หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า kankokub ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ ศ.วิชา มหาคุณ ผู้บรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า ขอบคุณ. http://www.muansuen.com และคุณ admin ที่นำ flie เสียงมาลงแบ่งปันให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
สรุปคำบรรยาย สัปดาห์ที่ 1 ชั่วโมงที่1 พุธ 25/11/52
สวัสดีครับวันนี้ก็เป็นชั่วโมงแรกของการบรรยายกฎหมายล้มละลายในส่วนฟื้นฟูกิจการ เป็นกฏหมายใหม่แต่ว่าขณะนี้ก็เข้าสู่ระบบปกติแล้ว คือได้ใช้มานานพอสมควรแล้ว ก็ได้มีการปรับครั้งใหญ่ใน ปี 48 หลักจริงๆอยู่ในหมวดที่สาม ของพรบ ล้มละลาย 2543
อยากให้เปรียบเทียบด้วยนะครับว่ามันต่างจาก กระบวนการล้มละลายปกติอย่างไร นอกจากนี้ยังมีหลักกฎหมายพื้นฐานที่เราต้องศึกษาคือ ในเรื่องห้างฯ ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในส่วนฟื้นฟูกิจการได้ในขณะนี้ได้เฉพาะบริษัท จำกัด หรือ บริษัทจำกัดมหาชน ไม่เปิดโอกาสให้ห้างฯ และคนธรรมดาก็จะฟื้นฟูกิจการไม่ได้ ซึ่งต่างกับกฎหมายต่างประเทศ
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งก็ต้องศึกษาเพราะเป็นวิธีพิจารณาความหลักในศาลทั่วไป ส่วนที่สำคัญเรื่องหนึ่ง ของล้มละลายโดยเฉพาะก็คือ พรบ จัดตั้ง ศาลล้มละลายและคดีล้มละลาย และได้มีการแก้ไขมา ถึงศาลฏีกา แผนกคดีล้มละลายด้วย ซึ่งในพรบจัดตั้งนี้ได้มีการกำหนดให้มีการออกข้อกำหนดในคดีล้มละลายได้ ตามมาตรา 19 ของพรบจัดตั้งศาลล้มละลาย ซึ่งข้อนี้ทำให้วิธีพิจารณาของศาลล้มละลายมีความเป็นเอกเทศ และแตกต่างจากกระบวนพิจารณาคดีทั่วไป ก็ถือว่าศาลล้มละลายเป็นศาลชำนัญพิเศษรวมถึงคดีแพ่งที่เกี่ยวกับคดีล้มละลายและคดีฟื้นฟูกิจการด้วย ในขณะนี้มีแห่งเดียว ยังไม่มีการจัดตั้งศาลล้มละลายภาคนะครับ จึงต้องใช้บทเฉพาะกาล ให้ศาลล้มละลายกลางมีอำนาจขอบเขตทั่วประเทศ ให้ศาลจังหวัดรับคดีไว้ได้แต่ยังไม่ใช่การรับอย่างเป็นทางการ ข้อกำหนด คดีล้มละลาย ก็ให้ไปศึกษาดู ถ้าเป็นทนายความแล้วดำเนินคดี จะดูแต่เฉพาะ พรบ ไม่ได้เป็นอันขาดเพราะว่าข้อกำหนดก็ถือว่าเป็นกฎหมายด้วย
และถ้าหากว่าเราไม่ศึกษานี้เราจะพลาดได้ ในมาตรา 14 ของพรบ ล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย บัญญัติว่า นอกจากพรบนี้ก็ให้ไปใช้พรบล้มละลาย และข้อกำหนดตามมาตรา 19 สองอย่างประกอบกันคือตัวพรบล้มละลายและข้อกำหนดตามมาตรา 19 ในกรณีที่ไม่มีข้อกำหนดดังกล่าวให้ใช้ ประมวลวิแพ่งและประมวลวิอาญา ด้วย แล้วแต่กรณีมาใช้บังคับโดยอนุโลมปรับเท่าที่ใช้ได้ เพราะฉะนั้น ให้ถือหลักอย่างนี้ว่าเวลาที่เราดำเนินการ ว่ากฏหมายใดเกี่ยวข้องกับกฎหมายฟืนฟูกิจการบ้างก็ให้พิจารณาแต่ละคดีเป็นหลัก
ปัญหาต่อไปคือว่าคดีฟื้นฟูกิจการมันมีความแตกต่างจากคดีล้มละลายอย่างไร ก็มีกระบวนการในการให้โอกาสกับบุคคลที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว ให้มีทางเลือกอื่นนอกจากการล้มละลาย พยายามออกแบบกฎหมายเพื่อแก้ไขสถานการณ์ให้มีหนทางอื่นในการแก้ไขปัญหา ไม่เช่นนั้นก็ไปสู่กระบวนการล้มละลายเพียงอย่างเดียว เป็นทางแก้ไขหรือเป็นทางเลือกก่อนที่จะเข้าสู่ระบบล้มละลาย นอกเหนือจากการล้มละลายตาม พรบ ล้มละลายแล้ว มีกระบวนการอื่น ที่จะยุติการยุ่งยากทางการเงินได้ ในระบบของการศึกษาในเรื่องของการฟื้นฟูกิจการ ก็ไม่อาจจะไปแยกออกจากการชำระบัญขี ของบริษัทไม่ได้
เพราะฉะนั้นจึงทำให้เรามองเห็นภาพไม่ชัดเจน เราจะพบว่านิติบุคคลที่มีปัญหา ยุ่งยากหรือที่เรียกว่ามีหนี้สินล้นพ้นตัว ทำให้การดำเนินการ นั้น เป็นไปด้วยความสมัครใจ หรือดำเนินการโดยใช้อำนาจศาล ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ในหุ้นส่วนบริษัท ที่เราศึกษาก็มีมาตรา 88 ถ้าชำระบัญชีแล้วเห็นว่าสินทรัพย์ไม่พอกับหนี้สินจึงขอให้ศาลสั่งให้บุคคลนั้นล้มละลาย อันนี้เป็นต้นกำเนิด ของบุคคลที่ไม่สามารถชำระหนี้ ในกระบวนการก็ต้องเลิกก่อน เสร็จแล้วจึงมีการชำระบัญชี สินทรัพย์ไม่พอกับหนี้สิน จึงมีการล้มละลาย มาตรา 88 จึงเป็นข้อยกเว้นของมาตรา 9 และมาตรา 10 คือการฟ้องให้ล้มละลายได้แล้ว ซึ่งสอดคล้องกับแพ่งและพาณิชย์ในเรื่องห้างหุ้น และบริษัท
เพราะฉะนั้นถ้าเราดูรากฐานของการฟื้นฟูกิจการคือ ไม่ได้มาจากการฟ้องล้มละลาย แต่มาจากกระบวนการซึ่งไม่อาจชำระหนี้ได้ของบริษัทของนิติบุคคล ไทยเราไม่ครอบคลุมถึงห้างฯซึ่งเป็นนิติบุคคล ที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว ตั้งแต่สิบล้านบาทขึ้นไป แต่กระบวนการจริงๆแล้วในต่างประเทศเป็นกระบวนการเดียวกัน ก็ต้องดำเนินการเพื่อนำไปสู่การพิจารณาเลิกบริษัทและชำระบัญชีและ ถ้ายังพอไปไหวก็เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ ถ้าไม่ไหวก็ล้มละลาย เวลาศึกษาก็ต้องศึกษาสามอย่างนี้ ต้องเผชิญหน้าเกี่ยวกับการไม่สามารถชำระหนี้ได้ ในต่างประเทศจึงเลือกเอาดำเนินการในเรื่องการชำระบัญชีด้วยเหตุนี้เองจึงเป็นกรณีที่ขอให้ฟื้นฟูกิจการนี้ บุคคลตามมาตรา 90/4 จะยื่นขอให้หลุดพ้นจากการชำระหนี้ไม่ได้ ก็คือมาตรา 90/5 เพราะมันไปเข้าสู่การล้มละลายแล้ว ต้องเลิกกันด้วยเหตุอื่นทั้งนี้ไม่ว่าการชำระบัญชีจะเสร็จแล้วหรือไม่ ถ้ามันไปเข้าระบบการล้มละลายหรือพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้วเข้าในเรื่องฟื้นฟูกิจการไม่ได้ เพราะฉะนั้นฟื้นฟูกิจการเป็นทางเลือกที่สาม ในกรณีที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว ดังนั้นการที่ลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัวไม่จำเป็นต้องล้มละลายเสมอไป โดยมีทางเลือกสามทาง โดยการฟ้องร้องบังคับตามมาตรา 9 หรือ 10 หรือสมัครใจตามมาตรา 88 หรือในกรณีของ ศาล หรือนายทะเบียนได้เลิกหรือเพิกถอน แต่การยุติหรือดำเนินกิจการนั้น ถ้าสินทรัพย์ไม่พอกับหนี้สิน ถึงจะล้มละลาย ถ้าสินทรัพย์ยังพอกับหนี้สินอยู่ก็ล้มละลาย เมื่อเลิกบริษัทแล้วเลือกทางชำระบัญชีมันก็ไม่เข้าสู่การฟื้นฟูกิจการได้ เพราะ กฎหมายต้องห้าม
แต่ถ้ามีหนี้สินล้นพ้นตัวแต่มีเหตุที่จะฟื้นฟูกิจการได้ มันก็เข้าสู่กระบวนการมาตรา 90/4 พ่วงด้วย 90/6 ซึ่งจริงๆแล้วในระบบการฟื้นฟูกิจการแท้ๆแล้วมันไม่จำเป็น เพราะถ้าต้องรอให้หนี้สินล้นพ้นตัว มันเสี่ยงมากที่จะถูกฟ้องล้มละลาย เป็นทั้งทางเลือกของลูกหนี้ และทางเลือกของเจ้าหนี้ เพราะเจ้าหนี้ก็ต้องดูว่าจะดำเนินการอย่างไรกับลูกหนี้ ส่วนการที่จะเลือกนั้น ก็ต้องดูตรงนี้ครับว่าระบบกฎหมายล้มละลาย เป็นระบบที่เก็บทรัพย์สินเป็นเฉพาะ การพิทักษ์ทรัพย์เป็นการเก็บรวบรวมทรัพย์สิน จุดมุ่งหมายคือการก่อกำเนิดกองทรัพย์สิน เน้นที่ทรัพย์สินของลูกหนี้ ไม่เกี่ยวกับการบริหารจัดการไม่เกี่ยวกับเรื่องอื่นๆเลยเพราะว่าลูกหนี้ไม่อาจชำระหนี้ได้ โอกาสที่จะชำระหนี้ได้ก็น้อยลงไปกระบวนการขายก็ติดตามมา ช่วงที่ศาลพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดยังขายทรัพย์สินไม่ได้ เพราะฉะนั้นกระบวนการในการจัดการคดีล้มละลายจะไม่ตรงตามเจตนารมย์เลยเพราะกฏหมายเขียนไว้ว่าให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นผู้ทวงหนี้เป็นผู้ที่ดำเนินการยึดหรืออายัด ถ้าจพท ไม่รีบดำเนินการไว้ ตามหลักของมาตรา 109 เป็นหัวใจของกองทรัพย์สินกระบวนการในการรวบรวมเก็บทรัพย์สินนั้น ทรัพย์สินที่มีอยู่ในการเริ่มต้นจะเห็นได้ว่ายังไม่มีการล้มละลายเลย ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ก็เก็บรวบรวมทรัพย์สินเหมือนกัน ดังนั้นการประเมินราคาทรัพย์สินจึงเป็นเรื่องใหญ่ บางคดีใหญ่ๆอาจจะสามารถชำระหนี้ให้เจ้าหนี้ได้พอสมควร ถ้าถึงครึ่งก็สามารถปลดจากล้มละลายได้กระบวนการในการรวบรวมเก็บทรัพย์สินคือมาตรา 118 119 ที่ให้จพท ทวงหนี้ได้ เพราะถ้าให้ลูกหนี้ไปทวงหนี้ ก็อ่อนแออยู่แล้ว แต่จพท เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ โอกาสการทวงได้มันมีเยอะกว่า โดยไม่ต้องดำเนินการโดยร้องขอต่อศาล แต่นี่สามารถดำเนินกระบวนพิจารณาได้เอง ซึ่งทางเดินของคดีล้มละลายมันจึงมองที่กองทรัพย์สิน ลูกหนี้ก็ดี เจ้าหนี้ก็ดี ต้องดูว่า คดีล้มละลายจะเป็นประโยชน์ตรงนี้ แต่คดีฟื้นฟูกิจการไม่ได้มองที่กองทรัพย์สินเลย ทรัพย์สินของลูกหนี้เป็นเพียงส่วนประกอบ มองที่การบริหารจัดการบริษัท ว่าจะบริหารหนี้อย่างไร มุ่งเน้นที่การปรับโครงสร้างหนี้และการบริหารบริษัทและปรับกิจการบริษัท ด้วยเหตุนี้ ในการเก็บรวบรวมทรัพย์สินในคดีล้มละลาย จึงมุ่งเน้นให้ลูกหนี้หยุดการประกอบกิจการทั้งมวลทั้งหมด ไม่อย่างนั้นมันเก็บรวบรวมทั้งหมดทั้งสิ้นไม่ได้ สภาวะพักการชำระหนี้ เกิดขึ้นเพื่อเก็บทรัพย์สิน แต่ในคดีฟื้นฟูกิจการ สภาวะพักการชำระหนี้เกิดขึ้นเพื่อให้มีการปรับโครงสร้างหนี้ หรือปรับการบริหารจัดการ ในคดีฟื้นฟูกิจการจึงต้องเร็วกว่าคดีล้มละลาย ในคดีล้มละลายเกิดเมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด แต่ในคดีฟื้นฟูกิจการเกิดขึ้นเมื่อศาลรับคำสั่งร้องขอ การปรับโครงสร้างหนี้จึงจะเดินต่อไปได้
เท่ากับว่าดึงคดีฟื้นฟูกิจการให้เข้าสู่คดีล้มละลาย ในแง่ของการยุบทวงหนี้ ยุบใช้สิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้ ในคดีแพ่งไม่สามารถหยุดใช้เจ้าหนี้ได้ มีระบบเดียวที่หยุดได้คือกฎหมายล้มละลาย สิทธิของเจ้าหนี้ไม่สามารถมีใครไปหยุดเขาได้ เพราะสิทธิของเจ้าหนี้โดยบริบูรณ์เป็นสิทธิตามสัญญาเมื่อถึงกำหนดชำระก็ต้องเรียกทวงให้ชำระ เมื่อไม่ได้ก็ต้องให้เจ้าหนี้ฟ้อง มีกฎหมายล้มละลายเท่านั้นที่จะหยุดเจ้าหนี้ได้ เพราะคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเป็นตัวการสำคัญ เป็นข้อยกเว้นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หลักกฎหมายคดีล้มละลายจึงเป็นใหญ่ว่าเจ้าหนี้อื่นๆฟ้องอีกไม่ได้แล้ว เปลี่ยนจากการยื่นฟ้องให้ชำระหนี้เป็นยื่นคำขอต่อ จพท ในคดีล้มละลายที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดมาอยู่ในคดีเดียวเพราะกองทรัพย์สินมีเพียงกองเดียว จพท ก็บริหารจัดการทรัพย์สินในคดีนั้น แทนลูกหนี้ การฟื้นฟูกิจการจึงอาศัยแนวทางนี้ ก็เพราะว่าต้องการอาศัยอำนาจนี้ของศาลล้มละลายจะต้องมีสภาวะพักการชำระหนี้เกิดขึ้นแต่ไม่มีกองทรัพย์สิน แต่อาศัยส่วนดีของกฎหมายล้มละลายคือนำ 90/12 คือหัวใจของกฎหมายฟื้นฟูกิจการ
เป็นการเอาส่วนที่ดีของกฏหมายล้มละลายเพราะฉะนั้นจึงต้องเขียนว่าให้ลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว ไม่เช่นนั้นลากเข้ามาในกฎหมายล้มละลายไม่ได้ ด้วยเหตุนี้จึงต้องให้ว่าลูกหนี้ชั้นต้น ความมีหนี้สินล้นพ้นตัวของลูกหนี้ แต่ความมีหนี้สินล้นพ้นตัวของลูกหนี้มันไม่ได้เคร่งครัดเหมือนในคดีล้มละลาย ตามมาตรา 8 แต่ก็อาศัยมาตรา 8 ที่เป็นข้อสันนิฐานที่ไม่เด็ดขาดเหมือนกัน แต่เหล่านี้มีหลายข้อ ข้อที่อาจจะร้ายแรงในคดีล้มละลายซึ่งเป็นเหตุที่เข้าสู่คดีล้มละลาย มันไม่ได้เริ่มต้นที่คดีล้มละลาย เพราะฉะนั้นจึงไม่ค่อยได้เคร่งครัดเท่ากับคดีล้มละลาย แต่มันเป็นการร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการเป็นการร้องขอให้เข้ามาโดยสมัครใจ ขอให้มีการฟื้นฟูกิจการดังนั้นระบบหนี้สินล้นพ้นตัวนี้จึงต้องใช้อย่างระมัดระวังเพราะมิฉะนั้นแล้วมันนำไปสู่การตั้งข้อสังเกตว่าทำไมไม่ล้มละลายเสียเลย ถ้าเป็นในต่างประเทศ มีเพียงข้อเดียวคือไม่อาจชำระหนี้ได้เพียงเท่านี้ ซึ่งก็เป็นข้อหนึ่งซึ่งอยู่ในข้อสันนิฐานตามมาตรา 8 ส่วนข้ออื่นๆไม่ใช่กระบวนการที่จะมาฟื้นฟูได้เลย มันเป็นกระบวนการที่จะมาใช้อำนาจของศาล เราจึงต้องดูการสมัครใจของลูกหนี้และเจ้าหนี้เห็นใจแทนที่จะเก็บรวบรวมทรัพย์สิน ซึ่งในมาตรา 90/6 จึงต้องแสดงโดยเปิดเผยทุกอย่าง ซึ่งเราจะเห็นว่าทั้งตัวเจ้าหนี้เองหรือลูกหนี้ต้องแสดงถึงรายชื่อ เพราะฉะนั้นจึงแสดงให้ศาลเห็นโดยเปิดเผยโดยสุจริตใจว่าจะแก้ปัญหา ไม่ได้บังคับว่าต้องบอกว่าเจ้าหนี้มีกี่คน แต่คดีฟื้นฟูกิจการต้องบอกให้หมดและถือเป็นข้อสำคัญด้วย เพราะมันสื่อให้เห็นว่าสุจริตหรือไม่ มาเชื่อมวงเล็บสามว่าเหตุอันสมควรและช่องทางให้ฟื้นฟูกิจการคือคำตอบจึงเป็นเรื่องที่ศาลดูเป็นพิเศษ เพราะถ้าไม่อย่างนั้นก็ล้มละลาย เพราะมีหนี้สินล้มพ้นตัว ต้องแสดงให้ปรากฏเหตุ ด้วยเหตุอันนี้จึงต้องมีการจัดทำแผนเชื่อมวงเล็บสี่ ให้มีเหตุอันสมควรและช่องทางให้ฟื้นฟูกิจการได้ ต้องเตรียมฟ้องมาแล้วและแผนด้วยซ้ำไป ไม่ใช่ว่ายื่นมาก่อนแล้วไปตายเอาดาบหน้าไม่ใช่ ไม่เช่นนั้นมันก็ไปเข้าสู่การเลิกบริษัทหรือชำระบัญชี มันไม่เข้าไปสู่ทางฝ่ายที่สาม ที่ต้องชัดเจนว่าบริษัท จะดำเนินต่อไปได้ สองเส้นทางแรกไม่อาจดำเนินกิจการไปได้ มันสวนทางกันหรือไม่ มันสวนทางกัน การไม่สามารถชำระหนี้สินได้ เป็นเรื่องธรรมดาปกติ
กฎหมายฟื้นฟูกิจการเป็นเรื่องตอบสนองเศรษฐกิจในยุคปัจจุบัน เชื่อมโยงกับต่างประเทศ เรียกว่า เป็นบริษัทในรูปแบบใหม่คือโลกาภิวัตร ทำการค้าข้ามแดนหรือระหว่างประเทศ จึงอาจเกิดความยุ่งยากทางด้านการเงินได้ หรือเกิดความยุ่งยากเพราะเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
ด้วยเหตุนี้ บริษัทจึงมีหนี้สินล้นพ้นตัวไม่ใช่เพราะไม่มีวินัยทางด้านการเงิน ว่าบริษัทคนไทย ไม่มีวินัยทางด้านการเงินทำการค้าด้วยความสุจริต แต่ประสบปัญหาทางด้านการเงินเพราะเพื่อนจนลง การฟื้นฟูกิจการจึงมีความจำเป็น เพื่อให้สามารถจ้างคนงานได้ คนตกงานเป็นล้าน อาชญากรก็เพิ่มขึ้น
จึงไม่จำเป็นต้องเก็บรวบรวมทรัพย์สิน เพราะบริษัทเหล่านั้นรู้อยู่แล้วว่าตนเองไม่อาจชำระหนี้ได้ แต่บริษัทสามารถส่งสินค้าไปภายหน้า การหล่อเลี้ยงบริษัทอยู่จึงเป็นเรื่องสำคัญ
ในเรื่องของการฟื้นฟูกิจการนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญอันดับแรก ขอให้เกิดสภาวะพักการชำระหนี้ให้ได้เพื่อไม่ให้เจ้าหนี้ทั้งหลายมารุมทึ้งและส่วนที่สำคัญต่อไปคือการจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการที่ต้องอาศัยเทคนิคที่สำคัญ และต่อไปคือเรื่องของที่ประชุมเจ้าหนี้ที่จะทำให้แผนผ่านและ การพิจารณาของศาล ว่าจะทำอย่างไรให้แผนผ่าน และช่วงสุดท้ายช่วงการบริษัท ซึ่งมีส่วนสำคัญคือผู้บริหารแผน ในกระบวนการที่จะสรุปให้ฟัง คือเรื่องการแตกต่างล้มละลายกับ ฟื้นฟูกิจการ
หนึ่ง การฟื้นฟูกิจการเป็นการร้องขอโดยสมัครใจไม่ใช่ถูกบังคับ ต่างกับคดีล้มละลายที่เป็นการขอโดยถูกบังคับ 90/4 วรรคหนึ่ง วรรคสอง ทำไมจึงให้เจ้าหนี้มีสิทธิร้องขอ มันน่าจะเป็นลูกหนี้อย่างเดียว ลูกหนี้เป็นผู้มีคำขอฟื้นฟูกิจการ ลูกหนี้เป็นเรื่องของบริษัทตัวเองไปรอดหรือไม่รอด ไม่สามารถที่จะบล็อกหนี้ไปได้ ลูกหนี้อาจจะไม่เต็มใจให้ฟื้นฟูกิจการวางแผนให้ล้มละลาย วางแผนให้หนีไปซะ ทั้งๆที่ตัวเองยังมีกิจการดีอยู่ยังบริหารจัดการทรัพย์สินได้ แม้ว่ายังอยู่ในสภาวะจัดการหนี้ได้ แต่ก็ยังไม่เป็นการฟื้นฟูกิจการ เพราะการฟื้นฟูกิจการอาจเปลี่ยนตัวผู้บริหารเพราะนอกจากเปลี่ยนโครงสร้างบริษัท แล้วยังเปลี่ยนโครงสร้างบริหาร เห็นได้ชัดเจนจากคดี ทีพีไอ บริษัทลูกหนี้ไม่เต็มในฟื้นฟูกิจการนัก อยากเหมือนกัน แต่อยากบริหาร เป็นการดำเนินการของเจ้าหนี้โดยแท้ อันนี้ต่างจากในสหรัฐ ก็คงเป็นเรื่องที่ต้องถกเถียงในเชิงวิชาการต่อไป
การยื่นคำร้องก็ตามมาตรา 90/6 อย่างไรก็ดีก็มีการโต้แย้งคัดค้านได้ เช่นเจ้าหนี้ต้องการให้ล้มละลาย เพราะเห็นว่าทรัพย์สินจำนวนมากถ้าขายได้ประโยชน์กว่า หรือ ไม่ต้องการให้ดำเนินธุรกิจการค้าต่อไป ก็คัดค้านว่าไม่สมควรให้ดำเนินกิจการ หรือประสงค์ให้ยุติกิจการ ไม่ประสงค์ให้ดำเนินต่อไป หลักเกณฑ์ที่ต่างออกไปคือสภาวะพักชำระหนี้ในคดีฟื้นฟูกิจการ ต่างจากคดีล้มละลายตรงที่ว่าคดีล้มละลายสภาวะพักชำระหนี้เกิดเมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดลูกหนี้จะดำเนินการอย่างใดอีกไม่ได้แล้วต้องยุติการก่อหนี้ ไม่ว่าจะเป็นคดีล้มละลายหรือคดีแพ่งได้อีกแล้ว กระบวนการในการ ก็เพื่อให้ลูกหนี้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ วัตถุประสงค์จึงทำให้เกิดสภาวะพักชำระหนี้ที่กว้างขว้างกว่าคดีล้มละลาย ห้ามอยู่เรื่องการฟ้องนะครับคือห้ามไม่ให้เจ้าหนี้ฟ้องร้องในคดีล้มละลายหรือคดีแพ่ง แต่ว่า 90/12 ห้ามฟ้อง เป็นเรื่องการห้ามเฉพาะเจ้าหนี้ทั่วไป ห้ามเจ้าหนี้มีประกันไม่ได้ เพราะว่าเจ้าหนี้มีประกันมีสิทธิพิเศษเหนือหลักประกันตามมาตรา 95 เขียนรองรับไว้เลยอนุญาตให้เจ้าหนี้มีประกันมีสิทธิเหนือหลักทรัพย์ในคดีล้มละลายโดยไม่ต้องเข้ามาในคดี ต่างจากคดีฟื้นฟูกิจการที่เข้าสู่การพักชำระหนี้ ในมาตรา 62 เพราะฉะนั้นเราจึงเห็นแนวทางอันหนึ่งที่มีความแตกต่างอย่างสำคัญคดีฟื้นฟูกิจการต้องการบังคับเจ้าหนี้มีประกันโดยเฉพาะ เพราะมันต้องเข้ามาสู่ในระบบฟื้นฟูกิจการหากต้องการแก้ไขเยียวยาต้องเข้ามาสู่มาตรา 90/13 และ 90/14 เพื่อให้ศาลสั่งแก้ไข เพราะมาตรา 90/12 ( 6 ) ทำไมต้องหยุดเจ้าหนี้มีประกันไว้ เพราะว่าการฟื้นฟูจะไม่สำเร็จเลยถ้าเจ้าหนี้มีประกันไม่ให้การร่วมมือเพราะว่าทรัพย์สินทั้งหมดอยู่ที่เจ้าหนี้ แต่เจ้าหนี้ค้ำประกันหยุดไม่ได้
ในกรณีที่สี่ บุคคลในกระบวนการฟื้นฟูกิจการไม่ใช่มีเพียงศาล เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เท่านั้น แต่มีภาคเอกชนเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงกำหนดให้มีผู้ทำแทนในการฟื้นฟูกิจการมีผู้บริหารแทนตลอดจนผู้บริหารชั่วคราวและยังมีผู้บริหารลูกหนี้ด้วย บุคคลหลายฝ่ายที่เข้ามาเกี่ยวข้องเป็นบุคคลที่เป็นอิสระ ไม่ใช่เข้าอยู่ในระบบราชการ การดำเนินการถ้าหากถูกบังคับโดยระบบราชการถือว่าเป็นการทำลายระบบกฎหมายฟื้นฟูกิจการ ส่วนที่สำคัญมากคือผู้บริหารแผนโดยปกติต้องมีคุณสมบัติตามกฎกระทรวงซึ่งเราจะได้ศึกษาต่อไป คุณสมบัติพิเศษเหล่านี้ยกให้ลูกหนี้เป็นผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผนกฎกระทรวงก็เป็นการยกเว้นไว้ ไม่ต้องอยู่ภายใต้กฏกระทรวงที่อยู่ภายใต้ผู้บริหารแผนแสดงให้เห็นว่าลูกหนี้มีสิทธิพิเศษในการฟื้นฟูกิจการตัวเอง ตัวเองร้องขอเองขอให้ตังเองเป็นผู้ทำแผนเองถ้าเจ้าหนี้เห็นด้วยก็ไปได้ เพราะฉะนั้นจะว่าไปแล้วกระบวนการของเราแม้จะเขียนให้เจ้าหนี้ยื่นคำขอ แต่จริงๆแล้วขึ้นกับลูกหนี้ เก้าสิบเปอร์เซ็นต์หรือหมายความว่าถ้าลูกหนี้เต็มใจในการฟื้นฟูกิจการเอง ไม่ต้องอยู่ภายใต้กฏเกณฑ์
ซึ่งต่างจากต่างประเทศที่ให้ผู้ถือหุ้นเป็นผู้เข้ามาฟื้นฟูกิจการด้วย แต่ผู้ถือหุ้นของไทยเราหมดโอกาสเลยเพราะฉะนั้นจึงมีการเขียนยกเว้นในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในเรื่องอำนาจ ผู้ถือหุ้นในการทำแผน ซึ่งมีผลดีและผลเสีย ไม่มีความวุ่นวายในเรื่องผู้ถือหุ้นที่จะเข้ามาแต่ขณะเดียวกันก็เป็นการตัดโอกาสทุนเพราะผู้ถือหุ้นก็ถือว่าเป็นเจ้าของบริษัทด้วย
เพราะฉะนั้นถ้าเราดูตามหลักการบริหารจัดการไม่น่าจะตัดโอกาสในการเข้ามาฟื้นฟูกิจการแต่ว่ากฎหมายเราเขียน ยกเว้นหลักของผู้ถือหุ้นที่ว่ามีส่วนร่วมทั้งหมด
ประการต่อไปประการที่ห้า คือคดีฟื้นฟูกิจการเน้นการเยียวยาแก้ไขบริษัทมากกว่าการเก็บรวบรวมทรัพย์สิน มาตรา 109 มีที่มาของกฏหมายทรัชซ์ของอังกฤษ ทรัพย์สินของลูกหนี้มาเปลี่ยนเป็นกองทรัพย์สิน ก็อยู่ในอำนาจของ จพท แต่เพียงผู้เดียง ลูกหนี้หมดอำนาจ อยู่ในมาตรา 24 เพราะว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นผู้มีอำนาจแต่ผู้เดียว ในการบริหารจัดการทรัพย์สิน ใช้ทรัพย์สินนั้นตามเจตนารมณ์เพื่อประโยชน์ในการแบ่งปันทรัพย์สินโดยเสมอภาคกัน ลูกหนี้ยังมีอำนาจจัดการทรัพย์สินของตัวเองอยู่ แต่ก็มีอำนาจจัดการ อยู่แต่ว่าอำนาจนี้ลูกหนี้ไม่อาจทำได้เพราะตกอยู่กับผู้ทำแผน ผู้ทำแผนจะเป็นคนบริหารจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้แต่ลูกหนี้ยังคงบริหารทรัพย์สินอยู่ต่างจากคดีล้มละลายตรงนี้คือให้เจ้าหนี้บริหารจัดการ ถ้าหากลูกหนี้เป็นผู้บริหารก็คงดูแลทรัพย์สินต่อไปไม่ได้ เพราะกฎกระทรวงเปิดช่อง แต่ต้องระมัดระวังช่วงเวลา ว่าไม่ได้มีอำนาจจัดการทรัพย์สินในนามของตัวเอง แม้เป็นทรัพย์สินของตัวเองก็ทำในนามของตัวเองไม่ได้ เช่นการที่จะส่งสินค้าออกไปตามที่ลูกค้าสั่งมาลูกหนี้จะส่งสินค้านี้ไปเองไม่ได้แต่ลูกหนี้ทำเองได้ แต่ต้องทำในนามของผู้ทำแผน ต้องระวังเหมือนกันในทางเทคนิค ต้องดูให้ดีเมื่อมีการตั้งผู้ทำแผนอำนาจนี้จะผ่องถ่ายแล้วโอนไปสู่ผู้ทำแผนไม่ใช่ จพท จพทจะเข้ามาเพียงชั่วคราวถ้าหากตั้งผู้ทำแผนไม่ได้ ประการต่อไปประการที่หก อำนาจของจพท จพทมีอำนาจชัดเจน ในเรื่องของการชำระหนี้ของลูกหนี้ และทำคำสั่ง ตามมาตรา 90/32 ซึ่งถ้าผู้มีส่วนได้เสียไม่พอใจก็อุทธรณ์ไปที่ศาลได้เพราะคดีล้มละลาย จพท ทำความเห็นได้อย่างเดียว ทำคำสั่งไม่ได้
ประการที่เจ็ดคือคดีฟื้นฟูกิจการไม่ได้มีเจ้าหนี้อย่างเดียวแต่จัดกลุ่มเจ้าหนี้ด้วย มีเรื่องการแตกต่างในการลงมติล้มละลาย คดีล้มละลายไม่มีการจัดกลุ่มเจ้าหนี้เพราะหลักคือต้องให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้โดยเสมอภาคทั่วหน้ากันแต่คดีฟื้นฟูกิจการต่างกลุ่มกันสามารถที่จะได้รับชำระหนี้แตกต่างกันได้ เมื่อมีการจัดกลุ่มก็มีมติที่ต้องลงต่างๆใช้กลุ่มเป็นหลัก แม้ว่าจะมีมติธรรมดาและพิเศษเหมือนคดีล้มละลายแต่คดีฟื้นฟูกิจการเอาหลักมติพิเศษเป็นหลัก คือจะเป็นของเจ้าหนี้ทั้หมดก็ได้หรือแต่ละกลุ่มก็ได้ เพราะต้องการจะแบ่งแยกการปกครองทำแผนสำเร็จ
ในการทำคดีฟื้นฟูกิจการในปี 2540 ซึ่งมีการออกกฎหมายฟื้นฟูกิจการปรากฏว่าไม่สำเร็จจริงมีการแก้ไขในปี 42 มีการจัดกลุ่มเจ้าหนี้ทำให้มีการฟื้นฟูกิจการสำเร็จ วันนี้พอแค่นี้ครับ
Best Regards
Hasbunloh Sureratn