สรุปคำบรรยาย กฎหมายอาญา มาตรา 209-287, 367-398 (ค่ำ) ครั้งที่ 1

2,267 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
May 26, 2010, 10:35:52 PM5/26/10
to LAWSIAM

หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า  kankokub  ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์เดชา  สิงห์ทองผู้บรรยาย  , บิดามารดาข้าพเจ้าขอบคุณ. http://www.muansuen.com และคุณ admin ที่นำ flie เสียงมาลงแบ่งปันให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

ชั่วโมงที่ 1 วันที่ 25 พฤษภาคม 2553

            อาจารย์ได้รับหน้าที่ให้บรรยายกฎหมายอาญา มาตรา 209-287 และ ก็ 367 – 398 การศึกษาในระดับเนฯ เราจะมาวิเคราะห์หลักกฎหมาย ว่าปรับใช้อย่างไร มีฏีกาที่เกี่ยวข้องอย่างไร เพื่อใช้ในทางปฏิบัติ จะต่างกับชั้นมหาวิทยาลัยแล้วนะครับ ที่มักเรียนเฉพาะในทางทฤษฎี แต่ทุกท่านคงผ่านกฎหมายตุ๊กตามาแล้ว คงจะตอบได้ ว่าผิดฐานใดบ้าง ก็คงจะเห็นจากคู่มือคำถามคำตอบ ต่างๆแล้ว การเขียนคำตอบ ก็ดูให้ดีว่าถามอะไรบ้างข้อหนึ่งไม่ได้ถามปัญหาเดียว เพราะฉะนั้นต้องดูด้วยว่าเขาถามปัญหาใดบ้าง เท่าที่ตรวจคำตอบ น่าเสียดาย บางท่านตอบไม่ครบ ถ้าตอบครบจะได้คะแนนดี แต่ไปข้าม เพราะฉะนั้นต้องดูในเรื่องนี้ด้วย บางครั้งจะลวงไปเรื่องความผิดลหุโทษ ต้องดูให้ดี แล้วก็วิธีการตอบคำถามอย่าเพิ่มข้อเท็จจริงในข้อสอบ เพราะข้อสอบข้อเท็จจริงจะยุติแล้ว อาจารย์ที่ออกข้อสอบมัดข้อเท็จจริงแล้ว ผิดฐานฉ้อโกงก็จบแล้ว ความผิดเกี่ยวกับความสงบสุข  คะแนนสองคะแนนก็สำคัญมากนะครับ ดูให้ครบ

            หลักในการตอบ ก็ดูจากแนวคำพิพากษาฏีกาครับ มีเหตุมีผลอย่างไร ก็ตอบตามนั้น อย่างไรเรียกว่าปลอม เป็นการที่น่าเกิดความเสียหายแล้วหรือยัง ถ้าไม่ปลอมก็ไม่ผิด ถ้าไม่ผ่านองค์ประกอบข้อแรกก็ไม่ต้องไปดูองค์ประกอบข้ออื่น

            มาตรา 209 เป็นต้นไปเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบ พวกอั๋งยี่ ซ่องโจร ทันสมัยเลยครับความผิดฐานนี้

          มาตรา 217  ผู้ใดวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่น  ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึงหนึ่งหมื่นสี่พันบาท

            ลักษณะที่สำคัญที่สุดคือ 240  คือในหมวดปลอมเอกสาร ออกข้อสอบได้แทบทุกปี

            หนังสือเดินทางที่ยังไม่กรอกข้อความก็เป็นหนังสือเดินทางแล้วนะครับ แบบพิมพ์ถ้ายังไม่กรอกข้อความใดๆก็ยังไม่เป็นการปลอม

            มาตรา 270 -275 ความผิดเกี่ยวกับการค้า เพื่อเอาเปรียบทางการค้า ถ้าเสียเปรียบไม่ผิดนะครับ เช่น โกงตาชั่ง ปลอมเครื่องหมายการค้า

            276 -287 ความผิดเกี่ยวกับเพศ

            ระยะเวลาที่ได้มาก็อาจจะทันนะครับ ความผิดลหุโทษ แต่ส่วนใหญ่ไม่ทันนะครับ เพราะไปใช้เวลาในเรื่อง ของการปลอม

