สรุปคำบรรยาย ครอบครัว ( ภาคค่ำ ) ชั่วโมงที่ 6 - 7

98 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
Jul 15, 2010, 5:33:19 AM7/15/10
to LAWSIAM

<A HREF="http://www.thaijustice.com/webboard.asp?sub=0&id=1500752">สรุปคำบรรยาย ครอบครัว ( ภาคค่ำ ) ชั่วโมงที่ 1 - 2 24 พฤษภาคม 2553</A>

<A HREF="http://www.thaijustice.com/webboard.asp?sub=0&id=1523005">สรุปคำบรรยาย ครอบครัว ( ภาคค่ำ ) ชั่วโมงที่ 3 – 4 </A>

<A HREF="http://www.thaijustice.com/webboard.asp?sub=0&id=1541361">สรุปคำบรรยาย ครอบครัว ( ภาคค่ำ ) ชั่วโมงที่ 5 </A>

 

หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า  kankokub  ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ ชาติชาย อัครวิบูลย์ ผู้บรรยาย  , บิดามารดาข้าพเจ้า ขอบคุณ. http://www.muansuen.com และคุณ admin ที่นำ flie เสียงมาลงแบ่งปันให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

ครั้งที่ 6  . 05-07-53

            คราวที่แล้วอาจารย์ได้พูดถึงเรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างสามีภริยา เมื่อจดทะเบียนสมรสสมบูรณ์

            ความสัมพันธ์ทางส่วนตัวโดยสิทธิเด็ดขาด เช่น การเป็นชู้เหล่านี้ก็ต้องชดใช้ค่าทดแทนให้ ถ้าทำให้ถึงแก่ความตายก็ต้องเสียค่าขาดไร้อุปการะเป็นต้น

            ส่วนใหญ่จะเขียนเรื่องของหญิงเช่นสิทธิในการใช้ชื่อสกุล สัญชาติหรือภูมิลำเนา สำหรับใน บรรพ 5 เขียนถึงความสัมพันธ์ในเรื่องส่วนตัวไว้เล็กน้อย ว่ากันหลักๆแล้วก็มีเพียงสองประการเท่านั้นเองคือ ต้องอยู่กินกันฉันท์สามีภริยา ส่วนในมาตราอื่นๆเป็นบทประกอบ

            ในเรื่องความสัมพันธ์ในทางส่วนตัวนี้ ก็ ในส่วนที่กำหนดไว้จะต้องอยู่กินกันฉันท์สามีภริยานั้น เมื่อเป็นสามีภริยากันต่างฝ่ายต่างมีสิทธิหน้าที่ที่จะต้องอยู่กิน เป็นหลักตามธรรมชาติ ซึ่งกฎหมายเขียนรับรองไว้

            มันก็เลยแยกแยะกันยากระหว่างการกระทำอนาจารกับการกระทำความผิดกระทำชำเรา เช่นว่า เฒ่าหัวงู ไปรูปหญิงใช้นิ้วแหย่ แต่เดิมเป็นอนาจาร แต่ปัจจุบันก็อาจจะเข้าเรื่องอนาจารได้แล้ว แค่นี้เราจะเห็นว่าโทษที่รอการลงโทษได้ แทนที่แต่เดิมจะรอการลงโทษได้ กลายมาเป็นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา ที่ รอการลงโทษได้กลายมาเป็นว่ารอการลงโทษไม่ได้

            การอยู่กินนั้นต้องอยู่กินฉันท์สามีภริยา การร่วมประเวณีต้องไม่เป็นการบังคับข่มขืน อาจจะเป็นเหตุที่ฟ้องหย่าได้ ก็มีบทลักษณะของการลงโทษ ว่าไม่สามารถบังคับได้ ก็คือให้ภริยามาอยู่ด้วยกันไมได้ ถามว่าแล้วจะมีประโยชน์อะไร ก็คือบทลงโทษก็มีสองประการประการที่หนึ่งเป็นเหตุฟ้องหย่าหรือไม่ ก็คือเมื่อไม่อยู่เกินหนึ่งปีก็เป็นการจงใจทิ้งร้าง ประการที่หนึ่งคือการฟ้องหย่าประการที่สองคือถ้ามีเหตุใดๆที่เรียกค่าเสียหาย ได้ ก็เป็นเหตุฟ้องเรียกค่าทดแทนได้ คือ ทั้งฟ้องหย่าและเรียกค่าทดแทน นอกจากนั้นอาจมีการเรียก ค่าเลี้ยงชีพเหล่านี้เป็นต้น ก็เป็นลักษณะที่ว่า อย่างไรก็ตามที่ต่างฝ่ายต่างแยกกันอยู่ชั่วคราวไม่ถือเป็นการทิ้งร้าง เมื่อต่างสมัครใจแยกกันอยู่ไม่ว่ามีเหตุใดก็ตาม

            การอยู่กินนั้นต้องอาศัยหลักการซื่อสัตย์ สามีก็ต้องไม่นอกใจภริยา นอกจากนี้การอยู่กินด้วยกันต้องยกย่องซึ่งกันและกัน

            แต่ว่าจะไปดูถูกหมิ่นประมาทไม่ได้ มิฉะนั้นจะไปเข้าเหตุหย่า ทั้งนี้ถ้าเป็นการร้ายแรงอีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้ นอกจากการยกย่องคู่สมรสแล้วจะไปยกย่องคนอื่นไม่ได้

            การที่กฎหมายกำหนดสิทธิหน้าที่นี้สภาพไม่อาจ ยกเว้นได้ ส่อว่า เป็นลักษณะที่ทำให้การเป็นสามีภริยาไม่อาจอยู่กันได้โดยปกติสุข เช่นในกรณีของการที่กระทำการผิดต่อหน้าที่ เช่น การทำร้ายร่างกายอีกฝ่ายหนึ่งดูหมิ่นเหยียดหยาม หรือไปเป็นชู้หรือมีชู้ ต้องยกเว้นการกระทำอันเป็นทัณฑ์บน บทบังคับที่กำหนดสิทธิหน้าที่ ยังมีลักษณะการอยู่กินถ้าไม่อาจอยู่กันได้โดยปกติสุข ก็เป็นเหตุหย่าเช่นกัน เช่นการประพฤติชั่ว ไม่ได้กระทำต่ออีกฝ่ายหนึ่ง แต่ทำให้อีกฝ่ายหนึ่งได้รับความอับอาย  หรือกรณีที่การทำผิดทางอาญา ศาลพิพากษาจำคุกเกินหนึ่งปี ก็มีว่าถ้าถูกจำคุกเกินหนึ่งปีก็สมควรให้ฟ้องหย่า หรือกรณีที่ไม่ได้อยู่ร่วมกันเพราะเหตุว่าถูกศาลสั่งเป็นคนสาปสูญ เป็นคนวิกลจริต ก็ทำให้การอยู่กินด้วยกันสะดุดหยุดลง เป็นต้น

            บทลงโทษไปอยู่ในเรื่องสภาพการณ์ที่ไม่อาจอยู่ด้วยกันได้

            เป็นหลักกฎหมายที่มีการแก้ไข เดิมทีถือว่าสามีเป็นผู้อำนวยการ จากหลักการที่ว่าให้สามีเป็นผู้อำนวยการ มีผลไปถึงบรรพหนึ่งเรื่องหญิงมีสามีเป็นเรื่องหย่อนความสามารถ เพราะว่าต้องได้รับความยินยอมจากสามี นั่นคือ โลกปัจจุบันหญิงกับชายได้ทำงานมาก ก็เลยให้ทั้งสองฝ่ายต่างมีหน้าที่ให้การอุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกัน เช่นสามีรับราชการทหาร ถูกผู้ก่อการร้ายทำร้ายได้รับพิการ ได้รับการช่วยเหลือจากรัฐไม่เพียงพอ ภริยาก็ต้องช่วยเหลือสามีอันนี้คือหลักการเสมอภาคทางเพศ การช่วยเหลือนี้ หมายความว่า ก็แล้วแต่การแบ่งปันกันการให้การปรึกษาหารือ หรือช่วยกิจการในครัวเรือน ภริยาอาจเป็นฝ่ายรีดผ้า สามีซักผ้าก็ว่ากันไป ปัจจุบันในส่วนของแรงงาน ก็อาจช่วยเหลือในแง่นี้มากกว่า เมื่อมีการกระทบ ก็เกิดหนี้ขึ้นได้ เมื่อมีการก่อหนี้ เห็นว่าไปถึงมาตรา 1490 ทำให้เป็นหนี้ร่วมขึ้นกฎหมาย บอกว่ารวมถึงหนี้ที่ทำให้เกิดต่อไปนี้ การเลี้ยงดูตลอดกับการรักษาพยาบาล

            เพราะฉะนั้นผลอีกประการหนึ่งคือ ถ้ามีใครมาทำละเมิดต่อภริยาทำให้ไม่อาจช่วยกิจการงานในครอบครัวได้ กฎหมายยังให้ในมาตรา 1445 ในกรณีที่เขาถึงตาย ท่านว่าบุคคลผู้นั้นต้องชดใช้ค่าเสียหาย

            ในเรื่องของการให้อุปการะเลี้ยงดูนั้น ไม่ใช่เรื่องของค่าอุปการะเลี้ยงดู เพราะว่าการให้อุปการะเลี้ยงดูอาจไม่จำเป็นต้องเป็นตัวเงิน อย่างไรก็ตามสิ่งที่ให้การช่วยเหลือ อีกฝ่ายหนึ่งต้องฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู

            ค่าอุปการะเลี้ยงดูนี้ศาลอาจให้ โดยพิจารณาจากฐานละเลยหรือมิได้กระทำการก็ให้อีกฝ่ายฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูนอกจากนั้นก็เป็นเหตุฟ้องหย่าได้อีก ที่ว่าสามีหรือภริยาให้การอุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายหนึ่งตามสมควร ก็เห็นได้ว่าเป็นบทบังคับคือฟ้องเรียกได้ อีกอันก็เป็นเหตุฟ้องหย่าได้ เป็นสิทธิในลักษณะพิเศษ สิทธินั้นจะสละหรือ โอนมิได้ เป็นสิทธิเฉพาะตัวจะ สละก็ไม่ได้ ที่เขียนไว้อย่างนี้อาจสงสัยเพราะถ้าเขาไม่ใช้สิทธิ ก็ไม่ใช้ แต่ที่เขียนเพราะว่า ไม่ประสงค์ให้ทำข้อตกลงกันขึ้น เพราะก็มีพวกหัวหมอ ทำสัญญากันไว้ล่วงหน้าเลย ถ้ากฎหมายไม่ห้ามไว้ ก็จะทำให้เกิดความไม่สงบกับบ้านเมือง กฎหมายต้องเขียนกันไว้ เพราะมันไม่ใช่สิทธิเรียกร้องที่โอนกันปกติธรรมดา การให้ค่าอุปการะเลี้ยงดูนี้เพื่อช่วยในการช่วยเหลือยังชีพ ในกรณีที่อยู่กินด้วยกันฉันท์สามีภริยาก็อาจมีการตกลงกันแยกกันอยู่เป็นการชั่วคราวได้ การแยกกันอยู่ชั่วคราว

            โดยวาจาก็ได้ หรือโดยปริยายก็ได้ การตกลงแยกกันอยู่ชั่วคราวนั้น ยังรวมหน้าที่ที่ปฏิบัติต่อกัน ฐานะของการเป็นสามีภริยานั้นยังมีอยู่ตลอดเวลา ถ้าไม่มีการฟ้องหย่าก็ยังเป็นสามีภริยา ในกรณีที่มีการตกลงแยกกันอยู่โดยสมัครใจ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้ แต่อันนี้แยกกันอยู่เกินสองปี อย่างนี้ฟ้องหย่าไม่ได้

            จึงต้องดูสาระสำคัญว่าสมัครใจเพราะไม่อาจอยู่ร่วมกันหรือไม่ 780/2502 สมัยก่อนยังไม่ได้เขียนว่าเพราะอะไรและเกินกี่ปี แม้สมัครใจแยกกันอยู่ สามีภริยาก็ต้องมีหน้าที่ที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายหนึ่ง หรือประเด็นที่งอการแยกกันคือกรณีที่ไม่อาจอยู่กินด้วยกันโดยปกติสุขได้

            เช่นกรณีสามี การจะให้ช่วยเหลือกันก็อาจเป็นอันตรายอย่างมากก็อาจขอให้ศาลแยกก็คือว่าการกระทำอย่างไรเป็นอันตรายแก่จิตใจ อาจจะเป็นได้อาจารย์มองว่าตัวอย่างเกิดจากหลังสมรสแล้วมีพฤติกรรมทางเพศเบี่ยงเบนก็อาจจะกระทบต่อจิตใจ

            จะมุ่งไปทางอาญาแต่ความจริงไม่ต้องถึงขนาดหมดสติ อันนี้เช่นสภาพที่อยู่ด้วยกัน อยู่ในแวดวงของมลพิษ เช่นอยู่ในบ้านใกล้กับโรงงาน ภริยาอยากย้าย แต่สามีบอกไม่ย้าย ก็ขอแยกกันไปอยู่ที่อื่น  

            การที่ศาลอนุญาตให้แยกกันอยู่ไม่ทำให้ฐานะการเป็นสามีภริยาหมดสิ้นไป เมื่อศาลมีคำสั่งอนุญาติให้แยกกันอยู่ก็จะถือว่าจงใจทิ้งร้างไม่ได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อศาลสั่งให้แยกกันอยู่เพราะเหตุสี่ประการ ถามว่าศาลกำหนดเวลาหรือไม่ มันไม่เป็นการแยกโดยเด็ดขาด ศาลไม่สามารถไปกำหนดเวลาได้เลย แต่ต้องดูเหตุประกอบ เช่นว่ามีมลพิษมาก จนกว่าสามีจะย้ายไปอยู่ที่อื่นที่ไม่มีมลพิษ แต่จะไปกำหนดให้แยกกันอยู่เป็นเวลา หนึ่ง ปี สองปี สามปี อาจารย์คิดว่าสั่งไม่ได้ เพราะเหตุที่แยกกันอยู่ไม่แน่ว่าหมดไปหรือยัง ประเด็นต่อไปคือเมื่อศาลแยกกันอยู่เกินสามปี แล้ว พฤติการณ์ไม่ดีขึ้นก็เป็นเหตุฟ้องหย่าได้เช่นเดียวกัน

            ศาลบอกว่าไม่มีเหตุอนุญาตให้แยกกันอยู่ สมมุติว่าเหตุที่ทำให้กระทบกระเทือนหรือเป็นอันตรายแก่กายหมดไปแล้วจะทำอย่างไร ฝ่ายที่เป็นต้นเหตุหรือร้องให้แยกกันอยู่จะมาร้องต่อศาลขอให้ยกเลิกได้หรือไม่

            การจะอยู่ด้วยกันฉันสามีภริยาเขียนไว้เพื่อให้ปฏิบัติ แต่กฎหมายไม่อาจเอื้อมมือกระชากให้ทำได้ สภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้บังคับกันได้ เช่นเดียวกับการอยู่กินฉันท์สามีภริยาก็ไม่อาจขอศาลได้ บังคับไม่ได้ ก็จะมาร้องขอให้ศาลสั่งก็ไม่ได้เหมือนกัน

            ถ้าศาลไม่มีเหตุดังกล่าวแล้ว ก็จัดเป็นเหตุให้ฟ้องหย่าอย่างเดียว หรือ การแยกกันอยู่แล้ว ปรากฎว่า สามีไปมีภริยาให้ก็เป็นเหตุหย่าไม่ต้องรอสามปี

            อย่างนี้ก็ฟ้องโดยเหตุอื่นได้ทันที อีกประเด็นคือ ถ้ากฎหมายเขียนไว้ว่า สามีภริยามีกิจการต้องร่วมกัน ทรัพย์สินมันระคนปนกัน

            ภริยาหรือสามีย่อมเป็นผู้พิทักษ์ ศาลจะต้องสั่งให้สามีหรือภริยาอีกฝ่ายเป็นผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์ การจัดการทรัพย์สินต่างๆ การที่เป็นสามีภริยากันจะจัดการได้ง่าย อย่างไรก็ตามกฎหมายไม่ได้ปิดช่องเสียทีเดียว กฎหมายอาจมองว่า เมื่อถูกสั่งแล้วอีกฝ่ายอาจเสียโอกาสได้ เช่นเมื่อภริยาเป็นคนไร้ความสามารถ แม้ศาลเห็นว่าเอาเรื่องผู้ใช้อำนาจปกครองไปโดยอนุโลมก็ตาม กรณีนี้ต้องไปใช้ 1574 ได้ โดยอนุโลม อันนี้ก็ไม่ได้ขออนุญาต เมื่อเป็นพฤติการณ์อย่างนั้นกฎหมายจึงเปิดช่องว่าถ้าผู้มีส่วนได้เสีย

            หรือแม้ถ้าเป็นบุคคลที่บรรลุนิติภาวะไปแล้วก็ถือว่าเป็นคนที่มีส่วนได้เสียเหมือนกัน ศาลฏีกาก็ตีความโดยอนุโลม ไม่ได้ดูว่าสิทธิรับมรดกยังไม่มีสิทธิ เพราะถ้าตีความอย่างนี้ศาลฏีกาคงไม่ตีความว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสีย

            เพราะว่าป้องกันความเสียหายแก่กิจการ

            จะตั้งหลายคนซ้อนกันไม่ได้ เพราะเป็นการขัดกันซึ่งการใช้อำนาจหน้าที่ ไม่เหมือนกันผู้จัดการมรดก ถ้าระหว่างสมรสเป็นคนวิกลจริต

            อย่างไรก็ตามเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นคนวิกลจริต กฎหมายก็คุ้มครอง

            มีสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู คนตามมาตรา 28 ก็เรียกให้ได้ หรือขอให้ศาลสั่งคุ้มครองฝ่ายวิกลจริต เช่นเห็นว่าไม่ได้รับการตรวจรักษาอย่างถูกต้อง หรือ คำสั่งห้ามไม่ให้ กระทำการใดๆที่เกี่ยวกับทรัพย์สินอีกฝ่ายหนึ่ง สำหรับกรณีที่บุคคลวิกลจริต ยังไม่ได้รับคำสั่ง ยังขอให้ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ หรือตั้งตนหรือผู้อื่นเป็นผู้อนุบาล ถ้าศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ ก็บุคคลตามมาตรา 28 จะขอให้ศาลมีคำสั่ง ถอดถอนผู้อนุบาลเหมือนเดิมก็ได้

            ปัญหาตาม 1464 วรรคท้ายกรณีที่ให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครอง กรณีแม้ศาลจะไม่มีขอให้ศาลสั่งหรือกรณีที่เป็นคนไร้ความสามารถ ศาลอาจตั้งบุคคลอื่นเป็นผู้อนุบาลแทนก็ได้

            สำหรับกรณีฉุกเฉิน ถ้ามีคำขอ ศาลอาจคุ้มครองชั่วคราว ตามที่เห็นสมควร อันนี้ก็ เป็นมาตราการ ที่ให้การคุ้มครองขณะไต่สวน ก็อาจจะมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้อีกฝ่ายหนึ่งช่วยเหลือการยังชีพ

            ต่อไปเรื่องความสัมพันธ์ในทางทรัพย์สิน

            แม้จัดการเป็นที่เสียหายอย่างไรก็ตาม จะไปเขียนว่า ภริยาไม่อาจแยกได้ ซึ่งเป็นการฝ่าฝืน 1484 ก็ก่อให้เกิดความไม่สงบแก่ครอบครัว ข้อตกลงอย่างนี้ก็โมฆะเพราะขัดต่อความสงบ ก็ในหนังสือคำบรรยายจะเขียนตัวอย่างไว้พอสมควร เดิมทีเขียนว่า อาจจะทำข้อตกลงกันในเรื่องพินัยกรรมให้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินทั้งหมด เป็นมรดกแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งได้หรือไม่ บอกว่าสามีหรือภริยาไม่อาจทำสัญญายกให้คนอื่นได้

            ประการที่สอง 1481 เป็นเรื่องทำได้ในทรัพย์สินตนเอง ได้เท่านั้น แม้เป็นสินสมรส ทำเกินส่วนของตนนั้นทำไมได้

            ที่บอกว่าบุคคลจะทำเกินทรัพย์สินของตนไม่ได้ ข้อตกลงนี้ใช้ไม่ได้ ถ้าระบุให้ใช้กฎหมายประเทศอื่นบังคับทรัพย์สินข้อตกลงนั้นเป็นโมฆะ ก็เขียนเลยว่า ให้ความสัมพันธ์ในทางทรัพย์สิน ให้ใช้กฎหมายต่างประเทศ อันนี้มันก็เข้าวรรคสองต้องห้าม

            เราถือว่ากฎหมายของเราก็มีดี ไม่ควรใช้กฎหมายประเทศอื่นบังคับ เท่ากับเรายอมรับการบังคับกฎหมายต่างประเทศในบ้านเรา เราไม่ให้ เพราะฉะนั้น ทางแก้ก็คือ ถ้าเราชอบกฎหมายประเทศนั้น เราอยากได้ก็ใช้วิธี ลอกข้อความนั้นมาไว้ในสัญญาก่อนสมรส ลอกมา ถามว่าอย่างนี้ใช้ได้หรือไม่ อย่างนี้อาจารย์ถือว่าไม่ใช่การระบุให้ใช้กฎหมายประเทศอื่น ต้องดูในข้อแรกว่าข้อตกลงนั้น ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมหรือไม่ 

            ทีนี้เราจะพูดถึงแบบสัญญาก่อนสมรส คือเลือกได้ทำตามใจ คือจดแจ้งข้อตกลงไว้พร้อมกับการจดทะเบียนสมรส กับทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อและจดไว้ในทะเบียนสมรสว่ามีการแนบไว้ เราจะเห็นได้ว่าแบบที่กำหนดไว้สองอย่าง ต้องไปตกลงกันที่สำนักงานเขต ส่วนแบบที่สอง ตกลงกันนอกรอบก่อน แล้วมีพยาน ลงลายมือชื่ออย่างนี้ พอไปจดทะเบียนที่สำนักงานเขตก็จะทำให้หนังสือนั้นไปแนบท้ายในทะเบียนสมรสว่ามีสัญญาแนบท้าย จึงต้องจดแจ้งไว้ด้วย กรณีที่ไม่ได้ทำตามแบบใดแบบหนึ่งก็มีผลให้สัญญานั้นตกเป็นโมฆะ ซึ่งอันนี้เองที่เราต้องแยกแยะว่า อะไรเป็นสัญญาก่อนสมรส อะไรไม่ได้เป็น ถ้าข้อตกลงไม่ขัดต่อความสงบ อันนั้นใช้ได้เราแยกไว้ชัดเจน ก็เลยเป็นการพิจารณาว่าเป็นสัญญาก่อนสมรสหรือไม่

            6483/2534

            ว่าเป็นข้อตกลงในทางทรัพย์สินหรือไม่

            เมื่อขอให้ศาลมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเพิกถอนก็ถือว่าศาลเป็นผู้ดูแลผลประโยชน์ทั้งสองฝ่ายถ้าศาลอนุญาติแล้วเนื่องจากมีสองแบบ เพราะฉะนั้นการเปลี่ยนแปลงเพิกถอนต้องไปปรากฎที่สำนักทะเบียน เมื่อศาลมีคำสั่งอย่างไร ศาลก็เป็นผู้แจ้งให้นายทะเบียนสมรส นายทะเบียนก็ต้องจดแจ้งไว้ ตามที่ศาลอนุญาตเพื่อให้ตรวจสอบได้ ปัญหาว่าการเปลี่ยนแปลงเพิกถอนมีผลเมื่อใด เมื่อมีคำสางถึงที่สุด  ผลเกิดขึ้ทันทีเมื่อให้ถึงที่สุด ส่วนการจดแจ้งเป็นกระบวนการภายหลังไม่มีผลอย่างไร เพราะฉะนั้นกฎหมายเขียนไว้ใน 1468 ว่าเนื่องจากสัญญาก่อนสมรส เป็นส่วนน้อยมากในสังคมไทย แต่ก็เป็นได้สำหรับพวกไฮโซ

            การทำสัญญาก่อนสมรสหรือคำสั่งศาล ไม่กระทบกระเทือนสิทธิของบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริต ก็แสดงว่าจดทะเบียนสมรสเสร็จ ถ้าเบี้ยวเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนก็มีสิทธิร้องขอให้ใส่ชื่อตัวเองเป็นเจ้าของรวมได้

            ตามมาตรา 1475 ถ้าสินสมรสใดเป็นจำพวก 1456 สามีหรือภริยาจะร้องขอให้ลงชื่อตนเป็นเจ้าของรวมได้

            ทีนี้ถ้า บี ไม่ใช้สิทธิ ย่อมเชื่อว่าเป็นสิทธิของเอ ตามหลักถ้าเป็นสินสมรสแล้วไปขายไม่ได้ ต้องได้รับความยินยอมจาก บี แม้บีไม่มีชื่อก็ตาม บุคคลภายนอกซื้อจากเอ โดยสุจริต ก็ย่อมได้รับการคุ้มครองตาม 1468 ซึ่งตาม 1468 ไม่ได้คำนึงว่าบุคคลภายนอกจะเสียค่าตอบแทนหรือไม่ ก็ได้รับการคุ้มครองตาม 1468 ด้วยเช่นกัน การระงับของสัญญาก่อนสมรส ความสัมพันธ์ในทางสามีภริยาสัญญาก่อนสมรสก็ไม่มีอะไรที่จะบังคับใช้ สัญญาระหว่างสมรสจะเห็นได้ว่า สัญญาก่อนสมรสเขียนไว้ 4 มาตรา แต่ใช้น้อยมาก สัญญาระหว่างสมรสใช้มาตราเดียว ใช้มากที่สุด

            อำนาจในการจัดการสินสมรสเป็นเรื่องที่ยกเว้นได้โดยการทำสัญญาก่อนสมรสอย่างเดียว จะต่าง 1476 ได้ต่อเมื่อทำตาม 1465 -6 เท่านั้น

            ใช้คำว่าโดยตรงความจริง ในตัวทรัพย์ เช่นตกลงชดใช้ค่าเสียหายไม่ใช่ว่าตกลงกันได้

            ข้อตกลงในการแบ่งทรัพย์สิน ถ้าตกลงกันเป็นอย่างอื่น ข้อตกลงนั้นเป็นโมฆะ เรื่องนี้มีการตกลงว่า มูลเหตุคล้ายคดีปี 31 มีการทำละเมิด การหย่าว่าจะหย่ากัน ซึ่งแตกต่างไปจาก 1533 เป็นเรื่องการชดใช้ค่าเสียหาย ไม่เป็นสัญญาระหว่างสมรส เราเห็นได้ว่าข้อตกลงแบ่งทรัพย์สินไม่ได้ระบุไว้ชัดเจนว่าอะไรชิ้นไหนเป็นของใครซึ่งตรงนี้ข้อตกลงในการแบ่งค่าสินไหมทดแทน ตัวของมันเองไม่ได้เป็นการเปลี่ยนแปลงสิทธิ จึงไม่เป็นสัญญาระหว่างสมรสเพื่อวิเคราะห์ต่อว่าไม่อาจบอกล้างได้ สัญญาหนึ่งที่ต้องพิจารณาว่าเป็นสัญญาระหว่างสมรสหรือไม่ ประเด็นที่สองที่จะพูดคือ เป็นสัญญาที่ทำขึ้นระหว่างสมรสประการที่สามต้องพิจารณาแบบของสัญญาระหว่างสมรส

            ครั้งที่ 7  . 12-07-53

            ในคราวที่แล้วได้บรรยายถึงเรื่องสัญญาก่อนสมรส ต้องเกี่ยวกับทรัพย์สินและทำขึ้นระหว่างสมรสและระหว่างกันเอง แบบของสัญญาระหว่างสมรส สิทธิการบอกล้าง ในส่วนที่หนึ่งเกี่ยวกับทรัพยืสินได้บรรยายแล้ว ต้องมีมูลหนี้เกี่ยวกับสินสมรส ถ้าเป็นหนี้กระทำการ งดเว้นกระทำการ ไม่เกี่ยวกับสินสมรส อย่างนี้ก็ไม่เกี่ยวกับสัญญาระหว่างสมรส เช่นสามีเช่าบ้านที่เป็นสินส่วนตัวของภริยา ก็คือวัตถุแห่งหนี้ทรัพย์ที่เป็นสินสมรส ทางแพ่งไม่ได้เฉพาะเจาะจงแก่ตัวทรัพย์ คราวที่แล้วฏีกา 4211/2531

            ต้องเป็นสัญญาเกี่ยวกันในเรื่องสมรสยังอยู่ อีกข้อหนึ่งคือ สัญญาระหว่างสมรสไม่ใช้ในการจัดการสินสมรส ก็ได้ศึกษาไปแล้วว่าการจัดการสมรสกำหนดให้สามีภริยาต้องได้รับความยินยอม การตกลงยกเว้นก็ต้องได้ก่อนทำสัญญาระหว่างสมรสเท่านั้น จะต้องมีข้อพึงสังเกตว่าเป็นข้อที่ตกลงก่อนทำการสมรส

            ประการที่สอง สัญญาที่ทำขึ้นต้องทำขึ้นระหว่างสมรสหรือ ระหว่างกันเอง ถ้าหากว่าไม่อยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา ข้อตกลงเกี่ยวกับทรัพย์สิน แม้เป็นทรัพย์ทำมาหาได้ร่วมกันก็ถือไม่ได้ว่าเป็นสัญญาก่อนสมรส ประเด็นที่ต้องพิจารณาคือ ถ้าการสมรสเป็นโมฆะจะเป็นอย่างไร

            การสมรสที่เป็นโมฆะไม่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ทางทรัพย์สิน

            เป็นข้อที่เราต้องพิจารณาว่า อาจเป็นการสมรสซ้อน ผู้มีส่วนได้เสียกล่าวอ้างเองได้ ไม่เหมือนการสมรสที่เป็นโมฆะด้วยเหตุอื่นก็มีแนวฏีกาที่ไม่ได้ลงตีพิมพ์คือ 2496 เป็นเรื่องที่ว่า เอ กับ บี สมรสกัน โดยต่างฝ่ายต่างมีคู่สมรสอยู่แล้วจึงเป็นโมฆะ ในระหว่างนั้นมีข้อตกลงว่าแบ่งทรัพย์สินกันก่อนไปจดทะเบียนหย่า ก็ไม่ได้ทำให้การสมรสที่เป็นโมฆะนั้นสิ้นสุดแต่อย่างใด ข้อตกลงนั้นมีปัญหาว่าจะใช้บังคับได้หรือไม่ ก็ให้สิทธิแก่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดบอกล้างได้ กรณีนี้มีการตกลงกันก่อนจดทะเบียนหย่า จึงไม่ใช่สัญญาเกี่ยวกับที่สามีภริยาทำไว้แก่กันซึ่งจะต้องจัดแบ่งทรัพย์สินกันตามวรรคสอง แต่ว่าศาลฏีกาวินิจฉัยต่อไปว่า ข้อตกลงไม่จัดแบ่งทรัพย์สินตามมาตราดังกล่าว คืออาจตกลงให้สามีเป็นผู้ทำมาหาได้ ถือได้ว่าเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความในการผ่อนผันซึ่งกันและกัน จึงมีผลบังคับได้ โจทก์ใช้สิทธิบอกล้างมิได้ คือบังคับไม่ได้ในสัญญาระหว่างสมรสแต่บังคับได้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ ส่วนการสมรสที่เป็นโมฆะก่อนหน้านั้นจึงจะกล่าวอ้างไม่ได้ในส่วนนี้ก็ต้องให้ศาลพิพากษาเสียก่อน สัญญาระหว่างสมรสจึงต้องมีฐานะเป็นสามีภริยาไม่ได้ทำต่อบุคคลภายนอก เช่น เอ บี สมรสกัน เป็นสัญญาที่นายเอ ทำกับบุคคลภายนอกจึงไม่ใช่สัญญาระหว่างสมรส ประเด็นคือนายเอ ให้นายแดงเช่าทำได้หรือไม่ และ สัญญาดังกล่าวก่อให้เกิดเป็นหนี้ร่วมหรือไม่ ถ้าเป็นสัญญาที่เกี่ยวข้องกับ 1190 หนี้ที่เป็นหนี้ร่วมกันนั้นให้ถือว่าเป็นหนี้ ถ้าหากว่า นาย เอ เอารถยนต์อันเป็นสินสมรสให้อู่ซ่อมก็เป็นหนี้ร่วมได้แต่ไม่ใช่สัญญาระหว่างสมรส ทีนี้สัญญาระหว่างสมรสต้องเป็นสัญญาที่ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี้ด้วย

            ประการที่สาม แบบสัญญาระหว่างสมรสนั้น กฎหมายไม่ได้กำหนดแบบแห่งสัญญาไว้แต่อย่างใดๆ สามารถตกลงกันด้วยวาจาได้ แต่ถ้านิติกรรมดังกล่าวมีแบบไว้ เช่นการให้อสังฯต้องมีการส่งมอบทรัพย์ก็ดี การให้จะสมบูรณ์เมื่อมีการส่งมอบทรัพย์ก็เป็นแบบตามนิติกรรมทั่วๆไป อย่างนี้เป็นต้น ทีนี้ เมือเป็นสัญญาระหว่างสมรสประเด็นข้อสี่ กฎหมายให้สิทธิในการบอกล้างแก่คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนั้น ทำให้เกิดระยะเวลาที่บอกล้างสองระยะเวลา

            คือในระหว่างการสมรส หรือ ภายหลังจากที่สิ้นสุดการสมรสลง แต่ต้องบอกล้างก่อนครบหนึ่งปี นับแต่วันที่การสมรสสิ้นสุด

            ในเรื่องนี้มีข้อพิจารณาว่าที่บอกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะบอกล้างเสีย อาจารย์เห็นว่าคู่สัญญาไม่ว่าจะเป็นฝ่ายที่ได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์ก็บอกล้างได้

            แม้กระทั่งบางสัญญามีส่วนได้และ ส่วนเสียอยู่ด้วยกัน ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็บอกล้างได้เช่นกัน

            การบอกล้างกฎหมายไม่ได้กำหนดแบบไว้ จึงมีแนวฏีกาว่า การบอกล้าง ไม่มีรูปแบบ ถ้ามีการฟ้องคดีเพื่อเรียกทรัพย์คืน เมื่อมีการส่งสำเนาคำฟ้อง ก็คือ การได้รับคำบอกกล่าวแล้ว การบอกกล่าวก็มีผลแล้ว

            5485/2537

            ศาลฏีกาก็วินิจฉัย 4744/2539  

            5974/2538

            เมื่อมีการบอกล้างแล้วโดยผลก็ทำให้ทรัพย์สินนั้นกลายสภาพเป็นสินส่วนตัว สัญญาระหว่างสมรสนี้อาจมีการทำขึ้นหลายฉบับ การทำสัญญาฉบับใหม่มีผลเท่ากับเป็นการยกเลิกสัญญาฉบับเก่า สัญญาฉบับใหม่เมื่อยังเป็นสัญญาระหว่างสมรสก็บอกล้างกันได้

            จำเลยหรือฝ่ายสามีจะเป็นผู้หารายใหม่หรือหากจำเลยหาเงินได้หนึ่งล้านบาทก็หาเงินได้หนึ่งเดือน หากสามีหรือจำเลยไม่อาจปฏิบัติได้ก็จะแบ่งให้หนึ่งแปลง ข้อตกลงใหม่นี้ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็มีสิทธิบอกล้างสัญญาระหว่างสมรสได้ สามารถยกเลิกกันเมื่อใดก็ได้ โดยเหตุนี้เองกฏหมายคุ้มครองบุคคลภายนอก ผู้กระทำการโดยสุจริต ถ้าเป็นสินส่วนตัวกลับมาเป็นสินสมรสดังเดิมที่ว่า บันทึกข้อตกลง เมื่อโจทก์และ จำเลยที่หนึ่งยังไม่จดทะเบียนหย่า ย่อมบอกล้างได้ ซึ่งการบอกล้าง กรณีไม่อยู่ในการบอกล้างดังกล่าว อันเป็นการใช้สิทธิขณะเป็นสามีภริยากัน ย่อมทำให้สัญญาดังกล่าวสิ้นความผูกพันไป ที่ว่าไม่ทำให้บุคคลภายนอก ต้องเสื่อมสิทธิ เนื่องจากการไม่แน่นอนของการให้สิทธิในการบอกล้างเมื่อนายเอ มอบให้ เมื่อต่อมา นางบี นำรถนั้นไปขายให้กับ นายแดงหรือ นางบี ยกรถยนต์คันนั้นให้กับหลานของตน นายแดงที่ได้รับโอนมาโดยสุจริตก็ไม่ทำให้เสื่อมสิทธิ โดยจะเห็นว่ามาตรา 1469 ไม่ได้ระบุว่าบุคคลภายนอกนั้นเสียค่าตอบแทนแต่อย่างใด อันนี้ก็เป็นการจบในเรื่องสัญญาระหว่างสมรส

            สิ่งที่เราพิจารณาต่อไปก็คือ ประเภทระหว่างทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา จำแนกเป็นสองส่วนคือ สินส่วนตัว และ สินสมรส ประโยชน์ในการศึกษาเป็นเรื่องทำให้รู้ว่าเป็นทรัพย์สินประเภทใด แต่ถ้าเป็นสินสมรสก็ดูว่าจัดการไปได้โดยลำพัง ในเรื่องการชำระหนี้ถ้าเป็นหนี้ส่วนตัว ตามหลักจะต้องชำระของลูกหนี้ ที่เป็นสินส่วนตัวเสียก่อน ถ้าไม่พอค่อยชำระจากสินสมรสได้ ก็ทำให้ คู่สมรสอีกฝ่ายที่เป็นลูกหนี้ ร้องได้ว่าเป็นการข้ามขั้นตอน หรือมีการบังคับเอาสินส่วนตัวไปแล้วอีกฝ่ายก็ร้องกันส่วนได้ หรือถ้าบังคับเอากับสินส่วนตัวก็ร้องขัดทรัพย์ตาม 288 หรือในการออกค่าใช้จ่ายในส่วนมากน้อย ก็ต้องคำนึงว่าฝ่ายใดมีสินส่วนตัวมากน้อยกว่ากัน

            ก็มีปัญหาว่าที่ดินที่ได้นส3ภายหลังนั้นเป็นเพียงการปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมายจึงเป็นสินส่วนตัวไม่ใช่สินสมรส

            เอ ปล่อยกู้ให้คนอื่น อาจกำหนดระยะเวลาการชำระหลังจากจดทะเบียนสมรสแล้วการที่ลูกหนี้มาชำระให้หลังจากสมรสแล้ว ก็เป็นสิทธิที่มีอยู่ก่อนสมรส

            เปรียบเทียบกับนิติกรรมมีเงื่อนไข บังคับก่อน เป็นผลสำเร็จ มาตรา 183 บอกว่า นิติกรรมนั้นเป็นผลเมื่อสำเร็จแล้ว ยกตัวอย่างเช่นกรณีที่ เอ ไปซื้อล็อตเตอร์รี่ก่อนสมรส ออกรางวัลประกาศผล แล้วถูกรางวัลมีปัญหาว่าเงินรางวัลที่ได้มาหลังสมรส เป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรส ก็ได้มาหลังสมรสก็เป็นสินสมรส การวินิจฉัยเช่นนี้ไม่อาจลบล้างข้อสงสัยได้ สลากกินแบ่งต้องตรงกับที่ออกประกาศมา สิทธิเรียกร้องจึงเพิ่งเกิดขึ้นมาเงินรางวัลจึงเป็นสินสมรส สิทธิตามสัญญาเช่า สิทธิตามสัญญาเช่าดังกล่าวก็เป็นสินส่วนตัว สัญญาเช่าซื้อหรือลิขสิทธิ แม้มีก่อนได้เงินมาก็เป็นสินส่วนตัว เมื่อเป็นทรัพย์ที่เป็นส่วนตัวแล้วแม้ให้ใครใช้ก็ไม่สำคัญ

            กรณีมาตรา 1534 คือถ้าจำหน่ายไปเพื่อประโยชน์ของตนก็ดี ฯลฯ ให้ถือเสมือนว่าทรัพย์นั้นยังคงมีอยู่

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages