++ ทบทวน//สรุปหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง : มาตรา 172, มาตรา 173 วรรค 2, มาตรา 177++

6,211 views
Skip to first unread message

arunarun chitt

unread,
Nov 12, 2013, 8:19:19 AM11/12/13
to law...@googlegroups.com

แก้ไขคำฟ้อง คำให้การ (มาตรา 179-181)

เฉพาะการแก้ไขคำฟ้อง เป็นการแก้ไขข้อหาหรือข้ออ้างที่มีต่อจำเลย ซึ่งทำได้ 2 กรณี  คือ 

1) การเพิ่มทุนหรือลดทุนทรัพย์หรือราคาทรัพย์สินที่พิพาท ตามมาตรา  179 (1)    และ

2)  การสละข้อหาในฟ้องเดิมเสียบางข้อหรือเพิ่มเติมฟ้องเดิมให้สมบูรณ์ ตามมาตรา 179(2)

การแก้ไขคำฟ้องจึงต้องอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ทั้งสองประการดังกล่าว  ดังนี้การแก้ไขคำฟ้องโดยเพิ่มจำนวนโจทก์ หรือจำนวนจำเลยเพิ่มเติมจากคำฟ้องเดิม ไม่ใช่การแก้ไขคำฟ้องตามความหมายของมาตรา  179(1) หรือ(2)  โจทก์จึงขอแก้ไขคำฟ้องในลักษณะดังกล่าวไม่ได้ (ฎ. 2082/43, 2095/43ล 1117/27)  การขอแก้ไขฟ้องซึ่งกระทำได้เพียง 2 ประการข้างต้นเท่านั้น  ดังนั้นการแก้ไขคำฟ้องโดยการเพิ่มตัวจำเลย เท่ากับเป็นการฟ้องบุคคลอื่นเป็นจำเลยเพิ่มเข้ามาในคดีอีกคนหนึ่ง จึงมิใช่เป็นเรื่องขอแก้ไขคำฟ้องตามนัยแห่งบทกฎหมายดังกล่าว  จึงแก้ไขไม่ได้

หรือกรณีที่โจทก์ฟ้องผิดคน โจทก์จะขอแก้ไขคำฟ้องเพื่อเปลี่ยนตัวจำเลยไม่เช่นกัน (ฎ. 1568/42, 3844/35)  การขอเพิ่มตัวจำเลยจะขอแก้ฟ้องไม่ได้แต่สามารถกระทำได้โดยขอให้ศาลหมายเรียกเข้ามาเป็นจำเลยร่วมตามมาตรา  57(3)  (ฎ. 2412/27,517/06)

แต่การแก้ไขชื่อจำเลยให้ถูกต้องเนื่องจากระบุชื่อจำเลยผิดไป  ไม่ใช้การขอแก้ไขคำฟ้องเพื่อเปลี่ยนตัวจำเลยเนื่องจากฟ้องผิดตัว ทั้งถือว่าเป็นการแก้ข้อผิดพลาดเล็กน้อย จึงขอแก้ไขคำฟ้องได้ ไม่อยู่ในบังคับกำหนดเวลาตามมาตรา  180  (ฎ. 6304/40,7246/44)

เมื่อปรากฏว่าขณะฟ้องจำเลยได้ถึงแก่ความตายไปแล้ว โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์จะขอแก้ไขคำฟ้องให้ทายาทรับผิดแทน ไม่ได้ เพราะเท่ากับฟ้องผิดตัวนั้นเอง (ฎ. 8128/44)

ตามมาตรา  179(1) เป็นการแก้ไขโดยเพิ่มหรือลดจำนวนทุนทรัพย์ หรือราคาทรัพย์ที่พิพาทในฟ้องเดิมเท่านั้น  กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือต้องมีทุนทรัพย์ในฟ้องเดิมอยู่แล้วจึงขอแก้ไขโดยขอเพิ่มทุนหรือลดทุนทรัพย์นั้น โจทก์จะขอแก้ไขโดยขอตั้งทุนทรัพย์เข้าไปใหม่ไม่ได้ (ฎ. 2124/18,6055/46,966/12)

การแก้ไขข้อหาตามมาตรา  179(2 ก็เช่นกัน โจทก์ก็ทำได้เพียงสละข้อหาในคำฟ้องเดิมหรือเพิ่มเติมฟ้องเดิมให้บริบูรณ์เท่านั้น ดังนั้นโจทก์จะขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องโดยตั้งข้อหาขึ้นใหม่แทนข้อหาเดิม หรือตั้งข้อหาขึ้นใหม่เพิ่มเติมจากข้อหาเดิมไม่ได้   ตัวอย่าง การแก้ไขคำฟ้องเป็นการตั้งข้อหาใหม่แทนข้อหาเดิม เช่น คำฟ้องเดิมตั้งข้อหาตามสัญญาทรัสต์รีซีท  แล้วขอแก้ไขโดยขอสละข้อหาดังกล่าวเป็นการเรียกร้องตามสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิต  (ฎ.  4604/31) ส่วนตัวอย่างการแก้ไขเพิ่มคำฟ้องเป็นการตั้งข้อหาขึ้นใหม่เพิ่มเติมจากข้อหาเดิม เช่น ฟ้องว่าจำเลยที่  1 ทำสัญญาจะขายที่ให้โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนโอน หากไม่โอนให้จำเลยที่ 1 ใช้เงินพร้อมดอกเบี้ย   ข้อหาในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่  2  ตามฟ้องเดิมไม่มีข้ออ้างว่าจำเลยที่  2  ทำสัญญาฯ และไม่มีคำขอบังคับให้ใช้ค่าเสียหายด้วย  ดังนี้การที่โจทก์ขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องว่าจำเลยทั้งสองทำสัญญาฯ และให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายเป็นการตั้งข้อหาแก่จำเลยที่ 2 ขึ้นใหม่ (ฎ. 1513/46) เพราะเป็นการเพิ่มเติมข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาและคำขอบังคับโดยตั้งข้อหาแก่จำเลยที่  2 ขึ้นใหม่  

สำหรับการแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องโดยตั้งข้อหาใหม่แทนข้อหาเดิม หรือตั้งข้อหาเพิ่มเติมจากเดิม ถ้ามีคำขอให้จำเลยชำระเงินตามข้อหาใหม่ด้วย ถือว่าเป็นการตั้งทุนทรัพย์ขึ้นใหม่ด้วย ฟ้องแย้งเช่นนี้จึงต้องห้ามทั้งมาตรา  179(1)(2) (ฎ. 6055/46,966/12)

การแก้ไขคำฟ้องโดยการตั้งข้อหาเข้ามาใหม่แทนข้อหาเดิม และเป็นการตั้งทุนทรัพย์เข้ามาใหม่ เช่นฟ้องเดิมตั้งข้อหาเป็นการเรียกค่าสินไหมทดแทนในมูลละเมิดแล้วขอแก้ไขเป็นว่าจำเลยยักยอกเช็ค ขอให้ชำระเงินตามเช็ค (ฎ. 966/12)

การแก้ไขคำฟ้องโดยตั้งข้อหาเพิ่มเติมเข้ามาอีก  และเป็นการตั้งทุนทรัพย์เข้ามาใหม่  เช่นฟ้องเดิมข้อหาว่าจำเลยจัดสรรหุ้มเพิ่มทุนให้บุคคลโดยไม่มีสิทธิ ขอแก้ไขคำฟ้องตั้งข้อหาเพิ่มเติมว่าการจัดสรรหุ้นของจำเลยทำให้โจทก์เสียโอกาสได้รับการจัดสรรหุ้นเพิ่มทุนจึงขอเรียกค่าเสียหาย (ฎ. 6055/46)

หรือฟ้องเดิมข้อหาขัดขวางโจทก์เข้าพัฒนาที่ดินตามสัญญาจะซื้อขายและบันทึกการให้ทาง  โจทก์ขอแก้ไขคำฟ้องว่าให้จำเลยไปโอนที่ดินและชำระค่าปรับ เป็นการเพิ่มข้อหาและคำขอบังคับนอกเหนือไปจากคำฟ้องเดิม  จึงมิใช่เป็นการเพิ่มทุนทรัพย์ที่พิพาทในฟ้องเดิม หรือเพิ่มเติมฟ้องเดิมให้สมบูรณ์ตามมาตรา  179(1)(2) (ฎ. 9677/39)

การขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้อง ต้องเป็นการขอเพิ่มเติมฟ้องเดิมที่ไม่บริบูรณ์ให้เป็นฟ้องที่บริบูรณ์เท่านั้น ดังนี้ถ้าตามฟ้องเดิมเป็นเรื่องโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ก็จะขอแก้ไขให้กลับคืนเป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายไม่ได้ (ฎ. 4181/33)

การขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องจะต้องเกี่ยวข้องกับฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีเข้าด้วยกันได้ (ฎ. 1846/31)  ส่วนการแก้ไขคำให้การไม่มีกฎหมายบัญญัติว่าจะต้องเกี่ยวข้องกับคำให้การเดิมเช่นเดียวกับการแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้อง  ดังนั้นจำเลยจึงอาจแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การโดยยกข้อต่อสู้ขึ้นใหม่ได้ (ฎ. 2297/15, 194/24)  แต่อย่างไรก็ตามถ้าคำให้การกับคำร้องขอแก้คำให้การของจำเลยขัดแย้งกันเองศาลไม่อนุญาตให้แก่ไขคำให้การได้  เพราะเป็นการฝ่าผืนมาตรา  177 วรรคสอง  เป็นการมิได้ปฎิเสธข้ออ้างของโจทก์โดยชัดแจ้ง (ฎ. 2236/45)

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยเหตุคดีขาดอายุความ  โดยไม่ได้วินิจฉัยประเด็นอื่น แต่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคำให้การจำเลยไม่ชอบเพราะไม่ได้แสดง เหตุแห่งการขาดอายุความจึงย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาประเด็นข้ออื่น ดังนั้น จำเลยขอแก้ไขคำให้การเพื่อให้เกิดประเด็นเรื่องอายุความอีกไม่ได้ เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ (ฎ. 8920/47) 

กำหนดเวลาแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องคำให้การ ( มาตรา  180)

ระยะเวลาการขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องหรือคำให้การ ตามมาตรา  180 ต้องยื่นก่อนวันชี้สองสถานหรือก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน   ถ้าไม่มีการชี้สองสถานและไม่มีการสืบพยาน ก็ขอแก้ไขเพิ่มเติมได้ก่อนมีคำพิพากษา (ฎ. 2337/32,3551/29)

ถ้าศาลสูงพิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นทำการพิจารณาพิพากษาใหม่  เมื่อศาลชั้นต้นยังไม่ได้ทำการชี้สองสถานหรือทำการสืบพยาน ก็ขอแก้ไขได้ (ฎ.1488/29)

การชี้สองสถานนั้นประกอบไปด้วยการกำหนดประเด็นและกำหนดหน้าที่นำสืบ ดังนี้แม้คดีใดจะมีการนัดชี้สองสถานไว้  ถ้าไม่มีการกำหนดประเด็นและกำหนดหน้าที่นำสืบ เพียงแต่โจทก์รับนำสืบก่อนก็ไม่ใช่การชี้สองสถาน คู่ความจึงยังขอแก้ไขคำฟ้องหรือคำให้การได้ก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน (ฎ. 899/95, 760/09)

ข้อยกเว้นที่คู่ความไม่จำต้องยื่นคำร้องก่อนวันชี้สองสถานหรือก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน  ในกรณีทีไม่มีการชี้สองสถาน  1. มีเหตุอันสมควรที่ไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนนั้น  2. การแก้ไขเกี่ยวกับเรื่องความสงบเรียบร้อยของประชาชน  3. การแก้ไขข้อผิดพลาดหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย

ทั้งสามกรณีโจทก์อาจขอแก้ไขเพิ่มเติมในภายหลังกำหนดเวลาได้ เช่นมีเหตุที่จะขอแก้ไขเพิ่มเติมเกิดขึ้นภายหลัง หรือเพิ่มทราบภายหลัง ก็สามารถยื่นภายหลังวันดังกล่าวได้   เช่นระหว่างสืบพยานผู้คัดค้าน  สำนักงานที่ดินส่งแผนที่พิพาทมาถึงศาลปรากฏว่าเนื้อที่ดินรุกล้ำ 25 ตารางวา ไม่ใช่ 14 ตารางวา  ตามที่ผู้ร้องคำนวณ ซึ่งก่อนหน้านี้ผู้ร้องก็ไม่อาจทราบได้   สรุปว่าต้องเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นหลังวันชี้สองสถานหรือหลังวันสืบพยาน

กรณีการขอแก้ไขคำฟ้องโดยอาศัยเหตุอันสมควรที่ไม่อาจยื่นคำร้องได้ตามเวลาที่กำหนดไว้ในมาตรา  180  โจทก์ต้องระบุเหตุสมควรดังกล่าวไว้ในคำร้องขอด้วย (ฎ. 7362/44)

ปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน   เช่น  ขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง (ฎ. 6303/34) แต่จะขอแก้ว่าโอนเช็คคบคิดกันฉ้อฉล เป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต ไม่เกี่ยวกับความสงบฯ หรือการขอแก้คำให้การว่าสัญญาตามฟ้องโจทก็เป็นโมฆียะ ขอบอกล้าง ไม่เกี่ยวกับความสงบฯ (ฎ. 5074/49)

การขอแก้ไขคำให้การภายหลังวันชี้สองสถานในประเด็นที่จำเลยรับและยุติไปแล้ว ไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน (ฎ. 3680/48)

การขอแก้ไขข้อผิดพลาดหรือผิดหลงเล็กน้อย ไม่อยู่ในบังคับต้องยื่นในกำหนดเวลาตามมาตรา  180 (ฎ. 408/38, 105/37)  เช่นการขอแก้ไขตัวเลขจำนวนเงินในคำฟ้องบังคับท้ายฟ้อง ให้สอดคล้องกับข้ออ้างอันเป็นที่อาศัยแห่งข้อหาซึ่งได้บรรยายในคำฟ้องมาแต่เดิม โดยคำขอท้ายฟ้องได้พิมพ์ผิดพลาดคลาดเคลื่อนไป  หรือ ขอแก้ไขฟ้องเกี่ยวกับคำแปลชื่อสินค้าจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย เนื่องจากแปลผิดพลาด เพื่อให้ตรงกับความจริง ไม่ทำให้ผลทางกฎหมายเปลี่ยนแปลงไป  เป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดหรือผิดหลงเล็กน้อย

การแก้ไขชื่อจำเลยให้ชัดเจนถูกต้องตามความจริง มิใช่กรณีฟ้องจำเลยผิดตัว ไม่เป็นการเปลี่ยนแปลงผลคำพิพากษาหรือคำบังคับคดีนอกเหนือจากคำพิพากษา จึงไม่อยู่ในบังคับมาตรา  180,181  แม้จะอยู่ในชั้นบังคับคดีก็ขอแก้ไขได้ (ฎ. 2706/44, 3121/31)

กรณีอุทธรณ์หรือฎีกา ต้องขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์ หรือฎีกา ภายในอายุอุทธรณ์ หรือฎีกาด้วย

การอนุญาตให้แก้ไขนั้น แม้จะเป็นไปตามหลักเกณฑ์ มาตรา  179, 180  ก็ไม่ใช่บทบังคับศาลต้องอนุญาตให้แก้ไขเพิ่มเติมเสมอไป  เช่นถ้าศาลเห็นว่าผู้ร้องสามารถสืบหักล้างตามประเด็นข้อพิพาทได้อยู่แล้ว จึงไม่มีเหตุควรอนุญาตให้แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องหรือคำให้การอีก (ฎ.6888/43)

เมื่อโจทก์หรือจำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้อง หรือคำให้การแล้ว  ศาลชั้นต้นเพียงแต่สั่งให้ส่งสำเนาให้อีกฝ่าย โดยยังมิได้สั่งคำร้อง  แต่ได้ดำเนินกระบวนพิจารณาจนมีคำพิพากษา ถือไม่ได้ว่าศาลได้อนุญาตให้แก่ไขเพิ่มเติมคำฟ้องหรือคำให้การแล้ว  (ฎ. 1501/17) แม้อีกฝ่ายหนึ่งได้รับสำเนาแล้วไม่คัดค้านก็ตาม (ฎ. 59/25)

แต่ถ้าเป็นกรณีที่ขอให้เรียกบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นจำเลยร่วมตามมาตรา 57(3) เมื่อพ้น 1 ปี นับแต่ละเมิด บุคคลภายนอกยกอายุความขั้นต่อสู้ได้ (ฎ. 2185/17) 

หลักการพิจารณาคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องหรือคำให้การ (มาตรา  181)

เว้นแต่ในกรณีที่คำร้องนั้นอาจทำได้แต่ผ่ายเดียว

(1) ห้ามไม่ให้มีคำสั่งยอมรับการแก้ไขเว้นแต่จะได้ส่งสำเนาคำร้องให้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งทราบล่วงหน้าอย่างน้อย  3 วัน  ก่อนกำหนดนัดพิจารณาคำร้องนั้น 

(2)  ห้ามมิให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งชี้ขาดในประเด็นที่คู่ความได้แก้ไขคำฟ้องหรือคำให้การ เว้นแต่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะได้มีโอกาสบริบูรณ์ในอันที่จะตรวจ โต้แย้ง และหักล้างข้อหาหรือข้อต่อสู้ใหม่  หรือข้ออ้างหรือข้อเถียงใหม่ที่กล่าวในคำร้องขอแก้ไขนั้น

บทบัญญัตินี้แสดงว่า ในกรณีที่เป็นคำร้องที่อาจทำได้แต่ฝ่ายเดียว ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้แก้ไขได้โดยไม่ต้องส่งสำเนาให้อีกฝ่ายตามมาตรา  181(1)  และศาลมีคำพิพากษาในประเด็นที่ขอแก้ไขได้โดยไม่ต้องให้อีกฝ่ายโต้แย้งก่อนตามมาตรา  181(2)

คำร้องที่อาจทำได้แต่ฝ่ายเดียวได้แก่  กรณีที่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ หรือคำร้องที่ยื่นในขณะที่จำเลยยังไม่ได้ยื่นคำให้การ หรือคำร้องที่ยื่นในคดีไม่มีข้อพิพาท เหล่านี้ไม่อยู่ในบังคับที่ศาลต้องปฎิบัติตามมาตรา 181 ก่อน

สำหรับการแก้ไขในรายละเอียดหรือข้อผิดพลาดเล็กน้อย ไม่อยู่ในบังคับต้องปฎิบัติตามมาตรา  180, 181 กล่าวคือไม่จำต้องยื่นคำร้องขอแก้ไขก่อนวันชี้สองสถาน หรือก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน  และไม่ต้องส่งสำเนาคำร้องให้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งและไม่ต้องฟังอีกฝ่ายหนึ่งก่อน (ฎ. 105/37, 821/40)

คดีที่อยู่ในระหว่างการนัดไต่สวนขอฟ้องคดีอย่างคนอนาถา แม้ศาลยังไม่ได้รับฟ้องก็ขอแก้ไขคำฟ้องได้(ฎ. 2321/30) แต่ถ้าศาลไม่รับฟ้องไว้พิจารณาแล้ว  ก็จะขอแก้ไขคำฟ้องไม่ได้ (ฎ. 8098/43) 

การพิจารณาคดีโดยขาดนัด( มาตรา  197-207)

ขาดนัดยื่นคำให้การ (มาตรา  197,198,199)

เมื่อจำเลยได้รับหมายเรียกให้ยื่นคำให้การแล้ว   จำเยมิได้ยื่นคำให้การในระยะเวลาที่กำหนดไว้ตามกฎหมาย หรือตามคำสั่งศาล ให้ถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ (มาตรา 197)

กำหนดเวลายื่นคำให้การมีบัญญัติไว้ตามมาตรา  177 วรรคหนึ่ง    ให้จำเลยมีหน้าที่ต้องยื่นคำให้การภายในกำหนดเวลา  15 วัน นับแต่วันที่ได้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลย

จำเลยยื่นคำให้การในกำหนดแล้ว แม้ทนายความไม่มีอำนาจเรียงคำให้การ ก็มิใช่กรณีที่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ (ฎ. 6311/49)  เรื่องนี้จำเลยยื่นคำให้การแลฟ้องแย้ง และศาลมีคำสั่งให้รับคำให้การและฟ้องแย้งไว้แล้ว จึงมิใช่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ แม้ต้อมาจะปรากฏว่าทนายจำเลยไม่มีอำนาจเรียงคำให้การและฟ้องแย้งก็ตาม เพราะถูกห้ามการเป็นทนายความระหว่างนั้น  การดำเนินกระบวนพิจารณาของทนายจำเลยในระหว่างเวลาดังกล่าวจึงเป็นการผิดระเบียบตามมาตรา  27วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นจึงต้องดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ 

คำขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีโดยขาดนัด( มาตรา  198)

ถ้าจำเลยไม่ยื่นคำให้การในกำหนด ถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ เป็นการขาดนัดโดยผลของกฎหมายทันที  โดยโจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องยื่นคำขอให้ศาลมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การอีก  แต่โจทก์ต้องมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัด โดยต้องยื่นคำขอต่อศาลภายใน 15 วัน นับแต่ระยะเวลาที่กำหนดให้จำเลยยื่นคำให้การสิ้นสุดลง    ถ้าโจทก์ไม่มีคำขอในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้ศาลจำหน่ายคดีนั้นเสียจากสารบบความ 

จะเห็นได้ว่าเมื่อจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การโจทก์มีสิทธิขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัดได้เลยทีเดียว  เป็นการลัดขั้นตอนไม่ต้องมีการสืบพยานหลักฐานไปฝ่ายเดียว  แต่ก็มียกเว้น

คำให้การของจำเลยต้องทำเป็นหนังสือโดยใช้แบบพิมพ์ของศาล  ดังนั้นการที่ศาลบันทึกคำแถลงของจำเลยไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาว่า จำเลยรับว่าเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้องและลงลายมือชื่อไว้ ถือไม่ได้ว่าเป็นคำให้การจำเลย เมื่อจำเลยไม่ยื่นคำให้การ โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีโดยขาดนัด เมื่อโจทก์ไม่มีคำขอดังกล่าวภายในกำหนด ศาลต้องสั่งจำหน่ายคดี (ฎ. 911/48)

ถ้าจำเลยไม่ยื่นคำให้การในกำหนด เป็นหน้าที่ของโจทก์จะต้องมีคำขอต่อศาลให้มีคำพิพากษาให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัดตามมาตรา  198 วรรคหนึ่ง แม้ศาลจะนัดสืบพยานโจทก์ไว้แล้วก็ตาม  (ฎ. 672/26)

ในคดีที่จำเลยฟ้องแย้งโจทก์ โจทก์ก็ต้องยื่นคำให้การด้วย  ถ้าโจทก์ไม่ยื่นคำให้การในกำหนด จำเลยก็ต้องมีคำขอให้ศาลพิพากษาให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดีตามฟ้องแย้งโดยขาดนัดเช่นกัน  (ฎ. 5462/36)

ในคดีร้องขัดทรัพย์  โจทก์มีฐานะเป็นจำเลยจึงต้องยื่นคำให้การเช่นกัน ถ้าโจทก์ไม่ยื่นคำให้การในกำหนด ผู้ร้องซึ่งมีฐานะเป็นโจทก์ก็ต้องมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ตนเป็นฝ่ายชนะโดยขาดนัดเช่นกัน   แม้ศาลจะสั่งนัดสืบพยานผู้ร้องไว้แล้วก็ตามผู้ร้องก็ยังมีหน้าที่ดังกล่าว   (เทียบ ฎ. 310/23) ถ้าโจทก์ทำเป็นคำแถลงคัดค้านเข้ามา แต่ศาลชั้นต้นรับเป็นคำแถลงเท่านั้นมิใช่รับเป็นคำให้การของโจทก์ เมื่อโจทก์ไม่ยื่นคำให้การภายในกำหนด โจทก์ย่อมขาดนัดยื่นคำให้การ  ผู้ร้องต้องมีคำขอภายใน  15 วัน  เพื่อขอให้ศาลพิพากษาชี้ขาดให้ผู้ร้องเป็นฝ่ายชนะคดี  เพราะโจทก์ขาดนัดยื่นคำให้การแก้คำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ ถ้าไม่ยื่นภายในกำหนด ศาลชั้นต้นชอบที่จะจำหน่ายคดีจากสารบบความ ตามมาตรา  198 วรรคสอง (ฎ. 4411/39, 310/23)

เมื่อจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ แม้จำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การและศาลดำเนินการไต่สวน เป็นเรื่องระหว่างศาลกับจำเลย โจทก์ยังมีหน้าที่ต้องงยื่นคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัดอยู่อีก (ฎ. 1820/30)    

แม้โจทก์จะได้ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดีมาครั้งหนึ่งแล้ว  ต่อมาศาลอนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การ แต่จำเลยกลับไม่ยื่นคำให้การอีก  ดังนี้โจทก์ต้องยื่นคำขอนั้นใหม่เพราะคำขอเดิมเป็นอันเพิกถอนไปแล้ว  (ฎ. 2438/28)  เพราะเมื่อศาลอนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การได้ ถือว่าคำขอเดิมที่ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัดถูกเพิกถอนไปแล้ว  ต่อมาจำเลยไม่ยื่นคำให้การอีกโจทก์จะต้องมีคำขอใหม่อีก  หากไม่มีคำขอเข้ามาใหม่ศาลก็ต้องจำหน่ายคดี

คดีที่มีจำเลยหลายคน บางคนขาดนัดยื่นคำให้การ  แต่โจทก์มิได้มีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัดสำหรับจำเลยที่ขาดนัด  ศาลจำหน่ายคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การเท่านั้น ศาลจะสั่งจำหน่ายคดีทั้งคดีไม่ได้ (ฎ. 6053/39)

กรณีที่โจทก์ไม่ได้มีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัดภายในกำหนดเวลา 15 วัน  นับแต่ระยะเวลาที่กำหนดให้ยื่นคำให้การสิ้นสุดลง  ให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีนั้นจากสารบบความตามมาตรา  198 วรรคสอง (ฎ. 3002/25) ซึ่งตามแนวคำพิพากษานี้ ศาลมีดุลพินิจจะสั่งให้จำหน่ายคดีหรือไม่ก็ได้

การที่โจทก์มิได้มีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัดภายในกำหนด แต่ศาลก็มิได้สั่งจำหน่ายคดีจนโจทก์นำพยานเข้าสืบไปบ้างแล้ว  แสดงว่าโจทก์ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป จึงไม่มีเหตุสมควรจำหน่ายคดี (ฎ. 1065/33, 5462/36)

คำสั่งศาลที่ให้จำหน่ายคดีตามมาตรานี้ ไม่ใช่กรณีที่ต้องคืนค่าขึ้นศาลให้แก่โจทก์ (ฎ. 1445/40)

คำสั่งจำหน่ายคดีตามมาตรา  198 วรรคสอง  ไม่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา แม้จะเป็นการจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยบางคนก็ตาม  จึงอุทธรณ์ได้ทันที (ฎ. 1365/30)  และในทางปฎิบัติก็ถือตามแนวนี้  แต่ มีคำพิพากษาฎีกาที่ 5508/ 45 วินิจฉัยว่าเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา  

คำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีโดยขาดนัด (มาตรา  198 ทวิ)

เมื่อโจทก์มีคำขอตามมาตรา  198 แล้ว ให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีโดยขาดนัดไปตามมาตรา  198 ทวิ   ศาลจะมีคำพิพากษาให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การได้ก็ต่อเมื่อคำฟ้องมีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย

คำฟ้องมีมูลน่าจะต้องพิจารณาว่าตามสภาพแห่งข้อหาที่โจทก์บรรยายฟ้องมา ก่อให้เกิดหนี้ที่จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่  ซึ่งอาจจะมีที่มาจากมูลหนี้นิติกรรม สัญญา ละเมิด จัดการงานนอกสั่ง หรือลาภมิควรได้ หรือมีหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติ ส่วนคำฟ้องของโจทก์ต้องไม่ขัดต่อกฎหมาย หมายถึงเฉพาะกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนเท่านั้น

นอกจากนี้ศาลก็มีอำนาจยกข้อกำหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นอ้างได้โดยไม่ต้องรอให้จำเลยยกข้อต่อสู้ เช่น โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง หรือฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำ  ฟ้องซ้อน ศาลก็พิพากษายกฟ้องได้เลย (ฎ. 5458/41)

แต่อย่างไรก็ตามแม้คำฟ้องของโจทก์มีมูล และไม่ขัดต่อกฎหมาย ศาลก็อาจสืบพยานเกี่ยวกับข้ออ้างของโจทก์หรือพยานหลักฐานอื่นไปฝ่ายเดียวที่เห็นจำเป็นก็ได้ ( มาตรา 198 ทวิ วรรคสอง) ตามบทบัญญัตินี้ เป็นความยืดหยุ่นของกฎหมายที่ให้อำนาจศาลที่จะสืบพยานตามที่เห็นจำเป็นก็ได้  เช่น มูลหนี้ที่โจทก์กล่าวอ้างมามีความสับสน หรือมีข้อสงสัยว่าข้อเท็จจริงจะเป็นไปตามคำฟ้องของโจทก์หรือไม่  ศาลก็อาจสั่งให้โจทก์นำพยานมาสืบตามที่เห็นสมควรก็ได้ 

กรณีที่ศาลต้องสืบพยานหลักฐานโจทก์ไปฝ่ายเดียว (มาตรา  198 ทวิ วรรคสอง)

ภายหลังโจทก์มีคำขอให้ศาลพิพากษาให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัดแล้ว ศาลต้องสืบพยานของโจทก์ไปฝ่ายเดียวในกรณีดังต่อไปนี้

1. คดีเกี่ยวกับสิทธิแห่งสภาพบุคคล

2. คดีเกี่ยวกับสิทธิในครอบครัว

3. คดีพิพาทเกี่ยวด้วยกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์

คดีเกี่ยวกับสิทธิแห่งสภาพบุคคล หมายถึง คดีที่โต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิของบุคคลดังที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. บรรพ 1 ลักษณะ2 หมวด 1  ส่วนที่  1 ถึงส่วนที่  4 เช่น  สิทธิของบุคคลในการใช้นามอันชอบ ตามมาตรา  18   ดังนั้นคดีที่โจทก์ขอให้แสดงว่าจำเลยสั่งให้โจทก์สึกจากสมณเพศ และออกคำสั่งไม่ให้อุปัชฌาอุปสมบทให้  เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย  ไม่ใช่คดีที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งสภาพบุคคล (ฎ. 1172/96) แต่คดีที่พิพาทกันว่า โจทก์เป็นคนสัญชาติไทย หรือต่างด้าว  ในคดีที่โจทก์ฟ้องว่าโจทก์มีสิทธิอยู่ในประเทศไทย เป็นคดีเกี่ยวด้วยสิทธิแห่งสภาพบุคคล (ฎ.1463/96)

คดีเกี่ยวด้วยสิทธิในครอบครัว หมายถึง คดีที่พิพาทเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. บรรพ  5  ว่าด้วยครอบครัว  เช่น คดีฟ้องหย่า เรียกคาอุปการะเลี้ยงดู   ค่าทดแทน และค่าเลี้ยงชีพ (ฎ. 2995/40) คดีพิพาทเกี่ยวกับสินสมรส คดีเกี่ยวกับอำนาจปกครอง ฯ    แต่ถ้าเป็นคดีที่พิพาทเกี่ยวกับเรื่องผิดสัญญาหมั้น ไม่ยอมไปจดทะเบียนสมรส ขอให้คืนของหมั้นและสินสอด ไม่ใช่คดีเกี่ยวด้วยสิทธิในครอบครัว (คร. 1330/35, ฎ. 755/45 ) เรื่องนี้วินิจฉัยตามมาตรา  ป.วิ.พ.มาตรา  224   ด้วย   และคดีฟ้องขอให้โอนมรดก ไม่เป็นคดีเกี่ยวด้วยสิทธิในครอบครัว  (ฎ. 1524/35) 

หมายเหตุ   ถ้าเป็น พ.ร.บ.จัดตั้งศาลคดีเยาวชนและครอบครัวฯ  ถือว่ากรณีดังกล่าวข้างต้นทั้งหมดเป็นคดีครอบครัวตามมาตรา  11(3)

คดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิในอสังหาริมทรัพย์  หมายถึงคดีพิพาทโต้เถียงเกี่ยวกับสิทธิความเป็นเจ้าของในอสังหาริมทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นที่ดินมือเปล่า หรือที่มีกรรมสิทธิ์ก็ตาม  ซึ่งการฟ้องอาจจะเป็นการฟ้องบังคับเอาแก่ตัวอสังหาริมทรัพย์นั้นโดยตรง เช่น ฟ้องขอให้ส่งมอบที่ดิน หรือฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยออกจากอสังหาริมทรัพย์ ฟ้องขอแบ่งอสังหาริมทรัพย์ หรือฟ้องขอให้จดทะเบียนโอนอสังหาริมทรัพย์    

คำขอบังคับที่เป็นจำนวนเงิน ( มาตรา  198 ทวิ วรรคสาม)

1. คำขอบังคับให้จำเลยชำระหนี้ เป็นจำนวนเงินแน่นอน ให้ศาลสั่งให้โจทก์ส่งพยานเอกสารตามที่ศาลเห็นว่าจำเป็น แทนการสืบพยาน   เช่น โจทก์ฟ้องให้ชำระเงินตามสัญญากู้ยืมเงิน  ชำระเงินตามเช็ค ชำระเงินตามหนังสือรับสภาพหนี้  หรือชำระเงินตามสัญญาประนีประนอมยอมความ   ศาลอาจสั่งให้โจทก์ส่งพยานเอกสารที่เป็นสัญญากู้เงิน เช็ค หนังสือรับสภาพหนี้ สัญญาประนีประนอมฯ ต่อศาลแทนการสืบพยานก็ได้

2. คำขอบังคับให้จำเลยชำระหนี้เป็นเงินอันไม่อาจกำหนดจำนวนเงินได้โดยแน่นอน ให้ศาลสืบพยานหลักฐานโจทก์ไปฝ่ายเดียว และศาลอาจเรียกพยานหลักฐานอื่นมาสืบได้เองตามที่เห็นจำเป็น  กรณีดังกล่าวก็เช่น ฟ้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในมูลละเมิด ศาลต้องวินิจฉัยตามสมควรแก่พฤติการณ์ และความร้ายแรงแห่งละเมิด ซึ่งอาจน้อยกว่าจำนวนที่โจทก์เรียกมาก็ได้

ในกรณีที่ศาลสั่งให้โจทก์ส่งพยานเอกสารแทนการสืบพยาน ถ้าพยานเอกสารไม่เพียงพอศาลอาจพิพากษาให้เฉพาะส่วนที่มีพยานเอกสารมาแสดง ไม่จำต้องพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีเต็มตามคำขอท้ายฟ้องเสมอไป (ฎ. 2625/46, 2891/48)

      --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

     ...คุณเคยมีปัญหาเหล่านี้หรไม่ ? 

      - เพิ่งจบปริญญาตรี ไม่รู้จะเริ่มต้นกับการเรียนเนติอย่างไร
      - 
สอบมาหลายครั้งแล้วไม่ผ่านซัที 47 , 48 , 49 คะแนนอยู่นี่หลายครั้งแล้ว เมื่อไหร่จะถึง 50 คะแนนซักที

      - สอบมาหลายครั้งแล้ว  เพื่อนๆในกลุ่มทยอยจบกันหมด..ะลงสมัครใหม่ก็เขินอายรุ่นน้อง
      - 
อยู่ต่างจังหวัด ทำงานประจำไม่มีเวลาไปนั่งเรียนที่เนติฯ 
      - 
สมัครติวเนติทางไปรษณีย์ กว่าจดหมายจะมาถึงก็ไม่ทันสอบ
      - 
สมัครรับจองคำบรรยายเนติทางไปรษณีย์ 
กว่าจดหมายจะมาถึงก็ไม่ันสอบ
      - เดินทางไปเรียนหรือไปติวรถก็ด...กลับมาก็เหนื่อย
 
     - อยู่ต่างจังหวัดอยากมาเรียนที่ กทม. หรือมาติว...แต่ไม่สามารถมาเรีนหรือมาติวได้เพราะไกลและสถาบัติวก็อยู่หน้ารามกันหมด

      - ไม่อยากคุยกันเรื่องเรียนเนติกับเพื่อนๆหรือคนที่เรียนเนติจบแล้ว..มันรู้สึกท้อ รู้สึกอาย..จะลงใหม่ก็ไม่รู้จะปรึกษาใคร หรือเริ่มยังไงอีก 


    ถ้าเปรียบกับการสอบเนติบัณฑิต กับการทำศึกสงคราม มีกลยุทธ์ 3 อย่าง ดังนี้
        - ท่องตัวบท   คือ อาวุธ ที่เรา สะสมไว้ ต่อสู้ ยิ่งท่องตัวบทได้มาก ก็ มีอาวุธ เก็บไว้สำรองมาก หยิบใช้เมื่อไรก็ได้
        - จดฎีกา       คือการ ศึกษาแผนการรบว่าสถานการณ์แบบใดเราควรจะใช้อาวุธแบบใด ยิ่งจดจำฎีกาไว้มาก ก็มีแนวการตอบข้อสอบได้ตรงจุด ตรงประเด็น ได้มาก และไม่โดนข้อสอบหลอกล่อให้หลงทา
        -  ล่าข้อสอบ   คือ การหัดซ้อมรบก่อน เข้าสู้ศึกสงครามสนามสอบจริง ยิ่งหัดทำข้อสอบมากเท่าใด ก็เป็นการสั่งสมประสบการณ์การหัดทำข้อสอบมากขึ้นทำให้ จับประเด็นและเขียนตอบได้เร็วและทันเวลา
     -------------------------------------------------------------------------------------------------------------------     
     ขอแนะนำ !!

     ชุดรวบรวมเอกสารคำบรรยายเนติฯ สำหรับเตรียมสอบ ภาค 1/66 และ 2/65
    ++  กลุ่มวิชากฎหมายแพ่งและอาญา ++  
      - ไฟล์เสียงคำบรรยายภาคปกติ, ภาคค่ำ และภาคทบทวน 1/66 New !!
      -  ไฟล์เอกสารสรุปคำบรรยายเนติฯ 1/66 
      -  ไฟล์เอกสารประกอบคำบรรยาย 1/66 
      -  ไฟล์บทบรรณาธิการ 1/63-1/66 
      -  ไฟล์ธงคำตอบกลุ่มวิชากฎหมายแพ่งและ อาญา (สมัยที่ 56-65) 
      -  ไฟล์เอกสารทบทวนสรุปประเด็นน่สนใจ 1/66
      -  ไฟล์เอกสารรวมคำพิพากษาฎีกาใหม่ (พร้อมข้อสังเกตน่าสนใจ)1/66
      -   เทคนิคการเขียนคำตอบแบบถูกต้องที่สุด ตลอดจนเทคนิคการปรับบทกฎหมายต่งๆสำหรับทุกสนามสอบ (การเตรียมพร้อมสอบเนติฯ/ผู้ช่ยฯ/อัยการ)
    ..................................................................................................................................................
    ++ กลุ่มวิชากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและวิธีพิจารณาความอาญา ++ 
      - ไฟล์เสียงคำบรรยายภาคปกติ, ภาคค่ำ และภาคทบทวนวันอาทิตย์ 
      - ไฟล์เอกสารสรุปคำบรรยายเนติฯ 2/65 
      - ไฟล์เอกสารประกอบคำบรรยาย 2/65 
      - ไฟล์บทบรรณาธิการ 2/63-2/65 
      - ไฟล์ธงคำตอบกลุ่มวิชากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและวิธีพิจารณาความ อาญา (สมัยที่ 56-65) 
      - เทคนิคการเขียนคำตอบแบบถูกต้องที่สุด ตลอดจนเทคนิคการปรับบทกฎหมายต่งๆสำหรับทุกสนามสอบ (การเตรียมพร้อมสอบเนติฯ/ผู้ช่ยฯ/อัยการ)  
    ..................................................................................................................................................
     ค่ารวบรวม  :   ภาคละ 350.-บาท  (DVD 4 แผ่น) (ส่ง EMS ฟรี !! + แถมฟรี !! แผ่นรองเม้าท์) 
     หมายเหตุ   :   สั่งซื้อทั้ง 2 ภาค ค่ารวมรวมพิเศษ 650.- บาท (ส่ง EMS ฟรี !! + แถมฟรี !! แผ่นรองเม้าท์ + CD แบบร่างสัญญามากกว่า 400 แบบ (file word) + แบบฟอร์มศาล, แบบฟอร์มเ อกสารงานบุคคล,เอกสารงานบัญชีและภาษี) 

   ** สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อ 085-801-0725, E-mail : siripit...@gmail.com **

     



Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages