++ ทบทวน//สรุปหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง : มาตร 76, มาตรา 131-138, ++

4,827 views
Skip to first unread message

arunarun chitt

unread,
Nov 2, 2013, 7:07:44 AM11/2/13
to law...@googlegroups.com

การส่งคำคู่ความกรณีไม่พบคู่ความฯ  (มาตรา  76)

เมื่อเจ้าพนักงานศาลไม่พบคู่ความฯ  ณ. ภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของบุคคลนั้น อาจส่งได้โดยชอบดังนี้ 

                 1) ส่งให้แก่บุคคลอายุเกิน 20 ปี  ซึ่งอยู่หรือทำงานในบ้าน หรือสำนักทำการงานของคู่ความ

                 2)  ส่งตามข้อความในคำสั่งของศาล

             ปกติถ้าส่งคำคู่ความหรือเอกสารโดยวิธีปกติไม่ได้ เช่นคู่ความไม่ยอมรับ ศาลจึงจะมีคำสั่งให้ส่งโดยวีอื่นแทนได้   เช่น ลงโฆษณาทางหนังสือพิมพ์   หรือส่งโดยปิดหมาย ( มาตรา  79 วรรคหนึ่ง)  

 อย่างไรก็ตาม การที่ศาลมีคำสั่งตอนรับฟ้องไว้ว่า   ถ้าส่งไม่ได้ให้ปิดหมาย ถือเป็นการส่งตามข้อความในคำสั่งศาล ตามมาตรา  76  ไมใช่การส่งโดยวิธีอื่น ตามมาตรา  79  จึงเป็นการส่งโดยชอบไม่เป็นการข้ามขั้นตอน(ฎ.1088/15, 78/40) และถือว่าการส่งข้อความในคำสั่งศาลมีผลเป็นการรับหมายในทันที จึงนับระยะเวลาตามคำสั่งศาลได้ทันที โดยไม่ต้องรอให้ล่วงพ้นระยะเวลา  15  วัน ตามาตรา 79 วรรคสองก่อน (คร.872/46)

 ส่วนการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องตามมาตรา  79 เป็นเรื่องที่ศาลมิได้มีคำสั่งกำหนดวิธีการส่งไว้ในคำฟ้องล่วงหน้า  ต่อมาไม่สามารถส่งตามวิธีปกติได้ ศาลจึงมีคำสั่งกำหนดวิธีการส่งโดยวิธีการอื่นอีกครั้งหนึ่ง

 การส่งโดยวิธีอื่นตามมาตรา  79 ต้องปรากฏว่าไม่อาจส่งหมายโดยวิธีธรรมดาตามมาตรา  74-78 ได้ ดังนี้ ถ้าปรากฏภูมิลำเนา หรือสำนักทำการงานของคู่ความก็ต้องส่งคำคู่ความหรือเอกสารให้คู่ความโดยวิธีธรรมดาที่ภูมิลำเนาหรือสำนักงานนั้นก่อนศาลจะสั่งให้ส่งโดยวิธีประกาศทางหนังสือพิมพ์ หรือประกาศที่หน้าศาลทันที ย่อมเป็นการส่งที่ไม่ชอบ  (ฎ.3194/25,43/40)

 ส่งหมายเรียก และสำเนาคำฟ้องโดยวิธีธรรมดาไม่ได้  ศาลจึงสั่งให้ส่งโดยวิธีปิดหมาย ณ ภูมิลำเนาของจำเลย  การที่ศาลแจ้งนัดสืบพยานโดยสั่งปิดประกาศหน้าศาลในนัดต่อมาถือว่าเป็นวิธีการหนึ่งตามมาตรา 79 การแจ้งนัดดังกล่าวจึงชอบ (ฎ.5188/48)  เมื่อปรากฎในตอนส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องว่าไม่สามารถส่งโดยวิธีธรรมดาได้ จึงต้องส่งโดยวิธีผิดหมาย  ในการส่งคำคู่ความหรือเอกสารในนัดต่อมา ศาลก็อาจสั่งให้ส่งโดยวิธีปิดหมายหรืออาจใช้วิธีประกาศหน้าศาลได้

 การส่งคำคู่ความหรือเอกสารต้องส่งให้แก่คู่ความ หรือผู้ที่ระบุไว้ในคำคู่ความหรือเอกสารโดยต้องส่ง ณ ภูมิลำเนาหรือสำนักการงานของผู้นั้น (มาตรา 74(2)) ถ้าไม่พบก็อาจส่งให้แก่บุคคลที่มีอายุเกิน  20 ปี ที่อยู่ หรือทำงานในที่นั้น  ก็ถือว่าเป็นการส่งโดยชอบตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา  76  ในกรณีที่ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลย โดยบุคคลอายุไม่เกิน  20 ปี เป็นผู้รับแทน  แต่ปรากฏว่าจำเลยได้แต่งทนายความมาต่อสู้คดีและดำเนินกระบวนพิจารณาต่อมา  แสดงว่าจำเลยทราบเรื่องที่ถูกฟ้องแล้ว  จำเลยจะมาอ้างภายหลังว่าการส่งหมายรียกและสำเนาคำฟ้องไม่ชอบ ไม่ได้ (ฎ. 469/36)

 การส่งหมายนัดให้แก่ทนายความตามที่อยู่ในสำนวน โดยปิดหมาย เมื่อทนายความย้ายไปแล้ว การปิดหมายไม่ชอบ  (ฎ.3725/34)

 กรณีหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด  ถือว่ามีหลักแหล่งที่ทำการเป็นปกติ ณ ภูมิลำเนาของห้างหุ้นส่วนจำกัดด้วย  โจทก์ขอให้ส่งสำเนาคำฟ้องให้แก่หุ้นส่วนผู้จัดการ ณ ภูมิลำเนาของห้างฯ  ได้  แต่เมื่อสถานที่ทำการของห้างรื้อไปแล้ว โจทก์ก็ขอให้ส่งสำเนาคำฟ้องให้หุ้นส่วนผู้จัดการโดยประกาศทางหนังสือพิมพ์ได้ (ฎ.2528/37)

 ถ้าสำนักงานใหญ่ซึ่งเป็นภูมิลำเนาของนิติบุคคลถูกไฟไหม้  แต่โครงหลังคาของสำนักงานแห่งใหญ่ยังอยู่ ถือว่ายังคงเป็นภูมิลำเนาของนิติคลอยู่ (ฎ.2129/27)

 การส่งคำคู่ความและเอกสารซึ่งได้กระทำในศาลตามมาตรา  77(3)  ต้องเป็นการส่งให้แก่คู่ความหรือผู้มีชื่อระบุว่าเป็นผู้รับหมาย  ดังนี้ หมายนัดซึ่งระบุชื่อโจทก์ร่วมในหมาย แต่เจ้าพนักงานศาลให้สามีโจทก์ร่วมลงชื่อรับแทนโจทก์ร่วม แม้จะได้กระทำในศาลก็ถือว่าไม่ชอบ (ฎ.1558/27) 

 การวางหมายตามมาตรา  78  ต้องมีพนักงานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองหรือเจ้าพนักงานตำรวจเป็นพยานด้วย มิฉะนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย (ฎ.345/20)

 แต่การส่งหมายไม่ต้องมีตำรวจท้องที่เป็นพยานด้วย (ฎ.1816/27)

 การวางหมายตามมาตรา 78  ต้องเป็นการวางหมาย ณ ภูมิลำเนาของผู้รับด้วย (ฎ.4626/30)

  เจ้าพนักงานศาลปิดคำคู่ความโดยศาลไม่ได้สั่งให้ปิด  ถือไม่ได้ว่าจำเลยได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องโดยชอบ (ฎ.  116/31)

  การปิดคำคู่ความหรือเอกสารต้องปิดไว้ในที่แลเห็นได้ง่าย การส่งให้คนในบ้านของจำเลยรับไว้ มิใช่การปิดในที่แลเห็นได้ง่ายตามมาตรา  79  (ฎ.1958/46)

การปิดนั้นจะต้องทำให้แน่นหนาไม่หลุดออกง่าย (ฎ.1416/45)

การนำลวดมาผูกคำคู่ความหรือเอกสารก็เป็นการปิดโดยชอบ (ฎ.9034/42,1714/47) 

 คำพิพากษาหรือคำสั่ง ( มาตรา  131-148)

ในเรื่องประเด็นแห่งคดีศาลต้องวินิจฉัยชี้ขาดโดยทำเป็นคำพิพากษาหรือคำสั่งหรือจำหน่ายคดี (มาตรา  131)

การวินิจฉัยประเด็นแห่งคดี  ศาลอาจวินิจฉัยในชั้นตรวจคำฟ้องก็ได้ ถ้าศาลเห็นว่าตามฟ้องของโจทก์ไม่มีทางชนะคดี  หรือไม่อาจจะพิพากษาให้ได้   ก็พิพากษายกฟ้องได้ทันที (ฎ.3877/25, 5071/49)

การวินิจฉัยชี้ขาดคดีในชั้นตรวจคำฟ้อง ก็ต้องดูว่าเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของผู้พิพากษาคนเดียวหรือไม่  ถ้าเป็นคดีที่ไม่อยู่ในอำนาจของผู้พิพากษาคนเดียวการทำคำวินิจฉัยก็ต้องกระทำโดยผู้พิพากษาครบองค์คณะด้วย (ฎ.125/26) เรื่องนี้เป็นการร้องขัดทรัพย์ หากทุนเกิน สามแสนบาท ก็ต้องมีองค์คณะอย่างน้อยสองคน เพราะเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดี

การสั่งจำหน่ายคดี ต้องเป็นการสั่งที่ไม่ได้เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นแห่งคดี ถ้ามีการวินิจฉัยชี้ขาดคดี แม้จะเป็นการชี้ขาดตามกฎหมายวิธีพิจารณาความ ศาลก็ต้องทำในรูปคำพิพากษา

หรือคำสั่ง จะสั่งจำหน่ายคดีไม่ได้  เช่นศาลเห็นว่าฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำ ศาลก็ต้องพิพากษายกฟ้อง จะมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีไม่ได้ (ฎ.2006/26)

            ข้อสังเกต  คำวินิจฉัยของศาลที่ว่า ฟ้องแย้งไม่สามารถบังคับให้โจทก์ทำสัญญาเช่าได้ เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นแห่งคดีแล้ว  จะสั่งไม่รับฟ้องแย้งไม่ได้  ต้องสั่งยกฟ้องแย้งตามมาตรา  131(2)

            คำสั่งจำหน่ายคดี ตามมาตรา  132  เป็นดุลพินิจของศาล (ฎ.1929/39)

             คำพิพากษาตามยอม (มาตรา  138)

        คู่ความจะตกลงประนีประนอมยอมความในศาล และศาลพิพากษาตามยอมก็ต่อเมื่อศาลมีคำสั่งรับฟ้องคดีนั้นแล้ว  ดังนั้นคดีที่โจทก์ขอฟ้องคดีอย่างคนอนาถาและอยู่ในระหว่างไต่สวนคำร้องศาลชั้นต้นยังไม่ได้รับฟ้อง  โจทก์จำเลยจะตกลงกันและศาลจะพิพากษาตามยมยังไม่ได้  มิฉะนั้นเป็นคำพิพากษาตามยอมที่ๆไม่ชอบด้วยกฎหมาย (ฎ. 2994/43)

            สัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำกันในศาล เพื่อให้ศาลพิพากษาตามยอม ไม่อยู่ในบังคับ มาตรา  142 ที่ห้ามพิพากษาเกินคำขอ  เพียงแต่ต้องตกลงกันในขอบเขตแห่งประเด็นหรือเกี่ยวเนื่องกับประเด็นคดีท่านั้น (ฎ.  2170/19, 3191/47)

            การที่ทนายโจทก์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับหนี้รายอื่น ซึ่งโจทก์ไม่ได้ฟ้องด้วย ไม่เกี่ยวกับประเด็นแห่งคดี  ไม่มีผลผูกพันโจทก์  ศาลฎีกาพิพากษาให้ยกคำพิพากษาของศาลล่าง (ฎ.5372/ 42)

            ในคดีร้องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดก  แม้ผู้ร้องและผู้คัดค้านจะตกลงกันให้ผู้ใดเป็นผู้จัดการมรดก  ศาลก็ไม่อาจพิพากษาตามยอมได้ เพราะยังมีประเด็นต้องวินิจฉัยถึงสิทธิและคุณสมบัติของผู้ที่จะเป็นผู้จัดการมรดกเสียก่อน (ฎ. 30/49)

            ข้อสังเกต  แม้ศาลฎีกาจะไม่พิพากษาตามยอมให้ก็ตาม แต่ก็เป็นเหตุหนึ่งที่ศาลฎีกาหยิบยกขึ้นพิจารณาประกอบแล้วตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดก

          เช่นเดียวกับคดีฟ้องหย่า เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้หย่าแล้ว  คู่ความจะตกลงกันในระหว่างพิจารณาของศาลสูงเพื่อให้โจทก์จำเลยเป็นสามีภริยากันอีก  ศาลสูงไม่อาจพิพากษาตามยมได้เพราะกรสมรสเป็นสิทธิเฉพาะตัว และต้องทำตามาเงื่อนไขของกฎหมายด้วย (ฎ. 3057/25)

การตกลงประนีประนอมยอมความกันอาจจะทำในขณะที่คดีอยู่ในระหว่างการพิจาณาของศาลชั้นต้น  ศาลอุทรณ์หรือศาลฎีกาก็ได้  หรือแม้แต่คดีถึงที่สุดแล้วก็ตาม  ก็อาจะตกลงมิให้มีการบังคับคดีตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดนั้นก็ได้ (ฎ. 2576/31)  

เมื่อศาลพิพากษาตามยอมแล้วคู่ความไปทำข้อตกลงกันเอง  ศาลไม่อาจบังคับให้ได้ (ฎ.  2437/23)  หรือแม้ศาลจะบันทึกข้อตกลงนั้นในรายงานกระบวนพิจารณา ก็มิใช่ข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความ ก็ไมอาจบังคับในคดีนี้ได้ ฎ. 3086/49) 

การที่คู่ความตกลงกันใหม่  แม้จะกระทำในศาลแต่ไม่ได้เลิกสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลพิพากษาตามยอมไว้ก่อนแล้ว  เมื่อไม่มีการปฎิบัติตามข้อตกลงใหม่ ก็ต้องผูกพันตามคำพิพากษาตามยอมที่ทำไว้เดิม ( ฎ. 6808/40)  ถือว่าข้อตกลงใหม่ ไม่มีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ แต่เป็นเรื่องการตกลงกันในวิธีการชำระหนี้เท่านั้น  หนี้ตามคำพิพากษาตามยอมจึงไม่ระงับไป

การทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในศาลสูง โดยคู่ความไม่ติดใจเรียกร้องอื่นใดอีก มีผลทำให้สิทธิตามคำพิพากษาของศาลล่างระงับไป  โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าฤชาธรรมเนียมของศาลชั้นต้นที่จำเลยนำมาวางเพื่อใช้แทนโจทก์ เมื่อจำเลยยื่นอุทธรณ์ หรือฎีกา  (ฎ.  6841/40)

คู่ความไม่ยอมลงชื่อในสัญญาประนีประนอมยอมความ ไม่ชอบด้วย มาตรา  851  คือคู่ความต้องลงลายมือชื่อไวด้วย  คำพิพากษาตามยอมไม่ชอบ (ฎ. 195/21)

ในคดีที่จำเลยหลายคนมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ และศาลพิพากษาตามยอมเฉพาะจำเลยบางคน  จะนำคำพิพากษาตามยอมบังคับจำเลยอื่นที่ไม่ได้ตกลงด้วยหาได้ไม่ (ฎ. 874/16)

การอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอม (มาตรา  138 วรรคสอง)

คำพิพากษาตามยอมจะอุทธรณ์เฉพาะเข้ากรณีใดกรณีหนึ่ง ตามมาตรา  138 วรรคสอง  เท่านั้น (ฎ. 214/29, 1150/19)

ข้อยกเว้นตามมาตรา  138(2)  คือกรณีที่อ้างว่าคำพิพากษาตามยอมละเมิดต่อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เช่น อุทธรณ์ว่าฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำหรือฟ้องซ้อนกับคดีอื่น  (ฎ. 2684/39)

คู่ความยังอาจตกลงค่าทนายความสูงกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดได้ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน  เพราะไม่ใช่เรื่องที่ศาลกำหนดให้ใช้แทนกัน (ฎ. 1848/16)

สัญญาประนีประนอมยอมความยกทรัพย์ให้บุคคลนอกคดีได้  ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน  และคู่ความมีสิทธิร้องขอบังคับคดีได้ (ฎ.3053/27) 

การอุทธรณ์คำสั่งของศาลที่วินิจฉัยเกี่ยวกับการตีความคำพิพากษาตามยอม  เป็นกระบวนพิจารณาชั้นบังคับคดี  จึงเป็นการอุทธรณ์คำสั่งชั้นบังคับคดี  ไม่ใช่อุทธรณ์คำพิพากษาตามยอม  ไม่ต้องห้ามตามมาตรา  138 วรรคสอง (ฎ.1719/38, 1858/92)

คำร้องที่ขอให้ศาลมีคำสั่งว่าจะให้คู่ความปฎิบัติตามคำพิพากษาตามยอมอย่างไร  เป็นคำร้องที่ยื่นในชั้นบังคับคดี  คู่ความย่อมมีสิทธิอุทธรณ์ ฎีกาได้  ไม่อยู่ในบังคับมาตรา  138  (ฎ.  7124/49) 

ถ้าคู่ความเห็นว่าข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ชอบ  หรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย มีสิทธิอุทธรณ์เพียงประการเดียวโดยอาศัยเหตุตามมาตรา 138 วรรคสอง  หากไม่อุทธรณ์ในกำหนดเวลาตามมาตรา  229  คดีย่อมถึงที่สุด  คู่ความจะอ้างเหตุตามมาตรา  138  วรรคสอง เพื่อขอให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ได้ (ฎ.2426/48)   แม้จะเพิ่งทราบเหตุเพิกถอนภายหลังพ้นกำหนดเวลาอุทธรณ์แล้วก็ตาม (ฎ. 6433/47) 

กรณีทำสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมเกิดจากการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ  ศาลอาจเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นได้  เช่น โจทก์อ้างว่าจำเลยนำบุคคลอื่นมาแสดงตัวเป็นโจทก์ แล้วสมคบกันทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยโจทก์ไม่รู้เห็นยินยอม จนศาลหลงเชื่อ จึงได้พิพากษาตามยอมไป (ฎ.  5394/45)   หรืออ้างว่าจำเลยหลอกลวงให้โจทก์ ลงชื่อในใบแต่งทนายความและเอกสารเพื่อนำไปถอนฟ้อง  แต่กลับนำไปแต่งตั้งทนายความมีอำนาจทำสัญญาประนีประนอมยอมความแทนโจทก์  ดังนี้หากเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมย่อมเป็นการไม่ชอบ เพราะโจทก์ไม่รู้เห็นยินยอม (ฎ. 3593/49)  ดังนี้ เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ  โจทย์ชอบที่จะขอเพิกถอนได้ตามมาตรา  27  โดยต้องขอเพิกถอนในคดีเดิม จะฟ้องเป็นคดีใหม่ไม่ได้

 นอกจากนี้คู่ความจะฟ้องคดีใหม่ ให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความก็ไม่ได้เช่นกัน  (ฎ. 1222/37)  หากไม่พอใจคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ต้องอุทธรณ์คัดค้าน จะขอให้ศาลเพิกถอนคำพิพากษาไม่ได้ 

คู่ควมจะฟ้องขอเพิกถอนคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความโดยอ้างว่าทนายความของตนกระทำนอกเหนือขอบอำนาจของการเป็นตัวแทนไม่ได้  แต่เป็นเรื่องที่โจทก์ต้องไปว่ากล่าวเอาแก่ทนายความของตนตามกฎหมาย(ฎ.7626/41) 

 ศาลมีอำนาจตีความสัญญาประนีประนอมยอมความ และให้มีการบังคับคดีไปตมเจตนาที่แท้จริงองคู่ความได้ (ฎ.525/16)  


     --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

     ...คุณเคยมีปัญหาเหล่านี้หรไม่ ? 

      - เพิ่งจบปริญญาตรี ไม่รู้จะเริ่มต้นกับการเรียนเนติอย่างไร
      - 
สอบมาหลายครั้งแล้วไม่ผ่านซัที 47 , 48 , 49 คะแนนอยู่นี่หลายครั้งแล้ว เมื่อไหร่จะถึง 50 คะแนนซักที

      - สอบมาหลายครั้งแล้ว  เพื่อนๆในกลุ่มทยอยจบกันหมด..จะลงสมัครใหม่ก็เขินอายรุ่นน้อง
      - 
อยู่ต่างจังหวัด ทำงานประจำไม่มีเวลาไปนั่งเรียนที่เนติฯ 
      - 
สมัครติวเนติทางไปรษณีย์ กว่าจดหมายจะมาถึงก็ไม่ทันสอบ
      - 
สมัครรับจองคำบรรยายเนติทางไปรษณีย์ 
กว่าจดหมายจะมาถึงก็ไม่ันสอบ
      - เดินทางไปเรียนหรือไปติวรถก็ด...กลับมาก็เหนื่อย
 
     - อยู่ต่างจังหวัดอยากมาเรียนที่ กทม. หรือมาติว...แต่ไม่สามารถมาเรีนหรือมาติวได้เพราะไกลและสถาบัติวก็อยู่หน้ารามกันหมด

      - ไม่อยากคุยกันเรื่องเรียนเนติกับเพื่อนๆหรือคนที่เรียนเนติจบแล้ว..มันรู้สึกท้อ รู้สึกอาย..จะลงใหม่ก็ไม่รู้จะปรึกษาใคร หรือเริ่มยังไงอีก 


    ถ้าเปรียบกับการสอบเนติบัณฑิต กับการทำศึกสงคราม มีกลยุทธ์ 3 อย่าง ดังนี้
        - ท่องตัวบท   คือ อาวุธ ที่เรา สะสมไว้ ต่อสู้ ยิ่งท่องตัวบทได้มาก ก็ มีอาวุธ เก็บไว้สำรองมาก หยิบใช้เมื่อไรก็ได้
        - จดฎีกา       คือการ ศึกษาแผนการรบว่าสถานการณ์แบบใดเราควรจะใช้อาวุธแบบใด ยิ่งจดจำฎีกาไว้มาก ก็มีแนวการตอบข้อสอบได้ตรงจุด ตรงประเด็น ได้มาก และไม่โดนข้อสอบหลอกล่อให้หลงทา
        -  ล่าข้อสอบ   คือ การหัดซ้อมรบก่อน เข้าสู้ศึกสงครามสนามสอบจริง ยิ่งหัดทำข้อสอบมากเท่าใด ก็เป็นการสั่งสมประสบการณ์การหัดทำข้อสอบมากขึ้นทำให้ จับประเด็นและเขียนตอบได้เร็วและทันเวลา
     -------------------------------------------------------------------------------------------------------------------     
     ขอแนะนำ !!

     ชุดรวบรวมเอกสารคำบรรยายเนติฯ สำหรับเตรียมสอบ ภาค 1/66 และ 2/65
    ++  กลุ่มวิชากฎหมายแพ่งและอาญา ++  
      - ไฟล์เสียงคำบรรยายภาคปกติ, ภาคค่ำ และภาคทบทวน 1/66 New !!
      -  ไฟล์เอกสารสรุปคำบรรยายเนติฯ 1/66 
      -  ไฟล์เอกสารประกอบคำบรรยาย 1/66 
      -  ไฟล์บทบรรณาธิการ 1/63-1/66 
      -  ไฟล์ธงคำตอบกลุ่มวิชากฎหมายแพ่งและ อาญา (สมัยที่ 56-65) 
      -  ไฟล์เอกสารทบทวนสรุปประเด็นน่สนใจ 1/66
      -  ไฟล์เอกสารรวมคำพิพากษาฎีกาใหม่ (พร้อมข้อสังเกตน่าสนใจ)1/66
      -   เทคนิคการเขียนคำตอบแบบถูกต้องที่สุด ตลอดจนเทคนิคการปรับบทกฎหมายต่งๆสำหรับทุกสนามสอบ (การเตรียมพร้อมสอบเนติฯ/ผู้ช่ยฯ/อัยการ)
    ..................................................................................................................................................
    ++ กลุ่มวิชากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและวิธีพิจารณาความอาญา ++ 
      - ไฟล์เสียงคำบรรยายภาคปกติ, ภาคค่ำ และภาคทบทวนวันอาทิตย์ 
      - ไฟล์เอกสารสรุปคำบรรยายเนติฯ 2/65 
      - ไฟล์เอกสารประกอบคำบรรยาย 2/65 
      - ไฟล์บทบรรณาธิการ 2/63-2/65 
      - ไฟล์ธงคำตอบกลุ่มวิชากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและวิธีพิจารณาความ อาญา (สมัยที่ 56-65) 
      - เทคนิคการเขียนคำตอบแบบถูกต้องที่สุด ตลอดจนเทคนิคการปรับบทกฎหมายต่งๆสำหรับทุกสนามสอบ (การเตรียมพร้อมสอบเนติฯ/ผู้ช่ยฯ/อัยการ)  
    ..................................................................................................................................................
     ค่ารวบรวม  ภาคละ 350.-บาท  (DVD 4 แผ่น) (ส่ง EMS ฟรี !! + แถมฟรี !! แผ่นรองเม้าท์) 
     หมายเหตุ    :  สั่งซื้อทั้ง 2 ภาค ค่ารวมรวมพิเศษ 650.- บาท (ส่ง EMS ฟรี !! + แถมฟรี !! แผ่นรองเม้าท์ + CD แบบร่างสัญญามากกว่า 400 แบบ (file word) + แบบฟอร์มศาล, แบบฟอร์มเ อกสารงานบุคคล,เอกสารงานบัญชีและภาษี) 

   ** สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อ 085-801-0725, E-mail : siripit...@gmail.com **

     

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages