<A HREF="http://www.thaijustice.com/webboard.asp?sub=0&id=1504967">สรุปคำบรรยาย วิชากฎหมายซื้อขาย เช่าทรัพย์ เช่าซื้อ ( ค่ำ ) ครั้งที่ 1</A>
<A HREF="http://www.thaijustice.com/webboard.asp?sub=0&id=1521807">สรุปคำบรรยาย วิชากฎหมายซื้อขาย เช่าทรัพย์ เช่าซื้อ ( ค่ำ ) ครั้งที่ 2</A>
ชั่วโมงที่ 3 วันพฤหัสบดี 17 มิถุนายน 2553
สวัสดีครับวันนี้เราพูดถึงสัญญาซื้อขายต่อ เมื่อคราวที่แล้วได้พูดสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดและจะซื้อจะขายไว้ มีหลักดูก็คือ ว่าสัญญาใดเป็นสัญญาจะซื้อจะขายก่อน ถ้าไม่ใช่ก็เสร็จเด็ดขาด การดูของศาลฏีกาก็คือดูว่าคู่ความจะไปทำเป็นหนังสือ หรือ จะไปโอนหรือไม่ ถ้ามีก็เป็นสัญญาจะซื้อจะขาย มันง่ายขนาดนี้จนขอสอบเนฯไม่อยากออก
อย่างไรก็ตามมีสัญญาจะซื้อจะขายประเภทหนึ่งที่ยากขึ้นมาคือไม่มีคำว่าจะโอน
เป็นเรื่องขายฝากแล้วไม่ไปไถ่ที่ดินเป็นของ ข โดยเด็ดขาด
เมื่อไม่ไถ่คืนกรรมสิทธิก็ตกกับ ข โดยเด็ดขาดธรรมดาการไถ่แล้วกรรมสิทธิโอนทันที ถ้าไม่ไปไถ่คืนภายในกำหนดกรรมสิทธิก็ตกเป็นของ ข โดยเด็ดขาด
601/2535 เป็นเรื่องขายฝากที่ดินเมื่อพ้นกำหนดไถ่ก็ตกเป็นของผู้ซื้อโดยเด็ดขาดหลังจากนั้นก็เป็นเรื่องเหตุการณ์ใหม่ขึ้น
ระวังข้อสอบอย่างนี้มีหลายข้อที่พูดเรื่องขายฝากแต่จริงๆแล้วมันจบไปแล้ว หลังจากนั้นทำอะไรเกิดขึ้นใหม่ก็เป็นนิติกรรมใหม่ขึ้น อย่างเรื่องนี้ก็เหมือนกัน พอไม่ไปไถ่ที่ดินก็ตกเป็นของ ข เหมือนกัน เมื่อไปไถ่ ข ก็ใจดีรับเงินไว้แล้วเขียนว่า ก ให้เงินค่าไถ่ถอน สามหมื่นสามพันบาท ผู้ซื้อฝากขายคืนที่ให้ ประโยคในสัญญาก็ทำให้หลงไป เป็นเรื่องที่ภาษาชาวบ้านพูดกัน อย่านึกว่าเป็นภาษากฎหมายเสียหมด
ในวันที่ทำสัญญากันไว้นี้พอรับเงินเสร็จก็ขอโอนที่ดิน แต่โอนไม่ได้เพราะต้องเสียค่าธรรมเนียมจะไปอีกทีก็ปิดแล้ว ก็นัดกันมาวันหลัง แต่ปรากฎว่า ข เสียชีวิตลงแล้ว
ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ตัดสินคล้ายกัน ว่า ไม่ใช่สัญญาจะซื้อจะขาย ก็เป็นเด็ดขาด แต่เมื่อไปถึงศาลฏีกาบอกว่าไม่ใช่ เพราะเป็นสัญญาที่คู่สัญญามีเจตนาจะทำให้ถูกต้องตามแบบในภายภาคหน้า พฤติการณ์ที่เขียนไว้ในคดีนี้ แจ้งว่ามาขอโอนที่ดิน นี่คือเจตนาจะโอน เมื่อดูพฤติการณ์ของคู่สัญญาแล้ว จึงเห็นว่าสัญญาฉบับนี้คือสัญญาจะซื้อจะขาย เป็นสัญญาที่ทำไว้ชั้นหนึ่งให้ถูกต้องตามแบบ ก็คือ 456 วรรคสอง เรื่องนี้มีหนังสือลงลายมือชื่อไปต้องรับไว้ ใครจ้องจะโอนจะโอนก็ผิดเลย ก็เป็นการตัดสินตามฏีกา 305/2511
ดูจากข้อความอื่นได้ด้วย สัญญาซื้อขายไม่มีเขียนว่าจะโอน ก็อาจตัดสินว่า เงินค่าธรรมเนียมในการซื้อขาย จะมีได้จากการจดทะเบียนเท่านั้น เมื่อระบุไว้ก็ต้องมีการจดทะเบียน โดยดูจากข้อความอื่น 4587/2542
มีข้อความว่าจะไปรังวัดแบ่งแยกก็คือไปโอนกัน
ซื้อขายโรงแรมไม่มีข้อความว่าจะไปโอนกัน แต่ในสัญญามีกำหนดว่าจะต้องโอนใบอนุญาตประกอบกิจการโรงแรมกัน ชี้ให้เห็นเจตนาว่าเรื่องใหญ่ๆ อย่างการโอนที่ดินก็น่าจะมีเจตนาเช่นนั้น เช่นกัน ก็มีอยู่ห้าเลขนี้
สัญญาจอง กันสมัยก่อนไม่มีคำว่าจะไปโอนหรอก สมัยที่ดินบูม มันโกงกันอย่างนี้ศาลฏีกาก็ตัดสินให้บังคับได้ก็เป็นสัญญาจะซื้อจะขายก็ชอบธรรมด้วยความยุติธรรม ศาลท่านก็หาทางออกก็อธิบาย ว่า เพราะขณะทำสัญญาผู้ขายยังไม่มีกรรมสิทธิ อย่างนี้เป็นต้นก็อธิบายไปให้เห็นว่า เราก็ยังพอยึดหลักเรื่องโอนกันอยู่นะ อันนี้ต้องรู้เบื้องหลัก อีกฏีกาหนึ่ง 6580/2544 สัญญามัดจำข้อเท็จจริงปรากฎว่า ส่งมอบที่ดินให้แล้ว สัญญามัดจำและฃำระราคาครบถ้วน อันนี้คือส่อเจตนาโกง กันแล้ว ก็คือกะว่า จ่ายแล้วไม่ไปจดทะเบียนแล้ว เมื่อไม่มีคำว่าจะโอนก็เป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด
ใบสั่งจอง ก็คล้ายๆกัน ใบสั่งจองที่ตกลงกันว่าจะต้องทำสัญญาจะซื้อขายกันต่อไป
3942/2525
1142/2527 มาอีกแล้วฏีกาปี 27 ก็เป็นเรื่องตัดสินเพื่อความยุติธรรม 780/2541 เป็นการกำหนดว่าโอนกันแล้วจะเสียค่าโอนกรรมสิทธิกันไว้ก็เป็นเรื่องมัดจำกับใบสั่งจอง ซึ่งก็ไม่เคยออกสอบเหมือนกัน
สัญญาจะซื้อจะขายเคยพูดไปแล้วว่าไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ ทีนี้ ก็เป็นเรื่องวิธีดู สัญญาจะซื้อจะขายพ้นจากนี้ไปมี่คำว่าจะไปโอนก็เป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด ดูฏีกานะครับ จะจดก็ได้หรือไม่จดก็ได้
394/2508 ทำสัญญากันเองดูข้อความไม่มีเจตนาที่จะไปจดทะเบียน ก็เป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด เมื่อไม่มี
ผู้ซื้อชำระราคาบางส่วน โดยไม่มีเจนตนาจะโอนตั๋วฯรูปพรรณ
สัญญาซื้อขายบ้านไม่มีข้อความให้เห็นว่าจะโอน ก็เป็นซื้อขายเสร็จเด็ดขาด
ขายช้างมอบแต่ตั๋วฯไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียน ก็เป็นโมฆะ
แต่ปรากฎว่าพอซื้อไป เอาไว้ในการครอบครอง มีคนมาทำละเมิด ก็ไปฟ้องผู้ทำละเมิด แม้เป็นโมฆะ แต่ก็มีสิทธิครอบครอง จึงฟ้องผู้ทำละเมิดได้
1860/2539
ที่เอามาพูดเพราะเคยมีข้อสอบผู้ช่วยปีหนึ่ง ที่ชายตลิ่ง ที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ต่อมาเปลี่ยนเป็นที่งอก งอกออกมาจากที่ดินมีโฉนด ข้อสอบผู้ช่วยปีนั้นที่งอกย่อมเป็นกรรมสิทธิของเจ้าของที่ดินมีโฉนด
ก็มีฏีกาวินิจฉัยทำนองเดียวกับข้อสอบผู้ช่วย ก็คือเป็นเจ้าของที่งอกไม่ต้องรังวัด ก็เป็นกรรมสิทธิของเจ้าของที่ดินเลยไม่ต้องรังวัดออกโฉนดเมื่อเป็นเจ้าของที่งอกเอง ซื้อขายก็ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียน ถ้าไม่ใช่จะซื้อจะขายก็ซื้อขายเสร็จเด็ดขาด
5199/2546 ไม่ค่อยสนิทใจเท่าไหร่ อ่านไปอาจจะตะขิดตะขวงใจได้ การโอนกรรมสิทธิ ขอให้ผู้ซื้อทำการโอนได้ ก็คือมีเจตนาจะโอนกัน ผู้ขายไม่มีข้อขัดค้านใดๆ ก็น่าจะเป็นสัญญาจะซื้อจะขาย แต่ศาลฏีกานี้ตัดสินว่าเป็นสัญญาซื้อชายเสร็จเด็ดขาด ที่จริงที่ตัดสินกันหลายคดีไม่ต้องแน่นอน ก็ตาม เรื่องนี้บอกให้ทำการโอนได้ ผู้ขายไม่คัดค้าน เพราะไม่มีข้อความว่าโอนกรรมสิทธิกันภายหลัง เป็นที่แน่นอน ฏีกาเมื่อสักครู่ก็ไม่ได้ ไม่รู้เมื่อไหร่ ก่อนปีใหม่ 5199/2546 ออกเป็นข้อสอบก็อาจเถียงกันได้
ข้อความว่าจะส่งมอบ ไม่ถือว่าจะเป็นสัญญาจะซื้อจะขาย 651/2510
4012/2545
จะส่งมอบ ถูกกลับแล้วไปใช้หลักเดิมคือ มีข้อความว่าจะส่งมอบ ไม่มีข้อความว่าจะไปจดทะเบียน อย่างนี้เป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด ไม่เท่ากับจะโอน
มาดูข้อสอบผู้ช่วย อาจจะก็เรียนมาแล้วในชั้นปริญญาตรีข้อสอบก็ไม่ยากเท่าไหร่ ก็เป็นเรื่องซื้อขายที่ดิน ขายให้แก่ ข ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนเรียบร้อยแล้ว นี่คือเสร็จเด็ดขาดประเภทกรรมสิทธิโอน ชำระไปเพียงบางส่วน ส่วนที่เหลือชำระภายในสามเดือน ปรากฎว่าต่อมาทางราชการสั่งปิดบริษัทเงินทุน ก็คงเป็นสมัยปี 40 คนงานรวมทั้งนิติกร ก ผู้ขายเลยมีหนังสือให้ชำระ ข้อสอบ ผู้ช่วยถามว่า ก มีสิทธิ เรียกที่ดินและบ้านคืนจาก ข ได้หรือไม่
ประเด็นต่อไป ข มีสิทธิเรียกเงินคินจาก ก ได้ หรือไม่
เฉลยก็คือ แม้กรรมสิทธิจะโอนไปแล้วก็ตาม เพราะ ก จดไปให้ กลายเป็นคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งไม่ชำระหนี้ให้อีกฝ่ายหนึ่ง ก มีสิทธิบอกกล่าวก่อนตาม 387
3601/2538 ก็คงต้องเรียกคืนได้ เพราะผิดสัญญา ก็ต้อง บอกกล่าว การที่มีหนังสือให้ชำระภายในสิบห้าวันถือเป็นการบอกกล่าวแล้ว เมื่อไม่ชำระถือเป็นการผิดสัญญาได้ เมื่อไม่ได้ชำระภายในกำหนดก็ถือว่าแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาแล้ว สัญญาไม่ต้องบอกเลิกกันอีก เข้าใจว่าคงตอบถูกว่า มีสิทธิเรียกคืนได้ แต่ต้องอธิบายในเรื่องการบอกกล่าวตาม 387 ให้ถูก คะแนนจะต่างกันก็ตรงลายละเอียดในการตอบก็ไม่เหมือนกัน ใครตอบธงถูกอย่างเดียวก็ได้ หนึ่ง หรือ สองคะแนน
ประเด็นที่สอง ข เรียกเงินคืนจาก ก ได้หรือไม่ ธงคำตอบว่าเมื่อสัญญาซื้อขายบ้านและที่ดินเลิกกัน ก ก็ต้องคืนเงินที่รับไว้พร้อมดอกเบี้ยให้แก่ ข ตาม 391 วรรคสอง ตรงนี้ผิดกันเยอะเลย เกินครึ่งบอกเรียกไม่ได้ เพราะเป็นฝ่ายผิดสัญญา
513/2538
ข้อสอบข้อนี้ก็ยังดีนะครับ ไม่ได้พูดเรื่องค่าเสียหาย ข้อสอบส่วนใหญ่ ก็จะออกเรืองค่าเสียหายนั้นเรียกได้หรือไม่ เพราะเป้นการเช็คเรื่องค่าเสียหายที่คาดการณ์ได้หรือไม่
ก็คือข้อสอบที่บูรณากาณ์ที่ รวมหลายข้อสอบในข้อสอบเดียวกัน
มีหลายคนเตรียมสอบผู้ช่วยก็ลองดู
เราดูสัญญา จะซื้อจะขายแล้ว วิธีดูง่าย เพราะถ้าไม่ใช่จะซื้อจะขายก็เป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด ต่อไป สัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข คำจำกัดความเหมืนอเสร็จเด็ดขาด เพียงแต่เพิ่มเติมว่า กรรมสิทธิยังไม่โอนไปจนกว่าจะเกิดเหตุการณ์ตามเงื่อนไข ขึ้น เช่นผมขาย นาฬิกาให้นักศึกษา ผมส่งมอบให้แต่มีข้อสัญญาว่า ส่งให้แต่กรรมสิทธิยังไม่โอนนะ จนกว่าจะได้โอนกรรมสิทธิกันแล้ว ก็บอกว่ากรรมสิทธิไปเร็วมากยิ่งกว่าแสงยิ่งกว่าเสียง ไปโดยผลของกฏหมาย
ถ้ามีคำว่ายังเป็นของคนขายอยู่กรรมสิทธิก็ไม่ไป
ในเรื่องรถยนต์พูดในมาตรา 459 ซึ่งยากมาก สัญญาซื้อขายมีเงื่อนไขต้องมีข้อความว่ากรรมสิทธิไม่โอนไปเท่านั้นเท่านั้
ซื้อขายลิพท์มีข้อความว่า ตราบใดที่ยังชำระไม่ครบถ้วน กรรมสิทธิในลิฟท์ยังเป็นของผู้ขาย
4446/2545
ก็ไม่มีคำพิพากษาในเรื่องเงื่อนเวลาที่สำคัญก็คือจะไปเจอฏีกาเยอะเลยที่บอกว่าสัญญานั้นมีเงื่อนไข หรือเงื่อนเวลาต้องจำว่าต้องเป็นเรื่องโอนกรรมสิทธิเท่านั้น
2372/2524 ซื้อหุ้นชำระเงินในวันทำสัญญาสองแสนบาท บอกที่เหลือผ่อนชำระให้ ศาลฏีกาบอกว่าเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดมีเงื่อนเวลาเกี่ยวกับการผ่อนชำระราคาหุ้น อย่าไปปะปนกัน ต้องดูดีๆ ว่าเป็นเงื่อนไขเงื่อนเวลาที่พูดกันทั่วๆไป หรือเป็นเงื่อนไขเงื่อนเวลาในการโอนกรรมสิทธิ
ชั่วโมงที่ 4 – 5 วันพฤหัสบดี 24 มิถุนายน 2553
การบรรยายก็ยังวนเวียนอยู่ใน 456 ก็สำคัญที่สุดในซื้อขาย ถ้าเข้าใจมาตรานี้ก็จะเห็นเอกเทศสัญญาชัดเจน
ก่อนจะปรับบทได้ต้องทราบก่อนว่านิติกรรมในข้อสอบเป็นนิติกรรมประเภทใด
เราค้างกันที่สัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข และสัญญาซื้อขายมีเงื่อนเวลา ขั้นต้นเราต้องดูก่อนว่า เป็นสัญญาจะซื้อจะขายหรือไม่ วิธีการดูก็ดูคำว่าจะโอน ถ้าเป็นจะโอนก็เป็นสัญญาจะซื้อจะขาย ถ้าไม่มีคำว่าจะโอนก็เป็นซื้อขายเสร็จเด็ดขาด ในอีกอันหนึ่งก็มีสัญญาจะซื้อจะขายแบบยาก ก็ดูจากถ้อยคำอื่น เช่น ค่าธรรมเนียมผู้ขายเป็นผู้ออก หรือ ข้อความว่าจะรังวัดแบ่งแยก หรืออาจไม่มีข้อความอื่น อาจเป็นพฤติการณ์ของคู่สัญญาคือ ไม่มีข้อความเลย แต่ได้ไปแจ้งกับพนักงานที่ดินว่าจะไปขอโอน อันนี้ก็เป็นสัญญาจะซื้อจะขาย ก็ต้องผ่านกระบวนการของสัญญาจะซื้อจะขายก่อน สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด ถ้าเป็นสังหาฯจะเสร็จเด็ดขาดเสมอ ไม่มีจะซื้อจะขาย ซึ่งรวมรถยนต์ด้วย คำพิพากษาถูกกลับหมดแล้ว ไม่มีจะซื้อจะขายในสังหาธรรมดา
ก็ไป 456 วรรคสาม
ก็มาถึงเรื่องคำมั่น ก็ให้สังเกตถ้อยคำ ถ้าจะมาซื้อก็จะขายให้ ยอมให้ซื้อคืนได้อย่างนี้เป็นต้นนี่คือกรณีที่ชี้ให้เห็นว่าเป็นคำมั่น หรือฏีกาที่บอกว่า คำมั่นในการซื้อขายอยู่ในสัญญาเช่า ผู้ให้เช่ายินยอมจะขายให้ในราคายี่สิบล้านบาทแต่ไม่สูงกว่าราคาตลาด หรือ คำมั่นถ้าเห็นปั๊ปก็รู้แล้ว มันก็จะสำคัญที่ตัวบท มันต้องได้หรืไม่ คราวนี้พูดถึงคำมั่นต่อไป 347/2538 ต่อไปถ้าภายหน้า นางนุชมาซื้อกลับก็จะขายให้ดังเดิม
ถ้ามาขอซื้อก็ยินดายให้ ก็เป็นคำมั่นในการซื้อขาย คำมั่นก็ผูกมัดรัดตัวมากกว่าคำเสนอ เรามาดูตัวอย่างที่ พวกเราพวกนักกฎหมายเรียนกัน ก็คือ พระธรรมนู ชี้ให้เห็นว่า ชอบใจม้า จึงขอซื้อ เป็นคำเสนอ แต่ถ้าบอกว่าภายในสิบวันหากจะขายก็จะซื้อก็จูงมาที่บ้านผมจะให้ราคาสองร้อยบาท
คำมั่นก็ต่างจากคำปรารภ ขอซื้อแร่สิบตันวันนี้ ที่เหลือขอซื้อคราวๆจนกว่าจะหมด เป็นคำปรารภ เพราะไม่มีความแน่นอน ในส่วนหลัง
ข้อสอบ ก จำนองที่ ข ไว้ แล้วไม่มีเงินไถ่ก็โอนกรรมสิทธิตีใช้หรือไม่ มีปัญหาก็คือเมื่อเห็นคำว่าจำนองแล้วก็จะกระโจนเข้าไปทันทีเลย ต้องระวังนะครับ เริ่มจากจำนองแล้วตีใช้หนี้แล้วก็จบ ก กับ ข ก็ทำสัญญากันเอง ว่าให้ ก มีสิทธิไถ่ที่ดินคืนภายในหนึ่งปี ก็แปลเป็นคำมั่นว่าจะขาย ก่อนครบกำหนดหนึ่งปี ก มาขอไถ่คืน ข ไม่ยอมเหตุเพราะขายไปให้แก่ คแล้ว โดย ค ไม่ทราบ ถ้าเช่นนี้ ก จะฟ้อง ข กับ ค โอนที่ดินให้แก่ตัวได้หรือไม่ ข้อสอบบอกว่า ข้อความที่ ข ให้ไว้ เป็นคำมั่นก็มีผลผูกพันตามกฎหมาย แต่เมื่อ ข ขายให้ คแล้ว ค สุจริต จะไปขอให้เพิกถอนไม่ได้ สรุปแล้ว ก ไม่อาจบังคับตามคำมั่นที่ให้ไว้ได้ ก็น่าจะมาจากฏีกาที่ 121/2472 ก็ชี้ให้เห็นว่าข้อสอบมันมีรูปแบบของคำมั่นอยู่ จะไปอยู่ในเรื่องสัญญาเช่าทรัพย์เยอะ ดูๆไป มีฏีกาหนึ่งที่ลงพิมพ์แล้ววินิจฉัยว่าไม่ใข่คำมั่น
104/2497 มีข้อตกลงว่าถ้าจะขายก็จะบอกขายกับผู้เช่าก่อน ก็อาจจะไม่ตกลงก็ได้ คำมั่นต้องรัดตัวอย่างแน่นแฝนก็มีโอกาสดิ้นได้ คำมั่นว่าจะให้เช่าอย่างที่พูดไปต้องมีการแสดงเจตนาสนองรับ จะเจอคำพิพากษาฏีกาหลายเรื่อง ส่วนใหญ่เป็นเรื่องผู้เช่าให้ไว้ ศาลฏีกาก็จะวินิจฉัยว่าไม่มีเจตนารับคำมั่นเลย
แต่สองฏีกานี้ก็ไม่สำคัญอะไรก็จำหลักไว้ก็แล้วกัน ทีนี้มันมีข้อสอบ เนฯอยู่ปีหนึ่ง
เป็นเรื่องที่ทางฝ่ายผู้ขายที่ดินมีที่ดินหลายแปลงไม่ค้องการขายหมด ผู้ซื้อต้องการซื้อหมด ก็เลยตกลงกันไว้เป็นพิเศษสำหรับแปลงที่เหลือ โดยบอกว่าจะโอนเมื่อครบสามเดือน สัญญาที่ขายกัน แล้วมีการลงนามแล้วเรียบร้อย ก็ใช้บังคับกันได้ แต่มีข้อตกลงกันอีกข้อ ก็ไปเถียงกันว่า ที่ดินแปลงที่เหลือนั้น ไปเขียนข้อสัญญาว่าผู้จะซื้อ สัญญษว่าจะซื้อที่ดินส่วนข้างเคียงในราคา สัญญาว่าจะซื้อที่ดินข้างเคียงเช่นนี้เป็นคำมั่นว่าจะซื้อ มันพิศดารคือมันไปหลบอยู่ในสัญญาจะซื้อจะขาย หลายคนวินิจฉัยผิดตั้งแต่ต้นเลย เมื่อเป็นคำมั่นว่าจะซื้อเมื่อใกล้กำหนดหนึ่งปี ฝ่ายผู้จะซื้อก็เขียนจดหมายไปบอกผู้จะขาย ผู้จะขายบอกว่าไม่ขาย หลังจากนั้นผู้จะซื้อก็ติดต่อไปอีกว่าพร้อม ผู้จะขายก็บอกว่าไม่พร้อม
ถ้าไม่ขายก็ไม่มีอะไรจะไปบังคับเขาได้ ก็ไปผิดตรงนี้กันเยอะ คำมั่นว่าจะซื้อ ศาลฏีกาวินิจฉัยว่า เมื่อไม่ปรากฎผู้รับคำมั่นแสดงว่าจะขาย ก็ไม่มีสิทธิบังคับได้ก็เป็นตัวอย่าง 4154/2539
ดูฏีกานี่จะรู้ปั๊ปเลยว่านี่จะเป็นข้อสอบแน่นอน แต่ไม่แน่ว่าสนามไหนเมื่อไหร่
คำมั่นนอกจากคำมั่นว่าจะซื้อคำมั่นว่าจะขายแล้วยังมีคำมั่นว่าจะกำหนดเวลา ด้วย ก็เป็นคำมั่นว่าจะซื้อก็ผูกมัดตัวผู้ให้คำมั่นเท่านั้นเอง
ขณะเดียวกันก็มีคำมั่นว่าจะขายด้วย 5510/2542 ผู้ให้คำมั่นมีกำหนดเวลาจะถอนก่อนกำหนดไม่ได้
คำมั่นที่กำหนดเวลาผูกพันในเวลาที่กำหนด คำมั่นที่ไม่มีกำหนดเวลา จะผูกมัดคนให้คำมั่นตลอดไป แม้เกินสิบปี ก็ตอบรับให้ซื้อขายได้ ข้อสอบเนฯก็เอามาออก พ้นกำหนดก็จะจบ เรื่องขายฝาก ถ้าจะซื้อคืน ยอมให้ซื้อคืนได้ นี่คือคำมั่นว่าจะขายแน่นอน จากนั้น ข ก็ไปต่างประเทศอีกสิบปีกลับมา จะมาขอคืนราคาเดิม ข ไม่ยอมขาย ก ก็พยายามตอบรับคำมั่น เมื่อไม่ขายก็ฟ้องร้องบังคับคดี คำมั่นที่ให้ไว้ สิบปีผ่านไปตอบรับได้หรือไม่ จะขาดอายุความหรือไม่ ก็มีฏีกาประชุมใหญ่ ว่าคำมั่นผูกผันตลอดไป เกินสิบปี
กลับมาดูข้อสอบก็บอกว่าบังคับได้ เพราะผูกพันตลอดไป ถ้าปฏิเสธก็บังคับได้
พูดถึงราคา ตอนให้คำมั่นไม่ได้ระบุราคาไว้ ก็ต้องเอาหลัก 487 นั่นคือใช้ราคาตามสมควรก็โล่งใจไป เพราะถือว่ายุติธรรม
ต้องระวัง มันจะผูกมัด ทำไมสิบปีจึงไม่ขาดอาบความ ท่านอาจารย์จิตติหมายเหตุว่าคำมั่นเมื่อให้ไปแล้วไม่มีหนี้อะไรเลย อายุความจะใช้ในเรื่องสิทธิเรียกร้องเท่านั้น
ทีนี้เมื่อให้คำมั่นไม่มีกำหนดเวลาแล้วผลมันผูกผันตลอดไป จะทำให้มันไร้ผล ก็ต้องกำหนดเวลาพอสมควรและบอกกล่าวให้ตอบภายในกำหนดแน่นอน ถ้าไม่ตอบภายในเวลาพอสมควรคำมั่นที่ให้ไว้ก็ไร้ผล
ต้องดูต้องกำหนดเวลาพอสมควร คำมั่นไม่มีเรื่องการถอน แต่เป็นวิธีการที่ทำให้คำมั่นไร้ผล ตรงตามตัวบทก็ต้องบอกว่าวิธีการให้คำมั่นไร้ผล ก็บอกเลิกคำมั่นทันทีเลย ถามว่าบอกเลิกทันทีได้หรือไม่ เมื่อบอกเลิกทันทีคำมั่นก็มีผลอยู่อีกฝ่ายก็ตอบรับกลับมาได้
มีปัญหาในเรื่องธงคำตอบ ข้อสอบข้อนี้บอกว่า ก เช่ารถยนต์ของ ข เมื่อไม่กำหนดเวลาพอสมควร ก็วิธีการบอกเลิกคำมั่นไม่ชอบ เรื่องคำมั่นด้วยวาจา ว่าหากต้องการซื้อรถคันนี้ก็ยินดีขายให้ ต่อมาหลังจากที่ให้คำมั่นแก่ ก ไป ก็ตอบรับคำมั่นว่าตกลงซื้อแล้ว ข ผู้ให้คำมั่นก็โต้แย้งว่าไม่ได้ทำหลักฐานอะไรไว้ จึงฟ้องร้องบังคับฉันไม่ได้ ลองดูตัวบทสิ ถ้าออกสอบอย่างนี้ คำมั่นว่าจะขายสังหาด้วยวาจา ฟ้องร้องกัน ตัวบทกำหนดไว้หรือไม่ ว่าต้องมีหลักฐาน วางประจำ หรือ ชำระหนี้บางส่วน มันไม่มีนะครับ มันมีแต่ คำมั่นในเรื่องอสังฯ กับอสังพิเศษ
ก็หมายความว่าไม่ต้องการรูปแบบ ข้อสอบเนฯเลยเฉลย ว่าคำมั่นว่าจะขายรถยนต์ที่เป็นสังหา ไม่มีบทกฎหมายใดกำหนดว่าจะต้องทำเป็นหนังสือ เพราะฉะนั้นก็ต้องทำได้
พอดีอาจารย์ก็ไม่ได้อยู่ในตอนเลือกข้อสอบ อาจารย์ก็ถามว่าถูกเหรอคำตอบ มันมีฏีกาเรื่องหนึ่ง 1062/2539 เรื่องคำมั่นว่าจะให้เช่าที่ดินด้วยวาจา ซึ่งไม่มีในตัวบท
นั่นก็คือคำมั่นว่าจะให้เช่าก็ไม่มีรูปแบบเหมือนกัน เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีรูปแบบเหมือนกัน ก็น่าจะฟ้องร้องได้เหมือนกัน
คำมั่นว่าจะขายรถยนต์ด้วยวาจาเกิดได้ลอยอยู่ ก็เกิดสัญญาซื้อขายรถยนต์คำมั่นก็หมดไป เมื่อเป็นสัญญาซื้อขายรถยนต์เกิดขึ้นจะฟ้องร้องบังคับกันก็ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อก็สบายไป มีบางคนไม่ตอบเลย ก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน เยอะเลยนะครับ คนที่ไปลอกโจทย์ ก็น่าจะเอามาใช้ได้ ก็พูดถึงข้อสอบอีกสักเรื่อง ก็คือเรื่องคำมั่นจะได้สมบูรณ์ ก็คือเรื่องคำมั่นว่าจะขาย แล้วผู้รับคำมั่นทราบว่าผู้ให้คำมั่นเสียชีวิตแล้วแล้วยังตอบรับกลับมา ถามว่าจะเกิดเป็สัญญาซื้อายหรือไม่ เรื่องนี้พันกับเรื่องนิติกรรม 6515/2538 ให้คำมั่นว่าจะขายแล้วผู้ให้คำมั่นตายแล้วยังตอบรับคำมั่นมา ถามว่าอย่างนี้บังคับกันได้หรือไม่ การให้คำมั่นเป็นการแสดงเจตนาอย่างหนึ่ง การแสดงเจตนาที่แสดงออก
นั้นไม่เสื่อมเสียไป อีกฝ่ายหนึ่งตอบรับกลับาได้ คู่กับ 360 ถ้ามีตัวบทติก สองมาตรานี้ด้วยกันเลบย 169 นั่นคือให้คำมั่นแล้วต้องดูว่าฝ่ายที่ตอบรู้หรือไม่ ว่าผู้ให้คำมั่นตาย การให้คำมันก็ไม่เสื่อมเสียไป
เรื่องคำมั่นก็น่าจะหมด
ทีนี้เรามาดู 456 แบบละเอียด เราต้องให้ประเภทของนิติกรรมให้ถูกว่าเขยนไว้อย่างไร การซื้อขายอสัง ถ้าไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก็เป็น โมฆะ
รวมถึงเรือที่มีระวางห้าตัน แพ สัตว์พาหนะด้วย
อสังหา ตาม 456 ก็ย้อนไปดูเรื่องทรัพย์ ทีนี้มันก็จะมีปัญหาว่าแล้ว อย่างพูถึงงานกาชาดจะเห็นว่าที่จัดหลายวัน จะมีร้านที่ทำกันหนาแน่นเลย พายุมาฝนตกก็ไม่พัง ถามว่าเป็นอสังหาหรือ สังหาริมทรัพย์ ถ้าเป็นอสังฯก็ต้องจดทะเบียน หรือถ้าไปตามสวนผลไม้ ก็จะมีบุพเฟ่ย เราเข้าไปก็จะเห็นว่าบุพเฟ่ย สิบบาท เข้าไป บอกเป็นอสังฯต้องจดทะเบียนเสียก่อน ถามว่าต้องจดหรือไม่ แล้วมันคืออสังฯหรือไม่ ปัญหานี้มีคำตอบตรงที่ว่า เจตนาคนที่เอาไปติดไม่ได้ดูว่าเจตนาติดตรึงตาหรือไม่ เพราะอสังหาฯ คือ ทรัพย์ติดตรึงตาแน่นหนาอย่างถาวร ใครอย่าไปตอบว่าไม่ใช่อสังฯนะ
เจตนาของคนที่เอาไปติดไม่ใช่ข้อพิจารณา แต่ทีนี้ที่สำคัญคือ เจตนาของบุคคลสำคัญตอนโอน อันนี้คือาสิ่งที่ต้องจำ ถ้าเจตนาจะให้รัพย์โอนไปโดยพ้นสภาพอันติดจากที่ดิน ทรัพย์นั้นก็มิใช่อสังฯอีกต่อไปการที่เราไปซื้อเงาะทุเรียนโอนจากต้นก็คือการซื้อขายสังหานั่นเอง ก็ซื้อแบบรื้อเอาไป มันก็คือคำตอยว่าทำไมซื้อผลไม้ไม่ใช่อสังฯ
ชื่อก็บอกว่าทรัพย์อันติดกับที่ดิน อย่างนี้ก็เป็นอสังฯ 8755/2527 มีการเช่าที่ดิน ต่อมาคนเช่าขุดหน้าดินไปขาย ต่อมาก็เป็นการลักทรัพย์ เราก็เป็นคนไปเอาทรัพย์ของเขามา พอขุดหน้าดินไปขาย ทนายบอกว่าเป็นทรัพย์ของผู้ให้เช่าจริงแต่ไม่มีการประทุษร้าย ต่อการครอบครองจึงมี่ความผิดฐานลักทรัพย์ ศาลเรียกประชุมใหญ่เลย บอกว่ามอบครอบครองตริงแต่ครอบครองอย่างอสังฯ ไม่ใช่แบบสังหา เมื่อขุดมาการครอบครองก็ยังอยู่เป็นลักทรัพย์
ต่อไปอะไรคือสังเหาเป็นสิ่งสำคัญ ก็มีเจ็ดทรัพย์สิทธิ บวก หนึ่ง คือตามฏีกา 31322/2514 การซื้อขายถ้าไม่ใช่สิทธิเหล่านี้ มาดูสังหาริมทรัพย์พิเศษ เรือมีระวางตั้งแต่ห้าตันขึ้นไป อันนี้ก็ง่ายแล้วถ้าข้อสอบออก 2468/2538 เรือประมงไทยจับปลาในน่านน้ำพม่า แล้วอามาประมูลออกขาย โจทก์ไปประมูลซื้อได้ เรือก็จอดในพม่า ก็เอามาขายต่อในไทยจำเลยก็ซื้อต่อ ต่อมาปรากฎว่าจำเลยไม่ยอมซื้อ ก็อ้างว่าสัญญษเป็นโมฆะสาระที่สำคัญก็คือ ถือว่าโจทก์มีสิทธินำเรือกลับเมืองไทย เป็นการซื้อสิทธิที่นำเรือกลับไทย แล้วมาขายสิทธิต่อไป การซื้อขายสิทธิจะเข้าวรรคไหน ก็อย่างที่พูดสิทธิในอสังหาริมทรัพย์ก็มีแค่เจ็ดบวกหนึ่ง เพราะฉะนั้นการซื้อขายสิทินี้ก็ต้องไปเข้าเรื่องซื้อขาย สังหานั่นแหละ
ต้องระวังเรื่องนี้เพราะซื้อขายสิทิไม่ค่อยเข้าใจเรื่องนี้ถ้าออกสอบมาจะผิดกันเยอะ เพราะฏีกาจริงมีบอกด้วยนะว่าโจทก์จำเลยตกลงจะไปโอนเรือกัน ก็ไปตอบเรื่องสัญญาจะซื้อจะขาย ก็ไปเข้าวรรคผิด ทั้งๆที่มันเป็นการซื้อขายสิทธิ
แพ นี่ ก็คือเรือนแพ ไม่ได้หมายถึงแพที่ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียน
สัตว์พาหนะ ช้าง ม้า วัว ความ ลา ล่อ เท่านั้นที่ต้องจดทะเบียน อูฐไม่ใช่สัตว์พาหนะของไทย ทีนี้ก็มีปัญหาว่า ช้างต้องย่างเข้าปีที่แปด ก่ารซื้อขายถึงต้องจดทะเบียน การซื้อขายยังไม่ย่างเข้าปีที่แปด ไต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียน ต้องดูอายุมันด้วย ที่กฎหมายบังคับให้มีทะเบียน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นแม้เป็นช้างเอาะๆ ถ้ามันถูกใช้ขับขี่ อย่างเป็นสัตว์พาหนะ ก็ต้องจดทะเบียนเหมือนกัน อย่างเช่นม้าแข่ง บอกว่าแม้จะอายุยังไม่ถึงหกขวบแต่ใช้งานแล้วก็ต้องจดทะเบียน การซื้อพวกสัตว์พาหนะ 3523/2535 ซื้อกระบือเพื่อทำลูกชิ้นไม่ต้องจดทะเบียน
การซื้อขาย ถ้าไม่ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนก็เป็นโมฆะ แล้วต้องคืนกันแบบใด 172 ก็ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยภาพมิควรได้มาใช้ แต่ถ้าโมฆียะที่ถูกบอกล้าง ก็กลับมาสู่ฐานะเดิม ถ้าผิดแบบก็คืนกันแบบลาภมิควรได้ เคยมีฏีกาอยู่เรื่องหนึ่ง 1990/2516 ลองดู ถ้าใครตอบฏีกานี้ได้แสดงว่าเข้าใจ
ผู้ขายขายโค มอบโคพร้อมตั๋วรูปพรรณ ผู้ซื้อรับแล้วกายต่อไปอีก การซื้อขายครั้งนี้ คนซื้อชำระราคาเพียงครึ่งเดียว คนขายก็ฟ้องขอให้ชำระเงินส่วนที่เหลือ ถามว่าฟ้องได้หรือไม่
แล้วก็ขายโคต่อ ต่อมาขายได้ไม่เอาไปใช้ คนขายก็ฟ้องขอให้ชำระที่เหลือ ฟ้องได้หรือไม่ก็เข้า 456 เวลาตอบก็ต้องไล่ สเตปเลย ว่าเป็นสัญญาอะไร
ก็เป็นสัญญาซื้อขาย เสร็จเด็ดขายหรือจะซื้อจะขาย มีหรือไม่ ไม่มีเลยคำว่าจะโอน ก็เป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาย ในสังหาพิเศษ คือ สัตว์พาหนะ
ก็ต้องดูก่อนว่าสัญญาอะไร การซื้อขายต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียน ผลก็เป็นโมฆะ สัญญาเกิดแล้วดับจะขอบังคับตามสัญญาได้หรือไม่ก็ไม่ได้ เพราะเป็นโมฆะไง ก็มัยเป็นเสร็จเด็ดขาด ไม่จดทะเบียนเป็นโมฆะ แล้วทำอย่างไร ศาลฏีกาก็จบแค่ นี้ ก็ต้องไปคืนอย่างลาภมิควร ก็ว่ากันไป ทีนี้ก็มีข้อสอบเนฯออกมาบอกว่า ซื้อขายที่ดินกัน เสร็จเด็ดขาดและจดทะเบียนกันส่งมอบที่ดิน แล้วแยกย้ายกัน หลังจากนั้นทางฝ่ายผู้ซื้อก็ครอบครองโดยสงบเปิดเผย เป็นเจ้าของสิบปี วัดได้แค่เก้าไร่ หลังจากสิบปีฝ่านไปก็เลยฟ้องเรียกค่าเสียหาย ข้อสอบก็ถามว่าฟ้องได้หรือไม่ คำตอบก็บอกว่าขายที่ดินไม่จดทะเบียนเป็นโมฆะ ก็เป็นครอบครองปรปักษ์ จะฟ้องว่าผผิดสัญญาซื้อขาย เป็นโมฆะเสียแล้วก็ฟ้องไม่ได้ อันนี้ก็ต้องไล่ใหม่ ว่าเป็นนิติกรรมประเภทใด เข้าวรรคไหน
456 บอกวรรคหนึ่ง ถ้าไม่ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียน เป็นโมฆะ ดูนะครับ ว่ามันมีกรณีที่ผู้ซื้อขายตกลงซื้อทรัพย์สินกัน ดูเหมือนเป็นอสังหา แต่มันไม่ใช่
กรณีแรกการขายหุ้นส่วนในอสังฯไม่ใช่การขายอสังฯ 143/2475
อย่างนี้เป็นการขายอสังหรือไม่ ศาลฏีกามองว่าไม่ใช่นะครับไม่มีแบบ ข้อเท็จจริงบอกเป็นหุ้นส่วนกันคนนึงจับจองคนหนึ่งถางป่า เป็นการขายหุ้นไม่ใช่ขายที่ดิน
หรือห้างหุ้นส่วนหนึ่ง ขายหุ้นในห้าง ถามว่าต้องจดทะเบียนหรือไม่ ศาลฏีกาบอกว่าไม่ถือเป็นอสังฯเป็นการขายหุ้นเท่านั้นเอง ไม่ใช่การขายอสังฯ ดูตัวอย่างที่สอง ฏีกาที่ 5466/2539 ฏีกานี้เป็นข้อสอบผู้ช่วยเมื่อปี 40 เรื่องนี้ ก ไปเช่าซื้ออาคารพร้อมที่ดินกับ การเคหะ ผ่อนมาได้ห้าล้านฟ้องสบู่แตกก็ขายสิทธิไปในราคาสามล้าน ก็จะได้กรรมสิทธิในอาคารพร้อมที่ดิน แล้วทำหนังสือกันเองต่อมาก็ผิดสัญญากัน แล้วบอกว่าเป็นการขายอสังฯ เป็นโมฆะ เรื่องนี้สิทธิก็เจ็ดบวกหนึ่ง สิทธินำเรือกลับไทยก็ไม่ใช่อสังฯ ก็ไม่ใช่อสังฯ ก็เป็นการซื้อขายสิทธิธรรมดาทั่วไป แม้ไม่ทำเป็นหนังสือแต่มีการชำระหนี้บางส่วนจึงมีอำนาจฟ้องตามข้อตกลงนี้ ก็เป็นเรื่อง 456 วรรคสาม ก็ฟ้องร้องกันได้ เรื่องนี้ก็มี คนสงสัยว่าจะไปเกี่ยวพันกับ เรื่องการโอนสิทธิตาม 306 หรือไม่ เพราะต้องเกี่ยวพันกันสามฝ่าย ศาลฏีกาเขียนไว้ชัดเลย เรื่องนี้เป็นเรื่องฟ้องร้องกันระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ไม่ได้มีการฟ้องร้องการเคหะแห่งชาติ ก็จะไข ข้อข้องใจกันได้เลย
เรื่องขายสิทธิที่ไปเกี่ยวกับสังหา มันก็ไม่จำต้องทำเป็นหนังสือ การซื้อขายเรือ โดยให้รื้อเอาไป การซื้อผลไม้แบบรื้อไป ทำสัญญากันเองได้ไม่จดทะเบียนไม่เป็นโมฆะ คือไปปลูกไปเช่าที่ดินเขาก็เลย ขายเรือนให้ดำไป ดำตกลงซื้อก็เลยให้รื้อเอาไป ดำก็ชำระเงินแล้ว ก บอกไม่ขายแล้วเปลี่ยนใจ อาจจะไปขอทำสัญญาเช่าได้แล้ว ก็ตกลงขายให้แล้วไม่ขายแล้ว ธงคำตอบบอกเมื่อเป็นการขายให้รื้อกันไปก็ไม่ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียน ตกลงด้วยปากเปล่าก็ใช้บังคับกันได้ ก็ไปเข้า เป็นการซื้อขายแบบสังหาริมทรัพย์
พูดถึงเรื่องการซื้อขายเรือ ก็มีประเด็นย่อยๆ การชายฝากเรือน ถ้ามีที่ดินอยู่อยุธยา ถ้าไม่มีเงินก็ขายฝาก เฉพาะเรื่อน ที่ตั้งอยู่บนที่ดินเท่านั้น กำหนดไถ่ในหนึ่งปี ถ้ามีเงินมาไถ่หนึ่งล้านบาทเรื่อนนั้นก็เป็นของผม อยู่ร่ำไป แต่ถ้าไม่มาไถ่ภายในหนึ่งปี ก็รื้อเรือนไปได้ ก็เลยมีปัญหาว่าการขายฝากเฉพาะเรื่อน เป็นขายฝากอสังหาหรือ สังหา 1514/2528 การขายฝากเฉพาะเรือนเป็นการขายอสังฯ ถ้าเกิดคนขายฝากมาไถ่เอาค่าสินไถ่มาชำระ เรือนนั้นก็เป็นสังหาริมทรัพย์เรื่อยไป 1514/2528 มันมีข้อสอบเนฯอยู่หนึ่งข้อ ที่เกี่ยวพันกับการซื้อขายเรือน มาตรา 569 เรื่องเช่าทรัพย์ ไม่ระงับไปเพราะเหตุโอนกรรมสิทธิที่เช่า นั้นคือมาตรา 519 เช่าทรัพย์เป็นบุคคลสิทธิ แต่เมื่อ เช่าแล้วสามปี พรุ่งนี้เอารถไปขายต่อ ซื้อเสร็จแล้วถามว่ารถ อยู่ที่ไหน ก็บอกอยู่ที่นักศึกษา นายดำบอกว่าซื้อ ต้องดีกว่าเช่า เอารถมา กรณีอย่างนี้ จะต้องคืนรถให้นายดำหรือไม่ ก็ต้องคืนรถนายดำไป ก็ต้องไปฟ้องในเรื่องรอนสิทธิก็ว่ากันไป แต่ตัวอย่างเดียวกันถ้าเปลี่ยนเป็นเรื่องเช่าที่ดินนี้ จะไปเข้าข้อยกเว้น 569 ว่าไม่ระงับไปเพราะเหตุโอนกรรมสิทธิ ผู้รับโอนรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่
ฏีกาที่พูดต่อไปเป็นเรื่องการเช่าอสังฯ ถ้าเป็นอย่างตัวอย่างเมื่อสักคร฿ ก็ได้รับการคุ้มครองขัดเจต แต่ถ้าขายอย่างให้รื้อเอาไป ยุ่งหล่ะสิ ก็เป็นฏาว่า ขายอย่างสังหา นายดำจะผูกพันหรือไม่ การซื้ออารอย่างสังหา ซื้อก็ยังถูกูกพันอยู่ตาม สัญญาเช่า จะโอนในลักษณะใดก็แล้วแต่ ก็น่าสนใจดีนะ ก็เป็นเรื่องที่น่าคิด ข้อสอบที่เกี่ยวกับซื้อขายเป็นข้อสอบผู้ช่วยหลายสมัย
ที่ดินและเรือน ขายหนึ่งล้าน ภายในสามวัน ก็จ่ายเงิน หลังจากนั้นผมเอาที่ดินและเรือนจดทะเบียนขายให้แก่นายดำไป ก็เลยมีการฟ้องร้องกัน ว่าคุณมีสิทธิไปรื้อเรือนหรือไ เรือ่นเป็นส่วนควบย่อมติดไปกับที่ดิน โจทก์จะมีสิทธิต้องจดทะเบียนสิทธิเสียก่อนจึงจะใช้ยันกับบุคคลภายนอก
อีกเรื่องหนึ่ง เรื่องขายเรือนแบบให้รื้อเอาไป เป็นการขายสังหาฯแน่นอน พ้นสภาพจากการติดตรึงตา 2536/2518 ผู้เช่าซื้อเรือนที่เช่าแบบรื้อเอาไป แต่ขณะรื้อยังไม่มีเจตนารื้อออกไป ในระยะอันใกล้ ศาลฏีกาบอกว่าอย่างนี้ต้องถือว่าเป็นการซื้อ อสังฯ นี่คือกรณีที่ขายทรัพย์สินไม่เป็นอสัง ขายสิทธิหรือขายเรือนให้แบบรื้อเอาไป ไม่ใช่แบบอสังฯ แต่ที่จะพูดออกไป อย่างนี้จะ งง ปวดหัวเหลือเกิน แล้วบอกว่าได้ด้วยคนซื้อได้สิทธิด้วย มีอยู่ห้าเรื่องด้วยกัน ขายที่ดินให้เป็น สาธารณะสมบัติของแผ่นดิน
3420/2526 ขายที่ดินให้กองทัพบก แล้วไม่ได้จดทะเบียน
ต่อมาเจ้าหนี้ไปยึดมาขายทอดตลาดก็ถามว่าเมื่อเจ้าหนี้ไปยึดมาขายทอดตลาดคนยึดที่ดินแปลงนี้จะได้กรรมสิทธิหรือไม่ ข้อสอบปี 38 นี้ก็เอาฏีกามา ว่าการซื้อขายสาธารณสมบัติ แม้จะมาจากการขายทอดตลาด คนซื้อก็ไม่มีทางได้กรรมสิทธิ์
ต่อมาข้อสอบผู้ช่วยปี 41 ก็ออกอีก ว่าต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียน ที่นี้ตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ ไม่ได้การคุ้มครองสำหรับคนซื้อ
ต่อมาทางราชการบอกว่าให้รื้อ ทางฝ่ายผู้ซื้อจากการขายทอดตลาดก็มองว่าเป็นการสร้างโรงเรือนในที่ดินของผู้อื่นยอมรื้อยอมคืนแต่ขอเรียกค่าที่ดินที่เพิ่มขึ้น แม้เป็นการสร้างตึกล้อมรั้ว ก็ไม่มีสิทธิ เรียกที่ดินที่เพิ่มขึ้น ก็พันกันอยู่ แล้วต่อมาคนที่ซื้อไปก็ไม่ได้กรรมสิทธิและสิทธิใดๆเลย นี่คือกรณีแรกคือซื้อขายอสังฯ ไม่ต้องจดทะเบียน กรณีที่สอง กรณีที่ผู้ขายมีที่ดินและเรือน ตอนแรกขายที่ดินก่อน ว่าแล้วก็ขายไปให้ผู้ซื้อเฉพาะที่ดิน ต่อมาเงินหมด เรือนที่ว่ารื้อไป ไม่รื้อแล้วขายให้พวกแกนี่แหละ แต่คราวนี้ไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียน ครั้งหลังไม่ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียน 2105/2511 เรือนถือเป็นส่วนควบไม่ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนไม่ต้องทำเป็นตามหลักส่วนควบ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิในหลักส่วนควบ 2105/2511 การซื้อขายเรือนเฉพาะครั้งหลัง ฝ่ายคนซื้อคนขายก็จดทะเบียนกันจริง
5557/2545 ไม่ขายเรือนต่อมาเปลี่ยนใจขายเรือนด้วย การขายเรือนครั้งหลัง ไปตกลงกันว่าจะไปจดทะเบียนซื้อขายเรือนกันในภายหลัง ก็เป็นส่วนควบไป เรื่องนี้การซื้อขายเรือนครั้งหลัง คนซื้อคนขายบอกจะไปทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนกัน กรรมสิทธิในเรือนก็ไม่ตกเป็นส่วนควบกับที่ดิน ไม่เหมือนกับฏีกาปี 11 ศาลฏีกาบอกว่าเมื่อไปจดทะเบียนก็เป็นส่วนควบ ก็ต้องดูด้วย 685/2507 ขายที่ดิน โดยไม่แจ้งชัดว่าขายส่วนควบด้วยหรือไม่ ให้ถือว่าขายส่วนควบด้วย ข้อยกเว้นอีกข้อหนึ่งที่ว่าไม่ต้องจดทะเบียนก็คือการขายทอดตลาดตามมาตรา 1330
การขายทอดตลาดตาม 1330 5137/2537 ไม่อยู่ในข่ายการซื้อขายอสังฯ ไม่ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียน
และมี 694/2513 ประชุมใหญ่ ว่าใครซื้อการขายทอดตลาดไม่ต้องจดทะเบียน คนซื้อต่อไปก็ไม่ต้องจดทะเบียนอีก ผู้ซื้อก็มีสิทธิฟ้องขับไล่ ผู้ที่อยู่ในที่ดินได้ ถือว่ามีการสืบสิทธิ
มีการหมายเหตุว่าไม่น่าจะถูกต้อง เพราะสิทธินั้นไม่เสียไป แม้จะพิสูจน์ภายหลังได้ว่าทรัพย์ไม่ใช่ของจำเลย ก็เลยแย้งกันอยู่แต่ว่าศาลฏีกาก็ยืนยันอยู่จนปี 2537 ว่าไม่ต้องจดทะเบียน
4596/2539 คราวนี้ ไม่แน่ใจว่ากลับหลักหรือไม่ เป็นเรื่องที่ไปซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดเหมือนกัน แล้วปรากฎว่า ไอ้ที่ดินที่ขายทอดตลาด ที่เจ้าพนักงาน บังคับคดี ขายทอดตลาดไปเนี่ยมันมีดอกผลเยอะมาก จนเอาเงินที่จำหน่ายได้ไปชำระหนี้ คือมีดอกผลเยอะมาก เฉลี่ยให้เจ้าหนี้ได้เยอะเป็นธรรมที่สุด แต่ติดที่ว่ามีการเคาะไม้ขายไปแล้ว ถ้าจับคำวินิจฉัยปี 37 ก็จบ ถ้ากรรมสิทธิตกไปแก่คนที่ได้ขายทอดตลาดก็ไม่สามารถเอาดอกผลห้แก่เจ้าหนี้ ก็เลยชุลมุนเรื่องนี้ศษลฏีกาวินิจฉัยไม่เหมือนปี 37 เพราะไม่ไป ดอกผลได้ไปกับเจ้าของที่ดินได้ ศาลฏีกาบอกว่าตอนเคาะไม้ไม่ไป จะไปเมื่อชำระหนี้ ชำระค่าที่ดินครบถ้วน แม้เจ้าพนักงานจะได้กรรมสิทธิตั้งแต่เคาะไม้แล้ว จำเลยก็ยื่นให้ขายทอดตลาด ก็ตกลงไอ้คนที่ประมูลสูงสุด ก็เป็นคนซื้อดังเดิม ยกคำร้อง
และผู้ร้องชำระเงินจากการขายทอดตลาด การขายทอดตลาดเสร็จสมบูรณ์แล้ว ไม่ใช่เสร็จในวันที่จำเลย มีการเคาะไม้ เสร็จเมื่อมีการชำระเงินเสร็จสิ้นแล้ว จำเลยในคดีนี้มีสิทธิในดอกผลทั้งหมด และ ผู้คัดค้านก็มีสิทธิรวบรวมไว้ในกองทรัพย์สิน ผู้ร้องไม่มีสิทธิรับเงินและผลประโยชน์
108/2516 เป็นปลูกตึก ให้แก่บุคคลภายนอก ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียน 108/2516 แม้ตึกไม่ใช่ส่วนควบก็เป็นอสังฯอย่างหนึ่ง การซื้อขายต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียน 108/2516
9128/2528 มีการเช่าที่ราชพัสดุ แล้วขายห้องไป ทำเป็นหนังสืออย่างเดียวแล้วไม่ได้จดทะเบียน แต่ข้อเท็จจริงปรากฎได้ว่า คนที่ปลูกห้องพิพาทได้โอนสิทธิครอบครองและตึกแถวให้แล้ว ศาลฏีกาบอกว่าเมื่อมีการโอนสิทธิครอบครองและห้องแถว จึงเป็นการโอนสิทธิครอบครองซึ่งไม่มีแบบ เป็นการโอนโดยข้อเท็จจริงไม่เป็นโมฆะ
แต่ถ้าข้อเท็จจริงปรากฎว่ามีการโอนสิทธิครอบครอง เป็นการโอนตาม 1377 1378
402/2548 ก็เหมือนกัน เป็นขายบ้านและที่ดินบนที่เช่าราชพัสดุ เมื่อมีการขายครอบครองก็สมบูรณ์ ผู้ขายขายไม่จดทะเบียน แล้วเรื่องนี้ต่อมาก็มีคนที่ขาย กลับมาเช่า บ้านและที่ดินขาย ศาลฏีกาบอกว่า สัญญาเช่าสมบูรณ์ อาจารย์อยากออกแต่ออกไม่ได้เพราะไปติดในเรื่องทรัพย์
อาจจะนำไปออกในสนามผู้ช่วยก็ได้
ที่ว่าซื้อแล้วไม่จดทะเบียนก็ได้สิทธิ ก็ได้สิทธิโดยการครอบครองปรปักษ์ ก็มีอยู่ห้ากรณี สิทธิก็ไปได้
ชั่วโมงที่ 6 วันพฤหัสบดี 1 กรกฏาคม 2553
สวัสดีครับ เมื่อคราวที่แล้วได้พูดถึงมาตรา 456 ได้ให้ระวังว่ามีการซื้อขายบางประเภทที่ไม่ใช่การซื้อขายอสังฯ เหมือนจะใช่แต่ไม่ใช่เช่น ขายหุ้น
สิทธิการเช่าซื้ออาคารพร้อมที่ดิน กรณีการขายเรือนให้รื้อเอาไป จึงไม่ต้องจดทะเบียนทำสัญญากันเองก็ได้
ส่วนอีกพวกหนึ่งคงจำได้คือการซื้อขายอสังฯแบบไม่ต้องจดทะเบียน เช่น การขายที่ดินให้เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินฝ่ายผู้ซื้อก็ได้กรรมสิทธิไป ใช้กับการให้โดยเสน่ห์หาด้วย แต่ถ้าให้เป็นทางสาธารณะก็เท่ากับสละที่เป็นทางสาธารณะสมบัติเมื่อเป็นที่สาธารณะแล้วการยกอายุความต่อสู้ไม่ได้
เหมือนกันเลยนี่ก็เป็นตัวอย่างว่าข้อสอบเก่าก็มีค่ามากนะครับ ก็มีสิทธิออกวนกันมาตลอด ก็เวียนๆกันออก ฏีกาใหม่ก็ไม่มี ใครอ่านก็มีสิทธิมากที่จะสอบได้
อีกอันที่ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนหลังจากนั้นคนขายๆ เรือนให้อีกครั้งอย่างนี้เรือนตกเป็นส่วนควบก็ไม่ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียน กรณีนี้ก็หมายถึงว่าคนซื้อคนขาย เจตนาไม่จดทะเบียนเรือนก็ตกเป็นส่วนควบได้
557/2545 การขายทอดตลาดตาม 1430 บอกว่า การขายทอดตลาดตาม 1330 ต้องจดทะเบียนคนซื้อจากการขายทอดตลาดได้สิทธิทันที 4956/2539 ดูแย้งๆหน่อย เคาะไม้ก็ยังไม่ได้กรรมสิทธิ ต้องชำระราคากรรมสิทธิจึงจะมา
ต่อมาเป็นเรื่องของขายอสังฯในที่ดินที่เช่า คงจำกันได้ ขายตึกในที่ดินที่เช่า แต่มอบการครอบครองให้แล้ว ทำไมคนซื้อได้สิทธิก็เป็นไปตามฏีกา คนซื้อก็ได้สิทธิครอบครองและการโอนโดยข้อเท็จจริง
402/2548 ถือว่าสละการครอบครองบ้านและที่ดิน ก็อาจจะสงสัยว่าทำอย่างนี้แล้วมีผลต่างอย่างไร ในที่สุดคนซื้อก็ได้อยู่ดี ถ้าสังเกตหรือจำได้
ศาลฏีกาก็รับรองการซื้อขายพวกนี้ได้ 378/2535 ก็มีมาถามว่าเป็นโมฆะหรือไม่ บางฏีกาก็มองว่าก็เป็นได้เหมือนกัน แต่สมบูรณ์เป็นสัญญาโอนการครอบครองโดยมีค่าตอบแทน
แต่ผู้ซื้อไม่มีสิทธิบังคับผู้ขาย ฏีกานี้ก็ชี้ให้เห็นว่าต่างกันตรงไหนจะไปบังคับให้จดทะเบียนโอนไม่ได้
ก็พันๆ กันอยู่ระหว่างซื้อขายกับเรื่องทรัพย์
ผลการซื้อขาย ที่เป็นโมฆะ การคืนทรัพย์อันเกิดจากโมฆะกรรมก็คืนก็เลยไปฟ้องคนขาย
ว่าผิดสัญญาซื้อขายก็เฉลยว่าเมื่อสัญญาเป็นโมฆะ ก็ไม่มีสัญญาที่เป็นฐานในการเรียกค่าเสียหาย เรามาดู 456 วรรคสองบ้าง
จะใช้กับสัญญาในการซื้อขาย สี่ประเภทด้วยกัน
นิติกรรมสี่ประเภทนี้ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ จึงจะฟ้องร้องบังคับคดีได้ จะมีอีกหนึ่งนิติกรรมตามวรรคสาม บทที่กล่าวในวรรคก่อนนี้ ให้ใช้บังคับถึงสัญญาซื้อขายสังหา ก็เลยแถมด้วยก็เลยกลายเป็นห้านิติกรรม ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ ลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดเป็นสำคัญ ให้อ่านพอเข้าใจว่ามีการตกลงซื้อขายทรัพย์สินที่พิพาทกัน หลังฐานเป็นหนังสือ ใครลงลายมือชื่อคึนนั้นซวย ถ้าลงไว้คนเดียวก็ซวยคนเดียว
การวางประจำหรือชำระหนี้บางส่วน ประจำหรือชำระหนี้บางส่วน ต่างฝ่ายต่างฟ้องร้องกันได้ แต่ถ้าวางประจำชำระหนี้บางส่วน ไม่ว่าฝ่ายไหนก็ต่างฟ้องร้องกันได้หมด วางประจำ ปกติคนซื้อวางประจำ มีคนขายวางประจำได้หรือไม่ ก็ไม่น่าจะมี คนขายกลัวเราไม่ซื้อ ก็คงไม่มีที่จะขอวางประจำ
แต่ในความเป็นจริงมีฏีกาที่คนขายวางประจำด้วย คือหลักฐานเป็นหนังสือ บอกว่าลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดในขณะเกิดสัญญาอาจจะไม่มี แต่ตอนฟ้องไปแล้วต้องมี
เห็นขายมือถือว่าราคา สองหมื่น เหลือเครื่องเดียวสีดำ เราชอบงั้นตกลงซื้ออย่าขายใครนะ เราจะขอไปเบิกเงินในห้างก่อน พอเข้าไปเห็นรุ่นเดียวกันเลยเหลือ หมื่นห้า เราจะรักษาคำพูดหรือไม่ ก็แน่นอน คงซื้อเครื่องหมื่นห้ากันหมด คนขายเห็นกวักมือเรียก จะบอกว่าไม่ซื้อแล้วได้หรือไม่ ก็เกิดสัญญาซื้อขายแล้ว มีหนี้ต้องชำระตามสัญญาแล้ว ก็เป็นหนี้เขา แต่ฟ้องไม่ได้ เพราะไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ ไม่มีการวางประจำ ไม่มีการชำระหนี้บางส่วน ก็บอกไม่ซื้อก็ขึ้นรถกลับบ้าน
คนขายนึกในใจว่าแล้วก็วางแผน บอกว่าอาตี๋ ลูกชาย ให้พรุ่งนี้ เอาจดหมายไปให้ บอกว่านี่คือหลักฐานการฟ้องร้องก็ได้ หลักฐานไม่จำเป็นต้องเกิดพร้อมทำสัญญา เกิดก่อนฟ้องเป็นพอ และขอแค่อ่านให้เข้าใจก็เป็นการเพียงพอ
ก็ไม่ต้องมีรายละเอียดอะไร
ต่างฝ่ายต่างลงก็ฟ้องได้ทั้งสองฝ่าย ตกลงรายละเอียดไม่จำเป็นขอให้อ่านแล้วเข้าใจก็เป็นหลักฐานการฟ้องร้องบังคับคดี
แต่ถ้าระบุไป จ่ายสองหมื่นแล้วด้านหลังยังไปเขียนระบุอีก ก็เป็นหลักฐานได้ แต่โดยปกติ เช็คจะไม่มีระบุว่าเป็นค่าอะไร ทีนี้มีขอสอบเนฯ ว่า ก ขายตู้เย็นให้ ขอ ก ก็ส่งมอบพัดลมให้ ข ปรากฎว่าพอเอาเช็คขึ้นเงิน เช็คถูกปฏิเสธการจ่ายเงิน ก จะฟ้อง ข ได้หรือไม่ ฟ้องในมูลซื้อขายได้หรือไม่ คือไปตั้งรูปเรื่องว่าเป็นซื้อขาย คำตอบก็บอกว่า เช็คไม่ใช่หลักฐานการซื้อขาย
ก จะอาศัยเช็คมาฟ้อง ข ไม่ได้ แต่การที่ส่งมอบตู้เย็นให้แล้วเป็นการชำระหนี้ให้แล้ว เพราะฉะนั้นฟ้องบังคับชำระค่าพัดลมได้ การชำระหนี้บางส่วนมีสองฝ่ายเพราะฉะนั้นการสั่งจ่ายชำระเงินก็เป็นการชำระหนี้จากผู้ขายเหมือนกัน เพราะฉะนั้นการที่จะผิดกันเยอะ ก็คือการชำระหนี้บางส่วน ต้องจำไว้ว่าการชำระหนี้บางส่วนระวังเรื่องส่งมอบ เคยมีการออกสอบ ว่ามีการส่งมอบ โทรทัศน์แล้วไม่ชำระเงิน คนขายก็ฟ้องให้ชำระค่าโทรทัศน์ถามว่าฟ้องได้หรือไม่ ก็เป็นการชำระหนี้จากทางฝ่ายเรียบร้อยแล้วก็เป็นการชำระหนี้บางส่วน เป็นหลักฐานการฟ้องร้องบังคับคดี
ก็มีการคิดว่า เป็นการชำระหนี้เต็มส่วน ฟ้องร้องบังคับคดีไม่ได้ แต่จริงๆแล้ว ชำระหนี้บางส่วนยังได้ ชำระหนี้เต็มส่วนก็ย่อมจะทำได้ โดยอนุโลม ถ้ากฎหมายบังคับให้ทำอะไร ทำเกินไม่เป็นไร อย่าทำขาดแล้วกัน
ดูข้อสอบผู้ช่วย มีแจกันสองใบ ตั้งห้องรับแขก เห็นแจกันสวยจังจะขายไหม อาจารย์ตกลงขายใบเล็กให้สองพัน ใบใหญ่ สองหมื่น ก็ตอบทางโทรศัพท์ว่าตกลงซื้อ แต่พอไปเห็นที่อื่นสวยกว่าก็ผิดสัญญาไม่ซื้อ ถามว่าไม่ชำระราคาจะได้หรือไม่
สัญญาเกิดจริงเป็นการเสนอแก่บุคคลที่อยู่เฉพาะหน้า รวมถึงทางโทรศัพท์ตาม 356 ก็มีหนี้ตามสัญญา แต่จะฟ้องได้หรือไม่ ก็ดูหลักฐานนะครับ
ใบใหญ่ฟ้องไม่ได้เพราะเข้าวรรคสาม คือ สองหมื่นบาท เพราะไม่มีหลักฐาน
แจกันใบเล็กสองพันบาทก็ฟ้องได้ เพราะสังหาราคาต่ำกว่าสองหมื่นบาท ไม่ต้องมีหลักฐานก็ได้
คำมั่นในการซื้อขายสังหา เพราะ 456 พูดถึงคำมั่นในวรรคสองคือ คำมั่นในการซื้อขายอสังหา กับสังหาพิเศษ แต่สังหาธรรมดาไม่อยู่ในขอบเขตตัวบทหมายถึง ไม่มีในตัวบทและเคยพูดไปแล้วว่าคำมั่นในการซื้อขายรถยนต์เมื่อตอบรับกับมาแล้ว ถือว่าเกิดขึ้น ข้อสอบเนฯบอกไม่อยู่ในตัวบทเพราะฉะนั้นฟ้องร้องกันได้ ก็ยกคำพิพากษาเรื่องเช่าทรัพย์แต่มีคำพิพากษาฏีกา โดยบอกเลขไปแล้ว
เมื่อเกิดสัญญาเช่าคำมั่นหมด ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิด แต่ข้อสอบเนฯบอกว่าไม่อยู่ในบังคับ 456 ก็ไปท้วงว่ามีฏีกาเรื่องนี้นะ เพราะคำมั่นมันหมด
คำมั่นว่าจะขายรถยนต์ให้ อีกฝ่ายตอบรับก็เกิดสัญญาซื้อขายรถ คงจำกันได้ในเรื่องนั้น
ข้อสอบอีกข้อหนึ่ง เรื่องหลักฐานการบังคับคดี ซื้อขายข้าวนึ่งทางโทรพิมพ์ ก็กลัว งง ก็เปลี่ยนเป็นทางโทรศัพท์ เป็นการซื้อขายสังหาธรรมดา อย่างไรก็เข้า 465 วรรคสาม คนซื้อคนขายตกลงกันว่าการชำระค่าสินค้าให้คนซื้อ ส่งเงินให้ธนาคารและธนาคารจะชำระในนามของผู้ซื้อ
และธนาคารจะเป็นคนชำระในนามของผู้ซื้อพอส่งเสร็จก็โทรบอก บอกไม่ขายเพราะข้าวขึ้นราคา เกิดเรื่องฟ้องกัน คนซื้อจะฟ้องให้คนขายส่งมอบข้าวได้หรือไม่
จะถือเป็นการชำระหนี้บางส่วนหรือไม่ ถ้าไม่รู้ฏีกาก็นั่งปั่นแปะ แต่ถ้าคนรู้ฏีกานี่ร้องเลย
ไม่ถือนะครับไม่ถือเป็นการชำระราคาบางส่วน ข้อสอบปีนี้ตกมากกว่าได้
ก็ถ้าจะอธิบายก็เหมือนกับส่งเงินเข้าธนาคารบอกคนขับรถที่บ้านให้เอาเงินไปเข้า ก็มันยังไม่ถึง แบงค์ยังไม่ได้ทันแจ้งคนขายเลยว่าเงินมาจะโอนให้แก ก็เหมือนเป็นคนกลาง เงินถึงมือตัวแทน แล้วแต่ยังไม่ไปถึงคนขาย ศาลฏีกาก็วินิจฉัยไปอย่างนั้น ฏีกานี้มีความสำคัญอยู่ก็คือ ถ้าใครไปอ่าน ฏีกานี้เป็นเรื่องวรรคสาม ซึ่งใช้ สัญญาจะซื้อจะขาย คำมั่น อันนี้ตรงข้ามกับตำราส่วนใหญ่ หมายถึงบทที่ว่าด้วยการบังคับคดีให้เอามาใช้อย่างเอาไปแทน ว่าเป็นสัญญาจะซื้อจะขายคำมั่นในการซื้อขาย ต้องมีหลักฐานอย่างนี้ผิดนะครับ ก็ไปอ่านฏีกาดูจะเขียนว่าสองหมื่นบาทให้ไปแทนในวรรคสอง ซึ่งไม่ใช่ หมายถึงเรื่องหลักฐานการฟ้องร้องบังคับคดีเท่านั้นที่เอาไปใช้ ถ้าใครตอบข้อนี้ได้ถือว่าใช้ได้
ขายโคสองหมื่นบาท ขายเกวียน ไม่จดทะเบียน คนขายมอบให้แล้ว ถ้าคนซื้อไม่ยอมชำระค่าโคค่าเกวียนจะฟ้องได้หรือไม่
ก็แยกสัตว์พาหนะ ส่งมอบโดยไม่มีข้อความว่าจดทะเบียนก็เป็นโมฆะ ส่วนเกวียนสังหาสองหมื่นบาทเข้าวรรคสามต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ
ต่อไปจะพูดเร็วๆเรื่องการโอนกรรมสิทธิ สังหาริมทรัพย์ธรรมดา 458 ใช้ในสังหาธรรมดา เราพูดกันเรื่องการซื้อขายรถยนต์มีหลักอยู่สี่หลักด้วยกันซึ่งเมื่อก่อนบอกสี่หลัก 1687/2506
ซื้อขายรถยนต์ โอนทันทีที่ซื้อขายกันแม้รถจะมีทะเบียนก็ตาม ก็มีเพื่อประโยชน์เจ้าหน้าที่ในการควบคุมและเก็บภาษี เท่านั้น
ซื้อรถ กรรมสิทธิ์ไปทันที เกิดฟ้าฝ่าเปรี้ยงเจ้าของกรรมสิทธิรับภัย เมื่อเกิดสัญญาซื้อขาย ยังไม่ได้รับมอบเลยกรรมสิทธิไปแล้ว นี่คือเรื่องของรถยนต์ หลักนี้เป็นหลักแรก
3728/2535 สัญญาซื้อขายระบุว่าจะไม่โอนจนกว่าจะชำระเงินครบถ้วนอันนี้เป็นสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข ตาม 459 นี่เป็นหลักหนึ่ง
หลักที่สาม ผู้ซื้อรับมอบแล้วผู้ซื้อจะต้องชำระราคาให้หมดก่อนผู้ขายจึงจะโอนทะเบียนให้ เมื่อสักครู่บอกทะเบียนไม่เกี่ยวกับการโอนกรรมสิทธินี่คือต้องชำระราคาให้หมดก่อนจึงจะโอนกรรมสิทธิให้ แต่ถ้าชำระราคาให้หมดก่อนจึงจะโอนกรรมสิทธิให้ ศาลฏีกาก็ตัดสินถูกแล้ว คนที่ไปคือทะเบียนไม่ไป กรรมสิทธิไม่โอน นี่คือหลักที่สาม 884/2515 ซื้อรถจักรยานยนต์จะโอนทะเบียนก็ต่อเมื่อชำระราคาครบแล้วเหมือนกับ ปี 93 แต่มีข้อเท็จจริงว่าผู้ซื้อชำระราคาไปแล้วครึ่งหนึ่งส่วนที่เหลือจะชำระเมือใดก็ได้ อย่างนี้ไม่ใช่สัญญาซื้อขาย
แต่ถ้าบอกว่าเห็นใจ เอารถไปใช้เลย อีกแสนหนึ่งชำระราคาเมื่อไรโอนทะเบียนให้แต่จะชำระเมื่อใดก็ได้ ศาลบอกว่าอย่างนี้ไม่ได้กะเอากรรมสิทธิไว้แล้ว
พอมีข้อสอบมาก็เทียบว่าเข้ากับหลักไหน
ก ตกลงซื้อชำระแล้วสองแสน ที่เหลือจะชำระอีกสองปี เมื่อชำระครบแล้วจะโอนทะเบียนรถ ให้ นี่คือฏีกา ปี 93 คือจะโอนกรรมสิทธิ เมื่อชำระครบเป็นสัญญามีเงื่อนไข
เท่านั้นแหละครับ มีคนเอาไปลงหนังสือพิมพ์โจมตีเลย
ก็อ้างฏีกาผิดนะครับ
ขายรถแทรกเตอร์ ให้ ข แต่ กยังผ่อนไม่หมดจะโอนทะเบียนให้เมื่อผ่อนได้หมด แล้วรับโอนให้บุคคคลภายนอก นักศึกษาก็จะเข้าปี 93 ลองดูคำพิพากษาที่เกี่ยวกับการจดทะเบียน
7531/2543
ส่งมอบรถยนต์ แต่ตอนส่งเอกสารที่จดทะเบียนศาลฏีกาบอกว่า ยังไม่มีการแสดงเจตนาจนกว่าจะชำระราคาครบถ้วน เป็นทะเบียนทั้งนั้นเลย
จะขายโอนทะเบียนให้ ข ก็เป็นเรื่องทะเบียน 7531/2543 นี่คือสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข ต้องสันนิฐานเป็นเรื่องสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข
3728/2535 ก็มีฏีกาพวกนี้อยู่ 5591/2543
ทำสัญญารถยนต์กัน มีผลให้กรรมสิทธิตกเป็นของผู้ซื้อเมื่อปฏิบัติตามสัญญาครบถ้วน นั่นคือชำระราคาให้หมด 24 งวด เป็นสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข
1007/2543 เมื่อซื้อขายรถจักรยานยนต์ชำระราคาครบแล้วก็จะโอนกรรมสิทธิให้ นักศึกษาก็จะเห็นว่า จึงจะโอนทะเบียนให้ก็จับหลักง่ายๆว่าถ้ามีเรื่อง กรรมสิทธิ ทะเบียน ก็ต้องสะดุ้งมาทันที ว่า อันนี้เป็นสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไขหรือไม่เนี่ย ดูข้อสอบเนฯปี 44 ดูนะ ว่ามีเรื่องทะเบียนหรือไม่ ตกลงทำสัญญาซื้อขายรถยนต์กัน ข้อสังเกตเลย
ไม่เกี่ยวเลยนะไม่มีคำว่ากรรมสิทธิลองดูฏีกาสองเรื่อง
802/2546 ขายรถยนต์ให้ ชำระราคาด้วยเช็ค หลังจากนั้นก็ขายรถยนต์ให้ไป จ่ายให้เป็นเงินสด ก็ได้รถไปก็สบายใจ เช็คถูกปฏิเสธการจ่ายเงิน ก็ไปเอารถคืน มีปัญหาว่าการซื้อขายมีเงื่อนไขหรือไม่ การซื้อขายเป็นซื้อขายมีเงื่อนไขหรือไม่ ก็ไม่มีเรื่องกรรมสิทธิ ไม่มีเรื่องทะเบียน การชำระราคาไม่ใช่เงื่อนไขการโอนกรรมสิทธิ สัญญาซื้อขายมีข้อความว่า ขาย แล้วรับเงินมัดจำ ส่วนที่เหลือเป็นสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข
เป็นหรือไม่ครับไม่เป็นครับไม่มีเรื่องกรรมสิทธิไม่มีเรื่องทะเบียน คือที่พูดให้จับหลักง่ายๆว่าถ้ามีเรื่องทะเบียน ฏีกาที่พูดมานั้น ไม่มีเรื่องกรรมสิมิทะเบียนก็โอนทันที ก็ไปเข้า ก็สังเกตง่ายๆต้องมีเรื่องกรรมสิทธิเรื่องทะเบียน
2496/2551 ผู้ขายจะส่งมอบรถยนต์ให้แก่ผู้ซื้อในวันที่ได้รับชำระราคาส่วนที่เหลือ ผู้ขายจะส่งมอบให้แก่ผู้ซื้อในวันชำระราคาส่วนที่เหลือ ก็ไม่ใช่แต่เรื่องนี้เป็นสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข ตาม 459 เป็นการตัดสินเพื่อความเป็นธรรม หลักก็เพี้ยนๆไปนิดหน่อย ก็อธิบายต่อที่เงื่อนไขบอกจะส่งมอบให้แก่ผู้ร้องกรรมสิทธิยังไม่โอนจนกว่าจะได้ชำระราคาหรือโอนทะเบียนกัน ก็ยังมีติดบ้าง
ก็เลยไปพูดในคำวินิจฉัยว่ากรรมสิทธิยังไม่โอนจนกว่าจะชำระราคา ก็เลยกลายเป็นหลักที่ห้า ซึ่งต้องจำ ก็มีห้าหลักนี่เท่านั้น