ชั่วโมงที่9 . w.7. (21/07/09)
มาต่อเกี่ยวกับเรื่องสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน มันเป็นมาตรการเยียวยา หากว่า บุคคลมีสิทธิที่จะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนได้ในกรณีใดบ้าง มันไม่เหมือนกับการที่ชำระบังคับชำระหนี้เฉพาะเจาะจงซึ่งทางนี้ดูแล้วเป็นหลัก บางประเทศไม่ต้องการให้ชำระหนี้เฉพาะเจาะจง ไม่ชำระหนี้ ดูมาตรา 213 ก็พูดตอนท้ายบอกเรียกค่าสินไหมทดแทนได้ ก็เรียกค่าสินไหมทดแทนได้
เราก็ลองมาดูว่ามาตราอะไร กำหนด เรื่องค่าสินไหมทดแทนได้ ก็ลองไล่ดูตัวบทดู เรียนให้ได้ดีต้องไล่ตัวบทได้ เหมือนสแกนสมองเราว่าเข้ามาตราเหล่านั้นหรือไม่ สแกนมาก็เจอ 215 217 ก็เริ่มจะมีแล้วที่ลงท้ายด้วยคำว่าเรียกค่าสินไหมทดแทน
นอกจากนี้ เรียกค่าสินไหมทดแทนก็เกิดจากการไม่ชำระหนี้ เพราะหนี้พูดถึงเรื่องการชำระหนี้ มุ่งหมายให้ได้รับการชำระหนี้ที่สร้างความผูกพันธ์กันมา ก็คือความรับผิดก็คือความผูกพันธ์ บางคนก็มีหน้าที่แต่ไม่มีความผูกผันธ์เช่นบุตรนอกกฏหมายที่บิดารับรองแล้ว
ถ้าสิทธิและความรับผิด ไม่ช่หน้าที่นะ สิทธิและรความรับผิดตกอยู่แก่คนหนึ่ง
การชำระหนี้เป็นพ้นวิสัยไม่ใช่การไม่ชำระหนี้ เพราะ ความหมายการไม่ชำระหนี้คือสามารถชำระหนี้ได้แต่ไม่ยอมชำระหนี้
การชำระหนี้เป็นพ้นวิสัย ก็เรียกค่าสินไหมทดแทนได้ ถ้าเกิดจากการที่ลูกหนี้ต้องรับผิดชอบ ค่าสินไหมทดแทน คืออะไรบ้าง
222 223 เป็นมาตราการเยียวยา ตรงนี้มันไม่มี เพราะการทำสัญญาไม่ต้องระบุก็ได้ว่ามีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทน
เหมือนกรณีของประกันภัย ค่าสินไหมทดแทนเป็นวัตถุแห่งสิทธิ ไม่ใช่มาตราการเยียวยา อันนี้เป็นพื้นฐานอยู่นอกเหนือตัวบท อ่านหนี้อ่านตัวบทอย่างเดียวไม่ได้ ตัวบทช่วยเหลือได้นิดหน่อย
คราวนี้มาพูดถึงค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา 222 223 ในกรณีมูลหนี้สัญญา ซึ่งเกิดจาการชำระหนี้ หรือการชำระหนี้เป็นพ้นวิสัย ซึ่งมันก็คืออยู่ในเซ็ตของค่าสินไหมทดแทนเช่นกัน
นอกจากลูกหนี้ไม่ชำระหนี้หรือการชำระหนี้เป็นพ้นวิสัย หลักเกณฑ์ที่ตามมาคือต้องเกิดการเสียหาย เกิดจากการชำระหนี้เป็นพ้นวิสัย แล้วจึงได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน จากการเสียหายที่เกิดขึ้น ความเสียหายในที่นี้ต้องเป็นความเสียหายต่อสิทธิโดยหลักการแล้วความเสียหายนั้นเป็นความเสียหายที่เสียประโยชน์ เสียสิ่งที่ตัวเองจะได้ใช้ประโญชน์เสียหายต่อทรัพย์ต่อร่างการเสียหายในแง่เสียโอกาสนี้มันมี ทำให้ขาดรายได้ขาดกำไร หากจ้างเขาสร้างโรงงานให้เราผลิตสินค้าออกจำหน่าย สร้างโรงงานไม่เสร็จไม่ได้ใช้ประโยชน์ เรื่องนี้มีปัญหามากเพราะว่าคนที่ตั้งรูปคดีต้องนำสืบให้ได้ว่ามีความเสียหายอย่างไร ความเสียหายคือประโยชน์ที่เสียไป นอกจากในแง่ของทรัพย์
ความเสียหายต้องมีความสัมพันธฺ จากการชำระหนี้ไม่ถูกต้อง ทีนี้ เมื่อมีความเสียหายแล้ว เราก็สงสัยอยู่ว่ามันเกิดตั้งแต่ไม่ชำระหนี้หรือเป็นกรณีที่มีมูลสัญญา การบอกเลิกสัญญาเพราะเขาผิดสัญญาความเสียหายไม่ได้เกิดขึ้นภายหลังที่เลิกสัญญา การไม่ชำระหนี้ทำให้เรามีสิทธิบอกเลิกสัญญา ทีนี้ก็สงสัยอยู่ว่าการเลิกสัญญาทำให้เสียสิทธิในการบังคับโดยอ้างสัญญา เพราะคิดจากการเลิกสัญญานั้นมีผลเหมือนการไม่มีหนี้ เพราะฉะนั้น เกิดจากมูลสัญญาถ้าไม่เข้าใจจะไม่กล้าเลิกสัญญา เพราะถ้าเลิกสัญญาจะคิดว่าเหมือนสัญญาไม่มี เขาจะไม่มีสิทธิได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนซึ่งอันนี้เข้าใจผิดนะ
โมฆะไม่ใช่มีผลนะ ผลของการเป็นโมฆะมันก็มี
ประเด็นเรื่องทนายความต้องสู้เรื่องที่ได้ใช้ความสามารถ เต็มที่แล้ว คนรับประกันชีวิต เอาความตายเป็นเงื่อนไข ก็ต้องจ่ายหมดถ้ามีการตาย ประเด็นเรื่องความเสียหาย เรื่องความสัมพันธ์กระทำการและผล
เราคิดเราก็ต้องมาคิดเรื่องฏีกาเอสโอเอส เมื่อมีการปล้นแล้วกด ศาลฏีกาไม่ให้ เพราะว่าหนี้ของคุณ เป็นหนี้เรื่องการกดสัญญา ไม่ได้หนี้ป้องกันการถูกปล้น เพราะในสัญญาไม่มีที่ว่า ถ้าธนาคารถูกปล้นแล้วจะรับผิด การเขียนสัญญาเป็นผล นะครับ
ทีนี้มาดูหลักที่ต้องทำความเข้าใจคือระหว่างละเมิดกับสัญญา มันจึงมีความผูกพันกันอยู่ก่อนแล้วเกิดความเสียหาย ต่างกับเรื่องละเมิดที่ไม่มีความผูกพันกันอยู่ก่อน เพราะฉะนั้นมันจึงมีประเด็นเรื่องคาดหมายได้หรือขาดหมายไม่ได้
ค่าสินไหมทดแทนเราต้องมาดูเรื่องค่าเสียหาย ทบทวนนะครับ ความเสียหายก็เป็นฐานในการได้รับค่าสินไหมทดแทน
ความเสียหายอะไรก็ความเสียหายต่อสิทธิ มีอะไรบ้าง ในชีวิต ร่างกาย อนามัย ทรัพย์สิน ความเสียหายเป็นฐาน ค่าสินไหมทดแทน ไม่มีความเสียหาย แต่ถ้ามีการเสียหายแล้วการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน อาจชดใช้บางส่วนหรือทั้งหมดก็ได้ ค่าเสียหายนี้คือเงิน ซึ่งเป็นค่าสินไหมทดแทน ก็คือหมายความว่าเป็นค่าสินไหมทดแทนอย่างหนึ่งซึ่งมีลักษณะเป็นเงิน ส่วนคำว่าค่าสินไหมทดแทนก็เป็นวิธีการเยียวยาซึ่งรวมถึงเงินด้วย
ในมาตราที่ผ่านมามีเรื่องค่าเสียหาย ในหนี้ที่เกิดมูลสัญญาค่าสินไหมทดแทนได้แก่อะไรบ้าง มาตรา 222 บอกว่าการเรียกเอาค่าเสียหายนั้นได้แก่เรียกค่าเสียหาย ในหนี้ที่โดยปกติเกิดจากการไม่ชำระหนี้ ซึ่งตรงนี้ไม่ค่อยดี เขียนแล้วอึดอัด การเรียกเอาค่าเสียหาย มันพูดเรื่องเงินอย่างเดียวได้แก่เรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อการเสียหาย ย่อมเกิดขึ้นจากการไม่ชำระหนี้ เป็นพ้นวิสัย ไม่พูดถึงเลย เราก็เข้าใจกันโดยทั่วไป การเรียกค่าสินไหมเรียกได้ ถ้าเป็นความเสียหาย ตามปกติ ความเสียหายที่เป็นฐานในการเรียกค่าสินไหมทดแทน เป็นการเสียหายโดยปกติ ทฤษฎีผลธรรมดา
ทีนี้ ความเสียหายตามปกติ กับ ความเสียหายที่เป็นผลโดยตรงอันเกิดจากการไม่ชำระหนี้ ตรงจุดนี้ก็มานั่งเถียงอีก ว่าจะใช้เรื่องโดยตรง หรือ กับ ไกลกว่าเหตุ นั่นสะท้อนให้เห็นเรื่องทฤษฎีเงื่อนไข ดังนั้น ความเสียหายต้องเป็นผลโดยตรง แต่ความเสียหายต้องเป็นความเสียหายแต่โดยปกติ ก็มีความเสียหาย จากพฤติการณ์ พิเศษ ความเสียหายโดยตรง แต่ความเสียหายโดยตรง ไม่ปกติ อันเกิดแต่การชำระหนี้ ความเสียหายเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษนี้ เป็นความเสียหายที่ไม่ต้องชดใช้ให้เว้นแต่ คู่กรณีที่เกี่ยวข้องได้คาดเห็นหรือควรได้คาดเห็นก่อนแล้ว ก็คือ ถ้าเป็นความเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษ เป็นปกติธรรมดา แล้วไม่ต้องรับผิด จะรับผิดต่อเมื่อคาดเห็นหรือควรจะคาดเห็น คาดเห็นเมื่อใด อาจจะคาดเห็นตั้งแต่ทำสัญญาแล้ว หรือก่อนที่เกิดจากการไม่ชำระหนี้ ไปคาดเห็น เพราะคาดเห็นเป็นคำที่บวกกับคำว่าล่วงหน้าก่อนแล้ว
ทีนี้ก็บอกว่าคาดเห็นล่วงหน้านี้ต้องใส่ไปในสัญญาหรือไม่ ต้องระบุไว้ในสัญญาหรือไม่ อันนี้ก็ต้องระวัง ถ้าระบุไปถึงเบี้ยปรับมันจะเป็นเบี้ยปรับ ลูกหนี้ก็จะเสียเปรียบ การที่รำพึงรำพัน สมมุติว่า บอกว่าเขามาซื้อที่ดินแปลงนี้ด้วย ประสงค์ได้ที่ดินแปลงนี้ไปตั้งโรงงาน ในการนี้ผู้ซื้อได้รับการส่งเสริมจากธนาคารโดยคิดดอกเบี้ย
เพราะฉะนั้นพฤติการณ์พิเศษก็ไม่ต้องรับผิดเว้นแต่จะคาดหมายได้ ในคำพิพากษาฏีกานี้ ไม่แน่ บางอันไม่ใช่ค่าเสียหาย อันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษ เพราะคู่ความนำสืบได้แล้วว่าคาดเห็นความเสียหายได้ ความตั้งใจที่จะวินิจฉัยในประเด็นว่าเป็นพฤติการณ์ณิพิเศษหรือไม่ กลับน้อยลง
อันนี้ก็ต้องดูว่าปกติหรือไม่ปกติเป็นการรอบรู้ในการดำเนินธุรกิจเช่นเราไปซื้อที่ดินโดยเหตุผลว่าเราทำธุรกิจอยู่ ซึ่งอันนี้ขายของดีมาก เราก็ไปเช่าที่ดินเพื่อจอดรถให้แก่ลูกค้า พอมีการผิดสัญญา ค่าจอดรถ ที่ต้องเช่าต่อ เพราะไม่ส่งมอบที่ดินอย่างนี้ต้องบอกให้รู้เพราะที่ซื้อเพราะมีการเช่าอยู่
ความเสียหายต้องนำสืบ ความเสียหายเป็นองค์ประกอบ ถ้านำสืบไม่ได้ ต้องยกฟ้องเลย ค่าเสียหาย ค่าสินไหมทดแทน นำสืบแบบไม่สมบูรณ์ ถือไม่ได้ว่านำสืบ ไม่ถึงกับยกฟ้อง แต่ค่าเสียหายเนี่ยพิสูจน์ไม่ได้ ว่าเป็นจำนวนเท่าใด พิสูจน์ความเสียหาย กับความเสียหาย ตัวพยานหลักฐานอาจเป็นคนละตัวก็ได้ ในบิลรักษาก็จะบอกในส่วนค่าเสียหายอยู่แล้ว
เพราะฉะนั้นค่าเสียหายก็จะดูจากบิล แล้วค่าเสียหายที่ยังไม่จ่ายหล่ะ จะเรียกเอาเพื่อเอาไปจ่ายได้หรือไม่ ก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นค่าเสียหายที่จ่ายไปแล้วจึงมีสิทธิได้ชดใช้ ไม่จำเป็นนะครับ ให้มันลอยอย่างนั้นได้
ต่อไปคือผู้เสียหายมีส่วนผิด ก็คือมาตรา 223
มาตรา 223 ถ้าฝ่ายผู้เสียหายได้มีส่วนทำความผิดอย่างใดอย่างหนึ่งก่อให้เกิดความเสียหายด้วยไซร้ท่านว่าหนี้อันจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ฝ่ายผู้เสียหายมากน้อยเพียงใดนั้น ต้องอาศัยพฤติการณ์เป็นประมาณ ข้อสำคัญก็คือว่าความเสียหายนั้นได้เกิดขึ้นเพราะฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงไร
วิธีเดียวกันนี้ ท่านให้ใช้แม้ทั้งที่ความผิดของฝ่ายผู้ที่เสียหายจะมีแต่เพียงละเลยไม่เตือนลูกหนี้ให้รู้สึกถึงอันตรายแห่งการเสียหายอันเป็นอย่างร้ายแรงผิดปกติ ซึ่งลูกหนี้ไม่รู้หรือไม่อาจจะรู้ได้ หรือเพียงแต่ละเลยไม่บำบัดปัดป้อง หรือบรรเทาความเสียหายนั้นด้วย อนึ่งบทบัญญัติแห่งมาตรา 220 นั้น ท่านให้นำมาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม
เป็นประเด็นที่เกิดขึ้นโดยไม่ต้องให้การ การผิดมีอะไรบ้าง ก็ จงใจ ประมาทเลินเล่อ จำพวกนี้นะครับ ตัวผู้เสียหายผิดคือทำให้เกิดความเสียหายนั้นด้วย เช่นขับรถแข่งกัน ข้ามถนนไม่ข้ามม้าลาย ก็ถือว่ามีส่วนผิด ทีนี้มันจะมีกลุ่ม ที่ว่า ถือว่ามีส่วนผิด มันแบ่งได้ออกเป็นสองพวก
เฉยๆไม่บอกกับเฉยๆไม่บรรเทาความเสียหายก็มาเรียกเอาจากเขาไม่ได้ ฝ่ายใดเป็นผู้ก่อนยิ่งกว่ากัน ผู้เสียหายผิดมากกว่า ผู้เสียหายกับลูกหนี้ผิดเท่ากัน อันนี้ตัดสินง่ายครับ ก็ให้ลดลงกึ่งหนึ่งอันนี้คิดง่าย ถ้าผู้เสียหายผิดมากกว่าก็ต้องได้แค่หนึ่งในสาม
ประเด็นนี้เคยมีการชนะคดีถึงขนาดยกฟ้องกันเลยนะครับ คือรถชนกัน อันนี้ส่วนมากเป็นเรื่องละเมิดนะครับ ถ้าเป็นเรื่องละเมิดรถสองคันชนกัน ก็โยงมาใช้ 223 รถของโจทก์ เสียหาย ห้าแสน รถของจำเลย ก็เสียหาย สี่แสน อย่างนี้จะเอาห้าแสนมาบวกกับสี่แสนแล้วหารครึ่งหรือไม่ เอาความเสียหายของทั้งสองฝ่ายมารวมเป็นหนึ่งก้อน แล้วเอาความประมาทของทั้งคู่มาเป็นอัตราส่วน
เรื่องต่อไป เป็นเรื่องใหม่ คราวนี้เป็นเรื่องยากแล้วนะครับ เรื่องรับช่วงสิทธิ กับ ช่วงทรัพย์ เรากำลังพูดถึงผลแห่งหนี้ ในอีกรูปแบบหนึ่งนะครับ
ส่วนที่หนึ่งเรื่องการไม่ชำระหนี้ พูดจบแล้ว ต่อไปเป็นเรื่องรับช่วงสิทธิรับช่วงทรัพย์ ในส่วนที่สองสามสี่ นี้ เป็นผลในการสนับสนุนที่จะได้รับชำระหนี้จากทรัพย์ ส่วนที่หนึ่งการไม่ชำระหนี้นั้นก็เป็นเรื่องของการบังคับทั่วๆไป รับช่วงสิทธิเกิดมาเพราะการสนับสนุนให้รับชำระหนี้ ให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ ทีนี้การที่ช่วยให้ได้รับชำระหนี้ การที่ให้หนี้ หรือให้เงินคนไป โดยยอมให้เขาผูกพันธ์ ก็ต้องการให้เขาชำระหนี้ เราไม่ได้พูดถึงเรื่องมูลละเมิด นะครับ ทุกวันนี้หนี้นอกระบบ เขาปล่อยหนี้โดยมีความเชื่อว่าเขาจะได้รับชำระหนี้ เจ้าหนี้เขาเชื่ออะไรก็เชื่อตัวคุณ ว่ามีความสามารถที่จะชำระหนี้ การปล่อยให้เป็นหนี้คือเชื่อว่าจะได้รับชำระหนี้
การให้เกิดการชำระหนี้ได้ เป็นสิ่งที่น่าสนใจ การรับช่วงสิทธิเป็นสิ่งที่ให้เกิดการชำระหนี้ที่น่าสนใจโดยผู้รับช่วงสิทธิเป็นบุคคลภายนอก ก็มีเกิดคนภายนอกมาชำระหนี้แล้วได้รับช่วงสิทธิ เป็นแง่มุมของบุคคลภายนอกมาชำระหนี้แล้ว ไปนั่งสวมสิทธิของเจ้าหนี้
อีกแง่หนึ่งของรับช่วงสิทธินั้นคือเกิดจากการชำระหนี้ แท้ที่จริงเป็นผลจากการชำระหนี้แล้ว น่าจะอยู่ในบทบัญญัติเรื่องความระงับหนี้ แต่เขาก็บอกว่าไม่ใช่เรื่องหนี้ระงับโดยแท้ รับช่วงสิทธิบางประเทศ เป็นผลภายหลังการชำระหนี้
ทีนี้เราจะพูดอีกเรื่องคือรับช่วงสิทธิกับ การไล่เบี้ยไม่เหมือนกันนะครับ โดยบทบัญญัติว่าด้วยตั๋วเงินใช้ไล่เบี้ยทั้งนั้นเลยนะครับเป็นการ เอาคืน รับช่วงสิทธิก็เป็นการเข้าไปสวมสิทธิไม่เหมือนกันนะครับ วิแพ่ง มาตรา 57 ( 2 ) ใช้คำว่า หากแพ้คดี มีสิทธิไล่เบี้ย หรือเรียกใช้ค่าทดแทน ซึ่งไล่เบี้ยก็ต่างจากการเรียกค่าทดแทน รับช่วงสิทธิเมื่อเป็นการเข้าสวมสิทธิ มันก็คล้ายกับ การโอนสิทธิไปให้แก่คนอีกคนหนึ่ง โอนสิทธิเรียกร้องเป็นการโอนให้อีกคนหนึ่ง ก็คล้ายกันถ้าหากดูอย่างนี้ในแง่สวมสิทธิหรือโอนสิทธิ รับช่วงสิทธิจึงแตกต่างจากการโอนสิทธิเรียกร้อง ซึ่งแตกต่างจากการโอนสิทธิค่าเสียหาย แตกต่างไปกว่านั้น จะมีการที่ไม่ได้โอน แต่เรียกว่าการสืบทอดไปซึ่งสิทธิอันนี้ก็เห็นได้ ในเรื่องทรัพย์ ในเรื่องการตกทอดของมรดก ไม่ใช้คำว่ารับช่วงสิทธิ ก็มีอีกตัวหนึ่ง
มาตรา 875 วัตถุที่เอาประกันภัยเปลี่ยนมือไปก็ทำให้สิทธิตามสัญญาประกันภัยโอนไปด้วย อันนี้ก็ไม่ใช่รับช่วงสิทธิหรือโอนสิทธิเรียกร้อง มันจะมีอีกอันหนึ่งคือไม่ใช่รับช่วงสิทธิ คือเกิดโดยผลของกฎหมาย เช่นกัน พวกขายหนี้ต่างๆนั้น
ก็มีปัญหาเกี่ยวกับลักษณะรับช่วงสิทธิที่บอกว่าต้องไม่ใช่บุคคลภายนอก เติมไปว่าบุคคลภายนอกที่ไม่ได้เป็นเจ้าหนี้ แต่อาจเป็นลูกหนี้ก็ได้นะครับ ก้ต้องมาคิดถึงเวลาเป็นคดี คนที่ฟ้องได้หนึ่ง ต้องเป็นเจ้าหนี้ สองอาจเป้นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้อง
อาจเป็นบุคคลผู้ได้รับประโยชน์ ในสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก อันนั้นก็เป็นเรื่องสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอกไม่ใช่รับช่วงสิทธิไม่ใช่โอนสิทธิเรียกร้อง ความสำคัญจะอยู่ที่ความผูกพัน ความรับผิด เราต้องรู้ว่า คนที่เป็นลูกหนี้หรือเจ้าหนี้มีความผูกพันซึ่งกันและกันแต่ คนที่ ชำระหนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นลูกหนี้ บุคคลภายนอกมีส่วนได้เสียหรือไม่ก็ชำระหนี้ได้ แต่เวลาจะฟ้องจริงๆ เจ้าหนี้ต้องฟ้องลูกหนี้นะครับ
ก็มีปัญหาเรื่องการใช้ทรัพย์กับการครอบครองทรัพย์ เป็นเรื่องสำคัญนะครับ เพราะฉะนั้นเราลืมพูดเรื่องเจ้าหนี้ผิดนัด คนที่ขอปฏิบิติการชำระหนี้เจ้าหนี้เท่านั้น ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ให้แก่ลูกหนี้เจ้าหนี้ไม่ยอมรับผู้ค้ำประกันเอาทรัพย์ไปวางที่สำนักงานวางทรัพย์ ก็มีปัญหาว่า จะรับทรัพย์ที่วางไหม ก็เป็นฏีกาใหม่นะครับ ไม่ใช่เรื่องเจ้าหนี้ปฏิเสธไม่รับชำระหนี้ คนที่ชำระหนี้สามร้อยเจ็ด เฉพาะลูกหนี้เท่านั้น คนภายนอกชำระหนี้ไปแล้ว ก็รับช่วงสิทธิ อย่างนี้เป็นต้น อันนี้ก็มองเห็นว่า ฏีกานี้ก็น่าสนใจ
เรื่องที่งอก ก็น่าสนใจ คือ ที่งอกนี้ต้องไม่เกิดจากการที่เราไปถมที่แล้วก็ ฏีกานี้เขาไม่ได้ถมเอง มีโรงงานสร้างท่าเทียบเรือ ก็เกิดตระกอนทราย โดยธรรมชาติ ถือเป็นที่งอก เพราะไม่ได้ถมเอง อย่างนี้ก็เกิดที่งอกแล้ว
รับช่วงสิทธินี้นอกจากมีอยู่ในบทบัญญัติการรับช่วงสิทธิแล้วการรับช่วงสิทธิยังมีอยู่ในบทบัญญัติอื่นอีกเช่น 880 เรื่องประกันภัยและมีอยู่ในพรบต่างๆ ที่เขียนไว้ให้เกิดการรับช่วงสิทธิความสัมพันธ์ที่พูดอยู่มากก็คือการฟ้องคดี และการชำระหนี้ซ้ำก็เป็นหลักคิดในการรับช่วงสิทธิ อย่างเช่น 880 เป็นต้น การรับช่วงสิทธิคือมีหลักคิดไม่ให้ชำระหนี้ซ้ำ หลักการคิดค่าเสียหายทดแทน ไม่ใช้ในการใช้ แทนการเสียหายที่แท้จริง ยกเว้นเรื่องประกันชีวิต
เหตุผลคือใช้สิทธิได้ในนามของตนเองลักษณะของมัน เกิดขึ้นโดยผลของกฎหมายเกิดโดยมีกฎหมายบัญญัติ จะเขียนให้มีการรับช่วงสิทธิไมได้นะครับ ไม่มีกฎหมายจึงรับช่วงสิทธิไม่ได้ กฏหมายอะไรก็คือประมวลกฎหมาย บรรพสองลักษณะหนี้กฎหมาย แล้วบรรพสามหล่ะเป็นกฎหมายหรือไม่ก็เป็นกฎหมาย ได้แต่มันคือเอกเทศสัญญา เป็นสัญญาที่สร้างขึ้นโดยบุคคล รับช่วงสิทธิจำกัดเฉพาะกรณีที่จำกัดไว้ มันจึงจำกัดเท่าที่มีกฎหมายบัญญัติ แสดงว่าการรับช่วงสิทธิ ไม่มีการจำกัดเท่าที่บรรยาย การรับช่วงสิทธิเกิดจากการชำระหนี้ของคนมีส่วนได้เสีย ส่วนได้เสียในที่นี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ มีส่วนได้เสียตามที่กฎหมายบัญญัติเช่นมีส่วนได้เสียเพราะเป็นลูกหนี้ร่วมแล้วเข้ามาชำระหนี้ ต้องชำระหนี้แล้วนะครับ จึงจะเกิดการรับช่วงสิทธิจึงเกิดจากฏีกาประกันภัย เกิดมีปัญหาว่า ชำระหนี้หมายความว่าอะไรชำระหนี้ก็ ตามวัตถุแห่งหนี้ หรือชำระหนี้อย่างอื่นที่เจ้าหนี้ยอมรับชำระหนี้ การชำระหนี้ก็ต้องดูว่าชำระอย่างไร คุณ ขับรถชนเขา การจ่ายเงินทำอย่างไร การชำระหนี้ก็ต้องเข้าใจอย่างกว้างไม่จำเป็นต้องชำระหนี้ให้ตรงต้องอยู่ในหลักเรื่องการชำระหนี้ ต่อไปบุคคลภายนอกเข้าสวมสิทธิของเจ้าหนี้ ตามกฎหมาย เจ้าหนี้ไม่ต้องไปรับรอง มันมาโดยผลกฎหมายโดยเฉพาะเลย ได้ไปเลย ต่อไปก็คือ เหตุที่ทำให้เกิดการรับช่วงสิทธิได้มีกรณีใดบ้าง ก็ตั้งแต่มาตรา 227 229 230 ที่พูดถึงการรับช่วงสิทธิในเหตุห้ากรณีนี้เป็นเหตุในบรรพสองนะครับ ไม่พูดถึงเหตุในบรรพอื่น อันนี้คือการรับช่วงสิทธิที่เป็นเหตุทั่วไปในบรรพสอง ก็มีหลายเหตุ แต่ก็มีการพูดถึงหนี้ที่มีอยู่ หนี้ในส่วนเหตุเป็นหนี้ที่หนึ่งหนี้ในส่วนผล คราวหน้าเราก็มาพูดกัน