++ ทบทวน//สรุปหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง : หมายบังคับคดี (275,276),การขอกันส่วน (287),การร้องขัดทรัพย์ (288) ++

12,017 views
Skip to first unread message

arunarun chitt

unread,
Nov 30, 2013, 3:47:29 AM11/30/13
to law...@googlegroups.com

            หมายบังคับคดี (มาตรา  275,276)

            ในกรณีหมายบังคับคดีให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาส่งมอบทรัพย์สิน  กระทำการ หรืองดเว้นกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งหรือขับไล่ลูกหนี้ตามคำพิพากษา  ให้ศาลระบุเงื่อนไขแห่งการบังคับคดีลงในหมายนั้นตามบทบัญญัติมาตรา  213 แห่ง ป.พ.พ. เท่าที่สภาพแห่งการบังคับคดีจะเปิดช่องให้กระทำได้โดยทางศาลหรือโดยทางเจ้าพนักงานบังคับคดี

          เช่น  ศาลพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนทางภาระจำยอมในที่ดินของจำเลยแก่ที่ดินของโจทก์  แต่จำเลยได้โอนที่ดินแก่บุคคลภายนอกไปแล้ว จำเลยจึงไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินภารยทรัพย์อีกต่อไป และไม่อยู่ในฐานะจะจดทะเบียนภาระจำยอมได้   ถือว่าสภาพแห่งการบังคับคดีไม่เปิดช่องให้จำเลยปฎิบัติตามคำพิพากษาได้ (ฎ. 6479/41) 

             - ถ้าศาลพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์ การที่จำเลยโอนสิ่งปลูกสร้างและที่ดินให้บุคคลอื่นไปแล้ว แต่จำเลยยังเป็นผู้จัดการดูแลครอบครองสิ่งปลูกสร้างอยู่  ถือไม่ได้ว่าสภาพแห่งการบังคับคดีไม่เปิดช่องให้กระทำได้ (ฎ. 1131-1132/44)

            - การถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ใช้เฉพาะกรณีการทำนิติกรรมสัญญาเท่านั้น   ( เฉพาะกรณีที่วัตถุแห่งหนี้เป็นอันให้กระทำนิติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น)  ศาลจะพิพากษาให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาในคดีละเมิดไม่ได้ (ฎ. 7091/42) หรือจะขอถือเอาคำพิพากษาแทนการบังคับชำระหนี้อย่างอื่นไม่ได้ เช่น  ฟ้องบังคับให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดิน ศาลจึงไม่อาจสั่งให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยได้  (ฎ. 4920/47) 

            - การจดทะเบียนหย่าโดยคำพิพากษา คู่กรณีเพียงแต่ยื่นคำพิพากษาถึงที่สุดที่รับรองถูกต้องต่อนายทะเบียนให้บันทึกการหย่าไว้ในทะเบียน  ศาลจึงไม่จำต้องสั่งในคำพิพากษาให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา (ฎ. 2141/31)

                - หมายบังคับคดีจะออกได้ต่อเมื่อระยะเวลาที่กำหนดให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาปฎิบัติตามคำพิพากษาได้ล่วงพ้นไปแล้ว  และลูกหนี้ฯ ไม่ชำระหนี้  หมายบังคับคดีที่ออกในขณะที่ยังไม่พ้นกำหนดเวลาตามคำบังคับตามมาตรา 276 วรรคหนึ่ง    เป็นหมายบังคับคดีที่ออกฝ่าฝืนต่อกฎหมาย   อย่างไรก็ตาม ถ้าศาลเห็นว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีมิได้ดำเนินการบังคับคดีทันที ในขณะที่ยังไม่พ้นระยะเวลาตามคำบังคับ  และถึงแม้จะรอให้พ้นกำหนดเวลาตามคำบังคับ จำเลยก็คงไม่ชำระหนี้ และต้องออกหมายบังคับคดีอยู่นั้นเอง ศาลอาจไม่ให้เพิกถอนหมายบังคับคดีก็ได้ (ฎ. 5642/40)

                - การออกหมายบังคับคดีจะต้องออกตามคำพิพากษา  จะอ้างว่าสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้ปฎิบัติตามคำพิพากษาได้  จึงให้ใช้ค่าเสียหายแทน โดยมิได้พิพากษาเช่นนั้นไม่ได้  (ฎ. 1316/4 ป.)    เพราะมาตรา  276  เป็นเรื่องการออกหมายบังคับคดีเพื่อปฎิบัติการให้เป็นไปตามคำพิพากษา ฯ   เช่นศาลพิพากษาตามคำขอของโจทก์ว่าให้จำเลยยอมรับการไถ่ที่ดินตามฟ้องในรา  64,000 บาท  จากโจทก์  การที่ศาลชั้นต้นสั่งให้จำเลยชดใช้ค่าเสยหายแทน เพราะสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้บังคับได้ เนื่องจากจำเลยโอนที่ดินให้บุตรแล้ว  จึงเป็นการบังคับนอกเหนือจากคำพิพากษาซึ่งศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจสั่งเช่นนั้น  

                - ถ้าเป็นเรื่องที่ต้องปฎิบัติตอบแทนกัน  ไม่ถือว่าเป็นการบังคับนอกเหนือคำพิพากษา(ฎ.2403/27)  

เจ้าพนักงานบังคับคดีอยู่ในฐานะผู้แทนเจ้าหนี้ ( ม.278)

- ในการดำเนินการบังคับคดี  เจ้าพนักงานบังคับคดี มีอำนาจในฐานะเป็นผู้แทนเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจึงถือว่าเจ้าพนักงานบังคับคดี ยึดและขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึดและรับเงินจากการขายทอดตลาดไว้แทนเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา   เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจนถึงวันที่ขายทอดตลาดเท่านั้น (ฎ. 4038/43, 1435/10)

- แต่ถ้าจำเลยคัดค้านการขายทอดตลาดขอให้ยกเลิกการขายทอดตลาด  แล้วมีการอุทธรณ์ ฎีกา   เป็นเหตุให้โจทก์ไม่ได้รับชำระหนี้ ถือว่าการบังคับคดียังไม่เสร็จบริบูรณ์จนกว่าจะมีการอ่านคำพิพากษาของศาลฎีกา   จำเลยต้องรับผิดใช้ดอกเบี้ยจากเงินที่ขายทอดตลาด (ฎ.6486/31)    แสดงว่าจำเลยกระทำให้การชำระหนี้ตามคำพิพากษาล่าช้า ถ้าในที่สุดจำเลยเป็นฝ่ายแพ้  จำเลยก็ต้องรับผิดในดอกเบี้ยหลังจากขายทอดตลาดด้วย   

- เงินมัดจำที่ผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดวางไว้ต่อจ้าพนักงานบังคับคดี  ถือว่าเป็นเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้รับไว้แทนเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา เมื่อผู้ซื้อผิดสัญญาและถูกริบ  เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องรวบรวมไว้ชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา (ฎ. 691/22)           

การยึดและอายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ ฯ (มาตรา  282-284)

              -  เจ้าพนักงานบังคับคดีชอบที่จะยึดและอายัดหรือขายทรัพย์สินที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอ้างว่าเป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษา   ดังนี้เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงไม่ชอบที่จะขอให้อายัดสิทธิเรียกร้องที่เจ้าหนี้ยังโต้แย้งว่าจำเลยยังมีข้อพิพาทกับบุคคลภานอกอยู่ (ฎ. 586/43) 

              *- ถ้าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอ้างว่าทรัพย์ สินใดเป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษา  และยืนยันให้ยึด  เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องยึดทรัพย์สินนั้นโดยไม่ต้องให้โจทก์ไปฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลตาม ป.พ.พ.มาตรา 237  ก่อน  ถ้าเจ้าพนักงานบงคับคดีไม่ยึด เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาร้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์โดยขอให้ศาลสั่งให้เจ้าพนักงานคดียึดทรัพย์สินนั้นได้ ตามมาตรา  283 วรรคสอง (ฎ. 638/49)

             - ความรับผิดต่อลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือต่อบุคคลภายนอกเพื่อความเสียหายอันเกิดจากการยึด  และขายทรัพย์สินโดยมิชอบ  หรือยึดทรัพย์สินเกินกว่าที่จำเป็นแก่การบังคับคดีนั้น ย่อมไม่ตกแก่เจ้าพนักงานบังคับคดี  แต่ตกอยู่แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา เว้นแต่กรณีเจ้านักงานบังคับคดีได้กระทำไปฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่ง มาตรา  284 วรรคสอง   ดังนี้  เมื่อมีการยึดทรัพย์ผิดโดยไปยึดที่ดินธรณีสงฆ์ ออกขายทอดตลาดและนำเงินชำระหนี้ให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาไปแล้ว  ดังนี้การยึดดังกล่าวเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเป็นผู้นำยึด   จำเลยไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย  และไม่ได้รับเงินค่าซื้อที่ดิน ไม่มีมูลหนี้ที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาจะใช้คืนแก่ผู้ที่ประมูลซื้อที่ดินนั้นไป คดีไม่เข้าลักษณะลาภมิควรได้  ผู้ซื้อจะเรียกเงินคืนจากลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ได้ (ฎ. 433/03 ป.)   

                - กรณีพิพากษาที่ให้โจทก์ชำระหนี้เป็นเงินแก่จำเลย  มิได้พิพากษาให้นำเงินมาวางศาลคำบังคับก็มิได้ระบุสถานที่ใช้เงินไว้ด้วย   โจทก์จึงต้องนำเงินไปชำระแก่จำเลย ณ. ภูมิลำเนาของจำเลย การที่โจทก์นำเงินมาวางศาลจึงถือไม่ได้ว่าเป็นกรณีที่จำเลยได้รับชำระหนี้จากโจทก์โดยถูกต้องทั้งโจทก์ไม่ได้แจ้งกรชำระหนี้แก่จำเลย   ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ทราบแล้ว ดังนี้การที่จำเลยนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์ของโจทก์ตามหมายบังคับคดีของศาล จึงเป็นการใช้สิทธิทางศาลตามที่โจทก์มีอยู่เพื่อขอบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษา เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยกระทำโดยไม่สุจริต จงใจ  ประมาทเลินเล่อเพื่อให้จำเลยได้รับความเสียหาย ไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ (ฎ. 3050/40)

                ทรัพย์สินและสิทธิเรียกร้องที่ไม่อยู่ในข่ายบังคับคดี  (มาตรา 285,286)

                - ได้แก่ทรัพย์สินที่โอนกันไม่ได้ตามกฎหมาย  หรือตามกฎหมายย่อมไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี  สิทธิการเช่าเป็นสิทธิเฉพาะตัว  เมื่อไม่มีข้อตกลงให้ผู้เช่าโอนสิทธิการเช่าได้ ถือว่าเป็นทรัพย์สินที่โอนกันไม่ได้ตามกฎหมาย   ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี   โจทก์ไม่มีสิทธินำยึดออกขายทอดตลาด (ฎ. 2227/37)

                -  เงินเดือน( เงินสะสม เป็นส่วนหนึ่งของเงินเดือนของข้าราชการ)  ค่าจ้าง  บำนาญ  เงินบำเหน็จ ฯ ตามมาตรา  286(2) และ (3)  แม้จำเลยจะได้รับมาจากเจ้าหน้าที่การเงินแล้ว  ก็เป็นเงินที่ไม่อยู่ในข่ายบังคับคดี (ฎ. 3020/32 ป.) เพราะกฎหมายประสงค์จะให้ข้าราชการลูกจ้าง คู่สมรส หรือญาติของข้าราชการ ได้มีเงินเลี้ยงชีพต่อไป ฉะนั้นจึงไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี

                ข้อสังเกต เฉพาะเงินเดือน ค่าจ้าง ฯ  ตามมาตรา  286(2) เป็นเงินที่รัฐบาลเป็นผู้จ่าย และไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีทั้งหมด  แต่เงินเดือน ค่าจ้างฯ ตามมาตรา  286(3) เป็นเงินที่นายจ้างไม่ใช่รัฐบาลเป็นผู้จ่าย  ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีเฉพาะจำนวนเงินรวมกันไม่เกินเดือนละ 10,000 บาท  

                การขอกันส่วน( มาตรา  287)

                - บุคคลภายนอกจะใช้สิทธิตามมาตรา  287  นี้ได้  ต้องมีการบังคับคดีหรือบังคับชำระหนี้เอาแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ด้วย  ดังนั้นการที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาบังคับคดีอันเป็นการใช้สิทธิติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของเจ้าหนี้   มิใช่เป็นการบังคับคดีหรือบังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินของจำเลยผู้เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา ผู้ร้องจะขอคุ้มครองตามตรา 287 ไม่ได้  (ฎ.832/36,1767/27)

                **-  หรือในกรณีที่เป็นการฟ้องร้องให้แบ่งทรัพย์สินระหว่างเจ้าของรวม  บุคคลอื่นจะร้องขอกันส่วนไม่ได้เช่นกัน (ฎ. 5470/36)  เพราะมาตรา 287  จะต้องเป็นกรณีที่มีการบังคับแก่ทรัพย์สินของจำเลย หรือลูกหนี้ตามคำพิพากษา   และเป็นการกระทบกระเทือนสิทธิของผู้อื่น   แต่ตมฎีกาเรื่องนี้เป็นการบังคับให้จำเลยแบ่งแยกทรัพย์สินในระหว่างเจ้าของรวมด้วยกันแล้วจัดการโอนให้แก่โจทก์เท่านั้น หาได้มีการบังคับเอาแก่ทรัพย์สินของจำเลยตามความในมาตรา 287 แต่ประการใดไม่  กรณีดังกล่าวจึงขอกันส่วนไม่ได้     

                - ผู้ที่จะขอคุ้มครองตามมารา  287  ต้องเป็นผู้มีบุริมสิทธิหรือสิทธิอื่นๆ ซึ่งผู้นั้นอาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินที่ยึดหรืออายัดได้   สำหรับสิทธิอื่นๆ นั้น จะต้องเป็นสิทธิทำนองเดียวกับบุริมสิทธิ (ฎ. 3323/28)  แต่สิทธิของธนาคารผู้ร้องที่จะนำเงินฝากในบัญชีของจำเลยที่ค้ำประกันการเบิกเงินเกินบัญชีของจำเลยไปหักหนี้ การเบิกเงินเกินบัญชีได้ก่อน  ไม่ใช่เป็นสิทธิอื่นๆตามมาตรา  287 ที่จะร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ตามกฎหมาย   

                - เจ้าหนี้ผู้รับจำนำเป็นผู้มีสิทธิเหนือทรัพย์ที่จำนำ จึงมีสิทธิขอกันส่วนเพื่อขอรับชำระหนี้ของตนตามมาตรา 287  แต่ถ้าผู้รับจำนำยอมให้ทรัพย์สินที่จำนำกลับคืนไปสู่การครอบครองของผู้จำนำแล้ว สิทธิจำนำย่อมระงับสิ้นไป จะร้องขอกันส่วนไม่ได้  (ฎ. 2517/34)             

                เจ้าของรวมร้องขัดทรัพย์ไม่ได้  แต่ร้องกันส่วนได้

                - ผู้ที่เป็นเจ้าของในทรัพย์สินที่ถูกยึดร่วมกับจำเลย  จะร้องขัดทรัพย์ไม่ได้ เพราะจำเลยมีส่วนเป็นเจ้าของอยู่ด้วย   แต่เจ้าของรวมคนอื่นมีสิทธิขอกันส่วนของตนออกมิให้ถูกบังคับชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ตามมาตรา  287  (ฎ. 339/16,4895/25)

                - กรณีทรัพย์สินที่ถูกยึดเป็นสินสมรส ถือว่าคู่สมรสฝ่ายที่ไม่ถูกฟ้องเป็นบุคคลภายนอกมีสิทธิร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินนั้นได้   จึงมีสิทธิร้องขอกันส่วนจากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดสินสมรสนั้น  แต่ทั้งนี้ต้องได้ความว่าหนี้ที่โจทก์ฟ้องบังคับนั้นต้องไม่ใช่หนี้ร่วมระหว่างสามีภริยา (ฎ. 679/32,1605-6/37)  

                - กรณีที่ผู้ร้องกับจำเลยเป็นสามีภริยากัน และหนี้ตามคำพิพากษาเป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยาตามที่ระบุไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา  1490   ซึ่งสามีและภริยาต้องร่วมกันรับผิดในหนี้ดังกล่าว และตาม ป.พ.พ. มาตรา 1489  บัญญัติให้ชำระหนี้จากสินสมรสก่อน  ผู้ร้องจึงขอกันส่วนจากสินสมรสที่ถูกยึดไม่ได้(ฎ. 2955/48, 5531/3)

