หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า kankokub ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ สมจิตร ทองศรี ผู้บรรยาย , ผู้มีน้ำใจส่ง flie เสียงที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า
จบมาตรา1299 วันนี้จะขึ้นมาตรา1300 การเพิกถอนการได้ทรัพยสิทธิทางทะเบียน วันนี้ขอผิดกติกา คือจะบรรยายติดต่อกันเลยไม่พัก เรามาดูมาตรา1300
เป็นบทบัญญัติการเพิกถอนการดื้ทรัพยสิทธิทางทะเบียน เป็นหลักทางแก้ของ1299 นั่นเอง คือ ไม่ว่าใครก็ตาม ได้ ทรัพยสิทธิมันไม่บริบูรณ์ก็ดี หรือได้ทางอื่นก็ดี หากเขายังไม่ได้จดทะเบียนที่เราเรียนมาแล้วเค้าก็จะสู้ไม่ได้ ทางแก้มาตรานี้ก็เลยบอกว่า ถ้ายังไม่ได้จดทะเบียน แต่ถ้าบุคคลภายนอกไม่สุจริต หรือและ ไม่เสียค่าตอบแทน และผ่านพ้นขั้นตอนการจดทะเบียนแล้ว ทางแก้ก็คือให้เพิกถอนการจดทะเบียนได้ เป็นการผ่อนคลาย
เช่น ก ยกที่ดินมีโฉนดตีใช้หนี้ให้ ข แล้วยังไม่ได้จดทะเบียน แล้วก ขายที่ดินแปลงนี้ให้ ค ถามว่า ข ทำอะไรได้บ้าง
กรณีตามตัวอย่าง ถือว่า ข ได้ทรัพยสิทธิโดยทางนิติกรรมเมื่อไม่จดทะเบียนก็ใช้ได้เพียง ก กับ ข เมื่อก โอนขายให้ ค ถือว่า ข เป็นผู้มีสิทธิที่จดทะเบียนได้ ก่อน ดังนั้น หาก ค ไม่เข้าพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ ข ก็มีสิทธิให้เพิกถอนได้เพราะเป็นผู้มีสิทธิจดทะเบียนได้ก่อน
อีกตัวอย่าง ดำครอบครองปรปักษ์ที่แดงจนได้สิทธิ ต่อมา แดงขายที่ให้เขียว ดำก็เป็นผู้อยู่ในฐานะจดทะเบียนได้ก่อน ดำก็มีสิทธิฟ้องเพิกถอนการจดทะเบียนได้ หากเขียวซื้อโดยไม่สุจริต
ข้อที่เหมือนกันก็คือสองมาตรานี้ต้องเป็นเรื่องที่มีบุคคลภายนอกมาเกี่ยว และบุคคลภายนอกนั้นต้องมีเรื่อง สุจริต เสียค่าตอบแทน จดทะเบียนโดยสุจริต ถ้าขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็เพิกถอนได้
มาตรา1300 ใช้กับ 1299 ทั้งสองวรรค ที่อยากให้ดูคือมันใกล้เคียงกับวรรรคสองคือการได้มากับทางอื่นนอกจากนิติกรรมนะครับ ถ้ามองให้ชัดคือข้อแตกต่าง 1300 กับ 1299 อยากให้มองในมิติของการนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการทำงาน
1299 วรรค สอง กับ 1300 ต่างกันนิดเดียวเอง
ตัวอย่าง ก ครอบครองที่ดิน ข ข ขายให้ ค ข ขายให้ค แล้ว ถ้าก ยังอยู่ในที่ดินนั้น ปัญหาว่าถ้า ค เป็นคนรุกเริ่มเรื่องก่อน ค จะต้องอ้าง 1299 วรรค 2 ขับไล่ ก ใช่ไหมครับ
มองทางกลับกันในมุม ก ก ก็ต้องต่อสู้ว่าได้ครอบครองได้สิทธิแล้ว ตัว ค ไม่สุจริต หรือ ไม่เสียค่าตอบแทน
หรือถ้าเป็น ก เป็นฝ่ายรุก ก ก็ต้องใช้มาตรา1300 ต้องอ้าง 1300 มิติในการใช้ต้องใช้ 1300 ว่าตัว ก เป็นผู้จดทะเบียนสิทธิของตนได้ก่อน และ ค ซื้อโดยไม่สุจริต ถ้า ก ต่อสู้อย่างตัวอย่าง สอง ก ก็ฟ้องแย้งได้ โดยใช้มาตรา 1300 สู้ก็ได้
ก็แล้วแต่ว่าใครจะใช้มาตราไหนเป็นข้อต่อสู้ของตนเอง ทีนี้เมื่อเรารู้หลักการแล้วเป็นเรื่องที่เราต้องจำต่อไปว่าใครคือผู้ที่อยู่ในฐานะที่จะจดทะเบียนได้ก่อน
จริงๆแล้วมันก้คือคน ตาม1299 นั่นแหละครับ แต่ก็มีกรณีที่ศาลฏีกาวางหลักกว้างอีก
หนึ่ง คือใครก็ตามที่ได้ทำการส่งมอบตัวอสังหาริมทรัพย์แล้ว 172/2479 บอกว่าผู้ซื้อได้มอบเรือนตามสัญญาขายให้แล้ว เป็นผู้จะมีสิทธิ
1007/2509 เป็นเรืองการขายที่ดินนส3 แล้วส่งมอบแล้วสัญญาว่าจะไปโอน ก็เช่นเดียวกัน
ตรงนี้ไม่ค่อยมีปัญหามาก อีกกรณีหนึ่งก็คือ
ผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลโดยสุจริต ตาม 1330 โดยสุจริต คือผู้ที่มีสิทธิจดทะเบียนได้ก่อน แต่ว่าหลักตรงนี้ในฏีกาก็ยังมีแตกขยายว่าถ้านิติกรรมเพียงก่อให้เกิดบุคคลสิทธิ ไม่ก่อให้เกิด สิทธิเป็นผู้มีสิทธิได้ก่อน
กลุ่มสัญญาจะซื้อจะขายยังไม่มาไกลถึงตรงนี้ ทีนี้ถามว่ากลุ่มนี้ที่บอกว่าบุคคลสิทธิทำสัญญาจะซื้อจะขายไปทำสัญญากับบุคคลอื่นทำอย่างไร ก็ไปดูเรื่องหนี้ เรื่องการเพิกถอนการฉ้อฉล
ผู้อยู่ในฐานะจดทะเบียนได้อยู่ก่อนนี้ ก็คือตัวอย่างที่เรียนให้ทราบตอนต้นแล้ว เช่น ครอบครองปรปักษ์แล้ว ข ขายให้ ค ถือว่า ก เป็นผู้จดทะเบียนได้ก่อน
ผ่านไป
อีกอันก็คือผู้ได้กรรมสิทธิ์หรือทรัพยสิทธิตามคำพิพากษาตามยอม อันนี้ก็เคยพูดในครั้งต้นๆที่ว่าต้องเป็นกรณีที่ศาลวินิจฉัยในข้อพิพาท ไม่ใช่เรื่องของคำพิพากษาตามยอม ซึ่งไม่ถือว่าได้มาทางอื่นแต่ถือว่าได้มาโดยทางนิติกรรม
7143/2546 เป็นฏีกาที่เขียนไว้ชัดเลย
และผู้ได้มาโดยนิติกรรม เรียกว่าเป็นผู้มีสิทธิจดทะเบียนได้ก่อน 7205/2543
ส่วนใหญ่ในเรื่องผู้อยู่ในฐานะจดทะเบียนได้ก่อนส่วนใหญ่เป็นเรื่องในชั้นบังคับคดี
ในขณะนั้นจำเลยเป็นหนี้โจทก์เมื่อศาลพิพากษาเช่นนี้ ผู้ร้องมาร้องตาม 287 กรณีเช่นนี้ศาลก็ต้องมีการปล่อย ฉะนั้นเห็นว่าผู้มีสิทธิให้จดทะเบียนได้ก่อนเหลือเพียงไปจดทะเบียน ในเงื่อนไขอื่นๆได้ปฏิบัติกันครบถ้วนแล้ว
ฎ.6655/2542 ก็เหมือนกันหลักการอันเดียวกันคงไม่มาสรุปอีก
ฉะนั้นทราบแล้วว่าผู้อยู่ในฐานะจดทะเบียนสิทธิตนได้อยู่ก่อนอันนี้ต้องทราบเพราะสามารถใช้ในการทำงานได้อย่างดี แม้ไม่นิยมออกสอบก็ตามแต่ก็เคยออกสอบมาแล้วนะครับ
ในตอนท้ายขอมมาตรา 1300 มีพูดคำว่าเสียเปรียบ ก็เอาคำของท่านบัญญัติมา ว่าอะไรก็ตามที่บุคคลที่มีสิทธิจดทะเบียนได้ก่อนควรได้แต่ไม่ได้ เสียเปรียบแน่นอน
เช่น ก ควรจะได้ที่ดินนี้แต่ไปขายให้บุคคลอื่นเสียก่อน ก ก็เสียเปรียบ ก ก็เป็นผู้มีสิทธิจดทะเบียนได้ก่อน
ควรจะได้แล้วไม่ได้ แต่ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ฝันลมๆแล้งๆนะครับ เช่นทำข้อสอบไม่ได้แล้วมาฝันว่าผ่านทำไมไม่ได้
ก็มีชีวิตนิติกรคนหนึ่ง ก็สองปีสามปีสอบเนฯขาดไปหนึ่งคะแนนสองสมัยติดกันก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นสี่ขา เมื่อตอนบ่ายก็เจอเขา เขาก็สอบอัยการผู้ช่วยได้ ต้องไปทำบุญเยอะๆ หนึ่งคะแนนเป็นเส้นแบ่งนรกกับสวรรค์ เพราะมาตรฐานมันต้องมีเหลือมกันอยู่แล้วข้อสอบ อัตนัย อาจารย์ตรวจอาจให้ แปด อาจารย์อีกท่านอาจให้ห้าก็ได้
ต้องทำบุญเยอะๆและอ่านหนังสือเยอะๆ ถ้าตอบถูกทุกข้อ หลักถูก ครบประเด็น ก็ต้องได้อย่างต่ำ 5 คะแนนอยู่แล้ว ไม่ว่าอาจารย์ท่านใดตรวจ แต่ ที่สำคัญคือ มันยากที่จะทำได้อย่างนั้นครบทั้งสิบข้อ จึงต้องทำทั้งสองอย่างคือ ทำบุญ และ อ่านหนังสือเยอะๆ
ข้อแตกต่างประการที่สอง 237 การเพิกถอนการฉ้อฉลต้องมีเจ้าหนี้ อยู่ แต่ 1300 ไม่ต้องเป็นหนี้ก็ได้ ไม่จำเป็นต้องมีเจ้าหนี้ อย่างเช่นตัวอย่าง ก ครอบครองปรปักษ์ จนได้ที่ดิน ข ก ก็ไม่ใช่เจ้าหนี้ ข ข ก็ไม่ใช่ลูกหนี้ ค
การรู้หรือไม่รู้ถึงการทำให้เจ้าหนี้เสียเปรียบไม่สำคัญ
237 เป็นเรื่องหนี้ หรือ บุคคลสิทธิ แต่ 1300 เป็นเรื่องของทรัพยสิทธิ
237 เกี่ยวได้ทั้ง อสังหาริมทรัพย์ และสังหาริมทรัพยื แต่ 1300 ใช้กับ อสังหาริมทรัพย์เท่านั้น
แต่ในคำพิพากษาศาลฏีกาก็ไม่เคร่งครัดมากนัก ในการอ้างมาตรา แต่ในเชิงวิชาการก็มีข้อแตกต่างกันอยู่ ก่อนผ่านมาตรา นี้ อย่างน้อยท่านต้องทราบว่า ผู้ที่มีสิทธิจดทะเบียนสิทธิได้ก่อน มีกี่จำพวก และใ ช้ในมุมมองไหน
ก็จบมาตรา 1300 ในข้อสังเกตเพียงเท่านี้
ถัดจากนี้ไป 1301 ก็ฝากให้ไปดู ได้ไหมครับให้ไปเปรียบเทียบดู ถ้าเข้าใจ 1299 1300 ก็อ่านเองได้ในส่วน 1301 – 1303
ก็ขอพูดถึงเรื่องทรัพย์สินของแผ่นดิน ตามมาตรา 1304
1304 เรื่องความหมาย
1305 เป็นเรื่องการห้ามโอน
1306 ห้ามยกอายุความ
1307 ห้ามยึด
ก็เริ่ม 1304 เลยนะครับก็ก่อนถึงข้อสังเกตก็จะพูดว่า 1304 ว่า
ทรัพย์สินของแผ่นดินมีสองประเภท คือ ทรัพย์สินของแผ่นดินธรรมดา กระทรวงทระบวงต่างๆก็มีทรัพย์สินต่างๆของทางราชการได้
หรือว่านอกจากทรัพย์สินธรรมดานั้นก็รวมถึงทรัพย์สินที่ศาลสั่งริบตามประมวลกฎหมายอาญา ทรัพย์สินที่ศาลสั่งนั้นก็จะตกเป็นของแผ่นดินหรือ กรณีที่ใหครก็ตามมีทรัพย์มรดกแล้วไม่มีทายาทแล้วไม่มีการทำพินัยกรรมไว้ด้วย ทรัพย์นั้นก็ตกเป็นของแผ่นดิน หรือกรณีสุดท้าย ก็ตกตาม323 วิแพ่งคือเรื่องเงินค้างจ่ายแล้วคนที่มีสิทธิไม่มาเอาไปภายใน 5ปี
ฎ.4497/2531 ก็ดี 1026/2535 ก็ดี
นั่นคือกลุ่มแรกเป็นทรัพยสินของแผ่นดินประเภทธรรมดา
กลุ่มที่สองเราก็ได้ แก่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ดู 1304 คือรวมทรัพย์สินทุกชนิดที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดิน ก็เป็นที่ดินที่เอกชนยังไม่มีใครครอบครองมาก่อน
1254/2530 ที่ดินซึ่งมีผู้เวนคืนหมายความว่าที่ดินที่เอกชนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิหรือสิทธิครอบครอง แล้วมีการเวนคืนตามมาตรา 5 กฎหมายที่ดิน คือเอกชนมีเจตนาเวนคืน
ส่วนมาตรา 6 ลงโทษโดยผ่าน เจ้าหน้าที่
(1 ) ที่ดินที่กลับมาโดยประการอื่น
ส่วน(2) คือที่ที่คนใช้ร่วมกัน เช่นที่ชายตลิ่ง กลับกันกับที่งอกริมตลิ่งนะครับ
3093/2523 ที่พิพาทเป็นที่ที่แม้เป็นที่ชายตลิ่งแล้วแต่ไม่ได้ทอดทิ้งก็ไม่เป็นที่ชายตลิ่ง
ถ้าสภาพของมันประชาชนไม่ไปใช้ ที่ของมันก็ไม่ใช่ที่ริมตลิ่ง ไม่ใช่แค่ดูกายภาพ แต่ต้องดูสภาพในทางปฏบิตว่าชาวบ้านใช้หรือไม่
ทางหลวง ไม่ใช่เฉพาะทางราดยางเท่านั้น
พวกนี้แม้เราจะไปซื้อที่ดิน ครอบครองเท่าไหร่ก็ตาม
ที่เลี้ยงสัตว์ทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์หนองน้ำสาธารณะสำหรับประชาชน ครองสาธารณ คู บ่อ น้ำ อย่างนี้ก็เป็นสาธารณสมบัตร
เรามาดูข้อสังเกตรวบยอดคือ
หนึ่ง ก็คือทรัพย์สินใดจะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอยุ่ที่สภาพว่าประชาชนได้ใช้อย่างสาธารณประโยชน์ สมบัติของแผ่นดินหรือไม่
แม้ทางราชการไม่ได้ทำหลักฐานหรือประโยชน์ไว้ ตัวอย่างของฏีกานี้คือตัวอย่างที่ได้เกิดประจำคือ เราไปซื้อที่แปลงหนึ่ง คนออกโฉนดคนแรกไปออกโฉนดออกทับที่ดินสาธารณะถามว่าพอเราซื้อมา หมายความว่าห้าไร่นั้นเป็นสาธรณะสมบัติของแผ่นดินเราอยู่มานานเท่าไหร่ก็โอนไม่ได้ ขายไม่ได้
แต่ในทางปฏิบัติที่เหล่านี้ หายไปเยอะ คลองกลายเป็นปั้ม สุสานกลายเป็นผับ ก็ไม่ทราบว่าออกโฉนดกันได้อย่างไร
พวกนี้ก็อย่างว่ากรรมตามทันก็ตามในชาตินี้ก็ติดคุกหรืออะไรก็ว่าไป
2744/2546
การอุทิศให้เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินไม่ต้องมีพิธีไม่ต้องทำเป็นหนังสือ ก็ตกเป็นสาธรณสมบัติแล้ว
ข้อสังเกตประการต่อมา ที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน
1305 ห้ามโอน เมื่อเรารับโอนที่สาธารณสมบัติมาเราก็คงไม่ได้กรรมสิทธิ์ 640/2510
ที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินอาจอุทิศให้โดยตรงหรือโดยปริยายก็ได้เช่น ตัวอย่าง ขับรถเข้าซอยแล้วมีการกั้นถนน เพื่อกันอุทิศให้ที่ดินโดยปริยาย เพราะกลัวว่าเป็นถนนส่วนบุคคลห้ามผ่าน
หมู่บ้านบางหมู่บ้านให้ผ่านตลอดก็ถือว่าอุทิศให้เป็นทางสาธารณะ ฉะนั้นใครที่อยู่ต่างจังหวัด ก็ต้องระวังเพราะมีการอุทิศที่ดินให้เป็นทางสาธารณะประโยชน์โดยปริยายได้บ่อย
เรื่องห้ามโอนฏีกาปี10 เป็นกรณีที่อนุญาตให้ใช้สามเมตรหกเมตรก็เสร็จ ถ้าไม่อุทิศก็เป็นทางภาระจำยอมไปใช่ไหมครับ
พวกนี้ก็เป็นตัวอย่าง โดยปริยาย
แม้จำเลยจะซื้อจากการขายทอดตลาดก็ไม่ได้รับการคุ้มครองก็ไม่ได้ประโยชน์ ถ้าที่ดินพวกนี้
เรื่องห้ามโอนมีผลพวงเล็กๆตามมา ข้อสังเกตส่วนนี้ ก็มีคือว่าสาธารณสมบัติของแผ่นดินวางไว้ว่าถ้าระหว่างเอกชนด้วยกันใครใช้ก่อนมีสิทธิดีกว่า หลักแบบนี้ใช้ได้หรือไม่คุ้มครองสาธารณะได้หรือไม่ อยากให้คิดดูว่าสาธารณะสมบัติของแผ่นดินต้องระหว่างเอกชนกับเอกชนนะครับ
เช่นที่สาธารณะนายเอเข้าไปใช้สอยอยู่ก่อน นายเอจะไปใช้สอยที่เหล่านี้ ห้ามได้เฉพาะเข้าไปเกี่ยวข้องที่ที่เหล่านั้น เช่นที่ชายตลิ่งไปปลูกผักที่ชายตลิ่งห้าม ไม่ให้ชาวบ้านไปยุ่งเกี่ยวกับผักนั้นได้อยู่แล้ว แต่ระหว่างเอกชนกับเอกชนนะ
3085/2542 หลักต่อมาคือให้เช่าที่ดินที่เป็นสาธารณะของแผ่นดินไม่ได้ คนเข้าไปใช้สอบก็ต้องมีสิทธิดีกว่าถ้า กฎหมายไม่แปลอย่างนี้ สังคมก็จะวุ่นวายได้ ยิ่งถ้าศาลไม่แปลอย่างนี้ใครไม่มีพละกำลังก็เสียเปรียบ มากยิ่งขึ้น
สังเกตถ้าปลูกบ้านอยู่ในที่ดินที่ถูกเวนคืน ก็ทำได้ ศาลก็แปลตามฏีกาเดิมที่เป็นป่าสงวน 172/35 เคยออกผู้ช่วยแล้ว
ผู้ที่จะฟ้องการใช้สาธารณะสมบัติของแผ่นดินได้ต้องเป็นผู้เสียหายเป็นพิเศษ
2713/2541 ผู้เสียหายพิเศษก็คือเป็นผู้เสียหายโดยตรง
1306 บอกว่าอ้างไม่ได้ เช่นฏีกาเยอะแยะเลย คูสาธารณะสมบัติของแผ่นดินครอบครองก็อ้างไม่ได้
เรื่องของภาระจำยอมก็เหมือนกัน เค้าอ้างว่าได้ทางภาระจำยอมโดยที่ดินสาธารณะก็ยกขึ้นอ้างไม่ได้
แม้ขณะยึดไม่ทราบว่าเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินก็ไม่ทำให้มีผล
ถามว่าถ้าเราเป็นเจ้าหนี้ของกระทรวงทบวงกรม แล้วไม่ใช้หนี้ เราจะไปยึดได้หรือไม่
เพราะฉะนั้นถ้ากระทรวงเบี้ยวเราหรือกระทรวงเบี้ยวเรา ก็ยึดทรัพย์ไม่ได้แต่คงไม่มีเหตุการณ์อย่างนั้นหรอกครับ
อาจพูดได้ถึงภาระจำยอมก็ดูเรื่องภาระจำยอมไว้ มีหลายคนบ่นว่า มีติดไปแต่สอนไม่ถึง
ครั้งที่ 8 . (มาตรา 1310)
การเป็นนักกฎหมายเรียนกฎหมายไม่ยากแต่บังคับใช้กฎหมายคงจะยากกว่า วิชานี้เป็นจุดเล็กๆในภาคเอกชน แม้สถานการณ์บ้านเมือง ตอนนี้จะเป็นเรื่องมหภาค
ลักษณะที่สองการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ 1308 เป็นเรื่องการได้มาโดยส่วนควบ เป็นเรื่องที่ขยาย 144 มาตรานี้ก็คุยทุกปี บางปีก็เคยออกข้อสอบว่าที่งอกริมตลิ่งงอกออกจากที่ดินแปลงประธานออกจากที่ดินใครเจ้าของดินย่อมได้ที่ดินนั้นด้วย เขียนตามการเปลี่ยนแปลงกายภาพของโลก ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ใช่แค่ใจมนุษย์หรอกที่เปลี่ยนแปลง
หลักคิดก็คือมันต้องเป็นที่งอกตามธรรมชาติ งอกก็คือขึ้นมาเองอย่างเขาสัตว์ไม่ใช่มนุษย์เป็นคนทำขึ้นเช่นไปถมเจ้าพระยาเพื่อให้ที่ดินกว้างขึ้น ก็ติดคุกครับ
ซึ่งมีฏีกาบอกว่าที่งอกริมตลิ่งไม่ใช่การถมขึ้นริมทะเล เช่น รัฐบาลสิงคโปรถมทะเล
หลักสอง ที่งอกนั้นต้องงอกออกจากที่ริมตลิ่งออกไป ถ้า
611 /2547 ที่ตื้นเขิน เชื่อมกับที่ริมหนองไม่ใช่ที่งอก หัวใจมันคือต้องงอกออกไปอันนี้เชื่อมติดกันไม่เข้าหลักเกณฑ์
495/2522 หนองซึ่งตื้นเขินจนระดับเท่ากันอย่างนี้ก็ไม่ใช่แล้ว
1488/2497 ทรายนูนขึ้นกลางน้ำแต่มีส่วนคั่นไม่เป็นที่งอก
2393/2523 ที่ชายตลิ่งต่อมาน้ำท่วมถึงจากอุทกภัย ฏีกานี้โยงกับเรื่องสาธารณะสมบัติด้วยใช่ไหมครับ คือเปลี่ยนกายภาพเป้นที่นอกแต่มันเกิดต่อจากสาธารณะสมบัติมันก็ต้องเป็นสาธารณะสมบัติ ก็ใครครอบครองอยู่เอกชนนั้นก็มีสิทธิดีกว่า
ถ้าน้ำท่วมถึงที่เหล่านั้นในฤดูน้ำปกติก็เป็นที่ชายตลิ่ง
ฏีกานี้ก็เป็นเรื่องทำนองเดียวกันคือที่นั้นไม่เป็นที่งอก เป็นที่ชายตลิ่งต่อมาสภาพเปลี่ยนไปที่ชายตลิ่งก็เป็นที่งอก มันเป็นที่โฉนดอยู่แล้ว เข้าไปครอบครองตั้งแต่ที่ชายตลิ่ง เกินสิบปีแต่เมื่อเป็นที่งอกไม่เกินสิบปีก็ไม่เป็นการครอบครองปรปักษ์เรื่องนี้ก็ออกข้อสอบไปแล้ว
อย่าไปตกใจนะครับถ้าฏีกาดีๆ หลักเหมือนเดิม ออกมาใหม่ ไม่ซ้ำกับฏีกาเดิมก็ออกมาได้เหมือนกัน
หลักเรื่องส่วนควบ ใน 1308 ก็ดูๆไว้บ้างแล้วกัน
จะข้าม1309 ไป
จะมาดูในกลุ่มการสร้างโรงเรือนในที่ดินผู้อื่นในกลุ่มนี้มีอยุ่ 5 มาตรา 1310 เป็นการสร้างโรงเรือนในที่ดินผู้อื่นโดยสุจริต 1311 เป็นการสร้างโดยไม่สุจริต 1312 สร้างโรงเรือนรุกร้ำในที่ดินผู้อื่น 1313 การสร้างโรงเรือนรุกล้ำตนเองโดยมีเงื่อนไข 1314 เป็นสร้างสิ่งอื่น หรือธัญชาติในที่ดินผู้อื่น
โดยหลักก็คือสร้างโดยสุจริต ก็เป็นเจ้าจองที่ดินก็เป็นเจ้าของโรงเรื่อน แต่ต้องใช้ค่าที่ดินที่เพิ่มขึ้น สังเกตว่าถ้าไม่มี1310 ไว้ ซึ่งเป็นเรื่องส่วนควบเหมือนกันแต่เป็นเรื่องที่เขียนไว้เฉพาะมันจึงใช้มาตราของมันจะไปใช้หลักทั่วไปตาม 144 ถ้าไม่มี1310 ถามว่ามีการสร้างโรงเรือนโดยสุจริตใครเป็นเจ้าของโรงเรือนครับ ก็เจ้าของที่ดินใช่ไหมครับ เพราะเจ้าของทรัพย์ประธานก็เป็นเจ้าของส่วนควบถามว่าต้องใช้ราคาไหมครับก็ไม่ต้อง ( อันนี้เป็นเรื่องสมมุติว่าไม่มี 1310 )
ก็จะเห้นว่าเรื่องสมมุติมันไม่เป้นธรรม ก็ถูกแล้วที่มี1310 ที่คุ้มครองผู้สร้างที่สุจริต สุจริตมันคุ้มเราอยู่ตลอดอยู่แล้วหล่ะ
1310 1311 ต้องเป็นโรงเรือน หรือบ้านสำหรับคนอยู่อาศัยเท่านั้นถ้าเป็นการก่อสร้างสิ่งอื่นๆ ก็ต้องไปอ้าง1314 มาประกอบ ก็คือต้องเป็นการสร้างทั้งหลัง เพราะ 1312 ใช้คำว่ารุกล้ำ คือ ไม่ทั้งหลัง
ทีนี้พอแปลว่าทั้งหลังมีข้อยกเว้นไหม คือสร้างที่ดินของตนเองแต่ไม่ใช่ทั้งหลัง 5637/2536 ไม่แน่ว่าลงพิพหรือไม่ เป็นเรื่องที่ปลูกสร้างบ้านในที่ดินของตนเองส่วนน้อย อีก70 เปอร์เซ็นอยู่ในที่ดินของผู้อื่นถามว่าจะเอามาตราใดมาจับ 1311 หรือ 1312 ศาลฏีกาเห้นว่ากรณีนี้เป็นการสร้างโรงเรือนของผู้อื่น ไม่ใช่1312 ผลของการตัดสินตรงนี้จะเป็นสองชั้นหรือไม่ สมมุติฮวงจุ้ยบอกต้องเป็นสี่เหลี่ยมดีๆ 70 เปอร์เซ็น เป็นที่ดิน 1310 บอกที่ดินข้างเคียงเป็นเจ้าของแต่ต้องใช้ราคาของที่ดินที่เพิ่มขึ้น สมมุติใช้แล้ว มองมุมกลับชั้นที่สอง ถ้าเค้าเอาไว้กลายเป็นว่าเค้าสร้างที่ดินรุกล้ำผู้สร้างเดิม ก็ต้องฟ้องว่า 1312 เป็นการสร้างโดยสุจริต ก็ต้องหักกลับค่าที่ดินทีเพิ่มขึ้นก็บังคับให้ไปจดทะเบียนภาระจำยอมได้ก็แปลได้ตลอดสาย ก็จำไว้ว่าเกินครึ่งไปฝั่งไหนก็เป็นสร้างในที่ดินคนอื่น
คือมันต้องมีลักษณะเป็นส่วนควบคือหนึ่งเราถือบ้านเป็นส่วนควบที่ดินอยุ่แล้วเมื่อมันเข้าหลักเป็นส่วนควบมันต้องไม่เข้าข้อยกเว้น เช่น สร้างโดยภาระการ คือไม่เข้า146 ตอนท้าย ก็ไม่เป็นส่วนควบตามมาตรา146 ถ้าเค้าอนุญาตให้สร้างก็ไม่ต้องไปดู1310 ต่างๆแล้ว
นี่ก็คือข้อสังเกตว่าต้องไม่มีนิติสัมพันธ์กันนะครับ
สุจริต เนี่ย หมายถึงไปปลูกสร้างบ้านในที่ดินของคนอื่นคือสร้างโดยตนมีสิทธิในที่ดินนั้นได้เพราะที่ดินนั้นเป็นของตนเองหรือเข้าใจว่าที่ดินนั้นเป็นของคนอื่นที่ตนมีสิทธิจะสร้าง
สุจริตก็ต้องแต่เริ่มต้นไปจนจบเรื่องถ้าเริ่มต้นก่อสร้างไม่สุจริตแล้วมันก็จบ ก็เป็นเรื่องไม่สุจริตแต่ต้น 2313/2537
ขึ้นชั้นสองแล้วแต่ยังทำคานชั้นสองไม่เสร็จก็ต้องเกิดปัญหาว่า สร้างแล้วทำคานเสร็จแล้ว เหลือเพียงยังไม่ได้เก็บรายละเอียดเพียงเล็กน้อยพอถึงขั้นนั้นเพิ่งทราบอย่างนั้นถือว่าสร้างเสร็จแล้วหรือยังความเห้นอาจารย์ คิดว่าไม่ต้องน่าถึงขั้นบ้านพร้อมอยู่ วอร์เปเปอร์ครบ น่าจะแค่ขั้นขึ้นหลีงคาประตู พออยู่ได้เป็นบ้าน ก็น่าจะได้ ดูอย่างบ้านนอกที่สร้างพอยู่แล้วค่อยต่อเติมทีละเล็กน้อยก็มี
ไม่สุจริตก็ตรงข้าม
921/2496 เช่าที่คนอื่นทำนาแล้วไปสร้างโรงเรือนอย่างนี้ก็ชัดว่า ไม่สุจริต
784/2516
2560/2546 ก็ดูฏีกานี้เป็นสำคัญบอกว่าสุจริตหรือไม่สุจริตดูขณะก่อสร้างว่ารู้หรือไม่ว่าเป็นของบุคคลอื่น
สร้างโรงเรือนในที่ดินราชภัสดุไม่อยู่ภายใต้มาตรา1310 บอกตั้งแต่ต้นแล้วว่ามันเป็นเรื่องเอกชนกับเอกชน พอมากับรัฐก็อ้างไม่ได้อยู่แล้ว
ตรงนี้น่าจำ กรณีสร้างโรงเรือนไว้ก่อนแล้วแล้วมาแยกไม่ให้เป็นส่วนควบภายหลังไม่เข้า 1310 สิ่งตรงนี้มันมีการสร้างไว้ก่อน กรณีนี้ไม่ได้แปลว่าเป็นการสร้างโรงเรือนโดยสุจริตนะเรื่องนี้ต้องแปลว่าในการก่อสร้างทรัพยสิทธิขึ้น
ผู้สร้างโรงเรือนหมายถึงเจ้าของโรงเรือนไม่ใช่ผู้รับเหมา
ส่วนเรื่องประมาทเลินเล่อกับ1311 ก็ให้ท่านไปดูต่อแล้วกัน
คราวหน้าจะมาสรุปผลกับ1310 กับ 1311 แล้วค่อยต่อ เรื่องอื่นต่อ