สรุปคำบรรยาย เนติภาคกลางวัน มรดกสัปดาห์ที่9 ( ปิดคอร์ส)สอนเมื่อ จ 20/07/09*****

410 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
Jul 23, 2009, 4:50:08 AM7/23/09
to LAWSIAM
หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า kankokub ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ ม.ล.เฉลิมชัย เกษมสันต์ผู้บรรยาย , ผู้มีน้ำใจส่ง flie เสียงที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า , ขอบคุณ. http://www.muansuen.com และคุณ admin ที่นำ flie เสียงมาลงแบ่งปันให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
ครั้งที่ 8 . (ปิดคอร์ส) w.9 20-07-09

            โชคดีในการสอบ ในวันที่ 4 ตุลาคม 2552 รีบอวยพรก่อน วันนี้จะพูดสั้นที่สุดเพราะได้ศึกษากันมามากแล้ว

            ข้อสอบครั้งนี้ต้องผ่อนคลายลง เพราะคราวที่แล้วโดนต่อว่าเยอะ เพราะคราวที่แล้ว 14 มาตรา 2 ฏีกา แต่ส่วนใหญ่ได้คะแนนดี เพราะเรียงลำดับ และมาตรา ประจำก็เหมือนเดิม 1629 1638 ทุกสมัยต้องออก

            สมัยนี้ฟังและบันทึกไว้ ไปย้อนดูสมัยที่ 57 กับ 61 เฮี้ยนที่สุด

            ครั้งนี้ขอพูดมรดกที่สำคัญ มาตรา 1435  การหมั้นจะทำได้ต่อเมื่อชายและหญิงมีอายุสิบเจ็ดปีบริบูรณ์แล้ว

                        การหมั้นที่ฝ่าฝืนบทบัญญัติวรรคหนึ่งเป็นโมฆะ

 ของหมั้น เวลาเข้าห้องสอบตรวจข้อสอบแล้วเห็นชัดว่าผิดมาก มาตรา 1437 การหมั้นจะสมบูรณ์เมื่อฝ่ายชายได้ส่งมอบหรือโอนทรัพย์สินอันเป็นของหมั้นให้แก่หญิงเพื่อเป็นหลักฐานว่าจะสมรสกับหญิงนั้น

            ถูกหักคะแนนทั้งๆที่รู้ ไปเขียนว่าฝ่ายชายโอนให้แก่ฝ่ายหญิง มันไม่ใช่ต้องใช้คำว่าหญิง

            แค่คำว่าฝ่ายหญิง หรือ หญิงนั้นทำให้การวินิจฉัยเปลี่ยนเลย

            อีกนิดหนึ่งเรื่องสินสอด สินสอด เป็นทรัพย์สินซึ่งฝ่ายชายให้แก่บิดามารดา ผู้รับบุตรบุญธรรมหรือผู้ปกครองฝ่ายหญิง แล้วแต่กรณี เพื่อตอบแทนการที่หญิงยอมสมรส ถ้าไม่มีการสมรสโดยมีเหตุสำคัญอันเกิดแก่หญิงหรือโดยมีพฤติการณ์ซึ่งฝ่ายหญิงต้องรับผิดชอบทำให้ชายไม่สมควรหรือไม่อาจสมรสกับหญิงนั้น ฝ่ายชายเรียกสินสอดคืนได้

                        ถ้าจะต้องคืนของหมั้นหรือสินสอดตามหมวดนี้ ให้นำบทบัญญัติมาตรา 412 ถึงมาตรา 418 แห่งประมวลกฎหมายนี้ ว่าด้วยลาภมิควรได้มาใช้บังคับโดยอนุโลม ก็เหมือนกัน ฝ่ายชายให้แก่บิดามารดา ผู้รับบุตรบุญธรรม หรือ ผู้ปกครอง เพื่อเป็นการตอบแทนที่หญิงนั้นยอมสมรส...ในชั้นนี้อยากให้เน้นไปที่ผู้ปกครอง เพราะว่าจะไปเกี่ยวกับเรื่องอื่นได้อีก  

            ผู้ปกครองเน้นไปที่มาตรา 1653  ผู้เขียน หรือพยานในพินัยกรรมจะเป็นผู้รับทรัพย์ตามพินัยกรรมนั้นไม่ได้

           ให้ใช้บทบัญญัติในวรรคก่อนบังคับแก่คู่สมรสของผู้เขียนหรือพยานในพินัยกรรมด้วย

  พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งได้จดข้อความแห่งพินัยกรรมที่พยานนำมาแจ้งตามมาตรา 1663 ให้ถือว่าเป็นผู้เขียนพินัยกรรมตามความหมายแห่งมาตรานี้ มาตรา 1585-1598/18 เพราะมีเกี่ยวพันการทำพินัยกรรมมาตรา 1653

            มาตรา 1439 เมื่อมีการหมั้นแล้ว ถ้าฝ่ายใดผิดสัญญาหมั้นอีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธิเรียกให้รับผิดใช้ค่าทดแทน ในกรณีที่ฝ่ายหญิงเป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้นให้คืนของหมั้นแก่ฝ่ายชายด้วย

           

                        มาตรา 1440  ค่าทดแทนนั้นอาจเรียกได้ ดังต่อไปนี้

                        (1) ทดแทนความเสียหายต่อกายหรือชื่อเสียงแห่งชายหรือหญิงนั้น

                        (2) ทดแทนความเสียหายเนื่องจากการที่คู่หมั้น บิดามารดา หรือบุคคลผู้กระทำการในฐานะเช่นบิดามารดาได้ใช้จ่ายหรือต้องตกเป็นลูกหนี้เนื่องในการเตรียมการสมรสโดยสุจริตและตามสมควร

                        (3) ทดแทนความเสียหายเนื่องจากการที่คู่หมั้นได้จัดการทรัพย์สิน หรือการอื่นอันเกี่ยวแก่อาชีพหรือทางทำมาหาได้ของตนไปโดยสมควรด้วยการคาดหมายว่าจะได้มีการสมรส

           ในกรณีที่หญิงเป็นผู้มีสิทธิได้ค่าทดแทน ศาลอาจชี้ขาดว่าของหมั้นที่ตกเป็นสิทธิแก่หญิงนั้นเป็นค่าทดแทนทั้งหมดหรือเป็นส่วนหนึ่งของค่าทดแทนที่หญิงพึงได้รับ หรือศาลอาจให้ค่าทดแทนโดยไม่คำนึงถึงของหมั้นที่ตกเป็นสิทธิแก่หญิงนั้นก็ได้

             ตรงนี้ขออธิบายแบบรวบรัด คือถ้ามีการหมั้นโดยชอบ ถ้ามีการผิดสัญญาให้ใช้คำว่าเรียกค่าทดแทนได้ ไม่ใช่คำว่าค่าสินไหมทดแทน ต้องเป็นการหมั้นโดยชอบ 1435 ต้องอายุ 17 ปีบริบูรณ์ การหมั้นไม่สามารถขออนุญาตจากศาลได้อย่างการสมรส มาตรา 1448

            ค่าทดแทนดังกล่าวตกเป็นมรดกหรือไม่ มาตรา 1440 ******** จะไปสู่วิชามรดกได้อย่างไร 1440 ( 2 ) ******* เท่านั้น + 1447 วรรคสอง

            นอกนั้นจะเป็น 1440 (1 ) ก็ตามหรือ (3 ) ก็ตามจะต้องมีการรับสภาพเป็นหนังสือ หรือได้ฟ้องคดีแล้ว

            สินส่วนตัว มาตรา มาตรา 1471  สินส่วนตัวได้แก่ทรัพย์สิน

                        (1) ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอยู่ก่อนสมรส

                        (2) ที่เป็นเครื่องใช้สอยส่วนตัว เครื่องแต่งกาย หรือเครื่องประดับกายตามควรแก่ฐานะ หรือเครื่องมือเครื่องใช้ที่จำเป็นในการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

                        (3) ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรส โดยการรับมรดกหรือโดยการให้โดยเสน่หา

                        (4) ที่เป็นของหมั้น

            มาตรา 1472  สินส่วนตัวนั้น ถ้าได้แลกเปลี่ยนเป็นทรัพย์สินอื่นก็ดี ซื้อทรัพย์สินอื่นมาก็ดี หรือขายได้เป็นเงินมาก็ดี ทรัพย์สินอื่นหรือเงินที่ได้มานั้นเป็นสินส่วนตัว

                        สินส่วนตัวที่ถูกทำลายไปทั้งหมดหรือแต่บางส่วน แต่ได้ทรัพย์สินอื่นหรือเงินมาทดแทน ทรัพย์สินอื่นหรือเงินที่ได้มานั้นเป็นสินส่วนตัว

  ไปดูสองมาตรา ไม่ค่อยมีปัญหา แต่ 1471 ( 3) คล้าย 1474 ( 2 ) ระวังให้ดี ข้อสอบสินส่วนตัวและสินสมรส ตรวจย้อนหลัง 10 ปีเป็นข้อสอบบ่อยที่สุด แม้แต่การสอบปากเปล่าคราวที่แล้วก็มีการถามและเห็นว่ายังตอบกันไม่ได้

            ทำไมสินส่วนตัวกับสินสมรสต้องมีการออกข้อสอบบ่อย คำตอบถ้าเป็นสินส่วนตัวแล้ว มีการแบ่งมรดกได้ทันที  เพราะเป็นสินส่วนตัว แต่ถ้าเป็นสินสมรสต้องดึง มาตรา 1533  เมื่อหย่ากันให้แบ่งสินสมรสให้ชายและหญิงได้ส่วนเท่ากัน *******+มาตรา 1625  ถ้าผู้ตายเป็นผู้สมรสแล้ว การคิดส่วนแบ่งและการปันทรัพย์สินระหว่างผู้ตายกับคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นให้เป็นไปดังนี้

 

                        (1) ในเรื่องส่วนแบ่งในทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาให้อยู่ในบังคับของบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการหย่าโดยยินยอมทั้งสองฝ่าย อันมีบทบัญญัติเพิ่มเติมให้บริบูรณ์ในมาตรา 1637 และ1638 และโดยเฉพาะต้องอยู่ในบังคับแห่งมาตรา 1513 ถึง 1517 แห่งประมวลกฎหมายนี้ แต่การคิดส่วนแบ่งนั้นมีผลตั้งแต่วันที่การสมรสได้สิ้นไปด้วยเหตุความตายนั้น คือต้องแบ่งสินสมรสกันก่อน

            เพราะเป็นจุดแบ่งระหว่างคู่สมรส

                        มาตรา 1457  การสมรสตามประมวลกฎหมายนี้จะมีได้เฉพาะเมื่อได้จดทะเบียนแล้วเท่านั้น

            การแบ่งต้องชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น และต้องจำเป็นพิเศษ ถ้าคู่สมรสไม่ได้จดทะเบียนสมรสจะต้องแบ่งทรัพย์สินอย่างกรรมสิทธิ์รวม

            ฎ.561/2510

            ผู้ตายมีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่ก่อน ต่อมาภริยาได้แยกร้างไปอยู่ต่างหากโดยมิได้หย่าขาดจากกัน โจทก์ผู้ตายจึงมาอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา โดยมิชอบด้วยกฎหมาย โจทก์กับผู้ตายได้ช่วยกันทำมาหากินโดยภริยาเก่ามิได้มาร่วมปะปนด้วย โจทก์ได้นำทรัพย์ของโจทก์มาให้ผู้ตายหาดอกผล และได้ทำการค้าขาย ช่วยผู้ตายเก็บค่าเช่าดังนี้ ถือได้ว่าผู้ตายและโจทก์ทำมาหาได้ร่วมกัน จึงเป็นเจ้าของร่วมและมีส่วนเท่ากัน เมื่อผู้ตายตายภรรยาเก่าจึงไม่มีสิทธิในทรัพย์ส่วนที่เป็นของภรรยาใหม่แต่อย่างใด

 ย้ำทำมาหาได้ร่วมกัน แบ่งเท่ากัน ยึดหลักกรรมสิทธิ์รวม มาตรา 1356 +1364 แบ่งคนละครึ่งเท่ากัน

          จดอีกอัน ฎ.489/2486 เป็นสามีภรรยาก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ 5แต่ตายจากกันเมื่อใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ 5 แล้วต้องแบ่งสมรสตามกฎหมายลักษณะผัวเมีย แต่แบ่งมรดกตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6

ในชั้นฎีกาผู้ฎีกาต้องเสียค่าขึ้นศาลเฉพาะในทุนทรัพย์ที่เรียกร้องในชั้นฎีกา ไม่ต้องเสียในทุนทรัพย์ที่ศาลอุทธรณ์ตัดสินให้โจทก์แล้ว

  ถามว่าถ้าเป็นสามีก่อน ปพพ บังคับใช้และตายจากกันหลัง ปพพ บังคับใช้ แบ่งอย่างไร คำตอบฏีกานี้ให้ใช้กฏหมายลักษณะผัวเมีย แต่เรื่องมรดกให้ใช้ปพพปัจจุบัน

            ถามว่า พยายามบอกหนังสือล่วงหน้าให้ไปดูกัน มีฏีกา ฝากจดไว้ด้วยว่า

 ฏีกาที่ 449/2531

โจทก์ผู้เยาว์ยินยอมให้จำเลยที่ 1 กระทำชำเราโดยความสมัครใจซึ่งแม้ไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ก็ตาม แต่เมื่อบิดาโจทก์ทราบเรื่องได้ไปร้องเรียนต่อกำนันท้องที่ จำเลยที่ 1 ก็ได้ทำสัญญากับโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 จะจดทะเบียนสมรสกับโจทก์ หากผิดสัญญายินยอมชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 50,000 บาทและจำเลยที่ 2 ได้ลงชื่อเป็นผู้ค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาของจำเลยที่ 1 ด้วย ต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาไม่จดทะเบียนสมรสกับโจทก์ แม้มิใช่เป็นกรณีผิดสัญญาหมั้น โจทก์ก็มีสิทธิฟ้องเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ตามสัญญาได้

เล่าสั้นๆโจทก์เป็นผู้เยาว์ยินยอมให้จำเลยกระทำชำเราโดยสมัครใจ บิดามารดาผู้เยาว์ไปตกลงในเรื่องค่าเสียหาย จำเลยยินยอมให้ ห้าหมื่นบาทถ้าจำเลยบิดพลิ้ว ใช้กฎหมายเรื่องใดบังคับ

เรื่องนี้ไม่มีการหมั้นเลย เป็นสัญญาทั่วๆไป เมื่อมีการผิดสัญญาแล้วก็ชอบที่จะฟ้องร้องห้าหมื่นได้ ไม่เกี่ยวกับการหมั้น ที่ฝากเพราะนักศึกษา มักตอบมั่วเอาเรื่องอื่นมาปนเละ ในการตอบ

ปํญหาเบื้องต้นที่ต้องวินิจฉัยคือ สัญญาที่จำเลยกับบิดามารดาตกลงกันนั้น เป็นสัญญาประเภทใดแน่

ฎ.2259/2529 ของขวัญที่เป็นของใข้ในครอบครัวซึ่งญาติและเพื่อนของคู่สมรสมอบให้เนื่องในวันสมรสนั้นผู้ให้ย่อมมีเจตนาที่จะให้คู่สมรสได้ใช้สอยเมื่ออยู่ร่วมกันถ้าไม่ปรากฏว่าผู้ให้รายใดได้แสดงเจตนาไว้เป็นพิเศษว่ามอบให้แก่คู่สมรสฝ่ายใดโดยเฉพาะแล้วแม้จะเป็นของที่มอบให้ก่อนวันแต่งงาน1วันก็ตามก็ถือได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่คู่สมรสได้มาระหว่างสมรสตกเป็นสินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1474(1). ของใช้ในครอบครัวแม้จะเป็นของขวัญวันแต่งงานหรือเป็นของที่ซื้อมาหลังการสมรสแล้วก็ตามก็เป็นสินสมรส. เข็มขัดทองซึ่งเป็นของหมั้นให้แก่โจทก์นั้นเมื่อจำเลยได้ใช้ให้บุคคลภายนอกไปเอาคืนมาจากบิดาโจทก์จำเลยก็ต้องรับผิดคืนให้แก่โจทก์ด้วย เคยเป็นข้อสอบสมัย 54 แต่เป็นจุดเล็กๆ คือเรื่องการมอบของขวัญในวันสมรส ผู้ใหญ่พูดว่ามอบให้เนื่องในการสมรส ทรัพย์สินดังกล่าวเป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรส เราเรียนเรื่องสินสมรสแล้ว ต้องเป็นสิ่งที่ได้มาในการสมรสใช่หรือไม่ ศาลฏีกาวินิจฉํยแปลกจากตัวบท ว่าเป็นสินสมรส อย่างนี้ต้องจำเป็นพิเศษ เหตุผลเพาะต้องการให้ใช้ร่วมกัน

ฎ.5736/2534บิดาผู้ร้องยกที่ดินและบ้านพิพาทให้แก่ผู้ร้องก่อนที่ผู้ร้องกับจำเลยจะจดทะเบียนสมรสกัน ย่อมถือได้ว่าที่ดินและบ้านพิพาทเป็นทรัพย์สินที่ผู้ร้องมีอยู่ก่อนสมรสและเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้องตามมาตรา 1471(1) แห่ง ป.พ.พ. บรรพ 5 ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. 2519 การที่บิดาผู้ร้องยกที่ดินและบ้านพิพาทให้แก่ผู้ร้องในระหว่างที่ผู้ร้องอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลย แม้ว่าจะเป็นเพียงการยกสิทธิครอบครองให้โดยไม่ได้ทำเป็นหนังสือ และผู้ร้องกับจำเลยได้ทำกินและอยู่อาศัยในที่ดินและบ้านพิพาทตลอดมา ก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยเป็นเจ้าของร่วมกับผู้ร้อง เพราะการที่จำเลยทำกินและอาศัยอยู่ในที่ดินและบ้านพิพาทร่วมกับผู้ร้องเนื่องจากอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาเช่นนี้ ย่อมไม่อาจถือได้ว่าจำเลยได้เปลี่ยนเจตนาหรือลักษณะแห่งการครอบครองเป็นการยึดถือเพื่อตนอันจักทำให้จำเลยเกิดสิทธิครอบครองในทรัพย์สินที่พิพาท กรณีที่จะเป็นสินสมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 นั้น จะต้องเป็นทรัพย์สินที่คู่สมรสได้มาระหว่างสมรสเท่านั้น กฎหมายหาได้บัญญัติให้ทรัพย์สินที่คู่สมรสร่วมกันเป็นเจ้าของอยู่ก่อนสมรส กลายเป็นสินสมรสเมื่อได้มีการสมรสไม่ แม้ว่าหนี้ที่จำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาจะเป็นหนี้ร่วมระหว่างจำเลยกับผู้ร้องก็ตาม แต่เมื่อโจทก์มิได้ฟ้องผู้ร้องเป็นจำเลยด้วย โจทก์ก็ย่อมไม่มีอำนาจยึดสินส่วนตัวของผู้ร้องบังคับชำระหนี้แก่โจทก์ได้. ก็น่าสำคัญ

ตามฏีกานี้เป็นทรัพย์สินที่คู่สมรสเป็นเจ้าของร่วมอยู่ก่อน จะมีการเป็นสินสมรสได้หรือไม่ ถ้ามีการจดทะเบียน

คำตอบ สินสมรสต้องเป็นทรัพย์สินที่คู่สมรสได้มาระหว่างสมรสเท่านั้น ก็ยืนยันตัวบท 1474

และฏีกานี้จดไว้ พูดบ่อย เหลือเกิน  1083/2540โจทก์และช.ซึ่่งสมรสกันก่อนปี2476ต่างตกลงยินยอมให้แต่่ละฝ่ายทำนิติกรรมยกที่ดินสินสมรสส่วนของตนให้บุคคลอื่นในการทำพินัยกรรมที่เกี่ยวกับสินสมรสระหว่างโจทก์และช. นี้ต้องบังคับตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1481แม้โจทก์ตกลงยินยอมให้ช.ทำพินัยกรรมดังกล่าวข้อตกลงยินยอมนั้นย่อมฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายข้างต้นและยังขัดต่อความมุ่งหมายของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1646ที่กำหนดให้บุคคลใดๆมีสิทธิทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินให้บุคคลอื่นได้ก็แต่เฉพาะทรัพย์สินที่เป็นของตนเท่านั้นเหตุนี้ข้อตกลงยินยอมดังกล่าวจึงไม่ทำให้พินัยกรรมที่ช. จัดทำมีผลผูกพันไปถึงที่ดินสินสมรสที่เป็นส่วนของโจทก์ด้วยโจทก์ย่อมฟ้องขอให้ศาลพิพากษาแสดงว่าพินัยกรรมไม่มีผลผูกพันสินสมรสที่เป็นส่วนส่วนของโจทก์ได้ ที่ดินโฉนดเลขที่4837ในส่วนที่พ.ยกให้ช. ตามสารบาญแก้ทะเบียนท้ายโฉนดดังกล่าวพ. ยกที่ดินส่วนนี้ให้ช. เมื่อวันที่9ตุลาคม2476ก่อนที่่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ5พ.ศ.2477ว่าด้วยเรื่องครอบครัวประกาศใช้จึงต้องนำกฎหมายลักษณะผัวเมียมาใช้บังคับซึ่งในกฎหมายดังกล่าวบทที่72ว่าด้วยทรัพย์สินระหว่างผัวเมียบัญญัติว่า"ทรัพย์ที่บิดามารดาหรือญาติฝ่ายหญิงหรือชายให้ในวันที่แขก(วันแต่งงาน)ให้เป็นสินเดิมถ้าให้เมื่ออยู่กินเป็นผัวเมียกันแล้วให้เป็นสินสมรส"ซึ่งไม่ได้บัญญัติว่าให้เป็นสินส่วนตัวเลยพ.ได้ยกที่ดินส่วนดังกล่าวให้ช.ภายหลังการแต่งงานที่ดินส่วนนี้จึงเป็นสินสมรสระหว่างช.กับโจทก์เมื่อไม่ปรากฎว่าช.และโจทก์มีสินเดิมการแบ่งสินสมรสจึงเป็นไปตามกฎหมายลักษณะผัวเมียบทที่68คือชายหาบหญิงคอนช.จึงมีส่วนเป็นเจ้าของ2ส่วนและโจทก์มี1ส่วน

***** ถ้าใครมาบ่อยๆคงนึกออกเปิด มาตรา 1481  สามีหรือภริยาไม่มีอำนาจทำพินัยกรรมยกสินสมรสที่เกินกว่าส่วนของตนให้แก่บุคคลใดได้   นำพินัยกรรมเกินส่วนสินสมรสได้หรือไม่ ศาลวินิจฉัยเลยว่าไม่ได้ เพราะขัดตัวบท สามีภริยาตกลงกัน ว่าใครทำพินัยกรรมเกินส่วนก็ทำได้ ข้อตกลงนี้ใช้บังคับได้หรือไม่ วินิจฉัยว่า ข้อตกลงนั้นเป็นข้อตกลงที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมาย 1481

ถามว่าพอไหมวินิจฉัยแค่นี้ มาตรา 1646  บุคคลใดจะแสดงเจตนาโดยพินัยกรรมกำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินของตนเอง หรือในการต่างๆ อันจะให้เกิดเป็นผลบังคับได้ตามกฎหมายเมื่อตนตายก็ได้   มันน่าสนใจมันพาดไปส่วนอื่นด้วย 1646-1648 สามมาตรานี้แยกจากกันไม่ได้ ต้องเป็นทรัพย์สินของผุ้ทำพินัยกรรมเท่านั้น

ฝากไว้ 2039/2522

            ในระหว่างสมรสของโจทก์จำเลย จำเลยได้ที่ดินโฉนดที่ 4084และ 4198 โดย ผ. ยกให้โดยเสน่หาระบุว่าให้เป็นสินส่วนตัวกับได้ที่ดินโฉนดที่ 5191 โดย ผ. ทำพินัยกรรมยกให้และระบุให้เป็นสินส่วนตัวเช่นเดียวกัน ต่อมา ล. อ้างว่าที่ดินดังกล่าวไม่ใช่ของ ผ. แต่เป็นของภรรยาซึ่งเป็นบุตรของ น. และฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งกับแจ้งความกล่าวหาจำเลยทางอาญาหลายคดี ในที่สุด ล. กับจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีหนึ่งซึ่งศาลพิพากษาตามยอมมีใจความสำคัญว่า ให้จำเลยได้ที่ดินโฉนดที่ 1176 และให้ ล. ได้ที่ดินโฉนดที่ 5191 ส่วนที่ดินโฉนดที่ 4198 และ 4084 นั้น จำเลยตกลงโอนให้ ล. โดย ล. ต้องจ่ายเงินเป็นค่าตอบแทนให้ 3,100,000 บาท ดังนี้ต้องถือว่าที่ดินโฉนดที่ 4084 และ 4198 กับโฉนดที่ 5191 เดิมเป็นที่ดินที่จำเลยได้รับมาเป็นสินส่วนตัว แม้จำเลยจะทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับ ล. ดังกล่าว ก็เป็นการระงับข้อพิพาทระหว่างจำเลยกับ ล. ในคดีนั้นซึ่งมีประเด็นเพียงว่าที่พิพาทเป็นของ ผ. และ ย. มีอำนาจยกให้จำเลยหรือไม่เท่านั้นไม่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงลักษณะของทรัพย์ยังต้องถือว่าที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวเป็นสินส่วนตัวของจำเลยอยู่นั่นเอง และเมื่อจำเลยต้องโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินอันเป็นสินส่วนตัวทั้งสามแปลงนั้นให้แก่ ล. ตามสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นเหตุให้จำเลยได้มาซึ่งที่ดินโฉนดที่ 1176 กับมีสิทธิได้เงินค่าตอบแทน 3,100,000 บาท ก็ต้องถือว่าที่ดินและเงินค่าตอบแทนดังกล่าวเข้ามาแทนที่ที่ดินทั้งสามแปลง อันเป็นสินส่วนตัวของจำเลยซึ่งมีผลเช่นเดียวกับการขายหรือแลกเปลี่ยนตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1465(1) ดังนั้น ที่ดินโฉนดที่ 1176 กับเงินค่าตอบแทน 3,100,000 บาท ซึ่งเป็นสินส่วนตัวของจำเลย หาใช่สินสมรสระหว่างโจทก์จำเลยไม่

           5736/2534

            บิดาผู้ร้องยกที่ดินและบ้านพิพาทให้แก่ผู้ร้องก่อนที่ผู้ร้องกับจำเลยจะจดทะเบียนสมรสกัน ย่อมถือได้ว่าที่ดินและบ้านพิพาทเป็นทรัพย์สินที่ผู้ร้องมีอยู่ก่อนสมรสและเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้องตามมาตรา 1471(1) แห่ง ป.พ.พ. บรรพ 5 ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. 2519 การที่บิดาผู้ร้องยกที่ดินและบ้านพิพาทให้แก่ผู้ร้องในระหว่างที่ผู้ร้องอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลย แม้ว่าจะเป็นเพียงการยกสิทธิครอบครองให้โดยไม่ได้ทำเป็นหนังสือ และผู้ร้องกับจำเลยได้ทำกินและอยู่อาศัยในที่ดินและบ้านพิพาทตลอดมา ก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยเป็นเจ้าของร่วมกับผู้ร้อง เพราะการที่จำเลยทำกินและอาศัยอยู่ในที่ดินและบ้านพิพาทร่วมกับผู้ร้องเนื่องจากอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาเช่นนี้ ย่อมไม่อาจถือได้ว่าจำเลยได้เปลี่ยนเจตนาหรือลักษณะแห่งการครอบครองเป็นการยึดถือเพื่อตนอันจักทำให้จำเลยเกิดสิทธิครอบครองในทรัพย์สินที่พิพาท กรณีที่จะเป็นสินสมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 นั้น จะต้องเป็นทรัพย์สินที่คู่สมรสได้มาระหว่างสมรสเท่านั้น กฎหมายหาได้บัญญัติให้ทรัพย์สินที่คู่สมรสร่วมกันเป็นเจ้าของอยู่ก่อนสมรส กลายเป็นสินสมรสเมื่อได้มีการสมรสไม่ แม้ว่าหนี้ที่จำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาจะเป็นหนี้ร่วมระหว่างจำเลยกับผู้ร้องก็ตาม แต่เมื่อโจทก์มิได้ฟ้องผู้ร้องเป็นจำเลยด้วย โจทก์ก็ย่อมไม่มีอำนาจยึดสินส่วนตัวของผู้ร้องบังคับชำระหนี้แก่โจทก์ได้.

 ไปอ่านเองก็แปลกดี

ถามความรู้สึกส่วนตัวว่า สินส่วนตัวกับสินสมรส เคยออกมาติดกันก็ใช้วิจารณญาณว่าน่าจะมาอีกหรือไม่

เปิดตัวบทมาตรา 1600  ภายใต้บังคับของบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ กองมรดกของผู้ตายได้แก่ทรัพย์ สินทุกชนิดของผู้ตาย ตลอดทั้งสิทธิหน้าที่และความรับผิดต่างๆ เว้นแต่ตามกฎหมายหรือว่าโดยสภาพแล้วเป็นการเฉพาะตัวของผู้ตายโดยแท้  นักศึกษาบอกมาแน่ ผมก็ว่าต้องมาแน่ ถ้าไม่มาก็ไม่ทราบว่าจะมาสอบมรดกทำไม สรุปสั้นๆหมายถึงทรัพย์สิน สิทธิหน้าที่ ของผู้ตาย ในเวลาที่อยู่ในเวลาตาย ในตัวบทก็ไม่มี แต่ศาลฏีกาวินิจฉัยมาตลอดว่าต้องมีอยู่ในเวลาตาย

ถ้าในข้อสอบ หรือในหนังสือ อาจสับสนในเรื่องชื่อ ไม่ต้องไปสนใจชื่อมัน สนใจแค่ว่าเป็นสิทธิที่มีอยู่ในเวลาตายแล้วหรือไม่

ฎ.2401/2515 ผู้ตายเป็นสมาชิกขององค์การสงเคราะห์ข้าราชการกรมไปรษณีย์โทรเลขระบุชื่อ ส. บิดาเป็นผู้รับประโยชน์เงินสังขารานุเคราะห์ไว้ ตามข้อบังคับ ย่อมมีผลว่า กรมไปรษณีย์โทรเลข โดยองค์การดังกล่าวได้ทำสัญญาว่า จะชำระหนี้แก่ ส. บุคคลภายนอกสิทธิของ ส. จะเกิดมีขึ้นตั้งแต่เวลาที่แสดงเจตนาแก่ลูกหนี้ว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญานั้น เมื่อ ส. ตายเสียก่อนโดยมิได้แสดงเจตนาว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญาสิทธิของ ส.ในเงินสังขารานุเคราะห์จึงยังไม่เกิดขึ้นและไม่อาจตกทอดเป็นทรัพย์มรดกไปยังทายาทของ ส.

เงินสังขารานุเคราะห์เป็นเงินที่ผู้รับประโยชน์จะได้รับหลังจากที่สมาชิกขององค์การสงเคราะห์ข้าราชการกรมไปรษณีย์โทรเลขถึงแก่ความตายแล้ว มิใช่ทรัพย์สินที่สมาชิกผู้ตายมีอยู่ในขณะที่ถึงแก่ความตาย จึงไม่เป็นมรดกของผู้ตาย

(อ้างคำพิพากษาฎีกาที่ 132/2507)

ตามข้อบังคับกรมไปรษณีย์โทรเลข เมื่อสมาชิกตาย ให้จ่ายเงินสังขารานุเคราะห์แก่ผู้รับประโยชน์ซึ่งสมาชิกผู้ตายได้ระบุชื่อไว้ แต่เมื่อผู้รับประโยชน์นั้นตายก่อนสมาชิก ย่อมไม่มีตัวผู้รับประโยชน์ที่จะรับเงินสังขารานุเคราะห์ได้ตามข้อบังคับ แม้เงินสังขารานุเคราะห์จะมิใช่ทรัพย์มรดกของสมาชิกผู้ถึงแก่ความตาย แต่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 ลักษณะมรดกเป็นบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งในอันที่จะใช้บังคับ เงินสังขารานุเคราะห์ดังกล่าวจึงควรจ่ายให้แก่ทายาทโดยธรรมของสมาชิกผู้ตาย เสมือนหนึ่งทรัพย์มรดก

กรมไปรษณีย์โทรเลขจำเลยให้การว่า ได้จ่ายเงินสังขารานุเคราะห์ให้แก่ทายาทของผู้รับประโยชน์เป็นการถูกต้องตามข้อบังคับแล้ว เท่ากับรับว่าองค์การสงเคราะห์ข้าราชการกรมไปรษณีย์โทรเลขอยู่ในความรับผิดชอบของกรมไปรษณีย์โทรเลข จะมายกข้อโต้แย้งขึ้นในชั้นฎีกาว่ากรมไปรษณีย์โทรเลข ไม่ ต้องรับผิดจ่ายเงินสังขารานุเคราะห์ หาได้ไม่

(วรรคหนึ่งถึงสามวินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ครั้งที่23/2515)

 ***** เป็นฏีกาประชุมใหญ่ คล้าย ฎ.1366/2516  สัญญาเช่าซื้อก็คือสัญญาเช่าทรัพย์บวกด้วยคำมั่นจะขายทรัพย์สินนั้น สัญญาเช่าเป็นสิทธิเฉพาะตัวผู้เช่า คำมั่นจะขายทรัพย์สินที่ให้เช่าเป็นสิทธิในทรัพย์สินซึ่งอาจตกเป็นมรดกของคู่สัญญาที่ถึงแก่กรรมได้

คู่สัญญาทำสัญญาเช่าซื้อโดยมีข้อสัญญาระบุว่า ให้ผู้เช่าซื้อระบุตัวทายาทผู้รับสิทธิในการเช่าซื้อแทนได้เมื่อผู้เช่าซื้อถึงแก่กรรม และผู้เช่าซื้อได้ระบุตัวทายาทผู้รับสิทธิในการเช่าซื้อไว้แล้ว ข้อสัญญาดังกล่าวนี้เป็นข้อสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374 ฉะนั้น เมื่อผู้เช่าซื้อถึงแก่กรรม และทายาทผู้รับสิทธิดังกล่าวได้แสดงเจตนาเข้าถือเอาประโยชน์จากสัญญานี้ต่อผู้ให้เช่าซื้อตามมาตรา 374 วรรค 2 แล้วสิทธิในการเช่าซื้อจึงตกเป็นของทายาทผู้รับสิทธิดังกล่าวโดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่ตกเป็นมรดกของผู้ตายต่อไป

สองฏีกานี้วินิจฉํยตามปพพ

            มาตรา 374  ถ้าคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งทำสัญญาตกลงว่าจะชำระหนี้แก่บุคคลภายนอกไซร้ ท่านว่าบุคคลภายนอกมีสิทธิจะเรียกชำระหนี้จากลูกหนี้โดยตรงได้

ในกรณีดังกล่าวมาในวรรคต้นนั้น สิทธิของบุคคลภายนอกย่อมเกิดมีขึ้นตั้งแต่เวลาที่แสดงเจตนาแก่ลูกหนี้ว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญานั้น ว่าด้วยการโอนสิทธิเรียกร้อง

ขอย่อสั้นๆ เจ้ามรดกจะได้รับเงินจำนวนหนึ่ง เมื่อเจ้ามรดกตายแล้ว ขีดเส้นตายแล้ว นั่นคือว่า เงินกองนี้ไม่มีทางเป็นมรดกได้เลยเพราะว่าเงินนี้จะได้ก็ต่อเมื่อตายแล้ว

ข้อที่สอง เจ้ามรดกทำสัญญาในเงินจำนวนนั้นให้บุคคลภายนอก ซึ่งจะเป็นใครก็ได้ เป็นผู้รับประโยชน์ตามสัญญา

ข้อที่สามบุคคลที่จะรับประโยชน์ไม่ได้แสดงเจตนาที่จะรีบประโยชน์อันนี้เลน เข้ามาตรา  374

ข้อที่สี่ เงินจำนวนนี้จะตกแก่ผู้ใดศาลฏีกาได้วินิจฉัยแล้วว่าเมื่อมันไม่เป็นมรดก การแบ่งมรดกตามมาตรา 1629 -1638 ก็ใช้ไม่ได้เพราะมันไม่เป็นมรดก

แล้วจะแบ่งอย่างไร ตามคดีนี้เจ้ามรดกมีทายาทและมีภริยาด้วย มีบุตรด้วย เงินหนึ่งล้านบาทนี้ไปไหน จึงจำนวนนี้จึงลอยอยู่เฉยๆจะตีความ มาตรา 1753  ภายใต้บังคับแห่งสิทธิของเจ้าหนี้กองมรดก เมื่อบุคคลใดถึงแก่ความตายโดยไม่มีทายาทโดยธรรมหรือผู้รับพินัยกรรม หรือการตั้งมูลนิธิตามพินัยกรรม มรดกของบุคคลนั้นตกทอดแก่แผ่นดิน ตกแก่แผ่นดินได้หรือไม่ สังเกต 1753 จะใช้ได้ต่อเมื่อเงินนั้นเป็นมรดกเสียก่อน แล้วค่อยมามีกรณีที่ไม่มีทายาท คือครบสองข้อที่เข้ามาตรา 1753

            จำเป็นพิเศษ ศาลวินิจฉัยว่าเสมือนเป็นมรดก จึงจัดแบ่งตามมาตรา 1629 เป็นการวินิจฉัย 374 วรรค 2 ด้วย

          ส่วน 1366/2516 สัญญาเช่าซื้อก็คือสัญญาเช่าทรัพย์บวกด้วยคำมั่นจะขายทรัพย์สินนั้น สัญญาเช่าเป็นสิทธิเฉพาะตัวผู้เช่า คำมั่นจะขายทรัพย์สินที่ให้เช่าเป็นสิทธิในทรัพย์สินซึ่งอาจตกเป็นมรดกของคู่สัญญาที่ถึงแก่กรรมได้

คู่สัญญาทำสัญญาเช่าซื้อโดยมีข้อสัญญาระบุว่า ให้ผู้เช่าซื้อระบุตัวทายาทผู้รับสิทธิในการเช่าซื้อแทนได้เมื่อผู้เช่าซื้อถึงแก่กรรม และผู้เช่าซื้อได้ระบุตัวทายาทผู้รับสิทธิในการเช่าซื้อไว้แล้ว ข้อสัญญาดังกล่าวนี้เป็นข้อสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374 ฉะนั้น เมื่อผู้เช่าซื้อถึงแก่กรรม และทายาทผู้รับสิทธิดังกล่าวได้แสดงเจตนาเข้าถือเอาประโยชน์จากสัญญานี้ต่อผู้ให้เช่าซื้อตามมาตรา 374 วรรค 2 แล้วสิทธิในการเช่าซื้อจึงตกเป็นของทายาทผู้รับสิทธิดังกล่าวโดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่ตกเป็นมรดกของผู้ตายต่อไป

ผู้รับประโยชน์แสดงเจตนารับประโยชน์แล้ว

            ฎ.4714/2512 เป็นฏีกาที่วางหลักมาก แต่ เคยเป็นข้อสอบมาแล้ว

เช่นเงินประกันชีวิตเป็นมรดกหรือไม่ มาตรา 897 ก็ได้มาหลังตายแล้วไม่เป็นมรดก

ฏ.สามฏีกานี้

ฎ.370/2506   ลูกสุกรเกิดจากสุกรพ่อและสุกรแม่ซึ่งเลี้ยงไว้ในระหว่างเจ้ามรดกยังมีชีวิตอยู่แต่เกิดเมื่อเจ้ามรดกตายแล้วลูกสุกรและเงินที่ขายลูกสุกรได้ก็เป็นสินสมรสระหว่างเจ้ามรดกกับภรรยาส่วนของเจ้ามรดกตกเป็นมรดก ทายาทมีส่วนแบ่งในสุกรพ่อและสุกรแม่อย่างไรก็มีส่วนแบ่งในลูกสุกรหรือเงินที่ขายได้อย่างนั้น

แม้จะขายลูกสุกรเหล่านี้ไปหลังจากเจ้ามรดกตาย 2 ปีเศษทายาทก็มีสิทธิขอแบ่งมรดกตามราคาที่ขายได้ (ไม่ใช่ตามราคาของลูกสุกรเมื่อแรกเกิด) ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงสุกรจนกระทั่งขายไปนั้น ทายาทผู้เป็นเจ้าของรวมต้องช่วยกันออกตามส่วนของตน ในเวลาแบ่งเจ้าของรวมผู้เป็นเจ้าหนี้จะเรียกให้เอาส่วนซึ่งจะได้แก่ลูกหนี้ชำระหนี้เสียก่อนก็ได้ ทายาทที่อ้างว่าตนออกค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงสุกรคนเดียว เมื่อถูกทายาทอื่นฟ้องขอแบ่งมรดกเงินค่าขายสุกรชอบที่จะขอหักค่าใช้จ่ายนี้มาในคำให้การ

ลูกสุกร

ฎ.678-680/2535

ผู้ตายกับโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นภรรยาร่วมกันทำกิจการโรงแรมมีเจตนาเป็นเจ้าของร่วมกัน เงินที่ใช้เป็นทุนปลูกสร้างโรงแรมจะเกิดจากฝ่ายใดหามาไม่สำคัญ ต้องถือว่าโรงแรมเป็นทรัพย์สินร่วมกันระหว่างผู้ตายกับโจทก์ที่ 1 เมื่อผู้ตายยินยอมให้ใช้ที่ดินดังกล่าวปลูกสร้างโรงแรมเพื่อทำกิจการค้าร่วมกันกับโจทก์ที่ 1โรงแรมจึงไม่เป็นส่วนควบกับที่ดินเข้าข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 109 จำเลยที่ 5 จดทะเบียนสมรสกับผู้ตาย แม้จำเลยที่ 5 จะเลิกร้างกับผู้ตายไปนานแล้ว แต่เมื่อไม่ได้จดทะเบียนหย่ากัน ทรัพย์ที่ผู้ตายได้มาระหว่างที่เป็นสามีภรรยากับจำเลยที่ 5 ย่อมเป็นสินสมรส เงินรายได้จากกิจการโรงแรมรวมทั้งร้านตัดผมที่ได้มาหลังจากที่ผู้ตายถึงแก่กรรมแล้ว มิใช่ทรัพย์มรดกของผู้ตายเพราะมิใช่ทรัพย์ที่มีอยู่ก่อนหรือในขณะที่ผู้ตายถึงแก่กรรม แต่เป็นดอกผลของโรงแรมตกได้แก่ผู้ที่เป็นเจ้าของโรงแรมตามสัดส่วนแห่งความเป็นเจ้าของโรงแรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 111และมาตรา 1360 และเมื่อเงินดังกล่าวมิใช่มรดกของผู้ตาย แม้ทายาทคนหนึ่งปิดบังหรือยักย้ายเงินส่วนนี้ ทายาทคนนั้นก็ไม่ถูกกำจัดมิให้รับมรดก

 

ฎ.8485/2544

รายได้จากการกรีดยางที่ได้มาหลังจากเจ้ามรดกถึงแก่กรรมแล้ว มิใช่ทรัพย์ที่มีอยู่ก่อนหรือในขณะที่เจ้ามรดกถึงแก่กรรม จึงมิใช่มรดก แต่เป็นดอกผลของที่ดินทรัพย์มรดกตกได้แก่เจ้าของที่ดินตามสัดส่วนแห่งความเป็นเจ้าของที่ดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336และ 1360 โจทก์ทราบดีว่าจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกได้นำน้ำยางไปจำหน่ายหารายได้ตั้งแต่ก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีก่อนขอแบ่งที่ดินทรัพย์มรดกและศาลฎีกาได้พิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยแบ่งที่ดินแก่โจทก์โดยที่ดินดังกล่าวเป็นสวนยางพารามีรายได้จากการกรีดยางตั้งแต่ขณะโจทก์ฟ้องคดี ก่อนซึ่งจำเลยได้เอาไว้เป็นประโยชน์แต่ฝ่ายเดียวโจทก์ชอบที่จะเรียกร้องให้จำเลยส่งมอบรายได้จากการกรีดยางดังกล่าวแก่โจทก์เสียในคราวเดียวกัน แต่กลับมาฟ้องเรียกร้องเป็นคดีนี้ จึงเป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 148

 

            สามฏีกานี้วินิจฉัยทำนองเดียวกันว่าดอกผลของทรัพย์มรดกเป็นมรดกหรือไม่  จดลงไปว่า ไม่เป็นมรดก ดอกผลของทรัพย์มรดกไม่เป็นมรดก และฏีกาอันนี้ 8485/2544 อ่านแล้ว งง คือเรื่องสวนยางพารา

            ลำดับภาพดังนี้

1. เจ้ามรดกมีสวนยางเป็นมรดก ชัดเลย ว่าเป็นมรดก

2.โจทก์และจำเลยต่างเป็นทายาทคนละส่วนเท่ากัน

3.ความโลภมาแล้วมีการพิพาทว่าคนนั้น คนนี้ต้องได้มากกว่ากัน พี่น้องทะเลาะกัน โจทก์จำเลยดำเนินคดีมาเรื่อยมา ระหว่างนั้นก็กรีดยางเรื่อยมา ได้เงินมาหกแสนบาทเป็นดอกผล ธรรมชาติ ของต้นยาง หกแสนนี้แบ่งอย่างไร หลังจากนั้นศาลฏีกามีคำพิพากาถึงที่สุดให้โจทก์ มีส่วน 38 ส่วน จำเลยมีสิทธิ 62 ส่วน  ทำไม

            ศาลวินิจฉัยว่าจะแบ่งอย่างมรดกไม่ได้เพราะดอกผลของสวนยางไม่ใช่มรดกจะแบ่งแบบมรดกไม่ได้ แล้วจะแบ่งอย่างไร ก็โจทก์มีสิทธิเท่าไร ก็แบ่งไปเท่านั้น ที่งงว่าเกิดอะไรขึ้น ที่เกิดคือ มีสองคดี คือคดีเจ้ากรรมสิทธิ์คดีหนึ่งกับคดีระหว่างทายาทอีกคดี ใช้หลักเรื่องกรรมสิทธิ์รวมนั้นเอง

ฎ.477/2514

กรณีละเมิดที่เป็นเหตุให้เศร้าโศกเสียใจและผิดหวังประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มิได้บัญญัติไว้ให้เรียกค่าสินไหมทดแทนได้ แม้จะเป็นบิดาตามกฎหมายหรือไม่ก็ตาม(อ้างฎีกาที่ 789/2512)

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1535 บุตรนั้นหมายถึงบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น ซึ่งมีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา

เมื่อปรากฏว่าโจทก์และโจทก์ร่วมจดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่12 พฤศจิกายน 2508 การเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายจึงมีผลตั้งแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน 2508 หาใช่มีผลตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน 2507 ซึ่งเป็นวันฟ้องคดีไม่ ฉะนั้น ในขณะฟ้องผู้ตายจึงยังเป็นบุตรนอกสมรสของโจทก์อยู่ โจทก์ซึ่งเป็นบิดาจึงไม่มีสิทธิฟ้องบุคคลที่กระทำละเมิดต่อบุตรนอกสมรสของตน(อ้างฎีกาที่ 1285/2508)

โจทก์ฟ้องคดีนี้ในฐานะเป็นทายาทผู้รับมรดกจากเด็กชาย ธ. ผู้ตายแต่เมื่อปรากฏว่าโจทก์มิใช่บิดาโดยชอยด้วยกฎหมายของผู้ตายแล้วอำนาจฟ้องของโจทก์ก็ไม่มีคำร้องของ ค. มารดาของเด็กชาย ธ. ที่ขอเข้ามาเป็นโจทก์ร่วม จึงเป็นอันตกไป (ปัญหาข้อนี้วินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 4/2514)

ค่าสินไหมทดแทนเกี่ยวกับค่าปลงศพตามมาตรา 443 วรรค 1หมายความเฉพาะผู้ที่เป็นทายาทของผู้ตายที่จะเรียกร้องเอาแก่ผู้ที่กระทำละเมิด ทำให้เจ้ามรดกถึงแก่ความตายเพราะสิทธิในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนโดยเหตุที่ได้ละเมิดแก่เจ้ามรดกตกทอดมายังตนผู้เป็นทายาทภายใต้บังคับของมาตรา 1649 เท่านั้นมิได้หมายความว่าใครทำศพผู้ตายแล้วก็จะมีสิทธิเรียกร้องค่าทำศพในลักษณะที่เป็นค่าสินไหมทดแทนฐานละเมิดเสียเองได้เสมอไปเมื่อปรากฏว่าโจทก์ไม่ใช่ทายาทผู้ตายเพราะไม่ได้เป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าใช้จ่ายในการปลงศพเป็นค่าสินไหมทดแทนแก่ตนในการที่จำเลยกระทำละเมิดต่อผู้ตาย (อ้างฎีกาที่ 1314/2505)

โจทก์ร่วมแม้จะเป็นมารดาของผู้ตาย แต่เมื่อฟ้องโจทก์ไม่สมบูรณ์มาแต่ต้นสิทธิโจทก์ร่วมก็ไม่ดีกว่าโจทก์ โจทก์และโจทก์ร่วมจึงไม่อาจเรียกค่าใช้จ่ายในการทำศพผู้ตายได้

สำหรับจำเลยที่ 1 ลูกจ้าง ซึ่งแม้มิได้ฎีกาก็ตาม แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ว่าเป็นนายจ้างซึ่งต้องร่วมกันรับผิดในผลแห่งละเมิดของจำเลยที่ 1 กรณีจึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ฉะนั้น อาศัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245(1) และมาตรา 247 ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยตลอดถึงจำเลยที่ 1 ด้วย

 

ฎ.3208/2538

สิทธิในการเรียกค่าสินไหมทดแทนเกี่ยวกับค่าปลงศพตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา443วรรคแรกเป็นสิทธิของผู้ที่เป็นทายาทจะเรียกร้องเอาแก่ผู้ที่กระทำละเมิดทำให้เจ้ามรดกถึงแก่ความตายภายใต้บังคับมาตรา1649ส่วนสิทธิในการเรียกค่าสินไหมทดแทนอันเกิดแก่ทรัพย์สินของเจ้ามรดกเนื่องมาจากการกระทำละเมิดก็เป็นสิทธิของเจ้ามรดกที่จะตกทอดแก่ทายาทตามมาตรา1599และ1600เมื่อโจทก์ที่2และที่3เป็นบุตรนอกกฎหมายที่เจ้ามรดกซึ่งเป็นบิดารับรองแล้วจึงเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรชอบด้วยกฎหมายของเจ้ามรดกตามมาตรา1627และย่อมมีสิทธิรับมรดกของเจ้ามรดกตามมาตรา1629(1)จึงมีสิทธิฟ้องเรียกค่าปลงศพของเจ้ามรดกและค่าที่รถจักรยานยนต์ของเจ้ามรดกเสียหายได้

ฎ.1202/2539ค้นไม่พบ

            สามฏีกานี้วินิจฉัยเหมือนกันเป็นเรื่อง ละเมิด เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย  มาตรา 443  ในกรณีทำให้เขาถึงตายนั้น ค่าสินไหมทดแทน ได้แก่ค่าปลงศพ รวมทั้งค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่น ๆ อีกด้วย

            ถ้ามิได้ตายในทันที ค่าสินไหมทดแทนได้แก่ค่ารักษาพยาบาลรวมทั้งค่าเสียหายที่ต้องขาดประโยชน์ทำมาหาได้เพราะไม่สามารถประกอบการงานนั้นด้วย

            ถ้าว่าเหตุที่ตายลงนั้น ทำให้บุคคลหนึ่งคนใดต้องขาดไร้อุปการะตามกฎหมายไปด้วยไซร้ ท่านว่าบุคคลคนนั้นชอบที่จะได้รับค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น

 ละเมิดเป็นเหตุถึงแก่ความตาย

            สิทธิเรียก ค่าปลงศพ ค่าใช้จ่ายในเรื่องงานศพ จะเห็นได้ว่าความเสียหายอันนี้ ผู้ถูกละเมิดตายแล้ว ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ ถูกจากผู้ถูกละเมิดตายแล้ว แล้วทำอย่างไร 443 วรรค 1 + มาตรา 1649  ผู้จัดการมรดกซึ่งผู้ตายตั้งไว้ย่อมมีอำนาจและหน้าที่ในอันที่จะจัดการทำศพของผู้ตายเว้นแต่ผู้ตายจะได้ตั้งบุคคลอื่นไว้โดยเฉพาะให้จัดการดังว่านั้น

            ถ้าผู้ตายมิได้ตั้งผู้จัดการมรดกหรือบุคคลใดไว้ให้เป็นผู้จัดการทำศพ หรือทายาทมิได้มอบหมายตั้งให้บุคคลใดเป็นผู้จัดการทำศพ บุคคลผู้ได้รับทรัพย์มรดกโดยพินัยกรรมหรือโดยสิทธิโดยธรรมเป็นจำนวนมากที่สุด เป็นผู้มีอำนาจและตกอยู่ในหน้าที่ต้องจัดการทำศพ เว้นแต่ศาลจะเห็นเป็นการสมควรตั้งบุคคลอื่นให้จัดการเช่นนั้น ในเมื่อบุคคลผู้มีส่วนได้เสียคนใดคนหนึ่งร้องขอขึ้น เคยเป็นข้อสอบผู้ช่วยฯบ่อย

            มาตรา 1649 วรรค 1 ใครเป็นคนตั้งผู้จัดการงานศพ ผู้รับพินัยกรรมเท่านั้นเหรอ 1649 ไปดู

และ อีกอันหนึ่ง ฏีกา 1174/2508 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1646 นอกจากผู้ตายจะแสดงเจตนากำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินแล้วยังแสดงเจตนาในการต่างๆ อันจะให้เกิดเป็นผลบังคับได้ตามกฎหมายเมื่อตนตายก็ได้ คำว่าการต่างๆตามที่กฎหมายบัญญัตินั้น ก็สุดแต่ผู้ตายจะได้แสดงเจตนากำหนดการเผื่อตายในการต่างๆ ไว้ หากชอบด้วยกฎหมายแล้ว แม้จะไม่เกี่ยวกับทรัพย์สิน ก็มีผลบังคับได้ตามพินัยกรรมเมื่อตนตายแล้ว และการต่างๆนั้นมิใช่จะต้องมีกฎหมายระบุไว้ว่าเป็นการใดบ้าง

ผู้ตายได้แสดงเจตนากำหนดการเผื่อตายเกี่ยวกับศพของผู้ตายโดยอุทิศศพของผู้ตายให้แก่กรมมหาวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์โดยทำถูกต้องตามแบบพินัยกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1656 พินัยกรรมของผู้ตายนั้นย่อมสมบูรณ์

  ฏีกาอันนี้เป็นพินัยกรรมยกศพ ก็ปรากฏว่าไปตอบว่าเป็นทรัพย์สิน ทำได้ จริงๆไม่ใช่เป็นเรื่องการต่างๆ 1646 เป็นการกำหนดการเผื่อตายในเรื่องการต่างๆ เคยบอกไปแล้วว่าคืออะไรบ้าง

            ต่อไปเรื่องการรับมรดกแทนที่ 1639 1645 ข้อย้ำ มาตรา 1642 1643 มาตราหลักและ

1645 จำได้หรือไม่ ที่จดเป็นพิเศษ มาตรา 1645 ผู้สละมรดกแล้ว รับมรดกแทนที่ได้หรือไม่ จดไว้นิดสำหรับคนไม่เคยมา

            เช่น ก มีบุตร คือ ข  ข มีบุตรคือ ค พูดง่ายๆ เป็นลูกเป็นหลาน ข เป็นลูกตายก่อน ค สละมรดก ถามว่า ข ตายก่อน ก ค รับมรดกแทนที่ ข ได้หรือไม่

            คำตอบได้ตรงตัวบท 1645 ย้ำ 1643 ระวังให้ดีต้องเป็นผุ้สืบสันดานโดยตรงเท่านั้น คือต้องเลือดเนื้อเชื่อไข ที่ต่ำลงมา

            ที่ต้องจำคือ บุตรของบุตรบุญธรรมมีสิทธิรับมรดกแทนที่หรือไม่

          478/2539  โจทก์เป็นบุคคลภายนอกไม่ใช่คู่ความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่154/2527ของศาลชั้นต้นดังนั้นโจทก์สามารถพิสูจน์ได้ว่าที่ดินส่วนของบ. ในโฉนดเลขที่2505ดังกล่าวเป็นมรดกของบ. จำเลยมิได้ครอบครองที่ดินดังกล่าวโดยสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลา10ปีคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวไม่ผูกพันโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา145(2) ที่ดินพิพาทเป็นมรดกของบ. โดยบ. มีบุตร4คนคือโจทก์ทั้งสองจำเลยและจ.แต่จ.ถึงแก่ความตายก่อนบ. โดยจ. มีบุตร3คนบ.ถึงแก่ความตายโดยมิได้ทำพินัยกรรมจำเลยจึงมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นมรดกของบ. เพียงหนึ่งในสี่สวนเท่านั้นเมื่อจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งแสดงว่าจำเลยมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทส่วนของบ.ทั้งหมดโดยการครอบครองทั้งๆที่จำเลยมิได้ครองครองที่ดินพิพาทโดยสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลาถึง10ปีก่อนจำเลยยื่นคำร้องขอเช่นนั้นแล้วจำเลยนำพยานหลักฐานมาไต่สวนในคดีดังกล่าวจนศาลชั้นต้นหลงเชื่อและมีคำสั่งว่าจำเลยมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทส่วนของบ. ในโฉนดที่ดินเลขที่2505โดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1382แล้วจำเลยนำคำสั่งศาลชั้นต้นนั้นไปจดทะเบียนการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทจึงถือได้ว่าจำเลยได้ยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกมากว่าส่วนที่ตนจะได้โดยฉ้อฉลหรือรู้อยู่ว่าตนทำให้เสื่อมประโยชน์ของทายาทคนอื่นจำเลยจึงต้องถูกกำจัดมิให้ได้รับมรดกเลยตามมาตรา1605วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์ที่1เบิกความเป็นพยานในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่154/2527ของศาลชั้นต้นยืนยันว่าจำเลยครอบครองที่ดินของบ. โดยสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเกินกว่า10ปีโดยเจตนาให้หลานและทายาทอื่นของบ. ไม่ได้รับมรดกด้วยโจทก์ที่1ย่อมต้องได้รับผลในลักษณะคดีในฐานพยานเท็จไม่ได้รับมรดกที่ดินในกรณีพิพาทนี้ด้วยเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ต้องห้ามไม่ให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความมาตรา249วรรคหนึ่งศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองโดยไม่ได้วินิจฉัยปัญหาเรื่องฟ้องโจทก์ทั้งสองขาดอายุความไม่เมื่อโจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ทั้งสองอุทธรณ์จำเลยก็ไม่ได้ยกปัญหาเรื่องฟ้องโจทก์ทั้งสองขาดอายุความตั้งเป็นประเด็นไว้ในคำแก้อุทธรณ์จึงไม่มีประเด็นเรื่องอายุความในชั้นอุทธรณ์ที่จำเลยฎีกาว่าฟ้องโจทก์ทั้งสองขาดอายุความจึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ทั้งไม่ใช่ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามมาตรา249วรรคหนึ่งเช่นกัน แม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1639บัญญัติให้ผู้สืบสันดานของทายาทที่ถูกกำจัดมิให้รับมรดกแทนที่ทายาทนั้นได้ในกรณีที่ทายาทนั้นถูกกำจัดมิให้รับมรดกก่อนเจ้ามรดกตายเท่านั้นก็ตามแต่มาตรา1607บัญญัติว่าการถูกกำจัดมิให้รับมรดกนั้นเป็นการเฉพาะตัวผู้สืบสันดานของทายาทที่ถูกกำจัดสืบมรดกต่อไปเหมือนหนึ่งว่าทายาทนั้นตายแล้วโดยมิได้บัญญัติว่าผู้สืบสันดานของทายาทที่ถูกกำจัดมิให้รับมรดกสืบมรดกต่อไปได้เฉพาะในกรณีที่ทายาทนั้นถูกกำจัดมิให้รับมรดกก่อนเจ้ามรดกตายเท่านั้นดังนั้นแม้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยได้ยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกของบ. เจ้ามรดกมากกว่าส่วนที่ตนจะได้และต้องถูกกำจัดมิให้ได้รับมรดกของบ. เลยอันเป็นการถูกกำจัดมิให้ได้รับมรดกหลังเจ้ามรดกตายก็ตามบุตรของจำเลยซึ่งเป็นผู้สืบสันดานของจำเลยทายาทผู้ถูกกำจัดมิให้รับมรดกของนายบุญช่วยย่อมสืบมรดกของบ.ต่อไปได้เหมือนหนึ่งว่าจำเลยตายแล้วตามบทบัญญัติแห่งมาตรา1607และบทบัญญัติมาตรา1607หาได้อยู่ภายใต้บังคับของมาตรา1639ไม่

เป็นข้อสอบสมัย 51 เกี่ยวกับมาตรา 1605 เนื่องจากทายาทยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดก

            คำว่าทายาทในที่นี้มีสองประเภทใช่ไหม ทายามโดยธรรมก็ได้ ผู้รับพินัยกรรมก็ได้  หลักยึดที่เจตนา ว่า ต้องการรับมรดก มากกว่าคนอื่นหรือไม่ ถ้าใช่ก็คือยักย้ายปิดบัง  

            แต่ฏีกาอันนี้ ย้ำตัวบท ยักย้ายเฉพาะที่เขาได้รับเช่น 1  2 3  1 ยักย้ายหนึ่งหมื่นบาท มีมรดกทั้งหมด สามหมื่นบาท ยักย้ายเท่าส่วนเลย

            จะอุดช่องว่าง มาตรา 1607 บอกว่า รับมรดกแทนที่ไม่ได้ แต่ก็สืบมรดกได้ เป็นเรื่องเฉพาะตัว ของผู้ที่ยักย้าย  สืบมรดกก็ไม่ต้อง เป็นผุ้สืบสันดานโดยตรง

            ปัญหาเกิด แต่ไม่น่ามีใครออก ถามว่าถ้ายักย้ายน้อยส่วน ได้หรือไม่

          ต่อไปเรื่องพระ 1622 -1624 ฏีกาเด่นๆเรื่องพระ

ฏ.903/2536 แม้พระภิกษุช.จะได้จดทะเบียนรับโอนที่ดินที่เช่าซื้อมาในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศก็ตาม แต่พระภิกษุ ช.ได้เช่าซื้อและชำระค่าเช่าซื้อจนครบถ้วนแล้วก่อนที่จะมาบวชเป็นพระภิกษุซึ่งหากผู้ให้เช่าซื้อไม่จดทะเบียนโอนที่ดินให้ พระภิกษุ ช.ก็ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้ผู้ให้เช่าซื้อโอนที่ดินได้อันเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่งที่พระภิกษุ ช.มีก่อนที่จะมาบวชเป็นพระภิกษุจึงต้องถือว่าพระภิกษุ ช.ได้ที่ดินมาแล้วก่อนที่จะบวชเป็นพระภิกษุการจดทะเบียนการได้มาในภายหลังเป็นแต่เพียงทำให้การได้มาบริบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคแรก เท่านั้นฉะนั้นเมื่อที่ดินมิใช่ทรัพย์สินที่พระภิกษุ ช.ได้มาในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศจึงไม่ตกเป็นสมบัติของวัด ตามมาตรา 1623 หากแต่เป็นทรัพย์มรดกตกได้แก่บรรดาทายาทของพระภิกษุ ช.*******

              ฏ.1064/2532 ******

          บิดามารดายกที่นาให้แก่พระภิกษุ ข. ภายหลังที่พระภิกษุข.บวชเป็นพระภิกษุ การที่พระภิกษุข.ขายที่นาแปลงดังกล่าวและนำเงินที่ขายได้ไปฝากธนาคาร เงินที่นำไปฝากธนาคารรวมทั้งดอกเบี้ยที่ได้รับถือว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาในระหว่างที่อยู่ในสมณเพศ เมื่อพระภิกษุข.ถึงแก่มรณภาพ เงินฝากดังกล่าวย่อมตกเป็นของวัดโจทก์ซึ่งเป็นภูมิลำเนาของพระภิกษุข.

ฏ.6354/2541 ******  ค้นไม่พบ

ฏีกาเรื่องพระก็จะเกี่ยวกับเรื่องสามมาตรานี้

            ฏ.903/2536 คล้ายกับฏีกาที่ออกสอบปีที่แล้ว จดข้อสังเกตว่าพระองค์นี้ไปเช่าซื้อที่ดิน แล้ว ส่งค่าเช่าซื้อครบก่อนบวช เน้นหนักๆคำนี้ พอส่งครบแล้วก็ไปบวชแล้วมีการโอนทางทะเบียนระหว่างบวชถามว่าที่ดินแปลงนี้เป็นกรรมสิทธิ์ของใคร ระหว่างผู้ให้เช่าซื้อกับพระ ตรงนี้หักมุมแล้ว ถ้าวินิจฉัยผิดจุดนี้ผิดตลอดสาย เลย อ่านเองไม่สะดุดตา ศาลวินิจฉัยว่า กรรมสิทธิ์ในที่ดินที่เช่าซื้อเป็นของพระภิกษุ คำตอบ 1299 วรรคหนึ่ง ใช้หลักนี้ ว่า เป็นกรรมสิทธิ์ของพระก่อนบวช การจดทะเบียนกรรมสิทธิ์เพียงเพื่อให้บริบูรณ์ตามมาตรา 1299 วรรค 1 เท่านั้น จุดยากอยู่ตรงนี้  ถ้ากลับว่า พระมีที่ดินก่อนบวชแล้วให้อาจารย์หม่อมเช่าซื้อไม่ทันโอน อาจารย์หม่อมตาย ลองคิดดูสิ ว่าที่ดินนี้เป็นของใคร  ก็ต้องใช้หลัก 1299 วรรคหนึ่ง ส่งครบแล้วก็ได้เป็นเจ้าของ

            ข้อสอบปีที่แล้วทหารอากาศ ซื้อที่ดินย้ำไม่ใช่เช่าซื้อผ่อนค่าที่ดินเรื่อยมาแล้วจดทะเบียนสมรส แล้วก็ยังผ่อนต่อ ส่งเรื่อยมาเลย ในที่สุดก็ครบ จดทะเบียนเป็นของทหารอากาศคนเดียวถามว่าเป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรส ข้อสอบปีที่แล้วเฉลยว่าเป็นสินสมรส เพราะได้มาระหว่างสมรส

            ก็เหมือนล็อตเตอร์รี่ ที่ซื้อก่อนสมรส แต่ประกาศรางวัลระหว่างสมรส

            ฎ.1064/2532 ฏีกาอันนี้เป็นฏีกาที่พระองค์หนึ่งไปบวฃ มารดาก็ยกให้ระหว่างบวฃ พระภิกษุขายที่ดินได้เงินมาจำนวนหนึ่งหนึ่งล้านบาทไปฝากธนาคาร มีดอกเบี้ย สองหมื่นบาท ถามว่าเป็นของวัดหรือของทายาทโดยธรรม

            ปัญหาที่ต้องวินิจฉัย คือที่ดินที่ได้ระหว่างพระภิกษุบวชเป็นของวัดหรือไม่หากยังไม่มีการแปลสภาพ ก็ได้

            แต่ฏีกานี้แปลงสภาพ คำตอบ ก็เป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างเป็นพระ เมื่อมรณะภาพก็ตกเป็นของวัดเช่นกัน

            ฎ.6354/2541 พระภิกูทำสัญญาจะซื้อขาย ที่ดินให้แก่ผู้ซื้อ ชำระราคาครบถ้วนแต่ยังไม่ได้โอนกรรมสิทิพระภิกษุมรณภาพ ถามเป็นของใคร ที่ดินแปลงนี้  คำตอบฏีกานี้ ใช้ 456 ยังไม่ได้จดทะเบียนกรรมสิทธิ์ก็ยังไม่ตกแก่ผู้ขาย

            มาตรา 1615  เป็นเรื่องสละมรดก ดู 1615 วรรค 2 เป้นเรื่องการสละมรดก ของทายาทโดยธรรม ขีดเส้น ผู้สืบสันดานของคนที่สละมรดก สืบมรดกได้ตามสิทธิของตน สังเกตว่าผู้สละมรดกมีผู้สืบสันดาน ตัวอย่างจดเพื่อความเข้าใจ

            ก มีบุตรคือ 1 2 3  รับมรดก 1629 ( 1 ) + 1633 มรดก สามหมื่นก็ไดคนละหมื่นบาท ดูภาพ  1 สละมรดก ตามมาตรา 1612 + 1613  1 มีบุตรคือ 4 และ 5 ให้แบ่งมรดกรายนี้ ตีความ 1615 วรรค 2

            ดูตัวบทสิ สละมรดกแล้วสูญสิ้นไปหมดหรือไม่ ก็ไม่ เพราะ 4 กับ 5 สรุป 2 3 สละไป ในกรณีที่ผู้สละมรดกมีทายาทโดยธรรม

            ตัวอย่างที่สอง  มาตรา 1618  ถ้าทายาทโดยธรรมผู้ที่ได้สละมรดกไม่มีผู้สืบสันดานที่จะรับมรดกได้ หรือผู้รับพินัยกรรมได้สละมรดก ให้ปันส่วนแบ่งของผู้ที่ได้สละมรดกนั้นๆ แก่ทายาทอื่นของเจ้ามรดกต่อไป ไม่มีผู้สืบสันดานเลย หรือ ขีดเส้น ผู้รับพินัยกรรมสละมรดก ให้ปันส่วนของผู้สละแก่ทายาทอื่นของเจ้าของรวมไป คำตอบ 2 กับ 3 ก็แบ่งกันคนละพันห้า เหลือ 2 กับ สามก็รับมรดกกันคนละครึ่ง

            มาตรา 1618 สละมรดกตามพินัยกรรม ถามกันมาก ย้ำ รับมรดกในส่วนที่สละตามพินัยกรรมอีกไม่ได้ ย้ำอีกไม่ได้ รวมทั้งทายาทด้วย รับมรดกไม่ได้ อยุ่ที่ 1618

            งง มากดูตัวอย่าง จดไว้ ตัวอย่างที่สาม มาตรา 1617  ผู้รับพินัยกรรมคนใดสละมรดก ผู้นั้นรวมตลอดทั้งผู้สืบสันดานไม่มีสิทธิจะรับมรดกที่ได้สละแล้วนั้น

 + 1618 ภาพเรียงดังต่อไปนี้ ก มีบุตรชอบด้วยกฎหมายคือ 123 ระหว่าง ก ตาย มีทรัพย์สิน คือรถยนต์หนึ่งคน และเงินสด เก้าพัน

            ก ทำพินัยกรรมยกรถยนต์ให้หนึ่ง หนึ่งสละมรดกหลังจาก ก ตาย  คำตอบลองแบ่งมรดกรายนี้สิ ทรัพย์มรดกมีสองประการ คือรถยนต์กับ เงินสด แบ่งมรดกรายนี้สิ วินิจฉัยก่อน มรดกเกี่ยวกับรถยนต์ สละแล้ว มาตรา 1698  ข้อกำหนดพินัยกรรมนั้น ย่อมตกไป

                        (1) เมื่อผู้รับพินัยกรรมตายก่อนผู้ทำพินัยกรรม

                        (2) เมื่อข้อกำหนดพินัยกรรมเป็นผลใช้ได้ต่อเมื่อเงื่อนไขอย่างใดอย่างหนึ่งสำเร็จลง และผู้รับพินัยกรรมตายเสียก่อนเงื่อนไขสำเร็จ หรือปรากฏเป็นที่แน่นอนอยู่แล้วว่าเงื่อนไขนั้นไม่อาจจะสำเร็จได้

                        (3) เมื่อผู้รับพินัยกรรมบอกสละพินัยกรรม

                        (4) เมื่อทรัพย์สินทั้งหมดที่ยกให้สูญหาย หรือถูกทำลายโดยผู้ทำพินัยกรรมมิได้ตั้งใจในระหว่างที่ผู้ทำพินัยกรรมยังมีชีวิตอยู่ และผู้ทำพินัยกรรมมิได้ได้มาซึ่งของแทน หรือซึ่งสิทธิที่จะเรียกค่าทดแทนในการที่ทรัพย์สินนั้นสูญหายไป

 เชื่อขนมกินเลยว่าทำกันไม่ได้มัน งง ข้อกำหนดตามพินัยกรรมเป็นอันตกไปเมื่อมีการสละพินัยกรรม

            1 รับรถยนต์ตามพินัยกรรมไม่ได้แล้ว รถยนต์วิ่งเข้าสู่กองมรดก 1620 + 1693  ฉะนั้นขณะนี้มีกองมรดกที่จะแบ่ง คือ รถยนต์ กับเงินสดเก้าพันบาท

            ถามว่า 1 ยังมีสิทธิรับมรดกในส่วนรถยนต์นี้หรือไม่  คำตอบคือ มันก็เหมือนคำพุดที่ตรงไปตรงมาว่าเขาเคยสละมรดกในฐานะทายาทโดยธรรมหรือไม่ ก็ไม่เคย ดังนั้นจึงยังมีสิทธิ อยู่ ดังนั้น 1 จึงมีสิทธิในรถยนต์ 1617 1618

            ย้อนมาดูทายาทโดยธรรม คำบรรยายมีละเอียด 1629 ( 1 ) คำว่าผู้สืบสันดาน  ศาลฏีกาวินิจฉัยแล้วคือบุตรเจ้ามรดกเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับ หลานเหลนเลย บุตรเจ้ามรดกมีกี่ประเภท

น่าออกสอบจริงๆ 1. บุตรเกิดระหว่างบิดามารดาสมรสกัน 1546 กฎหมายแก้ใหม่แค่คงไม่ออกสอบ

            ประการที่สอง บุตรที่เกิดจากการที่บิดามารดาไม่ได้สมรสกันมาตั้งแต่ต้น เปิดตัวบท 1557

อันนี้ขอให้ไปดูคำบรรยายหนักๆนะ เขียนละเอียดเลย

            1536-1538 ไปทบทวน

            เรื่องสมรสซ้อน ไม่ได้ออกข้อสอบมานานแล้ว

            มีแก้ไขใหม่ 1557 1.ได้สมรสกันภายหลัง 2.จดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตรไม่เหมือน 1627 ที่ได้รับรองบุตร จะรับรองโดยวิธีอะไรก็ได้ เพียงแค่มีพฤติการณ์ ย้ำจุดต่างซึ่งทำให้ผลเปลี่ยน 3. ศาลพิพากษาว่าเป็นบุตร 1557 แล้วสังเกตให้ดี 1557 บอกว่า บุตร ขีดเส้นหนักๆ จะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายนับแต่เด็กเกิด ดังนั้นจดลงไป ใช้ไม่ได้กับ 1557 แล้ว ฏีกาที่ 847/2537 1649/2534  ฏีกาเหล่านี้เป็นกฎหมายเก่าแล้ว มีผลนับแต่คำพิพากษาถึงที่สุด แต่กฎหมายใหม่ มีผลนับแต่วันที่เด็กเกิด ดังนั้นเด็กพวกนี้มีสิทธิรับมรดกได้ทันทีเลย 1558 การฟ้องให้เด็กเป็นบุตรนั้นถ้าฟ้องภายในอายุความหนึ่งปีถ้าได้ฟ้องแล้วก็มีสิทธิได้ ฝาก 1558 จำเป็นไหม ที่ 1557 แก้ใหม่แล้ว ยังไม่มีฏีกา

            คือมีสิทธิรับมรดกตั้งแต่เด็กเกิดย้อนไปหมดเลย

            1196/2538

          การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำคัดค้านว่าผู้คัดค้านที่1อยู่กินฉันสามีภริยากับผู้ตายและผู้คัดค้านที่2เป็นบุตรของผู้ตายซึ่งเกิดจากผู้คัดค้านที่1ขอให้ยกคำร้องขอและตั้งผู้คัดค้านทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกนั้นแม้ต่อมาผู้คัดค้านทั้งสองจะขอถอนคำคัดค้านก็เพียงทำให้ข้อพิพาทระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านระงับไปหาทำให้คำคัดค้านทั้งหมดรวมตลอดถึงเอกสารที่แนบมาไม่มีผลต่อคดีไม่เพราะผู้คัดค้านไม่ได้ยอมรับด้วยว่าคำคัดค้านพร้อมเอกสารที่เสนอต่อศาลไม่ถูกต้องทั้งเอกสารหลักฐานต่างๆที่ผู้คัดค้านทั้งสองเสนอต่อศาลภายหลังยื่นคำคัดค้านก็ไม่ได้มีการเพิกถอนจึงรับฟังประกอบการพิจารณาคำร้องขอของผู้ร้องได้ แม้ผู้คัดค้านที่2จะเพิ่งคลอดและศาลมีคำสั่งภายหลังผู้ตายถึงแก่ความตายประมาณ8เดือนว่าผู้คัดค้านที่2เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายก็ตามผู้คัดค้านที่2ก็มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายในฐานะทายาทโดยธรรมย้อนหลังไปถึงวันที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1558วรรคแรกและเป็นทายาทโดยธรรมลำดับที่1ผู้ร้องเป็นเพียงน้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้ตายจึงไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตายและมิได้เป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกเพราะผู้มีส่วนได้เสียตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1713หมายถึงผู้ได้รับประโยชน์จากทรัพย์มรดกโดยตรงมาตั้งแต่ต้นขณะเจ้ามรดกถึงแก่ความตายหาใช่เกิดขึ้นในภายหลังตามสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อระงับข้อพิพาทระหว่างคู่กรณีไม่ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิร้องขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกได้

 

            ประการที่สาม 1627 บุตรบุญธรรมน่าออกไม่ได้ ออกนานแล้ว 1598/19-37 จดไว้ เด๋วออกใบประเมินผลดีๆหน่อยแล้วกัน

            มีมาตราที่จดเป็นพิเศษ คือ 1598/19 /20 /21 /25  /28 /29 /30 /37

            มาตรา 1598/19 บุคคลที่มีอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบห้าปีจะรับบุคคลอื่นเป็นบุตรบุญธรรมก็ได้ แต่ผู้นั้นต้องมีอายุแก่กว่าผู้ที่จะเป็นบุตรบุญธรรมอย่างน้อยสิบห้าปี

            มาตรา 1598/20  การรับบุตรบุญธรรม ถ้าผู้ที่จะเป็นบุตรบุญธรรมมีอายุไม่ต่ำกว่าสิบห้าปี ผู้นั้นต้องให้ความยินยอมด้วย

            มาตรา 1598/21  การรับผู้เยาว์เป็นบุตรบุญธรรมจะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับความยินยอมของบิดาและมารดาของผู้จะเป็นบุตรบุญธรรม ในกรณีที่บิดาหรือมารดาคนใดคนหนึ่งตายหรือถูกถอนอำนาจปกครองต้องได้รับความยินยอมของมารดาหรือบิดาซึ่งยังมีอำนาจปกครอง

            ถ้าไม่มีผู้มีอำนาจให้ความยินยอมดังกล่าวในวรรคหนึ่ง หรือมีแต่บิดาหรือมารดาคนใดคนหนึ่งหรือทั้งสองคนไม่สามารถแสดงเจตนาให้ความยินยอมได้หรือไม่ให้ความยินยอมและการไม่ให้ความยินยอมนั้นปราศจากเหตุผลอันสมควรและเป็นปฏิปักษ์ต่อสุขภาพ ความเจริญหรือสวัสดิภาพของผู้เยาว์ มารดาหรือบิดาหรือผู้ประสงค์จะขอรับบุตรบุญธรรมหรืออัยการจะร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งอนุญาตแทนการให้ความยินยอมตามวรรคหนึ่งก็ได้

            มาตรา 1598/25 ผู้จะรับบุตรบุญธรรมหรือผู้จะเป็นบุตรบุญธรรม ถ้ามีคู่สมรสอยู่ต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสก่อน ในกรณีที่คู่สมรสไม่อาจให้ความยินยอมได้หรือไปเสียจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่และหาตัวไม่พบเป็นเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งปี ต้องร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งอนุญาตแทนการให้ความยินยอมของคู่สมรสนั้น

            มาตรา 1598/28  บุตรบุญธรรมย่อมมีฐานะอย่างเดียวกับบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้รับบุตรบุญธรรมนั้น แต่ไม่สูญสิทธิและหน้าที่ในครอบครัวที่ได้กำเนิดมา ในกรณีเช่นนี้ ให้บิดามารดาโดยกำเนิดหมดอำนาจปกครองนับแต่วันเวลาที่เด็กเป็นบุตรบุญธรรมแล้ว

                        ให้นำบทบัญญัติในลักษณะ 2 หมวด 2 แห่งบรรพนี้มาใช้บังคับโดยอนุโลม

            มาตรา 1598/29  การรับบุตรบุญธรรมไม่ก่อให้เกิดสิทธิรับมรดกของบุตรบุญธรรมในฐานะทายาทโดยธรรมเพราะเหตุการรับบุตรบุญธรรมนั้น

 

            มาตรา 1598/30  ถ้าบุตรบุญธรรมซึ่งไม่มีคู่สมรสหรือผู้สืบสันดานตายก่อนผู้รับบุตรบุญธรรม ผู้รับบุตรบุญธรรมมีสิทธิเรียกร้องเอาทรัพย์สินที่ตนได้ให้แก่บุตรบุญธรรมคืนจากกองมรดกของบุตรบุญธรรมเพียงเท่าที่ทรัพย์สินนั้นยังคงเหลืออยู่ภายหลังที่ชำระหนี้ของกองมรดกเสร็จสิ้นแล้ว

            ห้ามมิให้ฟ้องคดีเรียกร้องสิทธิตามวรรคหนึ่ง เมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เวลาที่ผู้รับบุตรบุญธรรมได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของบุตรบุญธรรมหรือเมื่อพ้นกำหนดสิบปี นับแต่วันที่บุตรบุญธรรมตาย

            าตรา 1598/37 เมื่อผู้รับบุตรบุญธรรมตายหรือมีการเลิกรับบุตรบุญธรรม ถ้าบุตรบุญธรรมยังไม่บรรลุนิติภาวะ ให้บิดามารดาโดยกำเนิดกลับมีอำนาจปกครองนับแต่เวลาที่ผู้รับบุตรบุญธรรมตายหรือนับแต่เวลาที่จดทะเบียนเลิกการรับบุตรบุญธรรมตามมาตรา ๑๕๙๘/๓๑ หรือนับแต่เวลาที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้เลิกการรับบุตรบุญธรรม เว้นแต่ศาลเห็นสมควรสั่งเป็นประการอื่น

            ในกรณีที่มีการตั้งผู้ปกครองของผู้เป็นบุตรบุญธรรมไว้ก่อนผู้รับบุตรบุญธรรมตาย หรือก่อนการเลิกรับบุตรบุญธรรม ให้ผู้ปกครองยังคงมีอำนาจหน้าที่เช่นเดิมต่อไป เว้นแต่บิดามารดาโดยกำเนิดจะร้องขอ และศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องขอเป็นผู้มีอำนาจปกครอง

            การเปลี่ยนผู้ใช้อำนาจปกครองตามวรรคหนึ่งหรือผู้ปกครองตามวรรคสองไม่เป็นเหตุเสื่อมสิทธิที่บุคคลภายนอกได้มาโดยสุจริตก่อนผู้รับบุตรบุญธรรมตายหรือก่อนจดทะเบียนเลิกการรับบุตรบุญธรรม

            ให้พนักงานอัยการเป็นผู้มีอำนาจร้องขอเพื่อให้ศาลมีคำสั่งเป็นประการอื่นตามวรรคหนึ่ง                                                                                                          แก้ไข 7 มีนาคม 2551

            /19 มีฏีกา 1884/2497

          บุคคลที่อายุไม่ครบ 30 ปี(29ปี 6 เดือน) จดทะเบียนรับบุคคลอื่นเป็นบุตรบุญธรรมย่อมไม่สมบูรณ์ แม้บุคคลนั้นจะมีชีวิตมาจนถึงแก่กรรมนับอายุได้เกิน 30 ปีแล้วก็ไม่ถือว่าเป็นการให้สัตยาบันเพราะไม่ใช่กรณีที่กฎหมายให้สัตยาบันได้

เกี่ยวกับกำหนดอายุของบุคคลที่จะรับบุตรบุญธรรมนี้เป็นเรื่องความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลมีอำนาจอนุญาตให้จำเลยแก้คำให้การภายหลังวันชี้สองสถานแล้วได้

 

 ใครเตรียมสอบผู้ช่วยใส่ไว้เลย ตอนจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมอายุไม่ครบ 25 แต่ตอนเกิดเรื่องนั้นอายุครบแล้ว ศาลฏีกาวินิจฉัยว่าความสมบูรณ์ให้ดูวันจด

            /25 ก็สวย ผู้จะรับบุตรบุญธรรมหรือผู้จะเป็นบุตรบุญธรรม ก็ได้รับความยินยอมจากคู่สมรส ผมไปแอบจดนางสาม ก เป็นบุตรบุญธรรม ถามว่าเกิดอะไรขึ้น / 25 เกิดขึ้นคือ นางสาว ก ไม่ใช่บุตรบุญธรรมเลย

            น่าออกข้อสอบ

            2398/2517

          คำว่า 'คู่สมรส' ของผู้รับบุตรบุญธรรมที่จะต้องให้ความยินยอมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1584 นั้นหมายถึงสามีหรือภรรยาที่ชอบด้วยกฎหมาย ถ้าผู้ให้ความยินยอมในการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมเป็นภรรยาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของผู้รับบุตรบุญธรรม การจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมย่อมไม่สมบูรณ์ไม่มีผลตามกฎหมาย

โจทก์ฟ้อง ว. ผู้เยาว์เป็นจำเลย แต่ใส่ไว้ในช่องคู่ความว่า 'เด็กชาย ว. โดย ก. บิดาผู้ใช้อำนาจปกครองจำเลย' นั้น หมายความว่า ก. เป็นผู้ดำเนินคดีแทนจำเลยซึ่งเป็นผู้เยาว์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 56 เท่านั้นเองหาใช่โจทก์ฟ้อง ก. เป็นจำเลยไม่

เมื่อการจดทะเบียนรับจำเลยเป็นบุตรบุญธรรมไม่สมบูรณ์ไม่มีผลตามกฎหมายแล้วบิดาโดยกำเนิดของจำเลยยังเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองจำเลยอยู่ และอยู่ในฐานะที่จะดำเนินคดีแทนจำเลยผู้เยาว์ได้

การที่จำเลยอ้างสิทธิเป็นบุตรบุญธรรมของผู้ตายซึ่งเป็นสามีโจทก์ และไปขอรับบำเหน็จตกทอดของผู้ตายด้วย ย่อมเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยได้

คดีโจทก์ฟ้องขอให้แสดงว่าการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมไม่สมบูรณ์ เพราะฝ่าฝืนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1584ไม่ตกอยู่ในบังคับแห่งมาตรา 1590 ที่จะต้องฟ้องภายในกำหนด 1 ปีแต่มิได้มีกฎหมายบัญญัติกำหนดอายุความในเรื่องนี้ไว้ จึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตามมาตรา 164

 

            472/2527

          มาดูที่ / 27 การรับบุตรบุญธรรมจะสมบูรณ์ต่อเมื่อได้จดทะเบียนตามกฎหมาย 507/2519 กฎหมายลักษณมรฎก บทที่ 12 บัญญัติให้บุตรบุญธรรมมีสิทธิได้รับมรดกของผู้รับบุตรบุญธรรมในภาคญาติ แต่ต่อมามีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมลักษณมรฎก ร.ศ.121 บัญญัติให้ญาติของผู้มรณภาพตามที่กำหนดไว้เป็นชั้น ๆ ได้รับมรดกในภาคญาติ แต่สำหรับบุตรบุญธรรมไม่ได้กำหนดไว้ บุตรบุญธรรมตามกฎหมายเก่านับแต่ ร.ศ. 121 เป็นต้นมา จึงไม่มีสิทธิรับมรดกของผู้รับบุตรบุญธรรม ต่อมาเมื่อประกาศใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5และ 6 แล้ว บุตรบุญธรรมในบทบัญญัติมาตรา 1586 และ 1627 ก็หมายความเฉพาะบุตรบุญธรรมที่จดทะเบียนตามมาตรา 1585 เท่านั้น มิได้รวมถึงบุตรบุยธรรมตามกฎหมายเก่าซึ่งใช้อยู่ก่อนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ด้วย เพราะพระราชบัญญัติ บรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์พ.ศ. 2477 มาตรา 4 บัญญัติไว้ว่า "บทบัญญัติแห่งบรรพนี้ไม่กระทงกระเทือนถึง(2) การรับบุตรบุญธรรมซึ่งมีอยู่ก่อนวันใช้ประมวลกฎหมายบรรพนี้ หรือสิทธิและหนี้อันเกิดแต่การนั้น ๆ " ซึ่งมีความหมายว่า สิทธิและหน้าที่ของบุตรบุญธรรมมีอยู่ตามกฎหมายเก่าอย่างไร เมื่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ใช้บังคับแล้วก็คงมีอยู่อย่างนั้น ดังนั้น บุตรบุญธรรมของเจ้ามรดกตามกฎหมายเก่าและมิได้จดทะเบียนเป็นบุตรบุญธรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1585 จึงไม่มีสิทธิรับมรดกของผู้รับบุตรบุญธรรมซึ่งถึงแก่กรรมหลังจากที่ใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 แล้ว (วินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ครั้งที่ 3/2519)

จดไว้หน้าตัวบท ตามกฎหมายเก่าไม่ต้องจดทะเบียน แต่ก็ไม่มีสิทธิได้รับมรดก

            มาตรา /37 อ่านฏีกาก็ต้องระวังแก้ใหม่แล้ว เมื่อก่อน สังเกต 1598/37 จะใช้ได้บุตรบุญธรรมเป็นผู้เยาว์ ถึงใช้ได้ ถ้าข้อสอบบุตรบุญธรรมอายุ 60 ไม่ได้ อำนาจปกครองจะตกไปแก่บิดามารดาเดิมได้ต้องเลิกรับบุตรบุญธรรมเท่านั้น แต่ตัวใหม่ ตัวบทใหม่รวมทั้งการที่ผู้รับบุตรบุญธรรมตายด้วย อำนาจกลับไปสู่บิดามารดาโดยอัตโนมัติใช้ฏีกาเก่าไม่ได้ มายุ่งทำไม เพราะ 1652 1653 ก็มีเรื่องนี้ไว้เกี่ยวกับหน้าที่อุปการะเลี้ยงดู อธิบายสิบนาที อย่าลืม 1629 วรรคสอง เรื่องคู่สมรส ได้ใส่ในคำบรรยายแล้ว มีปัญหาเยอะ มีสามหน้า

            มาเรื่องพินัยกรรม พินัยกรรมนั้น ออกมาไปที่แล้วก็ออก ปีนี้ถ้าจะออกก็เพื่อ มาปะหน้าแก้กลุ้ม อาจารย์หม่อมทำพินัยกรรมแบบลับ พิมพ์ไม่ให้ใครทราบเลย แล้วมีพยานสองคนที่อาจารย์หม่อมไว้ใจเท่านั้น ถามว่าพินัยกรรมใช้ได้หรือไม่ เอาให้แบบตอบเนฯเลย

            ตอบ เปิดตัวบท 1656-1657 คือคำตอบ

            ให้หลักในการตอบ ว่า คำถามว่า อาจารย์หม่อมพิมพ์ อย่างนี้ต้องตอบอย่างไร เค้าหลอกว่าจะทำลับๆ

            ปัญหาที่ต้องวินิจฉัย 1657 เป็นพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับใช่หรือไม่ คำตอบไม่เข้า 1657 เพราะ 1657 เขียนไว้ชัดต้องเขียนเองทั้งฉบับ แต่นี่พิมพ์จึงไม่ต้องด้วย 1657

            ปํญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า เป็นพินัยกรรมแบบ ธรรมดาหรือไม่ เห็นว่าอาจารย์หม่อมพิมพ์แล้ว มีพยานสองคนเซ้นต์รับรองต่อหน้าจึงเป็นพินัยกรรมครบถ้วนตาท 1656แล้ว

            มีตัวบทอยู่อันหนึ่งคือเจตนาทำพินัยกรรมอย่างหนึ่งแต่ไปเข้าอีกอย่างหนึ่งมีผลบังคับได้

            แต่อย่างน้อยตอบมาตรา 10 ไปได้แน่

            ที่ฝากให้ไปดู 1673 1693  1698  โดยเฉพาะ ( 3 ) การสละพินัยกรรม 1702 1707 พินัยกรรมเป็นโมฆะ เกี่ยวกับ 1620 ทันทีกลับสู่กองมรดก

            ต้องเข้าใจ 1629 -1638 ให้ได้ หลักถึง 1636 ก็พอแล้ว 1637 -38 ไม่ค่อยออก

            ทุกคนมาแล้วก็ต้องจากกันไป ย้ำแบบเขียนเอง คือ  2102/2551 ฏีกาเมื่อสักครู่นี้นะครับ

            เปิดเรื่องผู้จัดการมรดก ที่ออกเมื่อปีที่แล้ว ผู้จัดการมรดก 1711 1713-1718

1711 จดไปนิดหนึ่ง ปัจจุบัน ทายาทโดยธรรมก็ตั้งได้แต่ต้องใช้ลักษณตัวการตัวแทนมาขบกับปํญหานี้

1713 เป็นเรื่องใครมีสิทธิร้องขอต่อศาล คือมีสามประเภท จุดน่าออกสอบ คือ ทายาท หรือ ผู้มีส่วนได้เสีย อัยการคงไม่ออกสอบ

และ มาตรา 1718 จะสับสน กับ มาตรา 1713 เป็นเรื่องคุณสมบัติ ผู้จัดการมรดก

            มาตรา 1713 ออกเมื่อปีที่แล้วๆ

            มาตรา 1754 ผูกกับมาตราอื่นยากมาก มี 4 วรรค  วรรค 1 ทายาทโดยธรรมฟ้องคดีมรดก ( คดีที่ว่าด้วยการจัดแบ่งส่วนมรดก )

            วรรคสองผู้รับพินัยกรรมเป็นผู้ฟ้อง

            สองหลักเกณฑ์เหมือนกันคือ ไม่เกินหนึ่งปี แต่อย่างไรก็ตามไม่เกิน 10 ปี

            ฝากนิดเดียว 1754 วรรค 3 เป็นเรื่องที่เจ้าหนี้จะฟ้องเจ้ามรดก อายุความย่นเหลือ 1 ปี ไม่ว่า สัญญาอะไร เว้นแต่คดีเกี่ยวกับผู้รับจำนอง ผู้จำนองบุริมสิทธิ

            ย้ำเป็นเจ้าหนี้มรดกฟ้อง เจ้ามรดก ไม่ใช่เจ้ามรดกฟ้องเจ้าหนี้ ระวังสับสน

            เรื่องพระอีกนิดหนึ่ง ถามว่า พระภิกษุมีสิทธิรับมรดกในฐานะทายาทหรือไม่ คำตอบมีสิทธิ แต่ว่า ถ้ามีปํญหาต้องฟ้องภายในกำหนด 1 ปี และถ้าอยากได้จริงๆต้องถอดจีวรมา

            ท้ายที่สุดนี้ อาจารย์มาบรรยายสมัยที่ 62 รู้สึกประทับใจนักศึกษาทุกคนที่ให้ความสนใจ ข้อสอบปีนี้ถ้าตั้งใจจริง ไม่มีโอกาสพลาดได้เลย ก็ขออำนาจคุณพระศรีรัตนไตร ให้นักศึกษาทุกคนจงประสบสุข ในความสำเร็จในการศึกษา การทำงาน และสุขภาพอนามัยสมบูรณ์ทุกคนครับ สวัสดีครับ

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages