หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า kankokub ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ สมจิตร ทองศรี ผู้บรรยาย , ผู้มีน้ำใจส่ง flie เสียงที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า
ครั้งที่ 1 . (ภาพรวม ทรัพย์ ทรัพย์สิน อสังหาริมทรัพย์ )
วิชาทรัพย์ ที่ดินเป็นวิชาที่สำคัญเพราะออกข้อสอบในกลุ่มกฎหมายแพ่งแน่นอนหนึ่งข้อ ประการที่สองถ้าท่านไม่รู้เกี่ยวกับทรัพย์ บรรพ 1 บรรพ 4 ก็จะลำบากในกฎหมายแพ่งรู้เรื่อง ทรัพย์ หนี้ นิติกรรม ละเมิด ทราบเพียงเท่านี้ก็จะได้ดีแล้ว
ในเบื้องต้นในการออกข้อสอบไม่เฉพาะผู้บรรยายเท่านั้นที่เป็นผู้ออกข้อสอบ แต่มีอาจารย์จากภายนอกเป็นผู้ออกด้วย ดังนั้นต้อง ต้องวางแผนการอ่าน ให้ดี จะขออนุญาตเริ่มต้นแล้วกันว่าในส่วนที่เราจะศึกษากันนั้นมีอยู่สองบรรพนะครับ
ดูภาพรวมกว้างๆเสียก่อนว่าในวิชาทรัพย์มีสองบรรพ
บรรพแรก คือลักษณะ 3 137 – 148 รวม 42 มาตรา ภาคนี้เป็นภาพที่อยู่ในบรรพหนึ่ง บททั่วไปที่ใช้ได้กับทุกบรรพ เรื่องนี้พูดถึงคำจำกัดความของคำว่า ทรัพย์ หรือทรัพย์สินตามกฎหมาย
ประเภทของทรัพย์ซึ่งกฎหมายได้แบ่งประเภทของทรัพย์เอาไว้เพื่อประโยชน์ในการใช้งานเพื่อประโยชน์ในการศึกษา นอกจากนั้นบทบัญญัติในส่วนนี้ จะบัญญัติถึงส่วนของทรัพย์ที่กฏหมายเรียกว่าส่วนควบที่เรียกว่าอุปกรณ์ที่เรียกว่าดอกผล อยู่ด้วย
นอกจากนั้นสิ่งที่เราศึกษา ก็คือ บรรพ 4 เต็มๆ 136 มาตรา ส่วนนี้เป็นส่วนที่สำคัญของกฎหมายทรัพย์เพราะ มีเรื่องที่เกี่ยวกับทรัพยสิทธิบัญญัติถึงสิทธิครอบครอง ภาระจำยอม สิทธิเหนือพื้นดิน สิทธิอาศัย ภาระติดพันในอสังหาริมทรัพย์ ส่วนนี้เป็นส่วนที่กฎหมายเรียกว่าทรัพยสิทธิ
นอกจากนั้น ยังบัญญัติถึงการได้มา ของทรัพยสิทธิ ว่ามีผลอย่างไร ส่วนที่สองที่อยู่ในบรรพ 4 นี้เป็นส่วนที่สำคัญ นอกจากนั้น แม้จะชื่อวิชาทรัพย์ ที่ดิน แต่ กฎหมายที่ดินคงไม่ได้ลงลึก แต่อาจอ้างอิงอ้างถึงบางส่วนที่เกี่ยวข้อง นั่นเป็นสิ่งที่ผมนำเรียนทุกครั้งที่บรรยายเพื่อให้เห็นภาพกว้าง
เริ่ม ลักษณะ 3 ก่อน เรียกตามอาจารย์เสนีย์หรืออาจารย์บัญญัติว่า เรื่อง ภาค ทรัพย์สิน
เริ่มมาตรา 137 คือความหมายของคำว่าทรัพย์ เพราะฉะนั้นในความหมายของมันนั้นเมื่อสิ่งใดก็ตามที่เป็นวัตถุมีรูปร่างโดยหลักแล้วมันน่าจะเป็นทรัพย์ตามความหมายมาตรานี้
ทรัพย์อะไรก็ตามที่มันมีรูปร่างโดยตัวมันเองสิ่งเหล่านี้ก็เป็นวัตถุที่มีรูปร่าง ก็ง่ายๆ แต่เพียงอยากจะเรียนว่าในการแปลความก็มีสองแนว
แนวแรกมองว่าอะไรก็ตาม ซึ่งเป็นวัตถุที่มีรูปร่างมันย่อมเป็นทรัพย์ตาม 137 ทั้งสิ้น เช่น เสื้อ แว่น อะไรก็ตาม เหตุผลคือการที่จะเป็นทรัพย์หรือไม่เป็นทรัพย์เมื่อ มาตรา 137 บอกแค่นี้ก็ต้องแค่นี้ ส่วนเรื่องจะถือเอาได้หรือจะมีราคาหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ไม่เกี่ยวกับการเป็นทรัพย์หรือไม่ เพราะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง จะโอนให้แก่กันได้หรือไม่ก็เป็นเรื่องทรัพย์นอกพาณิชย์อีกเรื่องหนึ่ง
ในการอ้างก็มักอ้างตัวอย่าง ดวงจันทร์ เป็นต้น
อีกแนวคิด บอกว่าจะไปเหมารวมอย่างนั้นไม่ได้ ทรัพย์นอกจากจะมีรูปร่างแล้ว ทรัพย์นั้นต้องมีราคาและอาจถือเอาได้ด้วย เพราะเมื่อไม่มีราคา หรือไม่อาจถือเอาได้ ก็ไม่ใช่ทรัพย์
แต่อาจารย์มองว่า ในเรื่องนี้ไม่ค่อยแตกต่างกันในทางปฏิบัติ
ที่นี้เรามามองดูว่า ไม่ว่าทรัพย์ในความหมายไหน แต่คำว่าอาจมีราคาหรืออาจถือเอาได้ คำว่าราคานี้ หมายถึงคำว่า คุณค่า อาจถือเอาได้หมายถึงเรื่องอยู่ในวิสัยที่มนุษย์จะหวงกันได้ แต่มนุษย์ไม่จำเป็นที่ต้องถึงขนาดไปโอบกอดหวงกันไว้ ก็เป็นการถือเอาได้แล้ว
เรามาดูว่าสิ่งเหล่านี้มันจะใช้ประโยชน์ไม่เฉพาะในกฏหมายแพ่งแต่มันใช้ประโยชน์ในกฎหมายอาญาด้วยโดยเฉพาะความผิดเกี่ยวกับทรัพย์
5161/2547 เป็นเรื่องคดีอาญาปัญหาว่าการทึ่คนเอาแผ่นข้อมูลไปก็อปปี้ไปแล้วแผ่นดิสท์ยังอยู่จะเป็นความผิดเกี่ยวกับความผิดลักทรัพย์หรือรับของโจรหรือไม่
ปัญหาที่เกี่ยวโยงกับที่เราจะศึกษาก็คือข้อมูลในแผ่นข้อมูลมันเป็นทรัพย์หรือไม่ ก่อน ฏีกานี้ก็เลยบอกว่าข้อมูลไม่นับเป็นวัตถุมีรูปร่าง เป็นการแปลงสัญญาณ สำหรับตัวอักษรภาพ มิใช่รูปร่างของข้อมูล ข้อมูลในแผ่นข้อมูลจึงไม่เป็นทรัพย์ จึงไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ ส่วนเรื่องนี้เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์หรือไม่อย่างไร ก็เป็นเรื่องกฎหมายเฉพาะ
ในส่วนวัตถุมีรูปร่างหรือไม่ได้มีประชุมใหญ่แล้วว่า ลักกระแสไฟฟ้าเป็นลักทรัพย์ ก็มีการเสวนาในเชิงวิชาการกันว่ากระแสไฟฟ้าเป็นทรัพย์หรือไม่
ก็มีหมายเหตุท้ายฎีกาของท่านอาจารย์จิตติ ว่าเหตุใดลักกระแสไฟฟ้าจึงเป็นลักทรัพย์
หลังจากนั้นท่านก็คงจะทราบ ว่ามีฏีกาที่พูดถึงเรื่องคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าไม่ใช่คลื่นไฟฟ้าในอากาศนะครับ
ที่นี้เรามาดูความหมายของคำว่าทรัพย์สิน รวมถึงทรัพย์และวัตถุมีรูปร่างด้วย ซึ่งรวมถึงวัตถมีราคาและอาจถือเอาได้ด้วย
ประโยคในมาตรานี้ต้องหมายความว่า อาจมีราคาและอาจถือเอาได้ไปขยายคำว่าทรัพย์
ถ้าแนวคิดที่สองที่บอกว่าทรัพย์คือวัตถุมีรูปร่างซึ่งอาจมีราคาและอาจถือเอาได้นั้นหมายความว่า สิ่งนั้นต้องเป็นทรัพย์อยุ่ในตัว
ส่วนวัตถุมีรูปร่างซึ่งอาจมีราคาและอาจถือเอาได้นั้น ก็หมายถึงวัตถุ แต่จะไปแปลความตามตัวอักษรมากก็ไม่ได้ สิ่งเหล่านี้ ก็เช่นกำลังแรงธรรมชาติ นอกจากสิ่งนั้นแล้ว สิ่งที่เราจะมาเรียนกันก็คือสิ่งที่กฎหมายถือว่าสิทธิ และสิทธิเหล่านี้ต้องมีกฏหมายรับรองหรือยอมรับไว้แล้วจึงจะเป็นทรัพย์สินได้
ต้องเป็นนามธรรม ไม่อาจจับต้องได้
ลิขสิทธิ์เป็นทรัพย์สินหรือไม่ ก็เป็นสิ่งที่ไม่มีรูปร่าง แต่มันอาจมีราคาได้ ลิขสิทธิ์ย่อมเป็นทรัพย์สิน
นอกจากนั้นอะไรอีกเยอะแยะเลยเช่นกรรมสิทธิ์ ภาระจำยอม สิทธิอาศัย สิทธิเก็บกินเป็นไหม เหล่านี้ เป็นทรัพยืสินไหมครับ สิทิเหล่านี้กฎหมายรองรับหมด
ฉะนั้นเวลาเราศึกษาเรื่องทรัพย์สินความสำคัญคงอยุ่ในเรื่องสิทธิต่างๆนี้แหละ
ตัวอย่างที่ไม่ต้องจำไม่ต้องจด คือคำว่าหุ้นที่ถือกันในบริษัทหรือหุ้นที่ถือก็เป็นทรัพย์สินอยู่แล้ว มีราคาอยุ่แล้ว
สิทธิในสัญญาจะซื้อจะขายนั้นก็เป็นทรัพย์สิน
สิทธิที่ให้ตั้งสถานบริการแม้จะโอนไม่ได้ แต่ก็เป้นทรัพย์สิน การโอนกันไม่ได้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง สิทธิการเช่าซื้อกับการเคหะก็เป็นทรัพย์สินอยู่แล้ว
พอมาถึงตรงนี้นักศึกษาก็คงจะเห็นแล้ว ว่าสิ่งใดเป็นทรีพย์ ทรัพย์สิน
ประเภทของทรัพย์สิน
ก็บัญญัติไว้ ห้าประเภท คือ อสังหาริมทรัพย์ สังหาริมทรัพยื ทรัพย์แบ่งได้ ทรัพย์แบ่งไม่ได้ ทรัพย์นอกพาณิชย์ และในปัจจุบัน ยังมีคำว่าทรัพย์สินทางปัญญาที่ค่อนข้างคุ้นหูกันนแล้ว
ประการแรกในกฎหมายแพ่งของเรา ส่วนนี้เป็นส่วนที่สำคัญในบรรพหนึ่งในมาตรา 139 มาตรานี้ท่านต้องจำสาระสำคัญให้ได้
ทั้งสี่ประการ กฎหมายให้คำนิยามว่าเป็นอสังหาริมทรัพย์ ฉะนั้นถ้าเราดูคำว่าที่ดิน มันมีความหมายต่างกันกับที่ดินในประมวลกฎหมายที่ดิน บอกให้รวมคลอง บึง อะไรด้วย แต่ที่ดินในความหมายของอสังหาริมทรัพย์นี้หมายถึงที่ดินในความหมายทั่วๆไป เท่านั้นคดีความต่างๆก็จะเจอคำว่าที่ดินเยอะก็ไม่มีปัญหา
ประเภทที่สองทรัยพ์อันติดอันมีลักษณะเป็นการถาวร ก็แบ่งเป็นสองกรณี ประเภทแรกทรัพย์ซึ่งติดกับที่ดินเป็นการถาวรนี้เช่นเกิดตามธรรมชาติตรงนี้ก็แปลว่าไม้ยืนต้น อ่านตำราก็ทราบว่าไม้ยืนต้น ก็บอกว่าคือไม้ที่ปกติจะมีอายุยืนนานกว่าสามปี ฉะนั้นไม้ประเภทไหนที่ปกติแล้วมันอายุยืนกว่าสามปี ก็เป็นอสังหาริมทรัพย์ใช่ไหมครับ ปัญหาว่าเม็ดมะม่วง อ่อนแอ มีอายุแค่สองปีต้นมะม่วงเป็นสังหาริมทรัพย์ไหมครับ ก็เป็น เพราะดูที่ประเภท เป็นต้น เช่นเดียวกันไม้ล้มลุกก็ย่อมไม่เป็นอสังหาริมทรัพย์
อีกประเภทหนึ่งคือมนุษย์ทำขึ้นก็เป็นอสังหาริมทรัพย์ก็จะได้ว่าพวกตึกพวกอาคารเป็นอสังหาริมทรัพย์ไหมครับเป็นเป็นทรัพย์ที่ติดเป็นการถาวร โดยมนุษย์ทำขึ้น ทีนี้ก็ตั้งข้อสังเกตว่าในกรณีที่สังหาหรืออสังหาริมทรัพย์นี้มันโอนกันเจตนาเพื่อให้เป็นสังหาริมทรัพย์นี้ ก็เท่ากับว่าเปลี่ยนสภาพอสังหาริมทรัพย์โอนกันไปเป็นสังหารริมทรัพย์อันนี้ก็เอาไปใช้ในเรื่องซื้อขายว่าต้องทำตามแบบหรือไม่อันนี้ก็ดูที่เจตนา
กรณีที่ดูว่าทรัพย์สิ่งใดเป็นอสังหาริทรัพย์หรือไม่ อย่าไปปนกับการดูว่าทรัพย์นั้นเป็นส่วนควบหรือไม่เป็นคนล่ะกรณีกัน
อสังหาริมทรัพย์ดูที่สภาพ เช่นงานกาชาต ไม่ต้องดูว่าที่ดินใครแสดงสินค้ายี่สิบวันออกร้านโดยสร้างโรงเรือน ชนิดที่ว่าพายุมาก็พังไม่ได้ ถามว่าไอ้โรงเรือนนี้เป็นอสังหาริมทรัพย์ไหมครับ ถามว่าเป็นทรัพย์ที่ติดกับที่ดินไหม ก็เป็น ติดมั่นคงถาวรไหม ก็ใช่ ถามว่าอย่างนี้ก็เป็นอสังหาริมทรัพย์ ไหมก็เป็นสิครับ ดังนั้น 139 ก็ดูจากสภาพทางกายภาพ
ทีนี้มาดูใหม่ถามว่าโรงร้านเมื่อกี้เป็นส่วนควบไหมก็ต้องไปพิจารณาตามบท 144 145 146 .ใช่ไหมถามว่ามันเป็นไหมก็ไปดูว่าสามมาตราที่เราพูดถึงนั้นมันเป็นรึเปล่า ก็มาตรา146 ก้เป็นบทยกเว้นว่าสิ่งเหล่านี้ไม่เป็นส่วนควบ
ครั้งที่ 2 . (สังหาริมทรัพย์ ทรัพย์แบ่งได้หรือไม่ได้ )
เราจบถึงคำจำกัดความของคำว่าอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่สองแล้ว ก็มาดูถึงประเภทที่สามคือทรัพย์ที่ประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดิน ในตำราก็ยังบอกว่าเกิดโดยธรรมชาติหรือเกิดโดยมนุษย์ทำก็ได้ เช่นกรวด ทราบ ห้วย หนอง คลอง บึง ดังกล่าว เมื่อก่อน
5299/2546 บอกว่าคูคลองในที่พิพาทเป็นทรัพย์อันประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดิน หรือที่มนุษยืทำขึ้นก็เช่น ถนนคอนกรีตก็เป็นอสังหาริมทรัพย์ฉะนั้นข้อสังเกต เมื่อแยกออกมาแล้วมันเป็นสังหาริมทรัพย์
755/2527 เช่าที่ดินแล้วขุดไปขายก็เป็นลักทรัพย์ สภาพของมันเป็นสังหาริมทรัพย์แล้ว
ไม่เป็นความผิดฐานยักยอกเพราะผู้ให้เช่าให้ครอบครองอย่างอสังหาริทรัพย์ เมื่อเอาไปโดยขุดทำให้เป็นสังหาริมทรัพย์ก็ ไม่ใช่ทรัพย์ที่ครอบครอง
ประเภทที่สี่ ทรัพยสิทธิเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ หมายความว่าเราแยก ได้สามตัว คือทรัพยสิทธิเกี่ยวด้วยที่ดิน เช่น กรรมสิทธิ์ในที่ดิน สิทธิจำนอง สิ่งเหล่านี้ต้องเป็นทรัพยสินทธิ อีกอันก็คือทรัพยสิทธิเกี่ยวกับทรัพย์อันติดกับที่ดิน ก็กรรมสิทธิ์ในบ้าน สิทธิเหนือพื้นดินเป็นต้น
สังเกตว่าอสังหาริมทรัพย์ในความหมายสี่ประเภทนี้นักศึกษาจะเห็นว่ามันเป็นรูปธรรมมันเห็นชัดแต่ในประเภทที่สี่นี้เป็นสิทธิเป็นนามธรรม ฉะนั้นสิทิที่เป็นทรัพยสิทธิก็คือสิทธิที่มีวัตถุแห่งสิทธิเป็นทรัพย์สินหรือสิทธิที่เหนือทรัพย์สินนั้น
ฉะนั้นต้องมีวัตถแห่งสิทธิเป็นทรัพย์สิน สิ่งพวกนี่จะเป็นอสังหาริมทรัพย์ได้มันต้องเป็นทรัพยสิทธิ
ต่อไปมาตรา 140 คือสังหาริมทรัพยืเขียนง่ายมากเลย เวลาเราแยกว่าสังหาริมทรัพย์มีอะไรบ้างก็แยกได้สองอันใช่ไหมครับเริ่มที่ ตัวสังหาริมทรัพย์คือสิ่งอื่นนอกจากอสังหาริมทร้พย์ อันที่สองก็คือสิทธิเกี่ยวด้วย สังหาริมทรัพย์นั้น เมื่อสักครู่ในมาตรา 139 เป็นทรัพยสิทธิ แต่พอ 140 กลายเป็นสิทธิอันเกี่ยวกับทรัพย์สินนั้นไป
กรรมสิทธิ์ในรถยนต์เป็นสังหาริมทรัพย์หรืออสังหาริมทรัพย์ เป็นสังหาริมทรัพย์เพราะมันเป็นสิทธิเกี่ยวกับสังหาริมทรัพย์
อย่าไปหลงกับคำว่ากรรมสิทธิ์นะครับ
สิทธิอันเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่มีรูปร่าง
สิทธิที่คุณจะเรียกให้จ่ายค่าสินไหมทดแทนในมูละเมิด ก็เป็นสังหาริมทรัพย์
ปัญหาสิทธิที่มันเกี่ยวกับสังหาริมทรัพย์
สิทธิการเช่าที่ดินเป็นสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริทรัพย์ ทรัพยสิทธิในที่ดิน ไอ้ที่มันจะเป็นอสังหาริมทรัพย์นั้นต้องเป็นสิทธิอันเกี่ยวกับที่ดิน สิทธิการเช่าที่ดินเป็น สังหา หรืออสังหา
สิทธิการเช่าเป็น บุคคลสิทธิ ก็ย่อมเป็น สังหาริมทรัพย์ มันไม่ใช่ทรัพยสิทธิในที่ดิน หรือ
อสังหาริมทรัพย์
ตัวตรงนี้ต้องเข้าใจต้องแยกตรงนี้ให้ออก
เรามาดูนิดหนึ่งเมื่อก่อนตอนเรียนเขียนว่าลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า เป็นอสังหาริมทรัพย์ แต่ ก็มีแนวคิดตลอดว่าเครื่องหมายการค้าครอบครองปรปักษ์ไม่ได้
สิทธิพวกนี้บอกท่านแล้วว่ามันเป็นนามธรรมใช่หรือไม่ มันเป็นสังหาริมทรัพย์ใช่หรือไม่ อยากให้ก็ตามเป็นหรือไม่เป็นไม่ค่อยเป็นสาระสำคัญสักเท่าไหร่
ประเภทที่สามและสี่รวมไปเลยคือ ทรัพย์แบ่งได้และทรัพย์แบ่งไม่ได้ ก็อ่านตำราแล้วกันแบ่งแล้วทรายยังเป็นทราย น้ำตาลเป็นน้ำตาล
หุ้นแบ่งไม่ได้
ส่วนควบโดยหลักแล้วแบ่งไม่ได้ เพราะโดยหลักแล้วใครเป็นเจ้าของทรัพย์ประธานแล้วเป็น เจ้าของส่วนควบด้วย
ภาระจำยอมต้องตกติดไปกับตัวทรัพย์เสมอ สิ่งเหล่านี้เป็นทรัพย์ที่แบ่งไม่ได้
ทางปฏิบัติ ไม่ค่อยสำคัญในทางปฏิบัติในเรื่องทรัพย์แบ่งได้หรือแบ่งไม่ได้
สุดท้ายทรัพย์นอกพาณิชย์ พูดแล้วในตอนต้นแล้วว่า ทรัพย์ที่ไม่อาจถือเอาได้และโอนให้แก่กนได้โดยชอบด้วยกฎหมาย
ดวงจันทร์ ดาวหางอะไรพวกนี้ เป็นทรัพย์นอกพาณิชย์ ที่ไม่สามารถถือเอาได้ ถ้าเปลี่ยนสภาวะถือเอาได้หล่ะ แล้วกลายเป็นสังหาริมทรัพย์ที่ไม่มีเจ้าของด้วย
ทรัพย์นอกพาณิชย์ทรัพย์ที่ไม่สามารถโอนให้แก่กันได้โดยชอบด้วยกฎหมาย เช่นสาธารณะสมบัติโอนให้แก่กันไม่ได้ นี่คือทาง
ต้องเป็นเรื่องห้ามโอนเด็ดขาดนะครับไม่ใช่ห้ามโอนเพียงแค่เวลาใดเวลาหนึ่ง
ส่วนของทรัพย์ ผมคิดว่าเกริ่นไว้แล้วกันให้ท่านไปดูก่อนที่จะมาฟังในคราวหน้า ให้ดูเรื่องส่วนของทรัพย์ 144 -146 ดูอุปกรณ์ ดอกผล คราวหน้าจะได้จบเรื่องนี้ แล้วคราวต่อไปจะได้ขึ้นเรื่องทรัพยสิทธิจะไม่พูดรายละเอียดมากนักจะยกเพียงตัวอย่าง แล้วจะข้ามไปในเรื่องที่สำคัญกว่า
ครั้งที่ 3 . (ทรัพยสิทธิ บุคคลสิทธิ 1298 เกริ่นก่อน 1299 )
ในส่วนอุปกรณ์ดอกผล คงจะข้ามไป ข้ามมาในภาคทรัพยสิทธิอยู่ในบรรพ 4 ในการศึกษาในบรรพ 4 นี้ ท่านคงจะจำได้ว่าภาคนี้เป็นบทที่ค่อนข้างจะยากและมักนำมาออกข้อสอบเสียเป็นส่วนใหญ่
มาตรา 1298 – 1434 อย่างที่ได้พูดในตอนต้น ได้พูดเรื่องทรัพยสิทธิ กรรมสิทธิ์ สิทธิครอบครอง สิทธิอาศัย สิทธิเก็บกิน ภาระจำยอม ภาระติดพันในอสังหาริมทรัพย์ เป็นการได้มาอย่างไร เสียไปอย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญ
และถ้าเราจะพูดกัน สิ่งที่จะต้องทบทวนกันอยู่ ก็ต้องไปพบคำสองคำ
คือ ทรัพยสิทธิ กับ บุคคลสิทธิ และกฎหมายว่าด้วยทรัพย์ก็ต้องแบ่งสองคำนี้และทำความเข้าใจกัน
ทรัพยสิทธิไม่มีบทให้นิยามไว้ เพียงแต่หากดูแล้วจะพบว่า ในมาตรา 370 ในสัญญาต่างตอบแทน 722 ก็จะเจอ ในทางวิชาการให้ความหมายไว้ว่าหมายถึงสิทธิที่มีวัตถุแห่งสิทธิเป็นทรัพย์สิน หรือพูดอีกอย่างคือสิทธิที่มีเหนือทรัพย์สิน ทรัพยสิทธิเป็นนามธรรม เป็นการพูดถึงสิทธิที่เกี่ยวกับ ทรัพย์ เป็นนามธรรมที่เกี่ยวกับทรัพย์
กรรมสิทธิ์ สิทธิครอบครอง สิทธิอาศัย อะไรเหล่านี้เป็นสิทธิที่มีวัตถุแห่งสิทธิ เป็นทรัพย์สิน
ถ้าเราพูดถึงสิทธิอาศัยในโรงเรือนของคนอื่นวัตถุแห่งสิทธิที่เป็นทรัพย์สินคือโรงเรือนถ้าเราไม่มีโรงเรือนอยู่แล้วก็ไม่มีสิทธิอาศัย แล้วแต่มุมมอง
ตัวที่เหลือไม่ว่าจะเป็นภาระจำยอมสิทธิเหนือพื้นดินสิทธิเก็บกิน ก็เช่นกัน
อีกตัวคือบุคคลสิทธิ ในเรื่องหนี้ ก็เป็นสิทธิเรียกร้อง แต่ถ้าเรามองในฐานะสิทธิทั่วๆไปก็คือบุคคลสิทธิ คือ มีวัตถุแห่งสิทธิ เป็นการกระทำ หรืองดเว้นกระทำ หรือเป็นการที่หนี้เหนือตัวบุคคล
ในชั้นนี้สิ่งที่ท่านต้องเข้าใจมากที่สุดคือทรัพยสิทธิเราเข้าใจได้ลึกซึ้งหรือเปรียบเทียบ
ประการแรกถ้าเราดูทรัพยสิทธิก่อน คือวัตถุแห่งสิทธิเป็นทรัพย์สินโดยตรง คือ ถ้าไม่มีทรัพย์นั้นก็ไม่มีสิทธิเหล่านั้นได้ ต้องมีวัตถุแห่งสิทธิเป็นทรัพย์สินเสียก่อน
สัญญาจ้างแรงงานระหว่างนายจ้างลูกจ้างก็เป็นเรื่องของบุคคลสิทธิ หรือการกู้ยืมเงินก็เป็นบุคคลสิทธิ หรือหนี้ในทางงดเว้นการกระทำอาจจะเกิดกรณีที่ผมมีที่ดินติดกับที่ดินของท่านผมทำสัญญาแล้วว่าผมจะไม่ทำตึกสูงกว่า ตึกท่าน ก็ย่อมบังคับกันได้ระหว่างคู่กรณี หนี้นี้ก็เป็นการงดเว้นการกระทำ
ทรัพยสิทธิจะก่อตั้งได้ต้องเป็นตัวที่กฎหมายบัญญัติไว้ทั้งสิ้น เช่นเรื่อง กรรมสิทิ สิทธิครอบครอง ภาระจำยอม สิทธิอาศัย สิทิเหนือพื้นดิน สิทธิเก็บกิน เป็นต้น นอกจากนี้เราจะไปก่อตั้
งทรัพยสิทธิให้เรียกชื่ออย่างอื่น ก็คงไม่ได้
นั่นเป็นเรื่องเกิดขึ้นโดยอาศัยอำนาจของกฎหมาย เกิดขึ้นโดยนิติกรรมหรือนิติเหตุไม่ได้
ทรัพยสิทธิก่อให้เกิดหน้าที่แก่บุคคลทั่วไป เป็นหน้าที่ที่จะเป็นการยกเว้นที่จะไม่ให้ใครมาทำละเมิดเค้า เรามีนาฬิกานักศึกษาจะต้องไม่มาขโมยนาริกาเรือนนี้ไป
แต่เรื่องบุคคลสิทิ ลูกจ้างจะมีหน้าที่มาทำงานให้นายจ้างเท่านั้น ลูกจ้างจะไปฟ้องให้คนอื่นมาจ่ายค่าจ้างก็ไม่ได้
เช่นเดียวกัน ในเรื่องของการงดเว้นกระทำก็เช่นกัน
ทรัพยสิทธิไม่หมดไปโดยการไม่ใช้ ยกตัวอย่างเช่นผมใฝ่ฝันอยากได้นาริกาให้แฟนในอนาคต ซื้อมาเก็บไว้ ผมไม่มีแฟนเลยเก็บมายี่สิบปี กรรมสิทธิ์นั้นก็ไม่หมด เว้นแต่ทรัพยสิทธิในเรื่องนั้นๆมีนโยบายว่าต้องใช้เพราะมีลักษณะเป็นการรอนสิทธิของบุคคลอื่น
บุคคลสิทธิก็แน่นอนว่าถ้าไม่ไปบังคับภายในกำหนด ก็บังคับกันไม่ได้ พอมาถึงในจุดนี้ นักศึกษาคงจะเข้าใจได้ระดับหนึ่งว่าทรัพยสิทธิคืออะไร บุคคลสิทธิคืออะไรเพราะต่อจากนี้คงจะพูดถึงพาดพิง
ก่อนที่เราจะพูด1299 ก็ควรทำความเข้าใจกันสักนิดว่าการได้มาซึ่ง ทรัพยสิทธิ โดยหลักนิติกรรม
ส่วนวรรคสองคิอทางอื่นนอกจากนิติกรรม
ในมุมมองของกฎหมาย ก็มีอยู่สองอย่างเท่านั้น มีอยู่สองทางคือนิติกรรม กับทางอื่นนอกจากนิติกรรม
ทางนิติกรรมก็เช่น ซื้อ แลกเปลี่ยน หรือ การให้ หรือ ทำสัญญาก่อตั้งทรัพยสิทธิที่กฎหมายรับรองแล้วเช่น ภาระจำยอม สิทธิอาศัย สิทธิเก็บกิน ผมจะอาศัยในบ้านน้องสาวผมฟรี ๆโดยไม่ได้เช่า ซึ่งเป็นสิทธิอาศัย อย่างนี้ก็เป็นการก่อตั้งทรัพยสิทธิโดยนิติกรรม
อีกอันคือการได้มาโดยทางอื่น หรือโดยผลของกฎหมาย
หรือเรื่องหลักได้สวนควบโดยที่งอก
หรือที่คุ้นเคยกันหรือทางปฏิบัติเกิดขึ้นไม่มากคือการครอบครองปรปักษ์ 1382
หรือในเรื่องภาระจำยอมการได้โดยอายุความให้โยง 1382 มาใช้ก็เช่นเดินผ่านบ้านคนมาตลอดเกิน สิบปี
สิ่งที่ท่านได้มาเนี่ยไม่ทางนิติกรรมก็ทางอื่นนอกจากนิติกรรม ไม่มีทางได้มาโดยทางอื่นนอกจากนี้
การได้มาทางอื่นนอกจากนิติกรรมจะแบ่งก็ได้ เป็น
กรณีแรกกรณีที่มีกฎหมายบัญญัติเอา ไว้ก็เช่น เรื่องหลักส่วนควบ การครอบครองปรปักษ์ เช่นเดียวกันในเรื่องของการได้ภาระจำยอม
ส่วนที่สอง คือการได้มาโดยคำพิพากษาของศาล ก็เป็นการได้มาโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรมแต่ตั้งข้อสังเกตว่าต้องเป็นเรื่องที่ศาลวินิจฉัยข้อพิพาทไม่ใช่การได้มามาโดยสัญญาประนีประนอมยอมความในศาลยกตัวอย่างที่ 1 2 พิพาทกันว่าใครได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงนี้ ในที่สุดศาลตัดสินว่า 1 ได้ นั่นหมายความว่า 1 ได้ทรัพยสิทธิ มาโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม
แต่ถ้าคู่ความตกลงกันได้ให้ 1 มีกรรมสิทธิ์โดย 1 ยอมชำระเงินให้ 2 สองแสนบาท ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน เช่นนี้ถือว่า เป็นการได้มาโดยนิติกรรม
7143/2546 คือคำพิพากษาที่ได้วินิจฉัยไว้ชัดที่สุด ฏีกานี้เคยเอาไปออกข้อสอบผู้ช่วยมาแล้ว เป็นเรื่องที่คู่กรณีทำสัญญาประนีประนอมในศาล เป็นกรณีที่ให้ผ่อนยี่สิบเดือนเมื่อผ่อนครบแล้ว ให้กรรมสิทธิ์ตกเป็นอีกฝ่าย แล้วศาลพิพากษาตามยอม ไม่ถือว่าเป็นได้มาโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรมจะถือเป็นได้มาโดยนิติกรรมเมื่อได้มีการผ่อนครบแล้ว
การได้มาโดยสัญญาประนีประนอมยอมความ เป็นผู้ที่ได้สิทธิที่จะได้จดทะเบียนนั้นได้ก่อน
352/2488 949/2496 เป็นฎีกาที่วินิจฉัยว่าใครได้กรรมสิทธิ์มาโดยคำพิพากษาของเป็นการได้มาโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม
อันนี้ไม่ต้องจำแต่ให้เข้าใจหลักไว้
949/2496
286-373/2511 เป็นเรื่องที่วินิจฉัยในเรื่องว่าการได้มาโดยสัญญาประนีประนอมของศาลอันเป็นผู้ที่มีสิทธิจดทะเบียนได้ก่อน
2868/2529 เป็นการได้สิทธิที่จะจดทะเบียนได้จดก่อน
737/2511
ดดีนี้โจทก์นำเจ้าหนักงานสค 1
กรณีที่สามจะพูดต่อคราวหน้า การได้มาโดยการรับมรดก