หมายบังคับคดี (มาตรา 275,276)
ในกรณีหมายบังคับคดีให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาส่งมอบทรัพย์สิน กระทำการ หรืองดเว้นกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งหรือขับไล่ลูกหนี้ตามคำพิพากษา ให้ศาลระบุเงื่อนไขแห่งการบังคับคดีลงในหมายนั้นตามบทบัญญัติมาตรา 213 แห่ง ป.พ.พ. เท่าที่สภาพแห่งการบังคับคดีจะเปิดช่องให้กระทำได้โดยทางศาลหรือโดยทางเจ้าพนักงานบังคับคดี
เช่น ศาลพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนทางภาระจำยอมในที่ดินของจำเลยแก่ที่ดินของโจทก์ แต่จำเลยได้โอนที่ดินแก่บุคคลภายนอกไปแล้ว จำเลยจึงไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินภารยทรัพย์อีกต่อไป และไม่อยู่ในฐานะจะจดทะเบียนภาระจำยอมได้ ถือว่าสภาพแห่งการบังคับคดีไม่เปิดช่องให้จำเลยปฎิบัติตามคำพิพากษาได้ (ฎ. 6479/41)
- ถ้าศาลพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์ การที่จำเลยโอนสิ่งปลูกสร้างและที่ดินให้บุคคลอื่นไปแล้ว แต่จำเลยยังเป็นผู้จัดการดูแลครอบครองสิ่งปลูกสร้างอยู่ ถือไม่ได้ว่าสภาพแห่งการบังคับคดีไม่เปิดช่องให้กระทำได้ (ฎ. 1131-1132/44)
- การถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ใช้เฉพาะกรณีการทำนิติกรรมสัญญาเท่านั้น ( เฉพาะกรณีที่วัตถุแห่งหนี้เป็นอันให้กระทำนิติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น) ศาลจะพิพากษาให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาในคดีละเมิดไม่ได้ (ฎ. 7091/42) หรือจะขอถือเอาคำพิพากษาแทนการบังคับชำระหนี้อย่างอื่นไม่ได้ เช่น ฟ้องบังคับให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดิน ศาลจึงไม่อาจสั่งให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยได้ (ฎ. 4920/47)
- การจดทะเบียนหย่าโดยคำพิพากษา คู่กรณีเพียงแต่ยื่นคำพิพากษาถึงที่สุดที่รับรองถูกต้องต่อนายทะเบียนให้บันทึกการหย่าไว้ในทะเบียน ศาลจึงไม่จำต้องสั่งในคำพิพากษาให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา (ฎ. 2141/31)
- หมายบังคับคดีจะออกได้ต่อเมื่อระยะเวลาที่กำหนดให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาปฎิบัติตามคำพิพากษาได้ล่วงพ้นไปแล้ว และลูกหนี้ฯ ไม่ชำระหนี้ หมายบังคับคดีที่ออกในขณะที่ยังไม่พ้นกำหนดเวลาตามคำบังคับตามมาตรา 276 วรรคหนึ่ง เป็นหมายบังคับคดีที่ออกฝ่าฝืนต่อกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ถ้าศาลเห็นว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีมิได้ดำเนินการบังคับคดีทันที ในขณะที่ยังไม่พ้นระยะเวลาตามคำบังคับ และถึงแม้จะรอให้พ้นกำหนดเวลาตามคำบังคับ จำเลยก็คงไม่ชำระหนี้ และต้องออกหมายบังคับคดีอยู่นั้นเอง ศาลอาจไม่ให้เพิกถอนหมายบังคับคดีก็ได้ (ฎ. 5642/40)
- การออกหมายบังคับคดีจะต้องออกตามคำพิพากษา จะอ้างว่าสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้ปฎิบัติตามคำพิพากษาได้ จึงให้ใช้ค่าเสียหายแทน โดยมิได้พิพากษาเช่นนั้นไม่ได้ (ฎ. 1316/4 ป.) เพราะมาตรา 276 เป็นเรื่องการออกหมายบังคับคดีเพื่อปฎิบัติการให้เป็นไปตามคำพิพากษา ฯ เช่นศาลพิพากษาตามคำขอของโจทก์ว่าให้จำเลยยอมรับการไถ่ที่ดินตามฟ้องในรา 64,000 บาท จากโจทก์ การที่ศาลชั้นต้นสั่งให้จำเลยชดใช้ค่าเสยหายแทน เพราะสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้บังคับได้ เนื่องจากจำเลยโอนที่ดินให้บุตรแล้ว จึงเป็นการบังคับนอกเหนือจากคำพิพากษาซึ่งศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจสั่งเช่นนั้น
- ถ้าเป็นเรื่องที่ต้องปฎิบัติตอบแทนกัน ไม่ถือว่าเป็นการบังคับนอกเหนือคำพิพากษา(ฎ.2403/27)
เจ้าพนักงานบังคับคดีอยู่ในฐานะผู้แทนเจ้าหนี้ ( ม.278)
- ในการดำเนินการบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดี มีอำนาจในฐานะเป็นผู้แทนเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจึงถือว่าเจ้าพนักงานบังคับคดี ยึดและขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึดและรับเงินจากการขายทอดตลาดไว้แทนเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจนถึงวันที่ขายทอดตลาดเท่านั้น (ฎ. 4038/43, 1435/10)
- แต่ถ้าจำเลยคัดค้านการขายทอดตลาดขอให้ยกเลิกการขายทอดตลาด แล้วมีการอุทธรณ์ ฎีกา เป็นเหตุให้โจทก์ไม่ได้รับชำระหนี้ ถือว่าการบังคับคดียังไม่เสร็จบริบูรณ์จนกว่าจะมีการอ่านคำพิพากษาของศาลฎีกา จำเลยต้องรับผิดใช้ดอกเบี้ยจากเงินที่ขายทอดตลาด (ฎ.6486/31) แสดงว่าจำเลยกระทำให้การชำระหนี้ตามคำพิพากษาล่าช้า ถ้าในที่สุดจำเลยเป็นฝ่ายแพ้ จำเลยก็ต้องรับผิดในดอกเบี้ยหลังจากขายทอดตลาดด้วย
- เงินมัดจำที่ผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดวางไว้ต่อจ้าพนักงานบังคับคดี ถือว่าเป็นเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้รับไว้แทนเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา เมื่อผู้ซื้อผิดสัญญาและถูกริบ เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องรวบรวมไว้ชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา (ฎ. 691/22)
การยึดและอายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ ฯ (มาตรา 282-284)
- เจ้าพนักงานบังคับคดีชอบที่จะยึดและอายัดหรือขายทรัพย์สินที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอ้างว่าเป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ดังนี้เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงไม่ชอบที่จะขอให้อายัดสิทธิเรียกร้องที่เจ้าหนี้ยังโต้แย้งว่าจำเลยยังมีข้อพิพาทกับบุคคลภานอกอยู่ (ฎ. 586/43)
*- ถ้าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอ้างว่าทรัพย์ สินใดเป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษา และยืนยันให้ยึด เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องยึดทรัพย์สินนั้นโดยไม่ต้องให้โจทก์ไปฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลตาม ป.พ.พ.มาตรา 237 ก่อน ถ้าเจ้าพนักงานบงคับคดีไม่ยึด เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาร้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์โดยขอให้ศาลสั่งให้เจ้าพนักงานคดียึดทรัพย์สินนั้นได้ ตามมาตรา 283 วรรคสอง (ฎ. 638/49)
- ความรับผิดต่อลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือต่อบุคคลภายนอกเพื่อความเสียหายอันเกิดจากการยึด และขายทรัพย์สินโดยมิชอบ หรือยึดทรัพย์สินเกินกว่าที่จำเป็นแก่การบังคับคดีนั้น ย่อมไม่ตกแก่เจ้าพนักงานบังคับคดี แต่ตกอยู่แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา เว้นแต่กรณีเจ้านักงานบังคับคดีได้กระทำไปฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่ง มาตรา 284 วรรคสอง ดังนี้ เมื่อมีการยึดทรัพย์ผิดโดยไปยึดที่ดินธรณีสงฆ์ ออกขายทอดตลาดและนำเงินชำระหนี้ให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาไปแล้ว ดังนี้การยึดดังกล่าวเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเป็นผู้นำยึด จำเลยไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย และไม่ได้รับเงินค่าซื้อที่ดิน ไม่มีมูลหนี้ที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาจะใช้คืนแก่ผู้ที่ประมูลซื้อที่ดินนั้นไป คดีไม่เข้าลักษณะลาภมิควรได้ ผู้ซื้อจะเรียกเงินคืนจากลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ได้ (ฎ. 433/03 ป.)
- กรณีพิพากษาที่ให้โจทก์ชำระหนี้เป็นเงินแก่จำเลย มิได้พิพากษาให้นำเงินมาวางศาลคำบังคับก็มิได้ระบุสถานที่ใช้เงินไว้ด้วย โจทก์จึงต้องนำเงินไปชำระแก่จำเลย ณ. ภูมิลำเนาของจำเลย การที่โจทก์นำเงินมาวางศาลจึงถือไม่ได้ว่าเป็นกรณีที่จำเลยได้รับชำระหนี้จากโจทก์โดยถูกต้องทั้งโจทก์ไม่ได้แจ้งกรชำระหนี้แก่จำเลย ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ทราบแล้ว ดังนี้การที่จำเลยนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์ของโจทก์ตามหมายบังคับคดีของศาล จึงเป็นการใช้สิทธิทางศาลตามที่โจทก์มีอยู่เพื่อขอบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษา เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยกระทำโดยไม่สุจริต จงใจ ประมาทเลินเล่อเพื่อให้จำเลยได้รับความเสียหาย ไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ (ฎ. 3050/40)
ทรัพย์สินและสิทธิเรียกร้องที่ไม่อยู่ในข่ายบังคับคดี (มาตรา 285,286)
- ได้แก่ทรัพย์สินที่โอนกันไม่ได้ตามกฎหมาย หรือตามกฎหมายย่อมไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี สิทธิการเช่าเป็นสิทธิเฉพาะตัว เมื่อไม่มีข้อตกลงให้ผู้เช่าโอนสิทธิการเช่าได้ ถือว่าเป็นทรัพย์สินที่โอนกันไม่ได้ตามกฎหมาย ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี โจทก์ไม่มีสิทธินำยึดออกขายทอดตลาด (ฎ. 2227/37)
- เงินเดือน( เงินสะสม เป็นส่วนหนึ่งของเงินเดือนของข้าราชการ) ค่าจ้าง บำนาญ เงินบำเหน็จ ฯ ตามมาตรา 286(2) และ (3) แม้จำเลยจะได้รับมาจากเจ้าหน้าที่การเงินแล้ว ก็เป็นเงินที่ไม่อยู่ในข่ายบังคับคดี (ฎ. 3020/32 ป.) เพราะกฎหมายประสงค์จะให้ข้าราชการลูกจ้าง คู่สมรส หรือญาติของข้าราชการ ได้มีเงินเลี้ยงชีพต่อไป ฉะนั้นจึงไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี
ข้อสังเกต เฉพาะเงินเดือน ค่าจ้าง ฯ ตามมาตรา 286(2) เป็นเงินที่รัฐบาลเป็นผู้จ่าย และไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีทั้งหมด แต่เงินเดือน ค่าจ้างฯ ตามมาตรา 286(3) เป็นเงินที่นายจ้างไม่ใช่รัฐบาลเป็นผู้จ่าย ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีเฉพาะจำนวนเงินรวมกันไม่เกินเดือนละ 10,000 บาท
การขอกันส่วน( มาตรา 287)
- บุคคลภายนอกจะใช้สิทธิตามมาตรา 287 นี้ได้ ต้องมีการบังคับคดีหรือบังคับชำระหนี้เอาแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ด้วย ดังนั้นการที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาบังคับคดีอันเป็นการใช้สิทธิติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของเจ้าหนี้ มิใช่เป็นการบังคับคดีหรือบังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินของจำเลยผู้เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา ผู้ร้องจะขอคุ้มครองตามตรา 287 ไม่ได้ (ฎ.832/36,1767/27)
**- หรือในกรณีที่เป็นการฟ้องร้องให้แบ่งทรัพย์สินระหว่างเจ้าของรวม บุคคลอื่นจะร้องขอกันส่วนไม่ได้เช่นกัน (ฎ. 5470/36) เพราะมาตรา 287 จะต้องเป็นกรณีที่มีการบังคับแก่ทรัพย์สินของจำเลย หรือลูกหนี้ตามคำพิพากษา และเป็นการกระทบกระเทือนสิทธิของผู้อื่น แต่ตมฎีกาเรื่องนี้เป็นการบังคับให้จำเลยแบ่งแยกทรัพย์สินในระหว่างเจ้าของรวมด้วยกันแล้วจัดการโอนให้แก่โจทก์เท่านั้น หาได้มีการบังคับเอาแก่ทรัพย์สินของจำเลยตามความในมาตรา 287 แต่ประการใดไม่ กรณีดังกล่าวจึงขอกันส่วนไม่ได้
- ผู้ที่จะขอคุ้มครองตามมารา 287 ต้องเป็นผู้มีบุริมสิทธิหรือสิทธิอื่นๆ ซึ่งผู้นั้นอาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินที่ยึดหรืออายัดได้ สำหรับสิทธิอื่นๆ นั้น จะต้องเป็นสิทธิทำนองเดียวกับบุริมสิทธิ (ฎ. 3323/28) แต่สิทธิของธนาคารผู้ร้องที่จะนำเงินฝากในบัญชีของจำเลยที่ค้ำประกันการเบิกเงินเกินบัญชีของจำเลยไปหักหนี้ การเบิกเงินเกินบัญชีได้ก่อน ไม่ใช่เป็นสิทธิอื่นๆตามมาตรา 287 ที่จะร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ตามกฎหมาย
- เจ้าหนี้ผู้รับจำนำเป็นผู้มีสิทธิเหนือทรัพย์ที่จำนำ จึงมีสิทธิขอกันส่วนเพื่อขอรับชำระหนี้ของตนตามมาตรา 287 แต่ถ้าผู้รับจำนำยอมให้ทรัพย์สินที่จำนำกลับคืนไปสู่การครอบครองของผู้จำนำแล้ว สิทธิจำนำย่อมระงับสิ้นไป จะร้องขอกันส่วนไม่ได้ (ฎ. 2517/34)
เจ้าของรวมร้องขัดทรัพย์ไม่ได้ แต่ร้องกันส่วนได้
- ผู้ที่เป็นเจ้าของในทรัพย์สินที่ถูกยึดร่วมกับจำเลย จะร้องขัดทรัพย์ไม่ได้ เพราะจำเลยมีส่วนเป็นเจ้าของอยู่ด้วย แต่เจ้าของรวมคนอื่นมีสิทธิขอกันส่วนของตนออกมิให้ถูกบังคับชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ตามมาตรา 287 (ฎ. 339/16,4895/25)
- กรณีทรัพย์สินที่ถูกยึดเป็นสินสมรส ถือว่าคู่สมรสฝ่ายที่ไม่ถูกฟ้องเป็นบุคคลภายนอกมีสิทธิร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินนั้นได้ จึงมีสิทธิร้องขอกันส่วนจากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดสินสมรสนั้น แต่ทั้งนี้ต้องได้ความว่าหนี้ที่โจทก์ฟ้องบังคับนั้นต้องไม่ใช่หนี้ร่วมระหว่างสามีภริยา (ฎ. 679/32,1605-6/37)
- กรณีที่ผู้ร้องกับจำเลยเป็นสามีภริยากัน และหนี้ตามคำพิพากษาเป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยาตามที่ระบุไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 1490 ซึ่งสามีและภริยาต้องร่วมกันรับผิดในหนี้ดังกล่าว และตาม ป.พ.พ. มาตรา 1489 บัญญัติให้ชำระหนี้จากสินสมรสก่อน ผู้ร้องจึงขอกันส่วนจากสินสมรสที่ถูกยึดไม่ได้(ฎ. 2955/48, 5531/3)
- อย่างไรก็ตาม กรณีที่สามีภริยาร่วมกันกระทำละเมิดต่อบุคคลอื่น เป็นหนี้ร่วมธรรมดา แม้สามีภริยาต้องรับผิดร่วมกันอย่างลูกหนี้ร่วมก็ตาม แต่ก็ไม่ใช่หนี้ร่วมตามนัย ป.พ.พ. มาตรา 1490 ดังนั้นการที่ผู้เสียหายฟ้องสามีหรือภริยา เพียงคนเดียว และยึดสินสมรสออกขายทอดตลาด ภริยา หรือสามีที่มิได้ถูกฟ้องมีสิทธิขอกันส่วนได้ (ฎ. 679/32)
- สังเกตว่าถ้าหนี้ตามคำพิพากษาเป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยา ตามนัย ป.พ.พ. มาตรา 1490 สามีหรือภริยา ที่มิได้ถูกฟ้องจะร้องขอกันส่วนจากสินสมรสที่ถูกยึดไม่ได้ แต่ถ้าเป็นสินส่วนตัวของคู่สมรสที่มิได้ถูกฟ้องด้วย แม้หนี้ตามคำพิพากษาจะเป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยาก็ตาม เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาก็จะขอให้ยึดมาชำระหนี้ดังกล่าวไม่ได้ (ถือเป็นการยึดทรัพย์บุคคลภายนอกนั้นเอง) (ฎ.445/40,523/34)
- ความหมายของการกันส่วน มีความหมาย 2 ประการ คือ การกันส่วนจากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาด กับการกันส่วนจากตัวทรัพย์ที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้
- สำหรับการขอกันส่วนของเจ้าของรวม โดยปกติ ต้องกันส่วนจากเงินที่ได้จากการขายทอดตาดที่ดินที่ยึดไว้ ไม่ใช่กันส่วนจากที่ดินที่ถูกยึดบังคับคดี
- กรณีทรัพย์สินที่ยึดนั้นเป็นที่ดิน ไม่ว่าจะเป็นที่ดินที่มีหนังสือสำคัญเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ( น.ส.3 หรือ น.ส. 3 ก. ) หรือที่ดินมือเปล่า หรือที่ดินที่มีหนังสือสำคัญเป็นโฉนดที่ดิน ถ้าผู้ร้องกับจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของรวมได้ตกลงแบ่งแยกการครอบครองที่ดินนั้นเป็นสัดส่วนแล้ว ผู้ร้องย่อมขอกันส่วนที่ดินส่วนที่ตนครอบครองออกก่อนขายทอดตลาดได้ ไม่ใช่การกันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดิน (ฎ.2883/28,2437/38,2451/48 ) กรณีเช่นนี้ เป็นเรื่องขอกันส่วน ไม่ใช่การร้องขัดทรัพย์ จึงเรียกค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์ไม่ได้ เพราะการร้องขอตามมาตรา 287 ผู้ร้องไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์
- ถ้าเพียงแต่ตกลงกันเป็นลายลักษณ์อักษรกันเองว่าจะแบ่งแยกการครอบครองที่ดินกันเท่านั้น แต่ไม่มีการแบ่งแยกการครอบครองอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจน ถือว่าเจ้าของรวมนั้นครอบครองที่ดินร่วมกันทุกส่วน จึงไม่มีสิทธิขอกันส่วน (ฎ. 675/46)
ผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนได้อยู่ก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1300
- ผู้ที่อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนของตนได้อยู่ก่อนในทรัพย์สินที่โจทก์นำยึดตาม ป.พ.พ. มาตรา 1300 ถือว่าเป็น “สิทธิอื่นๆ” ซึ่งบุคคลภายนอกอาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินนั้นได้ตามกฎหมาย ตามมาตรา 287 (ฎ. 2975/38,5494/49,6752/47) เช่น ผู้มีสิทธิตามสัญญาจะซื้อที่ดินซึ่งได้เข้าครอบครองและได้ชำระราคาครบถ้วนแล้ว(ฎ.8698/49) หรือกรณีศาลได้มีคำพิพากษาตามยอมให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนที่ดินให้ผู้ร้อง ( ผู้จะซื้อ และผู้ร้อง เป็นบุคคลตามมาตรา 1300) แต่ถ้าผู้จะซื้อยังชำราคาไม่ครบ ยังไม่อยู่ในฐานะอันจะให้จทะเบียนสิทธิได้อยู่ก่อน ไม่ได้รับการคุ้มครองตามมาตรา 287 (ฎ. 5557/45)
- กรณีสิทธิของบุคคลภายนอกได้ที่ดินมาโดยคำพิพากษาของศาล แม้จะได้มาภายหลังเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินนั้นแล้ว ก็ถือว่าเป็นบุคคลตาม ป.พ.พ.มาตรา 1300 และมีสิทธิดีกว่าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่นำยึดนั้น บุคคลภายนอกจึงขอให้เพิกถอนการยึดได้ (ฎ. 407/32)
ข้อสังเกต สิทธิของบุคคลภายนอกที่อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้ก่อน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1300 อาจจะเป็นการได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์นั้นทีเดียวหรือยังไม่ได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์นั้นก็ได้ และการอ้างสิทธิตาม ป.พ.พ.มาตรา 1300 นี้ อาจเป็นการอ้างเพื่อร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์นั้น ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 287 หรือเป็นการใช้สิทธิร้องขัดทรัพย์ตามมาตรา 288 ก็ได้ ซึ่งต้องพิจารณาเป็นรายกรณีไป (ฎ. 8698/49)
- กรณีที่ผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้ก่อน เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ถูกยึดด้วย เช่นผู้ที่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ถูกยึดโดยการครอบครองปรปักษ์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 ที่ดินนั้นมิใช่กรรมสิทธิ์ของลูกหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว กรณีจึงเข้าเกณฑ์การร้องขัดทรัพย์ ตามมาตรา 288 ผู้ที่ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์จึงร้องขัดทรัพย์ได้ (ฎ. 1561/08, 263/02)
- กรณีที่ผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนได้อยู่ก่อน แต่ยังไม่ได้กรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ยึด เช่น ผู้ครอบครองที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขาย ที่ได้ชำระราคาครบถ้วนแล้ว(ฎ. 2975/38) ผู้ได้สิทธิในที่ดินตามสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลพิพากษาตามยอมแล้ว (ฎ. 3417/24) ผู้ที่ได้สิทธิในที่ดินตามคำพิพากษา(ฎ. 33/36) เหล่านี้ กรรมสิทธิ์ในที่ดินยังคงเป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษา จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ร้องขัดทรัพย์ตามมาตรา 288 (เพราะการขอตามมาตรา 288 จะต้องได้ความว่าทรัพย์ที่ยึดไม่ใช่ของลูกหนี้ตามคำพิพากษา) แต่ถือว่าผู้ที่อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนได้อยู่ก่อนในกรณีเหล่านี้นั้น เป็นผู้มีสิทธิเหนือทรัพย์นั้น ตามมาตรา 287 จึงต้องร้องขอเข้ามาตามมาตรา 287 อย่างไรก็ตาม เมื่อได้ความว่าบุคคลนั้นอยู่ในฐานะจดทะเบียนสิทธิได้ก่อน ศาลก็ต้องเพิกถอนการยึดทรัพย์เช่นเดียวกับการร้องขัดทรัพย์
-กรณีเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินออกขายทอดตลาดเพื่อบังคับจำนอง ผู้ร้องจะอ้างว่าได้มีคำพิพากษาอีกคดีหนึ่งให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินมาเป็นของผู้ร้อง ผู้ร้องจึงอยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อน มาขอให้เพิกถอนการบังคับคดีไม่ได้ เพราะสิทธิจำนองของโจทก์เหนือกว่า (ฎ. 1334/50)
**ฎ.1334/2550 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287 บัญญัติว่า “ ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติ มาตรา 288 และ 289 แห่ง ประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้น ย่อมไม่กระทบกระทั่งถึงบุริมสิทธิหรือสิทธิอื่นๆซึ่งบุคคลภายนอกอาจ้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินนั้นได้ตามกฎหมาย” ก็คงมีความหมายถึงการที่เจ้าหนี้สามัญ จะบังคับคดีให้กระทบกระทั่งถึงสิทธิของเจ้าหนี้ผู้มีบุริมสิทธิหรือสิทธิอื่นๆที่มีอยู่เหนือทรัพย์สินนั้นไม่ได้เท่านั้น แต่คดีนี้โจทก์เป็นเจ้าหนี้จำนองซึ่งเป็นเจ้าหนี้มีหลักประกันพิเศษ และตามมาตรา 287 ดังกล่าว บุริมสิทธิที่จะใช้ได้ก่อนสิทธิจำนองจะต้องเป็นบุริมสิทธิที่ได้จดทะเบียนแล้วตาม ป.พ.พ.มาตรา 285,286 และ287 เท่านั้น ผู้ร้องเป็นเพียงผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนซึ่งเป็นสิทธิอื่นๆ และเป็นสิทธิที่ยังไม่ได้จดทะเบียน จึงไม่มีสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ก่อนโจทก์ เมื่อโจทก์บังคับคดีโดยชอบและไม่กระทบถึงสิทธิอื่นๆ จึงไมมีเหตุที่จะเพิกถอนการบังคับคดี
ความหมายของคำว่าขอกันส่วน
คำว่าขอกันส่วน ที่นิยมใช้เรียกแทนความหมายของมาตรา 287 นี้ ถ้อยคำดังกล่าว มีความหมายไปทำนองว่าเป็นการร้องขอให้แบ่งเพียงบางส่วนจากทรัพย์ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้ เมื่อพิจารณาถึงสิทธิของผู้มีสิทธิตามมาตรา 287 ในกรณีต่างๆแล้ว จะเห็นได้ว่า สิทธิของบุคคลภายนอกที่จะร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์นั้นไม่ใช่เป็นเรื่องกันส่วนแต่เพียงประการเดียว เช่นกรณีสิทธิของบุคคลภายนอกที่อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้ก่อน ย่อมมีสิทธิขอให้ศาลเพิกถอนการยึดได้เลยที่เดียว ไม่ใช่เป็นเพียงการกันเอาเฉพาะส่วนของทรัพย์ที่ยึดหรือกันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดดังเช่นกรณีเจ้าของรวม ถ้อยคำที่เรียกมาตรา 287 ว่าเป็นการกันส่วน เข้าใจว่ามาจากเรื่องเจ้าของรวมร้องขอกันส่วนจากเงินที่ได้จาการขายทอดตลาดเทานั้น ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าบทบัญญัติมาตรา 287 เป็นเรื่องสิทธิของบุคคลภายนอกที่จะร้องขอบังคับเหนือทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ แต่สิทธิของบุคคลภายนอกนั้นกฎหมายจะให้ความคุ้มครองเพียงใดก็ต้องแล้วแต่ลักษณะของสิทธิของบุคคลภายนอกนั้นๆ บางกรณีก็เป็นการกันส่วนจากทรัพย์สินหรือเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา บางกรณีก็เป็นการกันส่วนจากทรัพย์สินหรือเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา บางกรณีก็เป็นการขอให้เพิกถอนการยึดหรือการขายทอดตลาดก็ได้ ทั้งนี้แล้วแต่ข้อเท็จจริงแต่ละกรณี
ข้อสังเกต ตามมาตรา 287 บัญญัติให้อยู่ภายใต้แห่บทบัญญัติ มาตรา 288และ 289 หมายความว่า หากสิทธิของบุคคลภายนอกไปเข้ากรณีตามมาตรา 288 หรือ 289 แล้ว ก็ต้องปฎิบัติตามบทบัญญัตินั้นๆด้วย ดังนั้นในกรณีของผู้รับจำนองจะขอรับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้อื่น ก็ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ตามมาตรา 289 เช่น กรณีจำนองอสังหาริมทรัพย์ก็ต้องยื่นคำร้องขอก่อนเอาทรัพย์ที่จำนองออกขายทอดตลาด เมื่อมีการยื่นคำร้องดังกล่าวแล้ว การขายทอดตลาดทรัพย์นั้นก็ต้องเป็นการขายโดยปลอดจำนอง แต่ถ้าผู้รับจำนองไม่ได้ขอรับชำระหนี้จำนองามมาตรา 289 และภายหลังผู้รับจำนองได้ขอให้ขายทอดตลาดไปโดยปลอดจำนอง ผู้รับจำนองมีสิทธิร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์จำนองโดยขอกันส่วนตามมาตรา 287 ได้ (ฎ. 1551/43,2965/37)
กำหนดเวลายื่นคำร้องตามมาตรา 287
- มาตรา 287 ไม่ได้กำหนดเวลาไว้ ดังนั้นจึงอาจยื่นภายหลังจากการขายทอดตลาดแล้วก็ได้ ไม่จำต้องยื่นคำร้องก่อนขายทอดตลาดทรัพย์ที่บังคับคดี( ต่างจากกรณีการยื่นคำร้องขัดทรัพย์ ตามมาตรา 288 หรือผู้รับจำนองขอรับชำระหนี้ก่อนตามมาตรา 289 ที่ต้องยื่นก่อนขายทอดตาดทรัพย์นั้น)
- ตามมาตรา 287 ที่ว่า ... การบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตมคำพิพากษานั้น ย่อมไม่กระทบกระทั่งสิทธิ... การบังคับคดีดังกล่าว หมายถึงการบังคับคดีภายหลังมีคำพิพากษาแล้ว หากเป็นการยึดหรืออายัดชั่วคราวก่อนพิพากษาตามมาตรา 254 ผู้ร้องยังไมมีสิทธิอ้างสิทธิตามมาตรา 287 (ฎ. 974/29)
- การร้องขอกันส่วน เป็นคดีไมมีทุนทรัพย์ (ฎ. 855/18) แต่เสียค่าคำร้อง 20 บาท
ร้องขัดทรัพย์ ( มาตรา 288)
หลักเกณฑ์
1. ต้องมีการยึดทรัพย์สินเพื่อนำออกขายทอดตลาดหรือจำหน่ายโดยวิธีอื่น
2. จำเลยหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษา ไม่ใช่เจ้าของทรัพย์ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้
3. บุคคลที่ถูกโต้แย้งสิทธิจากการที่ทรัพย์นั้นถูกยึด อาจยื่นคำร้องต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดีให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด
4. ต้องยื่นคำร้องก่อนที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเอาทรัพย์สินที่ยึดออกขายทอดตลาดหรือจำหน่ายโดยวีอื่น
5. ศาลต้องพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีเหมือนอย่างคดีธรรมดา
ต้องมีการยึดทรัพย์สินของลูกหนี้ฯ ออกขายทอดตลาด
- กรณีจะร้องขัดทรัพย์ได้ต้องมีการยึดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาเพื่อนำออกขายทอดตลาด หรือจำหน่ายโดยวิธีอื่น การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมอบทรัพย์ให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเข้าคอบครองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 ตรี ไม่ใช่การยึดทรัพย์ออกขายทอดตลาด จึงร้องขัดทรัพย์ไม่ได้ (ฎ. 6547/38)
หมายเหตุ เรื่องนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยส่งมอบและจดทะเบียนอาคารพาณิชย์ให้โจทก์ จำเลยไม่ปฎิบัติตาม โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีจัดการให้โจทก์เข้าครอบครองอาคารนั้น โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 296 ตรี ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ปล่อยอาคารพาณิชย์ดังกล่าว โดยอ้างว่าเป็นของผู้ร้องโดยซื้อจากจำเลยโดยสุจริต ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า กรณีนี้ถือว่าเป็นการบังคับตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 ตรี เพื่อจัดการให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเข้าครอบครองทรัพย์ หาเป็นการยึดอาคารพาณิชย์เพ่อนำออกขายทอดตลาดตามความใน มาตรา 288 ไม่ กรณีจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามมาตราดังกล่าว ผู้ร้องจะร้องขอให้ปล่อยอาคารพาณิชย์ห้องพิพาทไม่ได้ ผู้ร้องอ้างว่าอาคารพาณิชย์เป็นของผู้ร้องก็ชอบที่จะไปว่ากล่าวเป็นเรื่องอื่นต่างหาก แต่ไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขัดทรัพย์เข้ามาในคดีนี้
- กรณีอายัดสิทธิเรียกร้อง ผู้ร้องอ้างว่าตนเป็นเจ้าหนี้ตามสิทธิเรียกร้องนั้น จำเลยไม่ได้เป็นเจ้าหนี้ตามสิทธิเรียกร้องฯ ผู้ร้องอ้างไม่ได้ ไม่เป็นการร้องขัดทรัพย์ (ฎ. 1141/40)
เรื่องนี้ ผู้ร้องอ้างว่า ผู้ร้องเป็นคนขายกุ้งให้ผู้คัดค้าน ไม่ใช่จำเลย โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอให้อายัดเงินค่ากุ้ง ที่ขายให้ผู้คัดค้านตามที่ศาลมีคำสั่งอายัดเงินดังกล่าวจากผู้คัดค้านไว้ชั่วคราวในระหว่างพิจารณา ขอให้เพิกถอนการอายัดเงินดังกล่าว ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สิทธิในฐานะเป็นเจ้าหนี้ผู้คัดค้านที่ผู้ร้องอ้าง ไม่ใช่เป็นบุริมสิทธิหรือสิทธิอื่นซึ่งผู้ร้องอาจร้องขอให้บังคับตามมาตรา 287 และไม่ใช่การขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดไว้ตาม มาตรา 288 หากผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ผู้คัดค้านจริง ก็มีเพียงสิทธิเรียกร้องให้ผู้คัดค้านชำระหนี้แก่ตนเท่านั้น ไม่มีสิทธิที่จะบังคับจากเงินที่ผู้คัดค้านรับว่าเป็นหนี้จำเลยและได้ส่งมาตามที่ศาลอายัดดังกล่าว ผู้ร้องชอบที่จะไปว่ากล่าวเอาแก่ผู้คัดค้านเป็นอีกส่วนหนึ่งต่างหาก
- ฟ้องขอให้แบ่งทรัพย์ระหว่างเจ้าของรวม แม้จะมีการยึดทรัพย์ที่เป็นกรรมสิทธิ์รวมออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกัน ก็เป็นเพียงวิธีหนึ่งในการแบ่งทรัพย์ระหว่างเจ้าของรวมตาม ป.พ.พ. มาตรา 1364 วรรคสอง ไม่ใช่การบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. จึงร้องขัดทรัพย์ไม่ได้ (ฎ. 676/46,2968/44)
ผู้มีสิทธิร้องขัดทรัพย์
หลักสำคัญในการร้องขัดทรัพย์ ก็คือข้ออ้างที่ว่า จำเลยหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษา มิใช่เจ้าของทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้ ส่วนผู้ที่จะร้องขัดทรัพย์ กฎหมายไม่ได้จำกัดว่าต้องเป็นเจ้าของทรัพย์ที่ยึดด้วย แต่ตามมาตรา 288 วรรคแรก บัญญัติให้อยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติมาตรา 55 แสดงว่าผู้ที่จะร้องขัดทรัพย์ได้ ต้องเป็นผู้ที่ถูกโต้แย้งสิทธิ เท่านั้น ผู้ที่ถูกโต้แย้งสิทธิอาจจะเป็นเจ้าของทรัพย์ที่ยึดไว้ หรืออาจเป็นผู้ที่มีส่วนได้เสียตามกฎหมายในทรัพย์ที่ยึดก็ได้
กรณีผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องขัดทรัพย์ได้ เช่น
1. ผู้เช่าซื้อ (ครอบรองทรัพย์ที่เช่าซื้อด้วย) แม้จะยังชำระค่าเช่าซื้อไม่รบ ก็ถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียแล้ว จึงมีสิทธิร้องขัดทรัพย์ได้ (ฎ. 399/34 ป.)
2. ผู้ได้รับสัมปทานป่าไม้ ร้องขัดทรัพย์ไม้ที่ถูกยึดจากป่าที่ได้รับสัมปทาน (ฎ. 1824/93)
3. หน่วยงานของรัฐมีส่วนได้เสียเกี่ยวกับทรัพย์ที่ตนดูแลรักษา (ฎ. 1823/93)
4. เจ้าหนี้ผู้ครอบครองที่ดินประกันหนี้ ถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียในที่ดินนั้น (ฎ. 28/06)
5. ผู้ที่ได้กรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์โดยการครอบครองปรปักษ์ (ฎ. 1561/08,2070/48)
*ฎ.207/48 การที่ผู้ร้องขัดทรัพย์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครอง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 ถือว่าเป็นการได้มาโดยทางอื่นนอกจากทางนิติกรรมตามมาตรา 1299 วรรคสอง แต่โจทก์เป็นเพียงเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยที่ 1 ซึ่งมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินพิพาท โจทก์มิใช่ผู้สิทธิในที่ดินพิพาทโดยเสียค่าตอบแทนและโดสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว จึงมิใช่บุคคลภายนอกที่จะได้รับความคุ้มครองตามบทบัญญัติดังกล่าว ดังนั้น แม้ผู้ร้องจะมิได้จดทะเบียนกรได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์โดยการครอบครองฯ ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ก็ยกขึ้นต่อสู้โจทก์ได้ โจทก์ไม่มีสิทธิยึดที่ดินพิพาทเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา
ข้อสังเกต ผู้ที่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ ถือว่าเป็นผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้ก่อน ตาม ป.พ.พ. 1300 ประเภทหนึ่ง ส่วนผู้ที่อยู่ในฐานะอันจะได้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อน ตาม มาตรา 1300 ในกรณีอื่นๆ เช่นผู้ได้สิทธิในที่ดินตามคำพิพากษาฯ ก็ถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามมาตรา 288 ถ้าที่ดินเป็นของจำเลยแม้ศาลจะพิพากษาให้โอนให้ผู้ร้องและผู้ร้องอยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้ก่อนก็ตาม ก็ยังถือว่าเป็นที่ดินของจำเลยอยู่ ไม่อยู่ในข่ายที่จะร้องขัดทรัพย์ได้
อย่างไรก็ตามกรณีเช่นนี้ มีคำพิพากษาที่ 8698/2549 วินิจฉัยว่าร้องขัดทรัพย์ได้
* ฎ. 8698/49 ผู้ร้องทำสัญญาจะซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 2 ได้ชำระราคาคารบถ้วนและเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทแล้ว คงเหลือแต่การจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้แก่ผู้ร้องเท่านั้น ถือได้ว่าผู้ร้องเป็นบุคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตาม ป.พ.พ.มาตรา 1300 และโดยเหตุที่การบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาย่อมไม่กระทบกระทั่งถึงบุริมสิทธิและสิทธิอื่นๆซึ่งบุคคลภายนอกอาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินนั้นได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287 โจทก์จึงไม่มีสิทธินำยึดที่ดินพิพาทเพื่อบังคับคดี อันเป็นการกระทบกระทั่งถึงสิทธิของผู้ร้องตามบทกฎหมายดังกล่าว ผู้ร้องจึงมีสิทธิร้องขอให้ปล่อยที่ดินพาทที่โจทก์ยึดได้
- อย่างไรก็ดี แม้ที่ดินนั้นจะเป็นของจำเลย แต่ก็ถือว่าสิทธิของผู้ที่อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้ก่อนนั้น เป็นสิทธิที่อาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์ได้ตามกฎหมาย ตามมาตรา 287 เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะบังคับยึดที่ดินให้กระทบถึงสิทธิของผู้ร้องไม่ได้ ในกรณีเช่นนี้ผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้ก่อน ต้องร้องขอให้ถอนการยึดโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 287 (ฎ. 2686/38,2975/38) เช่น แม้โจทก์ได้นำยึดที่ดินพิพาทไว้ก่อน แต่เมื่อศาลพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนขายที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้อง ก็ถือว่าผู้ร้องมีสิทธิตาม ป.พ.พ.มาตรา 1300 โจทก์ไม่มีสิทธินำยึดที่ดินพิพาท ผู้ร้องย่อมใช้สิทธิตาม มาตรา 287 ร้องขอให้เพิกถอนการยึดของโจทก์ได้
- ถ้าข้อเท็จจริง ฟังได้ว่าจำเลยเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่ยึด ผู้ร้องก็ไม่อาจจะกล่าวอ้างสิทธิใดๆ เพื่อขอให้ศาลปล่อยทรัพย์ที่ยึดตามมาตรา 288 ได้ (ฎ. 2220/35,134/33)
- จำเลยลักเงินของผู้ร้องขัดทรัพย์ไปซื้อรถยนต์ ดังนี้รถยนต์ไม่ใช่ทรัพย์ของผู้ร้องจึงร้องขัดทรัพย์ ไม่ได้ (ฎ. 2244/36)
ผู้ไม่มีสิทธิร้องขัดทรัพย์
1. เจ้าของกรรมสิทธิ์รวมกับลูกหนี้ตามคำพิพากษาในทรัพย์ที่ยึด เท่ากับจำเลยมีส่วนเป็นเจ้าของอยู่ด้วย ร้องขัดทรัพย์ไม่ได้ (ฎ. 1449/24,6033/42) ต้องร้องขอกันส่วนจากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาด ตามมาตรา 287 แต่ถ้าผู้ร้องกับลูกหนี้ตามคำพิพากษา ซึ่งเป็นเจ้าของรวมได้แบ่งแยกการครอบครองที่ดินเป็นสัดส่วนแล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีจะยึดที่ดินส่วนที่ผู้ร้องครอบครองด้วยมิได้ ต้องกันที่ดินที่ผู้ร้องครอบครองครอบครองออกก่อนนำอกขายทอดตลาด (ฎ. 3139/37,2451/48)
- หลักการสำคัญของการร้องขัดทรัพย์ คือข้ออ้างว่าลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ใช่เจ้าของทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ การที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ดังกล่าว แต่ถ้าลูกหนี้ตามคำพิพากษามิได้มีส่วนเป็นเจ้าของรวมในทรัพย์สินที่ถูกยึด เจ้าของรวมคนหนึ่ง ย่อมร้องขัดทรัพย์ได้ (ฎ. 2467/49) เรื่องนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าบ้านที่ถูกยึดเป็นของผู้ร้อง ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์รวมกับบุคคลอื่น โดยจำเลยมิได้เป็นเจ้าของรวมในบ้านด้วย ผู้ร้องจึงร้องขัดทรัพย์ได้
2. ทรัพย์สินที่ถูกยึดเป็นสินสมรสของผู้ร้องกับลูกหนี้ตามคำพิพากษา เท่ากับจำเลยเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย ร้องขัดทรัพย์ไม่ได้ (ฎ. 5266/39)
3. ผู้ที่เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญ ร้องขัดทรัพย์ที่เป็นทรัพย์ของห้างไม่ได้ แม้โฉนดที่ดินจะเป็นชื่อของหุ้นส่วนผู้ร้องขัดทรัพย์ก็ตาม (ฎ. 54/12) ทั้งนี้เพราะทรัพย์เป็นของห้างฯ ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา
4. ผู้รับจำนำร้องขัดทรัพย์ในทรัพย์ที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษานำมาจำนำไม่ได้ เพราะทรัพย์ที่จำนำเป็นของจำเลย ไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา 288 (ฎ. 1413/98) แต่เมื่อขายทอดตลาดแล้วต้องชำระหนี้ให้แก่ผู้รับจำนำก่อน (ฎ. 1451/03)
5. ผู้มีสิทธิตามสัญญาจะซื้อขายทรัพย์สินจากจำเลย ยังไม่ได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ซื้อ จึงไม่สิทธิร้องขัดทรัพย์ (ฎ. 2183/19,878/92)
ข้อสังเกต เรื่องนี้ผู้ร้องมีสิทธิตามสัญญาจะซื้อขายในที่ดินมือเปล่า จึงไม่มีสิทธิใดๆในที่ดิน แม้ผู้ร้องได้เข้าครอบครองที่ดินก็เป็นการครอบครองแทนผู้ขาย ไม่ใช่ครอบครองเพื่อตน ผู้ร้องไม่มีสิทธิครอบครอง จึงร้องขัดทรัพย์ไม่ได้
แต่ถ้าเป็นการทำสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดในที่ดินมือเปล่ากันเอง และผู้ซื้อได้เข้าครอบครองที่ดินแล้ว ดังนี้แม้สัญญาซื้อขายจะตกเป็นโมฆะ เพราะไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ก็ถือว่าผู้ขายได้โอนสิทธิครอบครองที่ดินให้ผู้ซื้อแล้ว โดยการส่งมอบ ผู้ซื้อย่อมสิทธิครอบครองที่ดิน มีสิทธิร้องขัดทรัพย์ได้ (ฎ. 1078/20)
ในกรณีเช่นนี้ ถ้าผู้ซื้อยังมิได้เข้าครอบครองที่ดินมือเปล่า ผู้ซื้อก็ไม่ได้สิทธิคราอบครอง ร้องขัดทรัพย์ไม่ได้ (ฎ. 794/05)
การซื้อขายที่ดินไม่ได้ทำตามแบบ ตามมาตรา 456 วรรคหนึ่ง ตกเป็นโมฆะ แม้ผู้ซื้อจะได้ชำระราคาและเข้าครอบครองแล้วก็ทำให้มีสิทธิในที่ดิน การยึดที่ดินนั้นจึงไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิของผู้ซื้อ ไม่มีสิทธิร้องขัดทรัพย์ (ฎ. 8434/47)
6. ทรัพย์ที่ยึดไม่เป็นส่วนกับที่ดินของผู้ร้อง ร้องขัดทรัพย์ไม่ได้ (ฎ.151/32)
ผู้ที่กล่าวอ้างว่าลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ใช่เจ้าของทรัพย์ที่ถูกยึด จะต้องถูกโต้แย้งสิทธิตามมาตรา 55 ด้วย (ฎ. 3570/34)
เมื่อปรากฏว่าทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ ไม่ใช่ของลูกหนี้ตามคำพิพากษา แต่เป็นของผู้ร้องขัดทรัพย์ โจทก์จะยึดมาขายทอดตลาดชำระหนี้ไม่ได้ ศาลต้องถอนการยึดและคืนให้ผู้ร้องไป ทั้งโจทก์จะอ้างสิทธิยึดหน่วงในกรณีเช่นนี้ไม่ได้ด้วย (ฎ. 1701/24 ป.)
แม้จะได้ความว่าทรัพย์ที่ยึดนั้นเป็นของผู้ร้องขัดทรัพย์จริง แต่ผู้ร้องขัดทรัพย์เป็นตัวการไม่เปิดเผยชื่อ ยอมให้จำเลยซึ่งเป็นตัวแทนแสดงออกนอกหน้าเป็นตัวการ นำทรัพย์ดังกล่าวไปจำนอง ผู้ร้องจะร้องขัดทรัพย์ให้เสื่อมสิทธิของผู้รับจำนองไม่ได้ (ฎ. 1645/30)
ในคดีฟ้องบังคับจำนองการที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษายึดทรัพย์ที่จำนองออกขายทอดตลาด ผู้ร้องขัดทรัพย์อ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์ที่ยึด โดยใส่ชื่อแทนจำเลยไว้ในโฉนดแทน จะต้องตั้งประเด็นมาในคำร้องขัดทรัพย์ว่าโจทก์รับจำนองไว้โดยไม่สุจริตด้วย (ฎ. 1792/30)
ในคดีฟ้องบังคับจำนองและนำยึดที่จำนอง ผู้ร้องขัดทรัพย์อ้างว่าทรัพย์นั้นเป็นของผู้ร้อง ผู้ร้องได้มาโดยการครอบครองปรปักษ์ ผู้ร้องต้องตั้งประเด็นในคำร้องขัดทรัพย์ว่าโจทก็จำนองไว้โดยไม่สุจริต หากไม่กล่าวไว้ก็ไม่มีประเด็นที่ผู้ร้องจะนำสืบได้ ศาลชั้นต้นยกคำร้องขัดทรัพย์ได้โดยไม่ต้องไต่สวน (ฎ. 1185/45)
ศาลยกคำร้องขัดทรัพย์เพราะไม่มีพยานมาสืบ เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นแห่งคดีแล้ว ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิร้องขัดทรัพย์อีก เป็นร้องซ้ำ ตามมาตรา 148 (ฎ. 1817/42)
- ข้อสังเกต ตามมาตรา 148(1) เป็นข้อยกเว้นไม่เป็นฟ้องซ้ำในกรณีที่เป็นกระบวนพิจารณาในชั้นบังคับคดีตามคำพิพากษา แต่การร้องขัดทรัพย์ กฎหมายให้พิจาณาเหมือนคดีธรรมดา จึงไม่เข้าข้อยกเว้นดังกล่าว
กำหนดเวลาร้องขัดทรัพย์
-กำหนดเวลาในการยื่นคำร้องขัดทรัพย์จะต้องยื่นคำร้องก่อนขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึดนั้น โดยต้องเป็นการขายทอดตลาดที่บริบูรณ์ด้วย การประกาศให้มีการขายทอดตลาดแล้วมีการเลื่อนออกไป ยังไม่ถือว่าเป็นการขายทอดตลาด ผู้ร้องยังมีสิทธิร้องขัดทรัพย์ได้ (ฎ. 3030/28)
- ดังนั้นถ้ามีการขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึดจนสำเร็จบริบูรณ์ไปแล้ว ผู้ร้องจึงมายื่นคำร้องว่าทรัพย์ที่ยึดเป็นของร้อง ขอให้ยกเลิกการขายทอดตลาด มีผลเท่ากับขอให้ศาลปล่อยทรัพย์ที่ยึดตามมาตรา 288 เกินกำหนดเวลาตามมาตรา 288 จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้อง (835/49)
-การร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดเป็นทรัพย์ที่เป็นของสดเสียได้ ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขายไปในวันที่ยึดนั้นเอง ผู้ร้องจึงไม่อาจร้องให้ปล่อยทรัพย์ดังกล่าวได้ ผู้ร้องจึงอาจร้องขอให้ศาลมีคำสั่งยกเลอกกระบวนวิธีการบังคับคดีนั้นได้ ตามมาตรา 296 วรรคสอง แต่ต้องร้องขอภายในกำหนดเวลา ตามมาตรา 296 วรรคสอง กล่าวคือก่อนการบังคับคดีได้เสร็จสิ้นลง แต่ต้องไม่ช้ากว่า 15 วัน (เดิม 8 วัน) นับแต่วันทราบการฝ่าฝืนนั้น (ฎ. 2648/47) ถ้าเกินกำหนดแล้วก็ไม่อาจยื่นคำร้องตามมาตรา 288 ประกอบมาตรา 296 ตรี วรรคสอง และวรรคสาม เพราะมิใช่การบังคับคดีตามคำพิพากษาที่ให้ขับไล่จำเลยออกจากอสังหาริมทรัพย์
เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องงดการขายทอดตลาดไว้
เมื่อได้ยื่นคำร้องขัดทรัพย์แล้ว ผู้ร้องมีหน้าที่นำส่งสำเนาคำร้องให้โจทก์ จำเลยและเจ้าพนักงานบังคับคดี เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดี ได้รับคำร้องแล้ว ให้งดการขายทอดตลาด หรือจำหน่ายทรัพย์สินที่พิพาทไว้ในระหว่างรอคำวินิจฉัยชี้ขาดของศาล ซึ่งหมายถึงคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นเท่านั้น (คร. 330/05 ป.)
การพิจารณาคดีร้องขัดทรัพย์เหมือนคดีธรรมดา
สำหรับการพิจารณาคดีร้องขัดทรัพย์ ศาลต้องพิจารณาและชี่ขาดตัดสินเหมือนคดีธรรมดา ผู้ร้องขัดทรัพย์จึงมานะเสมือนโจทก์ ส่วนเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา(โจทก์เดิม) มีฐานะเสมือนเป็นจำเลย ดังนี้โจทก์เดิมจึงต้องยื่นคำให้การแก้คดี ภายใน 15 วัน นับแต่วันส่งหมายเรียก ถ้าไม่ยื่นในกำหนดถือว่าโจทก์เดิมขาดนัดยื่นคำให้การ (ฎ. 310/23)
- ถ้าศาลไม่ได้สั่งให้ส่งหมายเรียก หรือกำหนดเวลาให้โจทก์ยื่นคำให้การแก้คำร้องขัดทรัพย์ เพียงแต่นัดพร้อม ดังนี้โจทก์ยื่นคำให้การต่อสู้คดีในวันนัดพร้อมได้ (ฎ. 514/03ป.)
-คำร้องขัดทรัพย์เปรียบเสมือนคำฟ้อง จึงต้องแสดงโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างและอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น ตามมาตรา 172 วรรคสอง (ฎ. 9594/44)
- สำหรับจำเลยจะเข้ามาในคดีร้องขัดทรัพย์หรือไม่ก็ได้ ถ้าเข้ามาต้องโต้แย้งคัดค้านคำร้องขัดทรัพย์เป็นประเด็นไว้ มิฉะนั้นไม่มีสิทธิอุทธรณ์ฎีกา (ฎ. 614-5/14)
ประเด็นในชั้นร้องขัดทรัพย์
ประเด็นมีว่า “ ทรัพย์ที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้เป็นของจำเลย หรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่” (สมควรปล่อยทรัพย์นั้นจาการยึดหรือไม่) ดังนี้โจทก์จะขอให้ศาลสั่งเพิกถอน น.ส. 3 ของผู้ร้องไม่ได้ จะต้องฟ้องเป็นคดีใหม่(ฎ. 2195/40, 1194/05) และนอกจากนี้จะไปวินิจฉัยในเรื่องอื่นก็ไม่ได้ (ฎ. 9337/38) เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น
- ในคดีที่มีผู้ร้องขัดทรัพย์หลายราย ผู้ร้องขัดทรัพย์ด้วยกันจะขอให้ศาลวินิจฉัยว่าใครมีสิทธิในทรัพย์นั้นไม่ได้ (ฎ. 1400/95)
- ผู้ร้องขัดทรัพย์จะอ้างว่าหนี้ตามคำพิพากษาเกิดจากการสมยอมไม่ได้เพราะไม่เกี่ยวกับประเด็นที่ว่าทรัพย์ที่ยึดเป็นของจำเลยหรือไม่ (ฎ. 546/01, 2518/31) แต่ฝ่ายโจทก์หรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอาจยกข้อต่อสู้ได้ว่าผู้ร้องได้ทรัพย์มาโดยไม่สุจริต เป็นการฉ้อฉล ตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 ได้ โดยไม่ต้องให้เจ้าหนี้ฯ ไปฟ้องเพิกถอนการฉ้อแลเป็นคดีใหม่ เพราะเกี่ยวกับประเด็นที่ว่าทรัพย์ที่ยึดเป็นของจำเลยหรือไม่ (ฎ. 4609/32,1151/03)
หมายเหตุ ถ้าเป็นกรณีการร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ตามมาตรา 290 เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต่อสู้ได้ว่าหนี้ตามคำพิพากษาที่ผู้ร้องนำมาขอเฉลี่ยเกิดจากการสมยอมกันได้ (ฎ. 1227/03) ทั้งนี้เพราะในชั้นขอเฉลี่ยทรัพย์มีประเด็นต้องวินิจฉัยว่าผู้ร้องจะนำเอาหนี้ตาคำพิพากษามาขอเฉลี่ยได้หรือไม่ ถ้าหนี้ตามคำพิพากษานั้นเกิดจากการสมยอม ผู้ร้องก็ไม่มีสิทธินำมาขอเฉลี่ยได้
-เมื่อเจ้าหนี้ตามคำพิพากษายื่นคำร้องขอให้ผู้ร้องขัดทรัพย์วางเงิน ถ้ามีพยานหลักฐานเบื้องต้นแสดงว่าคำร้องขัดทรัพย์นั้นไม่มีมูล ศาลอาจสั่งให้ผู้ร้องขัดทรัพย์วางเงิน ประกันได้เลยโดยไม่จำต้องไต่สวนก่อนก็ได้ (ฎ. 7182-3/40)
ศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีร้องขัดทรัพย์
คือศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น กล่าวคือมีการฟ้องคดีที่ศาลไหน ศาลนั้นก็เป็นศาลที่ออกหมายบังคับคดี ก็ต้องร้องขัดทรัพย์ที่ศาลนั้น จะไปร้องขัดทรัพย์ต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดีแทนไม่ได้
- ในกรณีคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวง แม้ทุนทรัพย์ที่ร้องขัดทรัพย์จะเกินอำนาจของศาลแขวง ศาลแขวงก็มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีร้องขัดทรัพย์ได้ (ฎ. 901/11)
ทุนทรัพย์ในชั้นร้องขัดทรัพย์
ถือตามราคาทรัพย์ที่ขอให้ปล่อย ไม่ใช่ทุนทรัพย์ที่โจทก์จำเลยพิพาทกันในคดีเดิม (ฎ.798/21)
- ราคาทรัพย์สินพิพาท ที่จะคิดเป็นทุนทรัพย์นั้น ถือตามที่เจ้าพนักงานบังคับคดีตีราคาไว้ แม้ทรัพย์นั้นติดจำนอง ก็จะหักจำนองออกก่อนไม่ได้ (ฎ. 653/13)
-ทุนทรัพย์ในการอุทธรณ์ หรือฎีกา ก็ต้องถือตามราคาทรัพย์ที่ขอให้ปล่อย ถ้าทรัพย์นั้นเป็นที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ก็ต้องนำราคาที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมาคำนวณคิดเป็นทุนทรัพย์ (ฎ. 306/13)
- ถ้าทรัพย์ที่ขอให้ปล่อยหลายรายการและไม่เกี่ยวเนื่องกัน และแยกออกจากกันได้ เช่นร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่เป็นอสังหาริมทรัพย์และสังหาริมทรัพย์ การคิดทุนทรัพย์ในการอุทธรณ์ ฎีกา ต้องคิดแยกกัน (ฎ. 515/34)
- ถ้าศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้องขัดทรัพย์ เจ้าพนักงานบังคับคดีก็ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์ไปได้ ผู้ร้องขัดทรัพย์จะขอให้ทุเลาการบังคับคดีไม่ได้ เพราะเมื่อศาลยกคำร้องขัดทรัพย์ ( เท่ากับพิพากษายกฟ้อง) ก็ไม่มีอะไรที่ผู้ร้องจะถูกบังคับอีก หากผู้ร้องประสงค์จะให้งดการขายทอดตลาดไว้ก่อน จะต้องยื่นคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณา ตามมาตรา 264 ไม่ใช่ขอทุเลาการบังคับตามมาตรา 2321 (แม้ยื่นตาม 231 ศาลก็อาจสั่งตาม 264 ได้ คร. 222/13)
- ถ้าเป็นกรณีที่ศาลให้ผู้ร้องขัดทรัพย์ชนะคดี ก็คือให้ปล่อยทรัพย์ได้ ดังนี้ทางแก้ของโจทก์ ก็คือการขอตามมาตรา 264 (โดยขอให้ศาลระงับการยึด) จะขอทุเลาการบังคับไม่ได้ เพราะไม่มีการบังคับคดีเช่นกัน (คร. 341/15)
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
- เพิ่งจบปริญญาตรี ไม่รู้จะเริ่มต้นกับการเรียนเนติอย่างไร
- สอบมาหลายครั้งแล้วไม่ผ่านซักที 47 , 48 , 49 คะแนนอยู่นี่หลายครั้งแล้ว เมื่อไหร่จะถึง 50 คะแนนซักที
- สอบมาหลายครั้งแล้ว เพื่อนๆในกลุ่มทยอยจบกันหมด..จะลงสมัครใหม่ก็เขินอายรุ่นน้อง
- อยู่ต่างจังหวัด ทำงานประจำไม่มีเวลาไปนั่งเรียนที่เนติฯ
- สมัครติวเนติทางไปรษณีย์ กว่าจดหมายจะมาถึงก็ไม่ทันสอบ
- สมัครรับจองคำบรรยายเนติทางไปรษณีย์ กว่าจดหมายจะมาถึงก็ไม่ทันสอบ
- เดินทางไปเรียนหรือไปติวรถก็ติด...กลับมาก็เหนื่อย
- อยู่ต่างจังหวัดอยากมาเรียนที่ กทม. หรือมาติว...แต่ไม่สามารถมาเรียนหรือมาติวได้เพราะไกลและสถาบันติวก็อยู่หน้ารามกันหมด
- ไม่อยากคุยกันเรื่องเรียนเนติกับเพื่อนๆหรือคนที่เรียนเนติจบแล้ว..มันรู้สึกท้อ รู้สึกอาย..จะลงใหม่ก็ไม่รู้จะปรึกษาใคร หรือเริ่มยังไงอีก
