หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า kankokub ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ สมิทธิ์ วราอุบล ผู้บรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า ขอบคุณ. http://www.muansuen.com และคุณ admin ที่นำ flie เสียงมาลงแบ่งปันให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
สรุปคำบรรยาย สัปดาห์ที่ 1 ชั่วโมงที่1 อังคาร 24/11/52
วิชาที่อาจารย์จะบรรยายคือวิแพ่งภาคสี่ บังคับคดี อาจารย์จะบรรยายวิแพ่งคือในส่วนวิธีขั่วคราวก่อนพิพากษา และจะบรรยายถึงวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคด้วย
วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษานั้นโดยที่ว่าก่อนพิจารณานั้นอาจจะมีคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งกระทำการจำหน่ายทรัพย์หรือกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง กฎหมายจึงให้การคุ้มครอง
มีอยู่สามกรณีคือ
1.จำเลยขอให้โจทก์วางเงินหรือหาหลักประกัน
2.โจทก์ขอให้คุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา
3.คู่ความขอให้คุ้มครองประโยชน์
ในชั้นนี้อาจารย์จะบรรยายเกี่ยวกับวิธีชั่วคราวก่อนพิพากษาตามประมวลแพ่ง ต้องยื่นหลังยื่นฟ้องแล้ว แต่คดีผู้บริโภค ยื่นก่อนยื่นฟ้องได้
กรณีที่หนึ่ง กรณีที่จำเลยขอให้โจทก์วางเงินหรือประกันค่าใช้จ่าย มาตรา 253 ดูตัวบทมีสามวรรค คุ้มครองจำเลย คดีมโนสาเร่ก็ขอได้ รายละเอียดดูคำบรรยายของอาจารย์มนตรี ในเรื่องคดีมโนสาเร่ เหตุที่ต้องคุ้มครองจำเลยคือโจทก์อาจมาฟ้องคดีไม่มีมูล โจทก์แพ้คดีก็ต้องรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียม กฎหมายจึงบัญญัติคุ้มครองจำเลย
มาตรา 253 บัญญัติไว้สองเหตุคือ 1. โจทก์ไม่ได้มีภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานอยู่ในราชฯ สังเกตดูตัวบทคำว่า และ กับ คำว่า หรือ ดีๆ
2.แพ้คดีแล้วจะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าฤชาธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่าย
เหตุสองข้อนี้ แยกออกจากกัน คำว่าหรือกับคำว่าและ ต้องสังเกตดีๆ
เหตุในข้อหนึ่งนี้ต้องประกอบด้วยสองอย่าง ไม่มีภูมิลำเนา หรือ สำนักทำการงานอย่างใดอย่างหนึ่ง และต้องประกอบข้อสองคือ โจทก์ไม่มีทรัพย์สินซึ่งอาจถูกบังคับได้ในราชอาณาจักร ถ้าหากว่าโจทก์มีภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานอยู่ในราชอาณาจักรแล้ว ก็เข้าหลักเกณฑ์ข้อหนึ่ง ไม่ต้องไปพิจารณาถึงข้อสอง
สำหรับเหตุที่สองที่เป็นการเชื่อได้ว่าถ้าชนะคดีแล้วจะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าฤชาธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่าย เพราะว่าในระหว่างพิจารณานั้นย่อมไม่อาจทราบคดีได้ว่าจะมีผลแพ้หรือชนะอย่างไร
คำว่าภูมิลำเนาก็ตามป.พ.พ คือ หลักแหล่งที่ทำการงาน ตาม ป.พ.พ .ของบุคคลธรรมดาคือ ที่อยู่เป็นแหล่งสำคัญ
เวลาออกข้อสอบก็จะมัดข้อเท็จจริงในจุดนี้มาแล้ว ไม่ต้องไปห่วงในจุดนี้ว่าภูมิลำเนาอยู่ที่ใด
ต่อมาก็คือคำว่าโจทก์คือคนที่มาฟ้องคดี จำเลยก็คือผู้ถูกฟ้องคดีแต่ก็มีกรณีที่เริ่มคดีเป็นโจทก์ต่อมาเป็นจำเลยก็มี
ตัวอย่างคดีไม่มีข้อพิพาท ครั้งแรกยื่นมาเป็นคำร้องฝ่ายเดียว ต่อมาเป็นผู้คัดค้านในคดี ตัวอย่าง ขอให้ศาลแสดงกรรมสิทธิ์ว่าครอบครองปรปักษ์ แล้วเจ้าของที่ดินมายื่นคัดค้าน อันนี้ก็กลายเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทขึ้นมา จำเลยก็ขอให้โจทก์วางเงินหรือหาประกันได้ จากตัวอย่างนี้ แม้จำเลยจะขอได้ เราก็มาพิจารณาดูว่า เมื่อครอบครองปรปักษ์แล้วที่ดินนี้อยู่ในราชอาณาจักร มันก็ไม่เข้าเหตุที่ว่าโจทก์มิได้มีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรแน่นอน
หรือคดีขอผู้ไร้ความสามารถ ตัวอย่างเมื่อสักครู่มาขอให้ศาลอนุญาตทั้งสองกรณียังถือเป็นคดีไม่มีข้อพิพาท เมื่อมีคำคัดค้าน ก็ไม่เป็นคดีมีข้อพิพาท ผู้ยื่นคำคัดค้านก็ไม่มีสิทธิตาม 253
ต่อไปเกี่ยวกับฟ้องแย้ง เมื่อโจทก์ฟ้องมาจำเลยก็ต้องยื่นคำให้การซึ่งจำเลยอาจยื่นเข้ามาในคำให้การได้ อันนี้โจทก์เป็นโจทก์ที่ฟ้อง ส่วนในฟ้องแย้งนั้นโจทก์มีฐานะเป็นจำเลยฟ้องแย้ง ทีนี้กรณีของโจทก์และจำเลยที่ฟ้องแย้งนั้น สามารถขอใช้สิทธิตาม 254 ได้ กับการขอคุ้มครองประโยชน์ตาม 264 นั้น
เพราะต่างฝ่ายต่างมีสิทธิขอตาม 254 กับ 264 กัน มีตัวอย่างฏีกา
178/2551
จำเลยตั้งโจทก์เป็นตัวแทนประสานงานเพื่อผลประโยชน์ของจำเลยในการได้รับจ้างงานในโครงการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ต่อมาจำเลยได้เข้าเป็นคู่สัญญากับกิจการร่วมค้าไอทีโอโดยเป็นผลจากการดำเนินการของโจทก์ตามสัญญาตั้งตัวแทน โจทก์มีสิทธิเรียกร้องอันเป็นมูลหนี้ตามสัญญาดังกล่าวที่จะฟ้องร้องจำเลยได้ คดีของโจทก์จึงมีมูลที่จะฟ้องร้อง ส่วนปัญหาว่า โจทก์ไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาตั้งตัวแทน หรือจำเลยได้รับการจ้างเหมาช่วงงานดังกล่าวโดยไม่ได้เป็นผลจากการปฏิบัติตามสัญญาของโจทก์หรือไม่ ยังเป็นที่โต้เถียงกันซึ่งต้องนำสืบพยานหลักฐานกันในชั้นพิจารณาต่อไป แม้จำเลยไม่ตั้งใจยักย้ายทรัพย์สินของตนไปให้พ้นจากอำนาจศาล ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 255 (1) (ก) แต่การที่จำเลยไม่มีภูมิลำเนาในประเทศไทย ไม่มีสำนักงานสาขาในประเทศไทยแม้เคยมีก็ปิดสำนักงานสาขาไปแล้วเพราะใบอนุญาตประกอบกิจการของคนต่างด้าวไม่ถูกต้อง และการที่จำเลยไม่มีทรัพย์สินใดในประเทศไทย ทั้งจำเลยไม่มีทรัพย์สินอยู่ในประเทศไทยพอที่โจทก์จะบังคับคดีได้ ย่อมเป็นเหตุจำเป็นอื่นที่เป็นการยุติธรรมและสมควรที่จะคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ในระหว่างพิจารณาตามมาตรา 255 (1) (ข) จึงนำวิธีคุ้มครองชั่วคราวตามที่โจทก์ขอมาใช้ในการสั่งให้อายัดเงินค่าจ้างที่กิจการร่วมค้าไอทีโอบุคคลภายนอกจะชำระให้แก่จำเลยได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 254 (1)
เป็นเรื่องโจทก์ฟ้องจำเลยเรียกเงินค่าตอบแทน ในบริษัทหนึ่ง มีการเป็นการตกลงว่าถ้าไปทำสัญญาได้แล้วเรียกเงินค่าตอบแทน ระหว่างพิจารณาโจทก์ขอตาม 254 โจทก์เท่านั้นขอได้ ศาลก็มีคำสั่งอายัด
ตอนท้ายของฏีกาสังเกตว่าไม่รวมค่าฤชาธรรมเนียมที่เป็นฟ้องแย้ง เพราะเป็นโจทก์
ต่อไปคดีร้องขัดทรัพย์คือโจทก์ชนะคดีเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา พอยึดแล้วเจ้าของทรัพย์ที่แท้จริงก็มาร้องว่าเป็นทรัพย์ของตน ผู้ร้องขัดทรัพย์มีฐานะเป็นโจทก์ ส่วนโจทก์มีฐานะเป็นจำเลย
ฎ.500/2504
ในกรณีที่โจทก์ ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาใช้สิทธิบังคับคดีขอยึดทรัพย์ของจำเลยลูกหนี้ ผู้ร้องขัดทรัพย์ยื่นคำร้องกล่าวอ้างว่าทรัพย์ที่โจทก์นำยึดเป็นของตนนั้นผู้ร้องขัดทรัพย์มีฐานะเสมือนเป็นโจทก์ ส่วนโจทก์เจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีฐานะเสมือนเป็นจำเลย ฉะนั้นผู้ร้องขัดทรัพย์จะร้องขอให้โจทก์เจ้าหนี้วางเงินประกันค่าฤชาธรรมเนียมฯลฯ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 253 ไม่ได้
ก็วินิจฉัยว่าผู้ร้องขัดทรัพย์เป็นโจทก์จะมาขอตาม 253 ไม่ได้ คือแม้เป็นโจทก์แต่ไม่ได้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาดังนั้นจะมาขอให้โจทก์
เมื่อดู 253 เปรียบเทียบ 288 ซึ่งจะแตกต่างในข้อที่ว่าผู้มีสิทธิในร้องขอ มีข้อแตกต่างในระยะเวลาการร้องขอ จำเลยต้องขอก่อนศาลมีคำพิพากษา ต้องขอก่อนมีคำพิพากษาเนื่องจาก 253 สามารถขอ คุ้มครองในศาลได้ทุกชั้น ตาม 253 ทวิ ส่วน 288 ต้องขอก่อนวันชี้สองสถานหรือ ก่อนวันสืบพยาน
ต่อไปข้อแตกต่างกับเหตุที่ร้องขอ
253 มีสองเหตุตามที่กล่าวไว้แล้ว ส่วน 288 ( 1 )
เงินหรือประกันที่ให้วางก็ต่างกัน 253 เป็นการวางเงินเพื่อประกันตาม 288 เป็นเงินประกันเพื่อสินไหมทดแทน
ต่อไปเกี่ยวกับเรื่องจำหน่ายคดี มาตรา 253 นั้นถ้าศาลสั่งให้โจทก์วางเงินแล้วโจทก์ไม่วาง มีข้อยกเว้น
ต่อไปคำสั่งศาล มาตรา 253 อุทธรณ์ฏีกาคำสั่งได้ แต่มาตรา 288 ให้เป็นที่สุด
คู่ความเดิมต้องผูกพันคำพิพากษาเสมือนแทนที่กัน
กรณีที่มีโจทก์หลายคน โจทก์บางคนมีเหตุตาม 253 ได้ จำเลยจะขอคุ้มครองได้หรือไม่ได้ อันนี้ก็ต้องไปดูตาม 262 ว่า
ในส่วนระหว่างพิจารณาเราไม่รู้ว่าศาลจะสั่งเป็นอย่างไร ก็ไม่ต้องไปพิจารณา ให้พิจารณาว่าโจทก์หลายคนเป็นเจ้าหนี้ร่วมหรือไม่ ให้พิจารณาเฉพาะตัวโจทก์ไม่ต้องไปพิจารณา
จำเลยอุทธรณ์นี้ไม่มีสิทธิในชั้นศาลอุทธรณ์หรือฏีกา
เมื่อโจทก์เป็นผู้ยื่นอุทธรณ์หรือฏีกาจำเลยก็ขอคุ้มครองในชั้นศาลอุทธรณ์หรือฏีกาได้ ข้อสำคัญคือโจทก์ต้องเป็นผู้ยื่นอุทธรณ์ฏีกา ตาม 253 แม้จำเลยจะเคยขอมาแล้วในศาลชั้นต้น เพราะการขอคุ้มครองนั้นเป็นการขอคุ้มครองในแต่ละชั้นศาล
หลักเกณฑ์ในการร้องขอ ในคำร้องนั้นต้องอ้างเหตุตาม 253 และต้องระบุจำนวนเงินที่ขอ
คือถ้าศาลชั้นต้นยังไม่ส่งสำนวนความไปศาลอุทธรณ์หรือฏีกาก็ให้ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้น ก็ทำการไต่สวนแต่โดยปกติเมื่อศาลชั้นต้นรับคำร้องแล้วก็ส่งสำเนาคำฟ้องแล้วส่งไปยังศาลอุทธรณ์หรือฏีกา เมื่อศาลชั้นต้นทำการไต่สวนเสร็จแล้วก็ส่งไปให้ศาลอุทธรณ์หรือฏีกาสั่ง เรื่องไต่สวนมีปัญหาว่าวันไต่สวนนั้นถ้าโจทก์จำเลยไม่มีใครมาศาลเลย จะเป็นอย่างไร ผลก็มีดังต่อไปนี้คือถ้าจำเลยไม่มาก็คือสละสิทธิยื่นคำร้อง ศาลก็ยกคำร้อง คดีที่โจทก์ฟ้องนั้นศาลก็ยังต้องดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป
จำนวนเงินที่ศาลสั่งให้โจทก์วาง ก็ให้ศาลกำหนดตามที่เห็นสมควร ก็ให้เอาวรรคสองนี้มาใช้บังคับ ทุกชั้นศาล ในการพิจารณาของศาลนั้นที่กำหนดให้วางเงินก็พิจารณาถึงความรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมตามมาตรา 149
กรณีนี้ถ้าศาลชั้นต้นกำหนดจำนวนเงินไปแล้วถ้าศาลสูงเห็นว่าจำนวนทุนทรัพย์สูง ศาลสูงก็กำหนดเพิ่มได้
ฎ.1106/2530
คำสั่งศาลให้โจทก์วางเงินประกันค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายตาม ป.วิ.พ. มาตรา 253 เป็นคำสั่งอันเกี่ยวด้วยคำขอเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของคู่ความในระหว่างการพิจารณาตามป.วิ.พ. มาตรา 228(2) ย่อมอุทธรณ์ฎีกาได้โดยไม่จำต้องโต้แย้งคำสั่งไว้ก่อน
คดีมีทุนทรัพย์ 18,739,895.67 บาท ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์วางเงินประกันค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย 30,000 บาท ตามป.วิ.พ.มาตรา 253 ศาลฎีกาเห็นว่าเมื่อคำนึงถึงทุนทรัพย์ในคดีนี้แล้วเป็นจำนวนต่ำไป จึงให้โจทก์วางเงินประกันจำนวน 50,000บาท.(ที่มา-ส่งเสริม)
ถ้ามีปัญหาว่าคำว่าค่าฤชาธรรมเนียมกฎหมายได้แก้ไขใหม่กว้างกว่าเดิม มาตรา 149 ค่าฤชาธรรมเนียมได้แก่ค่าธรรมเนียมศาล ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดี 153 วรรคหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีคำว่าค่าใช้จ่าย บัญญัติว่าจพท สามารถให้เจ้าหนี้ ดำเนินการระหว่างพิจารณาเพื่อบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาหรือคำสั่งได้ ถ้าเห็นว่าจำนวนคดีไม่พอก็ให้วางเงิน จะเห็นว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่ได้บัญญัติค่าต่างๆมากกว่ากฎหมายเก่าเรื่องนี้เดิมมีฏีกา
ฎ.785/2520
ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ระหว่างที่จำเลยฎีกาโจทก์ขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยออกขายทอดตลาดแล้วมอบเงินที่ขายได้ให้โจทก์ไปต่อมาศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้ยกฟ้องโจทก์ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนจำเลย ดังนี้โจทก์จะนำแต่เงินค่าซื้อทรัพย์สินของจำเลยจากการขายทอดตลาดมาชำระให้จำเลยเท่านั้นไม่ได้แต่จะต้องรับผิดในค่าธรรมเนียมการขายทอดตลาดด้วย เพราะค่าธรรมเนียมการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลเป็นค่าธรรมเนียมในการบังคับคดีตามที่บัญญัติไว้ในตาราง 5 ท้าย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และมาตรา 161 วรรคแรก บัญญัติความรับผิดชั้นที่สุดสำหรับค่าฤชาธรรมเนียมของคู่ความในคดี ให้ตกอยู่แก่คู่ความฝ่ายที่แพ้คดีและวรรคสองบัญญัติว่าค่าฤชาธรรมเนียมให้รวมถึงค่าธรรมเนียมในการบังคับคดีด้วย
วางหลักว่าค่าพาหนะค่าป่วยการ ที่คู่ความต้องเสียไปเพื่อพยานตรวจพิสูจน์เอกสาร ค่าใช้จ่ายต่างๆนั้นเป็นค่าฤชาธรรมเนียม ส่วนค่าใช้จ่ายในการแปลเอกสารค่าเดินทางในการไปดำเนินคดี ค่าใช้จ่ายที่กล่าวมานั้น
ฎ.1106/2530
คำสั่งศาลให้โจทก์วางเงินประกันค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายตาม ป.วิ.พ. มาตรา 253 เป็นคำสั่งอันเกี่ยวด้วยคำขอเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของคู่ความในระหว่างการพิจารณาตามป.วิ.พ. มาตรา 228(2) ย่อมอุทธรณ์ฎีกาได้โดยไม่จำต้องโต้แย้งคำสั่งไว้ก่อน
คดีมีทุนทรัพย์ 18,739,895.67 บาท ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์วางเงินประกันค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย 30,000 บาท ตามป.วิ.พ.มาตรา 253 ศาลฎีกาเห็นว่าเมื่อคำนึงถึงทุนทรัพย์ในคดีนี้แล้วเป็นจำนวนต่ำไป จึงให้โจทก์วางเงินประกันจำนวน 50,000บาท.(ที่มา-ส่งเสริม)
เดิมไม่ใช่ค่าฤชาธรรมเนียม แต่เป็นการตัดสินตามกฎหมายเก่า พอเรามาดู 149 วรรคหนึ่ง มีคำว่าค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี ดังนั้น เมื่อแก้ไขใหม่ น่าจะเป็นค่าฤชาธรรมเนียมด้วย
ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายเดิมกฎหมายใช้คำว่าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแต่ตาม 154 ที่แก้ไขใหม่ใช้คำว่า เจ้าหนี้ผู้ขอบังคับคดี ก็อาจจะถูกเจ้าพนักงานบังคับคดีเรียกค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ด้วย เราไปดูกฎหมายเก่าไม่เกินร้อยบาทแต่ตรงนี้ไม่ได้เขียนไว้
ก็มีการแก้กฎหมายเยอะต้องระวังให้ดี
ต่อไปเรื่องจำนวนเงินหรือหลักประกันที่สั่งให้วางอาจคำนึงถึงค่าธรรมเนียม ที่สั่งให้วางก็มีปัญหาว่าเงินทั้งหมดศาลจะคำนวณเฉพาะในแต่ละชั้นศาลหรือจะรวมทั้งหมดทั้งสามศาล ก็ได้พูดว่าการคุ้มครองเป็นแต่ละชั้นศาล
กรณีโจทก์จะอุทธรณ์ก็ต้องนำค่าฤชาธรรมเนียมมาวางศาล ศาลจะเห็นว่าถ้าน้อยไปก็ให้วางเพิ่ม มาตรา 253 ทวิก็ขอในแต่ละชั้นศาล
ผลในคำสั่งศาล ก็จะยกคำร้อง จำเลยก็มีสิทธิที่จะอุทธรณ์ฏีกาคำสั่งได้ แต่ถ้าศาลเห็นว่าจำเลยขอโดยมีผลโดยสมควรก็มีคำสั่งให้ศาลวางเงินหรือหาประกัน ซึ่งในกรณีนี้โจทก์ไม่เห็นด้วยก็อุทธรณ์ฏีกาคำสั่งได้ เหมือนกัน คำสั่งของศาลดังกล่าวแม้เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาแต่เป็นคำสั่งเกี่ยวด้วยคำขอคุ้มครองประโยชน์คู่ความ ดังนั้นอุทธรณ์ฏีกาได้โดยไม่ต้องโต้แย้งก่อน
ฎ.1615/2530 - ค้นไม่พบ
เมื่อศาลสั่งให้โจทก์วางเงินหรือหลักประกันแล้ว วางแล้วก็ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป แต่ถ้าเห็นว่าจำนวนเงินนั้นเป็นจำนวนมากระยะเวลาที่ให้วางนั้นไม่พอ ถ้าขยายแล้วไม่วางก็ถือว่าไม่ปฏิบัติตามก็ให้จำหน่ายคดี แต่ถ้าจำเลยขอให้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ในส่วนนี้ก็ไม่จำหน่ายคดี ศาลก็ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป เหตุยกเว้นอีกอันคือการอุทธรณ์ฏีกาคำสั่งศาลคดียังไม่ยุติก็จำหน่ายคดีไม่ได้ ตัวอย่างอีกอันหนึ่งจำเลยขอให้โจทก์วางเงินหรือหาประกันเพื่อชำระค่าฤชาธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายจำเลยยกคำร้อง ต่อมาระหว่างที่จำเลยขอคุ้มครองตาม 253 นั้น ศาลชั้นต้นได้พิพากษาคดีโดยพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีแต่จำเลยก็อุทธรณ์แล้วก็ ฏีกา ในคดีที่โจทก์ฟ้องระหว่างนั้นศาลฏีกาก็พิจารณาที่จำเลยฏีกาคำสั่งตามมาตรา 253 ปรากฏว่าศาลฏีกาพิพากษาให้โจทก์วางเงินค่าฤชาธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่าย เช่นนี้โจทก์ต้องวางหรือไม่ ศาลฏีกาก็วินิจฉัยว่าโจทก์ต้องวางเงินตามคำสั่งศาลฏีกา เมื่อกี้เราพูดแล้วว่าการวางเงินเป็นการวางในแต่ละชั้นศาล เป็นประกันจนกว่าคดีถึงที่สุดการวางเงินเป็นการวางเงินหรือคุ้มครองในแต่ละชั้นศาลเมื่อวางแล้วต้องวางจนกว่าคดีถึงที่สุด ก็มีฏีกาที่ 187/2529
ก็ต้องแยกข้อเท็จจริงให้ดีไม่เช่นนั้นจะเข้าใจผิด
จบเรื่องจำเลยขอให้วางประกัน ตามมาตรา 253 และ 253 ทวิ
ต่อไปกรณีวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษากรณีที่สอง มาตรา 254 ก็ดูตัวบท คงไม่อ่านให้ฟังมันยาว ตัวบทต้องท่องจำได้อยู่แล้ว
อันนี้ก็เป็นการคุ้มครองโจทก์เพราะโจทก์เป็นฝ่ายฟ้องคดี ระหว่างพิจารณาจำเลยอาจจำหน่ายทรัพย์สิน โจทก์สามารถมาขอคุ้มครองชั่วคราวโดยขอให้ยึดหรืออายัดทรัพย์หรือขอให้ห้ามจำเลยกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง มาตรา 254 พิจารณาประการแรกเกี่ยวกับคดีที่ร้องขอ คือขอได้ทุกคดี แต่มีข้อยกเว้น ถ้าเป็นคดีมโนสาเร่ขอไม่ได้ คือ เป็นคดีที่จำนวนทุนทรัพย์มันน้อย หรือ ฟ้องขับไล่ค่าเช่าหรืออาจให้เช่าทรัพย์สินที่ฟ้องให้ขับไล่น้อย
นอกจากนี้คือคดีที่โดยสภาพคำฟ้องหรือคำร้องขอไม่อาจขอคุ้มครองชั่วคราวได้ แม้ไม่ได้บัญญัติตาม 254 แต่โดยสภาพของมันขอไม่ได้ เช่น คดีฟ้องหย่า เป็นต้น
คดีฟ้องหย่าถ้ามีการขอแบ่งทรัพย์สินมาด้วยกรณีนี้ขอตามมาตรา 254 ได้ ต่อไปคดีล้มละลาย มีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นพิเศษแล้ว คือโจทก์มีสิทธิขอให้พิทักษ์ทรัพย์ชั่วคราว คือให้จพท กระทำเป็นพิเศษอยู่แล้วก็จะมาใช้ 254 ไม่ได้ต้องไปใช้ พรบล้มละลายที่มีเป็นพิเศษอยู่แล้ว
ฎ. 3721/2535
พระราชบัญญัติ ญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มีบทบัญญัติเรื่องการขอให้ศาลยึดทรัพย์ของจำเลยไว้ชั่วคราวก่อนพิพากษาไว้โดยเฉพาะตามมาตรา 17 แล้ว โดยขอให้พิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ชั่วคราวซึ่งจะขอได้ก็แต่ในกรณีก่อนที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดเท่านั้น และเมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์แล้วมาตรา 19 วรรคแรก บัญญัติให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้ายึดดวงตราสมุดบัญชีและเอกสารของลูกหนี้ และบรรดาทรัพย์สินซึ่งอยู่ในความครอบครองของลูกหนี้หรือของผู้อื่นอันอาจแบ่งได้ในคดีล้มละลายการที่โจทก์ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยึดและอายัดทรัพย์ของจำเลยไว้ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลอุทธรณ์ภาค 3 แม้โจทก์จะอ้างว่าเป็นการขอคุ้มครองประโยชน์ตามมาตรา 264 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ประกอบด้วยมาตรา 153พระราชบัญญัติ ล้มละลาย พ.ศ.2483 ก็ตาม แท้จริงก็เป็นการขอให้ศาลยึดทรัพย์ของจำเลยไว้ก่อนพิพากษานั่นเอง จึงนำบทบัญญัติว่าด้วยการยึดทรัพย์ของจำเลยก่อนพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับไม่ได้
อันนี้ก็ต้องแยกให้ดี ศาลบอกว่าไม่ใช่ 264 ไม่ใช่การขอคุ้มครองประโยชน์แปลได้ว่า ขอตามมาตรา 254 ไม่ได้แต่ขอตามมาตรา 264 ได้
มาตรา 254 คำขอนั้นๆต้องเกี่ยวกับคำฟ้อง หรือ คำขอท้ายฟ้อง หรือกรณีที่จำเลยฟ้องแย้งซึ่งมีฐานะเป็นโจทก์มีสิทธิที่จะขอได้ คำขอนั้นก็ต้องเกี่ยวเนื่องกับฟ้องแย้ง นอกจากนี้ทรัพย์สินที่จะขอยึดต้องเป็นทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจำเลยรวมทั้งอายัดด้วย แต่ถ้าเป็นของบุคคลภายนอกต้องเป็นกรณีที่ บุคคลภายนอกนั้นถึงกำหนดชำระแล้ว คำขอที่ไม่เกี่ยวเนื่องกับข้อที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นคำขอนอกฟ้องนอกประเด็นขอไม่ได้
บุคคลภายนอกก็เป็นบุคคลภายนอกคดี จะขอให้กระทบไม่ได้ ฏีกาอีกเรื่องหนึ่ง 73/2523 เรื่องนี้เห็นได้ชัดเจนคือ ฟ้องขอให้เด็กหญิงเฟื้องฟ้าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของพันโทมงคลผู้ตายแต่พอมาขอคุ้มครองมาขอให้อายัดเงิน จึงเป็นคนละเรื่องการไม่เกี่ยวกับคำฟ้อง ไม่อาจขอคุ้มครองได้ ส่วนเมื่อรับรองบุตรแล้วจะมีสิทธิในมรดกเพียงใดก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง 3092/2524 ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากตึกแถว จำเลยฟ้องแย้งให้โอนกรรมสิทธิ์และมารับเงินค่าที่ดินและตึกแถวไปจากจำเลยระหว่างพิจารณาก็ มาฟ้องว่าโจทก์ละเมิดไปตัดท่อน้ำบาดาลแล้วไม่อาจขอให้การประปาต่อได้ ขอให้โจทก์ไปดำเนินการยื่นคำขอแทน เห็นได้ชัดว่าคนละเรื่องเลยเมื่อขอได้คือได้ฟ้องแบ้งเข้ามาเป็นโจทก์ ขอได้แต่คำขอไม่เกี่ยวกับฟ้องแย้ง จึงไม่อาจขอได้ มีสิทธิขอแต่สิ่งที่ขอเข้าหลักเกณฑ์หรือไม่เป็นคนละส่วนกัน
ฎ.2381/2520 ฟ้องให้ใช้ค่าก่อสร้างระหว่างพิจารณาขอให้ไปตรวจสอบบัญชีแล้วเอาผลประโยชน์นั้นมาวางศาลจะเห็นได้ชัดว่าคนละเรื่องกัน
มาตรา 254 นั้นโจทก์เท่านั้นขอได้ ส่วนมาตรา 253 จำเลยเท่านั้นขอได้โจทก์ขอไม่ได้ จำเลยไม่มีสิทธิของ ก็มี 2238/2548