สรุปคำบรรยาย ห้างฯค่ำ ชั่วโมงที่ 8 . (10/07/09 ห้างฯจำกัด )

201 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
Jul 13, 2009, 2:03:09 AM7/13/09
to LAWSIAM

หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า  kankokub  ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ รศ.สหธน รัตนไพจิตร ผู้บรรยาย   , ผู้มีน้ำใจส่ง flie เสียงที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า

ชั่วโมงที่ 8 . (10/07/09  ห้างฯจำกัด )

            ในเรื่องที่ผ่านไปแล้วเป็นเรื่องห้างฯสามัญ สำหรับวันนี้ ต่อไปเป็นองค์กรประเภทที่สอง คือห้างฯสามัญนิติบุคคล

            อยากตั้งฐานอย่างนี้ว่าเมื่อเราพูดถึงเรื่ององค์กร

            เราอาจแยกได้เป็นชื่อเรียก กับไม่มีชื่อเรียกทางกฎหมายก็ได้ ก็ชี้ให้เห็นถึงความต่าง ว่าเราก็บังคับได้ในเรื่องของหนี้กับกิจการร่วมค้า มาวันนี้ก็แยกได้เป็นประเภทใหม่คือจดทะเบียนกับไม่จดทะเบียน

            ก็คือห้างฯสามัญ คณะบุคคล กิจการร่วมค้า

            ส่วนจดก็คือ ห้างฯสามัญ นิติบุคคล

            แยกทำไม ก็หากไม่จด ก็ไม่ประกาศให้คนทั่วไปรู้ ทำสัญญากันก็เก็บใส่ลิ้นชัก วัตถุประสงค์ ข้อจำกัดอำนาจต่างๆ คนนอกก็ไม่รู้ หลักการดังกล่าวก็ไม่อาจใช้ยันคนภายนอก ผูกพันกันเองระหว่างกันก็เป็นเรื่องของธรรมดาการค้าห้างฯ อย่างที่เคยศึกษาคราวที่แล้ว

            แต่เมื่อใดก็ตามที่เป็นองค์ฯประเภท จดทะเบียน คราวนี้ก็ต้องนำเนื้อหาดังกล่าวไปจดทะเบียนที่กระทรวงพานิชย์และก็จะแต่งย่อไปโฆษณาในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งถือว่าทุกคนต้องทราบแล้ว

            วันนี้เราก็จะมาพูดถึงวิธีการจดทะเบียน และผลจะแต่กต่างอย่างไร

            ทีนี้ถามว่าการจดทะเบียนนี้จดที่ไหน สังเกต เมื่อมันเกี่ยวกับราชการก็เกี่ยวกับสองหน่วยงาน คือ กระทรวงพานิชย์ กับ กรม สรรพากร

            เมื่อจดกับกระทรวงพานิชย์ก็จะเป็นนิติบุคคล ส่วนการขอเลขทะเบียนกับกรมสรรพากร จะเสียหรือไม่เสีย ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องของเราแล้วนะครับ

            กรณีนี้ไม่ทำให้เป็นนิติบุคคลอย่างไร

            กรณีนี้ก็เป็นนิติบุคคล มาตราใดบอก ก็ตั้งฐานจาก

มาตรา 1064  อันห้างหุ้นส่วนสามัญนั้น จะจดทะเบียนก็ได้

             การจดทะเบียนนั้น ท่านบังคับให้มีรายการดั่งนี้ คือ

             (1) ชื่อห้างหุ้นส่วน

             (2) วัตถุที่ประสงค์ของห้างหุ้นส่วน

             (3) ที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่ และสาขาทั้งปวง

             (4) ชื่อและที่สำนักกับทั้งอาชีวะของผู้เป็นหุ้นส่วนทุก ๆ คน ถ้าผู้เป็นหุ้นส่วนคนใดมีชื่อยี่ห้อ ก็ให้ลงทะเบียนทั้งชื่อและยี่ห้อด้วย

             (5) ชื่อหุ้นส่วนผู้จัดการ ในเมื่อได้ตั้งแต่งให้เป็นผู้จัดการแต่เพียงบางคน

             (6) ถ้ามีข้อจำกัดอำนาจของหุ้นส่วนผู้จัดการประการใดให้ลงไว้ด้วย

             (7) ตราซึ่งใช้เป็นสำคัญของห้างหุ้นส่วน

             ข้อความซึ่งลงทะเบียนนั้น จะลงรายการอื่น ๆ อีกอันคู่สัญญาเห็นสมควรจะให้ประชาชนทราบด้วยก็ได้ การลงทะเบียนนั้น ต้องลงลายมือชื่อของผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนและต้องประทับตราของห้างหุ้นส่วนนั้นด้วย

             ให้พนักงานทะเบียนทำใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนส่งมอบให้แก่ห้างหุ้นส่วนนั้นฉบับหนึ่ง

ผลของการจดทะเบียนก็วกกลับมา มาตรา 1015  ห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทเมื่อได้จดทะเบียนตามบัญญัติแห่งลักษณะนี้แล้ว ท่านจัดว่าเป็นนิติบุคคลต่างหากจากผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นทั้งหลายซึ่งรวมเข้ากันเป็นหุ้นส่วนหรือบริษัทนั้น

 

            แล้วเวลาจดทะเบียนมีผล ทำให้องค์กรนั้นต่างอย่างไรหรือมี 8 ประเด็นด้วยกันครับ ผลของการจดทะเบียนก็มีลักษณะต่างกัน

            ประเด็นที่หนึ่ง ดูภาพห้างไก่ย่างสามสหายของเราครับ ตั้งฐาน มาตรา 1064 ครับว่าเอาอะไรเหล่านี้ไปจดทะเบียน ชื่อ ไก่ย่างสามสหาย มีใครเป็นหุ้น ตั้งวัตถุประสงค์เพื่ออะไร

            การที่เอาวัตถุประสงค์ไปจดทะเบียน ก็มีลักษณะแตกต่างจากห้างฯไม่จดทะเบียนอย่างไร ก็เมื่อไหร่ก็ตามที่เป็นสามัญนิติบุคคล จำกัด บริษัทจำกัด สิทธิหน้าที่มันอยู่ภายใต้ขอบวัตถุประสงค์ การจัดการต่างๆ ถ้าจะทำอะไรไปก็ต้องอยู่ในขอบวัตถุประสงค์ เรื่องใดก็ตามที่มันอยู่นอกขอบก็ไม่มีผลผูกพันนิติบุคคล

            สมมุติไปว่าห้างฯเราสามัญไม่เป็นนิติบุคคลนะ ค้าไก่ย่างไม่ค้าปีกไก่ แล้วก็จดข้อตกลงในลิ้นชัก นาย ค เกิดไปซื้อปีกไก่จากซีพี ถามว่า ซีพีมีสิทธิให้ใครรับผิดได้บ้างถ้ามันเป็นห้างฯไม่จดทะเบียน ก็ฟ้องได้ ก็เอา           มาตรา 1050  การใด ๆ อันผู้เป็นหุ้นส่วนคนใดคนหนึ่งได้จัดทำไปในทางที่เป็นธรรมดาการค้าขายของห้างหุ้นส่วนนั้น ท่านว่าผู้เป็นหุ้นส่วนหมดทุกคนย่อมมีความผูกพันในการนั้น ๆ ด้วย และจะต้องรับผิดร่วมกันโดยไม่จำกัดจำนวนในการชำระหนี้อันได้ก่อให้เกิดขึ้นเพราะจัดการไปเช่นนั้น

 

เมื่อไหร่ก็ตามที่หุ้นส่วนได้จัดกิจการไปในทางธรรมดาการค้าของห้างฯ ก็ผูกพันทุกคน การที่ ค ไปทำสัญญาค้าปีกไก่ ก็ฟ้องหุ้นส่วนนิติบุคคลผลของมันคือสิทธิหน้าที่ ดังกล่าวอยู่ในขอบ ก็เอามาตรา 66  นิติบุคคลย่อมมีสิทธิและหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นภายในขอบแห่งอำนาจหน้าที่หรือวัตถุประสงค์ดังได้บัญญัติหรือกำหนดไว้ในกฎหมาย ข้อบังคับ หรือตราสารจัดตั้ง

มาตอบ ถ้ามันมีสิทธิหน้าที่ อยู่ในวัตถุประสงค์เกิด ค ไป ซื้อปีกไก่จาก ซี๊พี่ มีผลผูกพันหรือไม่เพียงใด  นาย ค ก็ต้องรับผิดส่วนตัวตามมาตรา 76 วรรคสอง

มาตรา 76  ถ้าการกระทำตามหน้าที่ของผู้แทนของนิติบุคคลหรือผู้มีอำนาจทำการแทนนิติบุคคลเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่นนิติบุคคลนั้นต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายนั้น  แต่ไม่สูญเสียสิทธิที่จะไล่เบี้ยเอาแก่ผู้ก่อความเสียหาย

                                ถ้าความเสียหายแก่บุคคลอื่นเกิดจากการกระทำที่ไม่อยู่ในขอบวัตถุประสงค์หรืออำนาจหน้าที่ของ นิติบุคคล  บรรดาบุคคลดังกล่าวตามวรรคหนึ่งที่ได้เห็นชอบให้กระทำการนั้นหรือได้เป็นผู้กระการทำดังกล่าวต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ที่ได้รับความเสียหายนั้น

 

            คำถามต่อมาคือ ก ข ถ้าจะให้สัตยาบัน เพื่อให้มีการผูกพันได้หรือไม่  กรณีนี้ก็ไม่อาจให้สัตยาบันได้ เพราะมันอยู่นอกขอบวัตถุประสงค์เลย

            ก็ขอแยกออกเป็นการทำนอกขอบวัตถุประสงค์ ออกเป็นสี่ประการ

เช่น ค ไปซื้อหมูถามว่ามีผลเป็นอย่างไร ก็ไม่มีผลผูกพันธ์ ใครทำต้องรับผิดเป็นส่วนตัว

สอง ข ไปซื้อถ่านไฟเพือมาย่างไก่ ถามว่าห้างฯตั้งเพื่ออะไรก็ค้าไก่ย่าง ไม่ได้เขียนว่าให้ไปซื้อไม้โกงกาง แต่วัตถุประสงค์ก็คือทั้งโดยตรง และโดยปริยาย การซื้อไม้โกงกางก็เพื่อค้าไก่ อาจเป็นไปได้ว่าทำสัญญาจ้างพนักงานก็เป็นโดยปริยาย หรือ ก ไปกู้เงินมาทำกิจการห้างฯห้าหมื่นบาท คำตอบก็คือ การตั้งห้างฯ ก็จำเป็นต้องมีการสร้างสภาพคล่องในกิจการก็เป็นเรื่องวัตถุประสงค์โดยปริยาย

            มาดูประเด็นที่สองถ้าได้มีการทำสัญญากันนอกขอบ ถามว่าถ้าสัญญาดังกล่าวนั้น ไม่ได้มีการทำ

            เช่น ค ไปซื้อหมูขึ้นมา พอทำเสร็จแล้วให้เอามาส่งในวันที่หนึ่ง ตุ ลา เมื่อมันยังไม่ได้ปฏิบัติตามสัญญา ใครจะให้มาบังคับก็ไม่ได้

            ประเด็นต่อมาห้างฯตั้งเพื่อค้าไก่ย่าง มีหวัดนก ก็ซื้อหมูจากซีพี แล้วส่งมอบหมูให้แก่ห้างฯ ค ก็เอาหมูมาย่างแล้วก็เก็บเงินเข้าห้างฯแล้ว นอกขอบหรือไม่ก็นอก ผลจะเป็นอย่างไร ซีพีก็มาฟ้องห้างฯให้รับผิดได้หรือไม่ ในประเด็นดังกล่าวหากได้ทำตามสัญญาไปแล้วก็อาศัยหลักสองหลักคือเมื่อไหร่ที่นอกขอบ แล้วได้มีการปฏิบิตตามสัญญาไปแล้วและหากห้างฯรับเอาประโยชน์ก็จะปฏิเสธความรับผิดไม่ได้ ไม่ได้บอกว่าเป็นการให้สัตยาบรรณนะครับ

            หลักที่สองคือนอกเหนือจากรับแล้วปฏิเสธไม่ได้ เวลาซีพีมาฟ้อง นอกขอบวัตถุประสงค์ก็เรียกหมูสดคืน

            กรณีนี้อยากขอยกตัวเรื่องที่สามที่สี่จาก ตัวอย่างคำพิพากษา คือ ในสมัยก่อนมีปั้มน้ำมัน มีปั้มหนึ่ง บริษัทก็แล้วกันคือขาย น้ำมันปิโตรเลี่ยมเท่านั้น เสร็จแล้วก็ปรากฏว่าตัวหุ้นส่วน ก็ตั้งให้ นาย ก เป็นกรรมการผู้จัดการ ต่อมา ก็ให้จอดรถ บริษัท แล้วคิดค่าฝากรถเดือนละพันห้าร้อยบาท คุณสมชายก็เอารถไปฝากไว้ที่ปั้ม แล้วรถหายไป ก็ฟ้องให้ปั้มรับผิด เจ้าของปั้มก็สู้ว่า ทำนอกขอบ ปั้มไม่ต้องรับผิด

            เรื่องดังกล่าวศาลก็วินิจฉัยว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่ปั้มรับเอาประโยชน์แล้วแม้ว่าสัญญาจะอยู่นอกขอบตัวปั้มจะปฏิเสธไม่ได้

            ประเด็นที่สาม เมื่อไหร่ก็ตามที่จดทะเบียน    1065 ก็เทียบกับมาตรา 1049 ยกตัวอย่างว่าห้างฯเรา ไก่ย่างสามสหาย ไม่จดทะเบียนก็ค้าไก่ย่างที่เนฯ ค ก็ย่างไก่ขาย หุ้นส่วน ก ข ค ไม่จดทะเบียน ค ก็ขายให้อาจารย์ประเสริฐปรากฏว่าท่านอาจารย์ก็ยังไม่ได้จ่ายตังค์ กรณีนี้ ค ก็ไม่กล้าทวง ทั้ง ก ข เห็นก็คิดว่าไม่ควร ก ซึ่งเป็นหุ้นส่วน ก็จะไปทวงจากท่านอาจารย์ประเสริฐไม่ได้ เพราะไม่ปรากฏชื่อตน ไม่ได้เพราะห้างฯไม่จดทะเบียนเขียนว่า ก ข ค เป็นหุ้น แล้วเก็บที่ลิ้นชัก แล้วบุคคลภายนอกจะรู้ได้อย่างไร ว่าผู้ที่มาเรียกร้องนั้น เป็นหุ้นส่วนที่แท้จริง ก็เป็นการคุ้มครองบุคคลภายนอก

            หันกลับมาในเรื่อง ห้างฯ นิติบุคคล มันยุติแล้วหรือยังว่าใครเป็นหุ้นส่วน ใครมาฟ้องก็เป็นการใช้สิทธิทางห้างฯเช่นกัน

            ประเด็นที่สี่ คือเรื่องการรับผิดในกรณีที่ออกจากห้าง เทียบ มาตรา 1051  ผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งออกจากหุ้นส่วนไปแล้วยังคงต้องรับผิดในหนี้ซึ่งห้างหุ้นส่วนได้ก่อให้เกิดขึ้นที่ตนได้ออกจากหุ้นส่วนไป

  กับมาตรา 1068  ความรับผิดของผู้เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนอันเกี่ยวแก่หนี้ซึ่งห้างหุ้นส่วนได้ก่อให้เกิดขึ้นก่อนที่ตนออกจากหุ้นส่วนนั้น ย่อมมีจำกัดเพียงสองปีนับแต่เมื่อออกจากหุ้นส่วน

คือการขายส่วนให้คนอื่นมาเป็นหุ้นส่วนแทนก็ไม่อาจทำได้เมื่อหุ้นส่วนทุกคนยินยอม สมมุติว่า ก ออกไปแล้วให้ นาย ง ที่ไม่มีเงินมาเป็นหุ้นส่วนแทน ถามว่า ก ยังต้องรับผิดอยู่หรือไม่ ก็เพราะว่าเป็นคนภายนอกอาจยอมให้สินเชื่อเพราะเชื่อถือในตัว ก ก็เป็นได้ คนภายนอกเขาก็จะเสียหาย

            ถ้าเป็นห้างฯไม่จดทะเบียน คำตอบก็คือว่าห้างฯนิติบุคคล กรณีนี้ก็จะประกาศ เพราะฉะนั้นถ้าเป็นห้างฯสามัญกฎหมายก็เปลี่ยนแตกต่างออกไปตามมาตรา 1068 คือความรับผิดของผู้เป็นหุ้นส่วนมีจำกัดเพียงสองปีนับแต่ออกจากหุ้นส่วน ดังนั้นความรับผิดในหนี้ใดๆ เมื่อพ้นเวลาสองปีแล้วจึงยกเป็นข้อต่อสู้ได้ กรณีนี้มีข้อน่าสังเกตอยู่สองประเด็นคือว่า ตรงมาตรา 1068 จำกัดนับแต่ออกจากหุ้นส่วน แล้วเมื่อไหร่จึงถือว่าออกจากหุ้นส่วน

            ในแง่นี้ศาลฏีกาวินิจฉัยว่า สองปีนับแต่เมื่อได้ไปจดทะเบียนที่กระทรวงพาณิชยน์ เมือใดที่ได้เปลี่ยนแปลงทางทะเบียนแล้วถือว่ายุติ

            คำว่าสองปีไม่ใช่อายุความ จึงอาจตกลงเปลี่ยนแปลงกันได้ ทีนี้ถามว่าการตกลงให้เป็นอย่างอื่น ใครตกลงกับใคร

            อันที่หนึ่งอาจเกิดได้จากการที่เจ้าหนี้ของห้างฯได้ตกลงกับตัวหุ้นส่วนก็ได้ เช่นห้างฯไก่ย่างได้ไปกู้เงินจากท่านอาจารย์ ก็ได้ อาจารย์ก็ทราบว่า ก เป็นคนที่มีตังค์ ก็บอกกับ ก ว่าจะยอมให้ห้างฯกู้นะ แต่ก็ต่อเมื่อ คุณรับผิดในหนี้ห้างฯจนกว่า จะขาดอายุความการเรียกร้อง

            สองกรณีที่ ระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนใหม่ กับหุ้นส่วนเก่าก็อาจตกลงกันไว้ว่าแม้ออกจากห้างฯแล้ว ก็ยังรับผิดในหนี้ใดๆ ระหว่างหุ้นส่วนทุกคนก็อาจตกลงกันได้นะครับ นี่คือเรื่องของมาตรา 1068

            ประเด็นที่ห้า ในเรื่องความรับผิดในหนี้ของห้างฯ กรณีนี้ก็อาศัยกรรมสิทธิ์รวมมา เสบ่ที่ไปก่อหนี้กับบุคคลภายนอกก็เป็น มาตรา 1025  อันว่าห้างหุ้นส่วนสามัญนั้น คือห้างหุ้นส่วนประเภทซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนหมดทุกคนต้องรับผิดร่วมกันเพื่อหนี้ทั้งปวงของหุ้นส่วนโดยไม่มีจำกัด กับ มาตรา 1050  การใด ๆ อันผู้เป็นหุ้นส่วนคนใดคนหนึ่งได้จัดทำไปในทางที่เป็นธรรมดาการค้าขายของห้างหุ้นส่วนนั้น ท่านว่าผู้เป็นหุ้นส่วนหมดทุกคนย่อมมีความผูกพันในการนั้น ๆ ด้วย และจะต้องรับผิดร่วมกันโดยไม่จำกัดจำนวนในการชำระหนี้อันได้ก่อให้เกิดขึ้นเพราะจัดการไปเช่นนั้น

 

            กรณีนี้จะมาบัคับกับทรัพย์ของห้างฯก่อนก็ไม่ได้เพราะถ้าเป็นเรื่องไม่จดทะเบียนห้างฯก็ไม่มีตัวตน แต่ถ้าเป็นห้างฯ นิติบุคคลสามารถที่จะเกี่ยงได้ครับ เช่น ไปทำสัญญามา เป็นสัญญาซื้อไก่สักหนึ่งแสนบาท แล้วห้างฯไม่จ่าย ตัวเจ้าหนี้ก็มีสิทธิฟ้อง ให้ ตัวหุ้นส่วนหรือ ห้างฯร่วมกันหรือแทนกันรับผิด

            ตัวหุ้นส่วน เกี่ยงได้ตามมาตรา 1070 กับมาตรา 1071 ก็เกี่ยงได้  เนื่องจากว่าเวลาหมดพอดีไว้ครั้งหน้าจะมาขึ้นตัวการแตกต่างกับเรื่องการข้อจำกัดอำนาจที่กฎหมายแก้ไขใหม่แล้วกัน ไว้วันศุกร์หน้าเจอกันครับ

           

           

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages