สรุปคำบรรยายวิชา กฎหมายแรงงาน (ค่ำ) ครั้งที่ 4 - 5

769 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
Jul 15, 2010, 5:50:01 AM7/15/10
to LAWSIAM

<A HREF="http://www.thaijustice.com/webboard.asp?sub=0&id=1506160">สรุปคำบรรยายวิชา กฎหมายแรงงาน (ค่ำ) ครั้งที่ 1 Link </A>

<A HREF="http://www.thaijustice.com/webboard.asp?sub=0&id=1513307">สรุปคำบรรยายวิชา กฎหมายแรงงาน (ค่ำ) ครั้งที่ 2 </A>

<A HREF="http://www.thaijustice.com/webboard.asp?sub=0&id=1521782">สรุปคำบรรยายวิชา กฎหมายแรงงาน (ค่ำ) ครั้งที่ 3 </A>

<A HREF="http://www.thaijustice.com/webboard.asp?sub=0&id=1541358">สรุปคำบรรยายวิชา กฎหมายแรงงาน (ค่ำ) ครั้งที่ 4 – 5  </A>

 

หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า  kankokub  ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ รุ่งโรจน์  รื่นเริงวงศ์ ผู้บรรยาย   ,  ผู้มีน้ำใจส่ง flie เสียงที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้าขอบคุณ. http://www.muansuen.com และคุณ admin ที่นำ flie เสียงมาลงแบ่งปันให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

ครั้งที่ 6 . พ 30  มิถุนายน 2553

            วันนี้พูดเรื่องค่าชดเชยซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญและมีการออกสอบเสมอ มีบัญญัติไว้ในมาตรา 118 หลักเกณฑ์ที่สำคัญมีสามประการ หนึ่งคือ ลูกจ้างถูกนายจ้างเลิกจ้าง หากลาออกเองก็ไม่ได้ค่าชดเชย และประการที่สองคือ ลูกจ้างนั้นต้องทำงานกับนายจ้างครบ 120 วัน ให้นับตั้งแต่วันแรกที่เข้าทำงานจนถึงวันสุดท้าย นับทุกวัน หากครบ 120 วันก็จะได้ค่าชดเชยหากไม่ครบก็จะไม่ได้ค่าชดเชย และที่สำคัญคือลูกจ้างจะต้องไม่ทำความผิดตาม 119 ถ้าครบสามองค์ประกอบนี้จึงจะได้ค่าชดเชย จำนวนค่าชดเชยให้คิดตามอายุงาน คือ ทำมากก็ได้มาก อายุงานน้อยก็ได้น้อย ซึ่งอยู่ใน 118 มีอยู่ห้ากรณี คือ ถ้าทำงาน 120 วันขึ้นไปก็ได้ค่าชดเชย สามสิบวัน ถ้า หนึ่ง ปี ก็ได้ เก้าสิบวัน ถ้าสามปี ก็ได้ ร้อยแปดสิบวัน ถ้าหกปี ก็ได้ สองร้อยเจ็ดสิบวัน ถ้าสิบปีขึ้นได้ก็ได้ สามร้อยวัน

            ของค่าจ้างอะไรคือค่าจ้างก็ได้อธิบายไปแล้ว ซึ่งตรงนี้อาจารย์หลายท่านก็ชอบนำมาออกสอบ ข้อสังเกตคือกฎหมายใช้คำว่าวัน อย่าไปตอบว่าได้ สามเดือน หกเดือน หรือ สิบเดือน ตอบอย่างนี้โดนหักคะแนนแน่นอนนะครับ อาจารย์ได้บรรยายแต่ต้นแล้วว่า ลูกจ้างจะได้ค่าชดเชยต่อเมื่อเลิกจ้าง ซึ่งเลิกจ้างก็อยู่ใน 118 วรรคสาม ซึ่งก็มีสองกรณีคือ เลิกจ้างธรรมดากับเลิกจ้างโดยปริยาย ซึ่งก็มีองค์ประกอบคือ ไม่ให้ทำงานตลอดไป ไม่ใช่ลูกจ้างไม่ทำงานเองนะครับ นายจ้างไม่ให้ทำงาน

            ซึ่งการไม่ให้ทำงานอาจทำเป็นหนังสือหรือ พูดด้วยวาจาก็ได้

            ถ้าไม่ให้ทำงานเพียงชั่วคราวเช่นพักงานอย่างนี้ไม่ใช่เลิกจ้าง หรือนายจ้างมีความจำเป็นต้องหยุดกิจการชั่วคราวอย่างนี้ไม่ใช่เลิกจ้างและข้อสองที่สำคัญคือไม่จ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้าง เพราะฉะนั้นจะเป็นการเลิกจ้างต้องไม่ให้ทำงานด้วยไม่จ่ายค่าจ้างด้วย และประการที่สามคือสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือเหตุอื่นใดตรงนี้อาจารย์บอกแล้วว่าเป็น เพียงกำหนดความเท่านั้นเองที่สำคัญก็คือ หนึ่งกับสอง สมมุติไม่ให้ทำงานเมื่อสิ้นสุดสัญญาจ้าง กฎหมายก็ถือว่าเลิกจ้างคำว่าเหตุอื่นใดนี่เยอะมาก สรุปว่าไม่ว่าด้วยเหตุอะไรก็เป็นการเลิกจ้าง เช่นอ้างว่าลูกจ้างทำผิด อ้างว่าเกษียณอายุแล้วก็เป็นเลิกจ้างทั้งสิ้น เลิกจ้างโดยปริยายก็มีองค์ประกอบสามประการคือ

            ไม่ได้ทำงาน และ ไม่ได้รับค่าจ้าง แต่นายจ้างไม่ได้บอกว่าไม่ให้ทำงานนะครับ แต่เนื่องจากนายจ้างไม่สามารถประกอบกิจการไปได้ จึงขาดสภาพคล่อง โรงงานถูกไฟไหม้ ไม่มีงานให้ลูกจ้างทำอย่างนี้ก็ถือเป็นการเลิกจ้าง จริงๆจะตอบสั้นๆว่าเจ๊งก็ได้ แต่ห้ามตอบนะครับ ใครขืนตอบว่านายจ้างเจ๊ง ลูกจ้างมีสิทธิได้ค่าชดเชย ก็ตอบไม่ได้ ไม่ว่าเลิกจ้างโดยตรงหรือเลิกจ้างโดยปริยาย ก็เป็นการเลิกจ้าง ตรงนี้เดี๋ยวอาจารย์ผ่านไปก่อน เอาซะหน่อยก็ได้ บรรยายตรงนี้ก่อนก็ไม่ผิดกติกา เพราะฉะนั้นสิ้งสำคัญที่ได้ค่าชดเชยคือ ลูกจ้างต้องถูกนายจ้างเลิกจ้าง ก็มีฏีกาจำนวนมาก ที่ตัดสิน หลายๆคนตายน้ำตื้นนะครับ แค่บรรไดขึ้นแรกก็ตกแล้วคือไม่มีการเลิกจ้าง ไม่ต้องดูว่ามีการได้ค่าชดเชยหรือไม่ เลิกจ้างต้องไม่ให้ทำงานและไม่จ่าย

            2393/2545 ได้วินิจฉัย จริงๆฏีกาที่อาจารย์พูดส่วนใหญ่อยู่ในหนังสืออาจารย์เล่มนี้  

ลูกจ้างบกพร่องต่อหน้าที่จนถูกโอนหรือถูกย้ายแถมนายจ้างบอกให้ปรับปรุงตัวไม่งั้นจะเลิกจ้าง ลูกจ้าง น้อยใจก็ยื่นใบลาออก กรณีนี้ การที่ลูกจ้างยื่นใบลาออกแม้มีเหตุจากถูกนายจ้างเตือน แต่ก็ไม่ใช้เรื่องที่นายจ้างไม่ให้ทำงานต่อไปจึงไม่ใช่การเลิกจ้าง ก็ง่ายๆ ไม่ยากอะไร ลาออกไม่ใช่เลิกจ้าง ก็คดีมีปัญหาเหมือนกัน ถ้าลูกจ้างลาออกแล้วมีผลในอนาคต แต่นายจ้างอนุมัติให้ออกก่อนกำหนด ไม่ถือเป็นการเลิกจ้าง คราวที่แล้วก็น่าจะจำได้ ว่าถ้ามีการเลิกสัญญาจ้าง ต้องบอกก่อนวันถึงกำหนดแล้วมีผล เมื่อถึงคราวต่อไป สมมุติลูกจ้างยื่นหนังสือลาออกให้มีผล กรกฎา 2526 แต่นายจ้างให้ออก 24 มิถุนายน เป็นการให้พ้นก่อนวันที่ลูกจ้างประสงค์ แต่นายจ้างให้ออกก่อน อย่างนี้เนี่ย ลูกจ้างก็มาฟ้องว่าเป็นการเลิกจ้างเขา ศาลตัดสินว่าการให้ออกก็เป็นไปตามความประสงค์ของลูกจ้างจะออกอยู่แล้ว จึงไม่ใช่การเลิกจ้าง

            มีฏีกาต่อมา 1196-1218/2546 ก็เป็นกรณีเดียวกัน ลูกจ้างลาออกก็เป็นการอนุมัติให้ลาออกก่อนที่ประสงค์แต่ทำให้เสียหาย เท่าค่าเสียหายที่ประสงค์จะลาออก เทียบกับฏีกาก่อน ที่นายจ้างให้ออกเมื่อวันที่ 24 นายจ้างก็ต้องจ่ายค่าจ้าง จนถึงวันที่ 15 ซึ่งเป็นวันที่ลูกจ้างประสงค์จะลาออก ควบสองฏีกา ก็วางหลักได้ว่าถ้านายจ้างอนุมัติให้ลาออกก่อนไม่ถือเป็นการเลิกจ้าง แต่นายจ้างต้องจ่ายจนถึงวันที่ลูกจ้างประสงค์จะออก

            การเลิกจ้างเป็นการตัดความสัมพันธ์โดยเด็ดขาดคือไม่ต้องกลับมาแล้ว ออกไปโดยเด็ดขาด ถ้ากรณีที่ยังไม่ได้มีการตัดความสัมพันธ์โดยเด็ดขาดก็ไม่ใช่การเลิกจ้าง

            709/2544 วินิจฉัยว่ามีคำสั่งพักงานเพื่อสอบสวนความผิด กรณีนี้ถูกกล่าวหาว่าไปลักทรัพย์นายจ้าง เป็นการสั่งหใหยุดงานช่วคราว ความเป็นลูกจ้างนายจ้างยังอยู่นะครับ อย่างนี้ก็ไม่ใช่การเลิกจ้าง อีกฏีกาหนึ่ง

             9783/2539 นายจ้างสั่งพักงานเพื่อรอผลคดีอาญา การที่ไม่จ่ายค่าจ้างลูกจ้างมีสิทธิที่จะฟ้อง ถ้าเกินกว่าเจ็ดวันก็ได้ค่าจ้างเต็ม ตรงนี้ต้องเติมว่า ไม่เป็นการให้ลูกจ้างทำงานต่อไปโดยเด็ดขาดจึงไม่ใช่เลิกจ้าง

            กรณีที่สี่กรณีโอนลูกจ้างไปให้ทำงานกับนายจ้างใหม่ จริงๆแล้วการโอนที่จะสมบูรณ์ จะต้องมีสามยินยอมกับหนึ่งต่อเนื่อง สามยินยอมก็คือ หนึ่ง นายจ้างเก่ายอมให้โอน และสองลูกจ้างยอมโอน ถ้าลูกจ้างไม่ยอมโอนก็บังคับไม่ได้และ สาม นายจ้างใหม่ยอมรับโอน หนึ่งต่อเนื่องคือ นับอายุงานต่อเนื่องกัน ถ้าขาดองค์ประกอบไป สักหนึ่ง ก็คือเลิกจ้าง

            เช่นกรณีที่ลูกจ้างไม่ยินยอม ถือว่านายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทั้งหกทำงานต่อไปจึงเป็นการเลิกจ้างลูกจ้างทั้งหก ตรงนี้ จะใช้คำว่าลูกจ้างก็เหมือนกัน แต่ถ้าเวลาออกข้อสอบก็มีนายดำ นายเขียว ก็ปรับเอาเอง สรุปแล้วเรื่องนี้เป็นเลิกจ้างเพราะไม่ได้ยินยอม ข้อที่ห้า พฤติการณ์ที่ถือเป็นการเลิกจ้าง เมื่อตอนต้นชั่วโมงอาจารย์ได้บรรยายว่าลูกจ้างไม่ได้ทำงานต่อไป

            การที่นายจ้างไม่ให้ทำ อาจเป็นหนังสือ หรือ วาจา ก็ได้

            เช่นเรื่องที่นายจ้างได้ว่าจ้างบุคคลอื่นมาทำหน้าที่แม่บ้าน แทนลูกจ้างในคดีนี้ แถมยังทำการเปลี่ยนกุญแจสำนักงาน ทำให้ลูกจ้างทำงานไม่ได้ แถมยังเรียกเงินทดลอง คืน อย่างนี้ศาลก็แปลว่า ถือว่านายจ้างมีเจตนาไม่ให้ทำงานต่อไปถือเป็นการเลิกจ้าง

            ศาลก็แปลว่าเจตนาไม่ให้เขาทำงานต่อไปก็เป็นการเลิกจ้าง ยังมีฏีกาทำนองเดียวกันหลายฏีกา เนื่องจากมีเวลาจำกัดอาจารย์ก็จะยกเพียงหนึ่งฏีกา

            เกษียณอายุ และไม่ให้ทำงานและไม่ได้จ่ายค่าจ้าง

            6828/2543 เรื่องนี้บริษัทนี้นายจ้างไม่มีระเบียบว่าเกษียณเมื่ออายุครบ หกสิบปีบริบูรณ์ กรณีนี้ก็ทำจนครบแต่นายจ้างก็ไม่ให้ออกจากงาน ให้ทำงานต่อไปเรื่อยๆ ห้าปี พอครบห้าปีก็เลย ไม่ให้ทำงานต่อไปแล้วและก็จ่ายเงินค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างลูกจ้างก็มาฟ้อง ว่าจ่ายให้เขาก้อนเดียวไม่ถูก

            เรื่องนี้ศาลตัดสินว่า ตอนอายุครบหกสิบปียังไม่มีการเลิกจ้างครับ ถ้าข้อเท็จจริงเปลี่ยนว่าอายุครบหกสิบปี เกษียณแล้วจ่ายค่าชดเชยไป แล้วมาทำสัญญาใหม่ อย่างนี้จ่ายสองต่อนะครับ ปัญหาต่อไปคือการเกษียณอายุเป็นการที่ สัญญาสิ้นสุดลงหรือไม่ สัญญาสิ้นสุดลงนายจ้างก็ไม่ได้มีการเลิกจ้าง จะถือเป็นการเลิกจ้างไม่ได้ ศาลก็ตัดสินมาเป็นหลายร้อยคดี น่าจะเป็นหมื่นคดีแล้วนะ ว่าเกษียณอายุเป็นเลิกจ้าง

            การที่นายจ้างให้ลูกจ้างออกจากงานเพราะอายุครบหกสิบปี ตามข้อกำหนด ก็เป็นการเลิกจ้าง

            ก็เป็นกรณีไม่ให้ทำงานเนื่องจากเพราะเหตุอื่นใด สรุปแล้วเกษียณอายุก็เป็นเลิกจ้างนะครับ แต่เวลาตอบก็ต้องวางหลักกฎหมายนะครับ

            แต่การพูดด้วยวาจาให้ออกจากงานก็เป็นเลิกจ้างครับ 8679/2548

            นายจ้างได้พูดกับลูกจ้างว่าให้ออกไปเลยในวันนี้ การที่นายจ้างได้พูดกับนายจ้างว่าให้ออกไปเลยในวันนี้ ก็คือลูกจ้างตลอดไปก็คือการเลิกจ้าง แต่ปัญหาที่มาสู่ศาลมันมักจะเถียงกันว่าพูดหรือไม่พูดว่าอย่างไร แต่ว่าในคดีนี้ สืบชัดว่านายจ้างพูดจริง

            สัญญามีกำหนดระยะเวลาแต่นายจ้างขยายระยะเวลาออกไป

            ในเรื่องนี้นายจ้างมีสัญญาจ้าง มีกำหนดจ้างจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2548 15 กุมภาพันธ์ 48 แต่ลูกจ้างทำบันทึกว่า ไม่ใช่เป็นการกระทำที่นายจ้างไม่ให้ จึงเป็นเรื่องลาออกไม่ใช่ เลิกจ้างนะครับ น่าคิดมากครับ ว่า จริงๆสัญญาฉบับแรกมันจะครบกำหนดแล้ว อยู่ๆ นายจ้างไปขยายเองโดยพละการไม่ได้นะครับ

            เมื่อเป็นฏีกาที่ยังมีปัญหาก็คงไม่เอามาออกสอบ

            สัญญาจ้างมีผลเมื่อนายจ้างไม่ให้ทำงานนะครับ ฝ่ายที่เลิกสัญญาต้องบอกก่อนหรือมีผลและให้มีผลในคราวถัดไป ในกรณีนี้ นายจ้างไม่ให้ทำงานเมื่อ 31 กรกฎาคม 2541 นายจ้างบอกเลิกจ้าง และจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ปัญหาคือ กรณีนี้สัญญาจ้างสิ้นสุดเมื่อใด ในเรื่องนี้มีคาบเกี่ยวกำลังจะครบสามปี มันคาดไปเดือนเดียว แต่ถ้านับ 31 กรกฎาคม 2541 มันจะยังไม่ครบสามปีนะครับ

            ก็เลยมาเถียงกันว่ามีผลวันไหน 7300/2543 มีผลในวันที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงาน

            119 วรรคสุดท้าย นายจ้างต้องให้เหตุผลในหนังสือเลิกจ้าง ถ้าไม่ยกเหตุผล ต่อมาจะยกเหตุเพื่อจ่ายค่าชดเชยไม่ได้

            มีฏีกาตัดสินไว้เยอะ 4040/2545

            ตอนบอกเลิกสัญญาไม่ได้ให้เหตุผลไว้ต่อมาจะให้เหตุผลไม่ได้นะครับ ต้องจ่ายค่าชดเชย

            ข้อที่สิบสาม แม้ไม่ระบุเหตุของการเลิกจ้างก็ยกเป็นข้อต่อสู้ สินจ้างแทนการเลิกจ้างก็ได้ พอในชั้นศาลนายจ้าง อ้างเหตุอื่นๆมาด้วย สมมุติว่าตอนมาชั้นศาลอ้างว่าลาบ่อยครั้งแถมผิดบ่อยครั้งด้วย ซึ่งไม่ได้ระบุไว้ในหนังสือเลิกจ้าง สู้เรื่องสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าได้แต่จะมาสู้เรื่องไม่จ่ายค่าชดเชยไม่ได้ เพราะกฎหมายคุ้มครองแรงงานปกป้อง เรื่องค่าชดเชยเท่านั้นเหตุอื่น ต่อสู้ได้นะครับ

            3895/2545 ในวิแรงงาน เรื่องเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ศาลต้องพิเคราะห์ถึงเหตุแห่งการเลิกจ้าง เมื่อเขียนเป็นอย่างนี้ นายจ้างเลยยกเหตุแห่งการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมได้ เช่น 3895/2545 ก็เดินไปในแนวเดียวกัน ข้อที่สิบห้า ระบุเฉพาะเหตุผล อันเป็นหลักแห่งการทำผิดก็พอ

            7365/2548 ระบุเหตุผลอันเป็นหลักแห่งการทำผิด เช่นฝ่าฝืนข้อบังคับ ข้อใด เช่น ทุจริตต่อหน้าที่ หรือ กระทำผิดอาญา โดยเจตนาต่อนายจ้าง หรือเป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง การระบุเช่นนี้แต่ไม่ได้ระบุรายละเอียดว่า เมื่อวันที่เท่านั้นเท่านี้ ปัญหาก็คือว่า การระบุไว้เท่านี้พอหรือไม่ ศาลฏีกา ก็ตัดสินว่าพอแล้ว ส่วนรายละเอียดไม่จำเป็นต้องระบุ สามารถนำสืบได้ในชั้นศาล มิฉะนั้นในหนังสือเลิกจ้างต้องเขียน สี่ห้า หน้า รายละเอียดไม่ต้อง แต่ถ้าสามารถระบุรายละเอียดได้ ก็ยิ่งดีครับ ข้อที่สิบหก นายจ้าง แจ้งเหตุแห่งการเลิกจ้างโดยหนังสือ หรือวาจาก็ได้

            อาจารย์ก็สรุปเหตุผลว่า ต้องแจ้งในขณะเลิกจ้าง หากเลิกจ้างเป็นหนังสือก็ต้องระบุเหตุผลเป็นหนังสือ ที่มีการเขียนกันอยู่บ่อยครั้งคือการระบุเหตุผล ถือว่าไม่ได้ให้เหตุผล ซึ่งคำพิพากษาฏีกานี้ก็ไม่จำเป็นถ้าเลิกเป็นหนังสือก็ต้องเลิกเป็นหนังสือ แต่ต้องให้ในขณะเลิกจ้าง คำพิพากษาฏีกานี้ วางหลักเรื่องการเลิกจ้าง 5120/2550 ก็ต้องย้อนกลับไป

            มาตรงนี้นิดหนึ่งครับ ดูตรงนี้แป๊ปเดียวกัน คือการจ้างงานที่ไม่มีกำหนดเวลา ตามมาตราที่ 118 วรรคสองและวรรคสุดท้าย มีหลักเกณฑ์ที่สำคัญคือ ทำหนังสือ ถึงกำหนด คืองานโครงการที่ไม่เป็นปกติ หรือ งานเป็นครั้งคราวเป็นฤดูกาล และต้องเลิกจ้างในกำหนด ต้องครบห้าองค์ประกอบนะครับ ซึ่งตอบได้เลยว่ายากจริงๆ

            ฏีกาที่มีหลายสิบฏีกา ยังไม่มีฏีกาใด ว่าเข้าหลักเกณฑ์ห้าประการ จึงต้องจ่ายค่าชดเชยหมด

            รายละเอียดทั้งหมดอยู่ในหนังสือของอาจารย์นะครับ ( อาจารย์รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์ )

            เรามาดูฏีกาสักนิดนะครับ 5180/2542 เรื่องนี้บังเอิญเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดแน่นอน เลยไม่เข้าข้อยกเว้น สรุปแล้วข้อยกเว้นต้องเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาแน่นอน นายจ้างเลิกจ้างก่อนครบกำหนดด้วยซ้ำไป ก็เลยไม่เข้าข้อยกเว้น ฏีกานี้ก็วางหลักว่า ที่เข้าข้อยกเว้น หนึ่ง ต้องเป็นสัญญาจ้างที่กำหนดเวลาแน่นอน ตามฏีกานี้เป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดแน่นอน เลยไม่เข้าข้อยกเว้น

            ทำหนังสือ ถึงกำหนด หมดสองปี 2043/2543 มีกำหนดเวลาก็จริง และมีกำหนดเวลาแน่นอนก็จริง แต่เกินสองปีครับ ก็ไม่เข้าหลักเกณฑ์นี้ครับ ก็ง่ายๆ ตัดสินตามหลักเกณฑ์ข้อที่สาม ก็คือ งานโครงการ งานตามฤดูกาลหรืองาน ครั้งคราว

            บังเอิญงานที่ให้ทำเป็นงานเป็นประจำไม่ใช่งานครั้งคราวหรืองานโครงการ เจ๊งอีกครับ ก็ไม่เข้าหลักเกณฑ์ก็ต้องจ่ายค่าชดเชย และ 4026/2548 เป็นงานธุรกิจหรือการค้า ในเรื่องนี้เป็นงานสามอย่างครับ เข้าหลักเกณฑ์หมดเลย ครบเลยครับ แต่มาติดอีกครับว่า งานสามอย่างนี้เป็นงานโครงการครับ  คำว่าแน่นอน ก็คือ ของนายจ้างนะครับ เมื่อเข้าหลักเกณฑ์ในกำหนด ก็ไม่เข้าหลักเกณฑ์ แม้ทำเป็นหนังสือ แต่เป็นงานปกติธุรกิจ ก็เจ๊งอีกครับ ไม่มีคำพิพากษาฏีกาไหนตัดสินว่าเข้า

            เพียงแต่ ฏีกาที่เอามานั้น ยกมากรณีใดกรณีหนึ่ง ก็ยกมาก็มีอยู่ในหนังสืออาจารย์ทั้งสิ้น เพียงแต่ย่อมาในเวลาอันจำกัด หรือ ใครสนใจไปดูฏีกาเต็มก็ไปเปิดดูที่เนฯได้ คราวหน้าก็พูดถึงมาตราที่ 119 ซึ่งเป็นมาตราที่สำคัญอย่างยิ่ง

            ครั้งที่ 7 . พ 7  กรกฎาคม 2553

            พูดถึงหลักเกณฑ์ในการได้ค่าชดเชยคือ หนึ่ง ถูกบอกเลิกจ้าง สอง ทำครบร้อยยี่สิบ สามไม่ทำผิดมาตรา 119 ถ้าไม่ครบสามองค์ก็ไม่ได้ค่าชดเชย

            วันนี้จะพูด มาตรา 119 มีหกอนุมาตรา แปดกรณี คือ อนุหนึ่งมีสองกรณี

อนุสี่ กับทำผิดซ้ำ กับ ทำผิดกรณีร้ายแรง

            อนุหนึ่ง ลูกจ้างทุจริตต่อหน้าที่ หนึ่งเลยต้องมีหน้าที่ การที่จะมีหน้าที่เนี่ย ที่มากที่สุดคือตามใบบอกลักษณะงาน เช่นตามใบบอกว่าเป็นเจ้าหน้าที่การเงิน รับเงินมาใช้ประโยชน์ส่วนตัวอย่างนี้ถือว่าทุจริตต่อหน้าที่ หรือหน้าที่เกิดตามสัญญาจ้าง ค่อนข้างน้อย เช่น ตามสัญญาจ้างบอกเป็นที่ปรึกษา หรือ สามนายจ้างได้มอบหมายเป็นพิเศษ เช่นลูกจ้างขับรถ แต่นายจ้างมอบหมายให้ไปรับของ ที่สนามบิน การไปรับของก็เป็นหน้าที่พิเศษ ถ้าเขาเอาไว้ส่วนหนึ่งก็เป็นทุจริตต่อหน้าที่และลูกจ้างต้องอาศัยหน้าที่นั้นทำการทุจริต คำว่าทุจริต คือการแสวงหาประโยชน์มิควรได้ หรือ ที่ยาวบ้านบอกว่าเป็นการโกงหรือไม่ซื้อตรง ถึงแม้ว่าไม่ได้แสวงหาประโยชน์ก็มีฏีกา หลายเรื่อง ตัดสินว่าเป็นการทุจริต ข้อสำคัญต้องอาศัยหน้าที่ ต่อไปเราดูฏีกาตัดสินไว้เยอะมาก ตัดสินไว้เป็นสิบ หยิบยกมาที่สำคัญ

            4884/2548 ลูกจ้างอาศัยหน้าที่ที่เป็นผู้จัดการสาขาที่ขายของ ก็เอาสินค้าของตนเองนั้น ซื้อมาแล้วก็เอามาตั้งขายพร้อมกัน ในที่ทำการของนายจ้าง ใช้รถยนต์ ค่าใช้จ่ายอุปกรณ์ของนายจ้าง ศาลตัดสินว่าเป็นการหาประโยชน์ของตนเอง เวลาขายของได้ประโยชน์ก็เอาเข้าตนเอง

            3809/2548 ลูกจ้างตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการจัดซื้อ มีหน้าที่กำกับการจัดซื้อจัดจ้างไปปกปิด การเสนอราคา ที่สูงกว่า ที่ต่ำกว่าก็มีแต่ไม่เสนอ ทำให้ต้องซื้อสินค้าที่แพงขึ้น แม้ลูกจ้างไม่ได้ประโยชน์จากการทำ ก็เป็นการกระทำที่ไม่ซื่อสัตย์ไม่ตรงไปตรงมาต่อหน้าที่ และทำให้นายจ้างเสียหาย จึงเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ ก็น่าคิดนะครับ ว่าก็ไม่ได้เห็นว่ามันได้เงินอะไรไป แต่เหตุผลคือ ไม่ซื่อตรง ไม่ซื่อสัตย์

            5330/2545 ลูกจ้างคดีนี้เป็นพนักงานร้านอาหาร มีเพื่อนมาทานในร้าน ไม่กดเงิน ทำให้ไม่มีหลักฐานไปเรียกเงิน ศาลก็ตัดสินว่า เป็นการโกง ประพฤติชั่ว ทุจริตต่อหน้าที่เช่นเดียวกัน

            การที่ไม่กดคือไม่ซื่อสัตย์ เป็นการทุจริต

            2695/2529 หัวหน้างานใช้ผู้ใต้บังคับบัญชาไปจ่ายกับข้าว เป็นการแสวงหาประโยชน์อันไม่ควรได้ เบียดบังเวลาทำงาน เป็นการไม่ซื่อสัตย์ เป็นการแสวงหาประโยชน์แก่ตนเอง เป็นการทุจริตต่อหน้าที่

            2618/2528  เรื่องนี้น่าคิดนะครับ ลูกจ้างไปรับงานข้างนอกในเวลาทำงาน งานนั้นเอามาทำในบริษัท ใช้เครื่องมือ ใช้อุปกรณ์ของนายจ้าง เป็นการหาประโยชน์แก่ตนเอง และใช้ทรัพย์และเวลาของนายจ้าง เป็นทุจริตต่อหน้าที่

            กรณีตอกบัตรเท็จ หรือตอกบัตรแทน ศาลได้วางหลักไว้ว่า เขาได้ประโยชน์อะไรที่เป็นทรัพย์สินเพิ่มหรือไม่ ถ้าได้เพิ่มเป็นทุจริตและร้ายแรงด้วย

            เพราะฉะนั้นหลักศาลฏีกาตัดสินว่าได้ประโยชน์เป็นทรัพย์สินเพิ่มหรือไม่

            9118/2546 เรื่องนี้มาทำงานในวันหยุด เรื่องนี้ตกลงมาทำแต่มาทำงานสาย สมมุติว่ามาทำงานสิบโมง แต่ตอกบัตรเท็จว่าทำงานแปดโมง ทำให้ได้ค่าทำงานในวันหยุดศาลบอกนี่โกงไม่ซื่อตรง อย่างน้อยได้ค่าทำงานในวันหยุด เป็นทุจริตต่อหน้าที่ครับ

            ต่อไปเป็นกรณีที่ตัดสินว่าไม่ทุจริต

            เรื่องนี้คือมีสิทธิเบิกค่าทำหมั้น ตามหลักเกณฑ์ ต้องทำหมั้นแล้วถึงมาเบิกแต่เรื่องนี้ยังไม่ได้ทำหมั้นแต่เบิกไปก่อน หลังจากนั้นภริยาจึงไปทำหมั้นแล้วนำหลักฐานที่เบิกมา ไม่ได้อะไรเพิ่มเติมครับเพียงแต่ผิดขั้นตอนไปหน่อย แต่ถ้าข้อเท็จจริงว่าไม่ได้ทำหมั้น อย่างนี้โดนแน่ กรณีที่ลูกจ้างมันละทิ้งหน้าที่แล้วทำให้นายจ้างต้องจ่ายเมื่อละทิ้งหน้าที่เรื่องนี้นายจ้างก็มีสิทธิลงโทษได้ เช่นเตือน หักเงินเดือน การที่ต้องมาทำงานเต็มวัน วันละแปดชั่วโมง แต่ไปนอนหลับ แล้วได้ค่าจ้างเต็ม ถือว่าทุจริตต่อหน้าที่ แต่ศาลบอกว่า เสียหายก็จริงแต่เล็กน้อย ก็ลงโทษเขาได้อยู่

            2838/2528

            5605/2542

            255/2545 จำหลักง่ายๆว่าละทิ้งหน้าที่ นายจ้างต้องจ่ายเต็มไม่เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ กรณีที่สองก็อยู่ในอนุหนึ่ง คือ ทำผิดอาญา โดยเจตนาแก่นายจ้าง ก็เป็นหลักเกณฑ์ว่า หนึ่ง ทำผิดอาญาที่กฎหมายบัญญัติว่ากระทำความผิด และมีโทษ สองก็คือโดยเจตนา คือกระทำโดยรู้สำนึก โดยประสงค์ต่อผล หรือ ย่อมเล็งเห็นผล

            2334/2523 กรณีแก้ไขใบรับรองแพทย์แล้วยื่นหลักฐาน แก่นายจ้าง เป็นการปลอมเอกสาร และใช้เอกสาร ถือว่าเป็นการกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาต่อนายจ้าง นายจ้างก็เลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย

            3026/2520 ลูกจ้างเป็นยาม มีหน้าที่รักษาทรัพย์สินของนายจ้าง กับยอมให้ผู้อื่นลักเบียร์ของนายจ้าง และไปดื่มด้วย ถือว่าเป็นการผิดอาญาต่อนายจ้าง ( กินเบียร์แก้วเดียวออกจากงาน )

            ลูกจ้างปีนรั้วไปแล้วขว้างขวดใส่ประตูรั้ว มีความผิดฐานพยายามบุกรุกและพยายามทำให้เสียทรัพย์ แค่นี้ก็ออกจากงานแล้วครับ

            4914/2549 ลูกจ้างเบิกมอเตอร์ไฟฟ้า ไปสาม เอาไปติดตั้งสอง อีกอันหนึ่งไปซ่อนไว้ ยามมาตรวจพบก่อนเลยเอาไปไม่ได้ ศาลบอกนี่คือความผิดพยายามลักทรัพย์

            มีข้อสังเกตุว่า ถ้าเราไปดูตัวบท คือ กระทำผิดอาญาโดยเจตนาต่อนายจ้าง ไม่ได้ระบุว่าต้องทำผิดสำเร็จ แต่ก็มีบางความเห็น ว่าต้องสำเร็จ แต่สองคำพิพากษาฏีกานี้ยืนยันได้ว่า ต้องเป็นความผิดสำเร็จ

            กรณีที่ไม่ต้องทำผิดอาญาต่อนายจ้าง 761/2525 ลูกจ้างเมาสุราแล้วไม่สวมเสื้อในขณะปฏิบัติงาน หัวหน้าบอกให้ใส่เสื้อ ลูกจ้างบอกว่า มึงไม่เกี่ยว นายจ้างบอกว่า มึงออกไป ลูกจ้างบอก กูจะอยู่ เป็นเพียงคำพูดไม่สุภาพ ไม่เป็นดูหมิ่นซึ่งหน้า

            กรณีที่สาม ลูกจ้างจงใจให้นายจ้างได้รับความเสียหาย อันนี้อยู่ใน 119 ( 2 ) ครับ

คำว่าจงใจคือรู้ถึงผลแห่งการกระทำ เช่น ขว้างก้อนหินไปในบริษัท นี่คือกระทำโดยจงใจ คือรู้ถึงผลแห่งการกระทำ เป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหาย อาจเป็นความเสียหาย ทั้งทรัพย์สิน ชื่อเสียงหรือประโยชน์อื่นใด ยังไม่ได้รับความเสียหาย แต่อาจจะเสียหายก็เข้าแล้วนะครับ มีฏีกาที่วินิจฉัยคือ 3597 -98/2525 ลูกจ้างนัดหยุดงานโดยชอบด้วยกฎหมาย อันนี้ไม่ผิด แต่ที่ผิดคือไปปิดกั้นรถขนสินค้าเข้าออก ไม่ได้ เป็นการจงใจทำให้นายจ้างเสียหาย แต่การนัดหยุดงานโดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่ผิด

            172/2528 หัวหน้าการขายมีหน้าที่ควบคุมเร่งรัดให้ได้ตามเป้า แต่เกิดอะไรก็ไม่รู้ไปพูดยุยงให้ผู้ใต้บังคับบัญชาชลอการขาย ถือว่าเป็นการจงใจทำให้เสียหาย

            1766-1766/2550 นัดหยุดงานโดยไม่ได้ยื่นข้อเรียกร้องถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ สรุปก็คือว่าการที่จะหยุดงานต้องผ่านขั้นตอนตามกฎหมาย

            การที่นัดหยุดงานโดยไม่ผ่านขั้นตอนตามกฎหมายถือว่าจงใจทำให้นายจ้างเสียหาย

            ลูกจ้างทำและจัดเอกสารมีข้อความให้ร้ายนายจ้าง ว่ามีการกลั่นแกล้งลูกจ้างไม่เลิกรา เป็นการประพฤติไม่ดี ไม่ถูกต้อง เป็นธรรม ข้อเท็จจริงในคดีนี้มีมากกว่านี้อีก ถือว่าเป็นการจงใจทำให้นายจ้างเสียหาย 116/2543 ลูกจ้างเป็นที่ปรึกษาอาวุโสของนายจ้าง ปรึกษาเกี่ยวกับเรื่องงานแต่กลับไปจดตั้งบริษัท แถมยังมาก่อธุรกิจให้บริการ ตรงนี้ก็ไม่ยาก ก็เป็นการจงใจให้นายจ้างเสียหาย ก็เป็นการจงใจทำให้นายจ้างเสียหาย

            ต่อไปคือกรณีไม่จงใจทำให้เสียหาย

            1383/2527 ลูกจ้างป่วยจนทำงานไม่ได้ นายจ้างให้ลาออก ลูกจ้างไม่ยอมลาออก นายจ้างบอกทำให้เสียหาย ศาลบอกว่า ที่ทำไม่ได้เพราะบกพร่องทางร่างกายไม่ได้จงใจทำให้นายจ้างเสียหายหรอก

            820/2546 ลูกจ้างทำงานล่าช้าส่งรายการฐานะการเงินไม่ตรงหลักเกณฑ์ ทำให้นายจ้าง ถูกปรับ ซึ่งเป็นการผิดพลาดเล็กน้อยซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นได้เป็นปกติ ถ้าถือว่าจงใจ ก็คงไม่เหลือหรอกครับ ใครก็ต้องเคยทำงานผิดพลาดทั้งนั้นและครับ ก็เป็นฏีกาที่อาจารย์วางหลักเอง

            ต่อไปอนุมาตราสาม คือ กรณีที่สี่ ลูกจ้างประมาทเลินเล่อ เป็นเหตุให้นายจ้างเสียหายอย่างร้ายแรง ก็คือ การไม่เจตนา แต่ไม่ระวังตามสมควร ซึ่งตรงกันข้ามกับเหตุเมื่อสักครู่นี้เลย

            คำว่าประมาทเลินเล่อ คือไม่เจตนา ไม่ระวังตามสมควร ทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง  ให้พิเคราะห์ถึง ความเสียหาย ฐานะนายจ้าง และการประกอบกิจการต่อไป

            1473/2525  เรื่องนี้ลูกจ้างเป็นพนักงานของธนาคารมีหน้าที่ตรวจสอบหลักทรัพย์ของลูกค้าที่มาขอกู้ ลูกจ้างก็ไปตรวจสอบที่ดินที่มาขอกู้ แต่จริงๆไม่ได้ไปตรวจมานั่งเทียนเขียนเอาเอง ว่ามีสิ่งปลูกสร้าง และติดซอยสาธารณะ ซึ่งทำให้ธนาคารเสียหายหลายสิบล้าน เป็นาการไม่ใช่ความระมัดระวังและทำให้นายจ้างเสียหายอย่างร้ายแรง

            5603/2546 เรื่องนี้ลูกจ้างได้รับแต่งตั้งให้เป็นพนักงานปิดเปิดตู้นิรภัย สามดอกให้ถือคนละดอกเวลาเปิดเปิดพร้อมกันปิดพร้อมกัน แต่ลูกจ้างคนนี้เก็บคนเดียวเลย และเก็บไว้ในลิ้นชักโต๊ะทำงานอีก เป็นเหตุให้คนร้าย เอาไปไข และลักเงินไปเจ็ดแสนบาท ถือว่าเสียหายร้ายแรงครับ

            4469/2545 ฏีกานี้เห็นแล้วขนหัวลุก ลูกจ้างเป็นเจ้าหน้าที่เทคนิคการแพทย์มีหน้าที่ตรวจเลือด อุจาระ ปัสสะวะ แล้วส่งแพทย์วินิจฉํย ทำการผิดพลาดนำเลือดคนอื่นมา ไม่ระวังทำให้ผลการแพทย์วินิจฉัยโรคไม่ครบถ้วน ศาลเห็นว่าเป็นอันตรายแก่สุขภาพ มีผลกระทบต่อชื่อเสียงของนายจ้าง อย่างมาก อย่างนี้ก็ต้องถือว่าเสียหายร้ายแรง

            กรณีที่ไม่เสียหายร้ายแรง 2132/2545 เรื่องนี้ลูกจ้างเป็นพนักงานขับรถ โดยประมาท ทำให้เกิดอุบัติเหตุ ข้อเท็จจริงฏีกานี้ ซัดไปร้อยห้าสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง ผู้จัดการที่นั่งไปด้วยบาดเจ็บเล็กน้อย เคล็ดขัดยอกเล็กน้อย แต่มีบริษัทประกันซ่อมให้ ก็เลยไม่ร้ายแรง เรื่องนี้อาจารย์ก็ไม่ค่อยเห็นด้วยนัก ด้วยความเคารพ ปัญหาที่เถียงกันมากก็คือความเสียหายนั้นถือเมื่อใด ถ้าถือที่สุดแล้วบริษัทไม่ต้องจ่ายก็ไม่ถือว่า เสียหาย มีคนตั้งคำถามว่า ถ้าสูบบุหรี่ โรงงานไหม้ไปทั้งโรงงาน แล้ว มีประกัน อย่างนี้ไม่ร้ายแรงเหรอ

            787/2528 ก่อนหน้านี้ปฏิบัติดีมาตลอด แต่เสียหายก็จริงแต่ไม่มาก ถือว่าไม่ร้ายแรง

            มีเวลาเหลือห้านาที ก็จดตาม ก็เป็นกรณีที่ห้า คือ ทำผิดซ้ำคำเตือน คราวหน้าเดี๊ยวมาดูพาวเวอร์พ้อย คือ 119 อนุสี่ มีองค์ประกอบคือ หนึ่ง ลูกจ้างทำผิดไม่ร้ายแรง อาจใช้คำว่าฝ่าฝืนระเบียบ คำสั่งอันชอบด้วยกฎหมาย โดยไม่ร้ายแรง

            ส่วนกรณีใดบ้างไม่ร้ายแรง สอง นายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือ ย้ำแล้วเป็นหนังสือก็คือต้องเป็นรายลักษณะอักษร ตักเตือนด้วยวาจาจะกี่ครั้งก็ไม่มีผล

            สามหลังถูกเตือนไม่เกินหนึ่งปี ลูกจ้างได้ทำผิดอีก ก็คือหลังถูกเตือนมาทำผิดอีก ก็คือต้องมีความผิดครั้งก่อนและครั้งหลัง และประการที่สี่คือ ความผิดครั้งหลังซ้ำในลักษณะที่ถูกเตือน ข้อให้สังเกตว่า ซ้ำในความผิดที่ถูกเตือนนะครับ แต่ไม่ได้บอกว่าเป็นเรื่องเดียวกันนะครับ

            เช่นครั้งแรกละทิ้งหน้าที่ด้วยการนอนหลับ ถูกเตือนเป็นหนังสือ ต่อมาอีกไม่นาน ไปเล่นหมากฮอส นี่ไม่ได้นอนครับแต่ก็ละทิ้งหน้าที่เหมือนกัน เน้นนะครับเป็นลักษณะเดียวกันไม่ได้เรื่องเดียวกัน ก็คือทำผิดซ้ำคำเตือน

            หลักของหนังสือเตือน มีหลักอยู่ห้าประการ หนึ่งนายจ้างสั่ง  คนที่สั่งคือนายจ้างหรือผู้ได้รับคำสั่งจากนายจ้าง ถือความผิดก็คือต้องสรุปข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการทำผิดที่ชัดแจ้งว่าใครทำอะไร ที่ไหนเมื่อไหร่ อย่างไร สรุปข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการทำผิดโดยชัดแจ้ง สี่อย่าคิดทำ คือ มีข้อความเตือนไม่ให้เขาทำผิดอีก ห้าซ้ำลงโทษ หมายความว่าถ้าทำผิดซ้ำอีกจะลงโทษ

            ถ้าครบห้าองค์ประกอบความผิด ถือว่าเป็นหนังสือเตือนที่ชอบด้วยกฎหมาย

            หก โปรดรับทราบ หมายถึงว่าหนังสือเตือนมีผลเมื่อผู้ถูกเตือนรับทราบ โดยการเซ็นรับทราบ แจ้งให้ทราบ หรือติดประกาศให้ทราบ

            เจ็ด ตราบไม่ล่วง คือไม่ล่วงเวลา คือมีอายุไม่เกินหนึ่งปีนับแต่กระทำผิด ถ้าเกินก็ถือว่าล่วงเวลาหนังสือเตือนก็สิ้นผล ถ้าจำเจ็ดประโยคนี้ได้จะไม่ผิดเลย คราวหน้าก็จะนำฏีกาว่าอะไรคือหนังสือเตือนมา

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages