สรุปคำบรรยาย วิแพ่ง 4( วิธีการชั่วคราว ) ภาค 2/61 ชั่วโมงที่ 3-4เอาไว้อ่านเล่นๆก่อนเรียนชั่วโมงที่ 5-6 ต่อไปครับ

15 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
Dec 28, 2008, 8:35:36 PM12/28/08
to LAWSIAM, lawsiam com

หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า  kankokub  ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์สมพงษ์ เหมวิมล ผู้บรรยาย   , ผู้ก่อตั้ง lawsiamgooglegroups และ คุณแบ่งปัน ที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า

ครั้งที่ 2( ชั่วโมงที่ 3 -4 )( 24/12 /51 )

วันนี้ต่อจากคราวก่อนหวังว่านักศึกษาจะกลับไปทบทวน คราวที่แล้วถึง 253 ที่เป็นสิทธิของจำเลยที่ขอให้ศาลให้โจทก์วางเงินหรือค่าฤชาธรรมเนียมเป็นการประกัน คราวที่แล้วจบที่คำพิพากษาปี 51 เป็นตัวอย่างที่ดีว่าต้องไต่สวนว่ามีข้อมูลที่ศาลสั่งให้วางเงินหรือหลักประกันได้ จำเลยนำสืบต่างๆนานา ในที่สุดศาลฎีกาก็ให้ว่ายังไม่เข้าหลักเกณฑ์

ฎ.178/2551

จำเลยตั้งโจทก์เป็นตัวแทนประสานงานเพื่อผลประโยชน์ของจำเลยในการได้รับจ้างงานในโครงการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ต่อมาจำเลยได้เข้าเป็นคู่สัญญากับกิจการร่วมค้าไอทีโอโดยเป็นผลจากการดำเนินการของโจทก์ตามสัญญาตั้งตัวแทน โจทก์มีสิทธิเรียกร้องอันเป็นมูลหนี้ตามสัญญาดังกล่าวที่จะฟ้องร้องจำเลยได้ คดีของโจทก์จึงมีมูลที่จะฟ้องร้อง ส่วนปัญหาว่า โจทก์ไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาตั้งตัวแทน หรือจำเลยได้รับการจ้างเหมาช่วงงานดังกล่าวโดยไม่ได้เป็นผลจากการปฏิบัติตามสัญญาของโจทก์หรือไม่ ยังเป็นที่โต้เถียงกันซึ่งต้องนำสืบพยานหลักฐานกันในชั้นพิจารณาต่อไป แม้จำเลยไม่ตั้งใจยักย้ายทรัพย์สินของตนไปให้พ้นจากอำนาจศาล ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 255 (1) (ก) แต่การที่จำเลยไม่มีภูมิลำเนาในประเทศไทย ไม่มีสำนักงานสาขาในประเทศไทยแม้เคยมีก็ปิดสำนักงานสาขาไปแล้วเพราะใบอนุญาตประกอบกิจการของคนต่างด้าวไม่ถูกต้อง และการที่จำเลยไม่มีทรัพย์สินใดในประเทศไทย ทั้งจำเลยไม่มีทรัพย์สินอยู่ในประเทศไทยพอที่โจทก์จะบังคับคดีได้ ย่อมเป็นเหตุจำเป็นอื่นที่เป็นการยุติธรรมและสมควรที่จะคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ในระหว่างพิจารณาตามมาตรา 255 (1) (ข) จึงนำวิธีคุ้มครองชั่วคราวตามที่โจทก์ขอมาใช้ในการสั่งให้อายัดเงินค่าจ้างที่กิจการร่วมค้าไอทีโอบุคคลภายนอกจะชำระให้แก่จำเลยได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 254 (1)

เราเข้าสู่ประเด็นที่ 4 ว่าในกรณีที่ศาลชั้นต้นสั่งคำร้องตามมาตรานี้แล้ว  แม้จะเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาก็สามารถอุทธรณ์ฎีกาได้ ตาม 228  

ทั้งนี้เพราะเข้าเรื่อง 228(๒) มีคำสั่งอันเกี่ยวด้วยคำขอเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของคู่ความในระหว่างการพิจารณา (253 253ทวิ 254 264 ) เป็นต้นหรือมีคำสั่งอันเกี่ยวด้วยคำขอเพื่อจะบังคับคดีตามคำพิพากษาต่อไป

จึงสามารถอุทธรณ์คำสั่งได้ทันที


                    มาตรา ๒๕๓ ถ้าโจทก์มิได้มีภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานอยู่ในราชอาณาจักรและไม่มีทรัพย์สินที่อาจถูกบังคับคดีได้อยู่ในราชอาณาจักร หรือถ้าเป็นที่เชื่อได้ว่าเมื่อโจทก์แพ้คดีแล้วจะหลีกเลี่ยงไม่ชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย จำเลยอาจยื่นคำร้องต่อศาลไม่ว่าเวลาใด ๆ ก่อนพิพากษาขอให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์วางเงินต่อศาลหรือหาประกันมาให้เพื่อการชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายดังกล่าวได้
ถ้าศาลไต่สวนแล้วเห็นว่า มีเหตุอันสมควรหรือมีเหตุเป็นที่เชื่อได้ แล้วแต่กรณีก็ให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์วางเงินต่อศาลหรือหาประกันมาให้ตามจำนวนและภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ตามที่เห็นสมควรก็ได้
สังเกตว่าใช้คำว่าคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ระหว่างพิจารณาดูเหมือนจะเป็นตาม 254อย่างเดียวแต่ศาลฎีกาได้วางหลักไว้แล้ว
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1106/2530
คำสั่งศาลให้โจทก์วางเงินประกันค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายตาม ป.วิ.พ. มาตรา 253 เป็นคำสั่งอันเกี่ยวด้วยคำขอเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของคู่ความในระหว่างการพิจารณาตามป.วิ.พ. มาตรา 228(2) ย่อมอุทธรณ์ฎีกาได้โดยไม่จำต้องโต้แย้งคำสั่งไว้ก่อน
คดีมีทุนทรัพย์ 18,739,895.67 บาท ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์วางเงินประกันค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย 30,000 บาท
ตามป.วิ.พ.มาตรา 253 ศาลฎีกาเห็นว่าเมื่อคำนึงถึงทุนทรัพย์ในคดีนี้แล้วเป็นจำนวนต่ำไป จึงให้โจทก์วางเงินประกันจำนวน 50,000บาท
นอกจากนี้ยังมีฎีกาและคำสั่งคำร้อง ว่า 228 รวม 254 ด้วยซึ่งจะศึกษาต่อไป
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 562/2490
การยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งคุ้มครองชั่วคราวนั้น ถ้าศาลอุทธรณ์ยังมิได้รับสำนวนลงสารบบก็เป็นเรื่องอยู่ในอำนาจและหน้าที่ของศาลชั้นต้น
การที่ศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยเรื่องใดอย่างน้อยจะต้องมีคำฟ้องคำแก้ซึ่งศาลชั้นต้นส่งขึ้นมา
ศาลที่มีอำนาจออกหมายบังคับคดีหรือทำคำวินิจฉัยเกี่ยวกับการบังคับคดีคือศาลที่พิจารณาคดีนั้นในชั้นต้น "ฯลฯ"
การที่กฎหมายบัญญัติ มาตรา 240 และ 302 ไว้ก็เพื่อจะมิให้มีการก้าวก่ายสับสนหน้าที่กัน
คดีนี้ศาลแพ่งสั่งยึดทรัพย์จำเลยไว้ก่อนคำพิพากษา เมื่อศาลแพ่งพิพากษายกฟ้องโจทก์แล้ว จึงสั่งถอนการยึดทรัพย์
โจทก์อุทธรณ์ และยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งให้ยึดทรัพย์จำเลยต่อไป ศาลแพ่งสั่งยกคำร้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์สั่งให้ยึดทรัพย์
จำเลยฎีกา ศาลฎีกาพิพากษาให้ยกคำร้องศาลอุทธรณ์
โจทก์จึงยื่นคำร้องตรงต่อศาลอุทธรณ์ ขอให้สั่งคุ้มครองชั่วคราวโดยยึดทรัพย์จำเลย และยื่นคำร้องขอให้ศาลอุทธรณ์สั่งในกรณีฉุกเฉิน
ศาลอุทธรณ์ฟังคำแถลงของโจทก์ประกอบคำร้องแล้ว สั่งให้ยึดทรัพย์จำเลยต่อไป
จำเลยฎีกา ศาลฎีกาตัดสินว่า คำขอให้ยึดทรัพย์ก่อนคำพิพากษาเช่นนี้เมื่อพิจารณาตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254แล้วจะเห็นว่าให้ยื่นต่อศาลชั้นต้นและศาลชั้นต้นมีอำนาจสั่งอนุญาตหรือยกตลอดเวลาที่ยังมิได้ส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์ส่วนข้อความที่ว่าไปจนถึงเวลาที่ศาลได้รับอุทธรณ์หรือฎีกานั้นคำว่าศาลในที่นี้ จะต้องแปลว่าศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาได้รับสำนวนมิได้หมายความว่าเมื่อศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์หรือฎีกา แล้วก็หมดอำนาจหน้าที่ของศาลชั้นต้นที่จะสั่งคำร้องนั้น เพราะมิฉะนั้นศาลชั้นต้นจะไม่มีโอกาสสั่งคำร้องตามมาตรานี้เลย เพราะก่อนที่จะสั่งอนุญาตให้ยึดทรัพย์ก่อนคำพิพากษา จะต้องมีคำฟ้องและศาลสั่งรับอุทธรณ์ที่เป็นมูลกรณีเสียก่อน ฉะนั้นการที่ศาลอุทธรณ์พิจารณาคำร้องโดยที่สำนวนยังมิได้สู่ศาลอุทธรณ์ และลงสารบบแล้วนั้นจึงเป็นการฝ่าฝืนกระบวนวิธีพิจารณา
อนึ่งตาม มาตรา 240 ก็บัญญัติว่า การที่ศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยคดี อย่างน้อยจะต้องมีคำร้องคำแก้ ฯลฯ ซึ่งศาลชั้นต้นส่งขึ้นมาและ มาตรา 301 ก็บัญญัติว่า ศาลที่มีอำนาจออกหมายบังคับคดีหรือทำคำชี้ขาดเกี่ยวกับการบังคับคดี คือศาลที่ได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นต้น การที่บัญญัติไว้เช่นนี้ก็เพื่อมิให้ก้าวก่ายสับสนหน้าที่กัน จึงพิพากษายกคำสั่งศาลอุทธรณ์
( ธรรมบัณฑิต - ลัดพลีธรรมประคัลภ์ - จำรูญเนติศาสตร์ )
นอกจากนี้ยังมีฎีกาและคำสั่งคำร้อง ว่า 228 รวม 254 ด้วยซึ่งจะศึกษาต่อไป
คำสั่งคำร้องที่ 512/2514
คำสั่งเกี่ยวด้วยคำขอเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของคู่ความในระหว่างพิจารณา คู่ความย่อมฎีกาได้
ต่อไปในประเด็นที่ หก เมื่อศาลมีคำสั่งถึงที่สุดให้วางเงินประกันค่าธรรมเนียมแล้วคำสั่งย่อมมีถึงคดีถึงที่สุด มาจากแนวคำพิพากษาศาลฎีกา ไม่ได้มาจากตัวบท แม้ในศาลต้นหรือศาลอุทธรณ์จำเลยจะเป็นฝ่ายแพ้คดีก็ตาม
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1487/2529
            ศาลฎีกาพิพากษาให้โจทก์วางเงินประกันค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 253
ย่อมมีผลอยู่จนคดีถึงที่สุด ดังนั้น แม้ต่อมาศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ก็ตาม แต่เมื่อคดียังไม่ถึงที่สุด โจทก์ก็ต้องวางเงินตามที่ศาลกำหนด
พอจะได้เป็นหลักว่าแม้โจทก์จะชนะคดีในศาลชั้นต้นก็ตามโจทก์ยังขอคืนไม่ได้ต้องรอให้คดีถึงที่สุดเสียก่อน มีฎีกาอีกเรื่องหนึ่งแม้คดีจะแพ้หรือชนะก็ไม่ต้องไปสนใจเพียงเข้าหลักเกณฑ์ตาม 253 ศาลก็มีอำนาจสั่งให้วางเงินหรือทรัพย์สินได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1715/2525
           โจทก์เป็นคนสัญชาติอังกฤษ มิได้มีภูมิลำเนาในประเทศไทยฟ้องว่าจำเลยทำละเมิด จำเลยจึงขอให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์วางเงินประกันค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายได้ โดยไม่จำเป็นจะต้องพิจารณาว่าฝ่ายใดจะเป็นฝ่ายแพ้หรือชนะคดี
เพราะศาลมีอำนาจที่จะพิพากษาให้คู่ความฝ่ายที่ชนะคดีเสียค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงได้ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161
            โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหาย 100,269,743 บาท ซึ่งหากโจทก์แพ้คดี และศาลชั้นต้นให้โจทก์ชดใช้ค่าทนายความเพียงกึ่งหนึ่งของอัตราที่กฎหมายกำหนดคือร้อยละ 2 ครึ่ง โดยไม่คำนึงถึงค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ก็จะเป็นเงินค่าทนายความถึง 2,500,000 บาทเศษที่ศาลชั้นต้นให้โจทก์วางเงินประกันค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย 750,000 บาท จึงมิใช่จำนวนที่สูงเกินสมควร

             ถ้าโจทก์ไม่วางเงินมาตรา253ก็บัญญัติไว้ถึงบทลงโทษโจทก์คือ ถ้าโจทก์มิได้ปฏิบัติตามคำสั่งศาลตามวรรคสอง ให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ เว้นแต่จำเลยจะขอให้ดำเนินการพิจารณาต่อไป หรือมีการอุทธรณ์คำสั่งศาลตามวรรคสอง
             และยังวางหลักอีกว่าไม่ว่าโจทก์จะมีเจตนาหลีกเลี่ยงหรือไม่

อาจจะมีการสงสัยว่าจำหน่ายคดีก็เป็นเรื่องดีแล้วนี่ แต่การจำหน่ายคดีนั้นสามารถฟ้องใหม่ได้ในอายุความถ้าหากจำเลยคิดว่าโดยหลักฐานที่ปรากฎจะชนะคดีก็อาจไม่ได้ให้จำหน่ายคดีก็ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 271/2543
ศาลมีคำสั่งอันถึงที่สุดให้โจทก์วางเงินประกันค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 253 โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายเวลาวางเงิน และตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ไม่ได้บัญญัติไว้ว่าก่อนที่ศาลจะสั่งคำร้องจะต้องไต่สวนคำร้องดังกล่าวเสียก่อน ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจใช้ดุลพินิจว่าจะทำการไต่สวนคำร้องดังกล่าวหรือไม่ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 21(4) เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าข้ออ้างตามคำร้องของโจทก์ยังถือไม่ได้ว่ามีพฤติการณ์พิเศษ ต้องถือว่าโจทก์ไม่ได้ปฏิบัติตามคำสั่งศาลที่ให้วางเงินประกันค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย ชอบที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความตามมาตรา 253 วรรคสามได้ โดยศาลชั้นต้นไม่จำต้องวินิจฉัยว่าโจทก์มีเจตนาจะหลีกเลี่ยงไม่วางเงินประกันค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายตามคำสั่งศาลอีกหรือไม่
ทนายโจทก์อ้างในคำร้องขอขยายเวลาวางเงินว่า ตัวโจทก์อยู่ต่างประเทศ ทนายโจทก์ได้พยายามติดต่อตัวโจทก์ให้นำหลักประกันมาวางตามคำสั่งศาลหลายครั้ง ครั้งสุดท้ายตัวโจทก์แจ้งว่าโจทก์ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป แต่โจทก์ยังไม่สามารถหาเงินมาวางศาลได้ ขอเวลารวบรวมและหาเงินประมาณ 2 เดือน เนื่องจากเกิดปัญหาด้านเศรษฐกิจทำให้ไม่อาจจัดหาเงินได้ ข้อเท็จจริงดังที่อ้างมานี้ยังถือไม่ได้ว่าเป็นพฤติการณ์พิเศษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23
ศาลฎีกามีคำสั่งอันถึงที่สุดให้โจทก์วางเงินประกันค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายและศาลชั้นต้นให้เวลามากพอที่โจทก์จะหาเงินมาวางประกัน ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายแล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองไม่อนุญาตให้ขยายเวลาวางเงินดังกล่าวออกไปอีก จึงชอบแล้ว

                 มาตรา ๒๕๓ ทวิ ในกรณีที่โจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาคัดค้านคำพิพากษาถ้ามีเหตุใดเหตุหนึ่งตามมาตรา ๒๕๓ วรรคหนึ่ง จำเลยอาจยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาแล้วแต่กรณีไม่ว่าเวลาใด ๆ ก่อนพิพากษา ขอให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์วางเงินต่อศาลหรือหาประกันมาให้เพื่อการชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายดังกล่าวได้
                ในระหว่างที่ศาลชั้นต้นยังมิได้ส่งสำนวนความไปยังศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาคำร้องตามวรรคหนึ่งให้ยื่นต่อศาลชั้นต้น และให้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวน แล้วส่งคำร้องนั้นพร้อมด้วยสำนวนความไปให้ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาสั่ง
                  ให้นำความในมาตรา ๒๕๓ วรรคสองและวรรคสาม มาใช้บังคับแก่การพิจารณาในชั้นอุทธรณ์และฎีกาโดยอนุโลม
                    สังเกตว่า ในกรณีที่โจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาคัดค้านคำพิพากษา โจทก์ในที่นี้หมายถึงโจทก์เดิมในศาลชั้นต้นเท่านั้นไม่ใช่ผู้อุทธรณ์หรือผู้ฎีกา
คำสั่งคำร้องที่ 573/2513 ค้นไม่พบ
วางหลักเช่นอธิบายด้านบนเรื่องโจทก์
                     คำร้องนั้นต้องยื่นตาม 21(3) ลักษณะทำนองเดียวกับ253 หากดู253วรรค2จะเห็นได้ว่าศาลที่ใต่สวน 253 ทวิ มีได้2กรณี

1 ยังไม่ได้ส่งสำนวน ให้ยื่นศาลต้น

2 ส่งสำนวนแล้วให้ยื่นต่อศาลสูง

ต่อไปคือสิทธิของโจทก์ ตามมาตรา 254 255 266

               ตัวบทยาวต้องจำหลักเกณฑ์สำคัญได้ก็ถือว่าเป็นคนที่มีความสามารถ และเป็นมาตราสำคัญควรดูประกอบกันระหว่าง 254 , 255


                มาตรา ๒๕๔ ในคดีอื่น ๆ นอกจากคดีมโนสาเร่ โจทก์ชอบที่จะยื่นต่อศาลพร้อมกับคำฟ้องหรือในเวลาใด ๆ ก่อนพิพากษา ซึ่งคำขอฝ่ายเดียว ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งภายในบังคับแห่งเงื่อนไขซึ่งจะกล่าวต่อไป เพื่อจัดให้มีวิธีคุ้มครองใด ๆ ดังต่อไปนี้
              (๑) ให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจำเลยทั้งหมดหรือบางส่วนไว้ก่อนพิพากษา รวมทั้งจำนวนเงินหรือทรัพย์สินของบุคคลภายนอกซึ่งถึงกำหนดชำระแก่จำเลย
             (๒) ให้ศาลมีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้จำเลยกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไป ซึ่งการละเมิดหรือการผิดสัญญาหรือการกระทำที่ถูกฟ้องร้อง หรือมีคำสั่งอื่นใดในอันที่จะบรรเทาความเดือดร้อนเสียหายที่โจทก์อาจได้รับต่อไปเนื่องจากการกระทำของจำเลยหรือมีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้จำเลยโอน ขาย ยักย้ายหรือจำหน่ายซึ่งทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจำเลย หรือมีคำสั่งให้หยุดหรือป้องกันการเปลืองไปเปล่าหรือการบุบสลายซึ่งทรัพย์สินดังกล่าว ทั้งนี้ จนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น
             (๓) ให้ศาลมีคำสั่งให้นายทะเบียน พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือบุคคลอื่นผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ระงับการจดทะเบียน การแก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน หรือการเพิกถอนการจดทะเบียนที่เกี่ยวกับทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจำเลยหรือที่เกี่ยวกับการกระทำที่ถูกฟ้องร้องไว้ชั่วคราวจนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ทั้งนี้ เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
              (๔) ให้จับกุมและกักขังจำเลยไว้ชั่วคราว
              ในระหว่างระยะเวลานับแต่ศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ได้อ่านคำพิพากษา หรือคำสั่งชี้ขาดคดีหรือชี้ขาดอุทธรณ์ไปจนถึงเวลาที่ศาลชั้นต้นได้ส่งสำนวนความที่อุทธรณ์หรือฎีกาไปยังศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา แล้วแต่กรณี คำขอตามมาตรานี้ให้ยื่นต่อศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นมีอำนาจที่จะสั่งอนุญาตหรือยกคำขอเช่นว่านี้

มาตรา254 ควรจะดูพร้อมกับ 255 ซึ่งพูดถึงเรื่องมาตราฐานหรือภาระซึ่งจะต้องให้ฝ่ายโจทก์เป็นผู้พิสูจน์เพื่อให้ศาลสั่งตาม 254
  
            มาตรา 255 ในการพิจารณาอนุญาตตามคำขอที่ยื่นไว้ตามมาตรา ๒๕๔ ต้องให้เป็นที่พอใจของศาลว่า คำฟ้องมีมูลและมีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองตามที่ขอนั้นมาใช้ได้ตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้

(๑) ในกรณีที่ยื่นคำขอให้ศาลมีคำสั่งตามมาตรา ๒๕๔ (๑) ต้องให้เป็นที่พอใจของศาลว่า

(ก) จำเลยตั้งใจจะยักย้ายทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของตนทั้งหมดหรือแต่บางส่วนไปให้พ้นจากอำนาจศาล หรือจะโอน ขายหรือจำหน่ายทรัพย์สินดังกล่าวเพื่อประวิงหรือขัดขวางต่อการบังคับตามคำบังคับใด ๆ ซึ่งอาจจะออกบังคับเอาแก่จำเลยหรือเพื่อจะทำให้โจทก์เสียเปรียบ หรือ

(ข) มีเหตุจำเป็นอื่นใดตามที่ศาลจะพิเคราะห์เห็นเป็นการยุติธรรมและสมควร

(๒) ในกรณีที่ยื่นคำขอให้ศาลมีคำสั่งตามมาตรา ๒๕๔ (๒) ต้องให้เป็นที่พอใจของศาลว่า

(ก) จำเลยตั้งใจจะกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไปซึ่งการละเมิด การผิดสัญญา หรือการกระทำที่ถูกฟ้องร้อง

(ข) โจทก์จะได้รับความเดือดร้อนเสียหายต่อไปเนื่องจากการกระทำของจำเลย

(ค) ทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจำเลยนั้นมีพฤติการณ์ว่าจะมีการกระทำให้เปลืองไปเปล่าหรือบุบสลายหรือโอนไปยังผู้อื่น หรือ

(ง) มีเหตุตาม (๑) (ก) หรือ (ข)

(๓) ในกรณีที่ยื่นคำขอให้ศาลมีคำสั่งตามมาตรา ๒๕๔ (๓) ต้องให้เป็นที่พอใจของศาลว่า

(ก) เป็นที่เกรงว่าจำเลยจะดำเนินการให้มีการจดทะเบียน แก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน หรือเพิกถอนการจดทะเบียนเกี่ยวกับทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจำเลยหรือที่เกี่ยวกับการกระทำที่ถูกฟ้องร้อง ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์หรือ

(ข) มีเหตุตาม (๑) (ข)

(๔) ในกรณีที่ยื่นคำขอให้ศาลมีคำสั่งตามมาตรา ๒๕๔ (๔) ต้องให้เป็นที่พอใจของศาลว่า เพื่อที่จะประวิงหรือขัดขวางต่อการพิจารณาคดีหรือการบังคับตามคำบังคับใด ๆซึ่งอาจจะออกบังคับเอาแก่จำเลย หรือเพื่อจะทำให้โจทก์เสียเปรียบ

(ก) จำเลยซ่อนตัวเพื่อจะไม่รับหมายเรียกหรือคำสั่งของศาล

(ข) จำเลยได้ยักย้ายไปให้พ้นอำนาจศาลหรือซุกซ่อนเอกสารใด ๆ ซึ่งพอจะเห็นได้ว่าจะใช้เป็นพยานหลักฐานยันจำเลยในคดีที่อยู่ในระหว่างพิจารณาหรือทรัพย์สินที่พิพาทหรือทรัพย์สินของจำเลยทั้งหมดหรือแต่บางส่วน หรือเป็นที่เกรงว่าจำเลยจะจำหน่ายหรือทำลายเอกสารหรือทรัพย์สินเช่นว่านั้น หรือ

(ค) ปรากฏตามกิริยาหรือตามวิธีที่จำเลยประกอบการงานหรือการค้าของตนว่าจำเลยจะหลีกหนีหรือพอเห็นได้ว่าจะหลีกหนีไปให้พ้นอำนาจศาล

หลักเกณฑ์ ตาม 254 และ 255 สรุปได้ดังนี้

การที่นำวิธีการชั่วคราวมาใช้อย่างแพร่หลายนี้เพราะการพิจารณาปัจจุบันนี้เป็นการพิจารณาอย่างต่อเนื่อง จะมีช่วงเวลาระหว่างการยื่นฟ้องจนถึงวันนัดพิจารณานั้นเป็นช่วงที่มีการนำเรื่องไกล่เกลี่ย หรือ วิธีการชั่วคราวมาใช้อย่างแพร่หลาย ( ส่วนมากเป็นเรื่องละเมิดที่ห้ามกระทำการ )

ประเด็นแรก  ผู้ที่มีสิทธิยื่นคือใคร คำตอบ โจทก์ 

โจทก์คือใคร คำตอบ ความหมายธรรมดาคือ ผู้ฟ้องคดีหรือ ผู้ฟ้องแย้ง และเช่นเดียวกัน ไม่รวมถึง จำเลยผู้ฟ้องอุทธรณ์ หรือ ฎีกา  เนื่องจากตามอุทธรณ์ของจำเลยไม่ได้ขอบังคับโจทก์แต่อย่างใดเพราะคำขอของจำเลย ( โจทก์อุทธรณ์ หรือฎีกา ) ขอเพียงให้กลับหรือยกฟ้องโจทก์เท่านั้นจึงไม่มีอะไรให้คุ้มครองให้

คำสั่งคำร้องที่ 583/2513 ค้นไม่พบ ผู้ที่จะยื่นคำสั่งคำร้องตาม(2)นี้ การห้ามต่างๆต้องเป็นโจทก์เดิมเท่านั้น จะเป็นจำเลยไม่ได้

 

( ชั่วโมงที่ 4 )


               และต้องเป็นโจทก์ในคดีเท่านั้นบุคคลอื่นไม่มีอำนาจร้องขอ และตอนท้ายฎีกานี้ยังเป็นการย้ำอีกว่าจะบังคับได้เฉพาะคู่ความในคดีนั้น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 322/2502
             ผู้ร้องเป็นแต่เพียงผู้ที่อ้างตนว่าเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยโดยผู้ร้องเป็นโจทก์ฟ้องเรียกเงินกู้จากจำเลยในคดีหนึ่ง ไม่มีสิทธิอย่างใดที่จะมาร้องขอให้งดการขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในอีกคดีหนึ่งได้นำยึดไว้เพื่อบังคับคดีของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้และผู้ร้องจะไปร้องในคดีที่ผู้ร้องเป็นโจทก์ขอยึดหรืออายัดทรัพย์ดังกล่าวนี้ก่อนคำพิพากษาตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 ก็ไม่ได้ เพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290
               คู่ความที่เกี่ยวข้องกับคดีเท่านั้นที่จะร้องขอขยายระยะเวลาตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ได้เมื่อผู้ร้องเป็นบุคคลนอกคดี ก็ไม่อาจจะขอให้ศาลสั่งขยายระยะเวลาการขายทอดตลาดเพื่อให้โอกาสผู้ร้องเข้าขอเฉลี่ยทรัพย์ที่ขายนั้นได้
การขอให้ศาลมีคำสั่งเพื่อคุ้มครองประโยชน์ตามวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค 4 ลักษณะ1หมวด 1 นั้น จะกระทำได้แต่เฉพาะผู้ที่เป็นคู่ความในคดีนั้น
             
คดีมโนสาเร่ ก็คือคดีเล็กๆน้อยการพิจารณาก็รวบรัดโดยสภาพของคดีก็ไม่ต้องให้มาขอคุ้มครองชั่วคราวอีก

คดีที่จะขอตาม 254 โดยสภาพแห่งคำร้องต้องขอคุ้มครองชั่วคราวได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 173/2523
                 ผู้ร้องขอให้ศาลสั่งว่า ผู้เยาว์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของ ม.มิได้มีคำขอเกี่ยวกับทรัพย์สิน จึงไม่มีเหตุที่จะคุ้มครองประโยชน์ของผู้ร้องในระหว่างพิจารณา หรือเพื่อบังคับตามคำพิพากษา ทั้งเมื่อศาลตัดสินให้ผู้ร้องชนะ ผู้คัดค้านก็ไม่มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาแต่อย่างใดไม่จำเป็นจะสั่งอายัดเงินบำเหน็จตกทอดและบำนาญพิเศษของ ม.
ต้องไม่เป็นคำขอที่ไม่เกินกว่าคำขอท้ายฟ้องหรือไม่เป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 952/2539
              ประเด็นตามคำร้องของผู้คัดค้านมีเพียงว่า ผู้ร้องสมควรถูกถอนจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายหรือไม่เท่านั้น ดังนั้น การที่ผู้คัดค้านฎีกาขอให้ใช้วิธีการชั่วคราวโดยให้ผู้ร้องหยุดกระทำการขัดขวาง ขับไล่ ห้ามผู้คัดค้านกรีดยางพาราในที่พิพาท และห้ามผู้ร้องกรีดยางพาราในที่พิพาทโดยวิธีใช้ยาเร่งน้ำยางจึงเป็นการไม่ชอบ เพราะเป็นการขอใช้วิธีการชั่วคราวนอกประเด็นตามคำร้อง
เรื่องยางพาราอีกเรื่องหนึ่ง  หลักเดียวกับฎีกาด้านบน หลักเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 900/2533
                   โจทก์ฟ้องขอให้ใส่ชื่อ โจทก์เป็นเจ้าของสวนยางพิพาทร่วมกับกองมรดกของ จ. เท่านั้น มิได้ฟ้องขอเรียกค่าเสียหายมาด้วย การที่โจทก์ยื่นคำขอคุ้มครองประโยชน์ ในระหว่างพิจารณาโดย ขอให้ตั้ง ผู้จัดการสวนยางพิพาทให้เข้ากรีดยางแล้วนำรายได้ 7 ใน 8 ส่วนมาวางศาล หรือมีคำสั่งให้โจทก์จำเลยประมูลรายได้จากการทำสวนยาง หากฝ่ายใดชนะให้ฝ่ายนั้นเข้าทำประโยชน์ในสวนยางแปลงพิพาทแล้วนำเงินรายได้ที่ประมูลมาวางศาล เป็นการยื่นคำขอคุ้มครองประโยชน์เกินกว่าคำขอในคำฟ้อง เป็นเรื่อง นอกฟ้องนอกประเด็น แม้โจทก์จะเป็นฝ่ายชนะคดีก็ไม่อาจขอให้ ศาลบังคับตาม คำขอได้
          
นอกจากนี้ต้องดูว่าเป็นการกระทำที่จำเลยถูกฟ้องหรือไม่ ฎีกาเรื่องนี้หากมองผิวเผินแล้วคือการขอให้แสดงสิทธินั่นเอง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1678/2525
                 ฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาจะซื้อขายที่พิพาทระหว่างจำเลยทั้งสอง และเพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับที่พิพาทที่จำเลย ทั้งสองทำไว้ต่อศาล ให้โอนที่พิพาทให้โจทก์ตามสัญญาจะซื้อขาย ที่จำเลยที่ 1 ทำไว้กับโจทก์ เมื่อคำฟ้องของโจทก์ไม่เกี่ยวกับเหมืองแร่ ในที่พิพาทหรือสิทธิในประทานบัตรของจำเลยที่ 2 โจทก์จะร้องขอให้ ศาลมีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้จำเลยทั้งสองและบริวารขุดแร่ในที่พิพาท หาได้ไม่ เพราะเป็นเรื่องที่ไม่ตรงกับการกระทำที่จำเลยถูกฟ้อง เป็นเรื่องนอกคำขอท้ายฟ้อง จำเลยย่อมขอให้ยกเลิกคำสั่งห้ามชั่วคราวของศาลได้
เรื่องนี้จำเลยยื่นได้เพราะจำเลยเป็นโจทก์ในส่วนฟ้องแย้งนั่นเอง แต่ไม่อาจสั่งให้ตามคำขอได้เพราะไม่เกี่ยวกัยเรื่องมี่ฟ้องแย้ง และยังไม่เข้าเรื่องใดๆเลยในมาตรา254 เลย

โดยเรื่อง254 (2) เป็นเรื่องที่ต้องท่องให้ได้เพราะน่าที่จะออกเป็นข้อสอบมากควรเน้น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3092/2524
                 โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากตึกแถวของโจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งให้โจทก์โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและตึกแถวพิพาทให้จำเลยและรับเงินค่าที่ดินและตึกแถวพิพาทจากจำเลยระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยยื่นคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวอ้างว่าหลังจากโจทก์ฟ้องแล้วโจทก์ได้กระทำละเมิดสิทธิและประโยชน์ของจำเลย โดยตัดท่อน้ำบาดาลไม่ให้มีการจ่ายน้ำบริโภคมายังตึกแถวพิพาทที่จำเลยอยู่อาศัยจำเลยในฐานะผู้เช่าไม่สามารถร้องขอให้การประปานครหลวงเดินท่อส่งน้ำให้ได้ เพราะโจทก์ไม่ยอมให้วางท่อผ่านที่ดินของโจทก์ ขอให้ศาลสั่งให้โจทก์ต่อท่อและจ่ายน้ำบริโภคให้ตึกแถวพิพาทโดยใช้น้ำบาดาลของโจทก์เช่นเดิม หรือให้โจทก์ดำเนินการยื่นคำร้องต่อการประปานครหลวงเพื่อติดตั้งประปาให้จำเลย คำร้องของจำเลยดังกล่าวหาได้ร้องขอให้ศาลสั่งการอย่างใดอย่างหนึ่งดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 ไม่ฉะนั้น จึงยกเอามาตรา 254 มาปรับสั่งให้เป็นประโยชน์แก่คดีของจำเลยตามที่จำเลยร้องขอไม่ได้
        
โดยเรื่องนี้เป็นคำพิพากษาที่น่าสนใจเปรียบเทียบกับฎีกาด้านบนเพราะฎีกานี้สามารถขอได้เนื่องจากเนื้อหาต่างกันจึงตัดสินต่างกัน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5294/2540
                โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันปักเสาคอนกรีต 4 ต้น ลงในทางภารจำยอมและทำคานข้างบนห้ามรถของโจทก์เข้าออก ทั้งยังปิดป้ายห้ามนำรถบรรทุกเข้าออกห้ามไม่ให้ปักเสาไฟฟ้า วางท่อประปา วางท่อระบายน้ำ ฯลฯ และโจทก์ได้แก้ไขเพิ่มเติมคำขอท้ายฟ้องให้ชัดเจน ห้ามจำเลยขัดขวางการใช้ทางภารจำยอมของโจทก์ ไม่ว่าการใช้รถยนต์เข้าออกหรือปักเสาไฟฟ้า ทำท่อระบายน้ำ วางท่อประปาและสาธารณูปโภคอื่น ๆ ในทางภารจำยอม การที่โจทก์ฟ้องและขอคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวระหว่างการพิจารณาโดยขอให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์ทำการปักเสาไฟฟ้าวางท่อประปาและท่อระบายน้ำ ลงบนทางภารจำยอม จึงเป็นเรื่องเดียวกันและมีเหตุสมควรตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254(2) และมาตรา 255(1)และ (2)
ต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับที่โจทก์ฟ้อง

ถ้าเป็นการขอโดยลักษณะหากศาลสั่งตามคำขอจะมีผลเหมือนเป็นการชนะคดี นั้นไปแล้ว ไม่สามารถสั่งได้ตามคำที่ขอ  เนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ย้ายไปยังที่อีกแห่งหนึ่งแต่ยังเป็นที่ดินของโจทก์เรื่องนี้ยังไม่ถือว่ามีผลให้แพ้ชนะไป
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1479/2520
                  โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยใช้ค่าเสียหายฐานละเมิดและให้รื้อถอนเสาและสายไฟฟ้าแรงสูงที่ติดตั้งและเดินสายผ่านที่ดินของโจทก์ โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา อ้างว่าเสาไฟฟ้าดังกล่าวกีดขวางอยู่ ทำให้ก่อสร้างโรงภาพยนตร์และอาคารพาณิชย์ในที่ดินนั้นไม่ได้ โจทก์เสียหายขาดรายได้ ขอให้สั่งจำเลยย้ายเสาและสายไฟจากที่เดิมเพื่อติดตั้งใหม่ในที่ของโจทก์ส่วนที่ไม่กีดขวางการก่อสร้าง คำขอดังกล่าวเท่ากับเป็นการขอห้ามชั่วคราวมิให้จำเลยกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไปซึ่งการละเมิดตามที่ฟ้อง ศาลควรจะต้องทำการไต่สวนและฟังข้อเท็จจริงว่ามีเหตุสมควรและเพียงพอที่จะสั่งห้ามชั่วคราวดังกล่าวหรือไม่ ไม่ชอบที่จะสั่งยกคำร้องขอโดยไม่ทำการไต่สวน
       
เรื่องนี้แม้สั่งแล้วก็ไม่ถือว่าเป็นการที่โจทก์ชนะคดีไปเลยเพราะเป็นการขอให้งดหักหลังฟ้องสิ่งที่หักก่อนฟ้องก็ยังต้องพิพาทกันต่อไป
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 558/2528
                 การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ห้ามจำเลยหักเงินเดือนของโจทก์ไว้ก่อนมีคำพิพากษา เป็นการขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้จำเลยกระทำต่อไปซึ่งการกระทำที่ถูกฟ้องร้อง อันโจทก์อาจยื่นคำร้องขอได้ตามกฎหมาย เมื่อคำฟ้องของโจทก์มีเหตุสมควรและเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 (2) มาใช้ได้ และตามคำฟ้อง คำให้การ คำร้องและคำคัดค้านของโจทก์จำเลยรับกัน ข้อเท็จจริงได้ความครบถ้วนตามมาตรา 255 (1) (2) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งแล้ว ศาลฎีกาสั่งห้ามจำเลยหักเงินเดือนโจทก์เพื่อชดใช้ค่าเสียหายเป็นการชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษาได้ โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานกลางทำการไต่สวนพยานหลักฐานของคู่ความต่อไป

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1509/2504 ค้นไม่พบ
เรื่องการส่งบุตรคืนก่อนนั้นทำได้ เพราะไม่ใช่บทบัญญัติที่เกี่ยวกับทรัพย์เท่านั้น แต่นักศึกษาลองพิจารณาว่าขณะนี้บุตรอยู่ที่จำเลยเพราะจำเลยมาหลอกลวงไปแต่ถ้าให้บุตรมาอยู่กับโจทก์ก็คล้ายว่าโจทก์จะชนะคดีแต่ไม่ใช่อย่างนั้นเรื่องนี้เป็นสิทธิในตัวบุคคล  ไม่เหมือนกับทรัพย์สิน เพราะทรัพย์สินนั้นสามารถทำให้เสื่อมเสียหายได้ง่าย ทำให้เสียเปรียบได้ แต่ในเรื่องสิทธิของบุคคลนั้น ไม่ทำให้จำเลยเสียหายแต่อย่างใด

ตัวอย่างที่ขอคุ้มครองชั่วคราวที่ไม่ถือว่านอกฟ้องนอกประเด็น  เรื่องนี้อ่านตอนต้นอาจดูเหมือนว่าให้ลงนามหนังสือมอบอำนาจเท่านั้นแต่แท้จริงแล้วเป็นการจัดการเกี่ยวกับตัวทรัพย์ และได้เรียกค่าเสียหายไว้ด้วย ดังนั้นการขอให้อายัดไว้แล้ว เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับฟ้อง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1461/2530
                โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยลงนามในหนังสือมอบอำนาจให้โจทก์เข้าไปจัดการทรัพย์พิพาท ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่จำเลยทำไว้กับโจทก์และเรียกค่าเสียหาย เป็นคำฟ้องเกี่ยวกับตัวทรัพย์ หากจำเลยโอนทรัพย์พิพาทให้ผู้อื่นก่อนศาลพิพากษา โจทก์ย่อมไม่สามารถเข้าจัดการให้เป็นไปตามความประสงค์ที่ระบุไว้ในสัญญา และอาจไม่ได้รับชำระค่าเสียหาย โจทก์จึงขออายัดทรัพย์พิพาทไว้ชั่วคราวก่อนพิพากษาได้ เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการกระทำที่จำเลยถูกฟ้องร้อง

                      นักศึกษาไปทบทวนตัวบทมาตรา 254 และ 255 ให้แม่นยำ เพราะตัวบทในวิธีสบัญญัติเป็นสิ่งสำคัญข้อสอบอาจจะตัดตัวบทมาออกก็สามารถทำได้

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages