สรุปคำบรรยาย เนติภาคกลางวัน นิติกรรมสัญญา ครั้งที่ 8 สอนเมื่อ (อัง28/07/09)

1,386 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
Aug 4, 2009, 2:52:24 AM8/4/09
to LAWSIAM
หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า  kankokub  ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ ไมตรี ศรีอรุณผู้บรรยาย   , ผู้มีน้ำใจส่ง flie เสียงที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า ขอบคุณ. http://www.muansuen.com และคุณ admin ที่นำ flie เสียงมาลงแบ่งปันให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

ครั้งที่ 8 . (อัง28/07/09) อาจารย์ไมตรี

            ชั่วโมงนี้เป็นชั่วโมงนิติกรรมสัญญา วันนี้จะพูดถึงเรื่องโมฆะกรรม โมฆียกรรมแล้วมีผลอย่างไร ซึ่งตามประมวล 172 เป็นต้นไป ก็อาจบรรยายถึง วันนี้ก็คงได้สัก 4 5 มาตรา ทำไมน้อยจัง เพราะว่ามันไปคาบเกี่ยวกับมาตรา อื่นๆที่ไม่อยู่และอธิบายฏีกามันจะยาว

            โมฆะกรรมเป็นการกระทำซึ่งคู่กรณีต้องการให้เกิดผลทางกฎหมาย แต่กฎหมายบอกว่าทำอย่างนั้นไม่มีผล เสียเปล่าไปในทางสายตาของนักกฎหมาย ของศาล

            ตราบใดที่ยังไม่มีการส่งมอบมันจะไปฟ้องร้องบังคับไม่ได้ ไม่เชิงเสียเปล่า เช่นตกลงให้รถสักคน ข้อตกลงมันยังไม่โมฆะ แต่อย่างไรถ้ายังไม่เอากุญแจมาให้มันก็ไม่สมบูรณ์ ก้ไม่เสียเปล่าไป เพียงแต่บังคับกันไม่ได้ ยืมใช้คงรูปก็เหมือนกัน

            มาตรา 172 โมฆะกรรมไม่อาจให้สัตยาบรรณได้ คือหลัก 1 สอง คือผู้เสียเปล่ายกขึ้นกล่าวได้ สามคือ

            ฎ. 3072/2536

เมื่อศาลพิพากษาให้บุคคลใดตกเป็นบุคคลล้มละลายแล้วตราบใดที่ยังไม่มีคำสั่งยกเลิกการล้มละลาย บุคคลนั้นย่อมไม่มีอำนาจกระทำการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของตนได้ เว้นแต่จะได้กระทำตามคำสั่งหรือความเห็นชอบของศาลเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้จัดการทรัพย์หรือที่ประชุมเจ้าหนี้ ตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 24ถ้าฝ่าฝืนนิติกรรมนั้นตกเป็นโมฆะ คำว่าผู้มีส่วนได้เสียตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 133 เดิม (มาตรา 172 ใหม่) หมายถึงผู้ที่จะได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์ หากนิติกรรมที่กล่าวอ้างว่าเป็นโมฆะเป็นผลหรือไม่เป็นหรือกลับกัน เมื่อโจทก์ทั้งสี่ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทโดยอ้างว่าบิดาโจทก์ทั้งสี่ซื้อที่ดินพิพาทมาจาก ส.ผู้ล้มละลาย ต่อมาบิดาโจทก์ทั้งสี่ถึงแก่กรรม ที่ดินพิพาทเป็นมรดกตกทอดแก่โจทก์ทั้งสี่ และจำเลยให้การต่อสู้ว่าบิดาโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจาก ส.ขณะที่ส. เป็นบุคคลล้มละลาย นิติกรรมซื้อขายเป็นโมฆะโจทก์ทั้งสี่ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย ดังนี้จำเลยจึงเป็นผู้ที่จะได้ประโยชน์จากที่นิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างส. กับบิดาโจทก์ทั้งสี่เป็นโมฆะจำเลยจึงชอบที่จะยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นอ้างได้

            กำหนดเวลาที่กล่าวอ้างการเสียเปล่าโมฆะกรรม กฎหมายไม่ได้กำหนดเวลาที่แน่นอนไว้เลย จึงสามารถอ้างเมื่อไหร่ก็ได้  แต่ปัญหามันจะเกิดขึ้นมาแล้ว ทรัพย์สินที่ส่งมอบไป นี้ โดยปราศจากมูลอันจะอ้างได้โดยกฎหมาย  มาตรา 406 จึงเขียนไว้ว่าเป็นการส่งมอบโดยไม่อาจอ้างได้โดยกฎหมาย

            วรรค 2 ของ 172 หมายความว่า ถ้ามีการส่งมอบทรัพย์สินไปการส่งมอบนั้นก็ถือว่าเป็นการส่งมอบทรัพย์สินโดยหลักทั่วไปก่อนว่า ก็สามารถเรียกคืนได้ ทีนี้ที่เราจะพูดถึง

            ฎ.2546/2518  

ข้อตกลงแบ่งที่ดินให้จำเลยลงชื่อถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดแทนโจทก์เพื่อป้องกันมิให้เจ้าหนี้ของภริยาโจทก์ยึดบังคับชำระหนี้นั้น เป็นโมฆะ คู่กรณีกลับสู่ฐานะเดิม โจทก์เรียกเอาส่วนของโจทก์คืนได้ จำเลยอ้างการครอบครองยันโจทก์ไม่ได้

