกานี้เป็นฎีกาของศาลจังหวัด
คดีร้องขัดทรัพย์ ถ้าร้องสอดตามมาตรา 57 ( 1 )
ฎ.1965/2550 ออกสอบผู้ช่วยสนามเล็กไปแล้ว
โจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดลพบุรีขอให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท จำเลยให้การว่า จำเลยอยู่ในที่ดินดังกล่าวโดยอาศัยสิทธิของผู้ร้องสอด ซึ่งถือไม่ได้ว่าจำเลยต่อสู้กรรมสิทธิ์จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ แต่เมื่อผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดโดยอ้างว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้องสอด มอบหมายให้จำเลยดูแลทำประโยชน์ตลอดมาผู้ร้องสอดมีความจำเป็นที่จะต้องขอเข้ามาเป็นคู่ความในคดี ตามป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) ขอให้พิพากษาห้ามโจทก์เข้าเกี่ยวข้องหรือกระทำการใดๆ หรืออ้างสิทธิในที่ดินพิพาท ศาลจังหวัดลพบุรีมีคำสั่งอนุญาต คำร้องสอดของผู้ร้องสอดถือเสมือนเป็นคำให้การและฟ้องแย้งโจทก์อยู่ในตัว จึงมีผลเปลี่ยนคดีจากคดีไม่มีทุนทรัพย์เป็นคดีที่มีทุนทรัพย์ เมื่อที่ดินพิพาทมีราคา 225,000 บาท ซึ่งไม่เกิน 300,000 บาท จึงอยู่ในอำนาจของศาลแขวงลพบุรีที่จะพิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) ศาลจังหวัดลพบุรีจึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษา ชอบที่จะมีคำสั่งให้โอนคดีไปยังศาลแขวงลพบุรีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคสี่
ผู้ร้องสอดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) มีสิทธิเสมือนหนึ่งว่าตนได้ฟ้องหรือถูกฟ้องเป็นคดีเรื่องใหม่ตามมาตรา 58 จึงถือได้ว่าผู้ร้องสอดได้ถูกโจทก์ฟ้องเป็นจำเลยร่วมกับจำเลยด้วย ทั้งคดีระหว่างโจทก์และผู้ร้องสอดเป็นคดีฟ้องเรียกอสังหาริมทรัพย์ซึ่งมาตรา 142 (1) บัญญัติว่า ให้พึงเข้าใจว่าเป็นประเภทเดียวกับฟ้องขอให้ขับไล่ ดังนั้น หากศาลแขวงลพบุรีพิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ศาลแขวงลพบุรีย่อมมีอำนาจพิพากษาให้ขับไล่ผู้ร้องสอดและจำเลยซึ่งเป็นบริวารของผู้ร้องสอดได้ การที่ศาลแขวงลพบุรีมีคำสั่งไม่รับโอนคดีนี้ไว้พิจารณา จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
นี่คือสายร้องสอด
อีกนิด มาตรา 24 ถ้าจำเลยคนเดียว เรียกทรัพย์อันเดียว หมู ก็ดูทุนทรัพย์นั่นแหละ
แต่ถ้าเป็นการเรียกทรัพย์หลายรายการหล่ะ อันนี้ขอให้ดูที่มาของทรัพย์หลายอย่างนั้นมาจากมูลหนี้อย่างเดียวกันหรือไม่
ถ้ามาจากมูลหนี้เดียวกัน ก็นำมารวมกันดูทุนทรัพย์
แต่ ถ้ามาจากมูลหนี้ต่างกัน ก็แยกกลุ่มที่มาจากมูลเดียวกัน ว่าแต่ล่ะกลุ่มเกิน สามแสนหรือไม่
ฎ.1216/2535
การพิจารณาว่าคดีใดจะต้องเสียค่าขึ้นศาลเท่าใด จำต้องพิจารณาคำฟ้องเป็นเกณฑ์โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายฐานผิดสัญญาข้อหาหนึ่ง และฟ้องเรียกค่าเสียหายฐานละเมิดอีกข้อหาหนึ่งคำฟ้องของโจทก์จึง เป็นการเสนอข้อหา 2 ข้อหา และแยกจากกันได้ โจทก์จึงต้องเสีย ค่าขึ้นศาลทั้ง 2 ข้อหา โจทก์ทำสัญญารับจ้างเหมาก่อสร้างอาคารโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ โดยโจทก์ได้ทำสัญญาซื้อและติดตั้งลิฟต์ กับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ได้ ส่งมอบลิฟต์ และติดตั้งลิฟต์ ให้แก่โจทก์เรียบร้อยแล้ว โจทก์ได้รับ เงินจากมหาวิทยาลัยในงานส่วนติดตั้งลิฟต์ แล้ว แต่ไม่ยอมจ่ายเงิน ให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ได้ร้องเรียนต่อ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยได้เรียกโจทก์และจำเลยที่ 1 ไปไกล่เกลี่ยในที่สุดโจทก์ตกลงจ่ายค่าลิฟต์ ให้จำเลยที่ 1 แต่ก็ ไม่จ่ายอีก เห็นว่าการที่จำเลยที่ 1 ร้องเรียนโจทก์ต่อมหาวิทยาลัย ดังกล่าว เป็นสิทธิของจำเลยที่ 1 จะกระทำได้โดยชอบ หาเป็น การละเมิดโจทก์ไม่ พยานจำเลยที่ศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานไปนั้น จะเบิกความถึงข้อเท็จจริงที่ศาลฎีกาวินิจฉัยเป็นคุณแก่จำเลยอยู่แล้ว การที่ ศาลชั้นต้นงดสืบพยานจำเลยไม่ทำให้คำวินิจฉัยของศาลเปลี่ยนแปลง เป็นอย่างอื่นฎีกาของจำเลยที่ว่าศาลชั้นต้นงดสืบพยานไม่ชอบ จึงไม่ เป็นสาระอันควรวินิจฉัยศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย.
ถ้ามีโจทก์ผู้ให้กู้ กับจำเลยผู้กู้หลายคน หล่ะ ในการคิดจำนวนทุนทรัพยืคดีนี้ คำตอบคือ รวม
ฎ.2726/2528
ในกรณีที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยคนเดียวรับผิดชำระเงินกู้ 2 รายมาในคำฟ้องเดียวกันโดยแยกทำสัญญากู้เป็น 2 ฉบับการวินิจฉัยสิทธิอุทธรณ์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจะต้องคำนวณโดยการรวมทุนทรัพย์ตามสัญญากู้ทั้ง 2 ฉบับ ในคำฟ้องนั้น (ประชุมใหญ่ครั้งที่ 3/2523) หมายเหตุ คำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ 1076/2514(ประชุมใหญ่)วินิจฉัยทำนองเดียวกัน
เงินตามเช็คคิดหลักเดียวกับกู้คือคิดทุนทรัพย์รวม
ฎ.2045/2545
พระราชบัญญัติ คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 75 ให้สิทธิ แก่ นายจ้าง ที่ ประสบ วิกฤต การณ์ ทาง เศรษฐกิจ สามารถ หยุด การ ดำเนิน กิจการ ไว้ ชั่วคราว เพื่อ ให้ โอกาส แก้ไข วิกฤต การณ์ ที่ เกิดขึ้น ให้ หมดสิ้น ไป หรือ บรรเทา ลง ได้ ฉะนั้น เมื่อ ลูกค้า ของ จำเลย ยกเลิก คำสั่ง ซื้อ สินค้า จาก จำเลย เป็น จำนวน มาก หาก จำเลย ยัง คง ผลิต สินค้า ต่อไป ก็ ไม่แน่ นอน ว่า จำเลย จะ จำหน่าย สินค้า ได้ หรือไม่ และ ใน การ ผลิต ต้อง มี เงิน ลงทุน ทั้ง ใน ด้าน วัตถุดิบ และ ค่าแรงงาน ย่อม เสี่ยง ต่อ การ ขาดทุน อัน จะ ส่ง ผล กระทบ อย่างมาก ต่อ สถานะ ทางการ เงิน และ ความ คง อยู่ ของ กิจการ จำเลย ซึ่ง อยู่ ใน ระหว่าง ฟื้น ฟู กิจการ ถือได้ว่า เป็น ความจำเป็น ตาม ความหมาย ของ มาตรา 75 แล้ว การ ที่ จำเลย ประกาศ ให้ ลูกจ้าง รวมทั้ง โจทก์ หยุดงาน ชั่วคราว เพื่อ รอ คำสั่ง ซื้อ สินค้า ของ ลูกค้า หรือ หา ลูกค้า ราย ใหม่ ทดแทน โดย จำเลย จ่าย ค่าจ้าง ใน อัตรา ร้อยละ 50 ของ ค่าจ้าง ใน วันทำงาน แก่ โจทก์ แล้ว จึง ชอบ ด้วย มาตรา 75
ส่วนแชร์เล่นหลายวง นำเงินแชร์มาฟ้องรวม ให้คิดแยกแต่ล่ะวงแชร์
ฎ.2468/2527
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเล่นแชร์กับโจทก์รวม 13 วงแล้วผิดสัญญาไม่ชำระค่าแชร์รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 136,200 บาท แต่จำนวนเงินที่ผิดสัญญาแต่ละวงนั้นไม่เกินสองหมื่นบาท ดังนี้ ทุนทรัพย์ในคดีนี้จึงแยกออกตามสัญญาเล่นแชร์แต่ละวงซึ่งไม่เกินสองหมื่นบาท จึงเป็นคดีที่ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 เมื่อเป็นคดีต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง แม้ศาลอุทธรณ์จะรับวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงตามอุทธรณ์ของจำเลย ก็เป็นการไม่ชอบ ถือไม่ได้ว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลอุทธรณ์ จำเลยจะยกปัญหาข้อเท็จจริงนั้นขึ้นฎีกาอีกไม่ได้ เพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 การที่ศาลชั้นต้นชี้สองสถานและกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้หลายข้อนั้นศาลจะวินิจฉัยประเด็นข้อไหนก่อนหรือหลังก็ย่อมทำได้ตามที่เห็นสมควร หาจำต้องวินิจฉัยเรียงตามลำดับประเด็นที่ตั้งไว้ไม่ และจะนำเอาประเด็นหลาย ข้อมารวมวินิจฉัยไปพร้อมกันก็ย่อมทำได้ โดยไม่จำต้องระบุไว้ด้วยว่าได้รวมวินิจฉัยประเด็นข้อใดเข้าด้วยกัน
ประกันกับแชร์หลักเหมือนกันคือแยก
ต่อไปโจทก์คนเดียวฟ้องจำเลยคนเดียวแต่นำหลายข้อหามาในคดีเดียวกัน
เช่น กู้ยืมเงิน ผิดสัญญาขายลดตั๋ว คือตั้งแต่สองข้อหาขึ้นไปแล้วกัน ถามว่าการคิดจำนวนทุนทรัพย์อย่างไร
ฎ.764/2543 – ค้นหาไม่เจอ บอกว่าแยกคิด
ฎ.4039/2543(ญ) บอกรวมคิด
โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทสถาบันการเงินประกอบธุรกิจด้วยการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้า ซึ่งทำได้หลายวิธี ไม่ว่าจะโดยการให้กู้ยืมเงินให้เบิกเงินเกินบัญชี ขายลดตั๋วสัญญาใช้เงิน หรือด้วยประการอื่นที่สามารถ ทำได้ในการให้เงินหรือหลักประกันแก่ลูกค้าโดยได้รับประโยชน์ตอบแทน เป็นดอกเบี้ยหรือประโยชน์อื่นจำเลยเป็นลูกค้าโจทก์ ย่อมสามารถทำ ธุรกิจการเงินกับโจทก์ได้โดยไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นวิธีใดวิธีหนึ่ง เพียงอย่างเดียว การที่จำเลยกู้ยืมเงิน ขอเบิกเงินเกินบัญชีและขายลด ตั๋วสัญญาใช้เงินกับโจทก์ แม้จะเรียกชื่อวิธีการก่อให้เกิดหนี้ต่างกัน แต่ทุกประการล้วนแต่เป็นการขอสินเชื่อจากโจทก์นั่นเอง จำเลยจึง สามารถนำที่ดินและทรัพย์สินหลายรายการมาจดทะเบียนจำนอง เป็นประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ก่อขึ้นทั้งหมดกับโจทก์ โดยมิได้ แบ่งแยกว่าทรัพย์รายใดประกันหนี้ประเภทไหนรายการใด มูลหนี้ทั้งหมดจึงเกี่ยวข้องกันพอที่จะรวมพิจารณาเข้าด้วยกันได้ โจทก์จึงนำสินเชื่อทุกชนิดมารวมกันเป็นจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้อง ฟ้องมาเป็นคดีเดียวกัน ได้โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นตามจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้อง ในอัตราสูงสุดตามตาราง 1 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ข้อ(1)ก. ชอบแล้ว การที่ศาลชั้นต้นเรียกให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มเติม โดยแยกเป็นมูลหนี้แต่ละรายการ จึงเป็นการเรียกเก็บค่าขึ้นศาลเกินกว่า ที่จะต้องเสีย จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เรียกเก็บเกินจากสองแสนบาท คืนโจทก์ (ประชุมใหญ่ครั้งที่ 11/2543)
ฎ.4866/2548 - หาไม่เจอ คิดแยกตามจำนวนทุนทรัพย์ที่ประเมินแต่ละฉบับบ
โจทก์คนเดียวฟ้องจำเลยคนเดียวหลายสำนวนคดีดำนั่นเอง หลักก็คิดแยกแต่ล่ะรายสำนวน
ถ้าฟ้องรวมกันมา
ก็ต้องเจาะไปว่ารับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมหรือไม่ ถ้าเป็นหนี้ร่วมก็คิดรวม
ฎ.1590/2513
โจทก์ฟ้องจำเลย 2 คนว่า เข้าไปยึดถือที่ดินครอบครองแปลงหนึ่งของโจทก์คนละส่วนคนละตอน คำฟ้องไม่ปรากฏข้ออ้างว่าจำเลยร่วมกันทำละเมิดสิทธิของโจทก์ แม้โจทก์จะได้รวมฟ้องจำเลยทั้งสองเข้ามาเป็นคดีเดียวกัน การที่จะดูว่าคดีอย่างนี้มีทุนทรัพย์เท่าใด จะต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่ นั้น จะต้องถือตามราคาที่ดินที่จำเลยแต่ละคนต่างเข้าไปละเมิดยึดถือ ไม่ใช่ว่าจะนับรวมกันได้
ฎ.2433/2538
โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามให้ออกไปจากที่ดินของโจทก์ตามที่จำเลยแต่ละคนบุกรุกและให้ชำระค่าเสียหายแยกต่างหากจากกันมิได้ฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันบุกรุกที่ดินของโจทก์ในลักษณะที่จำเลยทั้งสามรับผิดต่อโจทก์อย่างลูกหนี้ร่วมจำเลยแต่ละคนก็ให้การและฟ้องแย้งสู้คดีต่อโจทก์ตามส่วนของที่ดินที่จำเลยแต่ละคนครอบครองแม้โจทก์จะฟ้องจำเลยทั้งสามรวมกันมาในคดีเดียวกันและเสียค่าขึ้นศาลรวมกันมาคดีสำหรับจำเลยคนใดจะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้หรือไม่ต้องแยกพิจารณาจำนวนทุนทรัพย์ตามที่จำเลยแต่ละคนพิพาทกับโจทก์เมื่อที่ดินพิพาทมีราคาไร่ละ3,000บาทคดีของจำเลยแต่ละคนจึงมีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกินห้าหมื่นบาทต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา224วรรคหนึ่ง โจทก์ได้รับการจัดสรรที่ดินตามพระราชบัญญัติจัดสรรที่ดินเพื่อการครองชีพพ.ศ.2511เมื่อโจทก์ถึงแก่ความตายที่ดินพิพาทย่อมตกทอดเป็นมรดกไปยังทายาทของโจทก์ตามมาตรา12แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวสิทธิในการฟ้องคดีนี้ของโจทก์จึงหาใช่เป็นเรื่องเฉพาะตัวของโจทก์แต่อย่างใดไม่หากเป็นคดีที่ทายาทจะรับมรดกความของโจทก์ซึ่งถึงแก่ความตายได้เมื่อ ว. เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ย่อมเป็นทายาทของโจทก์ผู้มรณะมีสิทธิเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ผู้มรณะได้
การที่ศาลคิดรวมพิจารณาก็ไม่ทำให้หลักคิดเปลี่ยนไป
ฎ.847/2515 โจทก์ฟ้องจำเลย 3 คนเป็นรายสำนวน ถึงแม้รวมการพิจารณาก็ตาม การคำนวณทุนทรัพย์ที่จะฎีกาได้หรือไม่ ต้องพิจารณาเป็นรายสำนวน
โจทก์คนเดียวจำเลยหลายคน หลายข้อหา ก็ดูที่คำฟ้องโจทก์ว่าต้องการให้จำเลยหลายคนนั้นรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมหรือ รับผิดแยกกันแล้วก็ใช้หลักเมื่อกี้
ถ้าโจทก์หลายคนฟ้องจำเลยคนเดียวก็หลักเดียวกันว่าฟ้องอย่างเจ้าหนี้ร่วมหรือไม่ ถ้าใช่ก็รวมได้
ฎ.1525/2511
คดีที่โจทก์แต่ละคนต่างใช้สิทธิเฉพาะตัวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 โจทก์แต่ละคนชอบที่จะเสนอคดีของตนต่อศาลโดยลำพัง ฉะนั้น แม้โจทก์จะฟ้องมาในคดีเดียวกัน ก็ต้องพิจารณาทุนทรัพย์ของคดีสำหรับโจทก์แต่ละคนแยกกัน เมื่อปรากฏว่าราคาทรัพย์สินที่โจทก์แต่ละคนเรียกร้องมีจำนวนไม่เกิน 5,000 บาทและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์แต่ละคนจึงฎีกาในข้อเท็จจริงไม่ได้ (ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 22/2511)
การที่จำเลยที่ 2 ไม่เข้าเบิกความเป็นพยาน ไม่มีกฎหมายตัดสิทธิ มิให้จำเลยที่ 2 นำพยานเข้าสืบหรือบัญญัติว่าจะเอาคำเบิกความของพยานนั้นหรือคำเบิกความของจำเลยด้วยกันมาฟังเป็นประโยชน์แก่จำเลยที่ 2 ไม่ได้
ฎ.317/2525
โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยฐานละเมิดโดยโจทก์ที่ 1 เรียกค่าเสียหาย 50,000 บาท โจทก์ที่ 2 เรียกค่าเสียหาย7,000 บาท ดังนี้ ถึงแม้จะฟ้องรวมเป็นคดีเดียวกัน สิทธิอุทธรณ์ฎีกาก็ต้องถือตามจำนวนทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนที่ฟ้อง
ถ้าโจทก์หลายคนฟ้องจำเลยคนเดียวหลายข้อหาทางแพ่งก็ดูคำฟ้องอย่างเดิมว่าเจ้าหนี้ร่วมหรือไม่
ถ้าโจทก์หลายคน จำเลยหลายคน ก็ต้องดูฝั่งโจทก์ก่อนครับว่าเป็นเจ้าหนี้ร่วม หรือไม่แค่นี้ก่อนถ้าเกิดได้หลักว่าสามารถแยกเป็นคน ก็นำแยกคนนั้นมาดูฝั่งจำเลยต่อว่าฟ้องอย่างลูกหนี้ร่วมหรือไม่
ฎ.908/2533
โจทก์ทั้งสองฟ้องฐาน ละเมิดขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ ค่าสินไหมทดแทนรวมกันเป็นเงิน 58,095.50 บาท แต่ จำนวนเงินที่โจทก์ที่ 1 ในฐานะ ผู้รับประกันภัยมีสิทธิเรียกร้องคือ 23,659.50บาท ซึ่ง เป็นเงินที่โจทก์ที่ 1 รับช่วงสิทธิมาจากโจทก์ที่ 2 ส่วนโจทก์ที่ 2 มีสิทธิเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนส่วนอื่นที่โจทก์ที่เรียกร้องไม่ได้เป็นจำนวน 34,400 บาท ดังนี้ หนี้ที่โจทก์ทั้งสองเรียกร้องไม่ใช่หนี้ร่วมที่ไม่อาจจะแบ่งแยกได้ ที่โจทก์ทั้งสองแต่ ละคนฟ้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดจึงเป็นคดีที่มีจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทไม่เกินห้าหมื่นบาท และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนคดีโจทก์จึงต้องห้าม ฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248.
ฎ.63/2538
โจทก์ทั้งสองแต่งงานอยู่กินเป็นสามีภรรยากันตั้งแต่ปี2476ก่อนประกาศใช้บทบัญญัติบรรพ5แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์พ.ศ.2477แม้ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันก็เป็นสามีภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายโจทก์ทั้งสองจึงเป็นบิดามารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายมีอำนาจฟ้องแม้มิได้บรรยายในคำฟ้องว่าเป็นบิดามารดาโดยชอบด้วยกฎหมายโจทก์ทั้งสองก็สามารถนำสืบถึงสถานภาพการสมรสของโจทก์ทั้งสองได้เพราะเป็นเรื่องรายละเอียดที่จะนำสืบได้ในชั้นพิจารณาจึงไม่เป็นการนำสืบพยานหลักฐานนอกคำฟ้อง โจทก์ทั้งสองต่างใช้สิทธิเฉพาะตัวของโจทก์แต่ละคนฟ้องจำเลยทั้งสองให้รับผิดฐานละเมิดมาในคำฟ้องเดียวกันจึงต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกันเมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองรวม240,000บาทก็ถือว่าทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์และฎีกาของโจทก์แต่ละคนคือคนละ120,000บาทการที่จำเลยทั้งสองฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องโจทก์จึงเป็นคดีที่มีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาของโจทก์แต่ละคนไม่เกิน200,000บาทซึ่งต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา248วรรคหนึ่ง จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ม. ไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลยทั้งสองและไม่ได้กระทำในทางการที่จ้าง ม. ไม่ได้เป็นฝ่ายประมาทและค่าเสียหายที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้โจทก์แต่ละคนสูงเกินไปเป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานและการกำหนดค่าเสียหายของศาลอุทธรณ์จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง
ต่อไปคือคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องคดีอาญา ก็ดูป.วิ.อ.มาตรา 43 ที่อัยการจะขอทางแพ่งต่อเมื่อฟ้องในเก้าข้อหา
คดีแบบนี้ให้ยึดคดีอาญาเป็นหลักเสียก่อน
ถ้าเป็นคดีที่ราษฎรเป็นโจทก์แล้วเป็นคดีเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา
ใน40/1 วรรคสามตอนท้าย ถ้าเป็นคดีที่อัยการมีสิทธิขอ
คดีที่ขอทางแพ่งกับทางอาญามาด้วย ถ้าเป็นของผุ้เสียหาย ก็เรียกว่าค่าสินไหมทดแทน ถามว่าผู้เสียหายได้หรือไม่อัยการได้ไหม ก็หลัก 44/1 วรรค 3 ถ้าอัยการขอไว้แล้วห้ามผู้เสียหายขอซ้ำ
ดอกเบี้ยไม่ใช่ตัวทรัพย์เดิมที่ฉ้อโกง อัยการขอดอกเบี้ยไม่ได้ เมื่อส่วนนี้อัยการขอไม่ได้ผู้เสียหายก็ขอได้ 44/1 คำร้องก็ไม่ซ้ำซ้อน ศาลแขวงก็ต้องรับคำร้องขอผุ้เสียหาย
ตบท้ายว่าในเชิงข้อสอบก็คงไม่ออกพรบความรับผิดทางละเมิด ทายาทของผู้ตายเรียกค่าสินไหมได้หรือไม่ตามหลัก 44/1 วิอาญา
นี่คือ 24 25 น่าจะครอบคลุมแล้วที่เหลือคราวหน้า ก็คือ 18 19 ไม่น่ามีปัญหา
ครั้งที่ 15 ( 12/03/52 ) เริ่มอธิบายในส่วนของพระธรรมนูญศาลครั้งที่ 9
ดูตัวบทนะครับ ความจริง 26 พูดหลายรอบแล้ว ภายใต้บังคับ 25 คือถ้าไม่เข้า 25 ถึงจะมาใช้ 26 ไม่ใช้กับศาลแขวง ไม่ใช้กับศาลยุติธรรมอื่นซึ่งพรบจัดตั้งไว้แล้ว ก็พวกศาลชำนัญพิเศษ
เพราะฉะนั้นก็ไปดูกฎหมายจัดตั้งศาลนั้นๆ เลย เช่น แรงงานก็เทวดาสามองค์
ไม่น้อยกว่า 2 และห้ามประจำศาล เกิน 1 คนไม่ได้ ห้ามประจำสาลไม่ได้ห้ามอาวุโสนะครับ
ทีนี้ มาตรา 27 องค์คณะของศาลสูง ก็คือมีอย่างน้อยสาม อย่างมากร้อยก็ได้นะครับ มันก็เคยมีฎีกาตัวหนึ่งเรื่องศาลล่างตัดสินองค์คณะไม่ครบอุทธรณ์ขึ้นศาลสูง สมมุติว่าศาลชั้นต้นที่ถูกต้องใช้องค์คณะสองคนแต่หลงไปใช้คนเดียว อย่างนี้ศาลสูงยังไม่ได้วินิจฉัยในเนื้ออุทธรณ์แต่ให้ยกย้อนให้สาลต้นตัดสินใหม่ เช่นคดีขอคืนของกลาง ถ้าเป็นคดีสาลจังหวัด
ฎ.8492/2548 ค้นไม่พบ
คือเป็นคดีอาญาริบของกลางคือรถยนต์ไปแล้ว มีการยื่นคำร้องขอคืนของกลาง ศาลชั้นต้นสั่งโดยองค์คณะแค่คนเดียว มีปัยหาว่าอุทธรณ์ว่ายกไม่ถุกนะต้องคืน ศาลอุทธรณ์รับมาแล้วจะสั่งในเนื้อไม่ได้ เพราะเรื่องชั้นต้นนั้น องค์คณะผู้พิพากษายังไม่ชอบเพราะการยกคำร้องเป็นคำสั่งที่ชี้ขาดข้อพิพาทแล้ว
แต่ก็ไม่ได้แปลว่าต้องใช้ผู้พิพากษาสองคนขึ้นไปเสมออยู่ที่ว่าขอคืนในศาลไหนเมื่อเป็นคดีที่ขอคืนในศาลจังหวัดก็ต้องสองนายด้วย แต่ถ้าเป็นการขอคืนจากศาลแขวงก็นายเดียวได้
ศาลสูงมาตรา 27 อาจมีการประชุมใหญ่ได้
อย่าไปงงนะครับศาลชั้นต้นไม่มีประชุมใหญ่นะครับ จ่ายทั้งยี่สิบคนถูกไหมครับถูกครับแต่เชย และมติทั้งยี่สิบคนก็ไม่ใช่ประชุมใหญ่ แต่ก็มีสิทธิลงชื่อในคำพิพากษา
มาตรา 28 -29 เหตุขัดข้องเกี่ยวกับองค์คณะ
สังเกตว่า 28 -29 เกือบจะเหมือนแต่ไม่เหมือน 29 ใช้ในชั้นพิจารณาคดี 29 ใช้ในชั้นพิพากษาคดี มีคำที่เหมือนกันคือเหตุจำเป็นอื่นอันไม่อาจก้าวล่วงได้ ดูตามตัวบทนะครับ
ในศาลฎีกา ท่านประธานหรือท่านรองไม่ได้บอกว่ารองเบอร์ไหนก็รองทุกท่านมีอำนาจตาม 28 ( 1 ) หรือท่านที่ท่านประธานมอบหมาย สังเกตตรงคำว่ามอบหมายนะครับว่าใครเป็นผู้มอบหมาย ท่านรองไม่มีอำนาจมอบหมายนะครับ
การมอบหมายเช่นนี้มาตรา 29 ไม่มีนะครับต้องสังเกต 29 นั้นให้เบอร์ 1 และ เบอร์ 2 ( 2.1 2.2 ก็ว่าไป )
ส่วนมากมักถามศาลชั้นต้น
ในเรื่องย้าย ศาลชั้นต้น ศาลอาญาศาลแพ่ง ศาลแขวง ก็ให้อธิบดี หรือ รอง ถ้าเกิดในศาลจังหวัด ศาลแขวง โดยหลักก็เป็นหัวหน้าศาล
รองมอบหมายไม่ได้นะครับ
28 ดูให้ดีนะครับใครเป็นผุ้มีอำนาจมอบหมาย
เบอร์หนึ่งในที่นี้รวมถึงผู้ขึ้นทำการแทนด้วยนะครับ
มาตรา 28-29 นี้ต้องอ่านประกอบ มาตรา 30 หรือ 31
มาตรา 30 เป็นการนิยามว่าเหตุจำเป็นอื่นซึ่งไม่อาจก้าวล่วงเสียได้
มาตรา 31 เป็นการนิยามเพิ่ม
30 คือพ้น หรือ ถูกคัดค้านต้องถอนตัว ไม่อาจมานั่งพิจารณาได้ คำว่าพ้นตาม 30 แปลว่าอะไรครับ 1.ก็คือออก คือ ไล่ออก ปลดออก ให้ออก
2.ตาย
3.ย้าย ไม่ว่าจะย้ายโดยดีคือได้เลื่อนตำแหน่งขึ้น หรือผลเสีย คือ โดนลดตำแหน่งก็ตาม
3 อย่างนี้คือพ้น
มาตรา 31 อันแรกคือคดีอาญาชั้นไต่สวน 25 ( 3 ) เป็นอำนาจของผู้พิพากษานายเดียวสั่งได้หมด แต่ถ้า สั่งตรงข้ามไม่มีมูลยกฟ้องอันนี้ระวัง ศาลแขวงนายเดียวสั่งได้หมด ถ้าตอบเรื่องศาลแขวงก็หมูสะเตะ แต่ไม่ออกครับ
แต่ถ้าศาลจังหวัดนายเดียวตรงนี้ชอบครับ เอาประจำศาลมาเป็นตัวละครอันนี้ชอบเพราะว่า 25 วรรคท้ายห้ามประจำศาลไม่ห้ามอาวุโสนะครับ
ถ้าโทษสูงกว่า 25 ( 5 ) คือ เกิน 3 ปี หรือปรับ เกิน หกหมื่น ที่ว่ายกฟ้องเพราะไม่มีมูล ก็เป็นคำพิพากษา ต้องใช้ 25 ( 5 ) ไม่ใช่ 25 ( 3 ) กรณีมาตรา 31
เหตุผลที่เข้า 31 ( 1 ) ทำไมต้องไป 29 เพราะว่า เป็นการทำคำพิพากษาแล้ว
28 และ 29 เป็นมาตราลูกของ 26
ก่อนที่เซ็นท์ชื่อร่วมตามมาตรา 29 นั้นต้องได้มีการตรวจสำนวนแล้วลงนามร่วม แต่ถ้ามีการตรวจสำนวนแล้วมีความเห็นแย้ง ไปปรึกษาหัวหน้า ศาลเป็นเสียงสวรรค์ชี้ขาด
ดูมาตรา 31 ( 3 )นะครับว่าเป็นกรณีคดีแพ่งเท่านั้นนะครับถ้าเป็นวิอาญาจะไปตาม 184 วิอาญาคือชี้ขาดตามความเห็นเป็นโทษน้อยกว่า การที่จูงมือไปหาคนที่สามอันนี้เป็นจุดเริ่มต้นผิดเลยนะครับ
ถ้าบางคดีต้องลงโทษหนักกว่ากรอบสองคือ 6 เดือนหรือปรับเกินกว่า 1 หมื่นหรือทั้งสองอย่างก็ต้องไปที่มาตรา 30 ( 2 )
กรอบ 2 ของ 25 ( 5 ) ต้องนำมาใช้ กับ 31 ( 2 )
การที่นำคดีที่รอลงอาญามาเพิ่มโทษคดีนี้กลับไปดูนะครับว่าต้องผ่าน 31 ( 2 ) หรือไม่
ถ้าเป้นคดีแพ่งไม่ยุ่งอย่างนี้นะครับ เพราะศาลแพ่ง มีแค่กรอบใหญ่ถ้าทุนทรัพย์สูงขึ้น คือ 31 ( 4 ) บัดนั้นคดีเกินอำนาจศาลนั้นนายเดียวทำไม่ได้ต้องยกฟ้องไปฟ้องศาลที่ใหญ่กว่า
การที่คดีอยุ่ในศาลแล้วราคาตลาดจะเพิ่มหรืออย่างไรก็ไม่เป็นไร มาตรา 31 ( 4 ) ต้องเกิดจากการแก้ฟ้องเท่านั้นนะครับ
นั่นคือ 31 ที่มักจะผูกรวมออยู่ 28 29 ซึ่งมาจาก 25 หรือศาลแขวงคือมาตรา 17
ฉะนั้น 17 24 25 26 27 28 29 30 31 กลุ่มนี้ข้อสอบออกบ่อยมาก
เมื่อเกืดเหตุในชั้นพิพจารราเบอร์หนึ่งเป็นคนทำ
สมมุติว่าในศาลจังหวัดเดิมมีการฟ้องจำเลนว่ามีการทำผิดฐานปล้นทรัพยหรือไม่ระหว่างพิจารณาจำเลยหนี แน่นอนศาลจังหวัดมีอำจารลงนามหนมายจับ ไปตั้งนาย 1 นาย 2 พอถึงวันสืบนายสองป่ย เลยมอบหมาย มีการจำคุกจำเลยปล้นทรับพ์ถามว่าในชั้นทำคำพิพากษาจะถูกต้องหรือไม่
ตรงนี้อยากจะเน้นตรงจุดการมอบหมาย กับ 29 ที่ต้องทำเองจะมอบหมายไม่ได้บัดนี้มีคำตอบว่าผู้พิพากษาที่หัวหน้าศาลมอบหมายมาตั้งแต่ในตอนพิจารณามีอำนาจทำแทนได้ด้วย นี่คือข้อสอบเนปีที่แล้วแปลว่าปีนี้ไม่มานะครับ
ผู้ที่จะได้รับมอบหมาย ตาม 3 อาวุโสไม่ห้ามนะครับ
.......................