หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า kankokub ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ ดร.สุทธิพล ทวีชัยการผู้บรรยาย , ผู้มีน้ำใจส่ง flie เสียงที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า
เรื่องแพร่เสียงแพร่ภาพก็ต่างจากเรื่องอื่น ลิขสิทธิ์เกิดจากการสร้างสรรค์ขึ้นมา ดนตรีกรรมก็เช่นกัน มีเนื่อร้องๆกับทำนอง เกิดจากการสร้างสรรค์ งานแพร่เสียงแพร่ภาพไม่จำเป็นต้องมีการสร้างสรรค์ เช่นการเผยแพร่การประกวดทิพฟานี่
อันนี้ก็ไม่ต่างกับการถ่ายทอดสดบอลก็ไม่ได้บอกว่า งานการแข่งขันเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์
ตัวการแข่งขันไม่ใช่งานอันมีสิขสิทธิ์ แต่การแพร่เสียงแพร่ภาพนั้นสิ่งนั้น เป็นสิ่งที่มีลิขสิทธิ์ แต่ในบางครั้งการแพร่เสียงแพร่ภาพเราอาจจะแพร่จากงานอันมีลิขสิทธิ์ก็ได้ สิ่งที่อยากจะยกตัวอย่าง เช่น ในบริษัท ก ถ่ายทอดการแข่งขันจากประเทศ 1 ผู้จัดในต่างประเทศ พอได้รับอนุญาต บริษัท ก ก็เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานแพร่เสียงแพร่ภาพ
แต่ผู้จัดไม่ใช่เจ้าของ อันนี้ก็เหมือนจะดูตลกๆอย่างหนึ่ง ผู้จัดไม่ใช่แพร่เสียงแพร่ภาพ
สัญญาที่บริษัท 1 อนุญาตให้ บริษัท ก ไปถ่ายทอดสด หลายคนสับสนว่าเป็นสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิที่จริงแล้วมันไม่ใช่ เพราะตัวงานนั้นมันไม่ใช่ตัวงานอันมีลิขสิทธิ์
ถ้าสิ่งที่บริษัท a นั้นจัดการมีลิขสิทธิ์อันนั้นจึงค่อยเป็นเรื่องอนุญาตให้ใช้สิทธิ
การแข่งขันกีฬา การประกวดนางงามโดยตัวสภาพมันไม่มีลิขสิทธิ์ มันเป็นเพียงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
แต่ก็มีการตกลงกัน ระหว่างผู้จัด กับผู้ เผยแพร่ ว่า เมื่อมีการแพร่เสียงแพร่ภาพแล้ว ให้ผู้จัดเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานแพร่เสียงแพร่ภาพด้วย อันนี้ก็เป็นสิทธิที่ตกลงกัน
หรืออาจตกลงว่าให้แม้ว่าบริษัท ก เป็นคนแพร่เสียงแพร่ภาพแต่ บริษัท 1 อาจตกลงให้ เป็นเจ้าของเลย คือ ต้องให้ผู้จัดเป็นเจ้าของเลย
สิทธิในการแพร่ออกไปตรงนี้ตามกฎหมาย มาตรา 6 ถือว่าเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ ถ้า งง ก็ไปอ่านคำบรรยายในภาคกลางวันเพิ่มเติม
ถ้าเป็นตัวหมวดของมาตรา 6 ก็บอกว่างานอันมีลิขสิทธิ์ตามพรบ นี้มีเรื่องอะไรบ้าง ซึ่งงานต่างๆเหล่านี้มีบทบัญญัติชัดเจน งานแพร่เสียงแพร่ภาพ
ซึ่งคำพิพากษาของศาลฏีกาไม่ค่อยมี แต่ยกตัวอย่างได้ เช่นสมัยที่คอมพิวเตอร์ยังไม่ได้รับการคุ้มครองอย่างงานวรรณกรรม พอมีการละเมิด ก็ไม่รู้ว่าจะให้การคุ้มครองอย่างไร ก็เลยให้การคุ้มครองในงาแผนกอื่นใดในแผนกวิทยาศาสตร์ แต่เป็นเรื่องของการอุดช่องว่าเสียมากกว่า สมัยนี้บัญญัติไว้ชัดเจนเลย คือ เป็นงานวรรณกรรม
หรือยกตัวอย่างเช่น รอยสักของคน ปกติไปเนี่ย เป็นศิลปกรรมหรือไม่ คือดูแล้วถ้าดูในส่วนของศิลปะก็อาจเข้างานเพนท์ของจิตรกรรม พวกภาพวาดได้ แต่มีข้อจำกัดคือ ถ้าเป็นงานจิตรกรรมต้องประกอบ ลงในวัสดุอย่างเดียวกัน
คือถ้าเป็นรถยนต์อันนี้ไม่มีปัญหา เป็นจิตรกรรมได้แน่นอน แต่พอเป็นการสักลงตัวมันไม่เข้าในลักษณะจิตรกรรมเพราะ ต้องลงในวัสดุ วัสดุต้องเป็นสิ่งมีชีวิต
จึงไม่เข้าเรื่องศิลปกรรม นักวิชาการก็คิดว่าน่าจะเข้างานอื่นใดในแผนกศิลปะ
สำหรับเรื่องสิทธิในลิขสิทธิ์ต่างกับสิทธิข้างเคียงอย่างไร อธิบายไม่แล้วในช่วงแรกๆ พูดง่ายๆคือมันอยู่ระหว่างกลาง กฎหมายก็บอกว่าถ้า เจ้าของลิขสิทธิ์ได้รับการคุ้มครอง งานจะดีหรือจะดังหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับผู้ถ่ายทอดด้วย ก็เลยมีสิทธิข้างเคียง
กฎหมายลิขสิทธิ์คุ้มครองอะไรบ้างก็อยากอธิบายในเรื่องของลิขสิทธิ์ เป็นองค์ประกอบ ว่าลิขสิทธิ์คุ้มครองความคิดหรือไม่ สมมุตินอนฝัน พล็อตเรื่องสนุกๆขึ้นมา ตื่นมาก็ไปเล่าพร็อตเรื่องนี้ให้ นางสาวติ๋มฟัง แล้วนางสาวติ๋มก็เอาไปพิมพ์เป็นบทละคร พิมพ์จำหน่าย ขายได้เงินมากกว่าแฮรรี่พ็อตเตอร์ จะฟ้องนางสาวติ๋มได้หรือไม่ครับ ตรงนี้ก็ต้องดูว่าสิ่งที่กฏหมายลิขสิทธิคุ้มครอง คุ้มครองอะไร ถ้าคุ้มครองในส่วนของความคิด แสดงว่าคนนอนฝันก็เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ นางสาวติ๋วก็เป็นผู้ละเมิดนะครับ แต่มันก็จะเป็นปัญหาในการพิสูจน์ด้วย ดังนั้นจึงไม่ได้คุ้มครองแนวความคิด แต่เป็นการคุ้มครองการแสดงออกซึ่งความคิด
ดูมาตรา 6 วรรค 2 กฎหมายบอกว่าไม่คุ้มครองถึงความคิด ฯลฯ เคยมีข้อสอบออกมาว่าไปขโมยพร็อตเรื่องเป็นการขโมยหรือไม่ เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์หรือไม่ตอบว่าไม่ละเมิด เพราะลิขสิทธิ์คุ้มครองในส่วนของการแสดงออกซึ่งความคิดเท่านั้น เรามองเห็นนกเกาะอยู่บนต้นไม้ อาจจะเหมือนกันโดยบังเอิญหรือมีมุมมองที่แตกต่างกัน ในเรื่องนี้ก็มีฏีกาจากต่างประเทศหลายเรื่องเหมือนกัน แต่โดยสรุปคือถ้ามีการนำมุมมองความคิดมา อันนี้ไม่เป็นการละเมิด
เวลาพิสูจน์ก็ต้องเอางานสองงานมาเปรียบเทียบกัน ก็มีการฟ้องเอางานสองงานมาเปรียบเทียบกันแล้วชี้ให้ศาลเห็นว่างานนี้มีการละเมิดอย่างไร ซึ่งตัวโจทก์ต้องมีการพิสูจน์ว่าไอ้ที่เหมือนกันบังเอิญเหมือนได้อย่างไร การเหมือนกัน ไม่มีทางจะเหมือนกันเป๊ะ
เรื่องการจดแจ้งข้อมูล ลิขสิทธิ์คุ้มครองทันที ไม่ต้องมีการจดทะเบียน แต่การพิสูจน์ก็ต้องว่าใครแสดงออกเรื่องความคิดก่อน การจดแจ้งข้อมูลที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา ก็เป็นเพียงการง่ายต่อการพิสูจน์ว่าได้สร้างสรรค์งานนั้นขึ้นมาในเวลานั้นจริง
งานลิขสิทธิ์ต้องเป็นการสร้างสรรค์โดยตนเอง ได้เกิดจากการริเริ่มคิด โดยตนเองหรือไม่ ต้องหรือไม่ครับ ถ้าต้องริเริ่มโดยตนเองคือไปเอาแนวความคิดของคนอื่นไม่ได้
ซึ่งในคำจำกัดความของคำว่าผู้สร้างสรรค์คือ ทำหรือก่อให้เกิดงานอันมีลิขสิทธิ์ ตามพรบนี้ กฎหมายไม่ได้บอกว่าต้องเกิดจากการริเริ่มของตนเอง ซึ่งไปตัดคำนี้ออกจากกฏหมายฉบับก่อน เพราะกลัวว่าจะเป็นการตีความขัดกับหลักกฎหมายลิขสิทธิ์ ที่ไม่ได้คุ้มครองในเรื่องความคิดแต่เป็นการคุ้มครองการแสดงออกซึ่งความคิด
คือไม่จำเป็นต้องริเริ่มโดยตนเอง แต่ต้องเป็นการสร้างสรรค์โดยตัวเอง
หลักสากลเลยนะครับ การสร้างสรรค์โดยตนเอง พิจารณาจากหลักการใช้แรงกาย ทักษะ วิจารณญาณ ยกตัวอย่าง นายก เป็นศิลปินไส้แห้ง นายก ก็ วาดภาพ ก็เตรียมวาดภาพ เตรียมสีไว้ มีโทรศัพท์ดังขึ้น ก็ดีใจ ก็สงสัย วิ่งไปไปรับโทรศัพท์ ปรากฏว่าไปปัดพูกันที่ผสมสี สีละเลงไปป้ายแผ่นผ้า กลับมาดูเกิดสวยมาก
ก็เป็นการไม่ได้ใช้แรงกาย ทักษะเลย ก็ไม่ถือเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ โดยทฤษฎีนะครับ แต่ถ้าทางปฏิบัติ นาย ก ก็คงต่อสู้สุดฤทธิ์ ว่าภาพนี้สร้างสรรค์โดยตนเองซึ่งก็พิสูจน์ไม่ยากด้วย
แต่อันนี้ก็เป็นเรื่องทางทฤษฎี
ซึ่งตรงนี้ก็มีในรายละเอียดอย่างเช่น ถ้าเราดูว่า คำขวัญ สำนวน ชื่อเพลง ตรงนี้มีลิขสิทธิ์หรือไม่
เช่น เล็กดีรสโต หรือ เสื้อเชิตแอร์โร เท่มาก ก็มีสโลแกน แอร์โรคือเชิต เชิตคือแอร์โร กรี๊ดกันเลยสมัยนั้น เท่มาก หรือแม้กระทั่งสมัยก่อน คงจำได้มีพรรคการเมืองมีสโลแกน ว่า คิดใหม่ทำใหม่ ก็บังเอิญขับรถไป บางซื่อ คิดใหม่กินใหม่ บุพเฟ่ย์อาหารกลางวัน ถือว่าเลียนแบบ ละเมิดลิขสิทธิ์ของพรรคหรือไม่ ก็ต้องไปดูว่าเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์หรือไม่
ก็ดูว่าเป็นการแสดงออกซึ่งความคิดเหมือนกันครับ งานนิพนท์ งานวรรณกรรมนะครับ แต่เงื่อนไขประการที่สองสร้างสรรค์โดยตนเองหรือไม่ ถ้าสร้างโดยบังเอิญก็ลืมไปได้เลย แต่เรื่องของสโลแกน หรือคำขวัญ หลักมีว่าต้องถึงขนาด คือถ้าเป็นคำสองคำยังไม่ใช้ ทักษะความคิดมากนัก ในทางวิชาการยังไม่ถือว่าเป็นงานมีลิขสิทธิ์ คือยังไม่ใช้ ทักษะ ความคิดมาก
2750/2537 ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 216 เรื่อง ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม ลงวันที่ 29 กันยายน 2515 ข้อ 30 และข้อ 29 อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ได้บัญญัติให้โจทก์เป็นส่วนราชการอิสระไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงหรือทบวงใด มีฐานะเป็นกรมและให้อยู่ในบังคับบัญชาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โจทก์จึงเป็นนิติบุคคลจำพวกทบวงการเมืองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 72(เดิม) และ 73(เดิม) ส.นายกราชบัณฑิตยสถานได้ประชุมราชบัณฑิตทุกสำนักและจัดวางระเบียบการของราชบัณฑิตยสถานว่าด้วยการปฏิบัติงานทั่วไปของนายก อุปนายก และเลขาธิการราชบัณฑิตยสถานขึ้น โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 20(2) ประกอบมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติราชบัณฑิตสถานพ.ศ. 2485 ระเบียบการดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นโมฆะตามข้อ 6 ของระเบียบการของราชบัณฑิตยสถานกำหนดว่าให้นายกราชบัณฑิตสถานเป็นผู้แทนราชบัณฑิตยสถานซึ่งเป็นนิติบุคคล ดังนั้นตามกฎหมายและข้อบังคับว่าด้วยการจัดการควบคุมทบวงการเมืองโจทก์จึงถือได้ว่าในขณะฟ้องคดีโจทก์มี บ.นายกราชบัณฑิตยสถานเป็นผู้แทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 75(เดิม) โจทก์โดยบ.นายกราชบัณฑิตยสถานย่อมมีอำนาจฟ้องคดีได้เองโดยตรง ไม่จำต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะผู้บังคับบัญชาก่อนโจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นข้อที่ไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้และเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคแรกศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521 มาตรา 4 ได้ให้บทนิยามคำว่า "ผู้สร้างสรรค์" ไว้ว่า ผู้ทำหรือก่อให้เกิดงานโดยความคิดริเริ่มของตนเองซึ่งมีความหมายว่า การจะเป็นผู้สร้างสรรค์งานอันมีลิขสิทธิ์นั้น ความสำคัญมิได้อยู่ที่ว่างานที่อ้างว่าได้สร้างสรรค์ขึ้นเป็นงานใหม่หรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าบุคคลผู้นั้นได้ทำหรือก่อให้เกิดงานโดยได้ใช้ความวิริยะอุตสาหะในการสร้างสรรค์และงานดังกล่าวมีที่มาหรือต้นกำเนิดจากบุคคลผู้นั้นโดยบุคคลผู้นั้นมิได้คัดลอกหรือทำซ้ำ หรือดัดแปลงมาจากงานอันมีลิขสิทธิ์อื่น ดังนั้น แม้การจัดทำพจนานุกรมจะมีวิธีจัดทำแบบเดียวกับวิธีที่ใช้มาแต่โบราณ โจทก์ก็อาจเป็นผู้สร้างสรรค์และเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในพจนานุกรมนั้นได้ หากการจัดทำพจนานุกรมของโจทก์เป็นงานที่ได้ใช้ความวิริยะอุตสาหะในการสร้างสรรค์ด้วยการให้บทนิยามหรือความหมายของคำต่าง ๆ พร้อมภาพประกอบความหมายของคำบางคำโดยการแสดงออกซึ่งความคิดริเริ่มตามลีลาของโจทก์เองและโดยมิได้ทำซ้ำหรือดัดแปลงจากงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นโดยมิได้รับอนุญาต งานจัดทำพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 เป็นงานที่โจทก์ได้ทำขึ้นโดยใช้ความอุตสาหะวิริยะในการสร้างสรรค์และมีที่มาจากโจทก์เอง ถือว่าโจทก์เป็นผู้ทำหรือก่อให้เกิดงานโดยความคิดริเริ่มของตนเอง และเป็น "ผู้สร้างสรรค์" ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521 มาตรา 4 แม้โจทก์จะได้จัดทำพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525ขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรีและคำสั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการแต่โจทก์เป็นส่วนราชการมีฐานะเทียบเท่ากรม โจทก์ย่อมมีลิขสิทธิ์ในงานที่ได้สร้างสรรค์ขึ้นในความควบคุมของตนตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521 มาตรา 12 เมื่อข้อฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นเรื่องที่มิได้ต่อสู้ไว้ในคำให้การ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคแรก ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คำและบทนิยามในพจนานุกรมของจำเลยซ้ำกับคำและบทนิยามในพจนานุกรมของโจทก์ในลักษณะลอกมาทุกตัวอักษรประมาณ 14,000 คำ และดัดแปลงโดยสลับที่บทนิยามบ้าง เปลี่ยนตัวอย่างใหม่หรือตัดออกบ้างเพิ่มเติมหรือตัดข้อความในบทนิยามของโจทก์ออกบ้าง ประมาณ19,000 คำ ส่วนการทำซ้ำหรือดัดแปลงภาพประกอบบทนิยามในพจนานุกรมของโจทก์มีประมาณ 130 ภาพ การจัดทำรูปเล่มและการพิมพ์ข้อความที่ปกนอกและปกในของพจนานุกรมทั้งสองล้วนมีลักษณะลอกเลียนแบบกันแตกต่างกันแต่เพียงสี และก่อนฟ้องคดีจำเลยที่ 5 ในฐานะกรรมการผู้จัดการจำเลยที่ 2 เคยมีหนังสือถึงโจทก์ยอมรับผิดในการละเมิดทั้งปวง ดังนี้ พจนานุกรม ฉบับเฉลิมพระเกียรติ พ.ศ. 2530 ที่จำเลยที่ 1 เป็นประธานคณะผู้จัดทำและจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 5พิมพ์ออกจำหน่าย จึงได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ของโจทก์อันเป็นงานวรรณกรรมและงานศิลปกรรมรวมอยู่ด้วย ด้วยการทำซ้ำหรือดัดแปลงแก้ไขเพิ่มเติมในส่วนอันเป็นสาระสำคัญโดยไม่มีลักษณะเป็นการจัดงานขึ้นใหม่และโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานดังกล่าว จำเลยจึงต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ การละเมิดลิขสิทธิ์อันเป็นทรัพย์สินทางปัญญา ถือเป็นการละเมิดอย่างหนึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 ซึ่งเจ้าของลิขสิทธิ์มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายจากผู้กระทำละเมิดค่าเสียหายดังกล่าวศาลอาจกำหนดให้ตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 438 วรรคแรก ค่าเสียหายที่โจทก์อ้างว่าจำเลยลวงขายพจนานุกรม ฉบับเฉลิมพระเกียรติ พ.ศ. 2530 โดยทำให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นพจนานุกรมของโจทก์ ทำให้โจทก์เสียหายทางการค้าคิดเป็นเงิน1,000,000 บาท นั้น แม้จะฟังว่าจำเลยได้ลวงขายดังกล่าว แต่โจทก์เป็นส่วนราชการ ซึ่งไม่มีวัตถุประสงค์ทางการค้า ย่อมมิใช่ผู้ต้องเสียหายเพราะการลวงขายนั้น ประชาชนที่ถูกหลอกลวงเท่านั้นที่เป็นผู้เสียหายมิใช่โจทก์ ทั้งความเสียหายเพราะการลวงขายพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521 ก็มิได้ให้ความคุ้มครองแก่เจ้าของลิขสิทธิ์ในอันที่จะเรียกร้องเอาค่าเสียหายจากผู้กระทำละเมิดได้ดังเช่นที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยเครื่องหมายการค้าโจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายในส่วนนี้ โจทก์มิได้ลงทุนพิมพ์และจำหน่ายหนังสือพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 เอง แต่โจทก์อนุญาตให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด อ.เป็นผู้จัดพิมพ์และจำหน่าย โดยห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าวตกลงให้ค่าแห่งลิขสิทธิ์แก่โจทก์เป็นเงินร้อยละ 10 ของราคาจำหน่ายต่อเล่มตามที่กำหนดไว้ในสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ เงินที่ได้จากการจำหน่ายหนังสือพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ทั้งหมดมิได้ตกเป็นของโจทก์ แม้จะฟังว่าเหตุที่หนังสือพจนานุกรมดังกล่าวยังเหลือค้างจำหน่ายอยู่อีกประมาณ 10,000 เล่ม เป็นเพราะหนังสือพจนานุกรม ฉบับเฉลิมพระเกียรติ พ.ศ. 2530 ของจำเลยได้แย่งส่วนแบ่งการตลาดของหนังสือพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถานพ.ศ. 2525 ไป โจทก์ก็มิใช่ผู้ต้องเสียหายเพราะเหตุนั้น จึงไม่อาจกำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้โจทก์ได้ การกระทำของจำเลยเป็นการละเมิดต่อลิขสิทธิ์ของโจทก์แต่ไม่ปรากฏว่าภายหลังที่โจทก์ฟ้องจำเลยยังคงพิมพ์หนังสือพจนานุกรมของจำเลยโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์อยู่ต่อไปจึงไม่มีค่าเสียหายในอนาคตที่โจทก์ต้องขาดประโยชน์อันพึงได้จากการอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ในพจนานุกรมของโจทก์ที่ศาลจะกำหนดให้ได้อีก ในพจนานุกรมฉบับเฉลิมพระเกียรติ พ.ศ. 2530 ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้เขียนคำนำในฐานะประธานคณะผู้จัดทำและคำนำฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3 ระบุชัดแจ้งว่า คณะผู้จัดทำเป็นผู้ตรวจสอบและปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องจากการพิมพ์ครั้งที่ 1ดังนี้ จำเลยที่ 1 จึงมีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดทำพจนานุกรมดังกล่าว และต้องร่วมรับผิดด้วย โจทก์ทราบเรื่องที่จำเลยละเมิดลิขสิทธิ์ในพจนานุกรมของโจทก์จากรายงานของเจ้าหน้าที่โจทก์เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม2531 โจทก์จึงได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นพิจารณาปัญหาลิขสิทธิ์และอื่น ๆ เกี่ยวกับพจนานุกรมของจำเลย เมื่อวันที่ 27กรกฎาคม 2531 และโจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2532ยังไม่พ้นกำหนดสามปีตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ปัญหาที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาเป็นปัญหาเกี่ยวกับอำนาจฟ้องอันเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะมิได้ให้การในข้อนี้ไว้แต่ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยให้ การที่ศาลจะมีคำสั่งให้บรรดาสิ่งที่ได้ทำขึ้นอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ได้ต้องเป็นกรณีที่โจทก์ผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ได้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยผู้กระทำละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์โดยฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติดังกล่าวเท่านั้น เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นคดีแพ่ง ศาลจึงไม่อาจสั่งให้บรรดาสิ่งของดังกล่าวตกเป็นของโจทก์และให้จำเลยส่งมอบแก่โจทก์ได้ ที่มาตรา 46 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521บัญญัติว่า "ในกรณีที่นิติบุคคลกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ถือว่ากรรมการ ทุกคนของนิติบุคคลนั้นเป็นผู้ร่วมกระทำผิดกับนิติบุคคลนั้น เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าการกระทำของนิติบุคคลนั้นได้กระทำโดยตนมิได้รู้เห็นหรือยินยอมด้วย"นั้น เป็นบทบัญญัติที่อยู่ในหมวด 7 บทกำหนดโทษของพระราชบัญญัติดังกล่าวซึ่งใช้บังคับได้เฉพาะแก่คดีอาญาไม่อาจนำมาปรับใช้แก่คดีนี้ซึ่งเป็นคดีแพ่งได้ เมื่อพจนานุกรม ฉบับเฉลิมพระเกียรติ พ.ศ. 2530 ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ในพจนานุกรมของโจทก์ และจำเลยที่ 5มิได้ให้การปฏิเสธว่ามิได้มีส่วนในการจัดทำพจนานุกรมฉบับเฉลิมพระเกียรติ พ.ศ. 2530 จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 5ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ประธานคณะผู้จัดทำ และจำเลยที่ 2จัดทำพจนานุกรม ฉบับเฉลิมพระเกียรติ พ.ศ. 2530 อันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์แล้ว จำเลยที่ 5 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ด้วย
เป็นการวินิจฉัย พรบ ลิขสิทธิ์ 2521 แต่ยังใช้เป็นแนวได้อยู่
เป็นเรื่องการพิมพ์พจนานุกรม คล้ายกับ ราชบัณฑิต ก็ต่อสู้ว่าเป็นการนำงานเก่ามารวบรวมใหม่เหมือนกัน คำต่างๆก็มีความหมายอยู่แล้ว ราชบัณฑิตก็ไม่ได้สร้างสรรค์เอง แต่เป็นคนนำมารวบรวมจัดหมวดหมู่ จำเลยต่อสู้เช่นนี้
ศาลก็ตัดสินว่า ผู้สร้างสรรค์หมายถึง ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่างานนั้นเป็นงานใหม่หรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าได้ก่อให้เกิดงานจากการวิริยะอุตสาหะ และไม่ได้คัดลอกหรือดัดแปลงจากงานอันมีลิขสิทธิ์อื่น ก็เป็นผู้สร้างสรรค์และเป็นเจ้าของสิขสิทธิ์นั้นได้
ฉะนั้นพจนานุกรมโดยการรวบรวมนั้น มีลิขสิทธิ์ คนที่ไปทำซ้ำทั้งหมด จึงเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์
อยากให้ดูมาตรา 11 กับมาตรา 12
สมมุติอาจารย์เขียนนิยาย นาย ก ก็มาขอแปลเป็นภาษาอังกฤษ ก็อนุญาตโดยให้นาย ก จ่ายค่าลิขสิทธิ์มา ถามว่าแปลเสร็จแล้วใครเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ เวอร์ชั่น ภาษาอังกฤษ และใครเป็นเจ้าของงานในเวอร์ชั่นภาษาไทย
คำตอบก็คือ นาย ก ก็เป็นเจ้าของงาน เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ เจ้าของเดิมก็คืออาจารย์ ก็ยังเป็นเจ้าของงานภาษาไทยอยู่
ในทำนองเดียวกัน มาตรา 11 เป็นเรื่องดัดแปลง
มาตรา 12 ก็ทำนองเดียวกัน เป็นการเอางานมีลิขสิทธิ์มารวบรวมดัดแปลง เช่นรูป ภาพนู้ดที่ไม่ผิดกฎหมาย ของดารา
การรวบรวมก็ต้องเป็นเรื่องของการใช้ทักษะ แรงการในการรวบรวมด้วยนะครับ คือ กฎหมายก็ได้กำหนดว่า ไม่ใช่การคัดลอกหรือการ ละเมิดลิขสิทธิ์ผู้อื่นมา การคัดลอกก็คือการทำซ้ำ เช่น ภาพถ่าย ภาพวาด ก็คือการทำซ้ำโดยดัดแปลง อันนั้นก็คือการดัดแปลง ถ้าทำโดยไม่มีอำนาจก็คือการละเมิดลิขสิทธิ์
การใช้แรงกาย ทักษะ ต้องไม่ใช่การใช้กับการลอกงานคนอื่นเขา
อีกเรื่องหนึ่งคืองานลิขสิทธิ์ไม่ต้องมีการใหม่ .....