                - อย่างไรก็ตาม กรณีที่สามีภริยาร่วมกันกระทำละเมิดต่อบุคคลอื่น เป็นหนี้ร่วมธรรมดา แม้สามีภริยาต้องรับผิดร่วมกันอย่างลูกหนี้ร่วมก็ตาม แต่ก็ไม่ใช่หนี้ร่วมตามนัย ป.พ.พ. มาตรา 1490   ดังนั้นการที่ผู้เสียหายฟ้องสามีหรือภริยา เพียงคนเดียว  และยึดสินสมรสออกขายทอดตลาด  ภริยา หรือสามีที่มิได้ถูกฟ้องมีสิทธิขอกันส่วนได้ (ฎ. 679/32)

                - สังเกตว่าถ้าหนี้ตามคำพิพากษาเป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยา ตามนัย  ป.พ.พ. มาตรา 1490  สามีหรือภริยา ที่มิได้ถูกฟ้องจะร้องขอกันส่วนจากสินสมรสที่ถูกยึดไม่ได้      แต่ถ้าเป็นสินส่วนตัวของคู่สมรสที่มิได้ถูกฟ้องด้วย  แม้หนี้ตามคำพิพากษาจะเป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยาก็ตาม เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาก็จะขอให้ยึดมาชำระหนี้ดังกล่าวไม่ได้  (ถือเป็นการยึดทรัพย์บุคคลภายนอกนั้นเอง)  (ฎ.445/40,523/34)  

                - ความหมายของการกันส่วน  มีความหมาย 2 ประการ   คือ การกันส่วนจากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาด  กับการกันส่วนจากตัวทรัพย์ที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้

                - สำหรับการขอกันส่วนของเจ้าของรวม  โดยปกติ ต้องกันส่วนจากเงินที่ได้จากการขายทอดตาดที่ดินที่ยึดไว้ ไม่ใช่กันส่วนจากที่ดินที่ถูกยึดบังคับคดี

                - กรณีทรัพย์สินที่ยึดนั้นเป็นที่ดิน ไม่ว่าจะเป็นที่ดินที่มีหนังสือสำคัญเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ( น.ส.3 หรือ น.ส. 3 ก. ) หรือที่ดินมือเปล่า หรือที่ดินที่มีหนังสือสำคัญเป็นโฉนดที่ดิน ถ้าผู้ร้องกับจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของรวมได้ตกลงแบ่งแยกการครอบครองที่ดินนั้นเป็นสัดส่วนแล้ว ผู้ร้องย่อมขอกันส่วนที่ดินส่วนที่ตนครอบครองออกก่อนขายทอดตลาดได้   ไม่ใช่การกันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดิน (ฎ.2883/28,2437/38,2451/48 )  กรณีเช่นนี้ เป็นเรื่องขอกันส่วน ไม่ใช่การร้องขัดทรัพย์ จึงเรียกค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์ไม่ได้  เพราะการร้องขอตามมาตรา  287 ผู้ร้องไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์   

                - ถ้าเพียงแต่ตกลงกันเป็นลายลักษณ์อักษรกันเองว่าจะแบ่งแยกการครอบครองที่ดินกันเท่านั้น  แต่ไม่มีการแบ่งแยกการครอบครองอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจน  ถือว่าเจ้าของรวมนั้นครอบครองที่ดินร่วมกันทุกส่วน จึงไม่มีสิทธิขอกันส่วน (ฎ. 675/46)              

                ผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนได้อยู่ก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1300   

                - ผู้ที่อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนของตนได้อยู่ก่อนในทรัพย์สินที่โจทก์นำยึดตาม       ป.พ.พ. มาตรา  1300  ถือว่าเป็น  สิทธิอื่นๆ  ซึ่งบุคคลภายนอกอาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินนั้นได้ตามกฎหมาย ตามมาตรา  287  (ฎ. 2975/38,5494/49,6752/47) เช่น ผู้มีสิทธิตามสัญญาจะซื้อที่ดินซึ่งได้เข้าครอบครองและได้ชำระราคาครบถ้วนแล้ว(ฎ.8698/49)    หรือกรณีศาลได้มีคำพิพากษาตามยอมให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนที่ดินให้ผู้ร้อง   ( ผู้จะซื้อ และผู้ร้อง เป็นบุคคลตามมาตรา  1300)    แต่ถ้าผู้จะซื้อยังชำราคาไม่ครบ ยังไม่อยู่ในฐานะอันจะให้จทะเบียนสิทธิได้อยู่ก่อน ไม่ได้รับการคุ้มครองตามมาตรา 287 (ฎ. 5557/45)  

                - กรณีสิทธิของบุคคลภายนอกได้ที่ดินมาโดยคำพิพากษาของศาล แม้จะได้มาภายหลังเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินนั้นแล้ว  ก็ถือว่าเป็นบุคคลตาม ป.พ.พ.มาตรา  1300  และมีสิทธิดีกว่าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่นำยึดนั้น    บุคคลภายนอกจึงขอให้เพิกถอนการยึดได้ (ฎ. 407/32)   

                 ข้อสังเกต   สิทธิของบุคคลภายนอกที่อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้ก่อน ตาม ป.พ.พ. มาตรา  1300   อาจจะเป็นการได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์นั้นทีเดียวหรือยังไม่ได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์นั้นก็ได้  และการอ้างสิทธิตาม ป.พ.พ.มาตรา  1300  นี้   อาจเป็นการอ้างเพื่อร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์นั้น ตาม ป.วิ.พ.มาตรา  287 หรือเป็นการใช้สิทธิร้องขัดทรัพย์ตามมาตรา  288  ก็ได้ ซึ่งต้องพิจารณาเป็นรายกรณีไป  (ฎ. 8698/49)  

                - กรณีที่ผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้ก่อน เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ถูกยึดด้วย  เช่นผู้ที่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ถูกยึดโดยการครอบครองปรปักษ์  ตาม ป.พ.พ. มาตรา  1382  ที่ดินนั้นมิใช่กรรมสิทธิ์ของลูกหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว   กรณีจึงเข้าเกณฑ์การร้องขัดทรัพย์  ตามมาตรา  288   ผู้ที่ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์จึงร้องขัดทรัพย์ได้ (ฎ.  1561/08, 263/02) 

                - กรณีที่ผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนได้อยู่ก่อน แต่ยังไม่ได้กรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ยึด  เช่น ผู้ครอบครองที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขาย ที่ได้ชำระราคาครบถ้วนแล้ว(ฎ. 2975/38) ผู้ได้สิทธิในที่ดินตามสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลพิพากษาตามยอมแล้ว (ฎ. 3417/24) ผู้ที่ได้สิทธิในที่ดินตามคำพิพากษา(ฎ. 33/36)  เหล่านี้ กรรมสิทธิ์ในที่ดินยังคงเป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษา จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ร้องขัดทรัพย์ตามมาตรา 288  (เพราะการขอตามมาตรา 288 จะต้องได้ความว่าทรัพย์ที่ยึดไม่ใช่ของลูกหนี้ตามคำพิพากษา)   แต่ถือว่าผู้ที่อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนได้อยู่ก่อนในกรณีเหล่านี้นั้น เป็นผู้มีสิทธิเหนือทรัพย์นั้น ตามมาตรา  287   จึงต้องร้องขอเข้ามาตามมาตรา  287  อย่างไรก็ตาม เมื่อได้ความว่าบุคคลนั้นอยู่ในฐานะจดทะเบียนสิทธิได้ก่อน  ศาลก็ต้องเพิกถอนการยึดทรัพย์เช่นเดียวกับการร้องขัดทรัพย์        

 -กรณีเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินออกขายทอดตลาดเพื่อบังคับจำนอง  ผู้ร้องจะอ้างว่าได้มีคำพิพากษาอีกคดีหนึ่งให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินมาเป็นของผู้ร้อง ผู้ร้องจึงอยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อน มาขอให้เพิกถอนการบังคับคดีไม่ได้ เพราะสิทธิจำนองของโจทก์เหนือกว่า  (ฎ. 1334/50)

                **ฎ.1334/2550   ตาม ป.วิ.พ. มาตรา  287 บัญญัติว่า  ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติ มาตรา  288 และ 289   แห่ง ประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้น ย่อมไม่กระทบกระทั่งถึงบุริมสิทธิหรือสิทธิอื่นๆซึ่งบุคคลภายนอกอาจ้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินนั้นได้ตามกฎหมาย  ก็คงมีความหมายถึงการที่เจ้าหนี้สามัญ จะบังคับคดีให้กระทบกระทั่งถึงสิทธิของเจ้าหนี้ผู้มีบุริมสิทธิหรือสิทธิอื่นๆที่มีอยู่เหนือทรัพย์สินนั้นไม่ได้เท่านั้น  แต่คดีนี้โจทก์เป็นเจ้าหนี้จำนองซึ่งเป็นเจ้าหนี้มีหลักประกันพิเศษ  และตามมาตรา  287 ดังกล่าว   บุริมสิทธิที่จะใช้ได้ก่อนสิทธิจำนองจะต้องเป็นบุริมสิทธิที่ได้จดทะเบียนแล้วตาม ป.พ.พ.มาตรา  285,286 และ287 เท่านั้น   ผู้ร้องเป็นเพียงผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนซึ่งเป็นสิทธิอื่นๆ และเป็นสิทธิที่ยังไม่ได้จดทะเบียน  จึงไม่มีสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ก่อนโจทก์   เมื่อโจทก์บังคับคดีโดยชอบและไม่กระทบถึงสิทธิอื่นๆ  จึงไมมีเหตุที่จะเพิกถอนการบังคับคดี     

                ความหมายของคำว่าขอกันส่วน

                คำว่าขอกันส่วน  ที่นิยมใช้เรียกแทนความหมายของมาตรา  287 นี้  ถ้อยคำดังกล่าว มีความหมายไปทำนองว่าเป็นการร้องขอให้แบ่งเพียงบางส่วนจากทรัพย์ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้  เมื่อพิจารณาถึงสิทธิของผู้มีสิทธิตามมาตรา  287 ในกรณีต่างๆแล้ว  จะเห็นได้ว่า สิทธิของบุคคลภายนอกที่จะร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์นั้นไม่ใช่เป็นเรื่องกันส่วนแต่เพียงประการเดียว  เช่นกรณีสิทธิของบุคคลภายนอกที่อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้ก่อน ย่อมมีสิทธิขอให้ศาลเพิกถอนการยึดได้เลยที่เดียว ไม่ใช่เป็นเพียงการกันเอาเฉพาะส่วนของทรัพย์ที่ยึดหรือกันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดดังเช่นกรณีเจ้าของรวม   ถ้อยคำที่เรียกมาตรา  287  ว่าเป็นการกันส่วน เข้าใจว่ามาจากเรื่องเจ้าของรวมร้องขอกันส่วนจากเงินที่ได้จาการขายทอดตลาดเทานั้น   ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าบทบัญญัติมาตรา  287 เป็นเรื่องสิทธิของบุคคลภายนอกที่จะร้องขอบังคับเหนือทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ แต่สิทธิของบุคคลภายนอกนั้นกฎหมายจะให้ความคุ้มครองเพียงใดก็ต้องแล้วแต่ลักษณะของสิทธิของบุคคลภายนอกนั้นๆ บางกรณีก็เป็นการกันส่วนจากทรัพย์สินหรือเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา  บางกรณีก็เป็นการกันส่วนจากทรัพย์สินหรือเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา  บางกรณีก็เป็นการขอให้เพิกถอนการยึดหรือการขายทอดตลาดก็ได้ ทั้งนี้แล้วแต่ข้อเท็จจริงแต่ละกรณี     

                ข้อสังเกต  ตามมาตรา 287  บัญญัติให้อยู่ภายใต้แห่บทบัญญัติ มาตรา  288และ 289  หมายความว่า หากสิทธิของบุคคลภายนอกไปเข้ากรณีตามมาตรา 288 หรือ 289  แล้ว  ก็ต้องปฎิบัติตามบทบัญญัตินั้นๆด้วย  ดังนั้นในกรณีของผู้รับจำนองจะขอรับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้อื่น ก็ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ตามมาตรา  289  เช่น กรณีจำนองอสังหาริมทรัพย์ก็ต้องยื่นคำร้องขอก่อนเอาทรัพย์ที่จำนองออกขายทอดตลาด เมื่อมีการยื่นคำร้องดังกล่าวแล้ว การขายทอดตลาดทรัพย์นั้นก็ต้องเป็นการขายโดยปลอดจำนอง แต่ถ้าผู้รับจำนองไม่ได้ขอรับชำระหนี้จำนองามมาตรา  289  และภายหลังผู้รับจำนองได้ขอให้ขายทอดตลาดไปโดยปลอดจำนอง  ผู้รับจำนองมีสิทธิร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์จำนองโดยขอกันส่วนตามมาตรา  287  ได้ (ฎ. 1551/43,2965/37)

                กำหนดเวลายื่นคำร้องตามมาตรา  287 

                - มาตรา 287  ไม่ได้กำหนดเวลาไว้  ดังนั้นจึงอาจยื่นภายหลังจากการขายทอดตลาดแล้วก็ได้  ไม่จำต้องยื่นคำร้องก่อนขายทอดตลาดทรัพย์ที่บังคับคดี( ต่างจากกรณีการยื่นคำร้องขัดทรัพย์ ตามมาตรา  288  หรือผู้รับจำนองขอรับชำระหนี้ก่อนตามมาตรา 289 ที่ต้องยื่นก่อนขายทอดตาดทรัพย์นั้น) 

- ตามมาตรา  287  ที่ว่า ... การบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตมคำพิพากษานั้น ย่อมไม่กระทบกระทั่งสิทธิ... การบังคับคดีดังกล่าว หมายถึงการบังคับคดีภายหลังมีคำพิพากษาแล้ว  หากเป็นการยึดหรืออายัดชั่วคราวก่อนพิพากษาตามมาตรา  254  ผู้ร้องยังไมมีสิทธิอ้างสิทธิตามมาตรา  287  (ฎ.  974/29)     

-  การร้องขอกันส่วน เป็นคดีไมมีทุนทรัพย์ (ฎ. 855/18)  แต่เสียค่าคำร้อง  20 บาท  

                ร้องขัดทรัพย์ ( มาตรา  288) 

                หลักเกณฑ์

                1.  ต้องมีการยึดทรัพย์สินเพื่อนำออกขายทอดตลาดหรือจำหน่ายโดยวิธีอื่น

                2.  จำเลยหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษา ไม่ใช่เจ้าของทรัพย์ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้

                3.  บุคคลที่ถูกโต้แย้งสิทธิจากการที่ทรัพย์นั้นถูกยึด   อาจยื่นคำร้องต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดีให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด

                4. ต้องยื่นคำร้องก่อนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเอาทรัพย์สินที่ยึดออกขายทอดตลาดหรือจำหน่ายโดยวีอื่น

                5. ศาลต้องพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีเหมือนอย่างคดีธรรมดา

                ต้องมีการยึดทรัพย์สินของลูกหนี้ฯ  ออกขายทอดตลาด

                - กรณีจะร้องขัดทรัพย์ได้ต้องมีการยึดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาเพื่อนำออกขายทอดตลาด หรือจำหน่ายโดยวิธีอื่น   การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมอบทรัพย์ให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเข้าคอบครองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296  ตรี  ไม่ใช่การยึดทรัพย์ออกขายทอดตลาด จึงร้องขัดทรัพย์ไม่ได้   (ฎ. 6547/38)  

                  หมายเหตุ เรื่องนี้   ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยส่งมอบและจดทะเบียนอาคารพาณิชย์ให้โจทก์ จำเลยไม่ปฎิบัติตาม  โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีจัดการให้โจทก์เข้าครอบครองอาคารนั้น โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา  296 ตรี ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ปล่อยอาคารพาณิชย์ดังกล่าว โดยอ้างว่าเป็นของผู้ร้องโดยซื้อจากจำเลยโดยสุจริต     ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า กรณีนี้ถือว่าเป็นการบังคับตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 ตรี  เพื่อจัดการให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเข้าครอบครองทรัพย์  หาเป็นการยึดอาคารพาณิชย์เพ่อนำออกขายทอดตลาดตามความใน มาตรา  288  ไม่  กรณีจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามมาตราดังกล่าว   ผู้ร้องจะร้องขอให้ปล่อยอาคารพาณิชย์ห้องพิพาทไม่ได้  ผู้ร้องอ้างว่าอาคารพาณิชย์เป็นของผู้ร้องก็ชอบที่จะไปว่ากล่าวเป็นเรื่องอื่นต่างหาก  แต่ไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขัดทรัพย์เข้ามาในคดีนี้

                - กรณีอายัดสิทธิเรียกร้อง  ผู้ร้องอ้างว่าตนเป็นเจ้าหนี้ตามสิทธิเรียกร้องนั้น  จำเลยไม่ได้เป็นเจ้าหนี้ตามสิทธิเรียกร้องฯ  ผู้ร้องอ้างไม่ได้  ไม่เป็นการร้องขัดทรัพย์  (ฎ. 1141/40)  

                     เรื่องนี้ ผู้ร้องอ้างว่า  ผู้ร้องเป็นคนขายกุ้งให้ผู้คัดค้าน ไม่ใช่จำเลย โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอให้อายัดเงินค่ากุ้ง ที่ขายให้ผู้คัดค้านตามที่ศาลมีคำสั่งอายัดเงินดังกล่าวจากผู้คัดค้านไว้ชั่วคราวในระหว่างพิจารณา ขอให้เพิกถอนการอายัดเงินดังกล่าว  ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สิทธิในฐานะเป็นเจ้าหนี้ผู้คัดค้านที่ผู้ร้องอ้าง ไม่ใช่เป็นบุริมสิทธิหรือสิทธิอื่นซึ่งผู้ร้องอาจร้องขอให้บังคับตามมาตรา  287  และไม่ใช่การขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดไว้ตาม มาตรา  288    หากผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ผู้คัดค้านจริง ก็มีเพียงสิทธิเรียกร้องให้ผู้คัดค้านชำระหนี้แก่ตนเท่านั้น ไม่มีสิทธิที่จะบังคับจากเงินที่ผู้คัดค้านรับว่าเป็นหนี้จำเลยและได้ส่งมาตามที่ศาลอายัดดังกล่าว  ผู้ร้องชอบที่จะไปว่ากล่าวเอาแก่ผู้คัดค้านเป็นอีกส่วนหนึ่งต่างหาก

                - ฟ้องขอให้แบ่งทรัพย์ระหว่างเจ้าของรวม  แม้จะมีการยึดทรัพย์ที่เป็นกรรมสิทธิ์รวมออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกัน    ก็เป็นเพียงวิธีหนึ่งในการแบ่งทรัพย์ระหว่างเจ้าของรวมตาม ป.พ.พ. มาตรา 1364 วรรคสอง  ไม่ใช่การบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. จึงร้องขัดทรัพย์ไม่ได้ (ฎ. 676/46,2968/44)                

                ผู้มีสิทธิร้องขัดทรัพย์

                 หลักสำคัญในการร้องขัดทรัพย์ ก็คือข้ออ้างที่ว่า จำเลยหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษา มิใช่เจ้าของทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้   ส่วนผู้ที่จะร้องขัดทรัพย์  กฎหมายไม่ได้จำกัดว่าต้องเป็นเจ้าของทรัพย์ที่ยึดด้วย  แต่ตามมาตรา  288 วรรคแรก บัญญัติให้อยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติมาตรา  55   แสดงว่าผู้ที่จะร้องขัดทรัพย์ได้ ต้องเป็นผู้ที่ถูกโต้แย้งสิทธิ เท่านั้น ผู้ที่ถูกโต้แย้งสิทธิอาจจะเป็นเจ้าของทรัพย์ที่ยึดไว้ หรืออาจเป็นผู้ที่มีส่วนได้เสียตามกฎหมายในทรัพย์ที่ยึดก็ได้

                กรณีผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องขัดทรัพย์ได้  เช่น

                1. ผู้เช่าซื้อ   (ครอบรองทรัพย์ที่เช่าซื้อด้วย)   แม้จะยังชำระค่าเช่าซื้อไม่รบ ก็ถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียแล้ว  จึงมีสิทธิร้องขัดทรัพย์ได้ (ฎ. 399/34 ป.)

                2. ผู้ได้รับสัมปทานป่าไม้ ร้องขัดทรัพย์ไม้ที่ถูกยึดจากป่าที่ได้รับสัมปทาน (ฎ. 1824/93)

                3. หน่วยงานของรัฐมีส่วนได้เสียเกี่ยวกับทรัพย์ที่ตนดูแลรักษา (ฎ. 1823/93)

                4.  เจ้าหนี้ผู้ครอบครองที่ดินประกันหนี้ ถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียในที่ดินนั้น (ฎ. 28/06)

                5. ผู้ที่ได้กรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์โดยการครอบครองปรปักษ์ (ฎ. 1561/08,2070/48)

                       *ฎ.207/48    การที่ผู้ร้องขัดทรัพย์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครอง ตาม ป.พ.พ. มาตรา  1382  ถือว่าเป็นการได้มาโดยทางอื่นนอกจากทางนิติกรรมตามมาตรา  1299 วรรคสอง  แต่โจทก์เป็นเพียงเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยที่  1  ซึ่งมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินพิพาท โจทก์มิใช่ผู้สิทธิในที่ดินพิพาทโดยเสียค่าตอบแทนและโดสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว จึงมิใช่บุคคลภายนอกที่จะได้รับความคุ้มครองตามบทบัญญัติดังกล่าว   ดังนั้น แม้ผู้ร้องจะมิได้จดทะเบียนกรได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์โดยการครอบครองฯ ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ก็ยกขึ้นต่อสู้โจทก์ได้  โจทก์ไม่มีสิทธิยึดที่ดินพิพาทเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา

                ข้อสังเกต  ผู้ที่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ ถือว่าเป็นผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้ก่อน ตาม ป.พ.พ. 1300  ประเภทหนึ่ง ส่วนผู้ที่อยู่ในฐานะอันจะได้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อน ตาม มาตรา 1300  ในกรณีอื่นๆ เช่นผู้ได้สิทธิในที่ดินตามคำพิพากษาฯ  ก็ถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามมาตรา  288  ถ้าที่ดินเป็นของจำเลยแม้ศาลจะพิพากษาให้โอนให้ผู้ร้องและผู้ร้องอยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้ก่อนก็ตาม ก็ยังถือว่าเป็นที่ดินของจำเลยอยู่  ไม่อยู่ในข่ายที่จะร้องขัดทรัพย์ได้  

อย่างไรก็ตามกรณีเช่นนี้  มีคำพิพากษาที่  8698/2549   วินิจฉัยว่าร้องขัดทรัพย์ได้

* ฎ. 8698/49   ผู้ร้องทำสัญญาจะซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่  2 ได้ชำระราคาคารบถ้วนและเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทแล้ว  คงเหลือแต่การจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้แก่ผู้ร้องเท่านั้น   ถือได้ว่าผู้ร้องเป็นบุคคลผ้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตาม ป.พ.พ.มาตรา 1300  และโดยเหตุที่การบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาย่อมไม่กระทบกระทั่งถึงบุริมสิทธิและสิทธิอื่นๆซึ่งบุคคลภายนอกอาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินนั้นได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา  287  โจทก์จึงไม่มีสิทธินำยึดที่ดินพิพาทเพื่อบังคับคดี  อันเป็นการกระทบกระทั่งถึงสิทธิของผู้ร้องตามบทกฎหมายดังกล่าว  ผู้ร้องจึงมีสิทธิร้องขอให้ปล่อยที่ดินพาทที่โจทก์ยึดได้    

- อย่างไรก็ดี แม้ที่ดินนั้นจะเป็นของจำเลย  แต่ก็ถือว่าสิทธิของผู้ที่อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้ก่อนนั้น  เป็นสิทธิที่อาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์ได้ตามกฎหมาย ตามมาตรา 287  เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะบังคับยึดที่ดินให้กระทบถึงสิทธิของผู้ร้องไม่ได้ ในกรณีเช่นนี้ผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้ก่อน  ต้องร้องขอให้ถอนการยึดโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา  287 (ฎ. 2686/38,2975/38)   เช่น แม้โจทก์ได้นำยึดที่ดินพิพาทไว้ก่อน แต่เมื่อศาลพิพากษาให้จำเลยที่  1 จดทะเบียนขายที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้อง ก็ถือว่าผู้ร้องมีสิทธิตาม ป.พ.พ.มาตรา  1300  โจทก์ไม่มีสิทธินำยึดที่ดินพิพาท ผู้ร้องย่อมใช้สิทธิตาม มาตรา 287 ร้องขอให้เพิกถอนการยึดของโจทก์ได้

- ถ้าข้อเท็จจริง ฟังได้ว่าจำเลยเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่ยึด ผู้ร้องก็ไม่อาจจะกล่าวอ้างสิทธิใดๆ เพื่อขอให้ศาลปล่อยทรัพย์ที่ยึดตามมาตรา  288  ได้ (ฎ. 2220/35,134/33)

-  จำเลยลักเงินของผู้ร้องขัดทรัพย์ไปซื้อรถยนต์  ดังนี้รถยนต์ไม่ใช่ทรัพย์ของผู้ร้องจึงร้องขัดทรัพย์ ไม่ได้ (ฎ. 2244/36) 

 ผู้ไม่มีสิทธิร้องขัดทรัพย์

                1. เจ้าของกรรมสิทธิ์รวมกับลูกหนี้ตามคำพิพากษาในทรัพย์ที่ยึด เท่ากับจำเลยมีส่วนเป็นเจ้าของอยู่ด้วย   ร้องขัดทรัพย์ไม่ได้ (ฎ. 1449/24,6033/42)  ต้องร้องขอกันส่วนจากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาด ตามมาตรา  287  แต่ถ้าผู้ร้องกับลูกหนี้ตามคำพิพากษา ซึ่งเป็นเจ้าของรวมได้แบ่งแยกการครอบครองที่ดินเป็นสัดส่วนแล้ว  เจ้าพนักงานบังคับคดีจะยึดที่ดินส่วนที่ผู้ร้องครอบครองด้วยมิได้    ต้องกันที่ดินที่ผู้ร้องครอบครองครอบครองออกก่อนนำอกขายทอดตลาด (ฎ. 3139/37,2451/48)

                - หลักการสำคัญของการร้องขัดทรัพย์  คือข้ออ้างว่าลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ใช่เจ้าของทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้    การที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ดังกล่าว    แต่ถ้าลูกหนี้ตามคำพิพากษามิได้มีส่วนเป็นเจ้าของรวมในทรัพย์สินที่ถูกยึด  เจ้าของรวมคนหนึ่ง ย่อมร้องขัดทรัพย์ได้ (ฎ. 2467/49) เรื่องนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าบ้านที่ถูกยึดเป็นของผู้ร้อง ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์รวมกับบุคคลอื่น โดยจำเลยมิได้เป็นเจ้าของรวมในบ้านด้วย  ผู้ร้องจึงร้องขัดทรัพย์ได้

                2. ทรัพย์สินที่ถูกยึดเป็นสินสมรสของผู้ร้องกับลูกหนี้ตามคำพิพากษา  เท่ากับจำเลยเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย ร้องขัดทรัพย์ไม่ได้  (ฎ. 5266/39)

                3. ผู้ที่เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญ ร้องขัดทรัพย์ที่เป็นทรัพย์ของห้างไม่ได้ แม้โฉนดที่ดินจะเป็นชื่อของหุ้นส่วนผู้ร้องขัดทรัพย์ก็ตาม (ฎ. 54/12) ทั้งนี้เพราะทรัพย์เป็นของห้างฯ ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา

                4.  ผู้รับจำนำร้องขัดทรัพย์ในทรัพย์ที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษานำมาจำนำไม่ได้ เพราะทรัพย์ที่จำนำเป็นของจำเลย ไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา  288  (ฎ. 1413/98) แต่เมื่อขายทอดตลาดแล้วต้องชำระหนี้ให้แก่ผู้รับจำนำก่อน (ฎ. 1451/03)

                5. ผู้มีสิทธิตามสัญญาจะซื้อขายทรัพย์สินจากจำเลย ยังไม่ได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ซื้อ จึงไม่สิทธิร้องขัดทรัพย์ (ฎ. 2183/19,878/92)

                ข้อสังเกต เรื่องนี้ผู้ร้องมีสิทธิตามสัญญาจะซื้อขายในที่ดินมือเปล่า  จึงไม่มีสิทธิใดๆในที่ดิน แม้ผู้ร้องได้เข้าครอบครองที่ดินก็เป็นการครอบครองแทนผู้ขาย  ไม่ใช่ครอบครองเพื่อตน ผู้ร้องไม่มีสิทธิครอบครอง จึงร้องขัดทรัพย์ไม่ได้

                แต่ถ้าเป็นการทำสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดในที่ดินมือเปล่ากันเอง  และผู้ซื้อได้เข้าครอบครองที่ดินแล้ว  ดังนี้แม้สัญญาซื้อขายจะตกเป็นโมฆะ เพราะไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่  ก็ถือว่าผู้ขายได้โอนสิทธิครอบครองที่ดินให้ผู้ซื้อแล้ว โดยการส่งมอบ ผู้ซื้อย่อมสิทธิครอบครองที่ดิน  มีสิทธิร้องขัดทรัพย์ได้ (ฎ. 1078/20)

                ในกรณีเช่นนี้ ถ้าผู้ซื้อยังมิได้เข้าครอบครองที่ดินมือเปล่า ผู้ซื้อก็ไม่ได้สิทธิคราอบครอง ร้องขัดทรัพย์ไม่ได้ (ฎ. 794/05)

                การซื้อขายที่ดินไม่ได้ทำตามแบบ ตามมาตรา  456 วรรคหนึ่ง ตกเป็นโมฆะ แม้ผู้ซื้อจะได้ชำระราคาและเข้าครอบครองแล้วก็ทำให้มีสิทธิในที่ดิน    การยึดที่ดินนั้นจึงไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิของผู้ซื้อ ไม่มีสิทธิร้องขัดทรัพย์ (ฎ. 8434/47)

                6. ทรัพย์ที่ยึดไม่เป็นส่วนกับที่ดินของผู้ร้อง  ร้องขัดทรัพย์ไม่ได้ (ฎ.151/32)

                    ผู้ที่กล่าวอ้างว่าลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ใช่เจ้าของทรัพย์ที่ถูกยึด จะต้องถูกโต้แย้งสิทธิตามมาตรา   55   ด้วย  (ฎ. 3570/34)

                เมื่อปรากฏว่าทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ ไม่ใช่ของลูกหนี้ตามคำพิพากษา แต่เป็นของผู้ร้องขัดทรัพย์  โจทก์จะยึดมาขายทอดตลาดชำระหนี้ไม่ได้  ศาลต้องถอนการยึดและคืนให้ผู้ร้องไป  ทั้งโจทก์จะอ้างสิทธิยึดหน่วงในกรณีเช่นนี้ไม่ได้ด้วย (ฎ. 1701/24 ป.)

                แม้จะได้ความว่าทรัพย์ที่ยึดนั้นเป็นของผู้ร้องขัดทรัพย์จริง  แต่ผู้ร้องขัดทรัพย์เป็นตัวการไม่เปิดเผยชื่อ ยอมให้จำเลยซึ่งเป็นตัวแทนแสดงออกนอกหน้าเป็นตัวการ นำทรัพย์ดังกล่าวไปจำนอง ผู้ร้องจะร้องขัดทรัพย์ให้เสื่อมสิทธิของผู้รับจำนองไม่ได้ (ฎ. 1645/30)   

                 ในคดีฟ้องบังคับจำนองการที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษายึดทรัพย์ที่จำนองออกขายทอดตลาด ผู้ร้องขัดทรัพย์อ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์ที่ยึด โดยใส่ชื่อแทนจำเลยไว้ในโฉนดแทน จะต้องตั้งประเด็นมาในคำร้องขัดทรัพย์ว่าโจทก์รับจำนองไว้โดยไม่สุจริตด้วย (ฎ. 1792/30)

                ในคดีฟ้องบังคับจำนองและนำยึดที่จำนอง ผู้ร้องขัดทรัพย์อ้างว่าทรัพย์นั้นเป็นของผู้ร้อง ผู้ร้องได้มาโดยการครอบครองปรปักษ์  ผู้ร้องต้องตั้งประเด็นในคำร้องขัดทรัพย์ว่าโจทก็จำนองไว้โดยไม่สุจริต หากไม่กล่าวไว้ก็ไม่มีประเด็นที่ผู้ร้องจะนำสืบได้ ศาลชั้นต้นยกคำร้องขัดทรัพย์ได้โดยไม่ต้องไต่สวน (ฎ. 1185/45)

                ศาลยกคำร้องขัดทรัพย์เพราะไม่มีพยานมาสืบ เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นแห่งคดีแล้ว  ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิร้องขัดทรัพย์อีก เป็นร้องซ้ำ ตามมาตรา  148  (ฎ. 1817/42)

                -  ข้อสังเกต  ตามมาตรา  148(1) เป็นข้อยกเว้นไม่เป็นฟ้องซ้ำในกรณีที่เป็นกระบวนพิจารณาในชั้นบังคับคดีตามคำพิพากษา  แต่การร้องขัดทรัพย์ กฎหมายให้พิจาณาเหมือนคดีธรรมดา  จึงไม่เข้าข้อยกเว้นดังกล่าว

                กำหนดเวลาร้องขัดทรัพย์

                -กำหนดเวลาในการยื่นคำร้องขัดทรัพย์จะต้องยื่นคำร้องก่อนขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึดนั้น โดยต้องเป็นการขายทอดตลาดที่บริบูรณ์ด้วย การประกาศให้มีการขายทอดตลาดแล้วมีการเลื่อนออกไป ยังไม่ถือว่าเป็นการขายทอดตลาด ผู้ร้องยังมีสิทธิร้องขัดทรัพย์ได้ (ฎ. 3030/28)

                - ดังนั้นถ้ามีการขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึดจนสำเร็จบริบูรณ์ไปแล้ว  ผู้ร้องจึงมายื่นคำร้องว่าทรัพย์ที่ยึดเป็นของร้อง ขอให้ยกเลิกการขายทอดตลาด มีผลเท่ากับขอให้ศาลปล่อยทรัพย์ที่ยึดตามมาตรา  288   เกินกำหนดเวลาตามมาตรา  288  จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้อง   (835/49)  

                -การร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดเป็นทรัพย์ที่เป็นของสดเสียได้  ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขายไปในวันที่ยึดนั้นเอง  ผู้ร้องจึงไม่อาจร้องให้ปล่อยทรัพย์ดังกล่าวได้     ผู้ร้องจึงอาจร้องขอให้ศาลมีคำสั่งยกเลอกกระบวนวิธีการบังคับคดีนั้นได้ ตามมาตรา 296 วรรคสอง  แต่ต้องร้องขอภายในกำหนดเวลา ตามมาตรา  296 วรรคสอง  กล่าวคือก่อนการบังคับคดีได้เสร็จสิ้นลง แต่ต้องไม่ช้ากว่า 15 วัน (เดิม 8 วัน)   นับแต่วันทราบการฝ่าฝืนนั้น (ฎ. 2648/47)   ถ้าเกินกำหนดแล้วก็ไม่อาจยื่นคำร้องตามมาตรา  288  ประกอบมาตรา  296 ตรี วรรคสอง และวรรคสาม  เพราะมิใช่การบังคับคดีตามคำพิพากษาที่ให้ขับไล่จำเลยออกจากอสังหาริมทรัพย์   

                เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องงดการขายทอดตลาดไว้

                เมื่อได้ยื่นคำร้องขัดทรัพย์แล้ว ผู้ร้องมีหน้าที่นำส่งสำเนาคำร้องให้โจทก์  จำเลยและเจ้าพนักงานบังคับคดี  เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดี ได้รับคำร้องแล้ว ให้งดการขายทอดตลาด หรือจำหน่ายทรัพย์สินที่พิพาทไว้ในระหว่างรอคำวินิจฉัยชี้ขาดของศาล   ซึ่งหมายถึงคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นเท่านั้น (คร. 330/05 ป.)             

                การพิจารณาคดีร้องขัดทรัพย์เหมือนคดีธรรมดา

                สำหรับการพิจารณาคดีร้องขัดทรัพย์ ศาลต้องพิจารณาและชี่ขาดตัดสินเหมือนคดีธรรมดา   ผู้ร้องขัดทรัพย์จึงมานะเสมือนโจทก์ ส่วนเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา(โจทก์เดิม) มีฐานะเสมือนเป็นจำเลย  ดังนี้โจทก์เดิมจึงต้องยื่นคำให้การแก้คดี ภายใน  15 วัน   นับแต่วันส่งหมายเรียก  ถ้าไม่ยื่นในกำหนดถือว่าโจทก์เดิมขาดนัดยื่นคำให้การ (ฎ. 310/23) 

                - ถ้าศาลไม่ได้สั่งให้ส่งหมายเรียก หรือกำหนดเวลาให้โจทก์ยื่นคำให้การแก้คำร้องขัดทรัพย์ เพียงแต่นัดพร้อม ดังนี้โจทก์ยื่นคำให้การต่อสู้คดีในวันนัดพร้อมได้ (ฎ. 514/03ป.)

                -คำร้องขัดทรัพย์เปรียบเสมือนคำฟ้อง  จึงต้องแสดงโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ  ทั้งข้ออ้างและอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น ตามมาตรา  172 วรรคสอง (ฎ. 9594/44)

                - สำหรับจำเลยจะเข้ามาในคดีร้องขัดทรัพย์หรือไม่ก็ได้   ถ้าเข้ามาต้องโต้แย้งคัดค้านคำร้องขัดทรัพย์เป็นประเด็นไว้ มิฉะนั้นไม่มีสิทธิอุทธรณ์ฎีกา (ฎ. 614-5/14)              

                ประเด็นในชั้นร้องขัดทรัพย์

                ประเด็นมีว่า ทรัพย์ที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้เป็นของจำเลย  หรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่   (สมควรปล่อยทรัพย์นั้นจาการยึดหรือไม่)   ดังนี้โจทก์จะขอให้ศาลสั่งเพิกถอน น.ส. 3  ของผู้ร้องไม่ได้  จะต้องฟ้องเป็นคดีใหม่(ฎ. 2195/40, 1194/05)   และนอกจากนี้จะไปวินิจฉัยในเรื่องอื่นก็ไม่ได้ (ฎ. 9337/38)  เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น

                - ในคดีที่มีผู้ร้องขัดทรัพย์หลายราย ผู้ร้องขัดทรัพย์ด้วยกันจะขอให้ศาลวินิจฉัยว่าใครมีสิทธิในทรัพย์นั้นไม่ได้ (ฎ. 1400/95)

                - ผู้ร้องขัดทรัพย์จะอ้างว่าหนี้ตามคำพิพากษาเกิดจากการสมยอมไม่ได้เพราะไม่เกี่ยวกับประเด็นที่ว่าทรัพย์ที่ยึดเป็นของจำเลยหรือไม่  (ฎ. 546/01, 2518/31)   แต่ฝ่ายโจทก์หรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอาจยกข้อต่อสู้ได้ว่าผู้ร้องได้ทรัพย์มาโดยไม่สุจริต  เป็นการฉ้อฉล ตาม ป.พ.พ. มาตรา  237  ได้  โดยไม่ต้องให้เจ้าหนี้ฯ ไปฟ้องเพิกถอนการฉ้อแลเป็นคดีใหม่ เพราะเกี่ยวกับประเด็นที่ว่าทรัพย์ที่ยึดเป็นของจำเลยหรือไม่ (ฎ. 4609/32,1151/03)

                  หมายเหตุ ถ้าเป็นกรณีการร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ตามมาตรา 290  เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต่อสู้ได้ว่าหนี้ตามคำพิพากษาที่ผู้ร้องนำมาขอเฉลี่ยเกิดจากการสมยอมกันได้ (ฎ. 1227/03) ทั้งนี้เพราะในชั้นขอเฉลี่ยทรัพย์มีประเด็นต้องวินิจฉัยว่าผู้ร้องจะนำเอาหนี้ตาคำพิพากษามาขอเฉลี่ยได้หรือไม่  ถ้าหนี้ตามคำพิพากษานั้นเกิดจากการสมยอม  ผู้ร้องก็ไม่มีสิทธินำมาขอเฉลี่ยได้

                -เมื่อเจ้าหนี้ตามคำพิพากษายื่นคำร้องขอให้ผู้ร้องขัดทรัพย์วางเงิน ถ้ามีพยานหลักฐานเบื้องต้นแสดงว่าคำร้องขัดทรัพย์นั้นไม่มีมูล ศาลอาจสั่งให้ผู้ร้องขัดทรัพย์วางเงิน ประกันได้เลยโดยไม่จำต้องไต่สวนก่อนก็ได้ (ฎ. 7182-3/40)                 

                ศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีร้องขัดทรัพย์

                คือศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น  กล่าวคือมีการฟ้องคดีที่ศาลไหน ศาลนั้นก็เป็นศาลที่ออกหมายบังคับคดี  ก็ต้องร้องขัดทรัพย์ที่ศาลนั้น  จะไปร้องขัดทรัพย์ต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดีแทนไม่ได้

                - ในกรณีคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวง  แม้ทุนทรัพย์ที่ร้องขัดทรัพย์จะเกินอำนาจของศาลแขวง  ศาลแขวงก็มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีร้องขัดทรัพย์ได้ (ฎ. 901/11)

                ทุนทรัพย์ในชั้นร้องขัดทรัพย์ 

                ถือตามราคาทรัพย์ที่ขอให้ปล่อย ไม่ใช่ทุนทรัพย์ที่โจทก์จำเลยพิพาทกันในคดีเดิม (ฎ.798/21)

                - ราคาทรัพย์สินพิพาท ที่จะคิดเป็นทุนทรัพย์นั้น ถือตามที่เจ้าพนักงานบังคับคดีตีราคาไว้ แม้ทรัพย์นั้นติดจำนอง ก็จะหักจำนองออกก่อนไม่ได้ (ฎ. 653/13)

                -ทุนทรัพย์ในการอุทธรณ์ หรือฎีกา ก็ต้องถือตามราคาทรัพย์ที่ขอให้ปล่อย ถ้าทรัพย์นั้นเป็นที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง  ก็ต้องนำราคาที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมาคำนวณคิดเป็นทุนทรัพย์ (ฎ. 306/13)

                - ถ้าทรัพย์ที่ขอให้ปล่อยหลายรายการและไม่เกี่ยวเนื่องกัน  และแยกออกจากกันได้ เช่นร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่เป็นอสังหาริมทรัพย์และสังหาริมทรัพย์   การคิดทุนทรัพย์ในการอุทธรณ์ ฎีกา ต้องคิดแยกกัน (ฎ. 515/34)

                - ถ้าศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้องขัดทรัพย์  เจ้าพนักงานบังคับคดีก็ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์ไปได้    ผู้ร้องขัดทรัพย์จะขอให้ทุเลาการบังคับคดีไม่ได้  เพราะเมื่อศาลยกคำร้องขัดทรัพย์  ( เท่ากับพิพากษายกฟ้อง)  ก็ไม่มีอะไรที่ผู้ร้องจะถูกบังคับอีก  หากผู้ร้องประสงค์จะให้งดการขายทอดตลาดไว้ก่อน  จะต้องยื่นคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณา ตามมาตรา  264   ไม่ใช่ขอทุเลาการบังคับตามมาตรา  2321    (แม้ยื่นตาม  231  ศาลก็อาจสั่งตาม  264 ได้  คร. 222/13)

                - ถ้าเป็นกรณีที่ศาลให้ผู้ร้องขัดทรัพย์ชนะคดี ก็คือให้ปล่อยทรัพย์ได้  ดังนี้ทางแก้ของโจทก์ ก็คือการขอตามมาตรา  264  (โดยขอให้ศาลระงับการยึด)    จะขอทุเลาการบังคับไม่ได้ เพราะไม่มีการบังคับคดีเช่นกัน (คร. 341/15) 

    --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

     ...คุณเคยมีปัญหาเหล่านี้หรไม่ ? 

      - เพิ่งจบปริญญาตรี ไม่รู้จะเริ่มต้นกับการเรียนเนติอย่างไร
      - 
สอบมาหลายครั้งแล้วไม่ผ่านซัที 47 , 48 , 49 คะแนนอยู่นี่หลายครั้งแล้ว เมื่อไหร่จะถึง 50 คะแนนซักที

      - สอบมาหลายครั้งแล้ว  เพื่อนๆในกลุ่มทยอยจบกันหมด..ะลงสมัครใหม่ก็เขินอายรุ่นน้อง
      - 
อยู่ต่างจังหวัด ทำงานประจำไม่มีเวลาไปนั่งเรียนที่เนติฯ 
      - 
สมัครติวเนติทางไปรษณีย์ กว่าจดหมายจะมาถึงก็ไม่ทันสอบ
      - 
สมัครรับจองคำบรรยายเนติทางไปรษณีย์ 
กว่าจดหมายจะมาถึงก็ไม่ันสอบ
      - เดินทางไปเรียนหรือไปติวรถก็ด...กลับมาก็เหนื่อย
 
     - อยู่ต่างจังหวัดอยากมาเรียนที่ กทม. หรือมาติว...แต่ไม่สามารถมาเรีนหรือมาติวได้เพราะไกลและสถาบัติวก็อยู่หน้ารามกันหมด

      - ไม่อยากคุยกันเรื่องเรียนเนติกับเพื่อนๆหรือคนที่เรียนเนติจบแล้ว..มันรู้สึกท้อ รู้สึกอาย..จะลงใหม่ก็ไม่รู้จะปรึกษาใคร หรือเริ่มยังไงอีก 


    ถ้าเปรียบกับการสอบเนติบัณฑิต กับการทำศึกสงคราม มีกลยุทธ์ 3 อย่าง ดังนี้
        - ท่องตัวบท   คือ อาวุธ ที่เรา สะสมไว้ ต่อสู้ ยิ่งท่องตัวบทได้มาก ก็ มีอาวุธ เก็บไว้สำรองมาก หยิบใช้เมื่อไรก็ได้
        - จดฎีกา       คือการ ศึกษาแผนการรบว่าสถานการณ์แบบใดเราควรจะใช้อาวุธแบบใด ยิ่งจดจำฎีกาไว้มาก ก็มีแนวการตอบข้อสอบได้ตรงจุด ตรงประเด็น ได้มาก และไม่โดนข้อสอบหลอกล่อให้หลงทา
        -  ล่าข้อสอบ   คือ การหัดซ้อมรบก่อน เข้าสู้ศึกสงครามสนามสอบจริง ยิ่งหัดทำข้อสอบมากเท่าใด ก็เป็นการสั่งสมประสบการณ์การหัดทำข้อสอบมากขึ้นทำให้ จับประเด็นและเขียนตอบได้เร็วและทันเวลา
     -------------------------------------------------------------------------------------------------------------------     
     ขอแนะนำ !!

     ชุดรวบรวมเอกสารคำบรรยายเนติฯ สำหรับเตรียมสอบ ภาค 1/66 และ 2/65
    ++  กลุ่มวิชากฎหมายแพ่งและอาญา ++  
      - ไฟล์เสียงคำบรรยายภาคปกติ, ภาคค่ำ และภาคทบทวน 1/66 New !!
      -  ไฟล์เอกสารสรุปคำบรรยายเนติฯ 1/66 
      -  ไฟล์เอกสารประกอบคำบรรยาย 1/66 
      -  ไฟล์บทบรรณาธิการ 1/63-1/66 
      -  ไฟล์ธงคำตอบกลุ่มวิชากฎหมายแพ่งและ อาญา (สมัยที่ 56-65) 
      -  ไฟล์เอกสารทบทวนสรุปประเด็นน่สนใจ 1/66
      -  ไฟล์เอกสารรวมคำพิพากษาฎีกาใหม่ (พร้อมข้อสังเกตน่าสนใจ)1/66
      -   เทคนิคการเขียนคำตอบแบบถูกต้องที่สุด ตลอดจนเทคนิคการปรับบทกฎหมายต่งๆสำหรับทุกสนามสอบ (การเตรียมพร้อมสอบเนติฯ/ผู้ช่ยฯ/อัยการ)
    ..................................................................................................................................................
    ++ กลุ่มวิชากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและวิธีพิจารณาความอาญา ++ 
      - ไฟล์เสียงคำบรรยายภาคปกติ, ภาคค่ำ และภาคทบทวนวันอาทิตย์ 
      - ไฟล์เอกสารสรุปคำบรรยายเนติฯ 2/65 
      - ไฟล์เอกสารประกอบคำบรรยาย 2/65 
      - ไฟล์บทบรรณาธิการ 2/63-2/65 
      - ไฟล์ธงคำตอบกลุ่มวิชากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและวิธีพิจารณาความ อาญา (สมัยที่ 56-65) 
      - เทคนิคการเขียนคำตอบแบบถูกต้องที่สุด ตลอดจนเทคนิคการปรับบทกฎหมายต่งๆสำหรับทุกสนามสอบ (การเตรียมพร้อมสอบเนติฯ/ผู้ช่ยฯ/อัยการ)  
    ..................................................................................................................................................
     ค่ารวบรวม  :   ภาคละ 350.-บาท  (DVD 4 แผ่น) (ส่ง EMS ฟรี !! + แถมฟรี !! แผ่นรองเม้าท์) 
     หมายเหตุ   :   สั่งซื้อทั้ง 2 ภาค ค่ารวมรวมพิเศษ 650.- บาท (ส่ง EMS ฟรี !! + แถมฟรี !! แผ่นรองเม้าท์ + CD แบบร่างสัญญามากกว่า 400 แบบ (file word) + แบบฟอร์มศาล, แบบฟอร์มเ อกสารงานบุคคล,เอกสารงานบัญชีและภาษี) 

   ** สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อ 085-801-0725, E-mail : siripit...@gmail.com**

     

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages