<A HREF="http://www.thaijustice.com/webboard.asp?sub=0&id=1500752">สรุปคำบรรยาย ครอบครัว ( ภาคค่ำ ) ชั่วโมงที่ 1 - 2 24 พฤษภาคม 2553</A>
ชั่วโมงที่ 3 –4 วันที่ 14 มิถุนายน 2553
วันนี้อาจารย์จะบรรยายสองชั่วโมง คราวที่แล้วได้พูดเรื่องการหมั้นเรื่องของหมั้น เมื่อการหมั้น องค์ประกอบของการหมั้นแล้วก็มีปัญหาว่าผลของการหมั้นเป็นอย่างไรกฎหมายกำหนดไว้สองประการคือ การบังคับของการหมั้นทำได้หรือไม่ และเรื่องค่าทดแทน การเลือกสัญญาหมั้น หรือการตกลงเลิกสัญญาหมั้นหมดไปด้วยการบอกล้างหรือการตาย ซึ่งบัญญัติ 1430 ว่า แม้จะมีการหมั้นแล้วก็ตาย การหมั้นเป็นหลักฐาน เพราะการสมรสต้องเป็น 1458 การสมรสจะทำได้เมื่อชายหญิงยินยอมกัน การที่จะไปกระชากลากถูเมื่อไม่เต็มใจไม่ยินยอมก็ไม่ได้ ก็ให้ศาลแสดงเจตนาก็ไม่ได้ กฎหมายจึงเขียนไว้ว่า การบังคับให้จดทะเบียนสมรส
ถ้าตกลงให้มีเบี้ยปรับ ก็เป็นโมฆะ ถ้าตกลงกันทำเบี้ยปรับถ้าฝ่ายชายผิดสัญญาหมั้น ฝ่ายหญิงไม่มีเงินทองไปชดใช้ก็ต้องจำยอมจดทะเบียนสมรสซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ดี จึงไม่มีการกำหนดให้มีเบี้ยปรับได้
ในส่วนที่สองอาจารย์อยากพูดเรื่องผลของ ของหมั้นก่อนส่วนแรกคือการเรียกคืนของหมั้นได้หรือไม่ ในกรณีที่ฝ่ายชายเรียกได้คือกรณีที่มีการสมรสแล้ว
วรรคสองของหมั้นตกเป็นสิทธิแก่หญิงทันที เมื่อเป็นโมฆะทรัพย์สินที่ให้แก่กัน ก็ไม่ใช่ของหมั้น ในการเรียกคืนได้เพียงใดขึ้นอยู่กับว่าทรัพย์สินนั้นยังมีอยู่หรือไม่
เราก็นำหลักลาภมิควรได้มาใช้
แต่ขณะที่ยังไม่มีการฝ่าฝืนเงื่อนไข การหมั้นก็เรียกคืนจากฝ่ายหนึ่งได้ ก็มีข้อสอบอยู่อันหนึ่งซึ่ง เป็นเรื่องที่คาบเกี่ยวกับเหตุสำคัญของสัญญา ฝ่ายชายเอาแหวนประจำตระกูลไปหมั้นหญิงต่อมาหญิงมีความจำเป็นต้องขาย ฝ่ายชายรู้เรื่องเข้าก็โกรธก็ถอนการหมั้น มีปัญหาว่าฝ่ายชายจะฟ้องจากหญิงได้หรือไม่ จะบอกเลิกการหมั้นได้หรือไม่ ประเด็นเมื่อเป็นแหวนประจำตระกูลกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ตกแก่หญิง ก็โอนได้ จะอ้างบอกเลิกสัญญาหมั้นไม่ได้ ก็เป็นตัวอย่างอันหนึ่งกรณีที่ฝ่ายชายเป็นฝ่าย ผิดสัญญาหมั้น ก็ให้สิทธิแก่ฝ่ายหญิง เก็บของหมั้นไว้
ก็อิงกับประวัติศาสตร์ว่าถ้าชายตายก็ให้ดูต่างหน้า ประการที่สี่ก็คือหญิงบอกเลิกสัญญาหมั้น เพราะชายกระทำชั่วอย่างร้ายแรง ในส่วนที่สองก็คือในกรณีชายเรียกคืนของหมั้นได้ เช่น 1439
ชายบอกเลิกสัญญาเพราะเหตุเกิดแก่หญิง ตาม 1442
ประเด็นที่สองคือ สิทธิเรียกค่าทดแทน คือสิทธิได้ค่าทดแทนระหว่างกัน ตาม 1439 เพราะหลังมีการหมั้นแล้วกระทำชั่วอย่างร้ายแรง ในสองส่วนนี้มีประเด็นคือ สิทธิของชายคู่หมั้นอยู่ใน 1445 และ 1446 สิทิเรียกค่าทดแทนระหว่างกัน การจะเรียกค่าทดแทนได้ต้องปรากฏว่า ผ่านการผิดสัญญากันมาแล้ว มีแนวฏีกาที่ปรากฏอยู่กรณีไม่มีการมอบของหมั้นให้กัน หรือกรณีมีการสู่ขอโดยการทำพิธีแต่งงานโดยไม่มีการคำนึงว่าจะมีการจดทะเบียนสมรสเพียงแต่เจตนาที่จะทำพิธีแต่งงาน อยู่กินกันฉันท์สามีภริยา ดังนั้นจะมาเรียกตาม 1440 ไม่ได้ การผิดสัญญาหมั้นคืออะไร ก็คือการบอกปัดที่จะจดทะเบียนสมรส
คือถ้าบอกปัด ก็คือเหตุสำคัญ 1442 – 3 เท่ากับเป็นการบอกเลิกสัญญาโดยชอบ เพราะฉะนั้นประเด็นคือ ถ้ามีการจดทะเบียนสมรสแล้ว ไม่มีการอยู่กินด้วยกัน
หรือ ทำพิธีแต่งงานอยู่กันหกเดือนแล้วไม่ยอมจดทะเบียนสมรส ไม่มีพฤติกรรมก็ฟังไม่ได้
มีอีกตัวอย่างหนึ่งหรือกรณีนี้ ฏีกาปี 40 ก็ดีปี 38 ก็ดี ตกลงไปจดทะเบียนสมรสแล้วไปไล่ออกถือว่าต่างฝ่ายต่างไม่จดทะเบียนสมรสก็ไม่ถือจะอ้างว่าอีกฝ่ายผิดสัญญาหมั้นไม่ได้
จำเลยเป็นฝ่ายหญิงการที่ไม่ยอมจดทะเบียนสมรสทั้งๆที่ไม่มีเรื่องการ ซึ่งการเลิกรากันไปทำให้เสียชื่อเสียง เพราะต่างต้องแยกกันทำงานคนละจังหวัด แต่โจทก์กลับไปแจ้งความว่าหลอกลวงโจทก์ จึงถือไม่ได้ว่ามีเหตุสำคัญเกิดแก่คู่หมั้น จึงไม่อาจกล่าวโทษได้ว่าเป็นความผิดฝ่ายใด โจทก์ไม่มีสิทธิ ความจริงแล้วในย่อสั้นได้แก้ไขเป็นให้นำทรัพย์ มาคืนแก่โจทก์ นั่นคือคืนสินสอดเป็นเงินกับชำระค่าเสียหาย คือเรื่องนี้เป็นการฟ้องเรียกของหมั้นเรียกสินสอด การไม่สมรสนั้นไม่ใช่ความผิดของฝ่ายใด คือต่างฝ่ายต่างละเลย ซึ่งยืนตามแนวฏีกาเดิม ข้อสังเกตในเรื่องของสัญญาหมั้นนั้นกฎหมายวางกรอบในการเรียกค่าทดแทนสามประการเท่านั้น ลักษณะเรียกทดแทนเป็นเรื่องกฎหมายบัญญัติไว้เฉพาะไม่ใช่เรื่องผิดสัญญาปรกติและไม่ใช่หลักเรื่องละเมิด เกินกว่านั้นเรียกไม่ได้ ซึ่งประเด็นที่สองก็คือว่า สิทธิในการเรียกค่าทดแทนให้แก่หญิง เว้นแต่อนุสองให้สิทธิแก่บิดามารดาผู้กระทำการเช่นบิดามารดา หรือตกเป็นหนี้การสมรส ที่เรียกค่าทดแทนตามอนุสองได้ ฝ่ายที่จะต้องรับผิดในการเรียกค่าทดแทน นอกจากชายและหญิงคู่หมั้นแล้วรวมบิดามารดาที่เป็นฝ่ายในสัญญาหมั้นที่ต้องรับผิดมีฏีกาเก่า ที่ให้บิดามารดาที่เป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้นต้องร่วมรับผิดด้วย ค่าทดแทนที่เรียกได้ที่มีอยู่สามกรณีนั้น ประเด็นที่หนึ่งก็คือทดแทนความเสียหายแห่งชื่อเสียงแห่งชายและหญิงเนื่องจากจะนำหลักเรื่องละเมิดมาใช้ไม่ได้กฎหมายจึงให้สิทธิค่าทดแทนแก่กาย จะฟ้องเรื่องละเมิดตาม 420 ไม่ได้แน่นอนตามหลักความยินยอมไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย เมื่อยอมให้ร่วมประเวณีก็ทำให้เกิดความเสียหายแก่กาย จะเกิดความเสียหาย 1305/2514
เมื่อบรรยายฟ้องว่าผิดสัญญาหมั้นแล้ว เมื่อไม่ใช่ละเมิด ก็ไม่ต้องเขียนหลักเกณฑ์ตาม 420 เลย เมื่อหมั้นแล้วหญิงตั้งครรภ์มีบุตรจะไปสมรสใหม่ก็ยาก ฏีกาปี 19 หลังตั้งครรภ์แล้วก็ให้ไปทำแท้งก็ให้ไปรักษาพยาบาลเนื่องจากเจ็บป่วย การได้รับความเสียหายต่อกายหรือชื่อเสียงต้องคำนึงว่าการทำพิธีต่างๆดูฐานะทางสังคม กฎหมายไม่ให้สิทธิในความเสียหายต่อจิตใจ ความผิดหวังความเศร้าสร้อยเป็นต้น ประเด็นที่สองก็คือทดแทนความเสียหายที่เกิดจากการคู่หมั้นบุคคลที่กระทำเช่นบิดามารดา ในการเตรียมการสมรส ไม่รวมถึงการหมั้น ในกรณีที่ทำพิธีหมั้นมีการเลี้ยงแขกเหรือ จะมาทำในการเตรียมการสมรสเช่น การจองโรงแรม สถานที่ ในการจองรถ เดินทางจากต่างจังหวัด หรือชุดวิวาห์ก็ถือเป็นค่าใช้จ่ายในการเตรียมการสมรส บุคคลที่มีสิทธิเรียกค่าทดแทนได้ อย่างไรก็ตามการเรียกค่าทดแทนต้องเป็นค่าใช้จ่ายหรือหนี้ ตามแนวฏีกาไม่รวมค่าใช้จ่ายในพิธีหมั้น ค่าพาหนะเลี้ยงแขกในการหมั้น การจะเรียกค่าทดแทนนี้จะต้องถือหลักสุจริตและพอสมควร ฝ่ายหญิงยังไปติดต่อสถานที่ถือว่ากระทำการโดยไม่สุจริตไม่ได้ ต้องเป็นค่าใช้จ่ายตามสมควรไม่ใช่ เตรียมไว้มากเกินไป มีอยู่บ่อยๆคือว่า มีการทำพิธีแต่งงานรุ่งขึ้นอีกฝ่ายบิดพลิ้วเป็นการผิดสัญญาหมั้น อย่างนี้มีปัญหาว่าจะเรียกค่าทดแทนได้หรือไม่เพียงใด เพราะฉะนั้นบรรดาซองก็น่าจะพิจารณา เป็นการหักกลบออกไป เช่นว่าได้ใช้จ่ายในเรื่องของอาหารอาคารสถานที่แล้ว
ศาลก็คงนำเรื่องเหล่านี้มาประกอบค่าทดแทนความเสียหาย ประการที่สามเนื่องจากการที่คู่หมั้นได้จัดการทางทำมาหาได้โดยสมควรด้วยการคาดหมายว่าจะทำการสมรส หลักเกณฑ์นี้คือ การเตรียมการในทางทำมาหาได้ บางคนเมื่อสมรสแล้วฝ่ายหญิงประกอบอาชีพเปิดร้านเสริมสวยก็อาจต้องไปเซ้งล้านเหล่านี้ก็เป็นการจัดการอาชีพหรือทางทำมาได้ การลาออกจากงานต้องลาออกด้วยการคาดหมายว่าจะมีการสมรส ถ้าฝ่ายหญิงปฏิเสธว่าจะสมรสอย่างนี้ก็ถือว่าได้มีการจัดการโดยการคาดหมายว่าจะมีการสมรส ในเรื่องนี้กฎหมายจำกัดเพียงการจัดการทรัพย์สิน หรือเกี่ยวกับอาชีพ หรือทางทำมาหาได้ และต้องเป็นการจัดการตามสมควร ประเด็นที่สองคือ สิทธิเรียกค่าทดแทนจากผู้อื่นเป็นหลักการใหม่ที่กำหนดไว้ สิทธิแก่ชายคู่หมั้นต่อมาปีหนึ่งเก้าก็ให้ได้ความชัดว่า การล่วงเกินหญิงนั้นกระทำล่วงเกินอย่างไร กรณีที่หญิงคู่หมั้นสมัครใจก็ถือว่าล่วงเกินถึงขนาดร่วมประเวณี ถือว่าเป็นการล่วงละเมิดของชายคู่หมั้น ในปี 19 จึงต้องรู้ว่าหญิงได้หมั้นแล้วกับกรณีที่ฟ้องจากชายอื่นที่ได้ข่มขืนกระทำชำเราหญิงนั้นได้หมั้นแล้ว หลักความเสมอภาคในทางเพศ ก็เขียนในความเสมอภาคในทางเพศยังไม่รุนแรงในตอนหลังๆ ก็มีการเสมอภาคที่รุนแรง จึงได้บัญญัติว่า ก็ในเมื่อฝ่ายชายมอบของหมั้นก็ถือว่าชายมีสิทธิครอบครองในทางหนึ่ง หญิงคู่หมั้นก็มีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากชายอื่นเช่นกัน ในมาตรา 1145 ว่าชายคู่หมั้น อันนี้เป็นตัวบทเก่า
ในหลักเกณฑ์ของ 1445 ประการแรกจะต้องเรียกค่าทดแทนจากผู้อื่นกินความถึงชายหรือหญิงต้องเป็นการร่วมประเวณีชายคู่หมั้นยินยอม และชายและหญิงอื่นไม่มีสิทธิกฎเกณฑ์เหล่านี้ขยายความได้ว่า ต้องเป็นการร่วมประเวณีระหว่างชายกับหญิง หลังจากการหมั้นแล้วหญิงมีพฤติกรรมร่วมเพศกับเพศเดียวกันเหล่านี้ไม่ถือว่าเป็นการร่วมประเวณีฟ้องเรียกค่าทดแทนได้หรือไม่ จะฟ้องเรียกค่าทดแทนตาม 1445 ไม่ได้ แต่ก็เป็นสิทธิบอกเลิกสัญญาหมั้นได้
ประการที่สามคือ การร่วมประเวณีเกิดจากความสมัครใจ ถ้าถูกข่มขืนกระทำชำเราคือไม่สมัครใจ
กระทำดังกล่าวต้องเป็นเรื่องผู้อื่นไม่มีสิทธิ อย่างนี้ เอมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจาก บีได้ ซีมีสิทธิโดยชอบในตัวหญิงก็เป็นการกระทำโดยมีสิทธิ เอก็ฟ้องเรียกค่าทดแทนไม่ได้ อย่างไรก็ตามกรณีที่ ชายคู่หมั้น ไปร่วมประเวณีจากหญิงที่มีอายุไม่เกินสิบห้าปีบริบูรณ์ ในกรณีนี้ชายคู่หมั้นก็ผิดตามประมวลกฎหมายอาญา แต่หญิงก็ยังต้องรับผิดตาม 1445 เช่นกัน
สำหรับกรณีที่ชายหรือหญิงคู่หมั้นอายุไม่เกินสิบห้าปี ไปร่วมประเวณีแก่ชายอื่นหรือหญิงอื่น คำตอบคือไม่ได้เพราะการหมั้นเป็นโมฆะ มองในสองซีก
และก็จะฟ้องเรียกจากซีไม่ได้ ในทางตรงข้ามแม้จะมีอายุไม่เกินสิบห้าปี หญิงมีความผิดแต่ชายคู่หมั้นก็มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ ผู้ที่ร่วมประเวณีบุคคลที่มีความสัมพันธ์ทางเพศถ้าไม่รู้นั้นก็ไม่ต้องรับผิด ปัญหาว่าล่วงรู้ขนาดไหนนั้น มีการตีความว่าควรจะรู้ถึงตัวว่าบุคคลนั้นได้หมั้นกับใคร ซึ่งในกรณีเช่นนี้เป็นเรื่องของท้องถิ่น ถ้าในต่างจังหวัดก็ควรจะรู้ว่าหมั้นกับใคร หมั้นแล้วหมั้นกับใครแต่ถ้าอยู่นอกวงการก็ไม่ควรจะรู้ว่าหมั้นกับใคร หญิงค้าบริการก็ไม่ต้องรับผิด ประการที่สามคู่หมั้นต้องบอกเลิกสัญญาหมั้นแล้ว ไม่ได้บังคับให้อีกฝ่ายหนึ่งต้องบอกเลิก เพื่อใช้สิทธิในการเรียกค่าทดแทน ข้อสังเกตก็คือหากคู่หมั้นยินยอมหรือเป็นใจ หรือหญิงคู่หมั้นรู้เห็นเป็นใจก็จะอ้างเหตุที่มาเลิกสัญญาหมั้นไม่ได้ก็ให้ใช้ค่าทดแทนตาม 1445 ไม่ได้ หรือรู้แล้วให้อภัยก็บอกเลิกสัญญาหมั้นไม่ได้ สิทธิเฉพาะตัวตาม 1447 วรรคสอง
คือสามารถกระทำผิดระหว่างคนเพศเดียวกันได้ด้วยและสิ่งที่กระทำ ไม่จำเป็นต้องเป็นอวัยวะเพศก็ได้
ในทางแพ่ง หนึ่งทางวัฒนธรรมเป็นเรื่องของเพศ กฎหมายคลอดบังคับก่อน ป อ ไม่กี่วันอาจารย์เห็นว่าเจตนารมณ์ของแพ่งไม่เหมือนกฎหมายอาญา เหล่านี้จะมาฟ้องเรียกค่าทดแทนตาม 1446 ไม่ได้ยังคงยืนยันในหลักการเดิม นอกจากเป็นการฟ้องเรียกค่าทดแทนจากคู่หมั้น ยังให้สิทธิในการบอกเลิกสัญญา จะอ้างเหตุตามมาตรา 1444 ไม่ได้ เพราะหญิงหรือชายคู่หมั้นกระทำโดยไม่สมัครใจ นอกจากนี้ชายหรือหญิงคู่หมั้นก็มีสิทธิฟ้องเรียกจากผู้กระทำละเมิดทั่วไป ทีนี้ถ้าหากว่าชายคู่หมั้นสมคบชายอื่นกระทำชำเราชายคู่หมั้นจะบอกเลิกจากชายอื่นไม่ได้แต่ในทางตรงกันข้ามถือว่าเป็นการร่วมกันกระทำ ถือว่าเป็นการกระทำชั่วอย่างร้ายแรง แล้วเรียกค่าทดแทนจากชายคู่หมั้นได้ มีประเด็นที่น่าพิจารณาต่อไปว่า กรณีที่มีการกระทำผิดหลายคนหลักเรื่องตัวการ ถ้าร่วมกันโทรมหญิงแน่นอนว่าตัวการแบ่งหน้าที่กันทำ แต่บีกับซีไม่ได้ข่มขืนกระทำชำเราเหล่านี้ ชายหรือหญิงคู่หมั้นจะเรียกจากบี หรือซีไม่ได้ หลักในทางอาญาจึงใช้ 1446 ไม่ได้ ในเรื่องของผู้สนับสนุนหรือร่วมกระทำความผิดในทางละเมิด บทบัญญัติกฎหมายเขียนเจตนารมณ์ต่างกัน ก็เป็นเรื่องรวมถึงว่าเอาพฤติการณ์ต่างๆมาดูว่าควรให้ค่าทดแทนมากน้อยเพียงใด นอกจากนี้กรณีที่ชายคู่หมั้นผิดสัญญาหมั้น สิทธิวรรคท้ายว่าในกรณีที่หญิงมีสิทธิได้ค่าทดแทน หรือศาลอาจให้ค่าทดแทนโดยไม่คำนึงถึงของหมั้นก็ได้ เฉพาะกรณีหญิงมีสิทธิได้ค่าทดแทนอาจจะลดลงเป็นส่วนหนึ่งหรือทั้งหมด ส่วนชายซึ่งมีสิทธิแม้หญิงไม่ให้แก่ชายก็ไม่เรียกว่าของหมั้น ศาลจะถือเป็นส่วนหนึ่งของของหมั้นไม่ได้ แต่ศาลก็ดูตามพฤติการณ์ด้วย ไม่ใช่ 1440 วรรคท้ายก็เป็นเรื่องที่กฎหมายบอกว่าเป็นสิทธิเฉพาะตัวว่าค่าทดแทนไม่ว่าตาม 1440 อนุหนึ่ง หรือสาม เหล่านี้เป็นสิทธิเฉพาะตัวไม่อาจโอนหรือตกทอดแก่ทายาท เว้นแต่ค่าใช้จ่ายในการสมรสไม่ใช่สิทธิเฉพาะตัว เมื่อเป็นสิทธิเฉพาะตัวเมื่อได้รับสภาพกันเป็นหนังสือ ก็ดีหรือชายอื่นที่มาร่วมประเวณียอมรับสภาพเป็นหนังสือ อันนี้แม้ชายคู่หมั้นหรือหญิงคู่หมั้นตายไปหรือเมื่อมีการฟ้องคดีแล้วตายลงก็มีการฟ้องคดีในคดีแพ่งได้
อายุความกรณีที่มีสิทธิในการเรียกค่าทดแทนกรณีผิดสัญญาหมั้นเป็นอายุความอย่างเดียว โดยไม่ต้องคำนึงว่าอีกฝ่ายจะล่วงรู้ถึงการผิดสัญญาหมั้นหรือไม่ อันนี้อาจารย์ก็ขออธิบายเพิ่มว่าการหมั้นปกติแล้วมีการกำหนดวันในการทำการสมรสอาจจะตกลงกันว่าหญิงรับปริญญาแล้วก็เป็นเหตุการณ์ที่กำหนดในอนาคตก็ได้ แต่ถ้าไม่ได้กำหนดเวลาเลยก็มีการผิดสัญญาหมั้นได้ยาก ถ้ากำหนดไว้ชัดเจนก็คือผิดสัญญาหมั้น เช่นไปสมรสกับชายอื่นก็เป็นการผิดสัญญาหมั้นสำหรับกรณีที่เรียกค่าทดแทนจากคู่หมั้นที่กระทำชั่วอย่างร้ายแรงก็คือายุความหกเดือน รู้เกินหกเดือนจะมาบอกเลิกสัญญาหมั้น ก็บอกเลิกได้แต่เรียกค่าทดแทนไม่ได้ อันนี้มันแยกจากกันนะ
หรือมีอายุความห้าปีนับแต่มีการกระทำชั่วอย่างร้ายแรง สำหรับ 1445 หรือ 1446 จะต้องเรียกในกร๊ที่หญิงร่วมประเวณีกับชายอื่น อันนี้ไม่รู้หรอก อาจจะมีสองหรือห้าปีนับแต่วันกระทำดังกล่าว
เช่นเดียวกับเรื่องค่าทดแทน การบอกเลิกสัญญาหมั้นตาม 1442 ก็ให้เรียกภายในหกเดือนซึ่งกฎหมายไม่ได้บอกว่าต้องกำหนดเวลาเท่าใด
แต่ข้อสังเกตที่ได้ตั้งประเด็นไว้ก็คือถ้าคู่หมั้นฝ่ายหนึ่งตายก่อนสมรสคือมีการหมั้น ถ้าไม่มีการหมั้นเช่นนี้จะเรียกว่าเป็นการหมั้นหรือไม่ ฝ่ายชายตายก่อนทรัพย์สินนั้นก็ไม่ต้องคืน ตาม 1441 แต่อย่างใด การตายนั้นจึงเป็นการตายตามธรรมชาติซึ่งการถูกศาลสั่งเป็นคนสาปสูญนั้นเช่นกรณีมีการเผาเซ็นทรัลเวิล อันนี้ไม่ทำให้การหมั้นสิ้นสุดแต่เป็นการหมั้นใหม่
แต่ไม่ใช่คู่หมั้นทำให้หญิงตาย ดังนั้นบิดามารดา เรียกค่าปลงศพได้ ตามมาตรา 1443 และอยู่ในบังคับ 1441ได้เช่นกัน สิ่งที่คืนไม่ใช่ของหมั้น ก็ฟ้องตามสัญญากู้ไม่ได้อยู่แล้วแต่ทำสัญญาตกลงข้อยกเว้นถ้าหญิงตายก่อนชายข้อตกลงนี้ใช้บังคับไม่ได้และเหตุแห่งการหมั้น การบอกล้างสัญญาหมั้นเกิดขึ้นในกรณีที่ไม่ได้ให้ความยินยอม
เช่นไปตรวจแล้วไม่ให้บุตรได้ ในคำอธิบายนั้นเหตุต่างๆเหล่านี้นำเหตุ หย่ามาเทียบเคียงได้แต่ไม่ทุกกรณี เป็นเหตุหย่า เหตุสำคัญไม่ได้เกิดแก่บิดาหรือมารดาของหญิงที่ไม่เกี่ยวกับชายหรือหญิงเลย อันเป็นการบอกเลิกสัญญาหมั้นผู้มีสิทธิบอกเลิกสัญญาหมั้นถือว่ามีเหตุบอกเลิกโดยชอบด้วยกฎหมาย ถือเป็นการผิดสัญญาหมั้นในตัว
แต่ถ้ามีการบอกเลิกสัญญาต้องเป็นการตกลง ฝ่ายเดียวไม่ใช่เป็นการตกลง ศาลถือว่านอกประเด็น ไม่รับวินิจฉัยให้ ข้อเหมือนและข้อแตกต่าง ก็คือว่าไม่ว่าเป็นเหตุสำคัญหรือกระทำชั่วอย่างร้ายแรง ก็เกิดได้ทั้งชายและหญิง ไม่จำต้องกระทำแก่ชายหรือหญิง เช่นเป็นนักค้ายาเสพติด การกระทำชั่วร้ายแรงจะต้องเป็นการกระทำ เท่านั้น ถ้าไม่ได้กระทำอย่างหนึ่งอย่างใดนอกจากบอกเลิกแล้ว ข้อแตกต่างยังคงเรียกค่าทดแทนจะต้องกระทบต่อคู่หมั้น
เรื่องของการสมรสว่าเป็นกรณีที่ชายหรือหญิงสมัครใจเป็นสามีภริยา ก็คือมีความสัมพันธ์ในทางกฎหมาย เรียกว่าการสมรสตามบรรพห้า เป็นกรณีที่การจดทะเบียนสมรส มาตรา 1457 จะมีได้เมื่อจดทะเบียนสมรสได้เท่านั้น จึงไม่ใช่การสมรส อาจจะไม่ประสงค์ให้เกิดความสัมพันธ์ในทางทรัพย์สินแม้ไม่ต้องการให้เกิดความสัมพันธ์ในทางทรัพย์สินก็ตาม ความสัมพันธ์ในทางทรัพย์สินหรือไม่ผลทางกฎหมายจะเกิดขึ้นมาเอง ไม่เกิดตามกฎหมายกำหนดเช่น ทำสัญญาก่อนสมรสที่ยกเว้นการสัมพันธ์ทางทรัพย์สิน ว่าจะไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาขน ในทางกลับกันถ้าไม่ประสงค์ให้เกิดความสัมพันธ์ในทางส่วนตัว จดทะเบียนลอยๆไว้เลยๆ ผลจะเป็นอย่างไร การจดทะเบียนสมรสตาม 1458
1067/2545
ก็ไม่มีความประสงค์ในชีวิตครอบครัวหรือจดทะเบียนสมรสหลอกๆ การสมรสต้องมีการจดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย คือเรื่องอายุของคู่สมรส
สองหลักศีลธรรมอันดีของประชาชน ต้องไม่มีความสัมพันทางสายโลหิต
ประการที่สี่ หลักให้การเห็นชอบในการสมรส
ชายหญิงที่ทำการสมรสต้องให้การยินยอมกัน คงจะต้องไปเร็วๆเพราะพวกเราก็ศึกษากันมาแล้ว หลักประการแรกเรื่องของอายุซึ่ง 1448 แต่ถ้าจะทำการสมรสกันก่อนอาจขออนุญาตต่อศาลได้ ศาลเห็นสมควนจะอนุญาตให้ทำการสมรสก็ได้
ผู้มีสิทธิเพิกถอนการสมรส ถือว่าเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้การสมรสสิ้นสุดลง การสมรสที่เป็นโมฆียะ
ต้องฟ้องก่อนครบสิบเจ็ดปีบริบูรณ์ ก็จะฟ้องเพิกถอนไม่ได้
1449 ถ้าชายหรือหญิงเป็นบุคคลวิกลจริตก็ทำการสมรสกันไม่ได้ เป็นเรื่องของประสาททางสมอง