....ผู้สนับสนุนมีเจตนาเพียงแต่จะสนับสนุนในการทำร้าย แต่ผู้ลงมือกระทำเกินขอบเขตของเจตนาในการสนับสนุน ผู้สนับสนุนต้องรับผิดเพียงใด...?
ศึกษาวิเคราะห์จากคำพิพากษาฎีกาที่ 6654/2554
ข้อเท็จจริง
1. ผู้เสียหายกับจำเลยที่ 2 มีบ้านเป็นทาวน์เฮ้าส์อยู่ติดกันอันเป็นสถานที่เกิดเหตุคดีนี้
วันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 กับพวกไปที่บ้านของจำเลยที่ 2 ส่วนผู้เสียหายกับพวกดื่มสุรากันที่ทำงานของผู้เสียหายก่อนที่ผู้เสียหายจะกลับบ้าน โดยมีพวกของผู้เสียหายตามไปเพื่อจะรับผู้เสียหายไปตกปลา ต่อมาจำเลยที่ 1
ใช้อาวุธมีดฟันผู้เสียหายหลายครั้ง
2. อัยการโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตาม ป.อ. มาตรา 83,
80, 288 ...... ซึ่งจำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกัน
ส่วนจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ให้การปฏิเสธ
เมื่อสืบพยานโจทก์และจำเลยเสร็จแล้ว ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 จำเลยที่ 2 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 86, 391 เรียงกระทงลงโทษ ตาม ป.อ.
มาตรา 91 และจำเลยที่ 3 มีความผิดตาม
ป.อ. มาตรา 391 ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 10 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุนให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานพยายามฆ่า มีกำหนด 6 ปี 8 เดือน และฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจำคุก 1
เดือน รวมจำคุก 6 ปี 9 เดือน
และจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 1 เดือน
3. โจทก์และจำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตาม ป.อ.
มาตรา 295 ประกอบมาตรา 83 จำคุก 6
เดือน ข้อหาอื่นสำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากนี้ให้ยก
นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
4. โจทก์และจำเลยที่ 1 กับที่ 2 ยื่นฎีกา ซึ่งคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกามีประเด็นดังต่อไปนี้
4.1 ประเด็นแรก การที่จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธมีดฟันผู้เสียหายหลายครั้ง
เป็นการกระทำความผิดฐานใด ซึ่งศาลฎีกาพิจารณาประเด็นนี้แล้ว วินิจฉัยว่า “ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายมีปากเสียงกับ ว. เรื่อง ว.
ใช้น้ำประปากับไฟฟ้าที่ต่อจากบ้านของผู้เสียหายแล้วจำเลยที่ 2 ร้องเฮ้ยเอาเลยพร้อมส่งมีดสปาต้าให้จำเลยที่ 1 เข้ามาฟันผู้เสียหาย
การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้สนับสนุนการกระทำของจำเลยที่
1 การที่จำเลยที่ 1 ใช้มีสปาต้าอันเป็นอาวุธมีดขนาดใหญ่ฟันผู้เสียหายหลายครั้งที่ไหล่
ที่คอ แสดงว่ามีเจตนาเลือกทำร้ายผู้เสียหายด้วยอาวุธมีดขนาดใหญ่
จงใจมุ่งหมายใช้อาวุธมีดฟันคออันเป็นอวัยวะสำคัญของร่างกาย
หากผู้เสียหายไม่ยกแขนขึ้นรับจนได้รับอันตรายแก่กาย
ผู้เสียหายก็อาจต้องคมมีดถึงแก่ความตายได้ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงแสดงว่ามีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย เป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น
4.2 ศาลฎีกาได้พิจารณาประเด็นปัญหาต่อไปว่า “การที่จำเลยที่
2 ส่งอาวุธมีดให้จำเลยที่ 1 โดยอ้างว่าเพื่อเจตนาเพียงทำร้ายร่างกาย
จำเลยที่ 2 จะเป็นผู้สนับสนุนการกระทำโดยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายหรือไม่
ศาลฎีกาเห็นว่า พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 2 ส่งอาวุธมีดให้จำเลยที่
1 เข้าไปฟันผู้เสียหายนั้น จำเลยที่ 2 ทราบแล้วว่ามีดที่ส่งให้จำเลยที่
1 เป็นมีดขนาดใหญ่ ทำร้ายบุคคลถึงตายได้
ทั้งเป็นการส่งมีดให้ในขณะที่จำเลยที่ 1 พร้อมจะไปเข้าฟันผู้เสียหายในทันที
ผลของการใช้มีดขนาดใหญ่เข้าไปมุ่งหมายฟันผู้อื่นเช่นนี้
ย่อมคาดหมายและเล็งเห็นได้ว่าจะเป็นการฟันจนผู้อื่นถึงแก่ความตายได้
การกระทำของจำเลยที่ 1 แม้หากจะเกินขอบเขตเจตนาของจำเลยที่ 2
โดยเข้าไปฟันผู้เสียหายด้วยเจตนาฆ่า
แต่โดยพฤติการณ์ที่ปรากฏจำเลยที่ 2 ย่อมอาจเล็งเห็นได้ว่า
จำเลยที่ 1 จะใช้อาวุธมีขนาดใหญ่นั้น
ฟันมุ่งหมายเอาชีวิตของผู้เสียหาย จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิด
ในการกระทำของจำเลยที่ 1 ที่กระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายด้วย
หมายเหตุ
1. คำพิพากษาฎีกา 6654/2554 มีข้อเท็จจริงในประเด็นส่งมีดคล้ายคลึงกับฎีกาที่
625/2543
คำพิพากษาที่ 625/2543
ป.อ. มาตรา 80, 86, 288
จำเลยที่ 2 เป็นคนส่งมีดพร้าให้จำเลยที่ 1
ฟันทำร้ายพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งหลังจากจำเลยที่
2 ส่งมีดพร้าให้จำเลยที่ 1 แล้วก็ไม่ได้ทำอะไรอีกเลยแม้ว่าตอนที่จำเลยที่
1 วิ่งตามผู้เสียหายที่ 2 ไปนั้นจำเลยที่
2 ได้วิ่งตามไปด้วยก็ดี หรือขณะที่ผู้เสียหายที่ 1 จะเข้าช่วยเหลือผู้เสียหายที่ 2 จำเลยที่ 2 ก็ได้พูดห้ามปรามว่า อย่ารุมก็ดี ยังไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ตั้งใจจะร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 เนื่องจากขณะที่ผู้เสียหายที่
1 ใช้ไม้ตีมือจำเลยที่ 1 จนอาวุธปืนสั้นหลุดจากมือ
จำเลยที่ 2 ก็มิได้ใช้มีดพร้าฟันผู้เสียหายที่ 1 หรือผู้เสียหายที่ 2 เสียเอง
อันพอจะเป็นการแสดงให้เห็นได้ว่าตั้งใจจะเข้าช่วยเหลือในลักษณะเข้ารุมทำร้ายผู้เสียหายที่
2 ตามสภาพอาวุธของตนที่มีอยู่ ฉะนั้นการที่จำเลยที่ 2
เพียงแต่ส่งมีดพร้าให้จำเลยที่ 1 โดยมิได้เข้าร่วมใช้มีดพร้าฟันทำร้ายผู้เสียหายที่
2 เสียเอง จึงถือไม่ได้ว่ามีเจตนา เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่
1 ในการกระทำความผิดดังกล่าว
แต่มีลักษณะเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 2 ในการกระทำผิดก่อนกระทำความผิด
อีกทั้งการที่จำเลยที่ 1 ทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 ในตอนแรก จำเลยที่ 2 ยังมิได้ดำเนินการอะไรให้เห็นว่ามีเจตนาที่จะร่วมทำร้ายผู้เสียหายที่
1 ส่วนการที่จำเลยที่ 1 ถืออาวุธปืนสั้นมายังที่
เกิดเหตุโดยจำเลยที่ 2 ถือมีดพร้ามาด้วยนั้น
พฤติการณ์พอถือได้ว่าต่างคนต่างเจตนาจะครอบครองอาวุธของตนเอง โดยลำพัง
เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่มีเจตนาจะร่วมกันกระทำความผิดกับจำเลยที่
1 จำเลยที่ 2 จึงมิได้ร่วมกับจำเลยที่ 1
มีและ พาอาวุธปืนดังกล่าวทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 และพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 1 การกระทำของจำเลยที่ 2
จึงเป็นเพียงผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหาย
2. องค์ประกอบในการกระทำฐานเป็นผู้สนับสนุนตาม ป.อ. มาตรา 86
ประกอบไปด้วย
2.1 ต้องมีผู้กระทำความผิดเกิดขึ้น
2.2 ผู้สนับสนุนกระทำด้วยประการใดๆ
อันเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิด
2.3 ผู้สนับสนุนมีเจตนาช่วยเหลือ
2.4 ผู้สนับสนุนมีเจตนาช่วยผู้กระทำก่อนหรือขณะกระทำความผิด
2.5 ไม่ว่าผู้กระทำความผิดจะได้รู้หรือไม่รู้ถึงการช่วยเหลือก็ตาม
3. ให้พิจารณาศึกษาเปรียบเทียบจากฎีกาต่อไปนี้
คำพิพากษาที่ 757/2528
ป.อ. มาตรา 86, 340
จำเลยเป็นบุตรของผู้เสียหายอันเกิดจากภรรยาคนเดิม เคยอาศัย
อยู่ที่บ้านผู้เสียหายจำเลยรู้ว่าพวกคนร้ายจะทำการปล้นทรัพย์
จำเลยได้ผูกสุนัขดุไว้และพาพวกคนร้ายเข้าไปในบ้านผู้เสียหายเป็นการ
ช่วยเหลือและให้ความสะดวกแก่คนร้ายในการปล้นทรัพย์จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำผิดปล้นทรัพย์
คำพิพากษาที่ 4086/2536
ป.อ. มาตรา 56, 83, 86
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 48, 53 ตรี, 73, 73 ทวิ
การที่จำเลยทั้งสองรู้อยู่แล้วว่าโรงงานแปรรูปไม้ที่จำเลยทั้งสองทำงานอยู่เป็นโรงงานที่ไม่ได้รับอนุญาต
และไม้สักแปรรูปที่ใช้ทำเครื่องประดิษฐ์เป็นไม้แปรรูปที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายแต่จำเลยทั้งสองยังยินยอมทำงานเป็นลูกจ้างของเจ้าของโรงงานเช่นนี้ถือได้ว่า
จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าของโรงงานกระทำความผิดต่อกฎหมาย
คำพิพากษาที่ 2073/2537
ป.อ. มาตรา 86, 276 วรรคแรก
จำเลยที่ 1 ร่วมประเวณีกับผู้เสียหายโดยผู้เสียหายยินยอมจึงไม่เป็นความผิด แต่จำเลยทั้งสองได้สมคบร่วมคิดกันมาก่อนว่าจะให้จำเลยที่ 2 ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย และการที่จำเลยที่ 1ร่วมประเวณีกับผู้เสียหายก่อนเมื่อเสร็จแล้วก็ออกจากห้องไปเปิดประตูไว้ให้จำเลยที่
2 เข้าไปข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายย่อมเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่
2 ในการกระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย จำเลยที่ 1
จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 2 ในการกระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย
คำพิพากษาที่ 6443/2545
ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย
ป.อ. มาตรา 86, 302, 303
จำเลยที่ 1 และที่ 2 พาผู้เสียหายขึ้นรถกระบะจากบ้านพักผู้เสียหายไปให้หญิงไม่ทราบชื่อกับพวกอีก
2 คน ทำให้ผู้เสียหายแท้งลูกโดยผู้เสียหายยินยอม
ซึ่งในระหว่างการทำแท้งนั้น จำเลยที่ 1 นั่งขวางประตูบ้านอยู่ด้วย
พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2จึงเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกก่อนหรือขณะกระทำความผิดในการที่ผู้อื่นทำแท้งผู้เสียหาย จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดดังกล่าวตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 302 วรรคแรก ประกอบมาตรา 86ซึ่งแม้โจทก์จะขอให้ลงโทษตามมาตรา
303 โดยมิได้ขอให้ลงโทษตามมาตรา 302ก็ตาม
ศาลก็ย่อมลงโทษได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192วรรคท้าย
เพราะการทำให้หญิงแท้งลูกไม่ว่าหญิงนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็เป็นความผิดทั้งนั้น
หากแต่กำหนดโทษจะหนักเบาต่างกัน
คำพิพากษาที่ 382/2512
ป.อ. มาตรา 83, 84, 86
จำเลยที่ 1 ทะเลาะกับผู้ตายอยู่ริมรั้ว จำเลยที่
2 ถือมีดพร้าวิ่งลงจากบ้านพร้อมกับร้องว่าฟันให้ตาย ๆ
การแสดงออกด้วยกิริยาและคำพูดของจำเลยที่ 2 ส่อแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่
2 มีเจตนาจะฆ่าผู้ตาย ฉะนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 คว้ามีดพร้าจากมือจำเลยที่ 2 แหวกรั้วเข้าไปฟันผู้ตายถึงแก่ความตาย
จึงเป็นการกระทำที่สมเจตนาของจำเลยที่ 2 เมื่อจำเลยที่ 1
ฟันผู้ตายแล้ว ได้โยนมีดพร้าข้ามรั้วมาให้จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ก็เป็นผู้พามีดพร้าวิ่งหนีไป
การกระทำของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวแล้วจึงถือได้ว่าเป็นการร่วมมือกับจำเลยที่
1ฆ่าผู้ตาย จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานเป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่
1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83
จำเลยที่ 3 ได้วิ่งมาและพูดยุยงให้จำเลยที่ 1
ฟันผู้ตายให้ตาย หลังจากจำเลยที่ 1 ลงมือทำร้ายผู้ตายได้1
แผล จึงเห็นได้ว่าจำเลยที่ 3 มิได้เป็นผู้ก่อให้จำเลยที่
1 กระทำผิด เพราะจำเลยที่ 1 ได้เริ่มลงมือกระทำผิดไปแล้ว
คำยุยงของจำเลยที่ 3 จึงเป็นเพียงสนับสนุนเร้าใจให้จำเลยที่ 1
มุ่งกระทำร้ายต่อผู้ตายให้ถึงตายหนักแน่นยิ่งขึ้นเท่านั้น
การกระทำของจำเลยที่ 3 จึงฟังได้เพียงว่าเป็นการสนับสนุนให้จำเลยที่
1กระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86
ประชุมใหญ่ครั้งที่ 6-7 /2512
คำพิพากษาที่ 2241/2532
ป.อ. มาตรา 59, 83, 86, 288
จำเลยที่ 1 กับผู้ตายเคยมีเรื่องทะเลาะวิวาทกันมาก่อนวันเกิดเหตุจำเลยทั้งสองพบกับผู้ตายและ
ว. โดยบังเอิญ จำเลยที่ 1 ใช้ ท่อนไม้ไล่ตีผู้ตาย จำเลยที่ 2
ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้ตายไม่ได้ร่วมไล่ตีด้วย แต่เมื่อ ว.
หยิบไมผู้ตายจำเลยที่ 2 หยิบไม้คานมาถือ และห้ามไม่ให้ ว.
ไปช่วย ผู้ตายจึงเป็นการให้ความช่วยเหลือและให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 1 ในการกระทำผิด จำเลยที่ 2 หามีเจตนาร่วมกระทำผิดด้วยไม่
เมื่อผู้ตายถูกจำเลยที่ 1 ตีตาย จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ประกอบด้วยมาตรา
86
คำพิพากษาที่ 16/2544
ป.วิ.อ. มาตรา 43
ป.อ. มาตรา 33 (1), 80, 83, 86, 335 (7 (1) วรรคสอง,
336 ทวิ
จำเลยที่ 2 และที่ 3 นำสายไฟฟ้าเก่าของผู้เสียหายที่วางอยู่ตามพื้นในโรงงานมาวางบนเหล็กร้อน
ทำให้เปลือกสายไฟฟ้าไหม้ละลายหมดเหลือแต่ลวดทองแดงที่เป็นซากของสายไฟฟ้าเพื่อความสะดวกในการเอาทรัพย์นั้นไปขายก็มิใช่แปรสภาพไปเป็นของอื่น
ถือว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เริ่มลงมือกระทำความผิดฐานลักทรัพย์นับแต่ที่นำสายไฟฟ้าไปวางบนเหล็กร้อนและเป็นความผิดต่อเนื่องกันมาจนกระทั่งขนย้ายลวดทองแดงออกจากโรงงานไปขึ้นรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่
1 ที่นอกรั้วโรงงาน แต่จำเลยที่ 1 รออยู่ห่างจากจุดที่จำเลยที่
2 และที่ 3 โยนทรัพย์ออกมาประมาณ 100
เมตร ไม่อาจช่วยเหลือกันได้ทันท่วงที ไม่ใช่แบ่งหน้าที่กันทำในส่วนที่เป็นการกระทำความผิด
จำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดฐานเป็นตัวการ
คงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 และที่
3 เท่านั้น
การที่จำเลยทั้งสามคบคิดกันลักลวดทองแดงของผู้เสียหายซึ่งเป็นนายจ้างโดยให้จำเลยที่
1 ขับรถจักรยานยนต์มารออยู่ใกล้โรงงานเพื่อบรรทุกทรัพย์ไปย่อมเล็งเห็นเจตนาได้ว่า
ประสงค์จะใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อการพาทรัพย์นั้นไป จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงมีความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์นายจ้างในเวลากลางคืนโดยใช้ยานพาหนะตาม
ป.อ. มาตรา 336 ทวิ ส่วนจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการลักทรัพย์ดังกล่าว
สายไฟฟ้าของผู้เสียหายที่ถูกจำเลยลักนำไปเผาลอกเอาเปลือกออกยังคงเหลือซากที่เป็นลวดทองแดงอยู่ มิได้ถูกทำลายสูญหายไปทั้งหมดหรือแปรสภาพไปเป็นของอื่น
เมื่อผู้เสียหายได้รับลวดทองแดงคืนแล้ว
พนักงานอัยการโจทก์จะขอให้คืนหรือใช้ราคาเต็มของสายไฟฟ้าแก่ผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ.
มาตรา 43 อีกไม่ได้
แม้ผู้เสียหายจะได้รับความเสียหายอันเกิดจากการกระทำความผิดของจำเลยเนื่องจากนำสายไฟฟ้าไปใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์เดิมไม่ได้
ก็เป็นเรื่องที่ผู้เสียหายจะต้องไปว่ากล่าวเรียกค่าเสียหายจากจำเลยเอาเองเป็นคดีใหม่
จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์มารออยู่ใกล้ที่เกิดเหตุเพื่อจะใช้เป็นพาหนะบรรทุกลวดทองแดงที่จำเลยที่
2 และที่ 3 ลักไป จำเลยที่ 1 ไม่ได้ใช้รถจักรยานยนต์เป็นเครื่องมือหรือส่วนหนึ่งในการลักทรัพย์โดยตรง
จึงถือไม่ได้ว่ารถจักรยานยนต์เป็นทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิดอันจะพึงริบ ตาม
ป.อ. มาตรา 33 (1)
คำพิพากษาที่ 3985/2530
ป.วิ.อ. มาตรา 213, 225
ป.อ. มาตรา 83, 86, 335, 336 ทวิ
จำเลยที่ 2 ขับรถสามล้อเครื่องพาจำเลยที่ 1
มายังที่เกิดเหตุขณะที่จำเลยที่ 1 กำลังลักทรัพย์ในร้านผู้เสียหาย จำเลยที่ 2 จอดรถอยู่บริเวณหน้าร้านผู้เสียหายห่างประมาณ
6-7 เมตรและนั่งอยู่เฉย ๆ ข้างรถสามล้อเครื่อง
มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการเอาทรัพย์ผู้เสียหายไป มิได้คอยดูต้นทางให้จำเลยที่ 1หรือให้ความร่วมมือโดยใกล้ชิดกับการที่จำเลยที่ 1 ลักทรัพย์ของผู้เสียหาย
จำเลยที่ 2 เพียงแต่รอคอยอยู่เพื่อจะขับรถพาจำเลยที่ 1
ออกไปจากที่เกิดเหตุ ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้กระทำการอันเป็นการช่วยเหลือจำเลยที่
1ก่อนและขณะกระทำผิด จำเลยที่ 2 จึงไม่เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่
1 กระทำความผิดฐานลักทรัพย์
แต่เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด
จำเลยที่ 2 เพียงแต่ขับรถสามล้อเครื่องมาส่งจำเลยที่
1 ไม่ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ลักทรัพย์ผู้เสียหาย
ไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ใช้รถสามล้อเครื่องดังกล่าวเพื่อความสะดวกในการลักทรัพย์
พาทรัพย์ไป หรือเพื่อให้พ้นจากการจับกุมจำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 336 ทวิคงมีความผิดตามมาตรา 335 วรรคสามเท่านั้น
และเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่
1 ที่มิได้อุทธรณ์ด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา
213ประกอบด้วยมาตรา 225.
คำพิพากษาที่ 764/2545
ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5), 185
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 มาตรา 66
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ.2475 มาตรา
241
การที่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 5 เม็ด น้ำหนักรวม 0.43 กรัม
ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว จำนวน 2 เม็ด ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อในราคา 200 บาท
อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายนั้น
เป็นการบรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด
ข้อเท็จจริงและรายละเอียดต่าง ๆ ตามมาตรา 158(5) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
ซึ่งทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว
ส่วนการที่เมทแอมเฟตามีนของกลางที่เป็นสารบริสุทธิ์จะมีน้ำหนักเท่าใดนั้น
เป็นเรื่องที่จะนำสืบในชั้นพิจารณาเพื่อประกอบดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลเท่านั้น
แม้ในชั้นสอบสวนจำเลยจะมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฯ
มาตรา 241 ที่ให้ผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำตนได้ก็ตาม
แต่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงเลยว่าในชั้นสอบสวนจำเลยได้แสดงความประสงค์ ต่อพนักงานสอบสวนว่าต้องการทนายความหรือผู้ใดเข้าฟังการสอบปากคำแล้วพนักงานสอบสวนไม่ดำเนินการให้
ทั้งไม่มีกฎหมายใดบังคับให้พนักงานสอบสวนต้องแจ้งสิทธิดังกล่าวให้ผู้ต้องหาทราบก่อนทำการสอบสวน
ดังนั้น
การที่พนักงานสอบสวนไม่ระบุแจ้งสิทธินั้นให้จำเลยทราบในบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเสียก่อนทำการสอบปากคำ
ก็ไม่ทำให้การสอบสวนไม่ชอบแต่อย่างใด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง
4. การช่วยเหลือผู้กระทำผิดภายหลังเกิดการกระทำผิดแล้ว
จะไม่ใช่เป็นผู้สนับสนุนตามป.อ.มาตรา86 ให้พิจารณาศึกษาจากฎีกาต่อไปนี้
คำพิพากษาที่ 3153/2531
ป.อ. มาตรา 86, 288
น. ฟังผู้ตายแล้ววิ่งหนีไปทางทิศตะวันออก
ผู้เสียหายจึงเข้าไปประคองผู้ตาย จำเลยซึ่งยืนอยู่ห่างเพียง 5 วาได้ถือมีดเข้ามาฟันผู้เสียหายและห้ามมิให้ผู้ใดนำคนเจ็บส่งโรงพยาบาลการกระทำของจำเลยมิใช่การช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกก่อนหรือขณะที่
น. ฟันผู้ตาย จำเลยไม่มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนในการที่ น. ฆ่าผู้ตาย
คำพิพากษาที่ 762/2536
ป.วิ.อ. มาตรา 227
ป.อ. มาตรา 86
โจทก์ไม่มีพยานอื่นมาสืบสนับสนุนให้เห็นว่า จำเลยที่ 6ได้สนับสนุนจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ปล้นทรัพย์อย่างไร คงมีแต่บันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 6
ว่าก่อนเกิดเหตุจำเลยทั้งหกได้ร่วมกันวางแผนที่จะปล้นทรัพย์ผู้เสียหาย
คำให้การของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ที่ให้การถึงจำเลยที่
6 เป็นคำซัดทอดผู้ต้องหาด้วยกันเอง
ลำพังเพียงคำให้การชั้นสอบสวนจึงมีน้ำหนักน้อยไม่สามารถฟังลงโทษจำเลยที่ 6 ได้ หลังวันเกิดเหตุแล้ว จำเลยที่ 6 ช่วยพาจำเลยที่ 1
ไปขายอาวุธปืนที่จำเลยที่ 1 ได้มาจากการปล้นทรัพย์
ไม่เป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิด
จำเลยที่ 6 ไม่มีความผิดฐานสนับสนุนผู้อื่นกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์
คำพิพากษาที่ 478/2546
ป.วิ.พ. มาตรา 293
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 6, 11, 13
ที่ดินของโจทก์ทั้งสี่เนื้อที่ 165 ตารางวา
อยู่ในบริเวณที่ที่จะเวนคืนเพื่อสร้างทางพิเศษตามพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามมาตรา 6
แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 และคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ
ได้กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสี่
ซึ่งจำเลยได้นำเงินค่าทดแทนที่ดินดังกล่าวไปวางโดยฝากธนาคารออมสินไว้และแจ้งให้โจทก์ทั้งสี่ทราบแล้ว
กรณีเช่นนี้ตามมาตรา 11 วรรคสอง ประกอบมาตรา 13 วรรคสองและวรรคท้าย
ให้ถือว่าได้มีการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินของโจทก์ทั้งสี่เนื้อที่ 165 ตารางวา เป็นของจำเลยแล้วตั้งแต่วันที่วางเงินค่าทดแทนที่ดินดังกล่าว
แม้ภายหลังจะมีการออกพระราชกฤษฎีกาตามมาตรา 6 อีกฉบับ
และคณะรัฐมนตรี มีมติให้ปรับเปลี่ยนแนวเขตทางพิเศษใหม่ เป็นเหตุให้ที่ดินดังกล่าวอยู่ในแนวเขตทางพิเศษที่เปลี่ยนแปลงใหม่นี้เพียง
42 ตารางวา ลดลงจากเดิม 123 ตารางวา
ตามคำร้องขอให้งดการบังคับคดีของจำเลยก็ตาม ก็ไม่เป็นเหตุให้ที่ดินเนื้อที่123
ตารางวา ที่ไม่ได้อยู่ในแนวเขตทางพิเศษใหม่ดังกล่าว
ซึ่งตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยโดยสมบูรณ์แล้ว
กลับคืนมาเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสี่ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินเดิมอีก
และไม่มีกฎหมายใดที่ให้สิทธิหรืออำนาจจำเลยคืนที่ดินที่เวนคืนไปแล้วไม่ได้ใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ของการเวนคืนแก่โจทก์ทั้งสี่ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินเดิม
และเรียกเงินค่าทดแทนที่ดินที่จ่ายไปคืนจากโจทก์ทั้งสี่
หรือขอหักลบกันกับเงินค่าทดแทนที่ดินที่ศาลพิพากษาให้จำเลยชำระเพิ่มขึ้นแก่โจทก์ทั้งสี่
จึงไม่มีเหตุที่จำเลยจะขอให้งดการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 293
คำพิพากษาที่ 1489/2543
ป.อ. มาตรา 83, 86, 276
จำเลยทั้งสามกับพวกได้ร่วมกันพาผู้เสียหายไปที่บ้านเกิดเหตุเพื่อกระทำชำเราจำเลยที่
3 กระทำชำเราผู้เสียหายโดยผู้เสียหายยินยอม
จึงไม่มีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา แต่เมื่อจำเลยที่ 3 ออกไปจากห้องแล้วปล่อยให้จำเลยที่
1 ที่ 2และพวกอีก2 คน ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเข้าไปข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายในห้องทีละคนโดยจำเลยที่
3 มิได้ขัดขวางหรือห้ามปรามแต่อย่างใดถือว่าเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่
1 ที่ 2 และพวกอีก 2 คน
ก่อนหรือขณะกระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราในลักษณะเป็นการโทรมหญิงจำเลยที่ 3
จึงมีความผิดเป็นผู้สนับสนุนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9988/2553
การที่จำเลยที่ 4 ช่วยขับรถจักรยานยนต์พาจำเลยอื่นไปไหนมาไหนด้วยกันตลอดจนกระทั่งมีการปรึกษาปล้นทรัพย์รถแท็กซี่ซึ่งจำเลยที่ 4 ก็ตกลงด้วย และรับว่าจะทำหน้าที่ขับรถจักรยานยนต์ติดตามไปรับเมื่อปล้นทรัพย์เสร็จ เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ขึ้นรถแท็กซี่ไปเพื่อปล้นทรัพย์ จำเลยที่ 4 ก็ขับรถจักรยานยนต์ตามไปถือว่าเป็นการสนับสนุนการกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ของจำเลยอื่นแล้ว ส่วนการที่จำเลยที่ 4 ขับรถจักรยานยนต์ล้มและจำเลยอื่นกระทำผิดแผนที่ปล้นทรัพย์เพราะผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสจึงไม่อยู่รอจำเลยที่ 4 โดยวิ่งหลบหนีไปก่อนก็ไม่ทำให้จำเลยที่ 4 พ้นความรับผิดไปได้เพียงแต่ไม่เป็นความผิดฐานร่วมกับจำเลยอื่นปล้นทรัพย์เท่านั้น คงมีความผิดฐานสนับสนุนการปล้นทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3
ขอบพระคุณอย่างสูงสำหรับที่มา : ทบทวนหลักกฎหมายกับ อาจารย์ประยุทธ
________________________________________________________________________________________
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
...ท่านเคยมีปัญหาเหล่านี้หรือไม่ ?
- เพิ่งจบปริญญาตรี ไม่รู้จะเริ่มต้นกับการเรียนเนติอย่างไร
- สอบมาหลายครั้งแล้วไม่ผ่านซักที 47 , 48 , 49 คะแนนอยู่นี่หลายครั้งแล้ว เมื่อไหร่จะถึง 50 คะแนนซักที
- อยู่ต่างจังหวัด ทำงานประจำไม่มีเวลาไปนั่งเรียนที่เนติฯ
- สมัครติวเนติทางไปรษณีย์ กว่าจดหมายจะมาถึงก็ไม่ทันสอบ
- สมัครรับจองคำบรรยายเนติทางไปรษณีย์ กว่าจดหมายจะมาถึงก็ไม่ทันสอบ
- เดินทางไปเรียนหรือไปติวรถก็ติด...กลับมาก็เหนื่อย
- อยู่ต่างจังหวัดอยากมาเรียนที่ กทม. หรือมาติว...แต่ไม่สามารถมาเรียนหรือมาติวได้เพราะไกลและสถาบันติวก็อยู่หน้ารามกันหมด
....ปัญหาเหล่านี้จะหมดไป....
...................................................................................................................................................
ขอแนะนำ !!
รวมคำบรรยายเนติฯ (ภาคปกติ /ภาคค่ำ/ภาคทบทวนวันอาทิตย์) ภาค 1/65 และ 2/65
- กลุ่มวิชากฎหมายแพ่งและอาญา (ไฟล์เสียงคำบรรยายภาคปกติ, ภาคค่ำ และภาคทบทวนวันอาทิตย์
พร้อมเอกสาร สรุปคำบรรยายเนติฯ 1/65 + เอกสารประกอบคำบรรยาย1/65 + บทบรรณาธิการ 1/63, 1/64 และ 1/65 + ธงคำตอบกลุ่มวิชากฎหมายแพ่งและอาญา (สมัยที่ 56-64) พร้อม !! เคล็ดลับการอ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบเนติฯ + ระเบียบการเรียนเนติฯ +เทคนิคและแนวการเขียนข้อสอบ, การเตรียมพร้อมสอบเนติฯ/ผู้ช่วยฯ/อัยการ
ราคาพิเศษ 350.00 บาท (DVD 4 แผ่น) (ส่ง EMS ฟรี !!)
- กลุ่มวิชากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและวิธีพิจารณาความอาญา (ไฟล์เสียงคำบรรยายภาคปกติ, ภาคค่ำ และภาคทบทวนวันอาทิตย์)
พร้อมเอกสาร สรุปคำบรรยายเนติฯ 2/65 + เอกสารประกอบคำบรรยาย 2/65 + บทบรรณาธิการ 2/63, 2/64 และ 2/65 + ธงคำตอบกลุ่มวิชากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและวิธีพิจารณาความอาญา (สมัยที่ 56-64) พร้อม !! เคล็ดลับการอ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบเนติฯ + ระเบียบการเรียนเนติฯ +เทคนิคและแนวการเขียนข้อสอบ, การเตรียมพร้อมสอบเนติฯ/ผู้ช่วยฯ/อัยการ
ราคาพิเศษ 350.00 บาท (DVD 4 แผ่น) (ส่ง EMS ฟรี !!)
หมายเหตุ : สั่งซื้อทั้ง 2 ภาค ราคาพิเศษ 650 บาท (ส่ง EMS ฟรี) แถมฟรี !!สมุดบันทึก + CD แบบร่างสัญญามากกว่า 400 แบบ (file word) + แบบฟอร์มศาล, แบบฟอร์มเอกสารงานบุคคล,เอกสารงานบัญชีและภาษี
สนใจติดต่อ ตุ้ย มือถือ 085-801-0725, E-mail : siripit...@gmail.com
ไม่เก่ง..แต่พยายาม เจ๋ง ! กว่า เก่ง....แต่ขี้เกียจ
ขอให้โชคดีและประสบความสำเร็จกันทุกคนนะคับ....