            ก็มีกรณีบ่อยคือไปลงชื่อแทนในโฉนดก็อยากได้เป็นของตนอีก

อาจจะมีซ้ำซ้อนในเรื่องหนี้ คือข้อยกเว้นที่จะเรียกทรัพย์คืนไม่ได้ ถ้าไปเข้าเรื่องวัตถุประสงค์ต้องห้ามพ้นวิสัยบางอย่างก็ไม่ควรเรียกคืนกฎหมายก็เขียนว่าพวกนี้เรียกคืนไม่ได้

            การเอาดอกเบี้ยเกินอัตราของกฎหมายมารวมกับเงินต้นด้วย อย่างนี้ถือว่าแยกส่วนได้ แต่ว่าอย่างไรก็ตามในปี 40 จำเลยชำระเงินให้โจทก์เป็นค่าดอกเบี้ยเกินอัตรา จะเอามาหัก ไม่ได้ เป็นการชำระหนี้โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จะมาหักกลบลบหนี้ไม่ได้

            มาถึงมาตรา 410 เป็นเรื่องที่ว่าตกลงกันเรื่องการ กระทำที่ตกลงกันเป็นพ้นวิสัย แต่มีการชำระหนี้เพื่อให้การกระทำที่พ้นวิสัยไม่อาจเรียกคืนได้ เช่นการจ้างให้ย้ายสนามหลวง ชำระเงินแล้วด้วย ก็ เรียกค่าที่ชำระไปแล้วนี้ไม่ได้ ต่อไปคือ

            ข้อตกลงที่ได้ประโยชน์จากการที่คนอื่นเป้นความกันก็ ไม่อาจฟ้องเรียกได้ เป็นการต้องห้ามตามกฎหมาย

            .299/2490

            มาตรา 173 นิติกรรม โมฆะแยกส่วนได้   มองดูแล้วเหมือนว่าหลักโมฆะกรรมที่ทำครั้งเดียวคือ มีส่วนหนึ่งส่วนใดเป็นโมฆะ ทั้งหมดจะเสียเว้นแต่พึงสันนิฐานว่าจะแยกส่วนกันได้ คือกรณีแยกส่วน ในเชิง หลักการดูแนวฏีกาแล้วข้อยกเว้นเหมือนจะมากกว่า

            ตัวอย่างที่ชัดเจนที่เราเห็นบ่อยสุด 4372/2545 ดอกเบี้ยเป็นโมฆะ ก็จะเห็นได้ว่าดอกเบี้ยทั้งหมด ที่ตกลงเกินอัตราตามกฎหมายเป็นโมฆะ แต่พอกำหนดชำระตามกฎหมายแล้ว ดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งในส่วนที่ผิดนัดเรียกได้นะครับ

            . 3780/2546

ข้อตกลงประนีประนอมยอมความในส่วนที่เกี่ยวกับการถอนฟ้องที่ตกลงให้โจทก์ถอนฟ้องคดีแพ่ง 1 คดี จำเลยกับพวกถอนฟ้องคดีอาญา 1 คดี คดีแพ่ง 2 คดี และตกลงประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งอีก 1 คดี คดีแพ่งทั้ง 4 คดีดังกล่าวไม่ใช่คดีอาญาแผ่นดิน ข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ไม่ตกเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150แม้ข้อตกลงในส่วนที่ฝ่ายจำเลยต้องถอนฟ้องคดีอาญาในข้อหาปลอมเอกสารสิทธิใช้เอกสารสิทธิปลอม เป็นคดีอาญาแผ่นดินซึ่งอาจขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตกเป็นโมฆะ ก็เป็นส่วนที่แยกออกจากส่วนที่สมบูรณ์ได้ตามมาตรา 173 จึงไม่เกี่ยวกับส่วนที่โจทก์จะได้รับชำระหนี้จำนวน 700,000 บาท จากจำเลยและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้จำเลยตามที่ระบุไว้ในบันทึกข้อตกลงประนีประนอมยอมความ

ประเด็นข้อพิพาทตั้งขึ้นได้โดยคำคู่ความ ซึ่งหมายความรวมถึงคำให้การด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1(5),183 เมื่อจำเลยให้การว่าหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ตามฟ้องระงับไปด้วยการทำบันทึกข้อตกลงประนีประนอมยอมความและศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยต้องรับผิดตามหนังสือรับสภาพหนี้ตามฟ้องหรือไม่ ปัญหาว่าบันทึกข้อตกลงประนีประนอมยอมความเป็นโมฆะหรือไม่ จึงเป็นส่วนหนึ่งของประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวเพราะมีผลโดยตรงต่อการวินิจฉัยชี้ขาดคดีตามข้อต่อสู้ของจำเลย ทั้งโจทก์ได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาในชั้นอุทธรณ์แล้ว ฎีกาของโจทก์จึงไม่เป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น

 

            เป็นการยอมความกันหลายคดี แล้วมีคดีอาญาเป็นปัญหาคดีเดียว คดีอาญาแผ่นดิน ยอมความกันแล้วเป็นโมฆะ คดีนี้มีคดีอาญาปนมาหนึ่งคดีคือให้มาถอนฟ้อง ข้อตกลงอันนี้อาจขัดต่อความสงบเรียบร้อย แต่ก็เฉพาะส่วนนี้เท่านั้นที่เป็นโมฆะ และก็แยกส่วนได้ ข้อตกลงอื่นใช้บังคับได้หมด

            ปี 42 ก็เป็นเรื่องได้กำหนดข้อตกลงไว้ข้อหนึ่งว่าถ้าชำระหนี้ไม่ได้ กฎหมายก็ให้บังคับจำนองขายทอดตลาด ศาลก็บอกว่าโมฆะเฉพาะส่วนนี้เท่านั้น

            .7320/2539

ตามสัญญาจำนองระบุว่า จำเลยที่ 2 ตกลงจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อประกันหนี้ทุกชนิดของจำเลยที่ 2และหรือจำเลยที่ 1 ที่มีต่อโจทก์เป็นเงินจำนวน 1,000,000บาท เท่านั้น ดังนั้นตามสัญญาจำนองดังกล่าวจำเลยที่ 2มีความรับผิดในต้นเงินที่จำเลยทั้งสองเป็นหนี้โจทก์ตามบัญชีกระแสรายวันกับต้นเงินที่จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ตามบัญชีกระแสรายวันในวงเงินรวมกันเป็นจำนวน 1,000,000 บาทส่วนข้อความตามสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนองระบุว่า การกำหนดจำนวนต้นเงินดังกล่าวไม่เป็นการตัดสิทธิโจทก์ที่จะบังคับจำนองสำหรับหนี้ต้นเงินที่เกินวงเงินไปไม่ว่าเพราะเหตุใด ๆนั้น เป็นข้อตกลงที่ทำให้สัญญาจำนองไม่มีจำนวนเงินที่แน่นอนหรือไม่มีเงินจำนวนขั้นสูงสุดที่ได้เอาทรัพย์จำนองตราไว้เป็นประกันเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 708 และเป็นช่องทางให้หลีกเลี่ยงการเสียค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนจำนองจึงเป็นโมฆะ แต่จำเลยที่ 2 ยังต้องรับผิดในดอกเบี้ยของหนี้ต้นเงินตามวงเงินจำนองนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 715 ซึ่งโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นได้ตามสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนองโดยถือเอาวันที่หนี้ตามบัญชีกระแสรายวันของจำเลยทั้งสองกับหนี้ตามบัญชีกระแสรายวันของจำเลยที่ 1 รวมกันได้เต็มวงเงินจำนองดังกล่าวครั้งหลังสุดเป็นวันเริ่มต้นของการคิดดอกเบี้ยทบต้นถึงวันเลิกสัญญา หลังจากนั้นต้องรับผิดในดอกเบี้ยไม่ทบต้นต่อไปจนกว่าจะมีการชำระเสร็จสิ้น

 

 ฏีกานี้ก็เป็นการจำนองเหมือนกัน การเขียนต่อท้ายสัญญาจำนอง สัญญาต่อท้าย ก็เขียนว่าจำนวนต้นเงินไม่เป็นการตัดสิทธิโจทก์ ในหนี้ต้นเงิน ไว้ว่ากรณีใดๆ คือ ถ้าเกิน ก็ใช้บังคับได้  ก็ถือว่าข้อตกลงส่วนนี้ฝ่าฝืนมาตรา 708

            .2243/2517

โจทก์จำเลยเจตนาจะซื้อขายที่ดินเฉพาะส่วนจำนวนเนื้อที่35 ตารางวา ครึ่ง ต่อกัน แต่โจทก์ได้ทำนิติกรรมขายที่ดินให้จำเลยไป 88 ตารางวา ครึ่ง โดยเชื่อว่าเจ้าพนักงานที่ดินได้ปฏิบัติไปถูกต้องแล้ว ถือว่าเป็นการสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสารสำคัญแห่งนิติกรรมนิติกรรมจึงตกเป็นโมฆะ แต่เมื่อตามพฤติการณ์แห่งกรณีเห็นได้ชัดว่า โจทก์จำเลยมีเจตนาจะซื้อขายที่ดินจำนวนเนื้อที่ 35 ตารางวา ครึ่ง การซื้อขายที่ดินในส่วนนี้จึงสมบูรณ์ แยกออกหากจากที่ดินจำนวนเนื้อที่ 53 ตารางวาของโจทก์ ซึ่งเป็นส่วนที่ไม่สมบูรณ์ได้

ที่ดินแปลงหนึ่งมีเนื้อที่ประมาณ 80ตารางว่าจะแบกขาย 30 ตารางวา ปรากฏว่า เวลามทำสัญญาซื้อขายจดทะเบียนไปทั้งแปลง คู่กรณีก็อาจจะไปถึงที่ดินเชื่อเจ้าพนักงานที่ดินเชื่อไปตามนั้น ก็ถือว่าเจตนาโอน ไม่ครบ ก็เป็นโมฆะแยกส่วนออกจากกันได้ 

            .2600/2543

โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งเรียกให้จำเลยชำระเงินตามเช็คพิพาทและฟ้องเป็นคดีอาญาขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติ ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ ต่อมาโจทก์จำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในคดีแพ่ง โดยมีข้อความระบุว่าไม่ถือว่าได้ตกลงยอมความในคดีอาญา หากจำเลยได้ชำระหนี้ตามสัญญานี้ โจทก์ยังประสงค์ที่จะดำเนินคดีอาญากับจำเลยจนถึงที่สุด ดังนี้ ผลของสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งย่อมทำให้โจทก์มีสิทธิที่จะเรียกให้จำเลยชำระหนี้แก่ตนตามสัญญาประนีประนอมยอมความเท่านั้น หนี้ที่จำเลยออกเช็คพิพาทเพื่อใช้เงินจึงเป็นอันสิ้นผลผูกพัน และเมื่อหนี้สิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีอาญา คดีจึงเป็นอันเลิกกัน สิทธิของโจทก์ในการนำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปด้วย และสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปนี้ย่อมเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย ไม่ใช่เรื่องที่คู่สัญญาจะทำสัญญาหรือตกลงกันไม่ให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปได้ ข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความที่ระบุไม่ให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องเป็นอันระงับไป จึงมีวัตถุประสงค์ขัดต่อกฎหมายโดยชัดแจ้งและตกเป็นโมฆะ

 

 ฟ้องสองคดีคือทั้งคดีแพ่ง และคดีอาญา ก็ไปตกลงกัน ศาลก็วินิจฉัยว่าไอ้ข้อตกลงที่ระบุว่า  ในพรบเช็ค มีอยู่มาตรา หนึ่ง ถ้าหนี้ตามเช็คสิ้นผลผูกพันไป คดีอาญาจะเลิกกัน ในการตกลงคดีแพ่งคดีอาญา ก็ยังไม่ได้ถึงที่สุด ข้อตกลงที่ว่าให้ชำระเงินทำให้หนี้ตามเช็คสิ้นผลผูกพันไป กลายเป็นหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความทำให้คดีอาญาเลิกกัน ก็โยงไปวิอาญา ที่ว่าคดีอาญาเลิกกันสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับ

            เรื่องต่อไปเรื่องดอกเบี้ย ที่เคยอธิบายไปบ้างแล้ว คือถ้าดอกเบี้ยเกินอัตราแล้วเป็นโมฆะ แต่ถ้าครบปี แล้วก็ตาม 224 คือ ดอกเบี้ยผิดนัดก็เรียกได้

            .1913/2537

ปัญหาที่ว่าสัญญากู้ซึ่งมีดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดรวมเป็นเงินต้นด้วยเป็นโมฆะหรือไม่ เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยจึงยกขึ้นมาในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง การที่โจทก์นำดอกเบี้ยล่วงหน้าที่คิดจากจำเลยในอัตราเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด อันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 มาตรา 3 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 654 ไปรวมเป็นต้นเงินที่กู้ยืมตามสัญญากู้เฉพาะดอกเบี้ยที่เกินอัตราที่กฎหมายกำหนดจึงเป็นโมฆะ แต่หนี้เงินต้นและข้อตกลงให้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1.25 ต่อเดือน ยังคงสมบูรณ์ สัญญากู้ไม่ตกเป็นโมฆะทั้งฉบับ และในส่วนที่สมบูรณ์โจทก์ย่อมนำมาใช้เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมฟ้องร้องบังคับคดีได้

 

 ดอกเบี้ยเกินอัตราตามกฎหมาย มารวมกับต้นเงินกรณีตัวอย่างกรณีที่นิติกรรมเป็นโมฆะหรือส่วนที่ใช้บังคับไม่ได้ถ้าไม่อาจแยกออกจากนิติกรรมส่วนที่ไม่เป็นโมฆะแล้ว ก็เป็นโมฆะทั้งฉบับ ก็มีอยู่สองสามเรื่อง

            .805/2536

          จำเลยกู้เงินโจทก์โดยยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด ต่อมาเมื่อถึงกำหนด จำเลยไม่สามารถชำระหนี้ได้โจทก์จำเลยจึงตกลงทำสัญญาซื้อขายที่พิพาท โดยตีราคาที่พิพาทเท่ากับยอดรวมของต้นเงินและดอกเบี้ยที่ค้างชำระ ดังนี้สัญญาซื้อขายที่พิพาทจึงเกิดจากหนี้ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และแม้ราคาบางส่วนคือเงินต้นจะเป็นหนี้ที่ชอบด้วยกฎหมาย แต่โจทก์จำเลยมิได้มีเจตนาแบ่งแยกซื้อขายที่พิพาทบางส่วนในราคาเท่ากับต้นเงินที่ค้างชำระ สัญญาซื้อขายที่พิพาทระหว่างโจทก์จำเลยย่อมเป็นโมฆะทั้งฉบับ

 

            .1319/2512

          เยาว์อายุ 18 ปีมีภริยา แต่มิได้จดทะเบียนสมรสย่อมยังไม่บรรลุนิติภาวะ

ผู้เยาว์ลงนามทำสัญญาโดยมีผู้แทนโดยชอบธรรมลงลายพิมพ์นิ้วมือเป็นพยานในเอกสารสัญญานั้นถือได้ว่าผู้แทนโดยชอบธรรมให้ความยินยอมแล้ว

ทายาททุกคนทำสัญญาแบ่งปันมรดกซึ่งไม่มีพินัยกรรม เป็นการระงับข้อพิพาทแห่งกองมรดกที่จะมีขึ้น จึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1546(4)ผู้ใช้อำนาจปกครองจะทำสัญญาประนีประนอมยอมความเกี่ยวแก่ทรัพย์สินของผู้เยาว์มิได้ เว้นแต่ศาลจะอนุญาต ดังนั้น เมื่อยังมิได้รับอนุญาตจากศาล ผู้ใช้อำนาจปกครองในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมจึงไม่อาจให้ความยินยอมแก่ผู้เยาว์ในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความแบ่งปันมรดก

สัญญาประนีประนอมยอมความแบ่งปันมรดกซึ่งผู้เยาว์ทำและผู้แทนโดยชอบธรรมให้ความยินยอมโดยมิได้รับอนุญาตจากศาลย่อมตกเป็นโมฆะ แม้สัญญาประนีประนอมยอมความนั้นทำขึ้นระหว่างผู้เยาว์กับทายาทอื่นอีกหลายคน แต่จำนวนทายาทหรือจำนวนทรัพย์มรดกที่จะได้รับส่วนแบ่งเป็นสิ่งที่เกี่ยวพัน ไม่อาจแบ่งแยกออกจากกันได้ ย่อมตกเป็นโมฆะด้วยกันทั้งสิ้น

การแบ่งปันทรัพย์มรดกนั้น อาจทำได้โดยทายาทต่างครอบครองทรัพย์สินเป็นส่วนสัด เมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่เจ้ามรดกตาย ทายาทผู้ใดครอบครองมรดกส่วนไหนก็ย่อมมีสิทธิเฉพาะส่วนนั้น ส่วนอื่นที่ตนมิได้เกี่ยวข้อง ย่อมขาดอายุความมรดก

 

ผู้เยาว์ได้ทำสัญญาแบ่งปันมรดก โดยที่ ได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมแต่ว่าศาลไม่ได้อนุญาต ฏีกาก็บอกว่าสัญญาประนีประนอมยอมความนี้ตกเป็นโมฆะ ในคดีนี้ก็มีทายาทหลายคนมาลงชื่อ ทายาทคนหนึ่งก็บอกว่าของส่วนที่เป็นโมฆะก็แยกส่วนไป ศาลฏีกาก็บอกว่าแยกอย่างนี้ไม่อาจแยกได้เพราะหากแยกส่วนผู้เยาว์ออกไปสัดส่วนก็จะเสียหมดก็ถือว่าเป็นโมฆะไปทั้งสิ้น ใช้คำว่า ย่อมตกเป็นโมฆะ

            .4860/2548

          โจทก์และจำเลยทั้งสิบสองซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท 2 แปลง ได้ทำข้อตกลงเกี่ยวกับการแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาททั้งสองแปลง โดยให้โจทก์ได้ที่ดินแปลงละ 1 ไร่ และระบุตำแหน่งที่ดินส่วนของโจทก์ไว้ด้วย อันมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1574 (12) ในขณะที่จำเลยที่ 12 เป็นผู้เยาว์โดยไม่ปรากฏว่าได้รับอนุญาตจากศาล ข้อตกลงในเรื่องการแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินดังกล่าวจึงไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 12 เท่ากับว่า กรรมสิทธิ์รวมของจำเลยที่ 12 ยังคงครอบไปเหนือที่ดินพิพาททั้งหมดตามส่วนของตนจนกว่าจะมีการแบ่งแยก ซึ่งมีผลไม่เพียงแต่เฉพาะในเรื่องการกำหนดตำแหน่งของที่ดินเท่านั้น แต่ยังมีผลรวมตลอดไปถึงจำนวนเนื้อที่ดินด้วย เพราะหากแบ่งที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์แปลงละ 1 ไร่ ตามข้อตกลงแล้ว ที่ดินพิพาทในส่วนที่เหลือย่อมจะมีจำนวนลดน้อยลง และไม่อาจนำมาแบ่งให้แก่จำเลยทั้งสิบสองได้ในจำนวนเท่า ๆ กันโดยไม่กระทบถึงสิทธิในจำนวนเนื้อที่ดินที่จำเลยที่ 12 จะพึงได้รับ เมื่อข้อตกลงเรื่องแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 12 และมีผลกระทบถึงจำนวนเนื้อที่ดินตลอดจนตำแหน่งของที่ดินที่จะแบ่งแยกเช่นนี้แล้ว ย่อมเป็นสิ่งที่เกี่ยวพันไม่อาจแบ่งแยกออกได้จากนิติกรรม ซึ่งจำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 ได้ร่วมกระทำ ข้อตกลงเรื่องแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินจึงไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 ด้วย โจทก์ไม่อาจบังคับให้จำเลยทั้งสิบสองแบ่งที่ดินพิพาทให้แก่ตนตามข้อตกลงเรื่องแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินตามฟ้อง

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 7/2548)

 

 ประชุมใหญ่ คือฏีกานี้โจทก์จำเลย ก็ทำข้อตกลงแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ ก็ถือว่าเป็นเรื่องการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ

            ต่อไปมาตรา 174 เป็นกรณีที่ว่านิติกรรมที่ว่าเป็นโมฆะแต่ไปเข้าลักษณะอย่างอื่นซึ่งไม่เป็นโมฆะก็ถือว่าให้บังคับนิติกรรมที่ไม่เป็นโมฆะ คือหลักของมาตรา 174 อาจจะถือว่าเป็นหลักที่ต้องการให้การกระทำของบุคคลนี้ได้มีผลผูกพันกันมากที่สุด เราไม่ต้องการให้เจตนาที่คู่กรณีทำนั้นเสียเปล่าไป

            อย่างเช่น มาตรา 10 ของกฎหมายแพ่งที่บอกว่าความในเอกสารตีความได้สองนัย ให้นำเอาความนัยที่ตีความแล้วสามารถบังคับได้ ก็ให้ตีความในทางที่มีผลบังคับกันได้

            หลักเกณฑ์ตามมาตรา 174 มีสองข้อนะครับ ต้องเป็นโมฆะไปทั้งหมดไม่ใช่บางส่วน

3006/2538 พินัยกรรมต้องการทำเป็นแบบเอกสารลับ แต่ไม่ทำตรงตามมมาตรา 1660 ก็เลยตกเป็นพินัยกรรมที่โมฆะ แต่ก็ไปเข้าพินัยกรรมแบบธรรมดาก็ใช้ได้

            1077/2494

          พินัยกรรมฝ่ายเมืองนั้นแม้จะไม่ถูกต้องตามแบบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1658 ถ้าเป็นการถูกต้องอย่างพินัยกรรมแบบธรรมดาแล้ว ก็ต้องถือว่าพินัยกรรมนั้นสมบูรณ์ตามแบบธรรมดาได้

พินัยกรรมมีรอยขีดฆ่า แล้วมิได้เซ็นชื่อกำกับไว้ ถ้าปรากฏว่าข้อความที่ขีดฆ่านั้นเป็นข้อหยุมหยิมเล็กน้อย ไม่ใช่ข้อสำคัญมิได้ทำให้เสียถ้อยกะทงความตรงไหนแต่อย่างใด เพียงเท่านี้ หาทำให้พินัยกรรมทั้งฉบับนั้นเสียไปไม่ คงต้องถือว่าพินัยกรรมฉบับนั้นมีผลสมบูรณ์อยู่

ในกรณีที่คู่ความมิได้ต่อสู้ไว้ การที่ศาลจะยกข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นอ้างเองนั้นศาลย่อมกระทำในเมื่อเห็นสมควร มิใช่ว่าถ้าเห็นเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ฯลฯ แล้วศาลจะต้องยกขึ้นเองเสมอไป

 

            อีกฏีกาคือยกที่ดินมือเปล่าให้แก่กันเมื่อได้สละการครอบครองกันแล้วที่ดินก็โอนให้แก่กันได้แล้ว

378/2524

การเลิกจ้างย่อมเป็นมูลให้เรียกร้องค่าชดเชยและเรียกสินจ้างที่มิได้บอกกล่าวเลิกจ้างล่วงหน้า และโจทก์อาจฟ้องเรียกร้องรวมในคดีก่อนได้อยู่แล้ว แต่ไม่ฟ้อง กลับมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ เรียกสินจ้างที่มิได้บอกกล่าวเลิกจ้างล่วงหน้าอีก ดังนี้ ประเด็น ที่จะต้องวินิจฉัยในคดีทั้งสองก็เนื่องมาจากมูลฐานเดียวกัน เป็นฟ้องซ้ำ

 

 สัญญาที่ดินมือเปล่า ไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนแต่ได้เข้าครอบครองแล้ว ก็ถือว่า โจทก์ชนะ เหตุผลก็ถือว่า ถ้าคู่กรณีรู้ว่าการทำสัญญานั้นเป็นตามแบบ สัญญานั้นก็บังคับกันได้ เหตุผลตามกฎหมายก็น่าจะเป็นว่า ฏีกาโอนการครอบครองให้กันแล้ววันจดทะเบียนแต่ว่าผู้ขายยึดถือแทนผู้ซื้อแล้วก็ถือว่าผู้ซื้อมีสิทธิครอบครองแม้ว่าผู้ซื้อตายไปก็ไม่ตกทอดสู้ทายาท ก็เรียกคืนได้ตามหลักเรื่องการสิทธิครอบครอง

            ต่อไปคือเรื่องโมฆียกรรม คือเป็นสิ่งที่สมบูรณ์ทุกประการอยู่แล้ว แต่สามารถปฏิเสธกันได้อยู่แล้ว

            ผลของโมฆียกรรมคืออาจถูกบอกล้างได้ ให้สัตยาบรรณได้

            ฝ่ายที่กฎหมายถือว่าเสียเปรียบก็คือฝ่ายที่สามารถบอกล้างได้เมื่อไหร่ กลุ่มที่สองก็เหมือนกันคือ แสดงเจตนาโดยผิดปกติ อีกกลุ่มหนึ่งคือผู้ที่ถูกคุ้มครองประโยชน์ อันนี้ก็คู่ขนานเป็นสิทธิคนละส่วนกับผู้ทำนิติกรรม อีกอันที่บอกล้างได้คือผู้ทำไป สามารถบอกล้างได้

119/2519 ผู้ให้เช่า คดีนี้เข้าใจว่าผู้ให้เช่าฟ้องเรียกจากผู้ให้เช่าถูกกลฉ้อฉลเป็นโมฆียะ สัญญาเช่าใช้ไม่ได้ ผู้ทำสัญญาขอบอกล้างสัญญาเช่านั้น ก็ถามว่าผู้นั้นบอกล้างได้หรือไม่

            มาตรา 694 ประมวลแพ่งเขียนว่านอกจากข้อต่อสู้ที่มีต่อผู้ค้ำประกันแล้วยังสามารถยกข้อต่อสู้ของลูกหนี้ได้ด้วย

            สิทธิการบอกล้างของลูกหนี้เป็นสิทธิเฉพาะตัว เป็นสิทธิของลูกหนี้ที่จะใช้หรือไม่ก็ได้

            2398/2535

ค่าอ้างเอกสารตามตาราง 2 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเป็นค่าธรรมเนียมอย่างหนึ่ง ซึ่งกฎหมายกำหนดให้ชำระตั้งแต่เมื่อส่งเอกสารเป็นต้นไป มิใช่ว่าหากไม่ชำระค่าอ้างเอกสารทันทีแล้วจะรับฟังเอกสารนั้น ๆ ไม่ได้ ผู้อ้างเอกสารย่อมมีโอกาสเสียค่าอ้างเอกสารได้เสมอ ดังนั้น เมื่อโจทก์เสียค่าอ้างเอกสารหลังจากจำเลยได้ยื่นอุทธรณ์แล้ว ศาลอุทธรณ์รับฟังเอกสารดังกล่าวเป็นพยานได้ นิติกรรมที่จำเลยโอนที่พิพาทตีใช้หนี้เงินยืมให้โจทก์เกิดจากกลฉ้อฉลของโจทก์เป็นโมฆียะ แต่ ป. สามีจำเลยไม่ใช่ผู้ได้ทำการแสดงเจตนาโดย วิปริตหรือเป็นบุคคลที่กฎหมายให้บอกล้างโมฆียะกรรมได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 137 การที่ป. มอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือบอกล้างโมฆียะกรรมจึงไม่มีผลตามกฎหมาย ที่พิพาทเป็นสินส่วนตัวของจำเลยซึ่งได้รับการยกให้มาจากบิดาก่อนทำการสมรสกับ ป. จำเลยจึงมีอำนาจจัดการสินส่วนตัวได้โดย ไม่ต้องได้รับความยินยอมจากสามี นิติกรรมโอนที่พิพาทตีใช้หนี้ให้โจทก์ย่อมสมบูรณ์ แม้ไม่ได้รับความยินยอมจาก ป.

 

สามีจำเลย จะมาบอกล้างนิติกรรมที่เป็นโมฆียะไม่ได้ สิทธิของผู้ที่มีสิทธิบอกล้างคือบอกล้างโมฆียกรรมอย่างหนึ่งหรือการให้สัตยาบรรณอีกอย่างหนึ่ง ก็หมายความ 178 เขียนไว้อย่างนี้คือมีการแสดงเจตนาไว้อย่างเดียวก็พอ ในเรื่องนี้ก็หมายความว่าการแสดงเจตนาไม่มีแบบไม่ต้องทำตามแบบ  การแสดงเจตนาจะโดยตรงหรือปริยายก็ได้ การตั้งตัวแทน หรือมอบอำนาจให้ไปบอกล้างก็ไม่ต้องทำเป็นหนังสือด้วย

            658/2525

การบอกล้างโมฆียะกรรมนั้น คู่กรณีฝ่ายที่มีสิทธิบอกล้างจะต้องแสดงเจตนาต่อคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งโดยชัดแจ้งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 137,140 การที่ผู้ร้องฟ้องจำเลยที่ 3 เป็นคดีอาญาในความผิดฐานฉ้อโกงก็โดยประสงค์จะให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 3 ในทางอาญาจึงไม่เป็นการแสดงเจตนาบอกล้างโมฆียะกรรมตามความหมายของบทบัญญัติดังกล่าว

 

การฟ้องคดีอาญาความผิดฐานฉ้อโกงไม่เป็นการ เพิกถอนในทางแพ่ง

การฟ้องคดีแพ่งเป็นการบอกล้าง

6228/2539

ศาลมีอำนาจที่วินิจฉัยว่าลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจเป็นลายมือชื่อที่แท้จริงของโจทก์หรือไม่โดยไม่จำต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญตรวจพิสูจน์และไม่จำเป็นที่ผู้มอบอำนาจต้องลงลายมือชื่อในวันที่ลงในหนังสือมอบอำนาจอาจมีการลงลายมือชื่อไว้ก่อนได้และแม้ขณะลงลายมือชื่อดังกล่าวจะมิได้กรอกข้อความให้ครบถ้วนแต่เมื่อได้กรอกข้อความให้ครบถ้วนก่อนฟ้องคดีตรงตามความประสงค์ของผู้มอบอำนาจแล้วย่อมเป็นหนังสือมอบอำนาจที่ใช้ได้ โจทก์ทำสัญญาจะซื้อที่ดินและอาคารจากจำเลยเพื่อดำเนินกิจการโรงแรมแต่จำเลยไม่ได้บอกให้โจทก์ทราบถึงคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ให้จำเลยระงับการก่อสร้างและรื้อถอนส่วนที่ผิดแบบออกไปทำให้โจทก์สำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์อันเป็นสาระสำคัญเป็นเหตุให้สัญญาจะซื้อขายเป็นโมฆียะโจทก์ขึงมีสิทธิบอกล้างได้

 

 คือฏีกานี้เป็นเรื่องที่ว่า จำเลยทำให้สำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์

ในเรื่องนี้เมื่อโจทก์บอกล้างโดยทางจดหมาย ถ้าพิสูจน์ได้ว่าจดหมายไปถึงเมื่อใดก็ถือว่า การบอกล้างได้ไปถึงเมื่อนั้น

 5793/2531

ผู้เอาประกันชีวิตทราบก่อนทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลยว่าตนเป็นโรคพิษสุราเรื้อรังจนตับอักเสบแต่มิได้แจ้งให้จำเลยทราบซึ่งหากจำเลยทราบก็อาจเรียกเบี้ยประกันสูงขึ้นหรือไม่รับประกันชีวิตสัญญาประกันชีวิตจึงเป็นโมฆียะ จำเลยมีสิทธิบอกล้างได้โดยไม่ต้องคำนึงว่าผู้เอาประกันชีวิตตายหรือไม่ หรือตายด้วยเหตุใด ดังนั้นเมื่อผู้เอาประกันชีวิตถึงแก่ความตายแล้ว จำเลยจึงชอบที่จะบอกล้างสัญญาประกันชีวิตอันเป็นโมฆียะต่อโจทก์แล้ว ซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์ตามสัญญาได้

 

 เป็นเรื่องที่ว่าจะถือว่าเป็นผู้ที่ศาลถือว่าเท่าๆกับคู่กรณี ผู้เอาประกันชีวิตได้ปกปิด จากบริษัทผู้รับประกันภัยก็ได้ตายไปเสียก่อน บอกล้างจากผู้รับประโยชน์เสียได้

            ก็ไม่จำกัด แต่ก็เหมือนว่าเป็นเทียบเท่ากับคู่กรณีอีกฝ่าย การบอกล้างทำโดยปริยายได้

หนังสือถึงโจทก์ ทำถือเป็นการบอกล้างไปในตัวแล้ว

934/2538

สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีระหว่างโจทก์จำเลยระบุว่าหากตามประเพณีการค้าซึ่งธนาคารปฏิบัติกันโดยมีการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยไพรม์เรตก็ดีหรือหากมีกฎหมายหรือประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานหรืออัตราสูงสุดสำหรับเงินกู้ประเภทต่างๆก็ดีผู้กู้ยอมให้ผู้ให้กู้มีอำนาจที่จะปรับอัตราดอกเบี้ยตามสัญญานี้ได้ตามสมควรตามดุลพินิจของผู้ให้กู้โดยไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากผู้กู้ก่อนแต่หลังจากเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวแล้วผู้ให้กู้จะต้องแจ้งให้ผู้กู้ทราบโดยด่วนตามสัญญานี้แสดงว่าโจทก์มีสิทธิปรับดอกเบี้ยให้สูงขึ้นได้ตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยโดยไม่ต้องรับความยินยอมจากจำเลยซึ่งเป็นผู้กู้ก่อนแม้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีจะได้ตกลงเรื่องอัตราดอกเบี้ยเบิกเงินเกินบัญชีร้อยละ12.5ต่อปีโจทก์ก็มีสิทธิปรับอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นเกินร้อยละ12.5ได้ตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย ข้อที่ว่าจำเลยกู้ยืมเพื่อใช้ในการอุตสาหกรรมหรือไม่เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาในศาลชั้นต้นและมิใช่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

 

สมัยที่สามียังบอกล้างแทนภริยาได้ กฎหมายเก่าสุดๆ

การฟ้องคดีแพ่งแล้วต่อสู้โดยอ้างเหตุโมฆียะไว้ ถือเป็นการบอกล้างโมฆียะแล้ว

            8429/2538

          คดีนี้แม้โจทก์จำเลยจะมิได้โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาในส่วนที่ให้เพิกถอนสัญญาขายที่ดินและรายการจดทะเบียนที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์จำเลยก็ตาม แต่การที่โจทก์ยังคงอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นในประเด็นแห่งคดีเกี่ยวกับค่าเสียหายและดอกเบี้ยต่อมานั้น ไม่อาจทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่อง จึงถือไม่ได้ว่าคดีนี้ได้ถึงที่สุดแล้ว โจทก์จะยื่นคำขอให้ศาลชั้นต้นออกใบสำคัญแสดงว่าคำพิพากษานั้นได้ถึงที่สุดแล้วหาได้ไม่ การกระทำของจำเลยเป็นการหลอกลวงให้โจทก์หลงเชื่อยินยอมโอนที่ดินให้แก่จำเลย อันเป็นการทำกลฉ้อฉลต่อโจทก์ดังนั้นสัญญาขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นโมฆียะกรรม เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนถือได้ว่าโจทก์ได้บอกล้างโมฆียะกรรมดังกล่าวแล้ว สัญญาขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงตกเป็นโมฆะมาตั้งแต่เริ่มแรก อันมีผลทำให้คู่กรณีกลับคืนสู่ฐานะเดิม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 138 วรรคท้าย เดิมจำเลยจะต้องโอนที่ดินพิพาทกลับคืนให้แก่โจทก์และโจทก์มีหน้าที่ต้องคืนเงินค่าที่ดินซึ่งโจทก์ได้รับจากจำเลยไปแล้วทั้งหมดแก่จำเลยและในการคืนทรัพย์สินอันเกิดจากโมฆะกรรมซึ่งเป็นเงินจำนวนหนึ่งนั้น ไม่มีบทกฎหมายใดบัญญัติให้ต้องคืนพร้อมดอกเบี้ย และคดีนี้จำเลยมิได้ฟ้องแย้งหรือมีคำขอให้โจทก์ต้องรับผิดคืนค่าที่ดินพร้อมดอกเบี้ย ศาลย่อมไม่อาจพิพากษาให้โจทก์ชำระดอกเบี้ยในจำนวนเงินค่าที่ดินที่โจทก์จะต้องคืนแก่จำเลยด้วย ตามคำฟ้องของโจทก์เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมอันเกิดจากกลฉ้อฉลของจำเลย มิได้ฟ้องบังคับให้จำเลยชำระหนี้หรือใช้สิทธิเลิกสัญญาอันจะทำให้โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายได้อีกส่วนหนึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 213 วรรคท้าย และ มาตรา 391 วรรคท้าย เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่านิติกรรมดังกล่าวเป็นโมฆียะ และโจทก์ได้บอกล้างแล้ว ถือได้ว่าตกเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรก ซึ่งมีผลเสมือนหนึ่งว่ามิได้ทำนิติกรรมต่อกันมาแต่ต้น และทำให้ผู้เป็นคู่กรณีกลับคืนสู่ฐานะเดิมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 138 วรรคท้ายเดิม ทั้งบทบัญญัติดังกล่าวนี้กำหนดให้มีการได้รับค่าเสียหายชดใช้แทนก็แต่เฉพาะกรณีที่การจะให้กลับคืนสู่ฐานะเดิมดังกล่าวเป็น การพ้นวิสัยเท่านั้น ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยได้

 

            การฟ้องคดีแพ่งทำไมถึงเป็นการบอกล้างก่อน เพราะเห็นว่าการฟ้องคดีก็ต้องมีการส่งสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลย ก็ถือเป็นการบอกกล่าวไปให้จำเลยแล้ว

ทีนี้ กำหนดเวลาบอกล้างโมฆียกรรม ไม่ได้หมายความว่าบอกล้างเมื่อไหร่ก็ได้ คือมีกำหนดสั้นคือหนึ่งปี ยาวก็คือสิบปี

            จะเห็นว่าโมฆียกรรม ไม่อาจให้สัตยาบรรณได้ทันที จะต้องดูว่าการให้สัตยาบรรณนั้นทำภายหลัง แล้วหรือยัง

 

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages