....ผู้สนับสนุนมีเจตนาเพียงแต่จะสนับสนุนในการทำร้าย แต่ผู้ลงมือกระทำเกินขอบเขตของเจตนาในการสนับสนุน ผู้สนับสนุนต้องรับผิดเพียงใด...?

477 views
Skip to first unread message

arunarun chitt

unread,
Aug 6, 2013, 9:29:46 PM8/6/13
to law...@googlegroups.com

....ผู้สนับสนุนมีเจตนาเพียงแต่จะสนับสนุนในการทำร้าย แต่ผู้ลงมือกระทำเกินขอบเขตของเจตนาในการสนับสนุน ผู้สนับสนุนต้องรับผิดเพียงใด...?


     ศึกษาวิเคราะห์จากคำพิพากษาฎีกาที่ 6654/2554
     ข้อเท็จจริง
     1. ผู้เสียหายกับจำเลยที่ 2 มีบ้านเป็นทาวน์เฮ้าส์อยู่ติดกันอันเป็นสถานที่เกิดเหตุคดีนี้ วันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 กับพวกไปที่บ้านของจำเลยที่ 2 ส่วนผู้เสียหายกับพวกดื่มสุรากันที่ทำงานของผู้เสียหายก่อนที่ผู้เสียหายจะกลับบ้าน โดยมีพวกของผู้เสียหายตามไปเพื่อจะรับผู้เสียหายไปตกปลา ต่อมาจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธมีดฟันผู้เสียหายหลายครั้ง
     2. อัยการโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตาม ป.อ. มาตรา 83, 80, 288 ...... ซึ่งจำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกัน ส่วนจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ให้การปฏิเสธ เมื่อสืบพยานโจทก์และจำเลยเสร็จแล้ว ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 จำเลยที่ 2 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 86, 391 เรียงกระทงลงโทษ ตาม ป.อ. มาตรา 91 และจำเลยที่ 3 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 391 ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 10 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุนให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานพยายามฆ่า มีกำหนด 6 ปี 8 เดือน และฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจำคุก 1 เดือน รวมจำคุก 6 ปี 9 เดือน และจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 1 เดือน 
     3. โจทก์และจำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 295 ประกอบมาตรา 83 จำคุก 6 เดือน ข้อหาอื่นสำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
     4. โจทก์และจำเลยที่ 1 กับที่ 2 ยื่นฎีกา ซึ่งคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกามีประเด็นดังต่อไปนี้
     4.1 ประเด็นแรก การที่จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธมีดฟันผู้เสียหายหลายครั้ง เป็นการกระทำความผิดฐานใด ซึ่งศาลฎีกาพิจารณาประเด็นนี้แล้ว วินิจฉัยว่า ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายมีปากเสียงกับ ว. เรื่อง ว. ใช้น้ำประปากับไฟฟ้าที่ต่อจากบ้านของผู้เสียหายแล้วจำเลยที่ 2 ร้องเฮ้ยเอาเลยพร้อมส่งมีดสปาต้าให้จำเลยที่ 1 เข้ามาฟันผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้สนับสนุนการกระทำของจำเลยที่ 1 การที่จำเลยที่ 1 ใช้มีสปาต้าอันเป็นอาวุธมีดขนาดใหญ่ฟันผู้เสียหายหลายครั้งที่ไหล่ ที่คอ แสดงว่ามีเจตนาเลือกทำร้ายผู้เสียหายด้วยอาวุธมีดขนาดใหญ่ จงใจมุ่งหมายใช้อาวุธมีดฟันคออันเป็นอวัยวะสำคัญของร่างกาย หากผู้เสียหายไม่ยกแขนขึ้นรับจนได้รับอันตรายแก่กาย ผู้เสียหายก็อาจต้องคมมีดถึงแก่ความตายได้ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงแสดงว่ามีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย เป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น
