สรุปคำบรรยาย เนติภาคค่ำ ยืมค้ำฯจำนองสัปดาห์ที่ 2 จ 1/06/09
ครั้งที่ 1 . (ยืมใช้คงรูป ยืมใช้สิ้นเปลือง)
ก็ดีใจที่รอดพ้นชั้นปริญญาตรีมาได้ ก่อนอื่นก็พูดนิดหน่อยว่าการเรียนการสอนที่ไปสู่วิชานั้นจะมีความเหมือนแตกต่างอย่างไร ก่อนอื่นก็ไม่ทราบว่าพบคำกล่าวของเจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ ( ขออภัยฟังชื่อไม่ชัดเจน )
กล่าวว่าการศึกษากฎหมายนั้นเป็นวิชาที่ลึกซึ้งการศึกษาต้องเข้าใจโดยละเอียดมีเหตุผล การเข้าใจเป็นข้อสำคัญยิ่ง
การศึกษาอาศัยตนเป็นที่ตั้ง ส่วนอาจารย์เป็นผู้ชี้แนะเท่านั้น
ในเรื่องของวัตถุประสงค์การเรียนการสอน สำคัญก็ความจำ เข้าใจ ใช้เป็น การสร้างความจำได้ก็อ่านมากท่องมาก การฟังคำบรรยายก็เป็นอีกวิธีหนึ่ง ถ้าไม่เข้าใจก็ไม่ต้องฟังเสียเวลาก็ไปเลือกช่องทางที่เราเข้าใจ
สิ่งสำคัญที่นักกฎหมายไม่ค่อยทำคือบันทึกย่อ แล้วทำใจว่าสอบครั้งแรกไม่เป็นไร ที่จริงมันสำคัญ เหมือนนักกีฬาต้องฝึกซ้อม บางคนเขียนเยอะแต่ไม่ได้คะแนน หรือ ว่าได้เพียงข้อเดียว
ก็กะดูเฉลี่ยดู ข้อนึงไม่เกิน 24 นาที ทำเกินก็ไม่ได้เกิน 10 คะแนนหรอก ฝึกการเขียนเพื่อจะได้คุมสติคุมเวลา
การเข้ากลุ่มทบทวนความเข้าใจก็เป็นการทดสอบความเข้าใจอีกลักษณะหนึ่ง ส่วนประการที่สามคือใช้เป็นมีปัญหาในเบื้องต้นการวิเคราะห์ ปัญหาเบื้องต้นคือเป็นเรื่องอะไร ก็คือ ฐานความผิด เรื่องกู้ยืมเงินหลักฐานเป็นหนังสือ ก็ต้องดูให้ดี ข้อเท็จจริงมีว่าอย่างไรข้อกฎหมายมีว่าอย่างไร
อันนี้ก็เป็นกระบวนการที่เน้นย้ำอีกที ในฐานะอาจารย์ที่เป็นห่วงแล้วอยากให้ประสบความสำเร็จมากๆ
ส่วนเนื้อหารายสัปดาห์สี่สัปดาห์แรกก็เป็นเรื่องสัญญายืมใช้คงรูป ยืมใช้สิ้นเปลือง หลังจากนั้นเป็นเรื่องการกู้ยืมเงิน เป็นปัญหาใหญ่ในเรื่องของการกู้ยืมเงิน หลักฐานการกู้ยืม เป็นปัญหาเยอะ โดยเฉพาะเรื่องดอกเบี้ยแต่จุดคะแนนอย่างมากก็สองคะแนน
การรับ ส่งมอบสิ่งของแทนเงินก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง อันนี้คือสัปดาห์เรื่องการยืมเงิน
สัปดาห์ที่4 ค้ำประกัน 5-6 สัปดาห์เป็นเรื่องจำนอง มีปัญหาเยอะแต่ในทางปฏิบัติ ก็คงไม่ยากเท่าไหร่ ส่วนจำนำคงจะได้สักสัปดาห์หนึ่งเคยกำหนดไว้สองสัปดาห์ ก็ไม่เคยสอนถึง
ภาพรวมก็เป็นเช่นนี้ ( ค้ำประกันก็มี แต่พิพไม่ทัน )
ก็มีการสลับชั่วโมงอาทิตย์หน้าอาจารย์ ชาติชายก็ควบสองชั่วโมง
ยืม
เข้ามาดูเนื้อหา ในปพพ ไม่มีนิยามในประมวล แต่มีบทบัญญัติในเรื่อง 640 และ 650 แต่ว่าเพื่อความเข้าใจ ถามหาความหมาย ก็คือสัญญาที่ผู้ให้ยืมส่งมอบทรัพย์สินให้อีกฝ่ายหนึ่งเพื่อใช้สอย อันนี้ก็เป็นสาระสำคัญทั่วไปสิ่งที่เป็น
มาตรา 640 อันว่ายืมใช้คงรูปนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่าผู้ให้ยืม ให้บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่าผู้ยืม ใช้สอยทรัพย์สินสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้เปล่าและผู้ยืมตกลงว่าจะคืนทรัพย์สินนั้น เมื่อได้ใช้สอยเสร็จแล้ว
มาตรา 650 อันว่ายืมใช้สิ้นเปลืองนั้น คือสัญญาซึ่งผู้ให้ยืมโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินชนิดใช้ไปสิ้นไปนั้นเป็นปริมาณมีกำหนดให้ไปแก่ผู้ยืม และผู้ยืมตกลงว่าจะคืนทรัพย์สินเป็นประเภท ชนิด และปริมาณเช่นเดียวกันให้แทนทรัพย์สินซึ่งให้ยืมนั้น
สัญญานี้ย่อมบริบูรณ์ต่อเมื่อส่งมอบทรัพย์สินที่ยืม
ข้อสังเกตประการแรกคือเป็นสัญญาสองฝ่าย หลักเกณฑ์ทั่วไปก็ใช้ตามนิติกรรม คือ ก็ความสามารถ ความเป็นผู้เยาว์กับสถานภาพการสมรสที่ควรระวัง อีกเรื่องนิติบุคคลวัตถุประสงค์ก็ต้องมีอำนาจในการทำได้ วัตถุประสงค์ในการทำสัญญาก็ต้องชอบด้วยกฎหมาย กู้ยืมเพื่อไปจ้างมือปืน
ค้ายาบ้า จะทำไม่ได้
ก็มีเรื่องที่เคยให้วินิจฉัยคือเรื่องเงินทดรอง ราชการใครอยู่ในภาคราชการก็จะเข้าใจระบบดี ก็คือเราจะเบิกเงินก่อนเหลือก็คืน ถ้าไม่ครบถ้วนก็เบิกเพิ่มเติม ก็มีปัญหาว่าไม่คืน ก็มีปัญหาว่าเป็นสัญญายืมหรือไม่
ก็บอกว่าการยืมต้องเกิดโดยสัญญาเมื่อไม่ได้มุ่งหมายผูกนิติสัมพันธ์กับ ราชการ และ การยืมเงินตนเอง คือ การยืมจากหน่วยงานตน ก็เลยเป็นสัญญายืมไม่เกิดขึ้น ก็เลยไม่เป็นการยืมเงินส่วนตัวนั่นเอง
คำพิพากษาฎีกาที่ 1107/2499
การยืมตามกฎหมายนั้นต้องเกิดขึ้นโดยสัญญา
โดยหน้าที่ราชการจำเลยที่ 1 ได้ยืมเงินทดรองไปจากกองคลังกรมไปรษณีย์เพื่อจ่ายในราชการอธิบดีรับรองข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 ควรมอบให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหัวหน้าหมวดบัญชีเป็นผู้มีหน้าที่รักษาเงิน
ดังนี้ใบยืมที่จำเลยที่ 1 เซ็นไว้จึงเป็นแต่เพียงหลักฐานในวงราชการ การที่จำเลยที่ 1 ต้องเซ็นใบยืมก็เพื่อปฏิบัติหน้าที่อันเป็นเรื่องของระเบียบปฏิบัติราชการ เพียงเท่านี้จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดในฐานผู้ยืมหรือตัวการ
มีฏีกาที่เช่น
ฎ.1211/2529
โจทก์ฎีกาได้แต่เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมายการวินิจฉัยปัญหาเช่นว่านี้ศาลฎีกาจึงต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา640และมาตรา650ลักษณะ9เรื่องยืมเป็นกรณีที่ผู้ให้ยืมให้ผู้ยืมใช้สอยทรัพย์สินที่ยืมเพื่อประโยชน์ของผู้ยืมหาใช่เพื่อประโยชน์ของผู้ให้ยืมไม่ การที่โจทก์ผู้ให้ยืมให้จำเลยยืมเงินไปเป็นการทดรองเพื่อให้จำเลยนำไปใช้สอยในกิจการของโจทก์เป็นประโยชน์ของโจทก์ผู้ให้ยืมเองรูปเรื่องจึงปรับเข้าด้วยลักษณะ9เรื่องยืมแห่งบทบัญญัติกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ไม่ได้
สัญญาระหว่างโจทก์จำเลยจึงผูกพันกันในลักษณะอื่นโดยเฉพาะต้องพิจารณาเจตนารมณ์ระหว่างคู่กรณีมุ่งผูกพันกันแค่ไหนอย่างไรการที่จำเลยลงชื่อในใบยืมเงินทดรองของโจทก์นั้นได้กระทำไปโดยตำแน่งหน้าที่ของจำเลยในฐานะพนักงานของโจทก์ในขอบเขตแห่งหน้าที่ของตนตามระเบียบแบบแผนของโจทก์ที่วางไว้เพื่อใช้ดำเนินงานของโจทก์โดยมอบให้ จ.
ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของโจทก์ไปดำเนินการต่อไปเพื่อให้งานของโจทก์ดำเนินไปโดยเรียบร้อยแม้จะมีข้อบังคับให้ผู้ยืมต้องนำใบสำคัญคู่จ่ายที่ถูกต้องพร้อมทั้งเงินที่เหลือจ่ายส่งใช้แก่โจทก์ตามกำหนดก็เป็นเรื่องกำหนดความรับผิดชอบของผู้ยืมไว้เป็นการเฉพาะเป็นหลักปฏิบัติงานในหน่วยงานของโจทก์เมื่อจำเลยมิได้อยู่ในฐานะของผู้ยืมตามกฎหมายแต่เป
็นการปฏิบัติตามหน้าที่โดยชอบจำเลยจึงไม่ต้องรับผิดคืนเงินรายพิพาทแก่โจทก์.
ฎ.3419/2516
ข้อเท็จจริงได้ความว่า อำนาจอนุมัติเงินยืมเป็นอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัดแต่ผู้เดียว จำเลยที่ 2 ผู้เป็นปลัดจังหวัดจะสั่งอนุมัติได้ต่อเมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดไม่อาจปฏิบัติราชการได้ และตามระเบียบราชการผู้ขอยืมเงินจะต้องขอไปใช้ในทางราชการ
ผู้มีอำนาจอนุมัติจึงจะอนุมัติให้ยืมได้ ดังนี้ เมื่อฟ้องโจทก์มิได้บรรยายว่าจำเลยที่ 1 ผู้เป็นเสมียนตรานำเงินยืมไปใช้นอกเหนือหน้าที่ราชการและจำเลยที่ 2 ทำนอกเหนือหน้าที่ราชการแต่อย่างใดจึงต้องฟังว่าการที่จำเลยที่ 1 ได้ขอยืมเงินทดรองราชการและจำเลยที่ 2 อนุมัติไปตามฟ้อง เป็นการยืมไปใช้ในราชการ
ในกรณีเช่นนี้
จำเลยที่ 1 หาได้อยู่ในฐานะผู้ยืมตามกฎหมายไม่ (อ้างฎีกาที่ 1107/2499) การที่โจทก์กล่าวฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ยืมเงินทดรองราชการไปแล้วไม่ส่งใช้เงินยืมหรือไม่ส่งใบสำคัญหักล้างเงินยืม และจำเลยที่ 2 มีหน้าที่ควบคุมการปฏิบัติราชการของจำเลยที่ 1 เป็นผู้อนุมัติเงินยืม
จึงเป็นเรื่องที่กล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามระเบียบราชการนั้นเอง หาได้กล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำละเมิดต่อโจทก์แต่ประการใดไม่ จึงไม่มีทางที่จะบังคับให้จำเลยรับผิดตามฟ้อง
การยืมเงินทดรองเป็นการยืมไปเพื่อให้ประโยชน์แก่ผู้ให้ยืมนั่นเอง ก็คือ ราชการ จะเป็นตัวการตัวแทน หรือ ละเมิดก็ว่ากันไปแต่ไม่ใช่เป็นเรื่องยืม
ประการที่สองคือต้องมีการส่งมอบ การส่งมอบก็จะส่งโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายก็ได้ โดยชัดแจ้งก็ไม่มีปัญหาอะไรก็คือการหยิบยื่นส่งมอบ ก็มีปัญหาต่อไปว่าสัญญาจะให้ยืมมีได้หรือไม่ ก็มีการโต้แย้งกันไป ฝ่าย1ก็บอกว่ามีไม่ได้ เพราะต้องส่งมอบ แล้วจะเอาอะไรมาฟ้อง ฝ่าย2ก็ฟ้องได้
ก็เรียกร้องบังคับอย่างสัญญาทั่วไป ความเห็นฝ่าย 3 ก็บอกว่าขึ้นอยู่กับมีค่าตอบแทนหรือไม่ ถ้ามีก็ฟ้องให้ส่งมอบได้อยู่ ความเห็นที่สามเป็นเรื่องตามนัยยะฏีกา
2923/2525
จำเลยมีที่ดินได้เสนอโจทก์เพื่อร่วมทำโครงการจัดสรรที่ดินพร้อมบ้านกับจำเลยพร้อมอนุมัติกู้เงินเพื่อลงทุนด้วยโจทก์อนุมัติ ได้ทำสัญญากัน 2 ฉบับ คือสัญญากู้เงินและสัญญาให้ผู้ซื้อกู้เงินโจทก์ไปซื้อที่ดินและบ้านตามโครงการดังนี้
สัญญาฉบับหลังเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาฉบับแรก ข้อความในสัญญาแต่ละฉบับมีผลผูกพันบังคับกันได้ ดังนั้น การตีความเจตนาของคู่สัญญาจึงต้องแปลจากสัญญาทั้ง 2 ฉบับรวมกัน
ไม่ใช่ยกเอาเฉพาะข้อความตอนใดตอนหนึ่งหรือสัญญาฉบับใดฉบับหนึ่งหรือข้อใดข้อหนึ่งมาแปล จึงไม่ใช่นิติกรรมอำพราง และไม่ใช่สัญญากู้เงินโดยวิธีออกตั๋วสัญญาใช้เงินอย่างเดียว สัญญาทั้ง 2ฉบับจึงเป็นสัญญาต่างตอบแทนกันเป็นพิเศษยิ่งกว่าสัญญากู้ธรรมดาคู่สัญญาแต่ละฝ่ายต่างมีสิทธิและหน้าที่จะต้องปฏิบัติตอบแทนซึ่งกันและกันตามข้อความที่ระบุไว้ในสัญญา
โจทก์ยอมให้จำเลยกู้เงินสูงกว่าจำนวนที่ขอกู้ในการเสนอโครงการครั้งแรกแสดงว่าได้ตกลงเปลี่ยนแปลงวงเงินกันแล้วเท่ากับเป็นการยืนยันตามข้อตกลงนั้น ข้อตกลงนี้จึงผูกพันโจทก์ โจทก์จะปฏิเสธไม่ให้จำเลยและผู้ซื้อที่ดินกับบ้านกู้เงินถึงจำนวนดังกล่าวไม่ได้ เป็นการผิดสัญญา
เมื่อต่างฝ่ายต่างมีวัตถุแห่งหนี้เป็นเงินที่จะต้องชำระซึ่งกันและกัน ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาให้หักกลบลบหนี้กันได้เพราะเป็นความสะดวกในการบังคับคดี
เป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญากู้ธรรมดาเมื่อผิดสัญญา ก็ทำให้ธุรกิจเสียหาย โจทก์ต้องใช้ค่าเสียหายแก่จำเลย ก็เป็นการตอบคำถามว่าสัญญาจะให้ยืมมีได้หรือไม่ ถ้าไม่มีการส่งมอบจะบังคับให้ส่งมอบไม่ได้ แต่เรียกค่าเสียหายได้
คิดว่าหลักกฎหมายตามคำพิพากษาฎีกานี้ถ้ามีข้อเสียหายปรับใช้ได้กว้างขึ้น
ลักษณะประการที่สาม สัญญายืมไม่ใช่เป็นสัญญาต่างตอบแทนกล่าวคืออีกฝ่ายไม่มีหน้าที่ตอบแทน
ก็เป็นลักษณะกว้างๆของสัญญายืม ก็อันสัญญายืมใช้คงรูป ก็ตกลงจะใช้คืนเมื่อใช้เสร็จ
มาตราสำคัญคือมาตรา 640 อันว่ายืมใช้คงรูปนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่าผู้ให้ยืม ให้บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่าผู้ยืมใช้สอยทรัพย์สินสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้เปล่าและผู้ยืมตกลงว่าจะคืนทรัพย์สินนั้น เมื่อได้ใช้สอยเสร็จแล้ว
ประเด็นหลักคือให้ใช้สอยได้เปล่า ไม่โอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินที่ยืม เพราะฉะนั้นในแง่นี้ผู้ให้ยืมก็ไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของทรัพย์สิน
เราให้ยืมไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของทรัพย์สิน ถ้า เกิดภัยพิบัติถ้าผู้ยืมไม่มีส่วนผิด ผู้ให้ยืมก็ต้องรับภัยพิบัติ
ฎ.534/2506 –
คำพิพากษาฎีกาที่ 534/2506
ป.พ.พ. มาตรา 219, 640, 643, 644
ยืมรถของผู้อื่นไปใช้อย่างปกติ แล้วถูกรถของบุคคลภายนอกชนเสียหาย โดยไม่ใช่ความผิดของฝ่ายผู้ยืม ผู้ยืมก็ไม่ต้องรับผิดในความเสียหาย
ผู้ให้ยืมเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ก็มีสิทธิจำหน่ายจ่ายโอนได้ เมื่ออาศัยความเป็นเจ้าของ
ในสาระสำคัญประการที่สอง สัญญายืมใช้คงรูปมีวัตถุแห่งสิทธิเป็นทรัพย์สิน
ทรัพย์สินก็ตามนิยามเลยครับ ก็มีรูปร่าง หรือไม่มีรูปร่าง ซึ่งอาจมีราคาและอาจถือเอาได้
เช่นยืมออกซิเจน หรือแก๊ซแอลพีจี จะมายืมใช้คงรูปก็คงไม่ได้ ก็คงเป็นยืมใช้สิ้นเปลือง
ประการที่สามคือเป็นสัญญาไม่มีค่าตอบแทน ถ้ามีค่าตอบแทนเมื่อไหร่ก็กลายเป็นเช่า
ประการสาระสำคัญ คือต้องส่งคืน ถ้าไม่มีข้อตกลงนี้ก็กลายเป็นสัญญาให้
คืนอะไร คืนทรัพย์สินนั้น คือทรัพย์สินที่ยืมไปนั่นเอง ถ้าทรัพย์สินที่ยืมไปเปลี่ยนตัวได้ไหมก็เปลี่ยนตัวได้ถ้าผู้ที่ให้ยืมยินยอม
ใช้สอยเสร็จเมื่อไหร่ก็คืนตามกำหนดนั้น ยืมหนังสือไปเพื่อใช้สอบเนติบัณฑิต ใช้สอบแล้วก็ต้องคืนเขาไปสอบแล้วยังไม่ได้ ก็ต้องคืน เมื่อเวลาอันควร สองสมัย ก็พอทำเนา ก็เป็นไปตามข้อเท็จจริง
ประการต่อไป สัญญายืมมีความสมบูรณ์เมื่อส่งมอบ ไม่ใช่หน้าที่ อย่างซื้อขายการส่งมอบเป็นหน้าที่ของผู้ขาย
ตราบใดที่ยังไม่มีการส่งมอบสัญญาก็ไม่อาจผูกพันได้ ส่งมอบก็อาจส่งมอบโดยตรงหรือส่งมอบโดยปริยายก็ได้
ส่งมอบก็ทำไงให้อีกฝ่ายครอบครองได้ การให้กุญแจไปเข้าไปใช้สอย ก็ได้ ทำอย่างไรให้อีกฝ่ายได้ใช้สอยทรัพย์ดังกล่าวก็ถือว่าเป็นการส่งมอบ
หน้าที่ของผู้ยืม ปกป้องทรัพย์สินต่อบุคคลภายนอกไม่ให้มาเอาทรัพย์สินนั้นไป ก็มีอำนาจจัดการทรัพย์สินต่อบุคคลภายนอกแต่อย่างไรก็ตามก็ไม่มีอำนาจฟ้องร้อง เรียกค่าเสียหายจากผู้ทำละเมิด
ฎ.3451/2524
ในการยืมใช้คงรูปนั้นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา643 ได้บัญญัติให้ผู้ยืมต้องรับผิดต่อผู้ให้ยืมเฉพาะแต่กรณีผู้ยืมเอาทรัพย์ที่ยืมไปใช้การอย่างอื่นนอกจากการอันเป็นปกติแก่ทรัพย์สินนั้น หรือนอกจากการอันปรากฏในสัญญา
หรือเอาไปให้บุคคลภายนอกใช้สอยหรือเอาไปไว้นานกว่าที่ควรจะเอาไว้ โจทก์เป็นแต่เพียงผู้ยืมรถคันที่ถูกชนไม่ได้เป็นเจ้าของไม่ปรากฏเหตุดังกล่าวที่โจทก์จะต้องรับผิดต่อผู้ให้ยืม.
และการที่รถที่โจทก์ขับได้รับความเสียหายก็มิใช่เป็นความผิดของโจทก์ฉะนั้นโจทก์ในฐานะผู้ยืมจึงไม่ต้องรับผิดต่อเจ้าของรถและแม้ว่าโจทก์จะได้ซ่อมรถคันดังกล่าวไปแล้ว โจทก์ก็ไม่อยู่ในฐานะที่จะรับช่วงสิทธิของเจ้าของรถที่จะเรียกร้องให้จำเลยรับผิดได้
เพราะการรับช่วงสิทธิจะมีได้ต่อเมื่อผู้รับช่วงสิทธิมีหนี้อันจะต้องรับผิดต่อเจ้าหนี้คือเจ้าของรถ เมื่อโจทก์ไม่ใช่ผู้รับช่วงสิทธิโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง
แม้ว่าโจทก์จะได้ซ่อมรถไปก็ไม่ใช่ผู้รับช่วงสิทธิเพราะการรับช่วงสิทธิ ต้องไม่ปรากฏเหตุว่าจะให้ยืม
ในแง่ของหน้าที่ หน้าที่ผู้ยืมก็มี 4 ประการ คือต้องระมัดระวังการใช้ ต้องสงวนรักษาทรัพย์สิน ก็เรื่องของการหน้าที่ประการที่ 4 คือใช้สอยให้เสร็จ เสียค่าใช้จ่าย ค่าธรรมเนียมก็เขียนไว้ เป็นการทางปฏิบัติ
มาตรา 643 ทรัพย์สินซึ่งยืมนั้น ถ้าผู้ยืมเอาไปใช้การอย่างอื่นนอกจากการอันเป็นปกติแก่ทรัพย์สินนั้น หรือนอกจากการอันปรากฏในสัญญาก็ดี เอาไปให้บุคคลภายนอกใช้สอยก็ดี เอาไปไว้นานกว่าที่ควรจะเอาไว้ก็ดี
ท่านว่าผู้ยืมจะต้องรับผิดในเหตุทรัพย์สินนั้นสูญหายหรือบุบสลายไปอย่างหนึ่งอย่างใด แม้ถึงจะเป็นเพราะเหตุสุดวิสัย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าถึงอย่างไร ๆ ทรัพย์สินนั้นก็คงจะต้องสูญหายหรือบุบสลายอยู่นั่นเอง
มาตรา 644 ผู้ยืมจำต้องสงวนทรัพย์สินซึ่งยืมไปเหมือนเช่นวิญญูชนจะพึงสงวนทรัพย์สินของตนเอง
มาตรา 647 ค่าใช้จ่ายอันเป็นปรกติแก่การบำรุงรักษาทรัพย์สินซึ่งยืมนั้นผู้ยืมต้องเป็นผู้เสีย
ก็บอกว่าค่าใช้จ่ายอันเป็นปกติแก่การบำรุงรักษา ยืมรถแล้วเครื่องพัง ไม่ใช่การใช้ตามปกติ แต่ถ้าเป็นการบำรุงรักษาตามปกติผู้ยืมก็ต้องเป็นผู้เสีย
ท่านว่าผู้ยืมต้องรับผิดในเหตุนั้น แม้เป็นเพราะเหตุสุดวิสัย ใช้ทรัพย์สิน อันเป็นปกติ ไม้เทนนิสก็มีไว้เพื่อเล่นเทนนิส จะเอาไปร่อนสปาเก็ตตี้ก็ผิด
ผิดประเภท ยืมรถไปรับแฟน เอาไปขนทรายไม่ใช่แล้ว
เอาไปให้บุคคลภายนอกใช้ไม่ได้
ถ้าผิดหน้าที่นี้ ถ้าผู้ยืมฝ่าฝืน ผู้ให้ยืมจะบอกเลิกสัญญาเสียก็ได้ ในขณะเดียว
ผู้ยืมจะต้องรับผิดนั้นในเหตุสิ่งนั้นเสียหายหรือสูญหาย เว้นแต่อย่างไรก็ต้องสูญหายหรือเสียหายอยู่นั้นเอง
มาตรา 645 ในกรณีทั้งหลายดังกล่าวไว้ในมาตรา 643 นั้นก็ดี หรือถ้าผู้ยืมประพฤติฝ่าฝืนต่อความในมาตรา 644 ก็ดี ผู้ให้ยืมจะบอกเลิกสัญญาเสียก็ได้
คือเอาไปให้บุคคลภายนอกใช้แล้วน้ำเข้าเครื่อง กล่าวคือ ถ้าไม่เอาไปให้บุคคลภายนอกใช้ น้ำก็คงไม่เข้า ผู้ยืมต้องรับผิด อันนั้นก็เป็นเรื่องเหตุสุดวิสัย
การสงวนทรัพย์สิน ก็ขึ้นอยู่กับมาตรฐานของวิญญูชน การดูแลรักษาก็เหมือนวิญญูชน
การคืนก็ต้องคืนไปพร้อมดอกเบี้ยถ้ามี ก็ดูตามหลัก แพนด้า หลินฮุ่ยตามหลักมีลูกก็ต้องไปคืนเขา ไม่งั้นก็ต้องไปขอ
มาตรา 646 ถ้ามิได้กำหนดเวลากันไว้ ท่านให้คืนทรัพย์สินที่ยืมเมื่อผู้ยืมได้ใช้สอยทรัพย์สินนั้นเสร็จแล้วตามการอันปรากฏในสัญญา แต่ผู้ให้ยืมจะเรียกคืนก่อนนั้นก็ได้เมื่อเวลาได้ล่วงไปพอแก่การที่ผู้ยืมจะได้ใช้สอยทรัพย์สินนั้นเสร็จแล้ว
ถ้าเวลาก็มิได้กำหนดกันไว้ ทั้งในสัญญาก็ไม่ปรากฏว่ายืมไปใช้เพื่อการใดไซร้ ท่านว่าผู้ให้ยืมจะเรียกของคืนเมื่อไรก็ได้
ก็บอกว่าถ้าไม่ปรากฏว่าคืนเมื่อไหร่ ก็เรียกคืนเมื่อไหร่ก็ได้
สิทธิของผู้ให้ยืมก็เป็นสิทธิตามวัตถุประสงค์ของสัญญาเรียกคืนตามสิทธิของตน
เรียกค่าเสียหาย เป็นหนี้ทั่วไป เมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ เจ้าหนี้ก็เรียกร้องค่าเสียหายได้ เรื่องของผิดสัญญา มีสิทธิอะไร ที่ 213 ถ้าลูกหนี้ละเลยเสียไม่ชำระหนี้ของตน เจ้าหนี้จะร้องขอต่อศาลให้สั่งบังคับชำระหนี้ก็ได้
เว้นแต่สภาพแห่งหนี้จะไม่เปิดช่องให้ทำเช่นนั้นได้
เมื่อสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้บังคับชำระหนี้ได้ ถ้าวัตถุแห่งหนี้เป็นอันให้กระทำการอันหนึ่งอันใด เจ้าหนี้จะร้องขอต่อศาลให้สั่งบังคับให้บุคคลภายนอกกระทำการอันนั้นโดยให้ลูกหนี้เสียค่าใช้จ่ายให้ก็ได้ แต่ถ้าวัตถุแห่งหนี้เป็นอันให้กระทำนิติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งไซร้
ศาลจะสั่งให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของลูกหนี้ก็ได้
ส่วนหนี้ซึ่งมีวัตถุเป็นอันจะให้งดเว้นการอันใด เจ้าหนี้จะเรียกร้องให้รื้อถอนการที่ได้กระทำลงแล้วนั้นโดยให้ลูกหนี้เสียค่าใช้จ่าย และให้จัดการอันควรเพื่อกาลภายหน้าด้วยก็ได้
อนึ่งบทบัญญัติในวรรคทั้งหลายที่กล่าวมาก่อนนี้ หากระทบกระทั่งถึงสิทธิที่จะเรียกเอาค่าเสียหายไม่
เป็นแม่บทหรือเป็นบรรทัดฐาน หน้าที่มีไหม ก็ไม่มี เพราะไม่ใช่เป็นสัญญาต่างตอบแทน
ระงับไปก็ด้วยความตายของผู้ยืม เพราะเป็นความสำคัญของสัญญา หรือถือคุณสมบัติของผู้ยืมเป็นสำคัญ
มาตรา 648 อันการยืมใช้คงรูป ย่อมระงับสิ้นไปด้วยมรณะแห่งผู้ยืม
ยืมรถไปใช้ปรากฏว่าเกิดแผ่นดินไหว ตกไปก็ไม่มีคืน
เมื่อใช้สอยเสร็จ หรือถ้าไม่ปรากฏเวลาปรากฏกาล ก็เรียกคืน เมื่อใดก็ได้
มาตรา 649 ในข้อความรับผิดเพื่อเสียค่าทดแทนอันเกี่ยวกับการยืมใช้คงรูปนั้น ท่านห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นเวลาหกเดือนนับแต่วันสิ้นสัญญา
อายุความเพื่อเสียค่าทดแทนอันเกี่ยวกับการยืมคือผิดหน้าที่ เรียกค่าทดแทน ได้ 6 เดือน แต่การเรียกติดตามเอาคืนทรัพย์สิน ก็ทั่วไป 10 ปี
สัญญายืมใช้สิ้นเปลืองคือการโอนทรัพย์สิน ให้แทนผู้ให้ยืมเพราะฉะนั้นลักษณะของสัญญา คือโอนให้ใช้ไปสิ้นไปนี่คือวัตถุประสงค์ของสัญญาเพราะฉะนั้นสาระสำคัญคือ เป็นการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน ผู้ให้ยืมต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์
เมื่อเป็นสัญญาที่จะโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน เว้นแต่เจ้าของ หรือผู้ให้ยืมไม่ได้เป็นเจ้าของ ก็มีอำนาจเรียกคืนทรัพย์สินได้
ฎ.754/2523 แม้เงินที่จำเลยที่ 1 กู้ไปจากโจทก์จะเป็นเงินของภริยาโจทก์แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญากู้ให้ไว้กับโจทก์ผู้ให้กู้และจำเลยที่ 2 ได้ทำหนังสือสัญญาค้ำประกันให้ไว้กับโจทก์เจ้าหนี้
จำเลยทั้งสองจึงต้องผูกพันตามสัญญาดังกล่าว โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองได้
หรือ 16/2534 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์โดยมารดาโจทก์เป็นผู้ออกเงินกู้และมอบให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นเรื่องที่มารดาโจทก์มีเจตนาช่วยออกเงินกู้แทนโจทก์
โจทก์ในฐานะผู้ให้กู้จึงมีอำนาจฟ้องบังคับจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้กู้และฟ้องจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันได้
เมื่อเป็นสัญญาโอนทรัพย์สิน อีกประการหนึ่งคือ ผู้ให้ยืมมีสิทธิใช้สอย ไม่มีโอนกรรมสิทธิ์ต่ออีก ถ้าเอาไปจำหน่ายอีก ก็ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้อื่น
วัตถุประสงค์ก็คือโอนใช้ไปสิ้นไป เป็นปริมาณมีกำหนด เว้นแต่เป็นเงินตราลักษณะพิเศษ ที่ผู้โอน ไม่ประสงค์ให้เอาทรัพย์สินอื่นมาให้แทนก็เป็นสัญญา ยืมใช้คงรูป
ก็มีปัญหาว่ายืมใช้ทรัพย์สินที่มีรูปร่างเป็นสัญญายืมใช้สิ้นเปลืองได้หรือไม่ เช่นยืมไม้ ยืมสังกะสีเอาไปปลูกเรือน ก็ต้องมีการตัด ต่อ ตะปูต้องมีการทำลาย ก็เป็นการ ยืมใช้สิ้นเปลือง
ฎ.903/2503 - ค้นไม่พบ
ทรัพย์สินไม่มีรูปร่าง ถ้ามีปริมาณกำหนด ก็เป็นวัตถุแห่งสัญญายืมใช้สิ้นเปลืองได้
ทรัพย์สินทางปัญญายังอยู่หลักการเดิมคือ คืนอย่างเดิมไม่ได้
ค่าตอบแทนนะครับไม่ใช่ต่างตอบแทน
วัตถุแห่งสัญญายืมใช้สิ้นเปลือง คือจะคืนทรัพย์สินเป็นประเภท คุณสมบัติเป็นชนิด ปริมาณคือ จำนวนเดียวกัน
ประการที่สามคือต้องมีการส่งมอบ
หน้าที่ผู้ยืม ก็ มาตรา 651 ค่าฤชาธรรมเนียมในการทำสัญญาก็ดี ค่าส่งมอบและส่งคืนทรัพย์สินซึ่งยืมก็ดี ย่อมตกแก่ผู้ยืมเป็นผู้เสีย
มาตรา 652 ถ้าในสัญญาไม่มีกำหนดเวลาให้คืนทรัพย์สินซึ่งยืมไป ผู้ให้ยืมจะบอกกล่าวแก่ผู้ยืมให้คืนทรัพย์สินภายในเวลาอันควร ซึ่งกำหนดให้ในคำบอกกล่าวนั้นก็ได้
คืนทรัพย์สินก็มีหน้าที่ที่ต้องคืนทรัพย์สิน ประเภท ชนิดและปริมาณเดียวกับที่ยืม คืนเมื่อไหร่ก็ตามเวลาที่ตกลงกันเว้นแต่ว่าได้สละประโยชน์แห่งเงื่อนเวลา ก็คือแม้กำหนดเวลาไว้แล้วเขามา ขอคืน ก็ไม่ต่อสู้ในเงื่อนเวลา
สงสัยต้องค้างไว้ตรงนี้แล้วมั้งเพราะอาจารย์พรชัยนั่งคอยอยู่ เกรงใจท่าน