            ส่วนมากออกปลอมแปลงเอกสาร เรื่องอื่นนานๆครั้งจะมาออก

            เริ่มต้นที่มาตรา 209 นะครับ

            เป็นเรื่องอังยี่

     มาตรา 209  ผู้ใดเป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นกระทำความผิดฐานเป็นอั้งยี่ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี และปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นสี่พันบาท

ถ้าผู้กระทำความผิดเป็นหัวหน้า ผู้จัดการหรือผู้มีตำแหน่งหน้าที่ในคณะบุคคลนั้น ผู้นั้นต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี และปรับไม่เกินสองหมื่นบาท

เราก็จับองค์ประกอบให้ได้ เริ่มจาก

     ผู้ใดเป็นสมาชิก

     ของคณะบุคคล

     ปกปิดวิธีดำเนินการ

     เพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย

                        นี่คือองค์ประกอบภายนอก

                        องค์ประกอบภายในก็คือ เจตนาธรรมดานั่นเอง

            วรรคสองก็คือเหตุเพิ่มโทษ กับพวกหัวหน้า

คำว่าเป็นสมาชิกของคณะบุคคล แค่ไหนเป็นสมาชิกแค่ไหนเป็นคณะบุคคล ก็คือ สองคนขึ้นไป ก็เป็นสมาชิกได้แล้ว ยกตัวอย่าง สมาชิกคณะนี้ใช้ชื่อ หรือ การเจอกันใช้ลักษณะนิ้วมือทำท่าต่อกัน

            ต้องปกปิดวิธีดำเนินการคือ รู้เฉพาะในหมู่ตัวเอง และต้องมุ่งหมายการอันมิชอบด้วยกฎหมาย

            การปกปิด วิธีการพูดการจา  

            การอันโดยมิชอบด้วยกฎหมายไม่ต้องถึงขนาดเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญานะครับ การละเมิดในทางแพ่ง ก็ได้ การขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีแต่ไม่ขัดต่อกฎหมาย อาจจะยังไม่พอว่าเป็นความมุ่งหมายอันมิชอบด้วยกฎมหาย

            การใช้สิทธิไม่สุจริตอันมิชอบด้วยกฎมหาย เช่นแท็กซี่ตามสนามบิน ถ้าคันอื่นไป จะโดนแกล้ง เจาะยาง ก็ถือเป็นการอันมิชอบด้วยกฎมหายแล้ว เป็นการละเมิดสิทธิแล้ว

            การกระทำอันมิชอบด้วยกฎหมายนี้ แค่มีความคิดก็ครบองค์ประกอบแล้ว ยังไม่ต้องถึงขนาดลงมือแล้ว

            ยกตัวอย่าง บุคคลหลายคนร่วมกัน ถ้าทำผิดให้หัวหน้าเฆี่ยนไม่ไปฟ้องร้องกัน ก็ยังไม่ได้ละเมิดกฎหมายคนอื่น ไม่ครบองค์ประกอบความผิดนะครับ

            616/2482

          พฤตติการณ์ที่ไม่ถือว่าสมาคมที่พวกจำเลยตั้งขึ้นนี้เป็นสมาคมที่ตั้งขึ้นเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมายอันเป็นความผิดฐานเป็นพวกอั้งยี่

ประมวลวิธีพิจารณาอาญา ม. 158(5)

ฟ้องโจทก์บรรยายความว่าจำเลยกระทำผิดฐานเป็นพวกอั้งยี่ระหว่าง พ.ศ.2475 ถึง 2480 นั้นไม่เรียกว่าเป็นฟ้องเคลือบคลุม เพราะจำเลยพอเข้าใจข้อหาและนำสืบต่อสู้คดีได้

 

            เทียบกับ

            301-303/2470

            ข้อเท็จจริงคล้ายกันแต่อันนี้มีข้อเท็จจริงเพิ่มว่า โดยปกปิดวิธีการและเลยไปถึงใช้อำนาจให้ผู้อื่นเดือดร้อน หรือหากพักพวกต้องคดีก็ไปเบิกความเท็จให้กัน

            อีกตัวอย่างหนึ่งนะครับ พรรคพวกในคณะบุคคลนั้นเที่ยววิวาททำร้ายผู้อื่นเป็นความผิดฐานนี้  381/2461

            ส่วนความผิดฐานเป็นอั้งยี่เป็นความผิดตลอดเวลาที่เป็นสมาชิกอยู่เป็นความผิดกรรมเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาจเกิดจากการประชุมอั้งยี่แล้วแสดงข้อแก้ตัวไม่ได้ดู 211 ประกอบด้วย

     มาตรา 211  ผู้ใดประชุมในที่ประชุมอั้งยี่หรือซ่องโจร ผู้นั้นกระทำความผิดฐานเป็นอั้งยี่หรือซ่องโจร เว้นแต่ผู้นั้นจะแสดงไว้ว่า ได้ประชุมโดยไม่รู้ว่าเป็นการประชุมของอั้งยี่หรือซ่องโจร

มาตรา 212  ผู้ใด

(1) จัดหาที่ประชุมหรือที่พำนักให้แก่อั้งยี่หรือซ่องโจร

(2) ชักชวนบุคคลให้เข้าเป็นสมาชิกอั้งยี่หรือพรรคพวกซ่องโจร

(3) อุปการะอั้งยี่หรือซ่องโจรโดยให้ทรัพย์หรือโดยประการอื่น หรือ

(4) ช่วยจำหน่ายทรัพย์ที่อั้งยี่ หรือซ่องโจรได้มาโดยการกระทำความผิด

ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดฐานเป็นอั้งยี่หรือซ่องโจรแล้วแต่กรณี

            ต่อไปมาตรา 210 ซ่องโจรนะครับ

     มาตรา 210  ผู้ใดสมคบกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่บัญญัติไว้ในภาค 2 นี้ และความผิดนั้นมีกำหนดโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่หนึ่งปีขึ้นไป ผู้นั้นกระทำความผิดฐานเป็นซ่องโจร  ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ถ้าเป็นการสมคบเพื่อกระทำความผิด ที่มีระวางโทษถึงประหารชีวิตจำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกอย่างสูงตั้งแต่สิบปีขึ้นไป ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สี่พันบาทถึงสองหมื่นบาท

                        วรรคสองโทษหนักขึ้นนะครับ มีข้อสังเกตคือ เราจะใช้เรียกว่า วรรคแรก วรรคสอง วรรคสามนะครับ ไม่เรียกวรรคหนึ่ง แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ก็มีเรียกทั้ง วรรคแรก วรรคหนึ่ง ก็ไม่เคร่งครัดในการเขียนนะครับ

            ตามมาตรา 210 ความผิดฐานซ่องโจร องค์ประกอบภายนอก

            1 สมคบกันทำความผิด

            2 เป็นความผิดในภาคสองและโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่หนึ่งปีขึ้นไป

            3 ตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป น้อยกว่าไม่ได้ มากกว่าไม่เป็นไร

            คำว่า ตั้งแต่ เกินกว่า น้อยกว่า มากกว่า ต้องดูให้ดีคำในกฎหมาย ตั้งแต่ห้า ก็เอาห้าเป็นจุดนับ

            สำหรับความผิดฐานซ่องโจร องค์ประกอบภายใน มีทั้งเจตนาธรรมดาและเจตนาพิเศษก็คือ เพื่อกระทำความผิด

            วรรคสองคือได้รับโทษหนักขึ้น สบคบความหมายคือแสดงออกซึ่งความตกลงจะกระทำความผิดร่วมกัน เช่น ประชุมแล้ววางแผนการทำพิธีจะไปปล้น

            2829/2526

          ความผิดฐานเป็นซ่องโจรจะต้องมีการสมคบกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่บัญญัติไว้การสมคบกันจะต้องมีการแสดงออกซึ่งความตกลงในการที่จะกระทำผิดร่วมกัน มิใช่เพียงแต่มาประชุมหารือกันโดยมิได้ตกลงอะไรกันเลยหรือตกลงกันไม่ได้

            1103/2496

          การที่จะฟังว่าพนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนหรือไม่นั้นเป็นข้อเท็จจริง ฉะนั้นถ้าจำเลยมิได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้หรือให้การปฏิเสธว่าพนักงานสอบสวนนั้นไม่มีอำนาจเช่นนั้นแล้ว จนเมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จแล้วจำเลยจึงกล่าวอ้างขึ้นมา และจำเลย ก็มิได้นำสืบว่า พนักงานสอบสวนมิชอบด้วยอำนาจหน้าที่อย่างไรนั้น ก็ย่อมเป็นคำกล่าวอ้างอันหาสาระมิได้ เพราะการกระทำทั้งหลายย่อมสันนิษฐานว่าเป็นการชอบ เว้นแต่จะได้ความว่าไม่ชอบ

คดีอาญาที่อัยการฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานปล้นทรัพย์และขอให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ด้วยนั้น แม้ผู้เสียหายจะขอเข้าไปเป็นโจทก์ร่วมกับอัยการ ผู้เสียหายก็มิต้องเสียค่าธรรมเนียมสำหรับทุนทรัพย์ที่ขอให้จำเลยคืน

 

            แต่เดิมคำว่าสมคบกฎหมายอาญาไปให้คำนิยามศัพท์ไว้ คล้ายๆตัวการ แต่ไม่เชิงซะทีเดียว คือคนสองคนขึ้นไปสมคบกันกระทำความผิด แต่กฎหมายอาญาปัจจุบังไม่ได้ให้คำนิยามไว้ คือ หลายคนตกลงกันที่จะทำความผิด ที่เป็นการสมคบ ตรงนี้ อ่านคำพิพากษาฏีกาเกี่ยวกับตัวการแล้วก็ปนเปกัน ตัวการย่อมรู้เห็นเป็นใจแล้วหล่ะแต่ไม่ถึงขนาดนั้น

            1341/2521

          คน 6 คนปรึกษากันจะใช้ไขควงงัดประตูรถยนต์เพื่อลักวิทยุติดรถยนต์เก๋งที่จอดอยู่ข้างถนน ตำรวจเข้าจับ เป็นเป็นความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 210

 

            ชายหกคนยืนจับกลุ่มปรึกษากันจะงัดประตูรถ คือจะไปลักทรัพย์

            2429/2528

          จำเลยที่ 5 กับพวกรวม 10 คนจับกลุ่มกันวางแผนเพื่อจะใช้ตลับยาหม่องครอบเหรียญพนันบนรถยนต์โดยสารประจำทางโดยจำเลย ที่ 1 จะเป็นคนใช้ตลับยาหม่องครอบเหรียญ แล้วให้จำเลย อื่นเป็นหน้าม้าแทงจำเลยที่ 1 แจกเงินให้จำเลยอื่น ทุกคนเพื่อนำไปแทงใครได้เสียเท่าใดให้จำไว้ เมื่อเลิก เล่นแล้วจะคืนให้หมดจำเลยอื่นขึ้นไปบน รถยนต์โดยสารประจำทางส่วนจำเลยที่ 5 รออยู่ที่สถานีขนส่ง และจะขับรถมารับจำเลยอื่นระหว่างทางหลังจากเล่นการพนัน เสร็จแล้ว เมื่อรถยนต์โดยสารออกจากสถานีขนส่ง จำเลยที่ 1 กับพวกลงมือเล่นการพนันทายเหรียญแล้วชักชวนให้ผู้โดยสารมาแทงอันเป็นการสมคบกันเพื่อหลอกลวงเอาทรัพย์สินของผู้ ที่โดยสารไปกับรถยนต์โดยสารโดยทุจริตอันเป็นความผิดฐานฉ้อโกง ดังนี้ แม้จำเลยที่ 5 จะไม่ได้ขึ้นไปบนรถยนต์โดยสารพร้อมกับจำเลยอื่น แต่ก็รออยู่ที่สถานีขนส่งและจะขับรถตาม มารับจำเลยอื่นเมื่อเลิกเล่นกันแล้วอันเป็นการแสดงถึง การแบ่งหน้าที่กันทำ โดยจำเลยที่ 5 ได้เข้าร่วมปรึกษา วางแผนกับจำเลยอื่นแล้วการกระทำของจำเลยที่ 5 จึงเป็น ความผิดฐานเป็นซ่องโจร

 

            จับกุมวางแผนเล่นการพนันในรถโดยสารประจำทางแล้วขึ้นรถไปตามแผน จำเลยที่ห้าไม่ไปด้วยแต่ขับรถไปรับจำเลยจากรถโดยสาร จำเลยที่ห้าผิดฐานซ่องโจร

            2829/2526

          ความผิดฐานเป็นซ่องโจรจะต้องมีการสมคบกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่บัญญัติไว้การสมคบกันจะต้องมีการแสดงออกซึ่งความตกลงในการที่จะกระทำผิดร่วมกัน มิใช่เพียงแต่มาประชุมหารือกันโดยมิได้ตกลงอะไรกันเลยหรือตกลงกันไม่ได้

 

ประชุมกันแล้วตกลงกันไม่ได้ ไม่เป็นความผิดฐานซ่องโจร

            เพราะฉะนั้น มีความมุ่งหมายอันมิชอบด้วยกฎหมาย อั่งยี่

            แค่มุ่งหมายก็ผิด ต่างกันนะครับ อั้งยี่กับซ่องโจร

            ตำรวจเพียงทราบว่ามีคนกลุ่มหนึ่งไปชิงทรัพย์ แต่ฟังไม่ได้ว่าคบคิดกัน ตกลงกันกระทำความผิดไม่พอฟังว่าเป็นซ่องโจร ศาลฏีกาวินิจฉัยว่า ความผิดซ่องโจรนั้น การประชุมหรือร่วมกันนั้น เป็นข้อสาระสำคัญ เพราะฉะนั้นไม่ทราบไม่ได้ฟังอย่างที่ว่าก็ไม่พอฟัง

            จากหลักตามฏีกา มีอีกฏีกา 4050/2534

          ความผิดฐานเป็นซ่องโจรจะต้องมีบุคคลตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปคบคิดประชุมหารือร่วมกัน และตกลงกันที่จะกระทำความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่บัญญัติไว้ในภาค 2 แห่ง ป.อ. และความผิดนั้นมีกำหนดโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่หนึ่งปีขึ้นไป ทั้งนี้โดยการประชุมหารือร่วมกันและตกลงกันว่าจะกระทำความผิดอะไรเป็นข้อสาระสำคัญของความผิดฐานเป็นซ่องโจร ได้ความเพียงว่าจำเลยกับพวกร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์ผู้เสียหาย โดยใช้เล่ห์เพทุบายในการเล่นการพนันเป็นเหตุให้ผู้เสียหายเป็นฝ่ายเล่นแพ้และเสียทรัพย์พนัน แต่ไม่ได้ความว่าจำเลยกับพวกได้คบคิดร่วมประชุมปรึกษาหารือกันที่ไหนเมื่อใด และได้ตกลงกันจะกระทำความผิดอย่างใดหรือไม่ จึงจะลงโทษจำเลยฐานเป็นซ่องโจรมิได้.

            วินิจฉัยว่า จำเลยกับพวกร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์ผู้เสียหายโดยใช้เล่ห์ทำให้ผู้เสียหายเล่นแพ้ แต่ไม่ได้ความว่าจำเลยกับพวกได้คบคิดปรึกษาหารือกันที่ไหน และจะได้ตกลงกันทำความผิดอย่างไรหรือไม่ จึงลงโทษฐานซ่องโจรไม่ได้

            ความผิดที่สมคบกันต้องเป็นความผิดในภาคสองนี้ อาจเป็นการเกี่ยวพันในเรื่องกฎหมายในราชอาณาจักรหรือนอกราชอาณาจักรก็ได้

            ความผิดไม่รวมอย่างกฎหมายอื่นๆอย่างอั้งยี่ อันนี้ต้องเป็นกฎหมายอาญาเท่านั้น

            แยกเปรียบเทียบดังนี้

            อั้งยี่ผิดเมื่อเข้าเป็นสมาชิก ซ่องโจรผิดเมื่อสมคบ

            อั้งยี่ไม่จำกัดสมาชิก ซ่องโจรต้องห้าคนขึ้นไป

            อั้งยี่ไม่ต้องถาวร ซ่องโจรต้องถาวร

            อั้งยี่ไม่จำกัดว่าผิดกฎหมายใด พูดแต่แรกแล้วนะครับไม่ต้องเป็นกฎหมายอาญาก็ได้ แต่ซ่องโจร ต้องตามกฎหมายอาญา ที่ในภาคสอง และโทษอย่างสูงจำคุกหนึ่งปีขึ้นไป

            1176/2543

          แม้โจทก์จะไม่มีประจักษ์พยานที่รู้เห็นขณะจำเลยกระทำความผิดมาเป็นพยานแต่โจทก์มีสิบเอก อ. ผู้ซึ่งสืบสวนทราบว่า จำเลยเป็นสมาชิกของกลุ่มก่อการร้ายบีอาร์เอ็น พันตำรวจตรี ส. ผู้จับกุม จ่าสิบโท พ. ผู้ซักถามจำเลยหลังถูกจับและพันตำรวจโท ช. พนักงานสอบสวนพยานแวดล้อมเข้าเบิกความประกอบเอกสารและภาพถ่ายสอดคล้องเชื่อมโยงกันตั้งแต่ก่อนจับกุมจำเลยที่สิบเอก อ. สืบทราบว่าจำเลยเป็นสมาชิกของกลุ่มก่อการร้าย บีอาร์เอ็น ที่มีนาย อ. เป็นหัวหน้า ซึ่งในช่วงปี 2540 นาย อ. กับพวกปะทะกับเจ้าหน้าที่เสียชีวิต เจ้าหน้าที่ยึดอาวุธปืน วิทยุสื่อสาร เอกสารเรียกค่าคุ้มครองและภาพถ่ายสมาชิกกลุ่มโจรก่อการร้าย รวมทั้งภาพถ่ายที่มีภาพจำเลยอยู่ด้วย จนกระทั่งหลังจำเลยถูกจับกุมได้ให้การรับสารภาพต่อพันตำรวจตรี ส. พันตำรวจโท ช. กับพันตำรวจตรี ป. ในข้อหาอั้งยี่ ตามบันทึกการจับกุมและบันทึกคำให้การผู้ต้องหาทั้งจำเลยรับต่อพันตำรวจตรี ส. และจ่าสิบโท พ. ว่าก่อนถูกจับกุมจำเลยได้เข้าเป็นสมาชิกกองกำลังติดอาวุธโจรก่อการร้ายขบวนการ บีอาร์เอ็น และมีภาพถ่ายของจำเลยอยู่ในภาพที่พันตำรวจตรี ส. ได้มาก่อนจำเลยถูกจับและได้ลงลายมือไว้ในภาพนั้นด้วย แม้พันตำรวจตรี ส. กับสิบเอก อ. จะเบิกความแตกต่างถึงแหล่งที่มาก็มิใช่ข้อสาระสำคัญ เพราะสาระสำคัญอยู่ที่บุคคลตามภาพถ่ายเป็นจำเลยหรือไม่ ซึ่งในชั้นพิจารณาจำเลยก็รับว่าเป็นบุคคลตามภาพถ่าย เพียงแต่นำสืบปฏิเสธว่า ถูกกลุ่มขบวนการก่อการร้ายขู่บังคับให้เข้าร่วมขบวนการ มิฉะนั้นจะถ่ายรูปส่งให้เจ้าหน้าที่บ้านเมืองและบังคับให้แต่งชุดเดินป่าและถือปืนแล้วถ่ายภาพไว้ซึ่งขัดต่อเหตุผลเพราะหากเป็นการขู่บังคับน่าจะใช้อาวุธข่มขู่จะได้ผลดีกว่า และที่จำเลยนำสืบว่าได้ลงลายมือชื่อในเอกสารหลายฉบับ แต่ไม่ทราบข้อความเนื่องจากอ่านเขียนและพูดภาษาไทยไม่ได้และไม่มีล่ามแปลให้จำเลยฟังนั้น ในชั้นสอบสวนพันตำรวจโท ช. เบิกความว่าการสอบปากคำจำเลยได้ให้นายดาบตำรวจ ว. เป็นล่ามแปลและจำเลยได้ให้การไว้โดยละเอียดเกี่ยวกับวันเวลา สถานที่และบุคคลที่เกี่ยวข้องที่มีอยู่จริงสอดคล้องกับบุคคลและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งเจ้าพนักงานคงไม่สามารถบันทึกขึ้นเองได้ พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบนั้นไม่มีน้ำหนักฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้

จำเลยเข้าเป็นสมาชิกกองกำลังติดอาวุธโจรก่อการร้ายขบวนการ บีอาร์เอ็นกลุ่มนาย อ. มีพฤติการณ์กระทำความผิดกฎหมายเกี่ยวกับการแบ่งแยกดินแดนจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเรียกค่าคุ้มครอง ซุ่มโจมตีเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเป็นคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีการดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมายจึงมีความผิดฐานอั้งยี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 วรรคหนึ่ง

 

            637/2534

          การที่จำเลยทั้งหกพูดคุยกันอยู่ในห้องพักของโรงแรมว่าจะเริ่มทำงานพรุ่งนี้เวลา 9 นาฬิกา โดยแบ่งเป็น 2 สาย สายหนึ่งไปที่ตลาดโคกมะตูมอีกสายหนึ่งจะไปทางห้างสรรพสินค้าท็อปแลนด์ระหว่างที่จำเลยทั้งหกพูดคุยกันมีการนำเอาสร้อยเส้นใหญ่ออกมาแสดงวิธีการทำงานด้วยการกระทำดังกล่าวชี้ให้เห็นไม่ได้ว่าจำเลยทั้งหกร่วมกันวางแผนเพื่อฉ้อโกงประการใด และการที่จำเลยทั้งหกมีของกลาง 11 รายการ ตามที่ยึดมาก็มิใช่ข้อที่ชี้ให้เห็นว่ามีไว้เพื่อการหลอกลวงผู้อื่นให้หลงเชื่อเพื่อให้ได้ทรัพย์สินของผู้ถูกหลอกลวง อันจะเป็นข้อแสดงว่าจำเลยทั้งหกร่วมกันวางแผนเพื่อกระทำผิดฐานฉ้อโกง จึงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งหกกระทำผิดฐานเป็นช่องโจรตามฟ้อง.

 

            การที่พูดคุยว่าจะเริ่มทำงานพรุ่งนี้เวลา 9 นาฬิกา แบ่งสองสาย ระหว่างพูดคุยมีการเอาสร้อยมาแสดงวิธีการทำงานด้วย การดังกล่าวชี้ให้เห็นไม่ได้ว่า จำเลยทั้งหกร่วมกันวางแผนฉ้อโกงประการใด และของกลางดังกล่าวก็ไม่ได้ชี้ว่าให้หลงเชื่ออันกระทำผิดฐานฉ้อโกงจึงไม่เป็นความผิดฐานซ่องโจร

            4548/2540

          จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กับพวกรวม 6 คน ร่วมกันวางแผนไปกระทำการปล้นทรัพย์ของผู้เสียหายที่ 2 อันเป็นความผิดตามที่บัญญัติไว้ในภาค 2 แห่งประมวลกฎหมายอาญาจึงมีความผิดฐานเป็นซ่องโจร และเมื่อจำเลยที่ 4 กับพวกไปปล้นร้านทองของผู้เสียหายที่ 2 ตามแผนที่ร่วมกันวางไว้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ผู้ร่วมงานแผนย่อมมีความผิดฐานเป็นตัวการปล้นร้านทองร่วมกับจำเลยที่ 4 กับพวกด้วย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 213 และความผิดฐานเป็นซ่องโจรกับความผิดฐานปล้นทรัพย์เกี่ยวเนื่องกันเพราะพวกจำเลยกระทำผิดฐานเป็นซ่องโจรเพื่อจะไปปล้นทรัพย์ของผู้เสียหายทั้งสองจึงเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษฐานปล้นทรัพย์อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ศาลชั้นต้นปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสี่ฐานเป็นซ่องโจรด้วย จึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยทั้งสามจะไม่ฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้และเป็นเหตุในลักษณะคดี จึงต้องวินิจฉัยให้มีผลถึงจำเลยที่ 4 ด้วย

 

            จำเลยที่หนึ่งถึงสามกับพวก ร่วมกันไปวางแผนปล้นทรัพย์ อันเป็นความผิดในภาคสองจึงมีความผิดฐานเป็นซ่องโจร และเมื่อจำเลยที่สี่กับพวกไป ปล้น จำเลยที่หนึ่งมีความผิดฐานเป็นตัวการด้วย และความผิดฐานเป็นซ่องโจรกับปล้นทรัพย์เกี่ยวข้องกัน  จึงเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท

            2905/2543

          พฤติการณ์ที่จำเลยทั้งสองกับพวกได้ร่วมปรึกษาหารือกันมาก่อนเป็นลำดับโดยให้จำเลยทั้งสองทำทีเป็นเข้าไปขอเช่าที่ดินจากผู้เสียหายทั้งสอง เพื่อสร้างความสนิทสนมไว้เบื้องต้นก่อน ซึ่งจะเป็นช่องทางที่จะชักนำผู้เสียหายทั้งสองเดินไปสู่หลุมพรางอันจำเลยทั้งสองกับพวกรวม5 คน ได้ทำกับดักเอาไว้ หลังจากนั้นจึงได้ชักนำผู้เสียหายทั้งสองไปที่บ้านหลังหนึ่งและให้ดื่มน้ำซึ่งผสมสารมึนเมา แล้วนำพาผู้เสียหายทั้งสองไปถอนเงินที่ธนาคาร และขอยืมเงินไปเล่นการพนันกำถั่วจนกระทั่งแพ้การพนันหมดเงินจำนวนดังกล่าว โดยจำเลยทั้งสองกับพวกไม่เคยปริปากพูดถึงเรื่องการเช่าที่ดินดังกล่าวในตอนแรกอีกเลย ซึ่งวิธีการเช่นนี้หากไม่มีการนัดแนะและร่วมกันวางแผนหาหนทางกันมาก่อนผลก็ย่อมจะเกิดขึ้นเป็นลำดับสอดคล้องเช่นนั้นไม่ได้ กรรมจึงเป็นเครื่องชี้เจตนาอันถือได้ว่าจำเลยทั้งสองได้สมคบกับพวกตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341 ซึ่งมีกำหนดโทษจำคุกไม่เกินสามปี จึงถือว่าจำเลยทั้งสองสมคบกับพวกตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปเพื่อกระทำผิดอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญาภาค 2 จำเลยทั้งสองจึงต้องมีความผิดฐานเป็นซ่องโจร

            ก็เข้าในเรื่องฉ้อโกงด้วยนะครับ     

puntip

unread,
May 27, 2010, 8:59:14 PM5/27/10
to LAWSIAM


---------- จดหมายที่ถูกส่งต่อ ----------
จาก: nobita kwang <nobita...@gmail.com>
วันที่: 27 พฤษภาคม 2553, 9:35
หัวเรื่อง: [LAWSIAM.COM:4462] สรุปคำบรรยาย กฎหมายอาญา มาตรา 209-287, 367-398 (ค่ำ) ครั้งที่ 1
ถึง: LAWSIAM <law...@googlegroups.com>
--
~~~ ร่วมกัน ถาม-ตอบ คนละ 1 คำถาม สร้างความรู้ใหม่ได้มหาศาล ~~~~
 
************************************************************************************
 
คุณได้รับข้อความนี้เนื่องจากคุณเป็นสมาชิกกลุ่ม Google Groups กลุ่ม "สังคมนักกฎหมายไทย "
 
หากต้องการโพสต์ข้อความ เข้ากลุ่มนี้ ให้ส่งอีเมลไปที่ law...@googlegroups.com (ตั้งกระทู้อัตโนมัติ)
 
หากต้องการยกเลิกการเป็นสมาชิกกลุ่ม ส่งอีเมลไปที่
lawsiam-u...@googlegroups.com(กดยืนยัน ที่อีเมล์อีกครั้ง!)
หากต้องการดูตัวเลือกเพิ่มเติม โปรดไปที่กลุ่มนี้โดยคลิกที่
http://groups.google.com/group/lawsiam?hl=th
 
************************************************************************************

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages