สรุปคำบรรยาย เนติภาคกลางวัน นิติกรรมสัญญาสัปดาห์ที่1สอนเมื่อ อังคาร 26/05/09

698 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
Jun 9, 2009, 12:08:21 AM6/9/09
to LAWSIAM, STDศูนย์รวบรวมและสรรสร้างข้อมูลกฎหมาย -, aaaaคุณกองเชียร์ ไทยจัสติส, pingpong na-khonwan

หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า  kankokub  ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ อัครวิทย์ สุมาวงศ์ผู้บรรยาย   , ผู้มีน้ำใจส่ง flie เสียงที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า

 

ครั้งที่ 1 . ()

                กฎหมายนิติกรรมสัญญาก็เป็นส่วนหนึ่งของแพ่งและพาณิชย์กำหนดเรื่องสิทธิและหน้าที่ เป็นเครื่องมือให้บุคคลนั้นสร้างสิทธิหน้าที่ได้ภายในขอบเขตที่กฎหมายกำหนดไว้

            จะเห็นได้ว่าชีวิตประจำวันนั้นต้องเกี่ยวข้องตลอดเวลา  ทำสัญญาจ้างทำของกับคนขับรถท๊กซี่ เพราะฉะนั้นชีวิตประจำวันเกี่ยวข้องตลอดเวลา 149 193 ส่วนบรรพสองเป็นเรื่องสัญญา 354 396 มาตราแรก 149 มาตราดังกล่าว บัญญัตินิยามของนิติกรรม บอกว่า มาตรา 149  นิติกรรม หมายความว่า การใดๆ อันทำลงโดยชอบด้วยกฎหมายและด้วยใจสมัคร มุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลเพื่อจะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิ

ก็จะเรียกรวมๆว่า เป็นการเคลื่อนไหวในสิทธินั้น เกิดโดยนิติกรรมต้องเป็นทางใดทางหนึ่งใน ห้าประการที่กล่าวมา จะไม่มีการเคลื่อนไหวในสิทธิทางอื่น  พูดแต่เรื่องสิทธิไม่ได้กล่าวถึงเรื่องหน้าที่เลย แต่เราก็ต้องทราบแล้ว่ามันเป็นของคู่กัน โดยกฎหมายไม่จำต้องบัญญัติซ้ำอีก เพราะเมื่อก่อให้เกิดสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ย่อมก่อให้เกิดหน้าที่ด้วย นิติกรรมก็เป็นบ่อเกิดแห่งหนี้ ซึ่งเรียนกฎหมายหนี้แล้วก็ทราบว่ายังมีอย่างอื่นอีก แต่อย่างไรก็ตามก็เป็นบ่อเกิดแห่งหนี้ที่สำคัญที่สุด

นิติกรรมเป็นเหตุการณ์ตามกฎหมาย นิติเหตุอาจเกิดจากการกระทำของบุคคลก็ได้ หรือเป็นเหตุที่เกิดจากธรรมชาติแต่ กฎหมายรับรอง เช่นการเกิดของบุคคล การตายของบุคคล ก็ทำให้เกิดสิทธิหน้าที่ตามกฎหมาย

สำหรับนิติเหตุที่เกิดจากบุคคลแยกได้สองประการ คือ เกิดจากการมุ่งให้เกิดผลตามกฎหมาย กับ ไม่ได้มุ่งประสงค์ผลตามกฎหมาย

นิติเหตุที่มุ่งประสงค์ตามกฎหมาย คือ นิติกรรม

ส่วนไม่มุ่งประสงค์ผล เช่น ขับรถประมาทไปชนผู้อื่น ก็เป็นเรื่องของนิติเหตุ อาจเกิดจากการกระทำของคนหรือไม่ถือว่าเป็นการกระทำของคนก็เป็นเรื่องที่เราได้ทำความเข้าใจกันแล้ว

ในเบื้องต้นเราก็เห็นว่าองค์ประกอบนิติกรรม แยกได้เป็น

หนึ่งต้องเป็นการกระทำของบุคคลโดยแสดงเจตนา

สองคือทำโดยชอบด้วยกฎหมาย

สามคือ ต้องเป็นการกระทำที่มุ่งประสงค์มุ่งผูกนิติสัมพันธ์กับบุคคล

สี่ คือ ต้องเป็นการกระทำโดยสมัครใจ ต้องไม่เกิดจากการสำคัญผิดหรือกลฉ้อฉล

ประการสุดท้ายต้องมีวัตถุประสงค์ที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอนสงวน คือต้องมีการเคลื่อนไหวของสิทธิอย่างใดอย่างหนึ่ง

เราจะพูดถึงเรื่อง การแสดงเจตนาก่อน จะเห็นได้ว่า ต้องเป็นการกระทำของบุคคลเสียก่อน เพราะว่ามันก่อให้เกิดความเคลื่อนไหวของสิทธิ สิทธิหน้าที่เป็นเรื่องของบุคคลโดยเฉพาะ อย่างไรก็ตามการกระทำของบุคคลต้องมีการแสดงเจตนา เพื่อแสดงความประสงค์ของผู้ทำนิติกรรมให้ปรากฏ

ถ้าไม่มีการแสดงเจตนาออกมาแล้วก็ไม่มีทางที่นิติกรรมจะเกิดขึ้นได้ ถ้าการกระทำที่แสดงออกมาไม่มุ่งประสงค์ จะให้เกิดผลเป็นการเคลื่อนไหวของสิทธิ

มันก็ไม่เป็นการแสดงเจตนาที่ทำนิติกรรมขึ้น  การแสดงเจตนาที่ว่า ทำอย่างไรวิธีการแสดงเจตนามีวิธีสามวิธี คือ ชัดแจ้ง โดยปริยาย โดยการนิ่ง

ชัดแจ้งก็เป็นการทำโดยวาจาหรือโดยลายลักษณ์อักษร หรือการกระทำกิริยาบางอย่างก็ได้

อย่างไรก็ตามถ้ามีกรณีไหนที่กฎหมายบังคับ ว่าต้องทำเป็นหนังสือ นิติกรรมนั้นก็ต้องทำเป็นหนังสือ

การแสดงเจตนาวิธีที่สองคือ โดยปริยาย คือไม่ประสงค์ทำนิติกรรมโดยตรง เป็นที่คาดหมายได้ว่า ไม่มีเจตนาทำนิติกรรมโดยตรง เป็นหนี้แล้ววันดีคืนดี เอาดอกเบี้ยมาส่งถือว่าเป็นการแสดงเจตนารับสภาพหนี้ต้นเงินโดยปริยาย

เป็นการแสดงเจตนาโดยปริยายของเขาที่จะรับสภาพหนี้  ไอ้การกระทำของเขาที่ทำไปเป็นการแสดงเจตนาโดยปริยายที่จะปลดหนี้ให้แก่ลูกหนี้

วิธีที่สามโดยการนิ่งโดยหลักทั่วไปไม่เป็นการแสดงเจตนา เพราะไม่ได้มีการแสดงกิริยาออกมา ก็ไม่ถือเป็นหลักทั่วไป  แต่ก็มีข้อยกเว้นที่การนิ่งเป็นการแสดงเจตนาถ้ากฎหมายยอมรับ หรือเป็นการนิ่งที่ตามปกติประเพณีถือว่าการนิ่งเป็นการแสดงเจตนา

            ตัวอย่างเห็นได้จากการทำสัญญาเช่า ครบกำหนดแล้วยังไม่ออกจากที่เช่า ยังออกจากที่เช่านั้นไป กฎหมายถือว่าการนิ่งนั้นเป็นการทำเจตนาเสนอสนอง ซึ่งกฏหมายกำหนดให้มีผลเป็นการแสดงเจตนา สำหรับการนิ่งตามประเพณี นั้นก็ต้องดูเป็นเรื่องๆไป ว่าการนิ่งเป็นการแสดงเจตนาหรือไม่ ถ้ามีก็ถือว่าเป็นการแสดงเจตนา

            สรุปได้ว่าสำหรับองค์ประกอบข้อแรกต้องเป็นการกระทำของบุคคล โดยการแสดงเจตนา

มีฏ1568/2497 ใบมอบฉันทะซึ่งทำขึ้นในขณะผู้มอบป่วยมีสติไม่ปกติพูดจาไม่รู้เรื่อง ผู้อื่นต้องจับมือแตะลายมือและจับมือให้เซ็นชื่อนั้น ย่อมไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย

 เป็นเรื่องเจ้าของที่ดินป่วยมีคนมาจับมือเจ้าของที่ดิน มาลงในใบมอบอำนาจ ศาลฏีกาวินิจฉัยว่าถือไม่ได้ว่ามีการแสดงเจตนาของเจ้าของที่ดิน จึงไม่ถือว่ามีนิติกรรม

องค์ประกอบข้อที่จะพูดต่อไปคือองค์ประกอบข้อสุดท้ายของนิติกรรม คือ ต้องมุ่งให้เกิดผลตามกฎหมาย คือต้องการให้เกิดการเคลื่อนไหวแห่งสิทธิ

เราก็ทราบดีว่าสิทธิ มี บุคคลสิทธิ และ ทรัพยสิทธิ

บุคคลสิทธิ เข้าใจกันทั่วกันว่าคือ หนี้เหนือบุคคล

ส่วนทรัพยสิทธินั้นก็เข้าใจได้ว่าเป็นหนี้เหนือทรัพย์  เป็นสิทธิของผู้ทรงสิทธิบังคับเอาแก่ทรัพย์สิน และใช้บังคับได้แก่บุคคลทั่วไป

ในเรื่องทรัพย์สิทธิ์ 1298 บอกว่าจะก่อตั้งได้ด้วย กฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น

ก็แปลความได้ว่าบุคคลนั้นสามารถก่อได้เองถ้ามันเป็นบุคคลสิทธิ์

ในเรื่องของทรัพยสิทธิการที่บุคคลจะกระทำในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงย่อมกระทำได้ มีปัญหาเดียวคือบุคคลจะก่อ ทรัพย์สิทธิ์ได้อย่างไร แต่ถ้าทรัพย์สิทธิที่เราพูดถึงคือ กรรมสิทธิ์ ก็ถ้ามีอยู่แล้วก็ก่อให้เกิดได้ ทำได้ทั้งนั้น ก่อให้เกิดทรัพยสิทธิที่เป็นสิทธิโดยตรงไม่ได้

เมื่อเราทราบว่าอะไรเป็นนิติกรรม ปัญหาว่าการกระทำอย่างหนึ่งเป็นนิติกรรมหรือไม่ คือหากว่าการกระทำที่เป็นปัญหานั้นได้ก่อให้เกิดการเคลื่อนไหวในสิทธินั้น การกระทำนั้นก็เป็นนิติกรรม

มีตัวอย่างที่ศาลฏีกาได้วินิจฉัยหลายเรื่องเช่นการร้องทุกข์ในคดีอาญาที่เป็นความผิดต่อส่วนตัว 1044/2477  ผู้แทนโดยชอบธรรม มารดาถือว่าเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กเชิดบุคคลอื่นเป็นตัวแทนของตนเกี่ยวกับทรัพย์สินของเด็ก เด็กต้องรับผิดชอบต่อคนภายนอกในกิจการซึ่งบุคคลนั้นทำไป

 วินิจฉัยว่าการร้องทุกข์คดีอาญายอมความได้ไม่เป็นนิติกรรม

การฟ้องคดีอาญาก็เป็นกระบวนการคดีเท่านั้น

3976/2529 เมื่อมีข้อโต้แย้งสิทธิของสมาคมและมูลนิธิ ผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนคือผู้จัดการสมาคมและมูลนิธิซึ่งเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคล กรรมการสมาคมและมุลนิธิไม่มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคล ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องคดี

การฟ้องคดีแพ่ง มิใช่เป็นการทำนิติกรรม เพราะมิได้มุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลเพื่อจะก่อเปลี่ยนแปลง โอน สงวนหรือระงับซึ่งสิทธิ ตามความหมายของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 112 หากแต่เป็นกรณีที่ฟ้องขอให้บังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่แล้วและถูกโต้แย้งสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ดังนั้น แม้ตราสารของมูลนิธิจะให้อำนาจโจทก์ซึ่งเป็นกรรมการของมูลนิธิทำนิติกรรมของมูลนิธิได้ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง

 การฟ้องคดีแพ่งไม่ใช่การทำนิติกรรม การฟ้องคดีแพ่งเป็นการขอให้บังคับให้ตามสิทธิของตน

ในทางการตรงข้ามการต่อสู้คดี การถอนฟ้องคดีเป็นนิติกรรม  เพราะเป็นการระงับเสีย เป็นเรื่องผู้เสียหายคดีอาญาผู้เยาว์ถอนฟ้อง

การถอนฟ้องคดีแพ่งเป็นนิติกรรมหรือไม่ ความเห็นนักกฏหมายส่วนใหญ่เห็นว่าไม่เป็นเพราะไม่ได้แสดงเจตนาแก่บุคคลใด แต่ได้กระทำต่อศาล แต่ท่านอาจารย์ศักดิ์ เห็นว่า ถึงแม้จะทำต่อศาลก็น่าจะถือได้ว่าเป็นการแสดงเจตนาต่อจำเลย น่าจะเป็นการทำนิติกรรม

ก็มีฏีกาเรื่องวิแพ่ง การถอนโดยมีคำรับรองว่าจะไม่มาฟ้องอีก มีผลผูกพันว่าจะทำให้นำคดีมาฟ้องใหม่ได้อีก

ก็มี1403/2508 การยอมความในความผิดอันยอมความได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 35 วรรคสอง และ39(2) นั้น เป็นการกระทำภายหลังที่ความผิดได้เกิดขึ้นแล้ว มิใช่การที่จะกระทำกันไว้ล่วงหน้าก่อนการกระทำความผิด ข้อตกลงล่วงหน้าก่อนมีการกระทำความผิดจะถือเป็นการยอมความตามบทกฎหมายดังกล่าวไม่ได้

บุคคลจะตกลงกันไว้ก่อนว่าจะไม่ฟ้องคดีอาญา ถ้าหากจะมีการกระทำความผิดเกิดขึ้นต่อไปข้างหน้านั้น ข้อตกลงนั้นหามีผลก่อให้เกิดหนี้ที่จะผูกพันคู่กรณีให้จำต้องงดเว้นไม่ฟ้องคดีอาญาเช่นว่านั้นแต่ประการใดไม่ เพราะอำนาจฟ้องคดีอาญาจะมีอยู่หรือไม่นั้น มิได้อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายลักษณะหนี้ในทางแพ่ง หากอยู่ภายในบังคับของกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาอีกส่วนหนึ่ง

ข้อตกลงว่าจะไม่ฟ้องคดีอาญานั้น อาจถือเป็นความยินยอมให้กระทำการที่ตามปกติต้องด้วยบทบัญญัติว่าเป็นความผิดได้มีหลักทั่วไปเป็นเหตุยกเว้นความผิดอาญาตามนัยฎีกาที่616/2482 และ 787/2483 ว่า ความยินยอมอันบริสุทธิ์ของผู้เสียหายให้ผู้ใดกระทำการที่กฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิดนั้น ถ้าความยินยอมนั้นไม่ขัดต่อความสำนึกในศีลธรรมอันดีและมีอยู่จนถึงขณะกระทำการอันกฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิดนั้นแล้ว ความยินยอมนั้นเป็นข้อยกเว้นมิให้การกระทำนั้นเป็นความผิดขึ้นได้

ข้อตกลงระหว่างโจทก์จำเลย แม้ไม่ผูกพันโจทก์ให้ยินยอมอยู่เช่นนั้นตลอดไป แต่โจทก์ก็ได้ยินยอมให้จำเลยออกเช็คโดยจะไม่ฟ้องเป็นความผิดอาญา เป็นความยินยอมที่มีอยู่จนถึงขณะที่จำเลยออกเช็ค โดยรู้ว่าไม่มีเงินในธนาคาร อันเป็นการกระทำโดยเจตนาที่เป็นองค์ความผิดประการหนึ่งซึ่งจำเลยได้กระทำลงตามความยินยอมของโจทก์ ความผิดกรณีนี้เป็นความผิดอันยอมความได้ ถือได้ว่าความยินยอมของผู้เสียหายในการกระทำฐานนี้ไม่ขัดต่อความสำนึกในศีลธรรม การกระทำที่โจทก์ฟ้องจึงไม่เป็นความผิดในทางอาญา(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 17/2508)

เป็นเรื่องที่โจทก์จำเลยทำสัญญาว่าถ้าต่อไปภายหน้า จำเลยยักยอกโจทก์ก็จะไม่ดำเนินคดีอาญา หลังตกลงกันแล้วจำเลยถึงค่อยมาจับได้ว่าจำเลยยักยอก มีปัญหาว่า สัญญาที่ทำไว้ผูกพัน หรือไม่ ศาลฏีกาวินิจฉัยว่าสัญญาดังกล่าวไม่ก่อให้เกิดหนี้ เพราะอำนาจฟ้องนั้นไม่อยู่ในบังคับ กฎหมายหนี้ แต่อยู่ภายใต้ อาญา

          3590/2538 การท้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีในศาลที่คู่ความตกลงกันให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นที่คู่ความท้ากันเป็นข้อแพ้ชนะมิได้มุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลเพื่อจะก่อเปลี่ยนแปลงโอนสงวนหรือระงับซึ่งสิทธิตามความหมายของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา112เดิมจึงไม่เป็นนิติกรรมที่โจทก์ที่2ซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองฟ้องคดีต่อศาลแทนโจทก์ที่1ซึ่งเป็นผู้เยาว์จะต้องได้รับอนุญาตจากศาลตามมาตรา1574เสียก่อน เมื่อโจทก์แพ้คดีตามคำท้าจำเลยที่1ย่อมบังคับตามฟ้องแย้งได้โดยไม่ต้องพิจารณาว่าข้อเท็จจริงตามฟ้องแย้งเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าหรือไม่เพราะเป็นเรื่องนอกเหนือคำท้าและไม่ถือว่าอยู่ในบังคับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา538แต่เมื่อจำเลยที่1เป็นผู้ฟ้องแย้งและจำเลยที่2เป็นเพียงผู้อาศัยการพิพากษาให้โจทก์ทั้งสองไปจดทะเบียนการเช่าให้แก่จำเลยที่2เป็นเรื่องนอกเหนือไปจากคำขอตามฟ้องแย้งจึงไม่ชอบและปัญหานี้เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน

ปัญหาว่าการท้ากัน ให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเป็นนิติกรรมหรือไม่ การท้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีไม่ได้มุ่งโดยตรงที่จะผูกนิติสัมพันธ์

            องค์ประกอบข้อสองของนิติกรรมคือต้องเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย

มาตรา 150  การใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายเป็นการพ้นวิสัยหรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การนั้นเป็นโมฆะ

 

                                มาตรา 151  การใดเป็นการแตกต่างกับบทบัญญัติของกฎหมาย ถ้ามิใช่กฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนการนั้นไม่เป็นโมฆะ

 

                                มาตรา 152  การใดมิได้ทำให้ถูกต้องตามแบบที่กฎหมายบังคับไว้ การนั้นเป็นโมฆะ

 

                                มาตรา 153  การใดมิได้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยความสามารถของบุคคล การนั้นเป็นโมฆียะ

 

 

การกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายแล้วมันจะไม่เป็นนิติกรรม

150   เป็นการกระทำที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายเป็นการพ้นวิสัยหรือไม่

คือประโยชน์สุดท้าย คือวัตถุประสงค์  จึงเป็นความมุ่งหมายในการทำนิติกรรมแต่ละฝ่าย

            วัตถุประสงค์อันนี้คนละเรื่องกับมูลเหตุชักจูงใจให้มาทำนิติกรรม เช่นซื้อขายบ้าน วัตถุประสงค์ ต้องการได้ เงิน แต่มูลเหตุชักจูงใจเกิดจากอะไรเป็นอีกเรื่องหนึ่ง อาจจะต้องการซื้อบ้านมาอยู่อาศัย หรือ มาทำร้านอาหารก็เป็นเรื่องของเขา

            มูลเหตุชักจูงใจให้ผู้แสดงเจตนาทำนิติกรรม โดยทั่วไปไม่เป็นสาระสำคัญ นิติกรรมจะสมบูรณ์หรือไม่ ขึ้นอยู่กับ วัตถุประสงค์

            ถ้าเป็นนิติกรรมฝ่ายเดียวก็เฉพาะผู้แสดงเจตนาเท่านั้นที่ทราบหรือไม่ แต่ถ้าเป็นนิติกรรมสองฝ่ายขึ้นไป ถ้าคู่กรณีฝ่ายเดียวรู้ จะมีผลให้นิติกรรมรายนั้นเป็นโมฆะ หรือไม่ ในข้อนี้เราจะเห็นว่านิติกรรมสองฝ่าย ถ้าวัตถุประสงค์เห็นชัดเจนนั้น คู่กรณีแต่ละฝ่ายจะอ้างไม่ได้ เมื่ออ้างไม่ได้ก็เป็นโมฆะ เช่น สัญญาซื้อขายยาบ้า เป็นที่ชัดเจนว่าขัดต่อกฎหมาย อย่างไรก็อ้างไม่ได้ ก็เป็นโมฆะเพราะมีวัตถุประสงค์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

            แต่ถ้าการทำนิติกรรมนั้น มูลเหตุชักจูงใจไม่ชอบด้วยกฏหมายก็ไม่แน่ว่าจะทำให้วัตถุประสงค์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เช่น การกู้ยืมเงินโดยผู้กู้ต้องการนำเงินนั้นไปว่าจ้างฆ่าคน จะเห็นว่ามูลเหตุชักจูงใจไม่ชอบด้วยกฎหมาย ถ้าผู้ให้กู้ไม่รู้ก็ไม่ถือว่าสัญญากู้ยืมเงินนั้น เป็นสัญญาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

            เราจะเห็นได้ว่ามูลเหตุชักจูงใจนั้นเกิดรู้ถึงผู้ให้กู้ก่อนที่ได้ทำการกู้เงินไป มันก็เป็นวัตถุประสงค์ของผู้กู้รายนั้น ในกรณีเช่นนี้ก็มีวัตถุประสงค์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ในกรณีที่เป็นนิติกรรมสองฝ่าย จะถือว่าเป็นวัตถุประสงค์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จะกลายเป็นวัตถุประสงค์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

            คู่สัญญาในกรณีหลายฝ่ายได้รู้ก็ถือว่านิติกรรมนั้นมีวัตถุประสงค์ไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นโมฆะ

1124/2512การประกอบกิจการรับฝากเงินซึ่งต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถาม โดยให้ผลประโยชน์ตอบแทนแก่ผู้ฝากเป็นดอกเบี้ย และใช้ประโยชน์เงินฝากนั้นในการให้พ่อค้าและผู้รู้จักชอบพอกู้ยืมโดยเรียกค่านายหน้าค่ารางวัล และดอกเบี้ยจากผู้กู้ยืมมีจำนวนสูงกว่าดอกเบี้ยที่จะจ่ายแก่ผู้ฝาก หากกระทำเป็นปกติธุระย่อมเป็นการประกอบการธนาคารพาณิชย์ซึ่งจะต้องได้รับอนุญาตตามกฎหมาย

การใดอันมีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายซึ่งตกเป็นโมฆะกรรมนั้น ในสัญญาซึ่งเป็นนิติกรรมทำโดยบุคคลสองฝ่าย ประโยชน์อันเป็นผลสุดท้ายที่ทั้งสองฝ่ายต้องการคู่กรณีทั้งสองฝ่ายจะต้องร่วมรู้กัน จึงจะเป็นวัตถุที่ประสงค์ของนิติกรรมสัญญานั้นถ้าคู่สัญญาแต่ฝ่ายเดียวรู้ถึงการกระทำของตนว่าเป็นการต้องห้ามโดยกฎหมาย โดยอีกฝ่ายมิได้ร่วมรู้ด้วย จะถือว่านิติกรรมสัญญานั้นมีวัตถุที่ประสงค์เป็นการต้องห้ามโดยกฎหมายหาได้ไม่

แม้ผู้รับฝากเงินจะประกอบการธนาคารพาณิชย์โดยมิได้รับอนุญาตแต่ผู้ฝากมิได้ร่วมรู้ ในการกระทำของผู้รับฝากซึ่งมีวัตถุที่ประสงค์เป็นการต้องห้ามโดยกฎหมาย ดังนี้นิติกรรมรับฝากเงินระหว่างผู้ฝากกับผู้รับฝากย่อมไม่เป็นโมฆะ ผู้ฝากมีสิทธิเรียกเงินฝากคืนจากผู้รับฝากได้

คดีล้มละลายที่ได้ยื่นฟ้องก่อนวันที่พระราชบัญญัติล้มละลาย(ฉบับที่ 2) พ.ศ.2511 ใช้บังคับ และยังค้างพิจารณาอยู่ในศาลหรืออยู่ในระหว่างปฏิบัติการของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ แม้จะมีการอุทธรณ์ฎีกา คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลหลังจากใช้บังคับพระราชบัญญัติฉบับนี้แล้ว ค่าธรรมเนียมในการอุทธรณ์ฎีกาก็ยังคงเสียตามอัตราเดิมที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483

 ได้วินิจฉัยไว้ เป็นการประกอบกิจการรับฝากเงิน และให้ผลประโยชน์ผู้ฝากเป็นดอกเบี้ย แล้วเรียกดอกเบี้ยสูงกว่า การรับฝาก การประกอบกิจการทางพาณิชย์ต้องได้รับอนุญาตตามกฎหมาย ถ้าไม่ได้รับอนุญาตก็ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

            ก ได้รับเงินไปฝาก ข  จะเห็นได้ว่าสิ่งที่ ข ทำไปก็เป็นการประกอบกิจการพาณิชย์ สัญญา ฝากเงินดังกล่าว ไม่ชอบหรือไม่ ศาลวินิจฉันว่า ผู้ฝากไม่ทราบ นิติกรรมดังกล่าว ย่อมไม่เป็นโมฆะ

            จะเห็นได้ว่านิติกรรมหลายฝ่ายนั้น การที่จะเป็นนิติกรรมที่วัตถุประสงค์ต้องห้ามโดยกฎหมายนั้น คู่กรณีต่างๆต้องรู้ ด้วยจึงจะเป็นนิติกรรมต้องห้าง

4211 /2528

จำเลยที่ 1 ทำสัญญาตกลงยินยอมเป็นนักเรียนในความดูแลของโจทก์ตามสัญญาเป็นนักเรียนในความดูแลของ ก.พ. มีจำเลยที่ 2 บิดาและ ก. มารดาทำหนังสือยินยอมให้จำเลยที่ 1 อยู่ในความดูแลของโจทก์ โดยจำเลยที่ 2 ทำสัญญากับโจทก์ว่าจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการศึกษาให้จำเลยที่ 1 ให้โจทก์เป็นผู้จัดหาสถานศึกษาและยินยอมที่จะจัดส่งค่าใช้จ่ายตามที่โจทก์ได้ออกทดรองจ่ายแทนไปก่อน จำเลยที่ 1 ได้เข้าเรียนในประเทศอังกฤษ เมื่อปิดการศึกษา จำเลยที่ 1 เดินทางกลับประเทศไทย และรายงานตัวต่อโจทก์ ที่สำนักงานประเทศไทยว่าจะกลับไปเรียนต่อ ต่อมา ก. ได้ทำบันทึกถึงโจทก์ประสงค์ให้จำเลยที่ 1 ย้ายโรงเรียน หลังจากนั้นจำเลยทั้งสองทำหนังสือแจ้งยกเลิกการไปศึกษาที่ประเทศอังกฤษถึงโจทก์ โจทก์ได้ชำระค่าเล่าเรียนแทนจำเลยที่ 1 ไปแล้ว และระหว่างศึกษาอยู่ที่ประเทศอังกฤษ จำเลยทั้งสองได้เบิกค่าใช้จ่ายให้โจทก์ทดรองจ่ายไปก่อนด้วย ดังนั้น เมื่อสัญญาเป็นนักเรียนในความดูแลของ ก.พ. และสัญญาฝากและออกค่าใช้จ่ายที่จำเลยทั้งสองทำไว้กับโจทก์ระบุว่า กรณีผิดนัดชำระหนี้ให้โจทก์คิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดจากจำเลยทั้งสองในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามสัญญาดังกล่าว กรณีนี้ไม่ใช่เบี้ยปรับซึ่งศาลจะมีอำนาจปรับลดลงได้

 

            สัญญาประกันไปที่ทำไปจะเป็นโมฆะก็ต่อเมื่อผู้เอาประกันภัยได้ทราบ

1500/2531 จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ทำสัญญาค้ำประกันหนี้จำเลยที่ 1 ที่กู้เงินจากโจทก์ เมื่อการค้ำประกันหนี้เป็นกิจการที่จำเลยที่ 2 อาจได้รับอนุญาตให้กระทำได้ และอยู่ในขอบวัตถุที่ประสงค์ของจำเลยที่ 2 ตามหนังสือบริคณห์สนธิที่จดทะเบียนไว้ด้วยฉะนั้น หากโจทก์ซึ่งเป็นคู่สัญญากับจำเลยที่ 2 มิได้ร่วมรู้ด้วยว่าจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย ก็จะถือว่า นิติกรรมสัญญานั้นมีวัตถุที่ประสงค์เป็นการฝ่าฝืนต้องห้ามโดยกฎหมาย ไม่ได้ สัญญาค้ำประกันดังกล่าวจึงมีผลใช้บังคับได้ การทำสัญญากู้ และ ค้ำประกันโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย ปรากฏว่าจำเลยที่สองกระทำโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย ก็ถือว่านิติกรรมมีวัตถุประสงค์ต้องห้ามไม่ได้

            เกี่ยวกับวัตถุประสงค์นั้น เรื่องแรกคือต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย จะเห็นว่าโดยทั่วไปถ้ามีกฎหมายห้ามไม่ให้กระทำการใด มักจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับความสงบกฎหมายจึงจะห้ามไม่ให้กระทำ

            การกระทำที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ก็เป็นการกระทำที่มีกฏหมายห้ามไม่ให้ทำอาจออกมาในรูปที่ว่าถ้าทำไปแล้วเป็นการกระทำผิดอาญา จะเห็นได้ว่าการกระทำนั้นต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย เช่นห้ามมียาเสพติดในครอบครอง

            แต่นอกจากกฎหมายจะบัญญัติห้ามทางอาญาแล้วกฎหมายก็อาจห้ามในทางแพ่งก็ได้ เช่นอาจมีการห้ามไม่ให้กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดในทางแพ่งชัดเจน เช่นการขายทอดตลาด ซึ่งตนเป็นผู้ดำเนินการ ถ้าในการขายทอดตลาดรายใดผู้ทอดตลาดเข้ามาสู้ราคาก็เป็นการกระทำที่ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ก็เป็นโมฆะตามมาตรา 150

            ขณะเดียวกันก็ไม่ได้บัญญัติว่าในเรื่องนั้นๆต้องกระทำอย่างไรในทางแพ่ง ก็ต้องมาดูว่าการกระทำนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวด้วยกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ของประชาชนด้วย

            ถ้าหากบทบัญญัติของกฎหมายนั้นไม่ใช่กฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบ ก็เกี่ยวด้วยบทสันนิฐาน ที่กฎหมายให้กระทำได้ มีผลเป็นโมฆะ ยกตัวอย่างเช่นสัญญาซื้อขายอสังฯ ที่ว่าถ้าไม่ได้ตกลงแล้วให้ออกคนละครึ่งแต่หากเขาจะไปตกลงว่าคนขายออกหมด ก็แตกต่างที่กฎหมายบัญญัติไว้ เราก็มาดูว่าเป็นบทกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบหรือไม่ ก็ไม่ใช่ ดังนั้น วัตถุประสงค์ก็ไม่ต้องห้ามโดยกฎหมาย

            เรื่องแรกคือเรื่องการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา ถ้าใครไปเรียกเกิน ผู้ที่เรียกเกินก็มีความผิดอาญา ในกรณีสถาบันการเงินก็ได้รับการยกเว้น ซึ่งกฎหมายนี้เป็นประโยชน์ในสมัยที่ดอกเบี้ยแพง คือจะเรียกเกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปีไม่ได้ อัตตราดอกเบี้ยดังกล่าวก็จะเป็นโมฆะ

          เราก็เคยเรียนมาแล้ว ว่านิติกรรมที่เป็นโมฆะนั้นสามารถแยกส่วนได้ อะไรที่เป็นโมฆะอันนี้คือ อัตราดอกเบี้ยเท่านั้น 1321/2500  จทก์ฟ้องเรียกเงินตามสัญญากู้ จำเลยต่อสู้ว่าสัญญากู้ที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นโมฆะ เพราะนำเอาจำนวนเงินดอกเบี้ยซึ่งเรียกเกินจากอัตราที่กฎหมายบัญญัติห้ามไว้มาทำกันขึ้น จำเลยย่อมนำสืบได้ ไม่ต้องห้ามเจตนารมณ์ของพรบไม่ได้ห้ามมีการกู้ยืม สิ่งที่เป็นโมฆะคืออัตราดอกเบี้ยเท่านั้น ส่วนของต้นเงินนั้นไม่เป็นโมฆะ อันนี้มีฏีกาที่ 1178/2519 แม้ประมวลรัษฎากร มาตรา 103 จะให้ความหมายของคำว่า "ขีดฆ่า" ว่า "การกระทำเพื่อมิให้ใช้แสตมป์ได้อีก โดยในกรณีแสตมป์ปิดทับได้ลงลายมือชื่อหรือ ลงชื่อ ห้างร้านบนแสตมป์ หรือขีดเส้นคร่อมฆ่าแสตมป์ที่ปิดทับกระดาษ และลงวัน เดือน ปี ที่กระทำสิ่งเหล่านี้ด้วย ฯลฯ" ก็ตาม แต่ก็เป็นที่เห็นได้ว่า ความมุ่งหมายของคำว่า "ขีดฆ่า" นั้น ก็เพื่อจะให้แสตมป์ที่ปิดทับเอกสารนั้นใช้ไม่ได้ต่อไปเท่านั้น มาตรา 103 จึงให้ความหมายไว้ในตอนแรกว่า เป็นการ กระทำเพื่อมิให้ใช้แสตมป์ได้อีก ส่วนข้อความตอนต่อไปนั้นเป็นเพียงการอธิบายเพิ่มเติมวิธีกระทำเพื่อมิให้ใช้แสตมป์ได้อีกเท่านั้น ฉะนั้น เมื่อได้กระทำการใด ๆ ให้แสตมป์นั้นใช้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว แม้จะมิได้ปฏิบัติให้ครบถ้วนตามข้อความที่อธิบายเพิ่มเติมไว้ก็ถือได้ว่าเป็นการขีดฆ่าตามความหมายของ มาตรา 103 ที่ได้บัญญัติเกี่ยวกับคำว่า ขีดฆ่า นั้นแล้ว

การขีดฆ่าอากรแสตมป์ที่ปิดบนเอกสารสัญญากู้ด้วยหมึกเพื่อมิให้อากรแสตมป์นั้นใช้ได้อีกต่อไป เป็นการขีดฆ่าที่ชอบแล้ว แม้จะมิได้ลง วัน เดือน ปี ที่ขีดฆ่าก็ถือว่าสัญญากู้ที่โจทก์นำมาฟ้องนี้ปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้ว ไม่ต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 ที่จะใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่ง

แม้โจทก์จะไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยตั้งแต่วันทำสัญญากู้เพราะดอกเบี้ยที่เรียกเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด เป็นโมฆะก็ตาม แต่จำเลยต้องรับผิดใช้ ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงินกู้ให้โจทก์ในระหว่างที่จำเลย ผิดนัดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 224 และเมื่อไม่ปรากฏว่าก่อนฟ้องคดีได้ มีการผิดนัด จำเลยจึงต้องชดใช้ดอกเบี้ยให้โจทก์ตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไป

(ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 2/2519)

 วินิจฉัยว่าการที่โจทก์ให้กู้เงินเกินอัตรา หนี้เงินกู้เป็นหนี้เงิน ที่กฎหมายมาตรานั้นให้คิดดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ในขณะที่ผิดนัด เรื่องนี้ถือว่าผิดนัดตั้งแต่วันฟ้อง

            ปพพยังมี การห้ามคิดดอกเบี้ยทบต้น แต่ดอกเบี้ยค้างเกิน 1 ปี อาจตกลงให้คิดได้ และการตกลงต้องทำเป็นหนังสือ

            ข้อตกลงที่เขาตกลงกันให้คิดดอกเบี้ยทบต้นทันทีเลย อันนี้เห็นได้ชัดว่าขัดต่อกฎหมายบัญญัติ เราก็ต้องมาดูว่าบทบัญญัตินั้นเป็นบทบัญญัติเกี่ยวด้วยความสงบหรือไม่ ก็จะเห็นได้ว่า บทบัญญัติดังกล่าวนั้นถือได้ว่าเป็นข้อตกลงที่เกี่ยวด้วยความสงบ จึงเป็นโมฆะ  543/2510

การชำระหนี้เงินกู้ด้วยเช็ค เป็นการชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระหนี้ด้วยเงินจึงนำสืบได้ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 (อ้างฎีกาที่ 767/2505)

สัญญากู้ที่มีข้อความว่า ถ้าผู้กู้ผิดนัดไม่ส่งดอกเบี้ยตามอัตราและกำหนดที่ให้ชำระรายเดือน ผู้กู้ยอมให้ดอกเบี้ยที่ค้างชำระทบเข้ากับต้นเงินทันที และยอมให้ผู้ให้กู้คิดดอกเบี้ยที่ทบเข้ากับต้นเป็นต้นเงินซึ่งจะต้องเสียดอกเบี้ยด้วย เป็นการให้คิดดอกเบี้ยทบต้นได้ทันทีที่ ผู้กู้ผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ย จึงเป็นการฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 655 ข้อตกลงนี้เป็นโมฆะ

 

          แต่ถ้าทำสัญญาล่วงหน้าโดยที่ยังไม่มีการกู้เลยนะครับ 2518/2530คู่สัญญากู้ยืมเงินตกลงกันเป็นหนังสือให้เอาดอกเบี้ยที่ค้างชำระเป็นเวลาหนึ่งปีทบเข้ากับต้นเงินแล้ว ให้คิดดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่ทบเข้ากันนั้นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 655 วรรคแรก มิได้บังคับว่าต้องกระทำเมื่อดอกเบี้ยค้างชำระครบหนึ่งปีแล้วเท่านั้น ดังนั้นแม้จะตกลงกันไว้ตั้งแต่ขณะทำสัญญาข้อตกลงนี้ก็ไม่เป็นโมฆะ.

 วินิจฉัยว่า ข้อตกลงดังกล่าวสมบูรณ์ เพราะว่ามาตรา ดังกล่าวไม่ได้บัญญัติเรื่องตกลงไว้ก่อน

            ในเรื่องของนิติกรรม เรื่องของคนต่างด้าวซื้อที่ดิน ไม่ได้ห้ามในเรื่องคนต่างด้าวซื้อที่ดิน เพียงแต่การได้มาต้องเป็นไปตามเงื่อนไข โดยเฉพาะต้องได้รับอนุญาตจาก รมต มหาดไทย

เพราะฉะนั้นสัญญาที่ไม่ได้รับอนุญาต ก็เป็นสัญญาที่โมฆะ แต่ถ้าสัญญาดังกล่าวนั้นเป็นเรื่องที่ต้องการทำให้ถูกต้องตามพรบดังกล่าว นั้น เช่นมีข้อตกลงว่าต้องได้รับอนุญาตก่อนจึงจะซื้อก็จะเห็นได้ว่า วัตถุประสงค์ดังกล่าวก็จะสมบูรณ์ไม่เป็นโมฆะ

            ในเรื่องของคนต่างด้าวซื้อที่ดินนั้น ฏ 344/2511 คนต่างด้าวซื้อที่ดินโดยให้คนไทยลงชื่อแทน ถือว่าวัตถุประสงค์ขัดต่อกฎหมาย คือจะให้ลงชือหลอก คนไทยนั้นความเป็นจริงเป็นตัวแทนคนต่างด้าวที่จะเป็นเจ้าของจริง จึงเป็นโมฆะ และ คนต่างด้าวจะมาบังคับให้เป็นของตนก็ไม่ได้ และคนไทยที่เป็นตัวแทนก็จะมาอ้างเป็นของตนไม่ได้ แล้วผลสุดท้ายจะเป็นอย่างไร พรบดังกล่าวมีทางออกคือก็ให้ขายไป

 312/2511  

แม้สัญญาซื้อขายตามเอกสารหมาย จ.ล.1 ข้อ 2 มีความว่านับแต่วันทำหนังสือสัญญาเป็นต้นไป กรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่ซื้อขายย่อมโอนไปเป็นของผู้ซื้อ ฯลฯ แต่สัญญาข้อ 4 ก็มีความว่า โดยที่ผู้ซื้อเป็นนิติบุคคลสัญชาติต่างด้าวจะต้องได้รับอนุญาตจากกระทรวงมหาดไทยเสียก่อนจึงเข้ารับโอนกรรมสิทธิ์ตามหน้าโฉนดได้ และเมื่อผู้ซื้อได้รับอนุญาตจากทางราชการให้เข้าถือกรรมสิทธิ์ได้แล้วผู้ขายพร้อมที่จะโอนกรรมสิทธิ์ตามหน้าโฉนดให้เป็นของผู้ซื้อดังนี้ แสดงว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์พิพาทยังไม่โอนไปเป็นของจำเลยผู้ซื้อซึ่งเป็นนิติบุคคลสัญชาติต่างด้าว โดยคู่สัญญามีเจตนาที่จะไปจดทะเบียนซื้อขายโอนกรรมสิทธิ์กันต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ต่อไป ถึงแม้ว่าผู้จะซื้อได้ชำระราคาและเข้าครอบครองทรัพย์ด้วย ก็เป็นการครอบครองแทนผู้จะขาย เมื่อพิจารณาข้อความในสัญญาซื้อขายตามเอกสารหมาย จ.ล. 1 ทั้งหมด สัญญานี้เป็นเพียงสัญญาจะซื้อขายเท่านั้น

ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 86 คนต่างด้าวซึ่งมีสนธิสัญญากับประเทศไทยอาจได้มาซึ่งที่ดินตามเงื่อนไขและวิธีการซึ่งกำหนดโดยกฎกระทรวง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้อนุญาตแล้วจึงไม่เป็นข้อห้ามโดยเด็ดขาดที่ไม่ให้คนต่างด้าวมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินในประเทศไทยฉะนั้น สัญญาซื้อขายตามเอกสารหมาย จ.ล. 1 ซึ่งมีข้อความว่าให้จำเลยต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จึงจะทำการซื้อขายโอนกรรมสิทธิ์กัน จึงไม่เป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายหาเป็นโมฆะไม่ การที่ผู้จะขายกับผู้จะซื้อทำสัญญาจำนองและสัญญาเช่าทรัพย์พิพาทกันอีกชั้นหนึ่งนั้นเมื่อไม่มีผลทำให้กรรมสิทธิ์โอนไปจากผู้จะขาย ก็ถือไม่ได้ว่าผู้จะขายกับผู้จะซื้อมีเจตนาหลีกเลี่ยงกฎหมาย ไม่ต้องให้ผู้จะซื้อขออนุญาต เพื่อให้ได้มาซึ่งที่ดิน

ผู้จะขายตกลงจำนองทรัพย์ที่จะขายไว้กับผู้จะซื้อ และในสัญญาจำนองตกลงกันให้ถือเอาเงินที่ชำระราคาตามสัญญาจะซื้อขายเป็นเงินจำนอง เมื่อมีข้อสัญญาว่าให้การจำนองนี้เป็นประกันเงินที่ผู้จะขายอาจต้องคืนผู้จะซื้อเมื่อมีการเลิกสัญญาจะซื้อขายกัน ย่อมเป็นสัญญาที่มีมูลหนี้สมบูรณ์ใช้บังคับได้ และในกรณีที่ผู้จะซื้อตกลงเช่าทรัพย์พิพาทที่จะซื้อจากผู้จะขายสัญญาเช่าก็ย่อมปฏิบัติต่อกันได้ ซึ่งผู้จะซื้อซึ่งเป็นผู้เช่าย่อมใช้สิทธิตามสัญญานี้เข้าครอบครองใช้ทรัพย์พิพาท ฉะนั้น สัญญาจำนองสัญญาเช่าดังกล่าวจึงไม่เป็นโมฆะ และไม่เป็นการอำพรางนิติกรรมสัญญาจะซื้อขาย(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 6/2511)

 

538/2511

สัญญาจะซื้อขายที่ดินระหว่างคนไทยกับคนต่างด้าวนั้น หาเป็นโมฆะหรือโมฆียะไม่ เพราะกฎหมายหาได้ห้ามขาดไม่ให้คนต่างด้าวถือกรรมสิทธิ์ที่ดินเสียทีเดียวไม่คนต่างด้าวซึ่งเป็นคนซื้ออาจดำเนินการให้ได้รับโอนที่ดินตามสัญญาจะซื้อขายนั้นได้ เช่นทำการขออนุญาตถือกรรมสิทธิ์ แต่คดีนี้ทางพิจารณาไม่ปรากฏว่าโจทก์(คนต่างด้าว)ได้ปฏิบัติการให้เป็นไปตามเงื่อนไขและข้อกำหนด และได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยให้ได้มาซึ่งที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดินแต่ประการใดกรณีย่อมไม่อาจคาดหมายได้ว่าโจทก์อยู่ในฐานะจะสามารถซื้อที่ดินจากจำเลยได้อยู่ ๆ โจทก์ก็มาฟ้องขอให้บังคับจำเลยโอนที่ดินให้โดยโจทก์ยังไม่มีสิทธิที่จะถือกรรมสิทธิ์ที่ดินได้ เช่นนี้หากศาลบังคับให้ ก็เป็นทางให้โจทก์ได้ที่ดินอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ฉะนั้น การที่จำเลยยังไม่โอนที่พิพาทให้โจทก์ ย่อมจะถือว่าจำเลยผิดสัญญาหาได้ไม่และโจทก์จะเรียกเบี้ยปรับจากจำเลยก็ไม่ได้เช่นกัน (ประชุมใหญ่ครั้งที่ 6/2511)

 

ศาลบอกว่าคนต่างด้าวไม่ได้ห้ามทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินเลย การได้มาที่ดินนั้นไม่ใช่เฉพาะการได้กรรมสิทธิ์เท่านั้น รวมถึงที่ดินมือเปล่า 2960/2517 การได้มาซึ่งที่ดิน แม้จะเป็นเพียงสิทธิครอบครองในฐานะเจ้าของ ก็ต้องตกอยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 86 ด้วย เมื่อโจทก์ (ซึ่งเป็นคนต่างด้าว) มิได้ยื่นคำขออนุญาตให้ได้มาซึ่งที่พิพาทต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 8(พ.ศ.2497)ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน ข้อ 2 และไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี ตามความในมาตรา 86 แห่งประมวลกฎหมายที่ดินแม้โจทก์จำเลยได้ทำสัญญาซื้อขายและส่งมอบการครอบครองที่ดินต่อกัน สัญญาดังกล่าวก็เป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เป็นการโอนสิทธิครอบครองให้คนต่างด้าว อันเป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ขัดต่อประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 86 และ 111 ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 113 โจทก์จึงอ้างว่ามีสิทธิครอบครองอย่างเจ้าของไม่ได้

โจทก์อ้างความเป็นเจ้าของสิทธิครอบครอง จึงมีอำนาจให้เช่าที่พิพาท ไม่ได้อ้างสิทธิอย่างอื่น จำเลยต่อสู้ว่าที่พิพาทไม่ใช่ของโจทก์ เมื่อวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีสิทธิครอบครองที่พิพาทแล้วโจทก์ก็ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่และให้จำเลยเช่าที่พิพาทกับเรียกค่าเช่าที่ค้างจากจำเลยได้

การได้มาที่ดินแม้เป็นสิทธิครอบครองก็อยู่ในบังคับดังกล่าวด้วย

และสัญญาซื้อขายเมื่อเป็นโมฆะก็เสียเปล่า ฏีกาเกี่ยวกับคนต่างด้าวก็มี 301/2538 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา97ให้สิทธิคู่ความฝ่ายหนึ่งจะอ้างคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเป็นพยานของตนได้ดังนั้นการที่โจทก์อ้างจำเลยที่2เป็นพยานโจทก์และจะนำสืบเมื่อใดก็ได้แล้วแต่โจทก์จะเห็นสมควรไม่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต จำเลยทั้งสองฎีกาว่าโจทก์กล่าวในคำฟ้องว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากป.ขณะนั้นโจทก์เป็นบุคคลต่างด้าวจึงไม่อาจถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทได้แต่ทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากบริษัทย. จำกัดซึ่งมีจำเลยที่2ถือกรรมสิทธิ์แทนนั้นเป็นการนำสืบเพื่อให้เห็นว่าโจทก์เป็นบุคคลต่างด้าวซื้อที่ดินพิพาทจากบุคคลภายนอกโดยจำเลยที่2เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดแทนโจทก์นั่นเองไม่เป็นการนำสืบนอกฟ้องนอกประเด็นส่วนที่ว่าโจทก์ซื้อมาจากใครเป็นรายละเอียดไม่ทำให้การนำสืบของโจทก์ต้องเสียไป ในขณะที่โจทก์ฟ้องคดีโจทก์เป็นบุคคลมีสัญชาติไทยจึงเชื่อว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องเอาคืนที่ดินของโจทก์ที่จำเลยที่2ถือกรรมสิทธิ์แทนได้ส่วนการที่โจทก์อ้างจำเลยที่2เป็นพยานก็เนื่องจากกฎหมายให้สิทธิไว้การฟ้องคดีและการดำเนินคดีของโจทก์ไม่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจกำหนดค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับจึงเหมาะสมแก่รูปคดีแล้ว ในขณะที่โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากบริษัทย. จำกัดโจทก์เป็นบุคคลต่างด้าวนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทจึงต้องห้ามชัดแจ้งตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา86และตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา113เดิม(มาตรา150ที่แก้ไขใหม่)แต่ผลของการที่นิติกรรมเป็นโมฆะดังกล่าวไม่ทำให้นิติกรรมเสียเปล่าไปยังคงมีผลตามกฎหมายอยู่แต่โจทก์ไม่มีสิทธิถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทต้องจัดการจำหน่ายตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา94และการบังคับให้จำหน่ายดังกล่าวหมายความเฉพาะที่ดินพิพาทเท่านั้นไม่รวมถึงสิ่งปลูกสร้างพิพาทด้วยเพราะคนต่างด้าวไม่ต้องห้ามมิให้ถือกรรมสิทธิ์สิ่งปลูกสร้างแต่ประการใด

 

ถ้าคนต่างด้าวไม่จำหน่ายภายในกำหนดให้อำนาจ อธิบดีจำหน่ายได้ การบังคับให้จำหน่ายดังกล่าวหมายความเฉพาะที่ดินเท่านั้นไม่ได้รวมถึงสิ่งปลูกสร้างได้

5825/2529 – ค้นไม่พบ

ฏีกานี้เหมือนจะขยายการเป็นโมฆะออกไปในเรื่องของนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามโดยชัดแจ้งโดยกฎหมาย เช่น 2155/2537 ที่ดินพิพาท เป็นที่ดินมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.) มีข้อกำหนดห้ามโอนภายใน 10 ปี ตาม ประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 58 ทวิ วรรคห้า โจทก์ทำสัญญาจะขายที่ดินพิพาทให้จำเลยและจะส่งมอบที่ดินภายในกำหนดห้ามโอนตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวจึงเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทย่อมตกเป็นโมฆะไม่มีผลบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 113 เดิม ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะทำสัญญา

 

5083/2537 คดีมีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกา 3,000 บาทจึงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248 ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยได้โต้แย้งสิทธิครอบครองที่พิพาทมาโดยตลอดเป็นการครอบครองเพื่อตน จำเลยย่อมได้สิทธิครอบครองโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เป็นฎีกาในข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามฎีกา ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 31 ห้ามโจทก์ผู้ได้สิทธิครอบครองในที่ดินแปลงพิพาทโอนไปยังผู้อื่นภายใน 10 ปี ดังนั้นถึงแม้จะฟังว่าจำเลยซื้อที่ดินพิพาทจากโจทก์ โดยโจทก์สละการครอบครองก็เป็นการซื้อมาและเข้าครอบครองภายในกำหนดเวลาห้ามโอน เป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ตกเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 113 แม้จะโอนไปเพียงบางส่วนของที่ดินที่ห้ามโอนและมอบการครอบครองแล้ว ทั้งมีข้อตกลงว่าจะจดทะเบียนโอนที่ดินให้จำเลยเมื่อพ้นกำหนดห้ามโอนแล้วก็ไม่อาจทำได้

 

ที่ดินพิพาทมีข้อบังคับห้ามโอน 10 ปี การที่ทำสัญญาโดยโอนให้แก่กันในระยะเวลาก็ต้องห้ามโดยกฎหมายเป็นโมฆะ 8477/2538 ค้นไม่พบ

เป็นการทำสัญญาที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามเป็นโมฆะ

อีกเรื่องหนึ่ง 395/2538 ที่ดินที่จำเลยขายให้แก่โจทก์ที่1บางส่วนเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่สงวนไว้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะจึงเป็นทรัพย์นอกพาณิชย์ซึ่งไม่อาจซื้อขายกันได้สัญญาจะซื้อจะขายและสัญญาซื้อขายที่ดินส่วนดังกล่าวจึงมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายเป็นโมฆะเท่ากับว่าจำเลยไม่เคยทำสัญญาจะซื้อจะขายและสัญญาซื้อขายที่ดินส่วนดังกล่าวกับโจทก์ที่1จึงไม่มีสัญญาจะซื้อจะขายหรือสัญญาซื้อขายที่ดินส่วนดังกล่าวที่จำเลยจะต้องรับผิดในการรอนสิทธิ

คือที่ดินที่จำเลยขายให้แก่โจทก์บางส่วนเป็นสาธารณะสมบัติ เป็นทรัพย์นอกพาณิชย์ มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามเป็นโมฆะ

อีกเรื่องหนึ่งก็เป็นที่ธรณีสงฆ์การโอนก็ทำได้โดย พรบ หรือ พรก เท่านั้น ถ้ายังไม่ได้มีดังกล่าว กี่ร้อยปีก็เป็นที่ธรณีสงฆ์ 3688/2546 เจ้าของเดิมอุทิศที่ดินให้แก่วัดโจทก์ตกเป็นที่ธรณีสงฆ์ การโอนกรรมสิทธิ์จะต้องกระทำตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 34 คือ โอนกรรมสิทธิ์โดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา แม้ที่ดินดังกล่าวจะได้มีการทำนิติกรรมและจดทะเบียนโอนต่อกันมาหลายทอดจนถึงจำเลย เมื่อมิได้กระทำตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 34 จึงเป็นการโอนที่ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ย่อมเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยออกจากที่ดินซึ่งจำเลยครอบครองอยู่ได้ โดยหาจำต้องฟ้องเจ้าของเดิมและผู้รับโอนคนก่อนจำเลยไม่ กรณีไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145

 

คำพิพากษาฏีกาเรื่องวัตถุประสงค์ก็มีเรื่องอื่นอีก 1017/2517การที่จำเลยสละสิทธิไถ่ถอนการขายฝากไม่ใช่เป็นการย้ายหรือซ่อนเร้นหรือโอนให้แก่ผู้อื่นซึ่งทรัพย์ใด จึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350

  การโอนสิทธิการเป็นบรรณาธิการเป็นโมฆะ ลักษณะการทำสัญญาเป้นการโอน ให้ไปใช้ประโยชน์ของการเป็นบรรณาธิการนั้น ศาลมองว่าเป็นการหลีกเลี่ยงพรบการพิมพ์ สัญญาเป็นโมฆะ ดังนั้นกิจการที่ต้องทำด้วยตนเองไปให้บุคคลอื่นกระทำก็เป็นโมฆะ

2377/2523  การเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์นั้นผู้เป็นเจ้าของจะต้องมีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนด และต้องขออนุญาตต่อเจ้าพนักงานการพิมพ์ตามกฎหมาย หากฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการพิมพ์อาจต้องรับโทษทางอาญา จึงเป็นกิจการที่ต้องทำเองเฉพาะตัว จะตั้งตัวแทนให้เป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์แทนตัวการหาได้ไม่ สัญญาที่โจทก์ตั้งให้จำเลยเป็นตัวแทนถือใบอนุญาตเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์แทนตัวการจึงเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย และเป็นการขัดขวางต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนย่อมเป็นโมฆะกรรม ศาลจึงไม่อาจบังคับจำเลยให้ปฏิบัติตามสัญญาตามคำขอของโจทก์ได้

การเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์ก็เช่นกันจะตั้งตัวแทนมาก็ไม่ได้

ฏีกาเรื่องการตั้งสถานบริการ คือการขอซื้อใบตั้งสถานบริการ 2275/2526 ใบอนุญาตให้ตั้งสถานบริการตามพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 เป็นใบอนุญาตเฉพาะตัวของผู้รับอนุญาต จะขออนุญาตแทนกันไม่ได้พระราชบัญญัติดังกล่าวมิได้มีบทบัญญัติให้โอนใบอนุญาตแก่กันได้ แสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์ว่าไม่ประสงค์ให้โอนใบอนุญาตแก่กันแม้ใบอนุญาตดังกล่าวจะเป็นทรัพย์สิน ก็เป็นเรื่องเฉพาะตัวของผู้รับอนุญาตโจทก์จึงไม่อาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยโอนใบอนุญาตให้แก่โจทก์ตามสัญญา เพราะวัตถุประสงค์แห่งสัญญาฝ่าฝืนต่อกฎหมายย่อมตกเป็นโมฆะ

 

608/2507 ค้นไม่พบ  ก็วินิจฉัยอย่างเดียวกัน เราจะเห็นว่าตัวอย่างฏีกาทั้งสองเรื่องนั้นนิติกรรมนั้นวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายอีกทั้งยังขัดต่อความสงบเรียบร้อยเป็นอยู่ในตัว คราวหน้าจะพูดถึงเรื่องต่อไป

 

 

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages