ครั้งที่ 7 . (w9 20-07-09)
วันนี้เรามาสอนเรื่องความรับผิดในการทำละเมิดของตัวแทน ก็บัญญัติไว้ในมาตรา 427
มาตรา 427 บทบัญญัติในมาตราทั้งสองก่อนนั้น ท่านให้ใช้บังคับแก่ตัวการและตัวแทนด้วยโดยอนุโลม
สองมาตรา ก่อน ก็คือ 425 426 คือ ตัวการก็ต้องรับผิดในผลแห่งละเมิดที่ตัวแทนทำไป
ในกิจการที่มอบหมายให้ทำนั้น
ตัวการได้ชดใช้ค่าสินไหมไปก็ย่อมจะได้คืนจากตัวแทนนั้น เจตนารมย์ก็เช่นเดียวกับเรื่องการจ้างแรงงาน
อีกอันหนี่งตัวการตัวแทน ต้องมีสัญญา ตัวแทนเสียก่อน
ฎ.5751/2544
การรถไฟแห่งประเทศไทย จำเลยที่ 9 ไม่สามารถส่งโจทก์ทั้งสองและผู้โดยสารอื่นต่อไปได้เพราะมีรถไฟตกรางอยู่ข้างหน้าจำเลยที่ 9 ย่อมมีหน้าที่จัดหายานพาหนะอื่นขนส่งโจทก์ทั้งสองและผู้โดยสารอื่นไปให้ถึงจุดหมายปลายทางอันเป็นการรับขนส่งผู้โดยสารตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 608,609 และพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทยฯ มาตรา 9(7)การขนถ่ายผู้โดยสารของจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 8 จากขบวนรถไฟของจำเลยที่ 9 ที่ปรากฏแก่โจทก์ทั้งสองและบุคคลภายนอกซึ่งไปมาระหว่างสถานีรถไฟ ล. กับสถานีรถไฟ ค. จึงเป็นการทำแทนจำเลยที่ 9นิติสัมพันธ์ระหว่างจำเลยที่ 9 กับจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 8 จึงอยู่ในฐานะตัวการและตัวแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 797
ความเสียหายที่มิใช่ตัวเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 446 หมายความว่า ความเสียหายอันไม่อาจคำนวณเป็นเงินได้แต่ความเสียหายเช่นว่านี้ต้องเป็นผลสืบเนื่องมาจากการกระทำละเมิดจำเป็นต้องเยียวยาหรือทดแทนความเสียหายให้เช่นเดียวกัน ซึ่งอาจมีความเสียหายมากยิ่งกว่าความเสียหายต่อร่างกายอีกด้วย ความเสียหายที่มิใช่ตัวเงิน เช่น ความเจ็บปวดทนทุกขเวทนาระหว่างการรักษาพยาบาลหรือต้องทุพพลภาพพิการต่อไป ความเสียหายเช่นว่านี้กฎหมายให้ศาลมีอำนาจกำหนดให้ตามพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด เพราะค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายที่มิใช่ตัวเงินย่อมจะนำสืบคิดเป็นจำนวนเงินเท่าใดไม่ได้อยู่ในตัว เมื่อพิจารณาจากลักษณะบาดแผลกับวิธีการรักษาบาดแผลของโจทก์ที่ 1 ซึ่งต้องผ่าตัดและเข้าเฝือกหลายครั้ง ต้องรับการรักษาเป็นเวลานานร่วม 3 ปี ต้องทนทุกข์ทรมานต่อความเจ็บปวดของบาดแผลในระหว่างการรักษาอันเป็นเวลานานยิ่งกว่านั้นสภาพแขนซ้ายของโจทก์ที่ 1 ต้องทุพพลภาพตลอดชีวิตทั้งเสียบุคลิกภาพเนื่องจากผลของการผ่าตัดทำให้แขนซ้ายสั้นกว่าแขนขวา ถือว่าเป็นความเสียหายอันมิใช่ตัวเงินที่โจทก์ที่ 1ชอบจะเรียกร้องได้
โจทก์ที่ 2 ต้องออกจากงานมาดูแลโจทก์ที่ 1 โดยตลอด ซึ่งก็ต้องขวนขวายหาเงินมาเป็นค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลโจทก์ที่ 1 รวมทั้งการดำรงชีพของโจทก์ที่ 1 ตลอดมาในระหว่างดำเนินคดีจนถึงที่สุดเป็นเวลานานกว่า 10 ปี นอกจากนี้ในคดีละเมิด โจทก์ที่ 1 มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้นับแต่วันละเมิดเป็นต้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 206 แต่โจทก์ที่ 1 ก็มิได้เรียกร้องดอกเบี้ยก่อนฟ้องมาด้วย การที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยที่ 9 เสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของค่าเสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142(6) นั้นชอบแล้ว
แต่มีข้อยกเว้นในมาตรา 428
มาตรา 428 ผู้ว่าจ้างทำของไม่ต้องรับผิดเพื่อความเสียหายอันผู้รับจ้างได้ก่อให้เกิดขึ้นแก่บุคคลภายนอกในระหว่างทำการงานที่ว่าจ้างเว้นแต่ผู้ว่าจ้างจะเป็นผู้ผิดในส่วนการงานที่สั่งให้ทำ หรือในคำสั่งที่ตนให้ไว้หรือในการเลือกหาผู้รับจ้าง
คือ ถ้าไปสู้ว่าเป็นจ้างทำของจะสู้ได้ง่ายกว่า ในกรณีที่เป็นจำเลย
คือนอกจากสัญญาจ้างทำของแล้วก็เข้าสัญญาตัวการตัวแทนอยู่ด้วย
มาตรา 797 ได้บอกถึงการแต่งตั้งตัวแทน และได้มีบอกลักษณะตัวแทนอีก
คือ 1.ตัวแทนโดยชัดแจ้ง คือมีการทำสัญญาตั้งเลย
2.ตัวแทนโดยปริยาย คือ เคยมีการให้ทำมาก่อน ครั้งหลังก็มาทำโดยไม่มีการมอบหมายให้ทำ ก็เป็นตัวแทนโดยปริยาย
3.ตัวแทนเชิด คือ ไม่ได้ตั้งเลย แต่ได้มีการมาแสดงออกว่าเป็นตัวแทนของอีกคนหนึ่ง โดยตัวการของบุคคลที่ไม่คัดค้านนั้นถือว่าเป็นตัวแทนเชิด
4.ตัวแทนที่ให้สัตยาบัน ก็หมายความว่าตัวแทนที่ทำเกิดกว่าขอบอำนาจหรือที่มอบหมาย
กรณีหุ้นส่วนต่างๆ คนสองคนอาจจะประกอบกิจการใดกิจการหนึ่งก็ได้
ในกรณีนิติบุคคลเราก็ทราบว่าเป็นบุคคลที่สมมุติโดยกฏหมายการจะแสดงออกก็แต่โดยผู้แทนนิติบุคคล ดังนั้นถ้าผู้แทนทำให้เสียหาย นิติบุคคลก็ต้องรับผิด
มีอีกคำหนึ่งคือผู้แทนโดยชอบธรรม กฎหมายให้อำนาจ บิดามารดาซึ่งเป็นผู้แทนของผู้เยาว์ไปทำละเมิดต่อบุคคลอื่น ตัวบิดามารดาต้องร่วมรับผิด
กรณีนี้จะเป็นตัวแทนหรือไม่ก็ต้องขึ้นอยู่กับตัวแทนจำหน่ายสินค้านั้นว่าจะตกลงกับตัวการอย่างไร
ยกตัวอย่าง ก ใช้ให้ ข เอาขยะไปทิ้ง หรือ ยก เก้าอี้ให้นั่ง มันไม่เกี่ยวกับบุคคลที่สาม ระหว่างนั้นตอนยกเก้าอี้นั้นไปโดนหัวคนอื่น นั้น ก็ไม่เป็นการที่ตัวการต้องรับผิดในผลละเมิด แต่ถ้าประมาทเลินเล่อ หรือขับรถไม่แข็งแล้วเกิดอุบัติเหตุ ถือว่าผู้ใช้เป็นผู้กระทำละเมิดโดยตรง ไม่ได้รับผิดเพราะการเป็นตัวการตัวแทน
กรณีบางคนพูดว่าตัวการตัวแทนไม่ต้องทำกับบุคคลอื่นก็ได้ 1133/2516
การที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นพลาธิการกองพลทหารม้า สั่งให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นพลขับและสังกัดอยู่ในกองพลเดียวกัน ขับรถยนต์ของทางราชการกองพลทหารม้าไปขนปูนซิเมนต์ให้วัดซึ่งจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการวัดอยู่ด้วย กิจการดังกล่าวมิใช่ราชการของกองทัพบกจำเลยที่ 3 ทั้งมิได้เกี่ยวกับตัวจำเลยที่ 1 แต่ประการใด ย่อมถือได้ว่าจำเลยที่2 เป็นตัวการ และจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 ในกิจการนี้โดยปริยาย เมื่อจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์กลับกองพลทหารม้าได้ชนรถยนต์โจทก์เสียหาย ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ทำละเมิดภายในขอบอำนาจแห่งฐานตัวแทนจำเลยที่ 2ซึ่งเป็นตัวการย่อมต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวแทนในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ 1 ทำไปนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 427 ประกอบด้วยมาตรา 820 (วินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 32/2515)
แม้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 จะเป็นข้าราชการทหารสังกัดอยู่ในกองพลทหารม้าซึ่งอยู่ในบังคับบัญชาของกองทัพบกจำเลยที่ 3 ก็ตาม แต่การขนปูนซิเมนต์ดังกล่าวข้างต้นเป็นเรื่องส่วนตัวของจำเลยที่ 2 มิได้เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ราชการของจำเลยที่ 3 แต่อย่างไร การใช้รถยนต์ของทางราชการก็ดี การเติมน้ำมันของทางราชการก็ดี หาทำให้กิจการส่วนตัวจำเลยที่ 2 กลายเป็นงานราชการของจำเลยที่ 3 ไปไม่ จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ 1 ก่อขึ้นแก่โจทก์
ในเรื่องค่าเสื่อมราคารถยนต์ของโจทก์ซึ่งเป็นหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้นั้น แม้จำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์ฎีกาก็ตาม เมื่อศาลฎีกาเห็นสมควรลดจำนวนค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 ผู้ฎีกา ศาลฎีกาอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 245(1),247 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง พิพากษาให้จำเลยที่ 1รับผิดเท่ากับจำเลยที่ 2 ได้
การที่จำเลยที่สอง สั่งทหารรับใช้ไปรับบุตร มาจากโรงเรียน ก็ถือเป็นเรื่องตัวการตัวแทน
กิจกรรมที่ทำไปจะผูกพันตัวการก็ต้องอยู่ในขอบอำนาจ ถ้าไม่อยู่ในขอบอำนาจก็จะไม่ผูกพัน มันจึงแคบกว่าทางการที่จ้างตามมาตรา 425
ใช้เอาไปส่งของก็ไปจริง แต่ก็เฉไปเที่ยวบ้างไปกินเหล้าบ้าง ก็ถือเป็นทางการที่จ้าง แต่ถ้าเป็นตัวแทนก็จะแคบกว่ามาก
เช่น วานเพื่อนไปจดทะเบียนที่กรมที่ดินแทน วิธีไปก็ไม่ได้บอก จะเดินไปขับรถไปวิ่งไปก็แล้วแต่ กิจการที่มอบหมายคือไปจดทะเบียนที่ดิน ต่างกับเมื่อสักครู่ใช้เพื่อนขับรถจากร้านค้าไปส่งของ อันนี้บอกลอยๆเลยว่าให้ไปจดทะเบียน
การที่ห้างฯให้จอดแต่ไม่มียามไม่มีอะไร ก็ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร
สิทธิไล่เบี้ย เอามาตรา 426 มาใช้โดยอนุโลม หลักการก็เหมือนกันคือเรียกได้เต็มพร้อมดอกเบี้ยทับแต่วันใช้
ต่อไปความรับผิดของผู้รับจ้าง มาตรา 428
จ้างทำของอยู่ที่คำสั่ง มุ่งเน้นความสำเร็จของงาน ผู้ว่าจ้างก็ไม่มีสิทธิออกคำสั่ง แต่ถ้าบอกให้สั่งให้เหยียบเต็มที่ก็ไม่ใช่คำสั่งที่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา
ตัวอย่าง เจ้าของเอารถไปซ่อม แล้วบอกให้ขับรถคันนี้ มาส่งที่บ้านด้วย ก็ขับไปส่ง ขากลับก็ไปชนคนอื่น
ก็จ้างมาซ่อมรถไม่ได้จ้างมาขับรถ ในนี้เน้นด้วยว่าเหตุเกิดในขากลับ ถ้าเกิดในขาไปส่ง แม้ไม่ได้รับผิดตาม 428 แต่อาจไปในเรื่องผู้ครอบครอง ยานพาหนะอันเดินด้วยกำลังเครื่องจักร
ท่อนแรกของมาตรา 428 รับผิดเพราะการงานที่สั่งให้ทำ หรือ เพราะคำสั่งที่ตนให้ไว้
เช่นการตอกเสาเข็มจ้างมาเพื่อตอก แต่จะทำวิธีอะไรก็ได้ กับ กรณีที่กำหนดวิธีไว้เลยเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายผลก็จะต่างกัน
อันนี้ก็เป็นเรื่องจ้างก่อสร้างทั่วไป
คำสั่งที่ตนให้ไว้ เช่นให้ทำตามแบบแปรน ให้ชิดเกินไปทำให้ดินข้างเคียงทรุด อันนี้ก็ถือว่าเป็นคำสั่งที่ตนให้ไว้
ข้อยกเว้นที่สาม คือผิดเพราะว่าการเลือกหา ผู้ว่าจ้างฯ เช่นไปสร้างตึกร้อยชั้นก็ไปจ้างผู้รับเหมาที่ไม่เคยทำ อย่างนี้เป็นตน
สิทธิไล่เบี้ย ประเด็นเรื่องจ้างทำของแม้ผู้ว่าจ้างจะผิด แต่ความเสียหายที่เกิดเกิดจากการกระทำของผู้รับจ้าง กรณีเช่นนี้จะไล่เบี้ยได้หรือไม่ หลักเขาถือว่าผู้ว่าจ้างเป็นทำละเมิด จะไล่เบี้ยได้หรือไม่ ก็ไม่แน่
หลักเรื่องลูกหนี้ร่วมถ้าศาลไม่ได้พิพากษาเป็นอย่างอื่นก็รับผิดเท่ากัน
เพราะฉะนั้นแม้มาตรา 428 ไม่ได้เขียนสิทธิไล่เบี้ยไว้ก็มีช่องทางในการไล่เบี้ยเช่นกัน
ต่อไปมาตรา 429 รับผิดเพราะเป็นผู้เยาว์
ข้อแรก ยืนยันหลักว่าผู้ทำละเมิด บุคคลที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อผู้อื่นแม้จะเป็นผู้เยาว์หรือคนวิกลจริต ก็อาจจะทำละเมิดได้ กฎหมายจำกัดความเสียหาย เฉพาะเรื่องในการทำนิติกรรม
เวลาตอบเรื่องละเมิดให้ตอบหลักนี้ไปด้วย คือ แม้ผู้ทำละเมิดจะเป็นผู้เยาว์ก็ต้องรับผิดในผลที่ตนทำละเมิดด้วย
ต่อไปบิดามารดาเหตุที่ให้รับผิด เพราะตนได้ใช้ความระมัดระวังแก่หน้าที่