หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า kankokub ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ รศ.สหธน รัตนไพจิตร ผู้บรรยาย , ผู้มีน้ำใจส่ง flie เสียงที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า
ชุดที่1
ถามก่อนเข้าบทเรียน
1.นายตุนเป็นเจ้าของตึกแถว 3 ชั้น หนึ่งห้อง ต้องการลงทุนเปิดเป็นร้านขายของแต่ไม่มีเงินจึงชวนเพื่อนชื่อนายตันและนายต่วนเข้าหุ้นทั้งสองคนตกลงเอาเงินสดคนละ 1 แสนบาทมาลงทุนร่วมกับนายตุน จะถือว่าการกระทำดังกล่าวเป็น การตั้งองค์กรทางธุรกิจหรือไม่ หรือเป็นเพียงกรรมสิทธิ์รวมระหว่างสามคน ? ( ประเด็นย่อยข้อ7 ข้อสอบเนฯสมัยที่ 59 )
2.นายดำ นายแดง และนายขาว ตกลงเข้าหุ้นกันซื้อที่ดินมาแปลงหนึ่ง ราคา 1 ล้านบาท เพื่อขายเก็งกำไร แล้วติดประกาศขายในราคา 1 ล้านห้าแสนบาท นายชาย เห็นว่า ที่ดินแปลงดังกล่าวตั้งอยู่ในทำเลที่ดีจึงต้องการจะซื้อไว้เพื่อขายเก็งกำไร เช่นเดียวกัน แต่นายชายมีเงินอยู่เพียง 1 ล้านบาท จึงได้ชักชวนนายศักดิ์ และนายพงษ์ ให้เข้าหุ้นอีกคนละ สองแสนบาท นายศักดิ์และนายพงษ์เห็นชอบด้วยการกระทำดังกล่าวของนายชาย นายศักดิ์ นายพงศ์ ถือเป็นการเกิดองค์กรธุรกิจประเภทใดหรือไม่ หรือเป็นเพียงการแบ่งกรรมสิทธิ์รวม? ( ประเด็นย่อยข้อ7 ข้อสอบเนฯสมัยที่ 50 )
3.นายแสบกับนายสันตกลงกันทำสัญญาซื้อที่ดินแปลงหนึ่งเพื่อนำมาจัดสรรสวนเกษตร แบ่งเป็นแปลงย่อมขาย ใช้ชื่อว่าห้างหุ้นส่วนสามัญแสบสัน มีข้อตกลงว่าออกเงินกันคนละครึ่ง การดำเนินกิจการจะขาดทุนหรือกำไรตกลงรับผิดชอบคนล่ะครึ่ง ข้อตกลงดังกล่าวถือว่าเป็นการก่อตั้งองค์กรธุรกิจประเภทใด หรือเป็นเพียงเรื่องกรรมสิทธิ์รวม? ( ประเด็นย่อยข้อ7 ข้อสอบเนฯสมัยที่ 49 )
ครั้งที่ 1 . (ประเภทองค์กรธุรกิจ คอนซอเตี่ยม กิจการร่วมค้า )
ก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อหาอาจารย์ขอเรียนเรื่องขอบเขตเสียก่อนนะครับ
ก็ขอบเขต ก็ประเภทองค์กรธุรกิจ ห้างหุ้น อาจารย์สหธน ก็ว่าด้วยเรื่องประเภทองค์กร ห้างหุ้นส่วน หลังจากนั้นก็เป็นท่านอาจารย์สุรศักดิ์ก็ว่าด้วยเรื่องบริษัท
ก็เจอ 8 ชั่วโมงก็มีข้อจำกัดว่า คงไม่อาจร้อยเรียงได้ครบถ้วนเพราะเจอกันน้อยคงหยิบเรื่องทุกเรื่องคงไม่ได้คงต้องไปไล่เรียงเฉพาะประเด็นที่สำคัญเท่านั้น
อีกประเด็นคือการพุดคุย อาจารย์ค่อนข้างพูดเร็วสักนิดหนึ่ง ถ้าเจออย่างนี้ก็พยายามอดทนสักนิดหนึ่งก็แล้วกันนะครับ
อีกเรื่องหนึ่งในเรื่องการเรียนการสอนในช่วงแปดสัปดาห์ควรที่จะทบทวนมาก่อนโดยให้ 8 สัปดาห์นี้เป็นเรื่องของการทบทวน ถ้าไม่มีเวลาจริงๆก็ควรอ่านตัวบทมาก่อนนะครับ แล้วอาจารย์จะมาร้อยเรียงให้ทราบอีกครั้งสำหรับประเด็นตำรา ที่ใช้ในการเรียน อาจารย์แนะนำ ตำราของท่านอาจารย์โสภณ รัตนากร เป็นตำราอ้างอิงที่ครบถ้วนที่สุดแล้ว
ในปี 51 มีกฎหมายใหม่แก้ไขมากและในห้างหุ้นส่วนบริษัทก็แก้ในส่วนที่หลักการมากๆ ห
ลักราชกิจจา หลักมติพิเศษ หลักลดทุน ก็ต้องเปลี่ยนแปลงตัวบทได้แล้วนะครับ แก้เยอะจริงๆครับ
มีอย่างเดียวที่ไม่แก้ก็คือตั๋วเงินฯครับ คุ้มค่าได้แล้วครับ หากไม่อยากเปลี่ยนแปลงจริงๆแนะนำให้ไปเวปกระทรวงพาณิชย์ก็ปริ๊นมาครับ
ก็คุยกันอยู่ 5 เรื่อง
ประเภทองค์กร
ห้างหุ้นสามัญ
ห้างหุ้นจำกัด
ประเภทองค์กรธุรกิจ
อาจารย์อยากให้หนึ่งฐานจากการที่เราจะประกอบธุรกิจ คนเดียวทำก็ขาดทุนคนเดียว แต่เมื่อไหร่ที่ทุนไม่พอแรงงานไม่พอก็ต้องไปรวมกับคนอื่น ปัญหาเกิดว่าเรารวมได้กี่ประเภท กี่วิธี
แล้วแต่จะแยกบางคนแยกเป้นนิติบุคคลไม่นิติบุคคล จดไม่จด แต่วันนี้อาจารย์ขอรวมเป็นในหลักมีชื่อเรียกตามกฎหมายหรือไมมีชื่อเรียกตามกฎหมาย
เช่น มีชื่อ ก็ตามบรรพสาม ว่าด้วยเรื่องห้างหุ้นบริษัท หรือกฎหมายเฉพาะกำหนดให้
กรณีกฏหมายไม่กำหนดชื่อให้แต่เป็นเสรีภาพของคนที่มาทำสัญญารวมกลุ่มเพื่อประกอบกิจการ เมื่อไม่มีชื่อทางกฎหมายอาจมีธุรกิจ เช่นคณะบุคคล จ๊อยเวนเจอร์ กิจการร่วมค้า อาจมีหลายอย่างเดียวเราคุยกัน
แล้วแยกทำไมก็เพื่อนำกฎหมายมาปรับใช้ให้ถูก
สมมุติไปว่าถ้าหากว่ามีนายก ข ค รวมกลุ่มกันตั้งห้างไก่ย่างสามสหาย ก ข ค ลงหุ้นคนล่ะหมื่น ขายไก่หน้าเนฯ เงินให้เอามาไว้ให้ ข จะได้ไปซื้อไก่มาย่างขายหลังจากนั้นค่อยมาแบ่งกำไร พอมีคราวมีกำไร ข ก็ไม่แบ่งเอาแต่เก็บไว้ ก เห็นว่าไม่แบ่ง คงโกงแล้วหล่ะ ก ก็มาฟ้องศาล ให้คืนหุ้น และแบ่งส่วนปัญญาหาก็เกิดว่า แบบนี้ จะต้องใช้กฎหมายอะไรมาจับ
คำตอบเบื้องต้นก็เป็นเรื่องห้างหุ้นส่วน สามัญ อยู่ดีๆจะมาเลิกก็ไม่ได้ เพราะได้ตั้งห้างแล้วต้องผ่านกระบวนการเลิกห้างก่อน แล้วชำระบัญชี แล้วคืนทุนเป็นขั้นเป็นตอนไป
ก็เป็นตัวอย่างว่าต้องหาภาพกฎหมายก่อนว่าต้องใช้กฎหมายใดมาจับ
ในเชิงตรงกันข้ามถ้าก กับ ข จะซื้อล้อตเตอร์รี่ ก ก็มีแค่ สี่สิบ ข ก็มีสี่สิบ จะไปซื้อคู่หนึ่งก็ไม่ได้ ก็รวมตังค์กันไปซื้อ ข เก็บล็อตเตอร์รี่ กรณีนี้ก็ไม่ใช่เรื่องห้างหุ้นส่วนแล้วเป็นเรื่องกรรมสิทธิ์รวมแล้ว
เช่น สมมุติว่า บริษัท ก ข ค มหาชนจำกัด ร่วมกันประมูลงานสร้างสะพาน แค่ละคนก็เชี่ยวชาญคนล่ะแขนงที่เกี่ยวกับการสร้างสะพาน ก็ตั้งกันเป็นเป้นกิจการร่วมค้า
พอกรมทางหลวงจ่ายเงิน ปั๊ปก็ต้องนำกฎหมายตัวอื่นมาจับเช่นพรบ บริษัท มหาชนจำกัดห้ามไปตั้งห้างหุ้นส่วน พอรวมกลุ่มกันปุ๊ปก็ไม่อาจเป็นห้างหุ้นได้ เพราะมีตัวกฎหมายพิเศษบังคับไว้
กรณีนี้เมื่อ ข ได้รับเงินมาจะฟ้องแบ่งทุนได้ไหม ก็ได้ต้องอาศยเรื่องกรรมสิทิ์ร่วมมาจับ ฉะนั้นก็เรียกในส่วนตนได้ เวลาที่เราดูชื่อ เราดูทำไม ก็ดูถ้ามีชื่อเรื่องตามกฎหมายก็นำกฎหมายนั้นๆมาจับ
ถ้าไม่มีชื่อเรียกตามกฎหมายก็จะได้นำเรื่องอื่นๆมาจับ
องค์กรที่ไม่มีชื่อเรียกทางกฎหมายที่มีชื่อเรียกทางธุรกิจ ที่เจอบ่อยๆก็เช่น
คณะบุคคล กิจการร่วมค้า การจัดตั้งคอนซอเตี่ยม การรวมอย่าง โฮลดิ้งคอมพานี แชร์อะกรีเม้นท์
เจาะภาพไปยัง คอนซอเตี่ยม ก่อน ใช้เยอะนิดหนึ่งครับ ที่มาคือ งานภาพรวมหนึ่งงาน แยกทำงานเป็นคนล่ะส่วนปัญหาคือการเกี่ยงความรับผิดว่าความเสียหายไม่ได้เกิดจากส่วนงานเรา เช่นตัวอย่างเดิมการสร้างสะพาน จ้าง ก ทำตอหม้อ ข ทำโครงเหล็ก ค ทำราดยาง ถ้าเมื่อไหร่ลักษณะงานเดียวกันแต่แยกจ้าง กรมทางหลวงเคราะห์ร้ายแล้ว ถ้าวันดีคืนดีโครงเหล็กถล่มกรมทางหลวง ก็หาผู้รับผิด ก้ไปไล่กับ ก ก่อนเลย ก บอกทำตามแบบ สงสัยเพราะโครงเหล้กไม่ดีมั้ง ก็เปลี่ยนไป ฟ้อง ข ข ก็บอกมาดูแบบสิ ก็ทำตามนั้นวัสดุตามนั้น สงสัยราดยางเกินขนาดมั้ง ก็ไปฟ้อง ค. ค ก็บอกว่า ทำตามคำสั่งที่ให้ราดยางเลย สงสัยตอหม้อมีปัญหา ก้เป็นปัญหาที่เกิดบ่อย เลยแก้ไขไม่อยากให้โยนความผิด งานใหญ่ๆอย่างนี้ ก็มักตกลงให้มาทำสัญญาคอนซอเตี่ยม ที่ว่าแยกกันทำก็จริง แต่ถ้ามีความเสียหายเกิดขึ้นนะ ก้จะไม่เกี่ยงความเสียหายดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะใครต้องร่วมรับผิดกับผุ้ว่าจ้างก่อนแล้วค่อยไปไล่เบี้ยกันเอาเอง ลักษณะแบบนี้ เป็นการทำคอนซอเตี่ยมกันครับ
พุดเลยไปสักนิดตรงที่ว่าต้องระมัดระวังในเรื่องโยนความรับผิด ถ้าหากดูสัญญาไม่ดีตอบได้นิดหนึ่งว่าปัยหาจะหนักยิ่งขึ้นถ้าสร้างโครงสร้างสัญญาว่า ให้คนหนึ่งรับผิดอีกคนไม่ต้องรับมักเกิดในสัญญาซื้อเครื่องจักรเพื่อผลิตเอททานอล กรณีนี้คนที่ผลิตเครื่องจักรเราก็เจาะว่าอยากได้จากอินเดีย อินเดียก็บอกว่าค่าติดตั้งแพง จ้างบริษัท ก มาติดตั้งดีกว่า ก็ตกลง จ้างให้ บริษัท กมาติดตั้ง ปกติอย่างนี้ก็แย่แล้ว เช่นถ้าเครื่องจักรไม่ตรงตามสเปค ก็เกี่ยงกันว่า ความผิดไม่ได้เกิดจากตนแค่นี้ก็ไล่เบี้ยกันเหนื่อยแล้ว แต่ที่จะร้ายไปกว่านั้น ถ้าบริษัท ก ทุนจดทะเบียนสักห้าล้าน วันดึคืนดี เกิดเสียหาย บริษัท ก ยอมรับทันทีอยากได้ฟ้องเองครับพอฟ้องแล้วเราจะบังคับคดีอะไรได้อีกเพราะว่ามีทุนจดทะเบียนแค่ ห้าล้านบาท ก็เป็นปัญหา ก้เลยต้องมีการตกลงว่าจะไม่เกี่ยงความเสียหาย แล้วระหว่างคุณกันเอง ก็ไปไล่เบี้ยกัน นี่คือหลักการคอนซอเตี่ยม
ต่อมาดูคือตัว จอยเวนเจอร์ หรือกิจการร่วมค้า จริงๆมีความหมายกว้างและแคบตามประมวลรัษฎากร
กว้างก็มารวมกลุ่มกันเพื่อทำกิจการขึ้นมา ให้ได้การแบ่งปันรายได้แบ่งกำไรอันนี้ก็ความหมายแบบกว้าง เป็นคำทางนิยามทางธุรกิจ ก็ไปแบบใดก็เอากฎหมายลักษณะนั้นมาใช้
อย่างไรก็ตามการรวมกลุ่มกันแบบดังกล่าวนี้อาจรวมกลุ่มกันได้อย่างจดทะเบียนและไม่จดทะเบียนถ้าจดทะเบียนก็เป็นห้างสามัญ ไม่สามัญ ก็ว่ากันไป
กรณีใครรวยมากก็เสียมาก ภาษีที่เกิดก็คือภาษีเงินได้แล้วเวลาที่เราบุคคลจะเสียจากฐานอะไรหล่ะ
ฐานก็แยกออกเป็นสองแบบถ้าเป็นนิติบุคคลก็จากบานกำไรสุทธิถ้าไม่เป็นนิติบุคคลก็เสียจากฐานเงินได้
ก็จะเห็นว่าเสียภาษีตายการรวมกลุ่มจากบริษัทดังกล่าว ฉะนั้นเพื่อสงเสริมให้บริษัทที่มารวมกัน เป็นกิจการรวมค้าเปิดโอกาสให้เสียภาษีอย่างนิติบุคคล ก็จะเห็นว่ากิจการร่วมค้าที่มองจากประมวลรัษฏากรณ์ ก้ขอเลขภาษีใหม่ ก็จะเสียภาษีในนามกลุ้มใหม่ เราก็เรีบกตรงนี้ว่ากิจการร่วมค้า ถามว่าแล้วต่างจากคอนวอเตี่ยมตรงไหน คอนซอเตี่ยมต่างคนต่างเขามารับงานต่างคนก็ต่างเอากำไรส่วนตนไปโดยไม่เกี่ยงกันรับผิดเท่านั้น
ส่วนกิจการรวมค้าก็รวมกันมาแต่ต้น เวลาจ่ายเงินก็จ่ายเข้ากองกลางแล้วก็ไปแบ่งกันเอง นอกจากปัญหาภาษีนั้น ก็ต่างกันตรงคามรับผิดต่อบุคคลภายนอก ตัวอย่างเช่น ก ข ค ทำตอหม้อโครงเหล็กราดยาง ส่งมอบงานงานพังกรมทางหลวงฟ้องใคร ก้ฟ้อง กก็ได้หรือ ข ก็ได้หรือ คก็ได้
หันมาดูกิจการรวมค้า ก็เหมือนกันฟ้องใครก็ได้ เหมือนกันในแง่รับผืดต่อกรมทางหลวง
สาระอยู่ที่ความเสียหายที่ก่อขึ้นกับบุคคลภายนอกเวลาหมดพอดี ถ้าอาจารย์พุดเร็วไปครั้งหน้าให้สัญญาณด้วยนะครับ ครั้งหน้าเรื่องแชร์โฮลเดอร์แล้วขึ้นเรื่องห้างหุ้นส่วน
ครั้งที่ 2 . (การเกิดห้างฯสามัญ)
ครั้งที่แล้วก็ได้อธิบายถึงประโยชน์ในการแยกกิจการประเภทธุรกิจไปแล้ว
ก็ตั้งฐานจากตรงนี้ครับว่ามีชือหรือไม่มีชื่อเรียกทางกฎหมาย ถัดจากนั้น ก็อิบายถึงเรื่องประเภท กิจการธุรกิจ มาสองประเภทแล้ว
ก็มีอีกประเภทที่จะข้ามไปก็ไม่ดี คือ แชร์โฮลเดอร์อะกรีเม้น เช่นกลุ้มบริษัท ก ข ค ก็ถือหุ้นกัน ถามว่า ถือหุ้นเป็นเจ้าของหรือไม่ ใครถือหุ้นก็เป็นเจ้าของสมมุติ ค เป็นผู้ถือหุ้นเป็นไหม ก็เป็น แต่เมื่อหลายคนเป้นเจ้าของ จะเดินไปที่บริษัทแล้วจะให้พนักงานมาบริการได้หรือไม่ก็ไม่ได้ก็ต้องใช้สิทธิผ่านที่ประชุมของเจ้าของ
ส่วนแชร์โฮลเดอร์ก็ไม่ใช่กฎเกรฑ์ของบริษัทโดยตรงแล้ว เป็นเรื่องสัญญาที่เกี่ยวกับข้อตกลงผู้ถือหุ้นก็ทราบคร่าวๆก็เป็นเพียงพอ
จบเรื่องประเภทองค์กรธุรกิจ
...........................................................................................
องค์กรธุรกิจแต่ละประเภท ในชั้นนี้เป็นเรื่องการทบทวนให้แก่พวกเรา คงไม่ได้ยกทุกเรื่อง ประเด็นที่ 1 ห้างหุ้นส่วนสามัญ ถามว่าข้อตกลงแบบใดเป็น กรณีนี้มีนิยามตรงไหน
ข้อตกลงที่เข้านิยาม 1012 กับ 1025
ผลก็อยู่ใน 1025
เข้าลักษระสองประการก้เข้า อาจารย์เน้นในเรื่องนิยามนะครับ ว่าเมื่อใดเข้าลักษณะนี้ก็จะนำกฎหมายนี้มาใช้ได้
ดู 1012 + 1025 มีประเด็นที่น่าสนใจอยู่ 4 ประเด็น
1. ถ้าจะเป็นห้างฯสามัญได้ต้องมีการตกลงเข้าร่วมกันเพื่อประกอบกิจการร่วมกัน
เป็นจุดแยกตรงนี้ ต่างคนต่างเอาทุนเข้ามาเพื่อวัตถุประสงค์แบ่งกำไรกัน ถ้าไม่มีข้อตกลงประกอบกิจการร่วมกันก็ไม่ใช่ห้างหุ้นสามัญ เช่น
1. บริษัท มีสทีน ผลิตเสร็จก็ประกาศหาสาวมัสทีน นางสาว กเข้ามาเราก็ตกลง ว่าให้ ก เอาเครื่องสำอางไปขายและ กต้องมาเซ็นชื่อ ที่บริษัท แปดโมง ขายเสร็จ ทุกสี่โมงเย้นก็ต้องเข้ามาบริษัท บริษัทก็จะจ่างให้เดือนละ 6 พัน และสิ้นปีหากบริษัทมีกำไร ก็จะจ่ายเงินให้ 1 เปอร์เซ็นจากยอดทีเอ่ขายได้ รถที่ใช้ขับก็เป็นรถของ ก นะ กรณีนี้เป็นห้างฯไหม เพราะจะได้นำกฎหมายมาใช้ได้ถูกต้อง
เช่น ก เอาเครื่องสำอางไปแล้วขับรถยนต์ชน นาย ข
นาย ข จะมาเรียกให้บริษัทมีสทีน รับผิดได้หรือไม่
มีการแบ่งกำไร ก็จริงแต่ถ้าดูจากข้อตกลง บริษัทต้องการฝีมือ ก็เป็นเรื่องสัญญาจ้างแรงงาน ก็ไปว่าในเรื่องละเมิดในทางการที่จ้างก็ว่ากันไป
สาระอยู่ที่ไม่ได้ร่วมกิจการกัน
ข้อตกลงตัวที่สอง บริษัทมีสทีนใครอยากขายก็มาเอาลิสติกไปใครขายได้ก็ให้ สี่สิบเปอร์เซ็น จะขายเท่าไหร่ก็เชิญ จะขายวิธีไหนก้ได้ ถามว่ากรณีเดิมรถชน จะฟ้องบริษัทได้ไหม ก้เป็นสัญญาจ้างทำของ ก็ไปเรืองละเมิด ก็ฟ้องไม่ได้
ตัวที่สามอาจเป็นได้ที่แสดงเจตนาร่วมกัน ก็มีงานคืนสู่เหย้า เนฯ มีสทีนก็ออกทุน ก ก็ออกแรง ได้เท่าไหร่ก็มาหักทุนแบ่งครึ่งกัน ก็เป็นสัญญาหุ้นส่วนแล้วเป็นตน
เช่นฎีกาไต๋ก๋งเรือ เจ้าของเรือหาปลา ก็มาขับเรือฉันไปได้เงินเท่าไหร่หักค่าน้ำมันก้แบ่งครึ่ง เป็นสัญญาอะไร ศาลก็ดูว่าได้ตกลงเข้ากันเพื่อประกอบกิจการร่วมกันหรือเปล่า สาระสำคัญก็ไปจับปลาไม่ได้ตกลงเพื่อประกอบกิจการร่วมกัน ก็ไม่ใช่ห้างหุ้น ฯ ดูตรงไหนดูตรงเจตนา
2. ห้างหุ้นตามกฎหมายไทยเปิดโอกาสให้บริษัทมาเป็นหุ้นส่วนได้ กฎหมายไทยไม่ได้ระบุเฉพาะบุคคลธรรมดาเท่านั้น ตรงนี้สำคัญ
ประเด็นที่สามในเรื่องของตัวบริษัทมหาชน จะมีพรบ ห้ามไว้ว่า บริษัท มหาชน ไม่สามารถเข้ามาเป็นหุ้นส่วนได้ แม้จะมีการตกลงแบ่งปันกำไรก็ตาม ก็ต้องบังคับสัญญาะรรมดา แต่ถ้าเป็นบรัทจำกัดธรรมดาอย่างนี้อาจเข้ามาได้
ประเด็นสุดท้ายถ้าเป็นห้างฯสามัญต้องเป้นการตกลงร่วมกันโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแบ่งปันกำไร กำไรสุทธิก็ตั้งจากรายได้ ลบด้วยค่าใช้จ่าย
ตัวอย่างเช่นการทำนา ก บอกออกค่านา ข บอกว่าออกค่าทำนา รายได้หารสอง วัตถุประสงค์แบ่งข้าวแบ่งผลผลิต ก็ไม่ใช่กำไรสุทธิเพีราะยังไม่ได้ลบค่าใช้จ่าย
ตัวอย่างต่อไป ก เชี่ยวเครื่องยนตื ขเชี่ยวด้านอากาศ ก็ร่วมกันผลิตเครื่องบินก็ตกลงแบ่งครึ่งไม่ใช่ห้างฯ เพราะไม่มีการหักทุนกันก่อนเพราะว่า ไม่ได้แบ่งกันตามสัดส่วนของกำไร แต่ไปแบ่งตามรายได้แล้วก็ไม่ชี่ห้างฯ ก็นำกฎหมายต่างกันเข้ามาจับ
กรณีที่ตกลงร่วมันแล้วไม่ใช่ห้างฯ
กรณีไหนที่คล้ายห้างฯบ้าง
ประการที่สอง สมมุติไปว่านาย ก โดยแท้ซื้อเหล็กจากบริษัทเหล็กไทยจำกัดแล้วไม่จ่ายตังค์ถ้าการตกลง ก ข ค เป้นการตกลงอย่างห้างฯ ถามว่าตัวบริษัทเหล็กไทยมีสิทิฟ้องห้างฯในการทำตอหม้อหรือไม่ ก็ดูมาตรา 1050 ถ้าเป็นเรื่องห้างหุ้นฯ
แต่ถ้าไม่ใช่เรื่องห้างหุ่น เป็นการแบ่งรายได้ไม่ใช่กำไร ก็ต้องเอาหลักทั่วไป เรื่องแบบเดิมแต่พอไม่ใช่เรื่องห้างก็ต้องตอบต่างออกไปแล้ว
ส่วนปัญหาก็อยู่ในส่วนการพิสุจน์ข้อเท้จจริงเท่านั้นเอง
ยกเว้นอยู่เรื่องเดียวก็คือเรื่องละเมิด กรณีนี้เป็นกิจการร่วมค้าที่ไม่ใช่ห้างฯ ศาลฎีกาก็อาศัยหลักมาตรา 4
เช่นกรณีคดีสาธรบริ๊ดจอยเวนเจอร์ก็เอาเรื่องห้างฯมาปรับโดยอนุโลม
ประเด็นที่สอง ก็คือลักษณะของการจัดตั้งห้างฯ ก็ไม่ยากคำตอบคือเกิดได้ด้วยการแสดงเจตนา ไม่มีแบบ เพียงได้แสดงเจตนา มันก็เกิด
ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามเป็นห้างฯแล้วก็เกิดสิทิหน้าที่กันแล้ว เช่นตั้งห้างซื้อไก่ สิทิหน้าที่เกิดทันที เจอเพชรในท้องไก่ สิทิหน้าที่ ก ข ค เกิดแล้ว ในเชิงตรงข้ามหลังจากได้ไก่แล้ว ข ไข่มาย่างไก่ แล้ว เกิดย่างไม่ดี เกิดไฟไหม้เนฯหมดเลย กจะอ้างว่ายังไม่ได้ส่งมอบลงหุ้นเลย และก็ยังไม่ได้ทำเป็นหนังสือเลย ก็ไม่เกี่ยว หน้าที่เกิดแล้วเมื่อแสดงเจตนา ส่วนเรื่องเลขทะเบียนภาษีนั้นไม่ใช่เรื่องการจดทะเบียนต่อกระทรวงพาณิชย์ครับ เวลาหมดแล้วนะครับ
ไว้ในครั้งหน้าจะเขยิบเรื่องการลงหุ้นและการจัดการงานครับ
ครั้งที่ 3 . (การลงหุ้น การจัดการงานห้าง )
เรียนพวกเราว่าเจอกันครั้งล่ะชั่วโมงและเรื่องหุ้ส่วนก็แค่แปดครั้งก็คงไม่สามารถพูดรายละเอียดทั้หมดได้ก็คงได้เพียงตีครุมให้ไปทบทวนได้ง่ายขึ้นเท่านั้น ชั้นนี้ก็คงแค่คุยโครงให้ฟังเท่านั้น นะครับ เรียนว่าคงไม่อาจลงรายละเอียดได้ทั้งหมด
ทวนประเด็นที่สอนครั้งที่แล้ว ก็ตั้งฐานจากว่าตัวหุ้นต้องมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดมาลงหุ้นจะเป็นทรัพย์ก็ได้เงินก็ได้แรงงานก็ได้
ก้ยกตัวอย่างประกอบการอธิบายครั้งที่แล้วก็เปิดประเด็นว่าตกลงกันลงมอบส่วนลงหุ้นจะเป็นอย่างไร ถ้าไม่ยอมส่งมอบเงินลงหุ้น ก้เป็นผู้ถือหุ้นในห้างฯดังกล่าวแล้ว สิทธิและหน้าที่ก็เกิดขึ้นแล้ว
ถัดจากนั้นก็ตั้งว่าถ้าไม่ยอมส่งมอบเสียที ตัวก . กับ ข. ก็สามารถจัดกาได้สองประการคือเรื่องหนี้ ก็อยู่ในฐานนะเจ้าหนี้ที่จะเรียกได้ ก็คือร้อยละ 7.5 ต่อปี
ทางออกที่สองก็คือขับ ค จากการเป็นหุ้นส่วนได้ตาม 1031 เวลาที่เราอ่านก็ขอให้ระมัดระวังนายรายละเอียด ถ้าไม่ยอมจ่ายเสียเลย แต่ถ้าจ่ายมาสักบาทสองบาทก็ไม่เข้า 1031
สองวิธีการดังกล่าวก็ต้องทำให้ถุกขั้นตอนกล่าวคือต้องมีหนังสือ ต่างๆ
ประการที่สาม ผู้เป็นหุ้นต้องได้รับคะแนนเสียงเป็นเอกฉันท์ ในครั้งที่แล้วได้ยกตัวอย่างว่าเป็นห้างหุ้นส่วนสิบสหาย แปดคนบอกให้ขับ แต่คนที่เก้าบอกไม่ให้ครับ ในกรณีดังกล่าวนี้ก็ไม่สามารถขับคนที่สิบออกไปได้ 1031
ถัดจากนั้นก็ดุเรื่องไม่ส่งมอบส่วนลงหุ้นแล้วก็ถามว่าอาจลงด้วยเงินก้ได้ ทรัพย์ก็ได้ แรงก็ได้ ที่สำคัญเพราะโยงมาตรา 1044 เพราะว่าสัดส่วนของการลงหุ้นนั้น การแบ่งกำไรต่างๆให้ดูจากสัดส่วนของการลงหุ้น
ถัดจากนั้นก็มาดูเรื่องการลงหุ้น ถ้าด้วยเงินไม่มีปัญหาจะมีปัญหาเมื่อลงด้วย ทรัพย์หรือแรงงาน ปกติก็ต้องมีการตีราคาทรัพย์มาก่อน ว่าหนึ่งหุ้นมีเท่าไหร่และสัดส่วนลงหุ้นของเตาย่างไก่เท่าไหร่ ก็ไปดู 1027 ก็บอกว่าในเมื่อมีกรณีเป็นข้อสงสัยให้สิ่งที่นำมาลงหุ้นนั้นมีค่าเท่ากัน ก็คือหนึ่งหมื่นบาท เวลาเราดู 1027 ให้ระมัดระวังว่าไม่ใช่ทุกกรณี
ต้องกรณีเป็นข้อสงสัย ถ้าหากไม่สงสับใช้ 1027 ไม่ได้
แล้วถ้าหาก ค ไม่ได้ตีหุ้นปิ๊กอัพไว้ ลักษณะแบบนี้แล้วรถปิ๊กอัพราคาเท่าไหร่ใช้ 1027 ไม่ได้เพราะปิ๊กอัพราคา 1 หมื่นไม่ได้ แล้วราคาเท่าไหร่ คำตอบก็คือต้องไปหาพยานมาสืบว่าตอนนั้นราคาปิ๊กอัพเท่าไหร่
แต่ถ้าหากว่าเมื่อไหร่สัดส่วนไม่เท่ากัน ก็นำมาตรา 1027 ไม่ได้ เช่น ก ลง 1 หมื่น ข ลง 2 หมื่น ค ลงเตาย่างไก่อย่างนี้ก็เอา มาตรา 1027 มาไม่ได้ ในสถานการณ์แบบนี้ก้ต้องตีราคากัน
ก็เอาพยานเข้ามาสืบเท่านั้นครับจะเอาพยานมาสืบไม่ได้
ประเด้นที่ 2 วิธีการลงหุ้นด้วบทรีพย์ ก็มี 2 วิธี ให้จินตาการง่ายๆ
1. คือให้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์ตกลงเป็นหุ้นเลย เช่นลงทุนให้เตาย่างไก่ ให้กรรมสิทธิ์เป็นของห้างฯเลย ในเรื่องของตัวเชิงตรงกันข้ามก็เหมือนห้นนั้นขายให้ห่างไป
2. เอาทรัพย๋ให้ห้างใช้ สมมุติมีเตาย่างไก่ ครบ 1 ปี ก้ขอของคืน
ก็ส่งผลถึง
1.ปัญหาเรื่องการคืนทรัพยืเวลาเลิกห้าง มีสิทธิขอทรัพย์คืนได้ไหมไม่ได้แล้วเพราะตอนนี่ทรัพย์ดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์รวมแล้ว แต่ถ้าให้ใช้ทรัพย์ก็กลีบคืนมายังของผู้เป้นเจ้าของกรรมสิทธิ์เดิม
2.ปัญหาในเรื่องของการเสี่ยงภัยสมมุติว่าเราเอากรรรมสิทธิ์ในทรัพย์เป้นส่วนลงหุ้นหลักการก็กรรมสิทิรวม ตกกลางคืนฟ้าฝ่า เตาฟัง ใครเสี่ยงภัยก็ห้างฯทั้งสามคนก็เข้ามาเสี่ยงภัยถ้าให้ห้างใช้ทรัพย์กรรมสืทธิอยู่ที่เรา ถ้ามีภัยพิบัติเจ้าของกรรมสิทก็รับเคราะห์
3. ในเรื่องความชำรุดบกพร่องรอนสิทธิ ถ้ายกให้ก็ซื้อขาย ถ้า ให้ใช้ก็เช่าทรัพย์
ต่อมาที่เป้นประเด็นตามคำพพิพากษาถ้าเอาทรัพยืที่มีทะเบียนมาลงหุ้น เมื่อตัวห้างฯไม่ได้เป็นนิติบุคคลจึงไม่อาจมีชื่อในทรัพยืเหล่านั้นได้ ในประเด็นดังกล่าวนี้
อีกประเด็นที่เป้นประเด็นในคำพิพากษาคือการลงหุ้นโดยให้ห้างใช้ทรัพย์เราจะขายโดยห้างยังได้ใช้กรรมสิทิอีกได้หรือไม่ ก็ย่อมทำได้ ปัญหาเกิดว่าเราจะขายทรัพย์ให้บุคคลอื่นได้หรือไม่เพียงใดเรือ่งดังกล่าวศาลกีกาก็บอกกรรมสิทิก็ยังอยู่
ถ้าจะขายก็ทำได้
เรื่องนี้ก็เป็นประเด็นโอนหุ้นด้วยทรัพย์
ยังเก่า 1026 ต่อไปเรื่องการลงหุ้นด้วยแรงเช่น ก. ลงด้วยเงิน ข .ก็เงิน ค.จะลงหุ้นด้วยแรงด้วยการย่างไก่ได้หรือไม่ก็ทำได้
1.ถ้า/ไม่ได้ตีค่าแรงเอาไว้ค่าแรงจะเป้นสัดส่วนเท่าไหร่ 1028 ถ้าหุ้นลงแต่แรงและสัญญาไม่ได้ตีค่าแรงไว้ก็ถั่วเฉลี่ยด้วยเงินหรือทรัพย์
ก็ส่งผลว่าเวลาเลิกห้างแล้วชำระบัญชีแรงจะไม่ได้รับการนคืนเรื่องดังกล่าวก็อยู่ในมาตรา 1062
พลิกดูสักนิดครับเป้น
ก็ชำระหนี้ก่อน หลังจากออกเงินทดรองแล้วก็เหลือห้าหมืนบาทลำดับชำระบัญชีตัวที่สามให้แก่ใคร แรงก็ไม่ได้รับการคืน
การกิจการงานของผู้เป็นหุ้นส่วน
ก ข ค ก็แยกความคิดออกเป็นสองกอง กองที่หนึ่งก็คือระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกันใครเป็นผุ้จัดการ ถ้ามีอำนาจ มันก็ไม่ต้องรับผืดต่อเพื่อน มาตรฐานเป้นอย่างไร ผลของการจัดการงานโดยชอบหรือไม่ชอบ
อีกกองก็ว่ากันด้วย การจัดการงานดังกล่าวผูกพันบุคคลภายนอกหรือไม่อย่างไร
เรามาดูกองที่ 1 ในเรื่องการจัดการห่างไก่ย่าง สามสหาย
1. ตั้งหลักจาก 1050 เมื่อไหร่ก็ตาม ที่เป็นธรรมดาการค้าห้างก็ผูกพนหุ้นส่วนทุกคน โปรดอ่าน 1050 ครับ ธรรมดาการค้าของห้าง ขีดเส้นใต้ห้าร้อยเส้นเลยครับ
อาจารย์ยกตัวอย่างเช่น ห้างไก่ย่างสามสหาย ก ข ค ลงหุ้นคนล่ะหมื่น วัตถุประสงค์ค้าแต่ไก่ไม่ค้าปลีกไก่ พอเราได้ฐานปุ๊ป จับฐานจากตัวอย่าง ก เกิดไปซื้อไก่สดจากซีพี ซีพีจะเก็บจาก ข ผู้เป็นหุ้นส่วนได้หรือไม่ เมื่อก ไก่เป้นคนทำ ทำอะไรก็ ซื้อไก่สดธรรมดาการค้าของห้างไหม ก็เป็นธรรมดา ก็เรียกร้องให้รับผิดได้เพีราะเป็นธรรมดาการค้าของห้าง
อีกตัวอย่างหนึ่งค ควาย ย่างอยู่ที่เนฯ ทำไฟไหม้ ก็เป็นเรื่องธรรมดาการค้าห้าง ไม่ว่าจะเป็นสัญญาหรือละเมิด ก็อยู่ในความหมายของคำว่าการใดๆ ฉะนั้นผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนย่อมต้องรับผิดด้วย ทุกคน ตัวที่หน้าสนใจคือข้อ 3
ดูวัตถุประสงค์ตั้งเพื่ออะไรก็ค้าไก่ยกเว้นปีกไก่ ก ก็อยู่เฉย ข ก็เฉย อยุ่มาคืนดี ค เกิดไม่ปรึกษาเพื่อนเลยก็ไปซื้อปีกไก่ จำนวนหนึ่งหมื่นบาท ซีพีก็ขายไปให้แล้วจะมาเก็บเงิน ถามว่า ก จะต้องรับผิดต่อซีพี่หรือไม่เพียงใดให้เรานึกว่าคนนอนไม่สามารถตรวจสอบได้เลยก็ต้องอาศัยเฉพาะหลักฐานตามธรรมดาการค้าของห้างเท่านั้น
มาตรา 1050 ปัญหาอยุ่ว่าการธรรมดาการค้าห้างก็ฟ้องได้หมด ไม่ว่านอกตกลงกันเองหรือไม่
แล้ววัดจากไหนเหรอ ก็ดูจากสภาพปกติการค้าของห้างนั้น และ โดยปรกติจารีตประเพณีที่ห้างแบบนั้นทำขึ้น
ถ้า ก ไปยืมเงินอาจารย์ประเสริฐเป็นเงินหมุนขายไก่ย่างก็บอกชัดว่าก็ยืมมาใช้ซื้อขายไก่ย่าง ถามว่าเป็นเรื่องธรรมดาการค้าห้างหรือไม่ ศาลก็ตัดสินไว้ชัดว่าก็เป็นธรรมดาการค้าของห้างครับ พอชัดไหมครับ
ให้เราเกาะให้ชัดว่าใครฟ้องใคร ฐานความคิดว่าห้างฯไม่ได้จดทะเบียน ก็เอาข้อตกลงในลิ้นชักคนนอกไม่อาจรับรู้ มาประเด็นที่สอง ข้อจำกัดอำนาจของผุ้เป็นหุ้นส่วนไม่ผุกพันบุคคลภายนอกก็เป็นมาตรา 1053
ครั้งหน้าดู การจัดการนิดหนึ่งและหลักทั่วไป
เฉลย
ตอบข้อ1. การร่วมกันเปิดเป็นร้านขายของนั้นเป็นสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญ
ตอบข้อ2. การตกลงเข้าหุ้นกันทั้งสามคนจะซื้อจะขายไว้เพื่อขายเก็งกำไร จึงมีความผูกพันในลักษณะห้างหุ้นส่วนสามัญ
ตอบข้อ3. การที่นายแสบกับนายสันตกลงกันทำสัญญาร่วมลงทุนซื้อที่ดินเพื่อนำมาจัดสรรโดยมีข้อตกลงว่าออกเงินกันคนล่ะครึ่ง ขาดทุนหรือกำไรตกลงรับผิดชอบร่วมกันคนล่ะครึ่งนี้ เป็นสัญญาหุ้นส่วน ซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดมาลงหุ้นด้วยในห้างหุ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1026