ราษฎรไม่มีสิทธิจับคนร้ายซึ่งทำผิดฐานฆ่าคนตายได้ ถ้าคนร้ายมิได้กระทำความผิดซึ่งหน้า หากจะจับคนร้ายและคนร้ายต่อสู้ราษฎรผู้จับกุม คนร้ายอ้างป้องกันได้หรือไม่ ??
พิจารณาศึกษาจากฎีกาที่ 4282/2555
ป.อ. มาตรา 69, 80, 288
ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย
1. จำเลยกับพวกมีปากเสียงโต้เถียงกับนางเปี๊ยกที่บริเวณด้านหน้าของเวทีแสดงดนตรี
นายอนันต์ผู้ตายซึ่งเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยของตลาดพระประแดงพลาซ่าเข้าไปห้ามจึงถูกจำเลยแทงที่บริเวณท้องและหน้าอกหลายครั้งจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย
หลังจากกระทำผิดดังกล่าวแล้ว จำเลยวิ่งหลบหนี
นายบีผู้เสียหายซึ่งเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยของตลาดดังกล่าวได้รับแจ้งเหตุจึงวิ่งติดตามเพื่อจับจำเลยโดยได้ใช้ไม้กระบองตีไปถูกที่หลังของจำเลย
1 ครั้ง
จำเลยจึงจับไม้กระบองไว้แล้วใช้มีดแทงผู้เสียหาย 3 ครั้งแล้วหลบหนีไป
แต่ถูกจับได้ในเวลาต่อมา
2. คดีนี้
มีปัญหาที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยประการแรกว่า
การที่จำเลยใช้มีดแทงผู้ตายจนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะหรือไม่ โดยจำเลยอ้างว่า ผู้ตายและพนักงานรักษาความปลอดภัย 7-8 คนที่เข้าไปห้ามได้ใช้ไม้กระบองตีจำเลยและเพื่อนของจำเลยอีก 2 คน คือนายวิทยา และนายสมปองได้รับบาดเจ็บ
โดยเฉพาะนายสมปองถูกตีที่ศีรษะจนสลบไปจำเลยจึงได้ใช้มีดแทงผู้ตายนั้น
ศาลฎีกาเห็นว่า ตามใบรับรองแพทย์ของนายวิทยา
ปรากฏว่านายวิทยาได้รับบาดเจ็บโดยกระดูกอ่อนอักเสบบริเวณหน้าอก แพทย์ให้หยุดงาน 1 วัน
ส่วนใบรับรองแพทย์ของจำเลยปรากฏว่าได้รับบาดเจ็บกระดูกอ่อนอักเสบ
ฟกช้ำแพทย์ให้หยุดงาน 1 วันเช่นกัน
สำหรับใบรับรองแพทย์ของนายสมปองระบุว่า กระดูกเบ้าตาขวาแตก
แต่นายสมปองเบิกความว่าถูกตีที่ศีรษะจนสลบไป ดังนั้น
บาดแผลที่เบ้าตาของนายสมปองจึงไม่น่าจะเกิดจากการถูกผู้ตายกับพวกทำร้าย
บาดแผลของจำเลยกับพวกเป็นเพียงบาดแผลเล็กๆ น้อยๆ
อันเกิดจากการเข้าระงับเหตุของผู้ตายกับพวกที่อาจจำเป็นต้องใช้ความรุนแรงบ้างเนื่องจากจำเลยกับพวกมีอาวุธและก่อความวุ่นวายขึ้น
การที่จำเลยใช้มีดแทงผู้ตายหลายครั้งจนถึงแก่ความตาย
จึงอ้างไม่ได้ว่าเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ
3. ปัญหาที่ศาลฎีกาพิจารณาต่อไปมีว่า
การกระทำของจำเลยในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายซึ่งเป็นราษฎรที่เข้าไปจับกุมจำเลยภายหลังได้ฆ่าผู้ตายแล้ว
เป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะหรือไม่
ประเด็นนี้
ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติได้ว่า ขณะที่ผู้เสียหายยืนรักษาความปลอดภัยอยู่
ได้รับแจ้งทางวิทยุสื่อสารว่า เกิดเหตุด้านหน้าเวทีมีพนักงานรักษาความปลอดภัย 1
คนถูกแทง คนแทงสวนเสื้อด้านในสีเหลือง
มีเสื้อคลุมแขนยาวสีดำสวมกางเกงยีนส์ขายาว อายุประมาณ 30 ปี
คนร้ายมุ่งหน้ามาทางที่ผู้เสียหายยืนอยู่หลังจากนั้น 30 วินาที
ผู้เสียหายเห็นจำเลยซึ่งมีลักษณะการแต่งกายตรงกับที่ได้รับแจ้งวิ่งมาทางที่ผู้เสียหายยืนอยู่
ผู้เสียหายจึงวิ่งตามเพื่อจับ เมื่อวิ่งไปทันผู้เสียหายได้ใช้ไม้กระบองฟาดไปที่หลังจำเลย
1 ครั้ง
จำเลยใช้มือซ้ายจับไม้กระบองไว้แล้วใช้มือขวาถือมีดแทงที่ชายโครงซ้ายของผู้เสียหาย
3 ครั้ง ผู้เสียหายล้มลง จำเลยวิ่งหนี
ผู้เสียหายลุกขึ้นวิ่งตามไปในที่สุดสามารถจับจำเลยไว้ได้ ศาลฎีกาเห็นว่า ขณะเกิดเหตุที่จำเลยแทงผู้ตายผู้เสียหายไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุและไม่เห็นเหตุการณ์
โดยาผู้เสียหายยืนอยู่ห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 50 เมตร
มองไม่เห็นที่เกิดเหตุเพราะมีร้านค้าบังอยู่
ผู้เสียหายซึ่งเป็นราษฎรจึงไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะจับกุมจำเลยได้เพราะมิใช่เป็นการกระทำความผิดซึ่งหน้า
ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 79 การที่ผู้เสียหายจะจับจำเลยและใช้ไม้กระบองฟาดไปที่หลังจำเลย
จำเลยย่อมมีสิทธิป้องกันตนเองได้
แต่การที่จำเลยจับไม้กระบองผู้เสียหายไว้แล้วใช้มีดแทงผู้เสียหายไปถึง 3 ครั้งที่ชายโครงซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญและอาจทำให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้
การกระทำของจำเลยจึงเป็นการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ
จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเป็นการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ
มิใช่เป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ
หมายเหตุ
ถ้าบังเอิญคดีนี้
จำเลยแทงผู้เสียหายที่ไล่จับจำเลยเพียง 1 ครั้ง
ท่านว่าเป็นการป้องกันพอสมควรแก่เหตุหรือไม่ ??
Credit : รพี ๕๖//ทบทวนหลักกฎหมายกับ อ.ประยุทธ
.............................................................................................................................................................
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++