    4.2 ศาลฎีกาได้พิจารณาประเด็นปัญหาต่อไปว่า การที่จำเลยที่ 2 ส่งอาวุธมีดให้จำเลยที่ 1 โดยอ้างว่าเพื่อเจตนาเพียงทำร้ายร่างกาย จำเลยที่ 2 จะเป็นผู้สนับสนุนการกระทำโดยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 2 ส่งอาวุธมีดให้จำเลยที่ 1 เข้าไปฟันผู้เสียหายนั้น จำเลยที่ 2 ทราบแล้วว่ามีดที่ส่งให้จำเลยที่ 1 เป็นมีดขนาดใหญ่ ทำร้ายบุคคลถึงตายได้ ทั้งเป็นการส่งมีดให้ในขณะที่จำเลยที่ 1 พร้อมจะไปเข้าฟันผู้เสียหายในทันที ผลของการใช้มีดขนาดใหญ่เข้าไปมุ่งหมายฟันผู้อื่นเช่นนี้ ย่อมคาดหมายและเล็งเห็นได้ว่าจะเป็นการฟันจนผู้อื่นถึงแก่ความตายได้ การกระทำของจำเลยที่ 1 แม้หากจะเกินขอบเขตเจตนาของจำเลยที่ 2 โดยเข้าไปฟันผู้เสียหายด้วยเจตนาฆ่า แต่โดยพฤติการณ์ที่ปรากฏจำเลยที่ 2 ย่อมอาจเล็งเห็นได้ว่า จำเลยที่ 1 จะใช้อาวุธมีขนาดใหญ่นั้น ฟันมุ่งหมายเอาชีวิตของผู้เสียหาย จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมรับผิด ในการกระทำของจำเลยที่ 1 ที่กระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายด้วย
     หมายเหตุ
     1. คำพิพากษาฎีกา 6654/2554 มีข้อเท็จจริงในประเด็นส่งมีดคล้ายคลึงกับฎีกาที่ 625/2543 
      คำพิพากษาที่ 625/2543 
      ป.อ. มาตรา 80, 86, 288
      จำเลยที่ 2 เป็นคนส่งมีดพร้าให้จำเลยที่ 1 ฟันทำร้ายพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งหลังจากจำเลยที่ 2 ส่งมีดพร้าให้จำเลยที่ 1 แล้วก็ไม่ได้ทำอะไรอีกเลยแม้ว่าตอนที่จำเลยที่ 1 วิ่งตามผู้เสียหายที่ 2 ไปนั้นจำเลยที่ 2 ได้วิ่งตามไปด้วยก็ดี หรือขณะที่ผู้เสียหายที่ 1 จะเข้าช่วยเหลือผู้เสียหายที่ 2 จำเลยที่ 2 ก็ได้พูดห้ามปรามว่า อย่ารุมก็ดี ยังไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ตั้งใจจะร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 เนื่องจากขณะที่ผู้เสียหายที่ 1 ใช้ไม้ตีมือจำเลยที่ 1 จนอาวุธปืนสั้นหลุดจากมือ จำเลยที่ 2 ก็มิได้ใช้มีดพร้าฟันผู้เสียหายที่ 1 หรือผู้เสียหายที่ 2 เสียเอง อันพอจะเป็นการแสดงให้เห็นได้ว่าตั้งใจจะเข้าช่วยเหลือในลักษณะเข้ารุมทำร้ายผู้เสียหายที่ 2 ตามสภาพอาวุธของตนที่มีอยู่ ฉะนั้นการที่จำเลยที่ 2 เพียงแต่ส่งมีดพร้าให้จำเลยที่ 1 โดยมิได้เข้าร่วมใช้มีดพร้าฟันทำร้ายผู้เสียหายที่ 2 เสียเอง จึงถือไม่ได้ว่ามีเจตนา เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิดดังกล่าว แต่มีลักษณะเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 2 ในการกระทำผิดก่อนกระทำความผิด อีกทั้งการที่จำเลยที่ 1 ทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 ในตอนแรก จำเลยที่ 2 ยังมิได้ดำเนินการอะไรให้เห็นว่ามีเจตนาที่จะร่วมทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 ส่วนการที่จำเลยที่ 1 ถืออาวุธปืนสั้นมายังที่ เกิดเหตุโดยจำเลยที่ 2 ถือมีดพร้ามาด้วยนั้น พฤติการณ์พอถือได้ว่าต่างคนต่างเจตนาจะครอบครองอาวุธของตนเอง โดยลำพัง เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่มีเจตนาจะร่วมกันกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จึงมิได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 มีและ พาอาวุธปืนดังกล่าวทำร้ายผู้เสียหายที่ 1 และพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 1 การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นเพียงผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหาย
     2. องค์ประกอบในการกระทำฐานเป็นผู้สนับสนุนตาม ป.อ. มาตรา 86 ประกอบไปด้วย
     2.1 ต้องมีผู้กระทำความผิดเกิดขึ้น
     2.2 ผู้สนับสนุนกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิด
     2.3 ผู้สนับสนุนมีเจตนาช่วยเหลือ
     2.4 ผู้สนับสนุนมีเจตนาช่วยผู้กระทำก่อนหรือขณะกระทำความผิด
     2.5 ไม่ว่าผู้กระทำความผิดจะได้รู้หรือไม่รู้ถึงการช่วยเหลือก็ตาม
     3. ให้พิจารณาศึกษาเปรียบเทียบจากฎีกาต่อไปนี้
     คำพิพากษาที่ 757/2528 
     ป.อ. มาตรา 86, 340
     จำเลยเป็นบุตรของผู้เสียหายอันเกิดจากภรรยาคนเดิม เคยอาศัย อยู่ที่บ้านผู้เสียหายจำเลยรู้ว่าพวกคนร้ายจะทำการปล้นทรัพย์ จำเลยได้ผูกสุนัขดุไว้และพาพวกคนร้ายเข้าไปในบ้านผู้เสียหายเป็นการ ช่วยเหลือและให้ความสะดวกแก่คนร้ายในการปล้นทรัพย์จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำผิดปล้นทรัพย์
     คำพิพากษาที่ 4086/2536 
     ป.อ. มาตรา 56, 83, 86
     พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 48, 53 ตรี, 73, 73 ทวิ
     การที่จำเลยทั้งสองรู้อยู่แล้วว่าโรงงานแปรรูปไม้ที่จำเลยทั้งสองทำงานอยู่เป็นโรงงานที่ไม่ได้รับอนุญาต และไม้สักแปรรูปที่ใช้ทำเครื่องประดิษฐ์เป็นไม้แปรรูปที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายแต่จำเลยทั้งสองยังยินยอมทำงานเป็นลูกจ้างของเจ้าของโรงงานเช่นนี้ถือได้ว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าของโรงงานกระทำความผิดต่อกฎหมาย
     คำพิพากษาที่ 2073/2537 
     ป.อ. มาตรา 86, 276 วรรคแรก
     จำเลยที่ 1 ร่วมประเวณีกับผู้เสียหายโดยผู้เสียหายยินยอมจึงไม่เป็นความผิด แต่จำเลยทั้งสองได้สมคบร่วมคิดกันมาก่อนว่าจะให้จำเลยที่ 2 ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย และการที่จำเลยที่ 1ร่วมประเวณีกับผู้เสียหายก่อนเมื่อเสร็จแล้วก็ออกจากห้องไปเปิดประตูไว้ให้จำเลยที่ 2 เข้าไปข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายย่อมเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 2 ในการกระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 2 ในการกระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย
     คำพิพากษาที่ 6443/2545 
     ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย
     ป.อ. มาตรา 86, 302, 303
     จำเลยที่ 1 และที่ 2 พาผู้เสียหายขึ้นรถกระบะจากบ้านพักผู้เสียหายไปให้หญิงไม่ทราบชื่อกับพวกอีก 2 คน ทำให้ผู้เสียหายแท้งลูกโดยผู้เสียหายยินยอม ซึ่งในระหว่างการทำแท้งนั้น จำเลยที่ 1 นั่งขวางประตูบ้านอยู่ด้วย พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2จึงเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกก่อนหรือขณะกระทำความผิดในการที่ผู้อื่นทำแท้งผู้เสียหาย จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดดังกล่าวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 302 วรรคแรก ประกอบมาตรา 86ซึ่งแม้โจทก์จะขอให้ลงโทษตามมาตรา 303 โดยมิได้ขอให้ลงโทษตามมาตรา 302ก็ตาม ศาลก็ย่อมลงโทษได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192วรรคท้าย เพราะการทำให้หญิงแท้งลูกไม่ว่าหญิงนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็เป็นความผิดทั้งนั้น หากแต่กำหนดโทษจะหนักเบาต่างกัน
     คำพิพากษาที่ 382/2512 
     ป.อ. มาตรา 83, 84, 86 
     จำเลยที่ 1 ทะเลาะกับผู้ตายอยู่ริมรั้ว จำเลยที่ 2 ถือมีดพร้าวิ่งลงจากบ้านพร้อมกับร้องว่าฟันให้ตาย ๆ การแสดงออกด้วยกิริยาและคำพูดของจำเลยที่ 2 ส่อแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 มีเจตนาจะฆ่าผู้ตาย ฉะนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 คว้ามีดพร้าจากมือจำเลยที่ 2 แหวกรั้วเข้าไปฟันผู้ตายถึงแก่ความตาย จึงเป็นการกระทำที่สมเจตนาของจำเลยที่ 2 เมื่อจำเลยที่ 1 ฟันผู้ตายแล้ว ได้โยนมีดพร้าข้ามรั้วมาให้จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ก็เป็นผู้พามีดพร้าวิ่งหนีไป การกระทำของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวแล้วจึงถือได้ว่าเป็นการร่วมมือกับจำเลยที่ 1ฆ่าผู้ตาย จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานเป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 
จำเลยที่ 3 ได้วิ่งมาและพูดยุยงให้จำเลยที่ 1 ฟันผู้ตายให้ตาย หลังจากจำเลยที่ 1 ลงมือทำร้ายผู้ตายได้1 แผล จึงเห็นได้ว่าจำเลยที่ 3 มิได้เป็นผู้ก่อให้จำเลยที่ 1 กระทำผิด เพราะจำเลยที่ 1 ได้เริ่มลงมือกระทำผิดไปแล้ว คำยุยงของจำเลยที่ 3 จึงเป็นเพียงสนับสนุนเร้าใจให้จำเลยที่ 1 มุ่งกระทำร้ายต่อผู้ตายให้ถึงตายหนักแน่นยิ่งขึ้นเท่านั้น การกระทำของจำเลยที่ 3 จึงฟังได้เพียงว่าเป็นการสนับสนุนให้จำเลยที่ 1กระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 
     ประชุมใหญ่ครั้งที่ 6-7 /2512
     คำพิพากษาที่ 2241/2532 
     ป.อ. มาตรา 59, 83, 86, 288
     จำเลยที่ 1 กับผู้ตายเคยมีเรื่องทะเลาะวิวาทกันมาก่อนวันเกิดเหตุจำเลยทั้งสองพบกับผู้ตายและ ว. โดยบังเอิญ จำเลยที่ 1 ใช้ ท่อนไม้ไล่ตีผู้ตาย จำเลยที่ 2 ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้ตายไม่ได้ร่วมไล่ตีด้วย แต่เมื่อ ว. หยิบไมผู้ตายจำเลยที่ 2 หยิบไม้คานมาถือ และห้ามไม่ให้ ว. ไปช่วย ผู้ตายจึงเป็นการให้ความช่วยเหลือและให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 1 ในการกระทำผิด จำเลยที่ 2 หามีเจตนาร่วมกระทำผิดด้วยไม่ เมื่อผู้ตายถูกจำเลยที่ 1 ตีตาย จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ประกอบด้วยมาตรา 86
     คำพิพากษาที่ 16/2544 
     ป.วิ.อ. มาตรา 43
     ป.อ. มาตรา 33 (1), 80, 83, 86, 335 (7 (1) วรรคสอง, 336 ทวิ
     จำเลยที่ 2 และที่ 3 นำสายไฟฟ้าเก่าของผู้เสียหายที่วางอยู่ตามพื้นในโรงงานมาวางบนเหล็กร้อน ทำให้เปลือกสายไฟฟ้าไหม้ละลายหมดเหลือแต่ลวดทองแดงที่เป็นซากของสายไฟฟ้าเพื่อความสะดวกในการเอาทรัพย์นั้นไปขายก็มิใช่แปรสภาพไปเป็นของอื่น ถือว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เริ่มลงมือกระทำความผิดฐานลักทรัพย์นับแต่ที่นำสายไฟฟ้าไปวางบนเหล็กร้อนและเป็นความผิดต่อเนื่องกันมาจนกระทั่งขนย้ายลวดทองแดงออกจากโรงงานไปขึ้นรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 1 ที่นอกรั้วโรงงาน แต่จำเลยที่ 1 รออยู่ห่างจากจุดที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 โยนทรัพย์ออกมาประมาณ 100 เมตร ไม่อาจช่วยเหลือกันได้ทันท่วงที ไม่ใช่แบ่งหน้าที่กันทำในส่วนที่เป็นการกระทำความผิด จำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดฐานเป็นตัวการ คงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เท่านั้น 
การที่จำเลยทั้งสามคบคิดกันลักลวดทองแดงของผู้เสียหายซึ่งเป็นนายจ้างโดยให้จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์มารออยู่ใกล้โรงงานเพื่อบรรทุกทรัพย์ไปย่อมเล็งเห็นเจตนาได้ว่า ประสงค์จะใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อการพาทรัพย์นั้นไป จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงมีความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์นายจ้างในเวลากลางคืนโดยใช้ยานพาหนะตาม ป.อ. มาตรา 336 ทวิ ส่วนจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการลักทรัพย์ดังกล่าว 
สายไฟฟ้าของผู้เสียหายที่ถูกจำเลยลักนำไปเผาลอกเอาเปลือกออกยังคงเหลือซากที่เป็นลวดทองแดงอยู่ มิได้ถูกทำลายสูญหายไปทั้งหมดหรือแปรสภาพไปเป็นของอื่น เมื่อผู้เสียหายได้รับลวดทองแดงคืนแล้ว พนักงานอัยการโจทก์จะขอให้คืนหรือใช้ราคาเต็มของสายไฟฟ้าแก่ผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 อีกไม่ได้ แม้ผู้เสียหายจะได้รับความเสียหายอันเกิดจากการกระทำความผิดของจำเลยเนื่องจากนำสายไฟฟ้าไปใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์เดิมไม่ได้ ก็เป็นเรื่องที่ผู้เสียหายจะต้องไปว่ากล่าวเรียกค่าเสียหายจากจำเลยเอาเองเป็นคดีใหม่ 
จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์มารออยู่ใกล้ที่เกิดเหตุเพื่อจะใช้เป็นพาหนะบรรทุกลวดทองแดงที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ลักไป จำเลยที่ 1 ไม่ได้ใช้รถจักรยานยนต์เป็นเครื่องมือหรือส่วนหนึ่งในการลักทรัพย์โดยตรง จึงถือไม่ได้ว่ารถจักรยานยนต์เป็นทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิดอันจะพึงริบ ตาม ป.อ. มาตรา 33 (1)
     คำพิพากษาที่ 3985/2530 
     ป.วิ.อ. มาตรา 213, 225
     ป.อ. มาตรา 83, 86, 335, 336 ทวิ
     จำเลยที่ 2 ขับรถสามล้อเครื่องพาจำเลยที่ 1 มายังที่เกิดเหตุขณะที่จำเลยที่ 1 กำลังลักทรัพย์ในร้านผู้เสียหาย จำเลยที่ 2 จอดรถอยู่บริเวณหน้าร้านผู้เสียหายห่างประมาณ 6-7 เมตรและนั่งอยู่เฉย ๆ ข้างรถสามล้อเครื่อง มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการเอาทรัพย์ผู้เสียหายไป มิได้คอยดูต้นทางให้จำเลยที่ 1หรือให้ความร่วมมือโดยใกล้ชิดกับการที่จำเลยที่ 1 ลักทรัพย์ของผู้เสียหาย จำเลยที่ 2 เพียงแต่รอคอยอยู่เพื่อจะขับรถพาจำเลยที่ 1 ออกไปจากที่เกิดเหตุ ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้กระทำการอันเป็นการช่วยเหลือจำเลยที่ 1ก่อนและขณะกระทำผิด จำเลยที่ 2 จึงไม่เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานลักทรัพย์ แต่เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด 
จำเลยที่ 2 เพียงแต่ขับรถสามล้อเครื่องมาส่งจำเลยที่ 1 ไม่ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ลักทรัพย์ผู้เสียหาย ไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ใช้รถสามล้อเครื่องดังกล่าวเพื่อความสะดวกในการลักทรัพย์ พาทรัพย์ไป หรือเพื่อให้พ้นจากการจับกุมจำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 ทวิคงมีความผิดตามมาตรา 335 วรรคสามเท่านั้น และเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ที่มิได้อุทธรณ์ด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 213ประกอบด้วยมาตรา 225.
     คำพิพากษาที่ 764/2545 
     ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5), 185
     พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 มาตรา 66
     รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ.2475 มาตรา 241
     การที่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 5 เม็ด น้ำหนักรวม 0.43 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว จำนวน 2 เม็ด ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อในราคา 200 บาท อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายนั้น เป็นการบรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดต่าง ๆ ตามมาตรา 158(5) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว ส่วนการที่เมทแอมเฟตามีนของกลางที่เป็นสารบริสุทธิ์จะมีน้ำหนักเท่าใดนั้น เป็นเรื่องที่จะนำสืบในชั้นพิจารณาเพื่อประกอบดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลเท่านั้น
แม้ในชั้นสอบสวนจำเลยจะมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฯ มาตรา 241 ที่ให้ผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำตนได้ก็ตาม แต่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงเลยว่าในชั้นสอบสวนจำเลยได้แสดงความประสงค์ ต่อพนักงานสอบสวนว่าต้องการทนายความหรือผู้ใดเข้าฟังการสอบปากคำแล้วพนักงานสอบสวนไม่ดำเนินการให้ ทั้งไม่มีกฎหมายใดบังคับให้พนักงานสอบสวนต้องแจ้งสิทธิดังกล่าวให้ผู้ต้องหาทราบก่อนทำการสอบสวน ดังนั้น การที่พนักงานสอบสวนไม่ระบุแจ้งสิทธินั้นให้จำเลยทราบในบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเสียก่อนทำการสอบปากคำ ก็ไม่ทำให้การสอบสวนไม่ชอบแต่อย่างใด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง
     4. การช่วยเหลือผู้กระทำผิดภายหลังเกิดการกระทำผิดแล้ว จะไม่ใช่เป็นผู้สนับสนุนตามป.อ.มาตรา86 ให้พิจารณาศึกษาจากฎีกาต่อไปนี้
     คำพิพากษาที่ 3153/2531 
     ป.อ. มาตรา 86, 288
     น. ฟังผู้ตายแล้ววิ่งหนีไปทางทิศตะวันออก ผู้เสียหายจึงเข้าไปประคองผู้ตาย จำเลยซึ่งยืนอยู่ห่างเพียง 5 วาได้ถือมีดเข้ามาฟันผู้เสียหายและห้ามมิให้ผู้ใดนำคนเจ็บส่งโรงพยาบาลการกระทำของจำเลยมิใช่การช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกก่อนหรือขณะที่ น. ฟันผู้ตาย จำเลยไม่มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนในการที่ น. ฆ่าผู้ตาย
     คำพิพากษาที่ 762/2536 
     ป.วิ.อ. มาตรา 227
     ป.อ. มาตรา 86
     โจทก์ไม่มีพยานอื่นมาสืบสนับสนุนให้เห็นว่า จำเลยที่ 6ได้สนับสนุนจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ปล้นทรัพย์อย่างไร คงมีแต่บันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 6 ว่าก่อนเกิดเหตุจำเลยทั้งหกได้ร่วมกันวางแผนที่จะปล้นทรัพย์ผู้เสียหาย คำให้การของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ที่ให้การถึงจำเลยที่ 6 เป็นคำซัดทอดผู้ต้องหาด้วยกันเอง ลำพังเพียงคำให้การชั้นสอบสวนจึงมีน้ำหนักน้อยไม่สามารถฟังลงโทษจำเลยที่ 6 ได้ หลังวันเกิดเหตุแล้ว จำเลยที่ 6 ช่วยพาจำเลยที่ 1 ไปขายอาวุธปืนที่จำเลยที่ 1 ได้มาจากการปล้นทรัพย์ ไม่เป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิด จำเลยที่ 6 ไม่มีความผิดฐานสนับสนุนผู้อื่นกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์
     คำพิพากษาที่ 478/2546 
     ป.วิ.พ. มาตรา 293
     พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 6, 11, 13
     ที่ดินของโจทก์ทั้งสี่เนื้อที่ 165 ตารางวา อยู่ในบริเวณที่ที่จะเวนคืนเพื่อสร้างทางพิเศษตามพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามมาตรา 6 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 และคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ ได้กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสี่ ซึ่งจำเลยได้นำเงินค่าทดแทนที่ดินดังกล่าวไปวางโดยฝากธนาคารออมสินไว้และแจ้งให้โจทก์ทั้งสี่ทราบแล้ว กรณีเช่นนี้ตามมาตรา 11 วรรคสอง ประกอบมาตรา 13 วรรคสองและวรรคท้าย ให้ถือว่าได้มีการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินของโจทก์ทั้งสี่เนื้อที่ 165 ตารางวา เป็นของจำเลยแล้วตั้งแต่วันที่วางเงินค่าทดแทนที่ดินดังกล่าว แม้ภายหลังจะมีการออกพระราชกฤษฎีกาตามมาตรา 6 อีกฉบับ และคณะรัฐมนตรี มีมติให้ปรับเปลี่ยนแนวเขตทางพิเศษใหม่ เป็นเหตุให้ที่ดินดังกล่าวอยู่ในแนวเขตทางพิเศษที่เปลี่ยนแปลงใหม่นี้เพียง 42 ตารางวา ลดลงจากเดิม 123 ตารางวา ตามคำร้องขอให้งดการบังคับคดีของจำเลยก็ตาม ก็ไม่เป็นเหตุให้ที่ดินเนื้อที่123 ตารางวา ที่ไม่ได้อยู่ในแนวเขตทางพิเศษใหม่ดังกล่าว ซึ่งตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยโดยสมบูรณ์แล้ว กลับคืนมาเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสี่ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินเดิมอีก และไม่มีกฎหมายใดที่ให้สิทธิหรืออำนาจจำเลยคืนที่ดินที่เวนคืนไปแล้วไม่ได้ใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ของการเวนคืนแก่โจทก์ทั้งสี่ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินเดิม และเรียกเงินค่าทดแทนที่ดินที่จ่ายไปคืนจากโจทก์ทั้งสี่ หรือขอหักลบกันกับเงินค่าทดแทนที่ดินที่ศาลพิพากษาให้จำเลยชำระเพิ่มขึ้นแก่โจทก์ทั้งสี่ จึงไม่มีเหตุที่จำเลยจะขอให้งดการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 293
     คำพิพากษาที่ 1489/2543 
     ป.อ. มาตรา 83, 86, 276
     จำเลยทั้งสามกับพวกได้ร่วมกันพาผู้เสียหายไปที่บ้านเกิดเหตุเพื่อกระทำชำเราจำเลยที่ 3 กระทำชำเราผู้เสียหายโดยผู้เสียหายยินยอม จึงไม่มีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา แต่เมื่อจำเลยที่ 3 ออกไปจากห้องแล้วปล่อยให้จำเลยที่ 1 ที่ 2และพวกอีก2 คน ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเข้าไปข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายในห้องทีละคนโดยจำเลยที่ 3 มิได้ขัดขวางหรือห้ามปรามแต่อย่างใดถือว่าเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และพวกอีก 2 คน ก่อนหรือขณะกระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราในลักษณะเป็นการโทรมหญิงจำเลยที่ 3 จึงมีความผิดเป็นผู้สนับสนุนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86
     คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9988/2553

     การที่จำเลยที่ 4 ช่วยขับรถจักรยานยนต์พาจำเลยอื่นไปไหนมาไหนด้วยกันตลอดจนกระทั่งมีการปรึกษาปล้นทรัพย์รถแท็กซี่ซึ่งจำเลยที่ 4 ก็ตกลงด้วย และรับว่าจะทำหน้าที่ขับรถจักรยานยนต์ติดตามไปรับเมื่อปล้นทรัพย์เสร็จ เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ขึ้นรถแท็กซี่ไปเพื่อปล้นทรัพย์ จำเลยที่ 4 ก็ขับรถจักรยานยนต์ตามไปถือว่าเป็นการสนับสนุนการกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ของจำเลยอื่นแล้ว ส่วนการที่จำเลยที่ 4 ขับรถจักรยานยนต์ล้มและจำเลยอื่นกระทำผิดแผนที่ปล้นทรัพย์เพราะผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสจึงไม่อยู่รอจำเลยที่ 4 โดยวิ่งหลบหนีไปก่อนก็ไม่ทำให้จำเลยที่ 4 พ้นความรับผิดไปได้เพียงแต่ไม่เป็นความผิดฐานร่วมกับจำเลยอื่นปล้นทรัพย์เท่านั้น คงมีความผิดฐานสนับสนุนการปล้นทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 


                                                                                                   ขอบพระคุณอย่างสูงสำหรับที่มา :  ทบทวนหลักกฎหมายกับ อาจารย์ประยุทธ

________________________________________________________________________________________

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


     ...ท่านเคยมีปัญหาเหล่านี้หรืไม่ ? 


      - เพิ่งจบปริญญาตรี ไม่รู้จะเริ่มต้นกับการเรียนเนติอย่างไร
      - 
สอบมาหลายครั้งแล้วไม่ผ่านซัที 47 , 48 , 49 คะแนนอยู่นี่หลายครั้งแล้ว เมื่อไหร่จะถึง 50 คะแนนซักที
      - 
อยู่ต่างจังหวัด ทำงานประจำไม่มีเวลาไปนั่งเรียนที่เนติฯ 
      - 
สมัครติวเนติทางไปรษณีย์ กว่าจดหมายจะมาถึงก็ไม่ทันสอบ
      - 
สมัครรับจองคำบรรยายเนติทางไปรษณีย์ 
กว่าจดหมายจะมาถึงก็ไม่ันสอบ
      - เดินทางไปเรียนหรือไปติวรถก็ด...กลับมาก็เหนื่อย
      - 
อยู่ต่างจังหวัดอยากมาเรียนที่ กทม. หรือมาติว...แต่ไม่สามารถมาเรีนหรือมาติวได้เพราะไกลและสถาบัติวก็อยู่หน้ารามกันหมด


      ....ปัญหาเหล่านี้จะหมดไป....

   ...................................................................................................................................................

ขอแนะนำ !!

รวมคำบรรยายเนติฯ (ภาคปกติ /ภาคค่ำ/ภาคทบทวนวันอาทิตย์) ภา 1/65 และ 2/65

 - กลุ่มวิชากฎหมายแพ่งและอาญา (ไฟล์เสียงคำบรรยายภาคปกติ, ภาคค่ำ และภาคทบทวนวันอาทิตย์

  พร้อมเอกสาร สรุปคำบรรยายเนติ 1/65 + เอกสารประกอบคำบรรยาย1/65 + ทบรรณาธิการ 1/63, 1/64 และ 1/65 + ธงคำตอบกลุ่มวิชากฎหมายแพ่งและอาญา (สมัยที่ 56-64) พร้อม !! เคล็ดลัการอ่านหนังสือเพื่เตรียมสอบเนติฯ + ระเบียบการเรีนเนติฯ +เทคนิคและแนวการเขียนขอสอบการเตรียมพร้อมสอบเนติฯ/ู้ช่วยฯ/อัยกา

  ราคาพิเศษ 350.00 บา  (DVD 4 แผ่น) (ส่ง EMS ฟรี !!) 

 - กลุ่มวิชากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและวิธีพิจารณาความอาญา (ไฟล์เสียงคำบรรยายภาคปกติ, ภาคค่ำ และภาคทบทวนวันอาทิตย์) 

  พร้อมเอกสาร สรุปคำบรรยายเนติ 2/65 + เอกสารประกอบคำบรรยาย 2/65 + บทบรรณาธิการ 2/63, 2/64 และ 2/65 + ธงคำตอบกลุ่มวิชากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและวิธีพิจารณาความอาญา (สมัยที่ 56-64) พร้อม !! เคล็ดลัการอ่านหนังสือเพื่เตรียมสอบเนติฯ + ระเบียบการเรียนเนติฯ +เทคนิคและแนวการเขียนข้อสอบการเตรียมพร้อมสอบเนติฯ/ผู้ช่วยฯ/อัยกา

  ราคาพิเศษ 350.00 บาท  (DVD 4 แผ่น) (ส่ง EMS ฟรี !!) 

  หมายเหตุ  : สั่งซื้อทั้ง 2 าค าคาพิเศษ 650 บาท (ส่ง EMS ฟรี) แถมฟรี !!สมุดบันทึก + CD แบบร่างสัญญามากกว่า 400 แบบ (file word) + แบบฟอร์มศาลแบบฟอร์มเอกสารงานบุคคล,เอกสารงานบัญชีและภาษี 

  สนใจติดต่อ ตุ้ย มือถือ 085-801-0725,  E-mail : siripit...@gmail.com

                                                                                                                                                 

                                    

                                             ไม่เก่ง..แต่พยายาม  เจ๋ง ! กว่า  เก่ง....แต่ขี้เกียจ

                                                                          ขอให้โชคดีและประสบความสำเร็กันทุกคะคับ....

-- 
มะกรูด- บำรุงหัวใจ, บำรุงเส้นผม, แก้เครียด ช่วยให้นอนหลับ, แก้ไอ ขับเสมหะ.jpg
มะขาม- ท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับลม, บำรุงผิว, บำรุงหัวใจ, ยาถ่ายพยาธิ, ยาระบาย.jpg
มะเขือเทศ- บำรุงผิว, ยาระบาย.jpg
มะเขือยาว- ขับปัสสาวะ, ช่วยสมานแผล, ลดความดันโลหิต, แก้ท้องเสีย ท้องร่วง.jpg
มะเฟือง- ขับปัสสาวะ, พืชสมุนไพร, แก้เครียด ช่วยให้นอนหลับ, แก้ไอ ขับเสมหะ.jpg
Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages