สรุปคำบรรยาย เนติภาคค่ำ ทรัพย์ สัปดาห์ที่ 5 ชั่วโมงที่5-6 ศ26/06/52

1,408 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
Jun 28, 2009, 10:29:44 PM6/28/09
to LAWSIAM

หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า  kankokub  ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ สมจิตร์ ทองศรีผู้บรรยาย   ,  ผู้มีน้ำใจส่ง flie เสียงที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า

ชั่วโมงที่  5 – 6  . ()

            ถือเป็นชั่วโมงที่ 5 กับ ชั่วโมงที่ 6 คราวที่แล้วได้พูดถึงเรื่องทรัพย์สิทธิกับบุคคลสิทธิมันต่างกันอย่างไร ก่อน เราเข้าใจมาตรา 1299 ทำความเข้าใจเบื้องต้นก่อนว่าการได้ทรัพยสิทธิ มีทางได้มากี่ประการ โดยหลักการได้มาซึ่งทรัพย์สิทธิ ได้ แบ่งได้เป็น สองกรณี

            คือการได้มาทางนิติกรรม กับ ได้มาโดยทางอื่น หรือได้มาโดยทางผลของกฎหมาย

            คงจะเข้าใจแล้วว่าการได้มาทางทรัพย์สิทธิ หรือที่เข้าใจง่ายเช่น กรรมสิทธิ์

ในเรื่องของซื้อขาย เราซื้อรถยนต์มา ซื้อที่ดินมาก็ได้มาซึ่ง ทรัพยสิทธิ หรือเราได้มีการแลกเปลี่ยน หรือเราได้มีการยกที่ดินให้แก่คนที่เราต้องการให้

            และส่วนหนึ่งที่เราถือว่าเป็นการได้มาซึ่งทรัพยสิทธินั้นก็คือการทำสัญญาก่อตั้งทรัพยสิทธิเป็นทรัพยสิทธิที่กฎหมายรับรองแล้ว

            เช่น ภาระจำยอม การที่เราได้ภาระจำยอมนั้น ทางหนึ่งเราได้มาทางนิติกรรม เช่นมีที่ดินติดต่อกัน ก็เจรจา ขอผ่านที่ดิน ออกถนนสาธารณะเป็นที่ดินกว้างสี่เมตรยาวตลอดเขต ประมาณ ยี่สิบเมตร ก็ทำนิติกรรมกัน โดยทำเป็นหนังสือและจดทะเบียน ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามหลักมาตรา 1299 อย่างนี้ถือว่าได้ภาระจำยอมมาโดยนิติกรรม

            หรือกรณีสิทธิอาศัย ไปจดทะเบียนก่อตั้งสิทธิอาศัยว่าน้องสาวผมให้ผมอาศัยอยู่ในบ้านของเขาตลอดชีวิต ถือว่า เป็นการได้มาโดยนิติกรรม

หรือว่าสิทธิเหนือพื้นดิน ตามมาตรา 1410 ว่าเจ้าของที่ดินอาจก่อตั้ง ให้เป็นเจ้าของโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินของเขาก็ได้

            ทำนองเดียวกันในส่วนของสิทธิเก็บกินก็เช่นเดียวกัน ซึ่งมาตรา 1417 บอกว่า

สมมุติว่ามีที่ดินและตึก สักสิบคูหา จะยกที่ดินให้แก่ลูกแต่กัลัวว่าลูกจะไม่เลี้ยงดู ก็เลยยกให้แต่ทำสัญญาสิทธิเก็บกิน ในตึกนี้ตลอดชีวิต สิทธิเก็บกินนี้เป้นทรัพยสิทธิ

            หรือกรณี1429 ภาระติดพันในอสังหาริมทรัพย์  อาจเป็นได้ว่ายายยกที่ดินที่สวนให้หลานไปและทำสัญญาภาระติดพันว่า หลานต้องจ่ายเงินให้ยายปีละหนึ่งแสนบาท กรณีนี้ก็เป็นภาระติดพันในอสังฯ โดยทางนิติกรรม

            ส่วนการได้มาซึ่ทรัพยสิทธิโดยทางอื่น มาตรา144 วรรคสอง บ้านก็เป็นส่วนควบก็ได้มาโดยหลักของส่วนควบ ก็เป็นบทบัญญัติของกฎหมายที่เขียนไว้ คือหากใครไปปลูกสร้างโรงเรือนในที่ดินของคนอื่นโดยสุจริต ที่นั้นก็ได้ ไป ได้สิทธิครอบครองตามมาตรา 1367 การครอบครองแม้จะยึดถือเพื่อตน การครอบครองปรปักษ์มาตรา 1382 เช่นการได้รับภาระจำยอมโดยผลของกฎหมายติดต่อกัน สิบปี ก็ได้ทางภาระจำยอมโดยผลของกฎหมายโดยอายุความ มาถึงตรงนี้ก็จะสังเกตเห็นว่าทางภาระจำยอมมันมีทางได้มาโดยสองทางเลยคือได้มาทั้งทางนิติกรรมและโดยผลของกฎหมาย จะไม่มีช่องว่าง 1306 สิ่งเหล่านี้เป็นการได้มาโดยผลกฎหมายทั้งสิ้น

            เมื่อเห็นภาพรวมแล้วจะเข้ารายละเอียดตามมาตรา 1299 วรรคหนึ่ง

                มาตรา 1299 ภายในบังคับแห่งบทบัญญัติในประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น ท่านว่าการได้มาโดยนิติกรรมซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้นไม่บริบูรณ์ เว้นแต่นิติกรรมจะได้ทำเป็นหนังสือและได้จดทะเบียนการได้มากับพนักงานเจ้าหน้าที่

             ถ้ามีผู้ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม สิทธิของผู้ได้มานั้น ถ้ายังมิได้จะทะเบียนไซร้ ท่านว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนไม่ได้และสิทธิอันยังมิได้จดทะเบียนนั้น มิให้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว

            ที่เราจะศึกษาต่อไปเจาะเฉพาะที่เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ และทรัพยสิทธิเกี่ยวกับอสังฯ

พอเราดูโครงสร้างของมาตรา 1299 แล้วจะเห็นได้ว่า วรรคหนึ่งเป็นการได้มาโดย นิติกรรม

ส่วนวรรคสองเป็นทางอื่น

            ก่อนเข้าเนื้อหาเรามาเจาะว่ามีการได้มาโดยทางใดบ้าง ตามฏีกา แบ่งย่อยได้สามกลุ่มหรือสามกรณี

            หนึ่ง ได้มาโดยมีกฎหมายบัญญัติไว้ เช่น ส่วนควบ หรือได้มาโดยการครอบครองปรปักษ์ หรือได้มาโดยอายุความ อันนี้เห็นชัดได้มาโดยมีกฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้ง

            หรือได้มาหลักส่วนควบคือที่งอก

            อีกกรณีคือทางอื่น คือการได้มาโดยคำพิพากษาของศาลในคดีส่วนแพ่ง ถ้าศาลมีคำพิพากษา ถือว่าเป็นการได้มาโดยคำพิพากษา เป็นการได้มาโดยทางอื่น แต่ข้อสังเกตคือ ถ้าจำได้ แยกเป็นกลุ่มใหญ่ๆก็แยกได้สองกลุ่ม คือกรณีมีข้อพิพากแล้วศาลได้วินิจฉัยข้อพิพาท

            อย่างนี้ได้ มาตามคำพิพากษาได้มาโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม แต่ต่างกันหากระหว่างพิจารณาคู่ความตกลงกันได้ ศาลพิพากษาตามยอมได้ถ้าข้อตกลงนั้นไม่ขัดต่อกฎหมาย กรณีอย่างนี้ถือว่าได้มาโดยนิติกรรม ไม่ถือว่าเป็นการได้มาโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม และผู้ที่ได้มาโดยศาลพิพากษาตามยอมนั้นถือว่าเป็นผู้จดทะเบียนได้ก่อนตามมาตรา 1300

            เรามาดูคำพิพากษาฏีกาเหล่านี้แยกเป็นสองกลุ่ม

352/2488

ผู้อาศัยซึ่งชนะคดีผู้ให้อาศัยย่อมได้รับสิทธิตามคำพิพากษาโดยไม่จำเป็นต้องขอให้ศาลบังคับเสมอไปและใช้ยันคู่กรณีได้ โดยไม่ต้องจดทะเบียนสิทธินั้น

จำเลยมีสิทธิอาศัยใช้ลานนวดข้าวในที่ดินของโจทก์ เพียงแต่จำเลยขุดหลุม ปิดประตูและรื้อรั้วดังนี้ เป็นการใช้สิทธิอาศัยเกินขอบเขตไปบ้างเล็กน้อยยังไม่เป็นปฏิปักษ์แก่กรรมสิทธิ์ในที่ดินของโจทก์อันเป็นเหตุให้ระงับตัดสิทธิอาศัยของจำเลยได้ โจทก์รับตามรายงานพิจารณาว่าจะเป็นผู้นำสืบก่อนแล้วจะมาโต้แย้งหน้าที่นำสืบในภายหลังไม่ได้

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยผู้อาศัยใช้สิทธิเกินขอบเขต จำเลยให้การปฏิเสธดังนี้ เป็นหน้าที่โจทก์ต้องนำสืบก่อน

 

            ก็คือหลักคำพิพากษาวินิจฉัยคดี ก็ถือเป็นการได้มาโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม

 949/2496

ผู้มีชื่อในโฉนดได้เป็นความฟ้องขอแบ่งแยกโฉนดจากกันและกันโดยฝ่ายโจทก์อ้างว่าตนมีสิทธิในที่ดิน 2 ใน 3 ฝ่ายจำเลยต่อสู้ว่า มีสิทธิคนละครึ่ง ศาลพิพากษาว่าต่างปกครองเป็นส่วนสัดกันมาฝ่ายละครึ่ง 30 ปีเศษแล้ว จึงขอให้แบ่งโฉนดตามที่ปกครองมา คดีถึงที่สุด ดังนี้

ครั้นที่ดินตามโฉนดดังกล่าวตกได้แก่ผู้อื่นต่อมาทั้งสองฝ่ายแม้ผู้อื่นนั้นจะไม่ได้เป็นคู่ความในคดีก่อนก็เป็นผู้สืบสิทธิ มาจากคู่ความในคดีก่อน คำพิพากษาคดีก่อนจึงผูกมัดผู้นั้นด้วย ฉะนั้น ผู้ได้รับที่ดินตามโฉนดดังกล่าวจะมาฟ้องร้องตั้งข้อพิพาทว่ามีส่วนในที่ดินตามโฉนดนั้นผิดไปจากคำพิพากษาในคดีเดิมย่อมไม่ได้

 

            739/2511

เมื่อที่พิพาทมี ส.ค.1 แล้ว ก็แสดงว่าเป็นที่ดินที่มีผู้ครอบครองและทำประโยชน์อยู่แล้ว ตามพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 มาตรา 5 และในเมื่อเป็นที่ที่ทำประโยชน์อยู่แล้วเช่นนี้ เพียงแต่มีคำรับรองจากนายอำเภอก็โอนกันได้ตามมาตรา 9 โดยมีหนังสือสำคัญแสดงสิทธิในที่ดินมาจดทะเบียนตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 72ดังนั้นผู้ร้องจึงอยู่ในฐานะที่จะจดทะเบียนสิทธิของตนตามคำพิพากษาตามยอมได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 ด้วยเหตุนี้ แม้ที่ดินจะยังเป็นของจำเลยอยู่ก็ตาม แต่โจทก์ก็จะบังคับคดีแก่ทรัพย์สินนั้นให้กระทบกระทั่งถึงสิทธิของผู้ร้องดังกล่าวแล้วหาได้ไม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา287(ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 13/2511)

 

7143/2546 (ญ) เป็นคำพิพากษาที่ควรจะจำที่สุด

กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตกเป็นของ ส. ผู้ซื้อฝากนับแต่โจทก์กับ ส. ได้ทำสัญญาขายฝาก การที่ ส. จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยร่วม จำเลยร่วมจึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยชอบ แต่การที่จำเลยร่วมฟ้องขับไล่โจทก์และได้มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม คำพิพากษาดังกล่าวย่อมผูกพันคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ดังนี้ เมื่อโจทก์ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความโดยชำระเงินค่าเช่าซื้อให้แก่จำเลยร่วมครบถ้วนแล้ว ที่ดินพิพาทย่อมตกเป็นของโจทก์และเป็นการได้มาโดยทางนิติกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคหนึ่งแม้จะยังมิได้มีการจดทะเบียน ก็ไม่มีผลให้นิติกรรมตกเป็นโมฆะหรือไม่สมบูรณ์ เพียงแต่ทำให้ไม่บริบูรณ์ถึงขั้นเป็นทรัพยสิทธิ แต่ระหว่างคู่กรณีย่อมมีผลผูกพันต่อกันในฐานะเป็นบุคคลสิทธิ ทำให้โจทก์มีสิทธิเข้ายึดถือครอบครองใช้ยันจำเลยร่วมได้ และมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยร่วมจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ได้ด้วย เมื่อโจทก์ได้เข้าทำการปรับปรุงบริเวณที่ดินพิพาทตลอดมา เพื่อจะสร้างอาคารโรงเรียนขึ้นใหม่ในลักษณะแสดงสิทธิความเป็นเจ้าของ การที่จำเลยเข้าไปปลูกเพิงอยู่ในที่ดินพิพาทโดยอ้างว่าอาศัยสิทธิของจำเลยร่วมจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยร่วม

คดีก่อนมีประเด็นข้อพิพาทเพียงว่าจำเลยร่วมจะต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์หรือไม่ ต่างกับคดีนี้ที่โจทก์ตั้งประเด็นในฐานะเจ้าของที่ดินพิพาทที่โจทก์ได้มาโดยสัญญาเช่าซื้อตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วม ขอให้ขับไล่จำเลยซึ่งอ้างว่าอาศัยสิทธิของจำเลยร่วมเข้าไปปลูกสร้างโรงเรือนในที่ดินพิพาท จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ

ที่ดินพิพาทแม้จำเลยร่วมมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ตามโฉนดที่ดินอยู่ แต่สิทธิและหน้าที่ระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมยังคงมีผลผูกพันต่อกันตามสัญญาประนีประนอมยอมความในฐานะเป็นบุคคลสิทธิ การที่โจทก์ได้ใช้สิทธิดังกล่าวเข้าทำการปรับปรุงที่ดินโดยถางหญ้ากับทำความสะอาดภายในบริเวณที่ดินพิพาทอีกครั้งหนึ่งเพื่อเตรียมก่อสร้างอาคารโรงเรียนขึ้นใหม่เป็นการยืนยันว่าโจทก์เป็นฝ่ายครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมาจนกระทั่งถูกจำเลยซึ่งเป็นบริวารของจำเลยร่วมบุกรุกเข้าไปสร้างโรงเรือนลักษณะเป็นเพิงชั้นเดียวฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยร่วมจึงไม่ขาดอายุความ

 

            เป็นคำพิพากษาที่วินิจฉัยว่าการได้มาซึ่งอสังฯ ตามคำพิพากษาหรือตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นเป็นการได้มาโดยทางนิติกรรม

            นอกจากโจทก์จะเป็นผู้อยู่ในฐานะที่จะจดทะเบียนสิทธิ์ได้ก่อนแล้ว ยังวินิจฉํยไปอีกว่าเป็นการได้มาโดยทางนิติกรรม

            2828/2529 - ค้นไม่พบ

            คำพิพากษาเหล่านี้เพียงบอกว่าผู้ได้มาโดยอสังฯนั้น เป็นผู้อยู่ในฐานะเป็นผู้จดทะเบียนสิทธิได้ก่อนตามมาตรา 1300 

            แต่ส่วนที่ต้องจำในข้อสองคือ การได้มาโดยคำพิพากษานั้น เป็นการได้มาโดยอย่างไร

            สองกรณีผ่านไปแล้ว

            กรณีที่สามได้มาโดย ทางมรดก ก็เป็นการได้มาโดยทางอื่น แต่ได้ศึกษาแล้ว ว่าอาจได้มาโดยทายาทโดยธรรม หรือเป็นผู้รับพินัยกรรม ทั้งสองกรณีนี้ตามคำพิพากษา วินิจฉัยว่าเป็นการได้มาโดยทางอื่น

            อาจมีผู้ส่งสัยว่าการได้มาโดยทางพินัยกรรมก็เป็นพินัยกรรมฝ่ายเดียวมิใช่หรือ ที่เป้นอย่างนี้เพราะ ว่าสิทธิเรียกร้องเหล่านี้มีผลเมื่อผู้ทำพินัยกรรมได้ตายไป มันก็เกิดขึ้นต่อเมื่อ ผู้ทำพินัยกรรมได้ตายไป

            1619/2506 เป็นการได้มาโดยที่ดิน

สถานที่เช่าเป็นเคหะสถานอันได้รับความคุ้มครองจากพระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าหรือไม่นั้น จำเลยต้องนำสืบก่อน

ข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 224 นั้น เป็นเรื่องที่คู่ความโต้เถียงกันว่าฝ่ายใดมีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์เป็นประการสำคัญ การที่อ้างว่าผู้ใดไม่มีอำนาจฟ้องเพราะไม่มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์พิพาท ไม่ใช่ข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์

จำเลยอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลชั้นต้นสั่งว่า"รับเป็นอุทธรณ์ของจำเลยให้นำส่งสำเนาให้โจทก์ภายใน 15 วัน" ศาลฎีกาเห็นว่า ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ตามธรรมดา ไม่ได้สั่งในรูปรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 230 วรรคสอง เมื่อศาลอุทธรณ์เห็นว่าประเด็นใดเป็นประเด็นข้อเท็จจริงต้องห้ามไม่ให้อุทธรณ์ ก็ไม่หยิบยกประเด็นนั้นๆ ขึ้นวินิจฉัยเป็นการถูกต้องแล้ว

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1599 ทายาทย่อมได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์มรดกตั้งแต่เจ้ามรดกตาย แม้จะยังไม่ได้จดทะเบียนสิทธินั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 ก็ตาม

 

            1812/2506

(1) เมื่อผู้ทำพินัยกรรมตาย ที่ดินซึ่งระบุไว้ในพินัยกรรมย่อมตกได้แก่ผู้รับพินัยกรรมทันทีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1673 โดยมิพักต้องทำพิธีรับมรดก และหรือเข้าครอบครองที่ดินนั้น โดยเหตุนี้ เจ้าของที่ดินเช่นว่านี้ย่อมมีอำนาจฟ้องให้ศาลสั่งแสดงกรรมสิทธิ์และขับไล่ผู้อาศัย (2) ใบนำเพื่อจะไปเสียเงินบำรุงท้องที่นั้น ไม่ใช่เอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดิน (3) เนื่องจากคำให้การต่อสู้ของจำเลยจึงเป็นเหตุให้โจทก์ขอให้ศาลเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดี อันเป็นอำนาจที่โจทก์และศาลจะกระทำได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 ดังนั้นฎีกาจำเลยที่ว่าก่อนฟ้องโจทก์มิได้บอกกล่าวจำเลยร่วมและโจทก์มิได้โต้แย้งสิทธิของจำเลย จึงฟังไม่ขึ้น

 

ประเด็นคือโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เจ้ามรดกทำพินัยกรรมยกที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้โจทก์โดยทางอื่น พอเจ้ามรดกถึงแก่กรรม โจทก์ยังไม่ได้ไปจดทะเบียน ตามมาตรา 1299 วรรคสองคือยังไม่ได้ไปเปลี่ยนชื่อที่ดินแปลงนี้มาเป็นชื่อโจทก์แต่โจทก์ฟ้องขับไล่ผู้เช่า ผู้เช่าซึ่งเป็นจำเลยต่อสู้ว่าไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่ ศาลฏีกาก็ วินิจฉัยว่าผู้มีชื่อในโฉนด ผู้ได้รับมรดกโดยพินัยกรรมแม้ยังไม่จดทะเบียนก็ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้นมีอำนาจฟ้อง นี้เป็นส่วนของที่ดิน ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดิน แต่ว่ามีข้อสังเกต 1840/2544 มาฉายซ้ำ ที่พูดถึงเรื่องนี้ก็คือ คำพิพากษาฏีกาที่ 1840/2514นั้นมีการวินิจฉัยว่าการได้มาซึ่งสิทธิอาศัยอันเป็นทรัพยสิทธิเกี่ยวกับอสังฯโดยพินัยกรรม เป้นการได้มาโดยนิติกรรม อ่าววววววววว 

            ก็เริ่มสงสัยสำหรับคนที่ไม่เคยอ่าน หรืออ่านแล้วยังไม่เข้าใจ ก็ในเมื่อ สักครู่ได้อธิบายว่าเป็นทางอื่น ตามวรรคสองอยู่เลย แล้วทำไมการได้มาโดยสิทธิอาศัยตรงนี้จึงเป็นการได้มาโดยทางนิติกรรม ดูรายละเอียดในคำพิพากษาฏีกาสองอันนี้ สรุปสั้นๆคือ ที่ดินมีโฉนด เป็นกรรมสิทธิ์ร่วม และอนุญาตให้อยู่อาศัย ต่อมา มาฟ้องแย้งกรรมสิทธื จึงห้ามไม่ให้อยู่ แต่ได้นำจำเลยมาอยู่อาศัย โจทก์ให้ทำสัญญาเช่าก็ไม่ยอมทำ ขอให้ขับไล่ หลักก็เป็นการฟ้องขับไล่

            ศาลชั้นต้นหมายเรียกให้มาเป็นจำเลยร่วมก็เป็นจำเลยร่วม

            ขอให้สังเกต ว่าเป็นการมาซึ่งตัวที่ดินและได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ เวลาเราได้มาถ้าเราทำตามแบบ ตัวกรรมสิทธิ์ตัวนี้ไม่ต้องไปสถาปนาไม่ต้องไปทำอะไรอีกแล้ว แต่ตัว สิทธิ ซึ่งเป็นนามธรรมคือสิทธิที่เรียกว่าทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังฯที่บัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งพาณิชย์ เหล่านี้จะก่อตั้งกันได้ก็แต่ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่มันจึงจะบริบูรณ์ในทรัพย์สิทธิมันต่างกันตรงนี้ ถ้าแปลว่าคนหนึ่งให้น้องสาวมีสิทธิอาศัยในบ้านหลังนี้ตลอดชีวติเป็นการได้มาโดยทางอื่นถามว่าจะเป็นเรื่องของการเช้าทางหลังบ้านแสดงว่าถ้าคุณเขียนแล้วเจ้ามรดกตาย การก่อตั้งตรงนี้ไม่ต้องทำแบบหรือ

            ถ้าเจ้ามรดกไม่ตาย ไม่ทำพินัยกรรมมันจะสมบูรณ์เป็นทรัพย์สิทธิ์ก็ต่อเมื่อได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ใครซื้อไปก็ต้องยอมให้อยู่

            ชั่วโมงที่หก

                        เรามาดูมาตรา 1299 วรรค 1

                มาตรา 1299 ภายในบังคับแห่งบทบัญญัติในประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น ท่านว่าการได้มาโดยนิติกรรมซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้นไม่บริบูรณ์ เว้นแต่นิติกรรมจะได้ทำเป็นหนังสือและได้จดทะเบียนการได้มากับพนักงานเจ้าหน้าที่

            เพราะฉะนั้นสรุปได้ ว่าการได้มาโดยนิติกรรม ในอสังฯ หรือทรัพย์สิทธิ ในอสังฯ

ข้อสังเกตคือคำว่า ว่า ภายใต้บังคับในกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น ถ้ามีบทบัญญัติในกฏหมายนี้บัญญัติไว้ว่าอย่างไรก็ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติที่เกี่ยวกันไว้

            ก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมายเฉพาะนั้น ถ้าไม่มีกฎหมายเฉพาะในเรื่องนี้เอาไว้ การได้มา ซึ่งอสังฯ หรือทรัพยสิทธิในอสังฯนั้นจะบริบูรณ์ก็ต่อเมื่อได้ทำตามแบบ อันนี้คือความหมายอันแรกที่ตั้งข้อสังเกต ว่าต้องทำความเข้าใจ

            ตอนนี้เรื่องกฎหมายอื่นยังไม่พบ แต่ในกฎหมายแพ่งมีหลายเรื่องเช่นการซื้อขายตามมาตรา 456 วรรค 1 เป็นโมฆะ ไม่ได้เป็นเพียงไม่บริบูรณ์

            ผลของโมฆะกับไม่บริบูณณ์นั้นต่างกันตามกฏหมายอีกตัวอย่างคือเรื่องของการแลกเปลี่ยนที่ให้นำเรื่องซื้อขายมาใช้ในเรื่องซื้อขายด้วย ก็เช่นเดียวกัน  การให้ตามมาตรา 525 หรือจำนองต้องเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือขายฝากก็ต้องทำตามแบบ

            นั่นคือความหมาย ในข้อความส่วนแรกในส่วนที่บอกว่าภายใต้

            ถามว่าการได้มาโดยทางนิติกรรมเกี่ยวกับอสังฯ ก็แทบไม่มีเหลือแล้วสิ ก็การได้มาโดยนิติกรรมก็ใหญ่ ๆ ซื้อขายแลกเปลี่ยนให้แทบจะครบแล้วนิ แล้วมีที่ใช้หรือไม่

            มาตรานี้มีที่ใช้หรือไม่ โดยสรุปแล้วมาตรานี้มีที่ใช้หลักๆสองกรณี กรณีที่ใหญ่ที่สุดคือกรณีแรกใช้บังคับในเรื่องก่อตั้งทรัพยสิทธิในอสังฯ ที่บัญญัติไว้ในประมวลแพ่ง บรรพ 4 ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของภาระจำยอม สิทธิอาศัย สิทธิเก็บกินตัวพวกนี้ เป้นพวกที่เรียกว่า ถ้าสถาปนา จะเป็นทรัพยสิทธิใช่หรือไม่ สิทธิพวกนี้ กฎหมายจัดเป็นทรัพยประเภทอสังฯ ใช่หรือไม่ ถ้าจะเข้าใจตรงนี้

            กรณีที่ใช้น้อยแทบจะไม่มีเลย ก็คือ กรณีของการยกอสังฯ ตีใช้หนี้ กรณีที่ลูกหนี้ยกอสังฯตีใช้หนี้ให้แก่เจ้าหนี้ ไม่ใช่เรื่องซื้อขายไม่ใช่แลกเปลี่ยนไม่ใช่เรื่องให้ เพราะฉะนั้นเจ้าหนี้ซึ่งได้รับอสังฯนั้น

            พอได้มาแล้วก็เป็นการยกให้ตามเจตนาก็เป็นไปตามนิติกรรมเป็นการได้มาโดยนิติกรรมอย่างหนึ่งเมื่อไม่มีกฎหมายเฉพาะบัญญัติไว้ก็ใช้กฎหมายทั่วไปตามมาตรา 1299 วรรค 1

            435/2509 – ค้นไม่พบ

            เรามาดูตัวอย่าง

4892/2542

            บ. มารดาโจทก์ได้ยกที่ดินพิพาทตีใช้หนี้เงินกู้ให้แก่จำเลย โดยโจทก์และบุตรอื่นของ บ. รู้เห็นยินยอมด้วย แม้การยกที่ดินพิพาทตีใช้หนี้เงินกู้จะไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคหนึ่งทำให้การได้มาซึ่งที่ดินพิพาทไม่บริบูรณ์ก็ตาม แต่หาเป็นโมฆะเสียเปล่าไม่ การยกที่ดินพิพาทตีใช้หนี้ยังคงใช้บังคับกันได้ระหว่างคู่สัญญา รวมทั้งทายาทหรือผู้สืบสิทธิของคู่สัญญาในฐานะเป็นบุคคลสิทธิ ดังนี้ โจทก์ซึ่งรู้เห็นยินยอมด้วยในการยกที่ดินพิพาทตีใช้หนี้ให้แก่จำเลยและเป็นผู้สืบสิทธิมาจาก บ. จึงไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท

             พอสรุปได้ว่า 1299 ใช้ได้สองกรณี อธิบายต่อ ก็คือ คำว่าไม่บริบูรณ์ใน 1299 นั้นเข้าใจว่าไม่บริบูณณ์ในฐานะเป็นทรัพยสิทธิ์ แต่คู่สัญญารู้ได้ ด้วยคู่กรณี หมายความว่าถ้าไม่จดทะเบียน จะไปใช้ยันใครไม่ได้เลย ยกเว้นแค่คู่สัญญาเท่านั้น ถามใหม่เรื่องเมื่อสักครู่ ถ้าโจทก์จดทะเบียนขายให้แก่บุคคลภายนอกไป ถามว่าบุคคลภายนอกต้องผูกพันข้อตกลงตีใช้หนี้หรือไม่

            ถ้ายกตัวอย่างในเรื่องของภาระจำยอม ในลักษณะเดียวกันก็คือถ้าเราก่อตั้งภาระจำยอมระหว่าง ทางเดิน ระหว่างเจ้าของสามยทรัพย์ กับเจ้าของภาระทรัพย์ ระหว่างกันเองบังคัยได้ใช่หรือไม่ ใช่ แต่ว่าถ้าขายไป คนที่ซื้อห้ามได้หรือไม่ ได้ ไม่ว่าเข้าจะสุจริตหรือไม่ อันนี้ไม่ไปมองเลย เพราะมันเข้าวรรคแรก เป้นโดยทางนิติกรรม มันไม่บริบูรณ์เมื่อไม่ได้จดทะเบียน ไม่ได้ทำเป็นหนังสือ มันไม่บริบูณณื ไม่บริบูรณ์คือใช้ได้เฉพาะกับ คู่กรณีที่ตกลงเท่านั้น

            คู่สัญญานั้นหมายถึงใคร ก็หมายรวมสิทธิของคู่สัญญาด้วย เช่นดำให้แดงอาศัยห้าปี ไม่ได้ไปจดทะเบียน พอแดงอยู่ได้สองปี ดำตาย มีลูกคือ เอ เอจะไม่ให้อยู่โดยอ้าง 1299 วรรค 1 ไม่ได้ เพราะเอเป็นผู้สืบสิทธิของดำ

            ข้อสังเกตต่อมาคือ บุคคลสิทธิที่พูดถึงนั้น เป็นกรณีที่ไม่บริบูรณ์ในฐานะเป็นทรัพยสิทธิ

จะสุจริตหรือไม่สุจริตหรือเสียค่าตอบแทนหรือไม่

560/2537 ค้นไม่พบ ออกข้อสอบเมื่อสองหรือสามปีที่แล้ว

                        เรื่องเป็นเรื่องที่ ที่ดิน แปลงหนึ่ง ของจำเลย ซึ่งมีฮวงซุ้ยฝังศพอยู่ด้วย ถูกเจ้าหนี้บังคับคดีขายทอดตลาด ซื้อได้ ไปตกลงกับจำเลยด้วยวาจา

            เสร็จแล้วต่อมา ก็ ขาย ที่ดิน ให้โจทก์ พอขายไปแล้ว โจทก์ก็ฟ้องขับไล่ให้รื้อฮวงซุ้ยออกไป ประเด็นหนึ่งคือโจทก์ซื้อไปทั้งๆที่รู้ว่าเขาตกลงกันถามว่าโจทก์ต้องผูกพันหรือไม่ ก็เป็นประเด็นสำคัญคือรู้หรือไม่ไม่สำคัญ

            6872/2539

2229/2542 น่าสนใจจะพูดตอนวรรคสอง

แม้ ท. เจ้าของที่ดินเดิมยินยอมให้ทางพิพาทเป็นทางภารจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ อันเป็นกรณี ที่โจทก์ได้ภารจำยอมโดยทางนิติกรรมก็ตาม แต่เมื่อ ยังมิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ การได้มาย่อม ไม่บริบูรณ์ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคหนึ่งและคงใช้บังคับได้ในฐานะบุคคลสิทธิเฉพาะโจทก์กับท.ซึ่งเป็นคู่สัญญาเท่านั้น แต่ไม่มีผลผูกพันบุคคลภายนอกด้วยเมื่อ ท. ยกที่ดินแปลงดังกล่าวให้จำเลยถือว่าจำเลยเป็นบุคคลภายนอก ทั้งในเรื่องให้ หาได้มีบทบัญญัติให้ผู้รับต้องรับหน้าที่และความรับผิดต่าง ๆ ของผู้ให้ไปด้วยอย่างกรณีทายาทรับมรดกไม่ ความยินยอมดังกล่าวจึงไม่มี ผลผูกพันให้จำเลยต้องจดทะเบียนภารจำยอมหรือเปิดทางพิพาท แก่โจทก์ การที่กรมชลประทานให้ราษฎรรื้อสะพานข้ามคลองสาธารณะ เมื่อมีการขุดลอกคลองเนื่องจากสะพานดังกล่าว กีดขวางการขุดลอกคลอง หาใช่กรมชลประทานห้ามราษฎร ใช้เป็นทางสัญจรทางน้ำไม่ คลองนั้นจึงยังเป็นทางสาธารณะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349,1350 และการที่ราษฎรมิได้ใช้คลองนั้นเป็นทางสัญจรทางน้ำ เนื่องจากไม่สะดวกเท่าการสัญจรทางบก ก็หาได้ทำให้ คลองนั้นสิ้นสภาพการเป็นทางสาธารณะไปไม่ ที่ดินของโจทก์อยู่ติดคลองซึ่งเป็นทางสาธารณะ อยู่แล้ว โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยเปิดทางพิพาทเป็นทางจำเป็นได้อีก

ส่วนเรื่องจดทะเบียน ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือทำเป็นหนังสือ คาดว่าทราบกันอยู่แล้วจะขอผ่านไปนะครับ

 

BOON SI

unread,
Jun 30, 2009, 11:25:50 AM6/30/09
to nobita kwang, LAWSIAM, ta...@yahoo.com

สรุปคำบรรยาย เนติภาคค่ำ ทรัพย์ สัปดาห์ที่ 5 ชั่วโมงที่5-6 26-06-52

หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า  kankokub  ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ สมจิตร์ ทองศรีผู้บรรยาย   ,  ผู้มีน้ำใจส่ง flie เสียงที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า

ชั่วโมงที่  5 – 6  . ()

            ถือเป็นชั่วโมงที่ 5 กับ ชั่วโมงที่ 6 คราวที่แล้วได้พูดถึงเรื่องทรัพย์สิทธิกับบุคคลสิทธิมันต่างกันอย่างไร ก่อน เราเข้าใจมาตรา 1299

มาตรา 1299 ภายในบังคับแห่งบทบัญญัติในประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น ท่านว่าการได้มาโดยนิติกรรมซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้นไม่บริบูรณ์ เว้นแต่นิติกรรมจะได้ทำเป็นหนังสือและได้จดทะเบียนการได้มากับพนักงานเจ้าหน้าที่

            ถ้ามีผู้ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม สิทธิของผู้ได้มานั้น ถ้ายังมิได้จดทะเบียนไซร้ ท่านว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนไม่ได้และสิทธิอันยังมิได้จดทะเบียนนั้น มิให้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว

 

ทำความเข้าใจเบื้องต้นก่อนว่าการได้ทรัพยสิทธิ มีทางได้มากี่ประการ โดยหลักการได้มาซึ่งทรัพย์สิทธิ ได้ แบ่งได้เป็น สองกรณี

            คือการได้มาทางนิติกรรม กับ ได้มาโดยทางอื่น หรือได้มาโดยทางผลของกฎหมาย

            คงจะเข้าใจแล้วว่าการได้มาทางทรัพย์สิทธิ หรือที่เข้าใจง่ายเช่น กรรมสิทธิ์

ในเรื่องของซื้อขาย เราซื้อรถยนต์มา ซื้อที่ดินมาก็ได้มาซึ่ง ทรัพยสิทธิ หรือเราได้มีการแลกเปลี่ยน หรือเราได้มีการยกที่ดินให้แก่คนที่เราต้องการให้

            และส่วนหนึ่งที่เราถือว่าเป็นการได้มาซึ่งทรัพยสิทธินั้นก็คือการทำสัญญาก่อตั้งทรัพยสิทธิเป็นทรัพยสิทธิที่กฎหมายรับรองแล้ว

            เช่น ภาระจำยอม การที่เราได้ภาระจำยอมนั้น ทางหนึ่งเราได้มาทางนิติกรรม เช่นมีที่ดินติดต่อกัน ก็เจรจา ขอผ่านที่ดิน ออกถนนสาธารณะเป็นที่ดินกว้างสี่เมตรยาวตลอดเขต ประมาณ ยี่สิบเมตร ก็ทำนิติกรรมกัน โดยทำเป็นหนังสือและจดทะเบียน ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามหลักมาตรา 1299 อย่างนี้ถือว่าได้ภาระจำยอมมาโดยนิติกรรม

            หรือกรณีสิทธิอาศัย ไปจดทะเบียนก่อตั้งสิทธิอาศัยว่าน้องสาวผมให้ผมอาศัยอยู่ในบ้านของเขาตลอดชีวิต ถือว่า เป็นการได้มาโดยนิติกรรม

หรือว่าสิทธิเหนือพื้นดิน ตามมาตรา 1410 ว่าเจ้าของที่ดินอาจก่อตั้ง ให้เป็นเจ้าของโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินของเขาก็ได้

            ทำนองเดียวกันในส่วนของสิทธิเก็บกินก็เช่นเดียวกัน ซึ่งมาตรา 1417 บอกว่า

สมมุติว่ามีที่ดินและตึก สักสิบคูหา จะยกที่ดินให้แก่ลูกแต่กลัวว่าลูกจะไม่เลี้ยงดู ก็เลยยกให้แต่ทำสัญญาสิทธิเก็บกิน ในตึกนี้ตลอดชีวิต สิทธิเก็บกินนี้เป็นทรัพยสิทธิ

            หรือกรณี1429 ภาระติดพันในอสังหาริมทรัพย์  อาจเป็นได้ว่ายายยกที่ดินที่สวนให้หลานไปและทำสัญญาภาระติดพันว่า หลานต้องจ่ายเงินให้ยายปีละหนึ่งแสนบาท กรณีนี้ก็เป็นภาระติดพันในอสังฯ โดยทางนิติกรรม

            ส่วนการได้มาซึ่ทรัพยสิทธิโดยทางอื่น มาตรา144 วรรคสอง บ้านก็เป็นส่วนควบก็ได้มาโดยหลักของส่วนควบ ก็เป็นบทบัญญัติของกฎหมายที่เขียนไว้ คือหากใครไปปลูกสร้างโรงเรือนในที่ดินของคนอื่นโดยสุจริต ที่นั้นก็ได้ ไป ได้สิทธิครอบครองตามมาตรา 1367 การครอบครองแม้จะยึดถือเพื่อตน การครอบครองปรปักษ์มาตรา 1382 เช่นการได้รับภาระจำยอมโดยผลของกฎหมายติดต่อกัน สิบปี ก็ได้ทางภาระจำยอมโดยผลของกฎหมายโดยอายุความ มาถึงตรงนี้ก็จะสังเกตเห็นว่าทางภาระจำยอมมันมีทางได้มาโดยสองทางเลยคือได้มาทั้งทางนิติกรรมและโดยผลของกฎหมาย จะไม่มีช่องว่าง 1306 สิ่งเหล่านี้เป็นการได้มาโดยผลกฎหมายทั้งสิ้น

            เมื่อเห็นภาพรวมแล้วจะเข้ารายละเอียดตามมาตรา 1299 วรรคหนึ่ง

                มาตรา 1299 ภายในบังคับแห่งบทบัญญัติในประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น ท่านว่าการได้มาโดยนิติกรรมซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้นไม่บริบูรณ์ เว้นแต่นิติกรรมจะได้ทำเป็นหนังสือและได้จดทะเบียนการได้มากับพนักงานเจ้าหน้าที่

             ถ้ามีผู้ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม สิทธิของผู้ได้มานั้น ถ้ายังมิได้จดทะเบียนไซร้ ท่านว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนไม่ได้และสิทธิอันยังมิได้จดทะเบียนนั้น มิให้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว

            ที่เราจะศึกษาต่อไปเจาะเฉพาะที่เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ และทรัพยสิทธิเกี่ยวกับอสังฯ

พอเราดูโครงสร้างของมาตรา 1299 แล้วจะเห็นได้ว่า วรรคหนึ่งเป็นการได้มาโดย นิติกรรม

ส่วนวรรคสองเป็นทางอื่น

            ก่อนเข้าเนื้อหาเรามาเจาะว่ามีการได้มาโดยทางใดบ้าง ตามฏีกา แบ่งย่อยได้สามกลุ่มหรือสามกรณี

            หนึ่ง ได้มาโดยมีกฎหมายบัญญัติไว้ เช่น ส่วนควบ หรือได้มาโดยการครอบครองปรปักษ์ หรือได้มาโดยอายุความ อันนี้เห็นชัดได้มาโดยมีกฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้ง

            หรือได้มาหลักส่วนควบคือที่งอก

            อีกกรณีคือทางอื่น คือการได้มาโดยคำพิพากษาของศาลในคดีส่วนแพ่ง ถ้าศาลมีคำพิพากษา ถือว่าเป็นการได้มาโดยคำพิพากษา เป็นการได้มาโดยทางอื่น แต่ข้อสังเกตคือ ถ้าจำได้ แยกเป็นกลุ่มใหญ่ๆก็แยกได้สองกลุ่ม คือกรณีมีข้อพิพาทแล้วศาลได้วินิจฉัยข้อพิพาท

            อย่างนี้ได้ มาตามคำพิพากษาได้มาโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม แต่ต่างกันหากระหว่างพิจารณาคู่ความตกลงกันได้  ศาลพิพากษาตามยอมได้ถ้าข้อตกลงนั้นไม่ขัดต่อกฎหมาย กรณีอย่างนี้ถือว่าได้มาโดยนิติกรรม ไม่ถือว่าเป็นการได้มาโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม และผู้ที่ได้มาโดยศาลพิพากษาตามยอมนั้นถือว่าเป็นผู้จดทะเบียนได้ก่อนตามมาตรา 1300

            เรามาดูคำพิพากษาฏีกาเหล่านี้แยกเป็นสองกลุ่ม

352/2488

ผู้อาศัยซึ่งชนะคดีผู้ให้อาศัยย่อมได้รับสิทธิตามคำพิพากษาโดยไม่จำเป็นต้องขอให้ศาลบังคับเสมอไปและใช้ยันคู่กรณีได้ โดยไม่ต้องจดทะเบียนสิทธินั้น

จำเลยมีสิทธิอาศัยใช้ลานนวดข้าวในที่ดินของโจทก์ เพียงแต่จำเลยขุดหลุม ปิดประตูและรื้อรั้วดังนี้ เป็นการใช้สิทธิอาศัยเกินขอบเขตไปบ้างเล็กน้อยยังไม่เป็นปฏิปักษ์แก่กรรมสิทธิ์ในที่ดินของโจทก์อันเป็นเหตุให้ระงับตัดสิทธิอาศัยของจำเลยได้ โจทก์รับตามรายงานพิจารณาว่าจะเป็นผู้นำสืบก่อนแล้วจะมาโต้แย้งหน้าที่นำสืบในภายหลังไม่ได้

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยผู้อาศัยใช้สิทธิเกินขอบเขต จำเลยให้การปฏิเสธดังนี้ เป็นหน้าที่โจทก์ต้องนำสืบก่อน

 

            ก็คือหลักคำพิพากษาวินิจฉัยคดี ก็ถือเป็นการได้มาโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม

 949/2496

ผู้มีชื่อในโฉนดได้เป็นความฟ้องขอแบ่งแยกโฉนดจากกันและกันโดยฝ่ายโจทก์อ้างว่าตนมีสิทธิในที่ดิน 2 ใน 3 ฝ่ายจำเลยต่อสู้ว่า มีสิทธิคนละครึ่ง ศาลพิพากษาว่าต่างปกครองเป็นส่วนสัดกันมาฝ่ายละครึ่ง 30 ปีเศษแล้ว จึงขอให้แบ่งโฉนดตามที่ปกครองมา คดีถึงที่สุด ดังนี้

ครั้นที่ดินตามโฉนดดังกล่าวตกได้แก่ผู้อื่นต่อมาทั้งสองฝ่ายแม้ผู้อื่นนั้นจะไม่ได้เป็นคู่ความในคดีก่อนก็เป็นผู้สืบสิทธิ มาจากคู่ความในคดีก่อน คำพิพากษาคดีก่อนจึงผูกมัดผู้นั้นด้วย ฉะนั้น ผู้ได้รับที่ดินตามโฉนดดังกล่าวจะมาฟ้องร้องตั้งข้อพิพาทว่ามีส่วนในที่ดินตามโฉนดนั้นผิดไปจากคำพิพากษาในคดีเดิมย่อมไม่ได้

 

            739/2511

เมื่อที่พิพาทมี ส.ค.1 แล้ว ก็แสดงว่าเป็นที่ดินที่มีผู้ครอบครองและทำประโยชน์อยู่แล้ว ตามพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 มาตรา 5 และในเมื่อเป็นที่ที่ทำประโยชน์อยู่แล้วเช่นนี้ เพียงแต่มีคำรับรองจากนายอำเภอก็โอนกันได้ตามมาตรา 9 โดยมีหนังสือสำคัญแสดงสิทธิในที่ดินมาจดทะเบียนตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 72ดังนั้นผู้ร้องจึงอยู่ในฐานะที่จะจดทะเบียนสิทธิของตนตามคำพิพากษาตามยอมได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 ด้วยเหตุนี้ แม้ที่ดินจะยังเป็นของจำเลยอยู่ก็ตาม แต่โจทก์ก็จะบังคับคดีแก่ทรัพย์สินนั้นให้กระทบกระทั่งถึงสิทธิของผู้ร้องดังกล่าวแล้วหาได้ไม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา287(ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 13/2511)

 

***7143/2546 (ญ) เป็นคำพิพากษาที่ควรจะจำที่สุด

กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตกเป็นของ ส. ผู้ซื้อฝากนับแต่โจทก์กับ ส. ได้ทำสัญญาขายฝาก การที่ ส. จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยร่วม จำเลยร่วมจึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยชอบ แต่การที่จำเลยร่วมฟ้องขับไล่โจทก์และได้มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม คำพิพากษาดังกล่าวย่อมผูกพันคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ดังนี้ เมื่อโจทก์ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความโดยชำระเงินค่าเช่าซื้อให้แก่จำเลยร่วมครบถ้วนแล้ว ที่ดินพิพาทย่อมตกเป็นของโจทก์และเป็นการได้มาโดยทางนิติกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคหนึ่งแม้จะยังมิได้มีการจดทะเบียน ก็ไม่มีผลให้นิติกรรมตกเป็นโมฆะหรือไม่สมบูรณ์ เพียงแต่ทำให้ไม่บริบูรณ์ถึงขั้นเป็นทรัพยสิทธิ แต่ระหว่างคู่กรณีย่อมมีผลผูกพันต่อกันในฐานะเป็นบุคคลสิทธิ ทำให้โจทก์มีสิทธิเข้ายึดถือครอบครองใช้ยันจำเลยร่วมได้ และมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยร่วมจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ได้ด้วย เมื่อโจทก์ได้เข้าทำการปรับปรุงบริเวณที่ดินพิพาทตลอดมา เพื่อจะสร้างอาคารโรงเรียนขึ้นใหม่ในลักษณะแสดงสิทธิความเป็นเจ้าของ การที่จำเลยเข้าไปปลูกเพิงอยู่ในที่ดินพิพาทโดยอ้างว่าอาศัยสิทธิของจำเลยร่วมจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยร่วม

คดีก่อนมีประเด็นข้อพิพาทเพียงว่าจำเลยร่วมจะต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์หรือไม่ ต่างกับคดีนี้ที่โจทก์ตั้งประเด็นในฐานะเจ้าของที่ดินพิพาทที่โจทก์ได้มาโดยสัญญาเช่าซื้อตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วม ขอให้ขับไล่จำเลยซึ่งอ้างว่าอาศัยสิทธิของจำเลยร่วมเข้าไปปลูกสร้างโรงเรือนในที่ดินพิพาท จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ

ที่ดินพิพาทแม้จำเลยร่วมมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ตามโฉนดที่ดินอยู่ แต่สิทธิและหน้าที่ระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมยังคงมีผลผูกพันต่อกันตามสัญญาประนีประนอมยอมความในฐานะเป็นบุคคลสิทธิ การที่โจทก์ได้ใช้สิทธิดังกล่าวเข้าทำการปรับปรุงที่ดินโดยถางหญ้ากับทำความสะอาดภายในบริเวณที่ดินพิพาทอีกครั้งหนึ่งเพื่อเตรียมก่อสร้างอาคารโรงเรียนขึ้นใหม่เป็นการยืนยันว่าโจทก์เป็นฝ่ายครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมาจนกระทั่งถูกจำเลยซึ่งเป็นบริวารของจำเลยร่วมบุกรุกเข้าไปสร้างโรงเรือนลักษณะเป็นเพิงชั้นเดียวฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวก ับจำเลยร่วมจึงไม่ขาดอายุความ

 

            เป็นคำพิพากษาที่วินิจฉัยว่าการได้มาซึ่งอสังฯ ตามคำพิพากษาหรือตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นเป็นการได้มาโดยทางนิติกรรม

            นอกจากโจทก์จะเป็นผู้อยู่ในฐานะที่จะจดทะเบียนสิทธิ์ได้ก่อนแล้ว ยังวินิจฉัยไปอีกว่าเป็นการได้มาโดยทางนิติกรรม

 2868/2529

โจทก์กับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันให้ที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ และศาลพิพากษาให้คดีเป็นอันเสร็จเด็ดขาดไปตามนั้น ดังนี้ โจทก์ได้แต่สิทธิตามคำพิพากษาที่จะบังคับให้จดทะเบียนสิทธิได้ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 หาได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสองไม่ โจทก์จึงไม่มีสิทธิติดตามเอาคืนโฉนดสำหรับที่ดินดังกล่าวจากจำเลยที่ 3 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336

            คำพิพากษาเหล่านี้เพียงบอกว่าผู้ได้มาโดยอสังฯนั้น เป็นผู้อยู่ในฐานะเป็นผู้จดทะเบียนสิทธิได้ก่อนตามมาตรา 1300 

            แต่ส่วนที่ต้องจำในข้อสองคือ การได้มาโดยคำพิพากษานั้น เป็นการได้มาโดยอย่างไร

            สองกรณีผ่านไปแล้ว

            กรณีที่สามได้มาโดย ทางมรดก ก็เป็นการได้มาโดยทางอื่น แต่ได้ศึกษาแล้ว ว่าอาจได้มาโดยทายาทโดยธรรม หรือเป็นผู้รับพินัยกรรม ทั้งสองกรณีนี้ตามคำพิพากษา วินิจฉัยว่าเป็นการได้มาโดยทางอื่น

            อาจมีผู้สงสัยว่าการได้มาโดยทางพินัยกรรมก็เป็นพินัยกรรมฝ่ายเดียวมิใช่หรือ ที่เป็นอย่างนี้เพราะว่าสิทธิเรียกร้องเหล่านี้มีผลเมื่อผู้ทำพินัยกรรมได้ตายไป มันก็เกิดขึ้นต่อเมื่อ ผู้ทำพินัยกรรมได้ตายไป

            1619/2506 เป็นการได้มาซึ่งที่ดิน

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1599 ทายาทย่อมได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์มรดกตั้งแต่เจ้ามรดกตาย แม้จะยังไม่ได้จดทะเบียนสิทธินั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 ก็ตาม

 

            1812/2506

(1) เมื่อผู้ทำพินัยกรรมตาย ที่ดินซึ่งระบุไว้ในพินัยกรรมย่อมตกได้แก่ผู้รับพินัยกรรมทันทีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1673 โดยมิพักต้องทำพิธีรับมรดก และหรือเข้าครอบครองที่ดินนั้น โดยเหตุนี้ เจ้าของที่ดินเช่นว่านี้ย่อมมีอำนาจฟ้องให้ศาลสั่งแสดงกรรมสิทธิ์และขับไล่ผู้อาศัย (2) ใบนำเพื่อจะไปเสียเงินบำรุงท้องที่นั้น ไม่ใช่เอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดิน (3) เนื่องจากคำให้การต่อสู้ของจำเลยจึงเป็นเหตุให้โจทก์ขอให้ศาลเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดี อันเป็นอำนาจที่โจทก์และศาลจะกระทำได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 ดังนั้นฎีกาจำเลยที่ว่าก่อนฟ้องโจทก์มิได้บอกกล่าวจำเลยร่วมและโจทก์มิได้โต้แย้งสิทธิของจำเลย จึงฟังไม่ขึ้น

 

ประเด็นคือโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เจ้ามรดกทำพินัยกรรมยกที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้โจทก์โดยทางอื่น พอเจ้ามรดกถึงแก่กรรม โจทก์ยังไม่ได้ไปจดทะเบียน ตามมาตรา 1299 วรรคสองคือยังไม่ได้ไปเปลี่ยนชื่อที่ดินแปลงนี้มาเป็นชื่อโจทก์แต่โจทก์ฟ้องขับไล่ผู้เช่า ผู้เช่าซึ่งเป็นจำเลยต่อสู้ว่าไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่ ศาลฎีกาก็ วินิจฉัยว่าผู้มีชื่อในโฉนด ผู้ได้รับมรดกโดยพินัยกรรมแม้ยังไม่จดทะเบียนก็ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้นมีอำนาจฟ้อง นี้เป็นส่วนของที่ดิน ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดิน แต่ว่ามีข้อสังเกต 1840/2544 มาฉายซ้ำ ที่พูดถึงเรื่องนี้ก็คือ คำพิพากษาฎีกาที่ 1840/2514

1840/2514

การได้มาซึ่งสิทธิอาศัยอันเป็นทรัพย์สินเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์โดยพินัยกรรม เป็นการได้สิทธิมาโดยนิติกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคต้น

จำเลยร่วมมิได้จดทะเบียนการได้มาซึ่งสิทธิอาศัยกับพนักงานเจ้าหน้าที่สิทธิอาศัยของจำเลยร่วมจึงไม่บริบูรณ์

การที่จำเลยเข้าอยู่ในเรือนพิพาทเพราะจำเลยร่วมให้เข้าอยู่แทนตน โดยโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของร่วมผู้หนึ่งมิได้ยินยอมเป็นการละเมิดต่อโจทก์

(ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 20/2514)

 

นั้นมีการวินิจฉัยว่าการได้มาซึ่งสิทธิอาศัยอันเป็นทรัพยสิทธิเกี่ยวกับอสังฯโดยพินัยกรรม เป็นการได้มาโดยนิติกรรม อ่าววววววววว 

            ก็เริ่มสงสัยสำหรับคนที่ไม่เคยอ่าน หรืออ่านแล้วยังไม่เข้าใจ ก็ในเมื่อ สักครู่ได้อธิบายว่าเป็นทางอื่น ตามวรรคสองอยู่เลย แล้วทำไมการได้มาโดยสิทธิอาศัยตรงนี้จึงเป็นการได้มาโดยทางนิติกรรม ดูรายละเอียดในคำพิพากษาฎีกาสองอันนี้ สรุปสั้นๆคือ ที่ดินมีโฉนด เป็นกรรมสิทธิ์ร่วม และอนุญาตให้อยู่อาศัย ต่อมา มาฟ้องแย้งกรรมสิทธ์ จึงห้ามไม่ให้อยู่ แต่ได้นำจำเลยมาอยู่อาศัย โจทก์ให้ทำสัญญาเช่าก็ไม่ยอมทำ ขอให้ขับไล่ หลักก็เป็นการฟ้องขับไล่

            ศาลชั้นต้นหมายเรียกให้มาเป็นจำเลยร่วมก็เป็นจำเลยร่วม

            ขอให้สังเกต ว่าเป็นการมาซึ่งตัวที่ดินและได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ เวลาเราได้มาถ้าเราทำตามแบบ ตัวกรรมสิทธิ์ตัวนี้ไม่ต้องไปสถาปนาไม่ต้องไปทำอะไรอีกแล้ว แต่ตัว สิทธิ ซึ่งเป็นนามธรรมคือสิทธิที่เรียกว่าทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังฯที่บัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งพาณิชย์ เหล่านี้จะก่อตั้งกันได้ก็แต่ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่มันจึงจะบริบูรณ์ในทรัพย์สิทธิมันต่างกันตรงนี้ ถ้าแปลว่าคนหนึ่งให้น้องสาวมีสิทธิอาศัยในบ้านหลังนี้ตลอดชีวิตเป็นการได้มาโดยทางอื่นถามว่าจะเป็นเรื่องของการเข้าทางหลังบ้านแสดงว่าถ้าคุณเขียนแล้วเจ้ามรดกตาย การก่อตั้งตรงนี้ไม่ต้องทำแบบหรือ

            ถ้าเจ้ามรดกไม่ตาย ไม่ทำพินัยกรรมมันจะสมบูรณ์เป็นทรัพย์สิทธิ์ก็ต่อเมื่อได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ใครซื้อไปก็ต้องยอมให้อยู่

667/2542

ตามข้อกำหนดพินัยกรรมระบุให้โจทก์มีสิทธิอยู่อาศัยในที่ดินได้ชั่วชีวิตของโจทก์ สิทธิอยู่อาศัยดังกล่าวเป็นสิทธิเหนือพื้นดินตาม ป.พ.พ.มาตรา 1410และเป็นทรัพยสิทธิซึ่งโจทก์ได้รับมาตามพินัยกรรมโดยชอบ โจทก์จึงชอบที่จะใช้สิทธิให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกดำเนินการจดทะเบียนสิทธิเหนือพื้นดินให้แก่โจทก์เพื่อให้โจทก์มีสิทธิบริบูรณ์ตามข้อกำหนดในพินัยกรรมตามวัตถุประสงค์ของเจ้ามรดกโดยการจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานตามที่ ป.พ.พ.มาตรา 1299 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติไว้แม้ตามข้อกำหนดพินัยกรรมมิได้ระบุให้จดทะเบียนสิทธิเหนือพื้นดินต่อเจ้าพนักงานก็ตาม

        โจทก์ได้ปลูกบ้านอยู่ในที่ดินซึ่งโจทก์มีสิทธิอาศัยได้ชั่วชีวิตโจทก์ตามข้อกำหนดพินัยกรรมอยู่ก่อนที่ ท.เจ้ามรดกจะทำพินัยกรรมและก่อนที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย แม้ว่าจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกได้จัดการโอนที่ดินซึ่งโจทก์มีสิทธิเหนือพื้นดินให้แก่ทายาทตามพินัยกรรมแล้วก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ยังคงอาศัยอยู่ในบ้านซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินที่โจทก์มีสิทธิเหนือพื้นดิน กรณีเช่นนี้จึงเปรียบได้เสมือนหนึ่งว่า โจทก์ในฐานะทายาทตามพินัยกรรมได้ครอบครองทรัพย์มรดกซึ่งยังมิได้แบ่งกัน โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้แบ่งทรัพย์มรดกนั้นโดยฟ้องเรียกตามข้อกำหนดพินัยกรรมให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนสิทธิเหนือพื้นดินให้แก่โจทก์ได้ แม้จะล่วงพ้นกำหนดอายุความปีแล้ว โดยปรับเข้ากับ ป.พ.พ.มาตรา 1748 ซึ่งเป็นบทมาตราข้อยกเว้นที่จะใช้บังคับตามมาตรา 1754 ดังนี้แม้โจทก์จะฟ้องคดีนี้เมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่โจทก์ควรรู้ถึงสิทธิซึ่งตนมีอยู่ตามพินัยกรรมก็ตาม คดีโจทก์ก็ไม่ขาดอายุความ

 

            ชั่วโมงที่หก

                        เรามาดูมาตรา 1299 วรรค 1

                มาตรา 1299 ภายในบังคับแห่งบทบัญญัติในประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น ท่านว่าการได้มาโดยนิติกรรมซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้นไม่บริบูรณ์ เว้นแต่นิติกรรมจะได้ทำเป็นหนังสือและได้จดทะเบียนการได้มากับพนักงานเจ้าหน้าที่

            เพราะฉะนั้นสรุปได้ ว่าการได้มาโดยนิติกรรม ในอสังฯ หรือทรัพย์สิทธิ ในอสังฯ

ข้อสังเกตคือคำว่า ว่า ภายใต้บังคับในกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น ถ้ามีบทบัญญัติในกฎหมายนี้บัญญัติไว้ว่าอย่างไรก็ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติที่เกี่ยวกันไว้

            ก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมายเฉพาะนั้น ถ้าไม่มีกฎหมายเฉพาะในเรื่องนี้เอาไว้ การได้มา ซึ่งอสังฯ หรือทรัพยสิทธิในอสังฯนั้นจะบริบูรณ์ก็ต่อเมื่อได้ทำตามแบบ อันนี้คือความหมายอันแรกที่ตั้งข้อสังเกต ว่าต้องทำความเข้าใจ

            ตอนนี้เรื่องกฎหมายอื่นยังไม่พบ แต่ในกฎหมายแพ่งมีหลายเรื่องเช่นการซื้อขายตามมาตรา 456 วรรค 1 เป็นโมฆะ ไม่ได้เป็นเพียงไม่บริบูรณ์

            ผลของโมฆะกับไม่บริบูรณ์นั้นต่างกันตามกฎหมายอีกตัวอย่างคือเรื่องของการแลกเปลี่ยนที่ให้นำเรื่องซื้อขายมาใช้ในเรื่องซื้อขายด้วย ก็เช่นเดียวกัน  การให้ตามมาตรา 525 หรือจำนองต้องเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือขายฝากก็ต้องทำตามแบบ

            นั่นคือความหมาย ในข้อความส่วนแรกในส่วนที่บอกว่าภายใต้

            ถามว่าการได้มาโดยทางนิติกรรมเกี่ยวกับอสังฯ ก็แทบไม่มีเหลือแล้วสิ ก็การได้มาโดยนิติกรรมก็ใหญ่ ๆ ซื้อขายแลกเปลี่ยนให้แทบจะครบแล้วนิ แล้วมีที่ใช้หรือไม่

            มาตรานี้มีที่ใช้หรือไม่ โดยสรุปแล้วมาตรานี้มีที่ใช้หลักๆสองกรณี

กรณีที่ใหญ่ที่สุดคือกรณีแรกใช้บังคับในเรื่องก่อตั้งทรัพยสิทธิในอสังฯ ที่บัญญัติไว้ในประมวลแพ่ง บรรพ 4 ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของภาระจำยอม สิทธิอาศัย สิทธิเก็บกินตัวพวกนี้ เป็นพวกที่เรียกว่า ถ้าสถาปนา จะเป็นทรัพยสิทธิใช่หรือไม่ สิทธิพวกนี้ กฎหมายจัดเป็นทรัพยประเภทอสังฯ ใช่หรือไม่ ถ้าจะเข้าใจตรงนี้

            กรณีที่ใช้น้อยแทบจะไม่มีเลย ก็คือ กรณีของการยกอสังฯ ตีใช้หนี้ กรณีที่ลูกหนี้ ยกอสังฯตีใช้หนี้ให้แก่เจ้าหนี้ ไม่ใช่เรื่องซื้อขายไม่ใช่แลกเปลี่ยนไม่ใช่เรื่องให้ เพราะฉะนั้นเจ้าหนี้ซึ่งได้รับอสังฯนั้น

            พอได้มาแล้วก็เป็นการยกให้ตามเจตนาก็เป็นไปตามนิติกรรม เป็นการได้มาโดยนิติกรรมอย่างหนึ่งเมื่อไม่มีกฎหมายเฉพาะบัญญัติไว้ก็ใช้กฎหมายทั่วไปตามมาตรา 1299 วรรค 1

            435/2519 –

จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ตึกพิพาทรวมทั้งสิทธิการเช่าที่ดินที่ตึกพิพาทตั้งอยู่ตีใช้หนี้โจทก์  โดยยอมให้โจทก์เข้าทำสัญญาเช่าที่ดินกับเจ้าของที่ดิน  และจำเลยขออยู่ในตึกพิพาทต่อไปอีกสองเดือน  แม้การโอนกรรมสิทธิ์ตึกพิพาทจะไม่บริบูรณ์เพราะมิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่ก็มิได้เป็นโมฆะ  การที่จำเลยโอนสิทธิการเช่าที่ดินให้โจทก์เป็นการแสดงเจตนาโอนการครอบครองตึกพิพาทให้โจทก์แล้ว  ที่จำเลยอยู่ในตึกพิพาทต่อมาก็โดยอาศัยสิทธิของโจทก์  โจทก์มีบุคคลสิทธิที่จะบังคับจำเลยให้ออกไปจากตึกพิพาทซึ่งโจทก์มีสิทธิครอบครองได้  โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยและเรียกค่าเสียหาย

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 4/2519)

 

            เรามาดูตัวอย่าง

4892/2542

            บ. มารดาโจทก์ได้ยกที่ดินพิพาทตีใช้หนี้เงินกู้ให้แก่จำเลย โดยโจทก์และบุตรอื่นของ บ. รู้เห็นยินยอมด้วย แม้การยกที่ดินพิพาทตีใช้หนี้เงินกู้จะไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคหนึ่งทำให้การได้มาซึ่งที่ดินพิพาทไม่บริบูรณ์ก็ตาม แต่หาเป็นโมฆะเสียเปล่าไม่ การยกที่ดินพิพาทตีใช้หนี้ยังคงใช้บังคับกันได้ระหว่างคู่สัญญา รวมทั้งทายาทหรือผู้สืบสิทธิของคู่สัญญาในฐานะเป็นบุคคลสิทธิ ดังนี้ โจทก์ซึ่งรู้เห็นยินยอมด้วยในการยกที่ดินพิพาทตีใช้หนี้ให้แก่จำเลยและเป็นผู้สืบสิทธิมาจาก บ. จึงไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท

             พอสรุปได้ว่า 1299 ใช้ได้สองกรณี อธิบายต่อ ก็คือ คำว่าไม่บริบูรณ์ใน 1299 นั้นเข้าใจว่าไม่บริบูรณ์ในฐานะเป็นทรัพยสิทธิ์ แต่คู่สัญญารู้ได้ ด้วยคู่กรณี หมายความว่าถ้าไม่จดทะเบียน จะไปใช้ยันใครไม่ได้เลย ยกเว้นแค่คู่สัญญาเท่านั้น ถามใหม่เรื่องเมื่อสักครู่ ถ้าโจทก์จดทะเบียนขายให้แก่บุคคลภายนอกไป ถามว่าบุคคลภายนอกต้องผูกพันข้อตกลงตีใช้หนี้หรือไม่

            ถ้ายกตัวอย่างในเรื่องของภาระจำยอม ในลักษณะเดียวกันก็คือถ้าเราก่อตั้งภาระจำยอมระหว่าง ทางเดิน ระหว่างเจ้าของสามยทรัพย์ กับเจ้าของภาระทรัพย์ ระหว่างกันเองบังคับได้ใช่หรือไม่  ใช่ แต่ว่าถ้าขายไป คนที่ซื้อห้ามได้หรือไม่ ได้ ไม่ว่าเข้าจะสุจริตหรือไม่ อันนี้ไม่ไปมองเลย เพราะมันเข้าวรรคแรก เป็นโดยทางนิติกรรม มันไม่บริบูรณ์เมื่อไม่ได้จดทะเบียน ไม่ได้ทำเป็นหนังสือ มันไม่บริบูรณ์ ไม่บริบูรณ์คือใช้ได้เฉพาะกับ คู่กรณีที่ตกลงเท่านั้น

            คู่สัญญานั้นหมายถึงใคร ก็หมายรวมสิทธิของคู่สัญญาด้วย เช่นดำให้แดงอาศัยห้าปี ไม่ได้ไปจดทะเบียน พอแดงอยู่ได้สองปี ดำตาย มีลูกคือ เอ เอจะไม่ให้อยู่โดยอ้าง 1299 วรรค 1 ไม่ได้ เพราะเอเป็นผู้สืบสิทธิของดำ

652/2513

การที่โจทก์จำเลยตกลงกันให้โจทก์ขุดร่องน้ำผ่านที่นาของจำเลยเพื่อใช้สอยน้ำร่วมกัน  แม้จะไม่ได้จดทะเบียนทรัพย์สิทธิต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แต่ก็ถือได้ว่าเป็นสัญญาต่างตอบแทนอย่างหนึ่ง มีผลก่อให้เกิดบุคคลสิทธิในอันที่จะเรียกร้องบังคับกันได้ในระหว่างคู่สัญญา (อ้างฎีกาที่ 760/2507)

 

            ข้อสังเกตต่อมาคือ บุคคลสิทธิที่พูดถึงนั้น เป็นกรณีที่ไม่บริบูรณ์ในฐานะเป็นทรัพยสิทธิ

จะสุจริตหรือไม่สุจริตหรือเสียค่าตอบแทนหรือไม่

760/2507

การที่โจทก์จำเลยตกลงให้โจทก์ออกทุนขยายทางพิพาทให้กว้างเพื่อใช้ร่วมกัน  แต่สัญญาข้อตกลงนี้มิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 นั้น  ย่อมไม่ทำให้โจทก์ได้ทรัพย์สิทธิเป็นภารจำยอม  แต่การไม่จดทะเบียนฯดังกล่าวนั้นหาได้ทำให้สัญญาข้อตกลงนั้นเป็นโมฆะแต่อย่างใดไม่  คือเป็นเพียงยังไม่บริบูรณ์เท่านั้น  โดยเหตุนี้ สัญญาระหว่างโจทก์จำเลยจึงมีผลก่อให้เกิดบุคคลสิทธิเรียกร้องบังคับกันได้ระหว่างคู่สัญญา  ฉะนั้น โดยอาศัยสัญญาดังกล่าวโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องห้ามจำเลยคู่สัญญามิให้ขัดขวางในอันที่โจทก์จะใช้ทางพิพาทตามข้อตกลงในสัญญาได้ (ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 13/2507)

5660/2537

ข้อตกลงและทางปฏิบัติระหว่างจำเลย กับ บ. ผู้ซื้อที่ดินพิพาทของจำเลยจากการขายทอดตลาดโดยยอมให้จำเลยมีสิทธิเป็นเจ้าของฮวงซุ้ยซึ่งได้ก่อสร้างบนที่ดินพิพาทนั้นมาแต่เดิมเป็นการก่อให้เกิดสิทธิเหนือพื้นดินเป็นคุณแก่จำเลยโดยทางนิติกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1410 แต่เมื่อมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนการได้มากับพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงไม่บริบูรณ์ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคแรกคงใช้ได้ในฐานะบุคคลสิทธิระหว่างคู่กรณีคือ บ. กับจำเลยเท่านั้นและไม่ว่าโจทก์ผู้รับซื้อที่ดินพิพาทมาจาก บ. จะรู้ถึงข้อความระหว่าง บ. กับจำเลยมาก่อนหรือไม่หรือซื้อที่ดินพิพาทมาด้วยราคาต่ำก็ตาม ก็ย่อมมีอำนาจในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ที่จะขัดขวางมิให้จำเลยหรือบุคคลอื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทโดยมิชอบด้วยกฎหมายได้

                        เรื่องเป็นเรื่องที่ ที่ดิน แปลงหนึ่ง ของจำเลย ซึ่งมีฮวงซุ้ยฝังศพอยู่ด้วย ถูกเจ้าหนี้บังคับคดีขายทอดตลาด ซื้อได้ ไปตกลงกับจำเลยด้วยวาจา

            เสร็จแล้วต่อมา ก็ ขาย ที่ดิน ให้โจทก์ พอขายไปแล้ว โจทก์ก็ฟ้องขับไล่ให้รื้อฮวงซุ้ยออกไป ประเด็นหนึ่งคือโจทก์ซื้อไปทั้งๆที่รู้ว่าเขาตกลงกันถามว่าโจทก์ต้องผูกพันหรือไม่ ก็เป็นประเด็นสำคัญคือรู้หรือไม่ไม่สำคัญ

            6872/2539

2229/2542 น่าสนใจจะพูดตอนวรรคสอง

แม้ ท. เจ้าของที่ดินเดิมยินยอมให้ทางพิพาทเป็นทางภารจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ อันเป็นกรณี ที่โจทก์ได้ภารจำยอมโดยทางนิติกรรมก็ตาม แต่เมื่อ ยังมิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ การได้มาย่อม ไม่บริบูรณ์ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคหนึ่งและคงใช้บังคับได้ในฐานะบุคคลสิทธิเฉพาะโจทก์กับท.ซึ่งเป็นคู่สัญญาเท่านั้น แต่ไม่มีผลผูกพันบุคคลภายนอกด้วยเมื่อ ท.ยกที่ดินแปลงดังกล่าวให้จำเลยถือว่าจำเลยเป็นบุคคลภายนอก ทั้งในเรื่องให้ หาได้มีบทบัญญัติให้ผู้รับต้องรับหน้าที่และความรับผิดต่าง ๆ ของผู้ให้ไปด้วยอย่างกรณีทายาทรับมรดกไม่ ความยินยอมดังกล่าวจึงไม่มี ผลผูกพันให้จำเลยต้องจดทะเบียนภารจำยอมหรือเปิดทางพิพาท แก่โจทก์ การที่กรมชลประทานให้ราษฎรรื้อสะพานข้ามคลองสาธารณะ เมื่อมีการขุดลอกคลองเนื่องจากสะพานดังกล่าว กีดขวางการขุดลอกคลอง หาใช่กรมชลประทานห้ามราษฎร ใช้เป็นทางสัญจรทางน้ำไม่ คลองนั้นจึงยังเป็นทางสาธารณะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349,1350 และการที่ราษฎรมิได้ใช้คลองนั้นเป็นทางสัญจรทางน้ำ เนื่องจากไม่สะดวกเท่าการสัญจรทางบก ก็หาได้ทำให้ คลองนั้นสิ้นสภาพการเป็นทางสาธารณะไปไม่ ที่ดินของโจทก์อยู่ติดคลองซึ่งเป็นทางสาธารณะ อยู่แล้ว โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยเปิดทางพิพาทเป็นทางจำเป็นได้อีก

chanchai srisakda

unread,
Jul 1, 2009, 2:49:44 AM7/1/09
to BOON SI, nobita kwang, LAWSIAM
ขอบคุณครับ

2009/6/30 BOON SI <ta...@yahoo.com>

SAIMAI NINRAPUN

unread,
Jul 1, 2009, 3:19:06 AM7/1/09
to law...@googlegroups.com
อยากได้รุปคำบรรยายเนภาคค่ำของวันที่ 30 มิ.ย.52 
 

Date: Wed, 1 Jul 2009 13:49:44 +0700
Subject: [LAWSIAM.COM:2280] Re: เพิ่มเติมฎีกา สรุปคำบรรยาย เนติภาคค่ำ ทรัพย์ สัปดาห์ที่ 5 ชั่วโมงที่5-6 ศ26/06/52
From: csr...@gmail.com
To: ta...@yahoo.com
CC: nobita...@gmail.com; law...@googlegroups.com
Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages