(ครั้งที่ 8 อัง 28/07/09 )
ครั้งที่แล้วเราพูดถึงสิทธิของหุ้นส่วนต่อบุคคลภายนอก เป็นหัวข้อย่อย ของสิทธิระหว่างบุคคลภายนอก
พูดถึงมาตรา 1049 ไปแล้ว คือหุ้นส่วนจะถือเอาประโยชน์ใดๆที่ไม่ปรากฏชื่อตนไม่ได อันนี้คือไม่จดทะเบียน แต่ถ้าเป็น 1065 จะเป็นคนละเรื่องคือ เอาได้แม้ไม่ปรากฏชื่อตน เหตุผลเพราะทุกอย่างเกี่ยวกับห้างฯ หาดูได้จากหนังสือรับรองที่จดทะเบียน เป็นเอกสารมหาชน ใครก็ขอดูได้
ฎ.63/2476- ค้นไม่พบ
ก็เป็นหลักเบื้องต้น แต่ก็มีข้อยกเว้นอยู่บ้าง 1566/2518
จำเลยได้ทำสัญญาก่อสร้างตั้งสถานีวิทยุกระจายเสียงกับกรมการทหารสื่อสารโดยกรมการทหารสื่อสารให้สิทธิแก่จำเลย ในการโฆษณา 8 ปี ในการนี้จำเลยได้ตกลงกับโจทก์ที่ 1 โดยมีข้อสัญญากันว่า ให้โจทก์ที่ 1 ออกเงินลงทุน150,000 บาท และจำเลยในฐานะหัวหน้าสถานีวิทยุตกลงให้สิทธิโจทก์ที่ 1 โฆษณาสินค้าวันละ 2 ชั่วโมง เป็นการตอบแทนมีกำหนด 6 ปี หรือจนกว่าจะหมดสัญญาการก่อสร้างสถานี โจทก์จึงได้มอบเงิน 150,000 บาท ให้จำเลยไปดำเนินการก่อสร้าง เมื่อการก่อสร้างสถานีวิทยุดังกล่าวเสร็จแล้ว โจทก์ที่ 1 มอบให้โจทก์ที่ 2 ดำเนินการแทนได้โฆษณาสินค้าได้รวม 2 ปีก็ต้องหยุดเนื่องจากทางราชการสั่งห้ามโฆษณา ต่อมาอีกเกือบ 3 ปีทางราชการอนุญาตให้โฆษณาได้อีก ดังนี้ เมื่อทางราชการมิได้สั่งห้ามโฆษณาเป็นการเด็ดขาดตลอดไปอันจะทำให้การชำระหนี้ตกเป็นพ้นวิสัยและกลับอนุญาตให้ออกอากาศโฆษณาได้อีก การชำระหนี้จึงอยู่ในวิสัยจะกลับขอปฏิบัติการชำระหนี้ต่อกันได้ และการที่ทางราชการสั่งห้ามโฆษณา ก็แปลไม่ได้ว่าเป็นการหมดสัญญาก่อสร้างสถานี ทั้งสัญญาที่จำเลยทำไว้กับกรมการทหารสื่อสารนั้น กรมการทหารสื่อสารให้สิทธิแก่จำเลยในการโฆษณาถึง 8 ปี จำเลยจึงยังมีความผูกพันที่จะต้องให้สิทธิแก่โจทก์ออกอากาศโฆษณาต่อไปจนครบ 6 ปี
แม้สัญญาที่จำเลยทำไว้กับโจทก์ที่ 1 นั้นมีว่าจำเลยจะต้องผ่อนชำระเงิน 150,000 บาทคืนโจทก์ภายใน 2 ปี โดยโจทก์ไม่คิดดอกเบี้ยใดๆ แต่ก็มิได้ระบุว่าถ้าไม่ผ่อนชำระคืนตามกำหนด แล้วจะให้คิดดอกเบี้ยต่อกัน และตามพฤติการณ์เห็นได้ว่าโจทก์มุ่งเอาประโยชน์ตอบแทนจากรายได้จากการออกอากาศโฆษณาสินค้ามากกว่า และเมื่อจำเลยไม่ผ่อนชำระเงินคืนตามกำหนด โจทก์ก็มิได้จัดการประการใด เพิ่งจะบอกกล่าวให้ชำระเงินคืนเมื่อพ้นกำหนดมาหลายปี แต่ก็มิได้กำหนดเวลาให้จำเลยชำระ เพียงแต่เชิญจำเลยไปทำความตกลงกันเท่านั้น ดังนี้ จำเลยจึงยังมิได้ตกเป็นฝ่ายผิดนัด เพราะโจทก์ได้เตือนแล้ว อันจะทำให้โจทก์มีสิทธิเรียกร้องเอาดอกเบี้ย
โจทก์ที่ 2 มิได้เป็นคู่สัญญากับจำเลย จึงไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน แม้โจทก์ที่ 2 จะเป็นหุ้นส่วนกับโจทก์ที่ 1 ด้วยก็ตาม แต่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1049 ผู้เป็นหุ้นส่วนจะถือเอาสิทธิใดๆ แก่บุคคลภายนอกในกิจการค้าขายซึ่งไม่ปรากฏชื่อของตนนั้นหาได้ไม่ โจทก์ที่ 2 จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย
ก็เป็นเรื่องคู่สัญญาเท่านั้นที่มีสิทธิฟ้อง
ฎ. 5897/2521 - ค้นไม่พบ เป็นหุ้นส่วนกันนำเงินไปเปิดบัญชีที่ธนาคาร เอาเงินแลกเช็ค พอถึงกำหนดแล้วเช็คโดนปฏิเสธ แล้วโจทก์มาฟ้อง ศาลฏีกาก็บอกว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง
2578/2535
คดีก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยว่าผิดสัญญาเช่าโดย ไม่ชำระค่าเช่าจึงขอให้ขับไล่จำเลย ให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างและค่าเสียหายคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องว่าเกี่ยวกับการเช่าดังกล่าวโจทก์จำเลยตกลงกันด้วยวาจาว่าโจทก์ยอมให้จำเลยใช้น้ำประปาและไฟฟ้า แต่จำเลยต้องเป็นผู้ชำระเงินค่าน้ำประปาและค่าไฟฟ้า จำเลยไม่ชำระค่าน้ำประปาและค่าไฟฟ้าบางเดือน โจทก์ได้ชำระแทนไปแล้ว จึงขอให้บังคับจำเลยชำระเงินที่โจทก์ได้ชำระแทนไปข้อตกลงเรื่องโจทก์ยินยอมให้จำเลยใช้น้ำประปาและไฟฟ้าโดย จำเลยเป็นผู้ชำระเงิน เป็นข้อตกลงต่างหากจากสัญญาเช่า มิใช่เรื่องเดียวกันกับที่โจทก์ฟ้องคดีแรก ไม่เป็นฟ้องซ้อน หุ้นส่วนที่จะฟ้องบังคับบุคคลภายนอกในกิจการค้าของห้างหุ้นส่วนสามัญได้จะต้องเป็นผู้มีชื่อในกิจการค้านั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1049 การฟ้องคดีจึงไม่จำเป็นต้องลงชื่อบรรดาผู้ถือหุ้นทุกคน เมื่อตามสัญญาเช่ามีแต่ชื่อโจทก์ที่ 1 ไม่มีชื่อโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 จึงไม่อาจถือสิทธิใด ๆ แก่จำเลยในการเช่า และไม่มีอำนาจฟ้อง
เป็นเรื่องที่ ศาลฏีกาวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายในประเด็นทำนองนี้คือหุ้นส่วนที่จะฟ้องบังคับ บุคคลภายนอกต้องมีชื่อในการค้านั้นตามมาตรา 1049 การฟ้องคดีไม่จำต้องลงชื่อหุ้นส่วนทุกคน ผู้มีชื่อฟ้องคนเดียวก็ได้แล้ว
ปํญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบ ศาลวินิจฉัยได้ จากฏีกาทั้งหมดที่เราเห็นทำให้เรารู้หลักที่ศาลเดินตามมาตลอดว่าหุ้นส่วนที่ไม่มีสิทธิในกิจการใดก็ไม่มสิทธิเรียกร้องเอาจากบุคคลภายนอก
ก็เป็นไปตามหลักที่เราพูดมาแล้ว ยกตัวอย่างเช่น นาย ก มากู้เงินแบงค์มา นาย ข ต้องรับผิดในเงินที่นาย ก กู้เงินมา อยู่ตรงที่ในเรื่องธรรมดาการค้าหรือไม่ เรื่องนี้ 1049 เป็นเรื่องทางเดียวนะครับ คือ บุคคลภายนอกเรียกเอาจากหุ้นส่วนที่ไม่ปรากฏชื่อได้ นะครับ
ดูฏีกาในเรื่องนี้ 1658/2492
ใบสั่งซื้อของโจทก์มีว่าโจทก์ตกลงซื้อสารส้มกับจำเลย บริษัทจำเลยตอบรับตกลงตามราคาและเงื่อนไขที่แจ้งตามใบสั่งซื้อนั้นทุกประการ จึงเป็นการตกลงซื้อขายกันไม่ใช่เป็นเรื่องจำเลยจะจัดการหาซื้อให้ทำนองตัวแทนหรือนายหน้าหากจำเลยผิดนัด ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน
ห้างหุ้นส่วนสามัญ อันมิได้จดทะเบียน ซึ่งโจทก์เป็นเจ้าของและผู้จัดการและได้ทำการซื้อขายในนามของโจทก์เอง แม้จะระบุตำแหน่งผู้จัดการไว้ด้วยโจทก์ก็มีอำนาจฟ้องได้ ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 1049
ศาลพิพากษาว่าให้จำเลยขายสารส้มให้โจทก์ตามจำนวนและราคาในฟ้อง หรือให้จำเลยชดใช้ผลกำไรที่โจทก์ควรได้รับเป็นเงิน 49,000 บาทแก่โจทก์นั้น จำเลยย่อมเลือกปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งได้
ฎ.87/2479
ผู้จัดการห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนไปทำสัญญาแทนห้างหุ้นส่วน ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนรวมกันเป็นโจทก์ฟ้องคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งได้
เดิมผู้เป็นหุ้นส่วนคนเดียวในห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยศาลยกฟ้อง ต่อมาผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนได้เข้าเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยในมูลหนี้รายเดียวกันกับเรื่องเดิมได้เพราะเป็นเรื่องคนละประเด็น
คดีที่โจทก์ได้ยื่นฟ้องก่อนวันใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งต้องใช้พ.ร.บ.วิธีพิจารณาแพ่งร.ศ.127 ซึ่งเป็นกฎหมายซึ่งใช้อยู่ในเวลานั้นในการวินิจฉัยว่าฟ้องต้องห้ามหรือไม่
ฏีกาเก่า วินิจฉัยเกี่ยวกับเรื่องมาตรา 1049 ใช้บังคับในคดีนี้ไม่ได้เพราะผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหมดร่วมกันฟ้องในฐานะตัวการตามมาตรา 806 การที่มีบุคคลเป็นผู้จัดการห้างไปลงนามในฐานะใด แล้วหุ้นส่วนอื่นฟ้องได้แม้ผู้เป็นหุ้นส่วนไม่ได้จดทะเบียน ก็ตาม
หลักในเรื่องนี้มาตรา 1049 ก็ต้องตีความตรงตามตัวบท ว่าหุ้นส่วนที่ไม่มีชื่อในกิจการค้าก็ไม่อาจถือได้ แต่ถ้าหุ้นส่วนทำในนามผู้จัดการแล้ว ก็ต้องร่วมกันฟ้อง
ฎ.916/2509
จำเลยรับฝากผ้าไปขายและซื้อเชื่อผ้าไปจากร้านศิริเอเซียซึ่งเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน มีโจทก์และโจทก์ร่วมเป็นหุ้นส่วนกัน แม้จำเลยจะอ้างว่าโจทก์จะไม่มีอำนาจฟ้องเรียกหนี้ในนามของตนเองแต่ผู้เดียว แต่ภายหลังโจทก์ร่วมขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม การฟ้องเรียกหนี้จึงเป็นการเรียกร้องเพื่อประโยชน์แก่ผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยทุกคน โจทก์และโจทก์ร่วมย่อมมีสิทธิฟ้องได้
เมื่อจำเลยผ่อนชำระหนี้ให้โจทก์ อายุความย่อมสะดุดหยุดลงและสิทธิเรียกร้องของโจทก์ไม่ขาดอายุความ
หลักในเรื่องนี้จำไว้สั้นๆว่าทำแทนห้างโดยระบุแล้วต่อมาหุ้นส่วนทุกคนร่วมกันฟ้องในนามห้างฯ ไม่ขัดต่อ 1049 ต้องครบสององต์ประกอบนี้
อันนี่ก็เกี่ยวกับวิแพ่งนิดหน่อย นะครับ เพราะการฟ้องคดีในศาลนั้นนอกจากต้องมีอำนาจฟ้องตามหลักกฎหมายสาระบัญญัติ ยังต้องมีการกระทำถูกต้องตามวิธีสบัญญัติ เช่น เรื่องผู้เช่ากับผู้เช่าช่วง หรือผู้ให้เช่าเช้ามาไปฟ้องบุคคลภายนอก
ต่อไปคือความรับผิดของหุ้นส่วนต่อบุคคลภายนอก คือรับผิดไม่จำกัดจนกว่าหนึ้จะได้ใช้จนสิ้นเชิง ไม่ว่าหนี้ตามสัญญาหรือหนี้ตามละเมิด
ฎ.533/2511
จำเลยทั้งสามให้การร่วมกันว่า ที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินให้จำเลยที่ 2,3 ซึ่งเป็นบุตรจำเลยที่ 1 ไม่ได้ทำผิดข้อบังคับของห้างหุ้นส่วน เพราะจำเลยที่ 1 ยังไม่ได้ถอนเอาที่ดินคืนออกจากห้างหุ้นส่วนเลย โจทก์ก็ทราบแล้วและไม่คัดค้าน ดังนี้ ตามคำให้การของจำเลยทั้ง 3 เป็นการยอมรับว่าที่ดินนั้นยังคงเป็นของห้างหุ้นส่วนอยู่ แม้จะมีชื่อจำเลยที่ 2,3 ถือกรรมสิทธิ์จำเลยก็หาได้โต้แย้งไม่ว่าที่ดินนั้นเป็นของจำเลยไม่ใช่ของห้างหุ้นส่วนจำเลยจะมาโต้เถียงภายหลังว่าที่ดินไม่ใช่ของห้างหุ้นส่วนย่อมไม่ได้
ที่ดินเป็นของห้างหุ้นส่วน เมื่อเลิกห้างหุ้นส่วนและมีการชำระบัญชีกันผู้ชำระบัญชีก็มีอำนาจที่จะขายทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนเอาเงินชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ได้
จำเลยให้การรับว่า ที่ดินยังเป็นของห้างหุ้นส่วนอยู่เมื่อคู่ความตกลงกันให้ตั้งผู้ชำระบัญชี และให้ขายทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนทั้งหมดเพื่อนำเงินมาแบ่งกันดังนี้ แสดงว่าจำเลยตกลงยอมให้ขายที่ดินซึ่งเป็นของห้างหุ้นส่วนด้วย จำเลยจะมาอ้างภายหลังว่าขณะนั้นยังไม่ทราบว่าผู้ชำระบัญชีจะเอาที่ดินเป็นของห้างหุ้นส่วนด้วยหรือไม่ ย่อมฟังไม่ขึ้นและเมื่อจำเลยตกลงยอมให้ขายทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนทั้งหมดแล้วก็ถือได้ว่าจำเลยสละสิทธิที่จะถอนหุ้นเอาที่ดินของตนคืน
84/2512
ผู้เป็นหุ้นส่วนคนหนึ่งนำที่พิพาทซึ่งเป็นที่ดินมีโฉนดมาลงทุนเข้าหุ้นในห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน โดยใช้เป็นที่ตั้งโรงสีของห้างหุ้นส่วนแม้จะไม่มีการจดทะเบียนโอนโฉนดที่พิพาทก็เป็นทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนนั้น
(อ้างคำพิพากษาฎีกาที่ 533/2511)
ห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนนั้น ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนต้องรับผิดร่วมกันโดยไม่จำกัดจำนวนในการชำระหนี้เมื่อหุ้นส่วนคนหนึ่งถูกฟ้องเกี่ยวกับหนี้สินของห้างหุ้นส่วนและศาลพิพากษาให้ชำระหนี้แม้โฉนดที่พิพาทจะยังเป็นชื่อของหุ้นส่วนอีกคนหนึ่งเจ้าหนี้ย่อมมีอำนาจนำยึดที่พิพาทเพื่อบังคับชำระหนี้ได้ หุ้นส่วนซึ่งมีชื่อในโฉนดที่พิพาทหรือบุตรของหุ้นส่วนนั้นหามีสิทธิร้องขอให้ถอนการยึดได้ไม่
(อ้างคำพิพากษาฎีกาที่ 288/2488)
ห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนซึ่งไม่เป็นนิติบุคคลนั้นไม่อาจครอบครองที่ดินของผู้เป็นหุ้นส่วนโดยอำนาจปรปักษ์ได้แต่เมื่อผู้เป็นหุ้นส่วนนำที่ดินมาลงทุนเข้าหุ้นด้วยย่อมเป็นทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนอันอาจแบ่งแก่เจ้าหนี้ในคดีล้มละลายได้
มาตรา 1051 เป็นเรื่องที่หุ้นส่วนได้ออกไปจากห้างฯก็ยังต้องรับผิดในหนี้นั้น อันนี้คงไม่มีปัญหา
ฎ.412/2485 - ค้นไม่พบ หลักกฎหมายคือ วันก่อนหนี้เป็นสำคัญ ไม่ว่าหนี้จะถึงกำหนดชำระเมื่อใดก็ตาม
กฎหมายต้องการให้ประโยชน์แก่เจ้าหนี้และสอนไม่ให้ตนเองประมาทก่อนเข้าไป ก็ต้องดูก่อนว่าห้างฯนั้นมีหนี้เพียงใด บุคคลใดจะอ้างว่าไม่รู้กฎหมายไม่ได้
ต่อไปเรามาดู เรื่องสุดท้ายในเรื่องการเลิกห้างฯ เป็นหุ้นส่วนหรือเอกเทศสัญญาจะเอาบทเรื่องการเลิกสัญญามาใช้ไม่ได้เพราะในเรื่องหุ้นส่วนนี้มีเรื่องการเลิกห้างฯกำหนดไว้เฉพาะแล้ว เพราะต้องการให้เลิกยากกว่าสัญญาทั่วไป เพราะว่า หลายคนมาร่วมกันจัดตั้งห้างฯนั้น เกี่ยวพันกับบุคคลภายนอกและบุคคลหลายคน
907/2513.
โจทก์จำเลยกับพี่น้องทำสัญญาหุ้นส่วนโรงสีได้ดำเนินกิจการเรื่อยมาโดยจำเลยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จนถึง พ.ศ. 2498 หรือ พ.ศ. 2499 ได้ให้บริษัท ข. เช่าไป แม้ พ.ศ. 2509 จำเลยจะได้ขายโรงสีให้แก่บริษัท ข. ก็ตาม ห้างหุ้นส่วนสามัญนี้ยังอยู่มิได้เลิกกัน โจทก์ฟ้องขอให้เลิกห้างหุ้นส่วนสามัญนี้ได้เสมอ
การเลิกห้างฯแบ่งได้สามกรณี
กรณีหนึ่งเลิกโดยข้อสัญญา ตามมาตรา 1123
สองโดยบทบัญญัติของกฎหมาย
สามโดยคำสั่งศาล
ดูมาตรา 1055 บัญญัติว่า
อาจจะไม่ชัดเจนอย่างที่ยกตัวอย่างว่าตั้งห้างเพื่อจัดสรรที่ดินผืนนี้เท่านั้น ขอให้ดูฏีกา 1453 /2506
จำเลยอุทธรณ์ว่าสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา ขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นจากยกฟ้องแย้งเป็นให้บังคับโจทก์ไปจดทะเบียนการเช่าตึกแถวที่พิพาทให้แก่จำเลย แต่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยแต่เพียงว่าคดีจำเลยต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงแล้วพิพากษาให้ยกอุทธรณ์โดยมิได้วินิจฉัยคดีในส่วนของฟ้องแย้งของจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142
ฟ้องแย้งของจำเลยที่อ้างว่าการเช่าตึกแถวพิพาทระหว่างจำเลยกับโจทก์เป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาและขอให้บังคับโจทก์ไปจดทะเบียนการเช่าตึกแถวที่พิพาทเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสอง
เรื่องนี้เข้าหุ้นส่วนทำไม้ขายตกลงกันว่าทำไม้เสร็จเมื่อใดให้คิดบัญชีต้นทุนกำไรกัน ศาลฏีกาวินิจฉัยว่าลักษณะเช่นนี้เป็นการตกลงเพื่อทำกิจการอย่างหนึ่งอย่างใดอย่างเดียว เมื่อทำไมรายใดเสร็จไปแล้วหุ้นส่วนรายนั้นย่อมเลิกกันและมีการคิดบัญชีต้นทุนกำไรตามที่ตกลงเป็นเฉพาะรายไป
อันนี้ไม่ชัดเจนและมีประเด็นขึ้นสู่ศาลว่าห้างเลิกหรือยัง ฏีกานี้ข้อเท็จจริงอย่างนี้ครับโจทก์จำเลยเข้าหุ้นกันเป็นตัวแทนขายน้ำมันของบริษัทหนึ่งต่อมาบริษัทนั้นบอกเลิกสัญญากับโจทก์จำเลย ถึงแม้บริษัทนั้นจะเลิกสัญญาก็ไม่ได้หมายความว่าห้างฯนั้นเลิกกันเมื่อจำเลยกลับไปทำสัญยากับบริษัทนั้นในนามของห้างฯก็ต้องถือว่าทำในนามของโจทก์ด้วย
ฎ.2528/2522
ผู้ร้องซึ่งเป็นภริยาและเป็นเจ้าของร่วมในเงินบำนาญอันเป็นสินสมรสระหว่างผู้ร้องกับจำเลย มีสิทธิร้องขอแบ่งแยกส่วนของตนออกได้ พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 121 ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีสิทธิรับเงินบำนาญของลูกหนี้จากเจ้าหน้าที่ เพื่อรวบรวมแบ่งให้แก่เจ้าหนี้ แต่ต้องจ่ายค่าเลี้ยงชีพลูกหนี้และครอบครัวตามสมควรแก่ฐานานุรูป มิใช่ห้ามคู่สมรสของลูกหนี้ร้องขอกันส่วนเงินบำนาญอันเป็นสินสมรส ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา1466 ซึ่งใช้อยู่ในเวลานั้น
ในฏีกาอีกเรื่องหนึ่งก็ทำนองเดียวกันคือ ฎ. 3124/2522 - ค้นไม่พบ
ฎ.334/2494
เหตุเลิกหุ้นส่วนตามมาตรา 1055 นั้นเป็นเหตุเลิกห้างหุ้นส่วนอันมิใช่โดยความตกลงของผู้เป็นหุ้นส่วน
การที่ผู้เป็นหุ้นส่วนตกลงกันเลิกห้างหุ้นส่วน ไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือขัดต่อศีลธรรมอย่างไร ผู้เป็นหุ้นส่วนจึงตกลงกันเลิกห้างหุ้นส่วนต่อกันได้
ฎ.1038-9/2523
โจทก์จำเลยร่วมกันเข้าหุ้นจัดทำศูนย์การค้าปลูกสร้างอาคารพาณิชย์ขายแต่การดำเนินงานระหว่างห้างหุ้นส่วนเกิดขัดข้องไม่อาจสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีจำเลยจึงขอให้กำหนดข้อยุติเกี่ยวกับเรื่องหุ้นส่วนและได้มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันเช่นนี้ ข้อตกลงเรื่องเลิกห้างหุ้นส่วนถือว่าเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 การที่หุ้นส่วนทุกคนตกลงเลิกห้างหุ้นส่วนย่อมกระทำได้ไม่อยู่ในบังคับ มาตรา 1055,1056 และ 1057 เมื่อได้ตกลงให้จัดการทรัพย์สินอย่างไรด้วยแล้วก็ไม่ต้องชำระบัญชีตาม มาตรา 1061
ฎ.7236/2543
โจทก์กับจำเลยทำสัญญาตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญหรือสัญญาร่วมลงทุนขึ้นเพื่อร่วมกันสร้างอาคารพาณิชย์ขายแบ่งผลกำไรกันเป็นสัญญาตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญระหว่างสัญญาจำเลยได้มีหนังสือบอกเลิกห้างหุ้นส่วนกับโจทก์ โจทก์ได้มอบอำนาจให้ทนายความแจ้งให้จำเลยไถ่ถอนการขายฝากที่ดินที่นำมาขายฝากไว้กับโจทก์และให้จำเลยชำระเงินค่าก่อสร้างอาคารพาณิชย์ที่โจทก์ได้ใช้ไปให้แก่โจทก์อันเป็นการแสดงเจตนาสนองรับการบอกเลิกห้างหุ้นส่วนสามัญของจำเลยแล้วโดยปริยาย สัญญาตั้งห้างหุ้นส่วนระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นอันเลิกกันโดยเจตนาของคู่สัญญา มีผลให้ห้างหุ้นส่วนสามัญเลิกกันโดยชอบ กรณีมิใช่การขอเลิกห้างหุ้นส่วนโดยบทบัญญัติของกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1056
เมื่อห้างหุ้นส่วนสามัญเลิกกันแล้ว ข้อตกลงตามสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นอันระงับไม่มีผลบังคับอีกต่อไป ทั้งได้มีการตกลงกันให้จำเลยชำระเงินที่โจทก์ได้ใช้ไป อันเป็นการตกลงกันให้จัดการทรัพย์สินโดยวิธีอื่นภายหลังเลิกห้างหุ้นส่วนในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกัน แสดงว่าคู่สัญญาไม่ได้ถือว่าที่ดินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนสามัญอีกต่อไป โจทก์กับจำเลยจึงไม่อยู่ในฐานะเป็นเจ้าหนี้หรือลูกหนี้กันในที่ดินดังกล่าว อันจะทำให้โจทก์มีสิทธิบังคับเอาแก่ที่ดินของจำเลยได้ จำเลยในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวจึงมีสิทธิโอนขายที่ดินดังกล่าวได้การกระทำของจำเลยไม่เป็นการฉ้อฉลต่อโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพิกถอนการโอนที่ดินดังกล่าว
4204/2545
โจทก์และจำเลยทั้งสองร่วมเป็นหุ้นส่วนดำเนินกิจการห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน ต่อมาวันที่ 22 เมษายน 2538 โจทก์และจำเลยทั้งสองโต้เถียงกันเพราะไม่ต้องการให้โจทก์เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกิจการของร้านค้าอีกต่อไป จ. ทนายความของโจทก์จึงเสนอให้เลิกหุ้นส่วนกัน และในวันเดียวกันนั้นก็มีการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินของร้านค้าทันที หลังจากนั้นจำเลยทั้งสองก็แยกไปเปิดบัญชีกระแสรายวันแทนบัญชีเดิมของห้างหุ้นส่วนสามัญดังกล่าว และมีการร้องทุกข์และฟ้องคดีอาญาต่อกันอีกด้วย ย่อมเห็นได้ว่าคู่กรณีทั้งสองฝ่ายต่างมีเจตนาเลิกห้างหุ้นส่วนกันแล้วในวันที่ 22 เมษายนส่วนการชำระบัญชีที่ยังไม่แล้วเสร็จหามีผลให้รับฟังว่าคู่กรณียังคงมีเจตนาร่วมดำเนินกิจการอยู่เช่นเดิมไม่ เพราะเป็นคนละขั้นตอนกัน ส่วนการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินของร้านค้าแม้จะเริ่มกระทำตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน แต่ก็ยังไม่แล้วเสร็จเพราะคู่กรณียังตกลงกันไม่ได้เกี่ยวกับผลการตรวจสอบ กรณีจึงมีเหตุจำเป็นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1061 ที่ต้องตั้งผู้ชำระบัญชีเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับทรัพย์สินและหนี้สินดังกล่าวให้ถูกต้องและยุติเสียก่อน ฉะนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ตั้งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ซึ่งเป็นคนกลางเป็นผู้ชำระบัญชีจึงชอบด้วยเหตุผลแล้ว
อันนี้เป็นไปตามมาตรา 1032 ที่เราผ่านมาแล้ว ว่ามีการเปลี่ยนแปลงประเภทของห้างฯ ต้องได้รับความยินยอมจากหุ้นส่วนทุกคน
สรุปแล้วการเลิกห้างโดยข้อสัญญามีด้วยกันสี่กรณีด้วยกัน
1.ตกลงล่วงหน้าตาม ( 1 ) ของ 1055
2. ตกลงกันล่วงหน้าตาม ( 2 )
3. ตกลงกันล่วงหน้าตาม ( 3 )
และกรณีที่ 4 มาตกลงให้เลิกห้างฯในภายหลัง การตกลงเลิกห้างฯ ก็ทำนองเดียวกับการจัดตั้งห้างฯ คือไม่มีแบบ กฎหมายไม่ได้บังคับให้ทำตามแบบ ไม่ต้องการหลักฐานเป็นหนังสือ การตกลงเลิกห้างไม่ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียน
ฎ.935/2484
สัญญาเลิกหุ้นไม่จำต้องทำเป็นลายลักษณอักษรฟ้องว่าจำเลยทำสัญญาเลิกหุ้นส่วนกันแล้ว และนำสืบว่าภริยาโจทก์เป็นผู้ลงนามในสัญญาแทนและได้มีสัญญาอีกฉะบับหนึ่งท้าวความถึงสัญญาเลิกหุ้นส่วนเป็นทำนองให้สัตยาบัน เหล่านี้ไม่เป็นการสืบนอกฟ้อง และไม่จำต้องกล่าวข้อความเหล่านี้มาในฟ้อง
เมื่อมีการตกลงเลิกห้างแล้ว แม้โจทก์จะไม่ได้ลงชื่อในสัญญา นสสัญญานั้นก็ฟังประกอบว่ามีการตกลงเลิกห้างได้ เรื่องนี้ศาลฏีกาวินิจฉัยไว้ทำนองว่าแม้หนังสือสัญญาไม่มีการลงชื่อกันก็ฟังประกอบพยานบุคคลหรือพยานอื่นได้เพราะมันไม่มีแบบ
ฎ. 669/2491
การเลิกหุ้นส่วนเลี้ยงช้างไม่จำต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ทำสัญญากันเองก็ใช้ได้
เรื่องนี้ตกลงเลิกห้างแล้วแบ่งข้าวกันแม้ยังไม่ได้ตกลงผู้ถือกรรมสิทธิ์ในข้าวนั้นข้อตกลงนั้นก็ใช้ได้ ในสมัยนั้นในเรื่องข้าวเป็นเรื่องสำคัญ พอตอนหลังมันเลิก
ต่อไปจะพูดอีกข้อคือการเลิกห้างโดยบทบัญญัติของกฎหมาย อันนี้ เป็นไปตามมาตรา 1055 ( 4 ) และ ( 5 ) อันนี้ถึงแม้ไม่มีข้อตกลงกันไว้ เมื่อมีกรณีอย่างนี้เกิดขึ้นก็ถือว่าห้างฯเลิกอันนี้เป็นไปตามผลกฎหมายไม่ถือว่าความยินยอมของหุ้นหรือไม่ สองกรณี คือ 1 ผู้เป็นหุ้นส่วนบอกเลิกในกรณีที่ห้างนั้นไม่มีกำหนดระยะเวลา และ 2 เป็นไปตามอนุห้า นั่นเอง ผู้เป็นหุ้นส่วนตายหรือล้มละลาย
ประการแรกจะต้องไม่มีกำหนดระยะเวลาในการเลิกห้างฯ จึงจะมาทำอย่างนี้ได้
ในมาตรา 1055 ยังอ้างได้ ในอนุมาตรา 4 1056 ถ้าได้กำหนดใด จะเลิกได้ต่อเมื่อสิ้นรอบปีในบัญชีและผู้เป็นหุ้นส่วนนั้นต้องบอกความจำนงล่วงหน้า ความจริงแล้วมาตรานี้ไม่มีการใช้เท่าไหร่ หากเกิดเรื่องจริงแล้วมันย่อมทำได้ ตามบทบัญญัติของเรื่องนี้ อนุมาตรา 4 ของมาตรา 1055 และ 1056 คือเป็นห้างฯ ที่ไม่มีกำหนดการเลิกและต้องมีการบอกกล่าว เมื่อสิ้นรอบปีการเงินของห้างฯนั้น ข้อตกลงการตั้งห้างฯอาจกำหนด ไว้ของทุกปี ก็ได้
การบอกเลิกต้องบอกเลิกในวันนั้น ให้ห้างฯเลิกเมื่อสิ้นรอบบัญชีได้เพื่อความสะดวกในการคิดกำไรขาดทุนนั้นเองและอีกรอบหนึ่งคือการ คิดรอบบัญชีนั้นเอง ในมาตรานี้ข้อสังเกตประการแรกคือไม่ใช่บทบังคับเด็ดขาดหมายความหุ้นส่วนมี 4 คน คนหนึ่งบอกจะเลิก อีกสามคนไม่เลิก แล้วรับซื้อหุ้นไว้ อันนี้ห้างฯไม่เลิกก็ขึ้นอยู่กับหุ้นส่วนอื่นด้วย
อีกอันหนึ่งคือระยะเวลาหกเดือนนี้ไม่ใช่ข้อตกลงที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน
ในกรณีที่หุ้นส่วนบอกเลิกตามมาตรานี้ คนอื่นไม่อยากเลิกก็รับซื้อหุ้นไว้ได้หรือหุ้นส่วนคนใดต้องการถอนหุ้นและหุ้นส่วนอื่นรับซื้อหุ้นไว้ ห้างฯก็ไม่เลิกเช่นกัน
ถ้ามันมีหุ้นสองคนแล้วมันจะเลิกแล้วมันต้องเลิกแน่ๆ ขอให้ดูฏีกาที่ 1299/2480 ฏีกานี้ข้อเท็จจริงมีอยู่ว่า มีหุ้นส่วนจัดตั้งแล้วหุ้นส่วนอื่นถอนหุ้นไปแล้วมีหุ้นส่วนอื่นถอนหุ้นไปเรื่อยๆแล้วมีผู้ร้องและหุ้นส่วนอื่นรับซื้อไว้แล้วดำเนินต่อมาจนถูกโจทก์ยึดทรัพย์ได้แล้ว ก็ซื้อส่วนของจำเลยไว้ อย่างนี้ศาลฏีกาบอกว่าห้างฯยังไม่เลิกแล้วจะปฏิบัติขัดต่อมาตรา 1055 ก็ไม่ได้
สรุป ข้อแรกการถอนหุ้นของหุ้นส่วนโดยหุ้นส่วนอื่นรับซื้อไว้ทำได้ไม่ขัดมาตรา 1055 หมายถึงห้างฯไม่เลิกและประการที่สอง ในมาตรา 1055 นี้ไม่ใช่กฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบ เพราะคู่กรณีสามารถตกลงกันได้เสมอ กฎหมายมาตรานี้ไม่ใช่กฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบ คู่สัญญาสามารถตกลงได้แตกต่างจากมาตรานี้เสมอ
คราวหน้าอาจารย์ติดธุระจะให้อาจารย์รังสรรค์มาสอนแทน จะให้บรรยายกรณีหุ้นส่วนตายล้มละลาย ก่อน เฉพาะครั้งหน้าครั้งเดียวที่อาจารย์มาไม่ได้วันนี้พอแค่นี้ครับ