สรุปคำบรรยาย ครอบครัว ครั้งที่ 1 - 2 ภาคค่ำ สมัยที่ 62

126 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
May 29, 2009, 4:09:02 AM5/29/09
to LAWSIAM

หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า  kankokub  ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ ชาติชาย อัครวิบูลย์ ผู้บรรยาย   ,  ผู้มีน้ำใจส่ง flie เสียงที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า

 

ครั้งที่ 1 . (การหมั้น ( ของหมั้น ) )

                ข้อสอบเราก็แคบลงมาพอสมคว รการที่เรามาสนใจกฎหมายครอบครัวอีกอย่างคือเป็นประโยชน์ในการสอบผู้ช่วยอีกอย่างหนึ่ง อีกอย่างที่สำคัญคือการอ่านตัวบทต้องจำข้อความได้พอสมควร แม้จำไม่ได้ทุกคำแต่ต้องจำได้ในส่วนของใจความสำคัญ บางครั้งอาจจะเป็นได้ว่าฟังคำบรรยายมากเกินไปจนจำตัวบทไม่ได้ เพราะถ้าสอบออกมาเราจำตัวบทไม่ได้เราก็ตอบข้อสอบไม่ได้เลย มันไม่มีหนทางที่เราจะเดินไปได้

            การบรรยายในวันนี้และในวันที่ 8 มิถุนายนอาจารย์จะบรรยายครั้งละสองชั่วโมง และในกลางเดือนหน้าก็จะไปต่างประเทศ ก็ชดเชยในช่วงนั้น เรื่องกฎหมายครอบครัวเริ่มทีการหมั้นทั่วไป ก็พุดไว้ สามสี่ประเด็น

1.การหมั้นต้องเป็นเรื่องระหว่างเพศไม่ใช่เพศเดียวกัน กฎหมายกำหนดว่าชายและหญิงอายุ 17 ปี บริบูรณ์ไม่ได้ชายหรือหญิง

            ก็มีฏีกาแต่ไม่เกี่ยวกับเรื่องเท่าไหร่นัก เป็นเรื่องที่แปลงเพศแล้วข้อใช้คำนำหน้า นางสาวเพื่อไม่ต้องเกณฑ์ทหาร อันนี้ศาลฏีกาวินิจฉัย สรุปว่าให้ถือตามเพศที่กำเนิดมา

            การหมั้นก็เหมือนการสมรสต้องเป็นระหว่างเพศตรงข้าม

2.ต้องตกลงว่าจะสมรสกันด้วยใจสมัคร ถ้าหากว่าเจตนาอยู่กินด้วยกันฉันท์สามีภริยาก็ไม่เรียกว่าเป็นการหมั้นแม้การเชิญญาติผู้ใหญ่แขกมา ก็ไม่เป็นการหมั้น  

            ปัญหาว่าการหมั้นที่ถูกข่มขู่จะเป็นการสำคัญผิด ....  ก็ไม่มีผลทำให้การหมั้นนั้นเป็นโมฆียะ การเป็นโมฆะหรือโมฆียะ จะนำเรื่องหนี้มาใช้ไม่ได้

            แต่อาจถือได้ว่าเป็นเหตุสำคัญอันเกิดแต่ฝ่ายฉ้อฉล

            เหตุที่ต้องพิจารณาคู่สัญญาหมั้นเพราะในการฟ้องให้รับผิด นอกจากชายและหญิงคู่หมั้นนั้น อาจจะรวมถึงบิดามารดาหรือผู้ปกครอง

            หรือกรณีคลุมถุงชน ต้องดูมาตรา 1435

มาตรา 1435  การหมั้นจะทำได้ต่อเมื่อชายและหญิงมีอายุสิบเจ็ดปีบริบูรณ์แล้ว

            3.การหมั้นต้องมีของหมั้น ปัญหาแต่เดิมก็มีการตีความ แต่คำพิพากษาสมัยก่อนก็วางแนวว่า ต้องมีของหมั้นแต่ปัจจุบันไม่มีปัญหาแล้วเพราะเขียนไว้ชัดในตัวบทว่าต้องมีการส่งมอบของหมั้น

            4. การหมั้นที่มีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบนั้นมีปัญหา แต่บางครั้งปัญหาเกี่ยวกับศีลธรรมนั้น มีผล กระทบหรือไม่  ก็เป็นโมฆะ ระวังว่า การหมั้นกฎหมายไม่ได้กำหนดเหมือนมาตรา 150 เช่น ชายมีคู่สมรสอยู่แล้ว หญิงไม่รู้ไม่มีปัญหา สมบูรณ์ แต่ถ้าหญิงรู้ นั้น ก็เห็นว่าการหมั้นก็น่าจะมีผลสมบูรณ์อยู่ แต่อาจจะใช้เหตุนี้บอกเลิกสัญญาหมั้นโดยอ้างเหตุสำคัญอ้างไม่ได้

            ต่อไปเป็นเรื่องของหมั้นที่สำคัญที่สุด คือ ทรัพย์สิน ก็ดูจากกฎหมายทรัพย์ ว่า คือ

มาตรา 138  ทรัพย์สิน หมายความรวมทั้งทรัพย์และวัตถุไม่มีรูปร่างซึ่งอาจมีราคาและอาจถือเอาได้

            จะเป็นทรัพย์ที่ใช้ไปหมดไปก็ได้ ก็ยังถือเป็นของหมั้น ของหมั้นอาจเป็นสิทธิเรียกร้องก็ได้ เช่น 1 หมั้นกับ 2  1 เป็นผู้ทรงเช็ค อาจจะสลักหลังโอนเช็คให้ไปก็ได้

            ทรัพย์นั้นตะมีราคามากน้อยเพียงใดไม่สำคัญ สำคัญที่มีเจตนากันให้เป็นหลักฐานแห่งการสมรส

            ประการต่อไปคือทรัพย์สินนั้นต้องมีการส่งมองเสร็จสิ้นสมบูรณ์

            ปัญหาต่อไปคือ ที่ดิน นั้น การส่งมอบการครอบครอง ก็อาจจะส่งมอบทรัพย์แล้ว อันนี้คือที่ไม่มีโฉนด หรือเอกสารสิทธิ์

            ส่วนที่มีโฉนด การให้โฉนดนั้น แต่ยังไม่ได้มีการโอนทะเบียน ก็ ยังไม่ใช่ของหมั้น เพราะว่า แม้หลักฐานที่ดิน นั้นโฉนดที่ดิน ก็ไม่อาจเป็นของหมั้นได้

            ทรัพย์สินนั้น ปกติควรเป็นของฝ่ายชาย ถ้าไม่ใช่มีผลอย่างไร ถ้าฝ่ายชายไปยืมรถยนต์จากคนอื่นมาส่งมอบให้แก่หญิง  ก็มีผลได้

            แต่ถ้าเป็นทรัพย์สินของหญิงเองอันนี้ไม่ถือว่าเป็นของหมั้นได้เลย

เขช่น นาย 1 รัก นางสาว 2 นางสาว 2 รวย ก็เลยให้ เงินสด และซื้อทองคำแท่งแล้วเอาไปให้นาย 1 ใช้ในวันหมั้น จะเห็นว่าทั้งหมดทั้งปวงเป็นของหญิงทั้งหมดเลย ดังนั้น ทั้งหมดไม่ใช่ของหมั้น

            แต่ถ้าเป็นนาย 1 ร่วมกับเพื่อนปล้นร้านทองเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดและเป็นของบุคคลอื่น ก็ได้เหมือนกัน คือสมบูรณ์เมื่อส่งมอบแล้ว แต่การที่ถูกเจ้าของจริงติดตามภายหลังไม่เป็นผลให้การหมั้นล้มล้างไป แต่ก็เป็นผลให้หญิงบอกเลิก สัญญาหมั้นได้ ตามมาตรา 1443

                มาตรา 1443  ในกรณีมีเหตุสำคัญอันเกิดแก่ชายคู่หมั้น ทำให้หญิงไม่สมควรสมรสกับชายนั้น หญิงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาหมั้นได้โดยมิต้องคืนของหมั้นแก่ชาย

            ก็มีปัญหาว่า 2 จะเรียกค่าทดแทนตาม 1444 ได้หรือไม่ ก็ไม่ได้ เพราะเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นก่อนการหมั้น อันนี้เราก็ต้องแม่นตัวบทและดุเป็นกรณีๆไป

            สิ่งของที่ยังไม่ส่งมอบแน่นอนมันก็ไม่เป็นของหมั้น ในกรณีเช่นนี้ก็ดูตัวอย่างว่า ฝ่ายชายกับฝ่ายหญิงก็อาจตกลงกันว่าต้องทำอย่างใดอย่างหนึ่ง

            การทำสัญญาเงินกู้ไว้ ศาลมองว่ายังไม่มีการส่งมอบเงินของหมั้นก็ยังไม่เป็นของหมั้น ปัญหาต่อมาว่าจะฟ้องเรียกตามสัญญากู้ได้หรือไม่ คำตอบก็คือว่าฟ้องเรียกไม่ได้

1852/2546 เพราะส่วนนั้นยังไม่เป็นของหมั้น กรณีนี้มีข้อแตกต่างกับสินสอดที่ว่าไม่ได้กำหนดว่าต้องส่งมอบในขณะทำการหมั้น

            ของหมั้นอาจไปของชายก็ดี ของบิดามารดาของชายก็ได้ การที่อยากมีหน้ามีตา ให้ฝ่ายชายนำทรัพย์สินมาโชว์ โดยตกลงกันว่าพอเสร็จพิธีก็จะคืนให้แก่ฝ่ายชาย ทรัพย์สินดังกล่าวเป็นการอวดอ้างหรือโชว์ ก็ขาดสาระสำคัญคือการที่มีเจตนาส่งมอบแก่หญิงดังนั้นจึงไม่ใช่ของหมั้น

            ฎ.4836/2502

            ฏีกา 8994/2549

            การหมั้นโดยไม่มีเจตนาที่จะสมรสมันก็ไม่ใช่การหมั้นแล้ว แต่ประเด็นที่สำคัญคือประเด็นต่อไปคือ การตกลงว่าจะคืนเงินสดและทองรูปพรรณ

            การมอบที่นา 30 ไร่ ที่ยังไม่ได้แบ่งแยกชัดเจนก็ไม่เป็นของหมั้น

ประการที่สาม ของหมั้นต้องเป็นหลักฐานว่าชายจะสมรสกับหญิง เพราะฉะนั้นต้องมีการมอบของที่แสดงว่าประสงค์จะสมรสกับหญิง

            เราจะถือทะเบียนสมรส หรือเจตนาที่จะไปจดทะเบียนสมรสเป็นหลัก แม้ต่อมา จะยังไม่ได้มีการจดทะเบียนสมรส ก็ตาม

            แต่ถ้าไปทำพิธีใหญ่โตแต่ก็ไม่ได้มีเจตนาที่จะไปจดทะเบียนสมรสกันเลยเช่นนี้ก็ไม่เป็นของหมั้น

            การวางหลักส่วนก่อนสมรสมีเหตุคืนหรือไม่คืนไม่สำคัญ เมื่อสมรสแล้วของหมั้น เป็นสินส่วนตัวของหญิง

            อาจารย์จะพูดถึงเรื่องสินสอด ก็คือทรัพย์สินที่ชายมอบให้แก่ ฝ่ายหญิง สินสอดมีความแตกต่างกับของหมั้น อย่างน้อยก็เป็นเรื่อง ของผู้รับมอบแล้ว สินสอดมีที่มีที่ไปต่างหากจากประเพณีโบราณ ก็พัฒนาเป็นหลักของสินสอด

            ขอตกลงในการให้สินสอดจึงมีผลบังคับได้ตามกฎหมาย ไม่ได้ว่าการตกลงนั้นจะมีการหมั้นหรือไม่ก็ตาม ดังนั้นสินสอดไม่จำเป็นต้องควบกับการหมั้นก็ได้ แม้ในทางปฏิบัติมักไปพร้อมกัน

            แต่ถ้าตกลงกันว่าจะนำทรัพย์สินอะไรก็ตามไปมอบให้ในวันที่ทำการสมรสแต่วันที่ตกลงกันยังไม่มีการส่งมอบ แล้ววันทำการสมรสแล้วฝ่ายชายเบี้ยว ฝ่ายหญิงก็สามารถฟ้องได้

            ดังนั้นสินสอดจะให้เมื่อใดก็ได้ไม่เหมือนกับของหมั้นที่จะต้องให้กันก่อนการสมรส

            การมอบสินสอดก็กำหนดบุคคลที่ได้รับอยู่ พี่ชายที่ดูแลไม่ใช่บุคคลที่กำหนดตามกฎหมาย คือไม่ใช่ผู้ปกครอง หรือบิดามารดาตามกฎหมายเท่านั้น

            สำหรับบิดาก็ต้องเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย  

            ถ้าตกลงกันว่าจะอยู่กินด้วยกันแล้วตกลงกับบิดามารดาว่าวันส่งเงินดังกล่าว ก็ไม่ใช่สินสอดให้ไปแล้วก็คืนไม่ได้

            เงินขอขมาแล้วมอบทรัพย์สินให้ก็ไม่ใช่สินสอดเช่นกัน อันนี้ก็คงจะผ่านไป

มีฏีกา หนึ่งคือ หญิงไม่มีบิดามารดาวันสมรสก็ส่งมอบทรัพย์สินให้แก่หญิง อันนี้ไม่ใช่ทั้งของหมั้นและสินสอด ก็เป็นเพียงข้อตกลงอย่างหนึ่งที่สามารถบังคับได้

            ฎ.3442/2526

            ในกรณีที่ไม่มีการสมรส โดยหลักการให้สินสอดไป ต้องคืน หรือไม่ ในกรณีทั่วไปไม่ต้องคืน ถึงวันที่จะทำพิธีแต่งงานฝ่ายชายเบี้ยวก็แสดงว่าการสมรสไม่เกิดฝ่ายหญิงก็ไม่จำต้องส่งมอบสินสอดคืน

            หรือกรณี ที่ต่างฝ่ายต่างละเลยไม่จดทะเบียนสมรสกัน ก็เรียกคืนไม่ได้

            การที่ฝ่ายหญิงเป็นผู้กระทำให้ฝ่ายชายไม่อาจจะสมรสได้ ก็เป็นการที่เกิดจากฝ่ายหญิงทำให้ไม่สมควรสมรสด้วยกรณีเช่นนี้ก็สามารถเรียกสินสอดคืนได้ อย่างไรก็ตามก็เป็นเหตุที่ไม่อาจจะสมรสได้  ถ้าคู่หมั้นตาย

            การไม่มีกำหนดอายุความเรียกสินสอดก็ 10 ปี

            ชั่วโมงที่ 2  . (เงื่อนไขการหมั้น  ) )

            สำหรับเงื่อนไขการหมั้นมีอยู่สองประการเท่านั้นเอง คือเรื่องอายุ กับเรื่องความยินยอม การหมั้นแม้มีข้อตกลงว่าจะจดทะเบียนหลังบรรลุอีกทีก็เป็นโมฆะนั่นเอง

            จะเห็นว่ามาตรา 1448

            มาตรา 1448  การสมรสจะทำได้ต่อเมื่อชายและหญิงมีอายุสิบเจ็ดปีบริบูรณ์แล้ว แต่ในกรณีที่มีเหตุอันสมควร ศาลอาจอนุญาตให้ทำการสมรสก่อนนั้นได้

            ศาลอาจจะอนุญาตให้ทำการสมรสก็ได้ ต่างกับเรื่องของการหมั้นที่ศาลไม่อาจอนุญาตได้แม้เห็นว่ามีเหตุสมควร ( คงไม่มีหรอก )

            มาตรา 1435 การหมั้นที่ฝ่าฝืนมาตรา 1435 ก้เป็นโมฆะ มีวิธีเดียวที่ทำให้การหมั้นเป็นผลกันได้ก็เพียงแต่ทำการหมั้นกันใหม่ โดยที่เงื่อนไขจากที่นาง 2 มีอายุ 20 ปีบริบูรณ์

            สำหรับความยินยอม มาตรา 1436

                          มาตรา 1436(1) ผู้เยาว์จะทำการหมั้นได้ต้องได้รับความยินยอมของบุคคลดังต่อไปนี้

             (1) บิดาและมารดา ในกรณีที่มีทั้งบิดามารดา

             (2) บิดาหรือมารดา ในกรณีที่มารดาหรือบิดาตายหรือถูกถอนอำนาจปกครองหรือไม่อยู่ในสภาพหรือฐานะที่อาจให้ความยินยอม หรือโดยพฤติการณ์ผู้เยาว์ไม่อาจขอความยินยอมจากมารดาหรือบิดาได้

             (3) ผู้รับบุตรบุญธรรม ในกรณีที่ผู้เยาว์เป็นบุตรบุญธรรม

             (4) ผู้ปกครอง ในกรณีที่ไม่มีบุคคลซึ่งอาจให้ความยินยอมตาม (1) (2) และ (3) หรือมีแต่บุคคลดังกล่าวถูกถอนอำนาจปกครอง

             การหมั้นที่ผู้เยาว์ทำโดยปราศจากความยินยอมดังกล่าวเป็นโมฆียะ

กฎหมายไม่ได้กำหนดแบบในการให้ความยินยอมไว้ อาจจะร่วมงานหมั้น ก็เป็นการให้ความยินยอมโดยปริยาย บุคคลที่ให้ความยินยอมไม่จำเป็นต้องเป็นคนเดียวกับบุคคลที่ให้ความยินยอมในการสมรส

            หรือในการสมรสอาจไม่ต้องให้ความยินยอมเลยก็ได้ถ้าเขาบรรลุนิติภาวะแล้ว

            การให้ความยินยอมแล้วจะไม่รับผลไม่ได้ ก็เป็นปัญหาว่าจะถอนได้หริอไม่ได้ แต่เนื่องจาก หากผู้ให้ความยินยอมการหมั้นไม่ให้ความยินยอมในการสมรสก็อาจจะเป็นการผิดสัญญาหมั้นได้

            การให้ความยินยอมนั้นจะทำให้การหมั้นเป้นโมฆียะหรือไม่

            บุคคลที่ให้ความยินยอมอาจเป็นบุคคลต่อไปนี้ก็ได้

1.      บิดาและมารดา

2.      บิดาหรือมารดา เป็นกรณีที่คนเดียวเพราะอีกคนนึง มีเหตุสี่ประการ

การตายคือตายธรรมช่าติ ถ้าเป็นการสาบสูญอำนาจปกครองก็ตกเป็นของอีกฝ่ายหนึ่งอยุ่แล้ว

            ประเด็นต่อไปคือการถอนอำนาจปกครองก็โดยจากคำสั่งของศาล

ก็ดูประการต่างๆได้ตามตัวบทได้เลย

            ประเด็นต่อไปก็คือ บิดาหรือมารดาไม่อาจให้ความยินยอมได้ เพราะเป็นคนวิกลจริตที่ยังไม่ได้ไปอยู่โรงพยาบาล

            ผู้ใช้อำนาจปกครองอาจมีแต่เพียงผู้เดียวก็ได้ เมื่อมีการรับบุตรบุญธรรมโดยชอบด้วยกฎหมาย การรับบุตรบุญธรรมก็สมบูรณ์

            บุคคลสุดท้ายคือผู้ปกครอง ต้องให้ศาลตั้ง ถ้าไม่มีสักคนเลย

เมื่อมีการบอกล้างก็ต้องมีการคืนของหมั้น

            การตกลงเรื่องเบี้ยปรับอาจทำให้เป็นการบังคับให้ทำการสมรสได้ จึงต้องกำหนดไว้ว่าข้อกำหนดดังกล่าวเป็นโมฆะ

            การถอนหมั้นเป็นเรืองสิทิมีอยุ่แล้วเมื่อหมั้นแล้วให้เป็นของหยิงก็เป็นเรื่องที่น่าสงสัยอยู่

            การที่ชายผิดสัญยาหมั้นก็เรียกของหมั้นคืนจากหญิงไม่ได้

            ประเด็นต่อไปชายหรือหญิงตายก่อนคู่สมรสการตายอย่างไรก็เรียกของหมั้นคืนจากหญิงไม่ได้

            เหตุสำคัญก็ดี การที่คู่หมั้นฝ่ายหนึ่งกระทำ

            เหตุสำคัญเกิดได้หลายประการ เหตุสำคัญอาจเกิดได้ก่อนการหมั้นหรือระหว่างการหมั้นก็ได้

            การที่ชายไปติดเอดส์ ก็เป็นเหตุสำคัญอีกฝ่ายก็บอกเลิกได้แต่เหตุที่ เป็นเหตุสำคัญ + เรียกค่าทดแทนได้ ตาม 1444 ต้อง เป็นตามกฏหมายกำหนดเท่านั้น        

             มาตรา 1444  ถ้าเหตุอันทำให้คู่หมั้นบอกเลิกสัญญาหมั้น เป็นเพราะการกระทำชั่วอย่างร้ายแรงของคู่หมั้นอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งได้กระทำภายหลังการหมั้นคู่หมั้นผู้กระทำชั่วอย่างร้ายแรงนั้นต้องรับผิดใช้ค่าทดแทนแก่คู่หมั้นผู้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาหมั้นเสมือนเป็นผู้ผิดสัญญาหมั้น

คือต้องทำภายหลังการหมั้นเท่านั้น

เหตุสำคัญให้เพียงการเลิกไม่ได้ให้สิทธิในการเรียกค่าทดแทน เหมือนการกระทำชั่วอย่างร้ายแรง

            เรื่องสิทธิเรียกค่าทดแทนจะพูดต่อในชั่วโมงหน้า



(1) – (3)  แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 10) .. 2533

 

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages