การส่งคำคู่ความกรณีไม่พบคู่ความฯ (มาตรา 76)
เมื่อเจ้าพนักงานศาลไม่พบคู่ความฯ ณ. ภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของบุคคลนั้น อาจส่งได้โดยชอบดังนี้
1) ส่งให้แก่บุคคลอายุเกิน 20 ปี ซึ่งอยู่หรือทำงานในบ้าน หรือสำนักทำการงานของคู่ความ
2) ส่งตามข้อความในคำสั่งของศาล
ปกติถ้าส่งคำคู่ความหรือเอกสารโดยวิธีปกติไม่ได้ เช่นคู่ความไม่ยอมรับ ศาลจึงจะมีคำสั่งให้ส่งโดยวีอื่นแทนได้ เช่น ลงโฆษณาทางหนังสือพิมพ์ หรือส่งโดยปิดหมาย ( มาตรา 79 วรรคหนึ่ง)
อย่างไรก็ตาม การที่ศาลมีคำสั่งตอนรับฟ้องไว้ว่า ถ้าส่งไม่ได้ให้ปิดหมาย ถือเป็นการส่งตามข้อความในคำสั่งศาล ตามมาตรา 76 ไมใช่การส่งโดยวิธีอื่น ตามมาตรา 79 จึงเป็นการส่งโดยชอบไม่เป็นการข้ามขั้นตอน(ฎ.1088/15, 78/40) และถือว่าการส่งข้อความในคำสั่งศาลมีผลเป็นการรับหมายในทันที จึงนับระยะเวลาตามคำสั่งศาลได้ทันที โดยไม่ต้องรอให้ล่วงพ้นระยะเวลา 15 วัน ตามาตรา 79 วรรคสองก่อน (คร.872/46)
ส่วนการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องตามมาตรา 79 เป็นเรื่องที่ศาลมิได้มีคำสั่งกำหนดวิธีการส่งไว้ในคำฟ้องล่วงหน้า ต่อมาไม่สามารถส่งตามวิธีปกติได้ ศาลจึงมีคำสั่งกำหนดวิธีการส่งโดยวิธีการอื่นอีกครั้งหนึ่ง
การส่งโดยวิธีอื่นตามมาตรา 79 ต้องปรากฏว่าไม่อาจส่งหมายโดยวิธีธรรมดาตามมาตรา 74-78 ได้ ดังนี้ ถ้าปรากฏภูมิลำเนา หรือสำนักทำการงานของคู่ความก็ต้องส่งคำคู่ความหรือเอกสารให้คู่ความโดยวิธีธรรมดาที่ภูมิลำเนาหรือสำนักงานนั้นก่อนศาลจะสั่งให้ส่งโดยวิธีประกาศทางหนังสือพิมพ์ หรือประกาศที่หน้าศาลทันที ย่อมเป็นการส่งที่ไม่ชอบ (ฎ.3194/25,43/40)
ส่งหมายเรียก และสำเนาคำฟ้องโดยวิธีธรรมดาไม่ได้ ศาลจึงสั่งให้ส่งโดยวิธีปิดหมาย ณ ภูมิลำเนาของจำเลย การที่ศาลแจ้งนัดสืบพยานโดยสั่งปิดประกาศหน้าศาลในนัดต่อมาถือว่าเป็นวิธีการหนึ่งตามมาตรา 79 การแจ้งนัดดังกล่าวจึงชอบ (ฎ.5188/48) เมื่อปรากฎในตอนส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องว่าไม่สามารถส่งโดยวิธีธรรมดาได้ จึงต้องส่งโดยวิธีผิดหมาย ในการส่งคำคู่ความหรือเอกสารในนัดต่อมา ศาลก็อาจสั่งให้ส่งโดยวิธีปิดหมายหรืออาจใช้วิธีประกาศหน้าศาลได้
การส่งคำคู่ความหรือเอกสารต้องส่งให้แก่คู่ความ หรือผู้ที่ระบุไว้ในคำคู่ความหรือเอกสารโดยต้องส่ง ณ ภูมิลำเนาหรือสำนักการงานของผู้นั้น (มาตรา 74(2)) ถ้าไม่พบก็อาจส่งให้แก่บุคคลที่มีอายุเกิน 20 ปี ที่อยู่ หรือทำงานในที่นั้น ก็ถือว่าเป็นการส่งโดยชอบตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 76 ในกรณีที่ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลย โดยบุคคลอายุไม่เกิน 20 ปี เป็นผู้รับแทน แต่ปรากฏว่าจำเลยได้แต่งทนายความมาต่อสู้คดีและดำเนินกระบวนพิจารณาต่อมา แสดงว่าจำเลยทราบเรื่องที่ถูกฟ้องแล้ว จำเลยจะมาอ้างภายหลังว่าการส่งหมายรียกและสำเนาคำฟ้องไม่ชอบ ไม่ได้ (ฎ. 469/36)
การส่งหมายนัดให้แก่ทนายความตามที่อยู่ในสำนวน โดยปิดหมาย เมื่อทนายความย้ายไปแล้ว การปิดหมายไม่ชอบ (ฎ.3725/34)
กรณีหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด ถือว่ามีหลักแหล่งที่ทำการเป็นปกติ ณ ภูมิลำเนาของห้างหุ้นส่วนจำกัดด้วย โจทก์ขอให้ส่งสำเนาคำฟ้องให้แก่หุ้นส่วนผู้จัดการ ณ ภูมิลำเนาของห้างฯ ได้ แต่เมื่อสถานที่ทำการของห้างรื้อไปแล้ว โจทก์ก็ขอให้ส่งสำเนาคำฟ้องให้หุ้นส่วนผู้จัดการโดยประกาศทางหนังสือพิมพ์ได้ (ฎ.2528/37)
ถ้าสำนักงานใหญ่ซึ่งเป็นภูมิลำเนาของนิติบุคคลถูกไฟไหม้ แต่โครงหลังคาของสำนักงานแห่งใหญ่ยังอยู่ ถือว่ายังคงเป็นภูมิลำเนาของนิติคลอยู่ (ฎ.2129/27)
การส่งคำคู่ความและเอกสารซึ่งได้กระทำในศาลตามมาตรา 77(3) ต้องเป็นการส่งให้แก่คู่ความหรือผู้มีชื่อระบุว่าเป็นผู้รับหมาย ดังนี้ หมายนัดซึ่งระบุชื่อโจทก์ร่วมในหมาย แต่เจ้าพนักงานศาลให้สามีโจทก์ร่วมลงชื่อรับแทนโจทก์ร่วม แม้จะได้กระทำในศาลก็ถือว่าไม่ชอบ (ฎ.1558/27)
การวางหมายตามมาตรา 78 ต้องมีพนักงานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองหรือเจ้าพนักงานตำรวจเป็นพยานด้วย มิฉะนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย (ฎ.345/20)
แต่การส่งหมายไม่ต้องมีตำรวจท้องที่เป็นพยานด้วย (ฎ.1816/27)
การวางหมายตามมาตรา 78 ต้องเป็นการวางหมาย ณ ภูมิลำเนาของผู้รับด้วย (ฎ.4626/30)
เจ้าพนักงานศาลปิดคำคู่ความโดยศาลไม่ได้สั่งให้ปิด ถือไม่ได้ว่าจำเลยได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องโดยชอบ (ฎ. 116/31)
การปิดคำคู่ความหรือเอกสารต้องปิดไว้ในที่แลเห็นได้ง่าย การส่งให้คนในบ้านของจำเลยรับไว้ มิใช่การปิดในที่แลเห็นได้ง่ายตามมาตรา 79 (ฎ.1958/46)
การปิดนั้นจะต้องทำให้แน่นหนาไม่หลุดออกง่าย (ฎ.1416/45)
การนำลวดมาผูกคำคู่ความหรือเอกสารก็เป็นการปิดโดยชอบ (ฎ.9034/42,1714/47)
คำพิพากษาหรือคำสั่ง ( มาตรา 131-148)
ในเรื่องประเด็นแห่งคดีศาลต้องวินิจฉัยชี้ขาดโดยทำเป็นคำพิพากษาหรือคำสั่งหรือจำหน่ายคดี (มาตรา 131)
การวินิจฉัยประเด็นแห่งคดี ศาลอาจวินิจฉัยในชั้นตรวจคำฟ้องก็ได้ ถ้าศาลเห็นว่าตามฟ้องของโจทก์ไม่มีทางชนะคดี หรือไม่อาจจะพิพากษาให้ได้ ก็พิพากษายกฟ้องได้ทันที (ฎ.3877/25, 5071/49)
การวินิจฉัยชี้ขาดคดีในชั้นตรวจคำฟ้อง ก็ต้องดูว่าเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของผู้พิพากษาคนเดียวหรือไม่ ถ้าเป็นคดีที่ไม่อยู่ในอำนาจของผู้พิพากษาคนเดียวการทำคำวินิจฉัยก็ต้องกระทำโดยผู้พิพากษาครบองค์คณะด้วย (ฎ.125/26) เรื่องนี้เป็นการร้องขัดทรัพย์ หากทุนเกิน สามแสนบาท ก็ต้องมีองค์คณะอย่างน้อยสองคน เพราะเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดี
การสั่งจำหน่ายคดี ต้องเป็นการสั่งที่ไม่ได้เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นแห่งคดี ถ้ามีการวินิจฉัยชี้ขาดคดี แม้จะเป็นการชี้ขาดตามกฎหมายวิธีพิจารณาความ ศาลก็ต้องทำในรูปคำพิพากษา
หรือคำสั่ง จะสั่งจำหน่ายคดีไม่ได้ เช่นศาลเห็นว่าฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำ ศาลก็ต้องพิพากษายกฟ้อง จะมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีไม่ได้ (ฎ.2006/26)
ข้อสังเกต คำวินิจฉัยของศาลที่ว่า ฟ้องแย้งไม่สามารถบังคับให้โจทก์ทำสัญญาเช่าได้ เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นแห่งคดีแล้ว จะสั่งไม่รับฟ้องแย้งไม่ได้ ต้องสั่งยกฟ้องแย้งตามมาตรา 131(2)
คำสั่งจำหน่ายคดี ตามมาตรา 132 เป็นดุลพินิจของศาล (ฎ.1929/39)
คำพิพากษาตามยอม (มาตรา 138)
คู่ความจะตกลงประนีประนอมยอมความในศาล และศาลพิพากษาตามยอมก็ต่อเมื่อศาลมีคำสั่งรับฟ้องคดีนั้นแล้ว ดังนั้นคดีที่โจทก์ขอฟ้องคดีอย่างคนอนาถาและอยู่ในระหว่างไต่สวนคำร้องศาลชั้นต้นยังไม่ได้รับฟ้อง โจทก์จำเลยจะตกลงกันและศาลจะพิพากษาตามยมยังไม่ได้ มิฉะนั้นเป็นคำพิพากษาตามยอมที่ๆไม่ชอบด้วยกฎหมาย (ฎ. 2994/43)
สัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำกันในศาล เพื่อให้ศาลพิพากษาตามยอม ไม่อยู่ในบังคับ มาตรา 142 ที่ห้ามพิพากษาเกินคำขอ เพียงแต่ต้องตกลงกันในขอบเขตแห่งประเด็นหรือเกี่ยวเนื่องกับประเด็นคดีท่านั้น (ฎ. 2170/19, 3191/47)
การที่ทนายโจทก์ทำสัญญาประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับหนี้รายอื่น ซึ่งโจทก์ไม่ได้ฟ้องด้วย ไม่เกี่ยวกับประเด็นแห่งคดี ไม่มีผลผูกพันโจทก์ ศาลฎีกาพิพากษาให้ยกคำพิพากษาของศาลล่าง (ฎ.5372/ 42)
ในคดีร้องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดก แม้ผู้ร้องและผู้คัดค้านจะตกลงกันให้ผู้ใดเป็นผู้จัดการมรดก ศาลก็ไม่อาจพิพากษาตามยอมได้ เพราะยังมีประเด็นต้องวินิจฉัยถึงสิทธิและคุณสมบัติของผู้ที่จะเป็นผู้จัดการมรดกเสียก่อน (ฎ. 30/49)
ข้อสังเกต แม้ศาลฎีกาจะไม่พิพากษาตามยอมให้ก็ตาม แต่ก็เป็นเหตุหนึ่งที่ศาลฎีกาหยิบยกขึ้นพิจารณาประกอบแล้วตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดก
เช่นเดียวกับคดีฟ้องหย่า เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้หย่าแล้ว คู่ความจะตกลงกันในระหว่างพิจารณาของศาลสูงเพื่อให้โจทก์จำเลยเป็นสามีภริยากันอีก ศาลสูงไม่อาจพิพากษาตามยมได้เพราะกรสมรสเป็นสิทธิเฉพาะตัว และต้องทำตามาเงื่อนไขของกฎหมายด้วย (ฎ. 3057/25)
การตกลงประนีประนอมยอมความกันอาจจะทำในขณะที่คดีอยู่ในระหว่างการพิจาณาของศาลชั้นต้น ศาลอุทรณ์หรือศาลฎีกาก็ได้ หรือแม้แต่คดีถึงที่สุดแล้วก็ตาม ก็อาจะตกลงมิให้มีการบังคับคดีตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดนั้นก็ได้ (ฎ. 2576/31)
เมื่อศาลพิพากษาตามยอมแล้วคู่ความไปทำข้อตกลงกันเอง ศาลไม่อาจบังคับให้ได้ (ฎ. 2437/23) หรือแม้ศาลจะบันทึกข้อตกลงนั้นในรายงานกระบวนพิจารณา ก็มิใช่ข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความ ก็ไมอาจบังคับในคดีนี้ได้ ฎ. 3086/49)
การที่คู่ความตกลงกันใหม่ แม้จะกระทำในศาลแต่ไม่ได้เลิกสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลพิพากษาตามยอมไว้ก่อนแล้ว เมื่อไม่มีการปฎิบัติตามข้อตกลงใหม่ ก็ต้องผูกพันตามคำพิพากษาตามยอมที่ทำไว้เดิม ( ฎ. 6808/40) ถือว่าข้อตกลงใหม่ ไม่มีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ แต่เป็นเรื่องการตกลงกันในวิธีการชำระหนี้เท่านั้น หนี้ตามคำพิพากษาตามยอมจึงไม่ระงับไป
การทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในศาลสูง โดยคู่ความไม่ติดใจเรียกร้องอื่นใดอีก มีผลทำให้สิทธิตามคำพิพากษาของศาลล่างระงับไป โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าฤชาธรรมเนียมของศาลชั้นต้นที่จำเลยนำมาวางเพื่อใช้แทนโจทก์ เมื่อจำเลยยื่นอุทธรณ์ หรือฎีกา (ฎ. 6841/40)
คู่ความไม่ยอมลงชื่อในสัญญาประนีประนอมยอมความ ไม่ชอบด้วย มาตรา 851 คือคู่ความต้องลงลายมือชื่อไวด้วย คำพิพากษาตามยอมไม่ชอบ (ฎ. 195/21)
ในคดีที่จำเลยหลายคนมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ และศาลพิพากษาตามยอมเฉพาะจำเลยบางคน จะนำคำพิพากษาตามยอมบังคับจำเลยอื่นที่ไม่ได้ตกลงด้วยหาได้ไม่ (ฎ. 874/16)
การอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอม (มาตรา 138 วรรคสอง)
คำพิพากษาตามยอมจะอุทธรณ์เฉพาะเข้ากรณีใดกรณีหนึ่ง ตามมาตรา 138 วรรคสอง เท่านั้น (ฎ. 214/29, 1150/19)
ข้อยกเว้นตามมาตรา 138(2) คือกรณีที่อ้างว่าคำพิพากษาตามยอมละเมิดต่อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เช่น อุทธรณ์ว่าฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำหรือฟ้องซ้อนกับคดีอื่น (ฎ. 2684/39)
คู่ความยังอาจตกลงค่าทนายความสูงกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดได้ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน เพราะไม่ใช่เรื่องที่ศาลกำหนดให้ใช้แทนกัน (ฎ. 1848/16)
สัญญาประนีประนอมยอมความยกทรัพย์ให้บุคคลนอกคดีได้ ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน และคู่ความมีสิทธิร้องขอบังคับคดีได้ (ฎ.3053/27)
การอุทธรณ์คำสั่งของศาลที่วินิจฉัยเกี่ยวกับการตีความคำพิพากษาตามยอม เป็นกระบวนพิจารณาชั้นบังคับคดี จึงเป็นการอุทธรณ์คำสั่งชั้นบังคับคดี ไม่ใช่อุทธรณ์คำพิพากษาตามยอม ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 138 วรรคสอง (ฎ.1719/38, 1858/92)
คำร้องที่ขอให้ศาลมีคำสั่งว่าจะให้คู่ความปฎิบัติตามคำพิพากษาตามยอมอย่างไร เป็นคำร้องที่ยื่นในชั้นบังคับคดี คู่ความย่อมมีสิทธิอุทธรณ์ ฎีกาได้ ไม่อยู่ในบังคับมาตรา 138 (ฎ. 7124/49)
ถ้าคู่ความเห็นว่าข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ชอบ หรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย มีสิทธิอุทธรณ์เพียงประการเดียวโดยอาศัยเหตุตามมาตรา 138 วรรคสอง หากไม่อุทธรณ์ในกำหนดเวลาตามมาตรา 229 คดีย่อมถึงที่สุด คู่ความจะอ้างเหตุตามมาตรา 138 วรรคสอง เพื่อขอให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ได้ (ฎ.2426/48) แม้จะเพิ่งทราบเหตุเพิกถอนภายหลังพ้นกำหนดเวลาอุทธรณ์แล้วก็ตาม (ฎ. 6433/47)
กรณีทำสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมเกิดจากการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ศาลอาจเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นได้ เช่น โจทก์อ้างว่าจำเลยนำบุคคลอื่นมาแสดงตัวเป็นโจทก์ แล้วสมคบกันทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยโจทก์ไม่รู้เห็นยินยอม จนศาลหลงเชื่อ จึงได้พิพากษาตามยอมไป (ฎ. 5394/45) หรืออ้างว่าจำเลยหลอกลวงให้โจทก์ ลงชื่อในใบแต่งทนายความและเอกสารเพื่อนำไปถอนฟ้อง แต่กลับนำไปแต่งตั้งทนายความมีอำนาจทำสัญญาประนีประนอมยอมความแทนโจทก์ ดังนี้หากเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมย่อมเป็นการไม่ชอบ เพราะโจทก์ไม่รู้เห็นยินยอม (ฎ. 3593/49) ดังนี้ เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ โจทย์ชอบที่จะขอเพิกถอนได้ตามมาตรา 27 โดยต้องขอเพิกถอนในคดีเดิม จะฟ้องเป็นคดีใหม่ไม่ได้
นอกจากนี้คู่ความจะฟ้องคดีใหม่ ให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความก็ไม่ได้เช่นกัน (ฎ. 1222/37) หากไม่พอใจคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ต้องอุทธรณ์คัดค้าน จะขอให้ศาลเพิกถอนคำพิพากษาไม่ได้
คู่ควมจะฟ้องขอเพิกถอนคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความโดยอ้างว่าทนายความของตนกระทำนอกเหนือขอบอำนาจของการเป็นตัวแทนไม่ได้ แต่เป็นเรื่องที่โจทก์ต้องไปว่ากล่าวเอาแก่ทนายความของตนตามกฎหมาย(ฎ.7626/41)
ศาลมีอำนาจตีความสัญญาประนีประนอมยอมความ และให้มีการบังคับคดีไปตมเจตนาที่แท้จริงองคู่ความได้ (ฎ.525/16)
- เพิ่งจบปริญญาตรี ไม่รู้จะเริ่มต้นกับการเรียนเนติอย่างไร
- สอบมาหลายครั้งแล้วไม่ผ่านซักที 47 , 48 , 49 คะแนนอยู่นี่หลายครั้งแล้ว เมื่อไหร่จะถึง 50 คะแนนซักที
- สอบมาหลายครั้งแล้ว เพื่อนๆในกลุ่มทยอยจบกันหมด..จะลงสมัครใหม่ก็เขินอายรุ่นน้อง
- อยู่ต่างจังหวัด ทำงานประจำไม่มีเวลาไปนั่งเรียนที่เนติฯ
- สมัครติวเนติทางไปรษณีย์ กว่าจดหมายจะมาถึงก็ไม่ทันสอบ
- สมัครรับจองคำบรรยายเนติทางไปรษณีย์ กว่าจดหมายจะมาถึงก็ไม่ทันสอบ
- เดินทางไปเรียนหรือไปติวรถก็ติด...กลับมาก็เหนื่อย
- อยู่ต่างจังหวัดอยากมาเรียนที่ กทม. หรือมาติว...แต่ไม่สามารถมาเรียนหรือมาติวได้เพราะไกลและสถาบันติวก็อยู่หน้ารามกันหมด
- ไม่อยากคุยกันเรื่องเรียนเนติกับเพื่อนๆหรือคนที่เรียนเนติจบแล้ว..มันรู้สึกท้อ รู้สึกอาย..จะลงใหม่ก็ไม่รู้จะปรึกษาใคร หรือเริ่มยังไงอีก