สรุปคำบรรยาย วิแพ่ง 1ภาค 2/61 ครั้งที่ 5 เอาไว้อ่านเล่นๆก่อนเรียนชั่วโมงที่ 6 ต่อไปครับ

462 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
Dec 29, 2008, 11:49:42 PM12/29/08
to LAWSIAM, lawsiam com
หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า  kankokub  ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ไพฤทธิ์ เศรษฐไกรกุล ผู้บรรยาย   , ผู้ก่อตั้ง lawsiamgooglegroups และ คุณแบ่งปัน ที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า
ครั้งที่ 5 (27/12/51)

                     ก็เคยบอกว่าวิธีแก้ง่วงที่ดีที่สุดคือต้องนอน  วันนี้อ่านหนังสือแล้วหรือยัง ปีใหม่ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ แล้วพอประสบความสำเร็จแล้วค่อยไปเที่ยว

จำซะครั้งเดียวรู้ครั้งเดียวให้แตกฉาน ตำราที่อ่านถ้ามีเวลาให้อ่านตำราที่เป็นมาตรฐาน

คดีอาญาตัดสินต้องปรามสังคมได้คดีแพ่งต้องไม่ทำให้เศรษฐกิจเสียหาย

คราวที่แล้วจบลงที่เขตอำนาจศาลปักหลักที่มาตรา2 เมื่อมีอำนาจฟ้องแล้วมีกฎหมายให้ใช้สิทธิทางศาลได้ ขั้นต่อไปก็คือใครไหนที่ให้ไปฟ้องได้

ถ้าเป็นบัญญัติพิเศษเรือไทยอากาศญาณ ก็เป็นไปตามมาตรา 3

มูลคดีไม่มีบทบัญญัติไว้ แต่มีฎีกาอธิบายไว้ 4698ปี43 เหตุแห่งการโต้แย้งสิทธิทำให้เกิดอำนาจฟ้อง

มาตรา4ศาลหลัก ศาลยกเว้น4ทวิ49ตรี

ศาลคดีไมมีข้อพิพาท4(2) 188

คำฟ้องเสนอได้หลายศาล คำร้องขอเกิดได้หลายศาลจะทำอย่างไร กฎหมายใช้คำว่าคดีเกี่ยวข้องกัน โจทก์เสนอคำฟ้องที่ศาลใดก็ได้ มาตรา 5

มาตรา6จำเลยขอโอนคดีเคร่งมากจำเลยต้องทำก่อนยื่นคำให้การ ทั้งนี้อยู่ภายใต้เหตุผลที่ว่าไม่สะดวกหรือไม่ได้รับความยุติธรรม โดยประธานศาลอุทธรณ์เป็นผู้ชี้ขาด

มาตรา7เป็นมาตรายกเว้น ของมาตราที่ได้อธิบายของเรื่องเขตศาลทั้งหมด

มาตรา 7 บทบัญญัติในมาตรา ๔ มาตรา ๔ ทวิ มาตรา ๔ ตรี มาตรา ๔ จัตวามาตรา ๔ เบญจ มาตรา ๔ ฉ มาตรา ๕ และมาตรา ๖ ต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติดังต่อไปนี้

(๑) คำฟ้องหรือคำร้องขอที่เสนอภายหลังเกี่ยวเนื่องกับคดีที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลใด ให้เสนอต่อศาลนั้น

แสดงว่ามีคดีอยู่ในศาลอยู่แล้วเราจำเป็นต้องเอาคำฟ้องหรือคำร้องขอเข้าไปในคดีนั้น เค้าเรียกว่าดำเนินกระบวนพิจารณาในคดีเดิม ต้องระมัดระวังให้มากบางครั้งก็บอกว่าไม่เกี่ยวกับคดีเดิม ให้ไปฟ้องในคดีใหม่ เราจะใช้หลักอะไรในการดำเนินคดีเดิม เกี่ยวเนื่องกับคดีเดิมจนสามารถพิพากษารวมกันไปได้

เกี่ยวเนื่อง ใส่ดอกจันทร์ไว้ ดึงไปข้างๆ ทำดอกจันทร์ให้เหมือนกันแล้วใส่เลขฎีกาไป

ฎ.5149/2549

ป.พ.พ. มาตรา 1532 กำหนดให้จัดการแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาเมื่อมีการหย่า โดยมีจุดมุ่งหมายให้มีการแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาให้เสร็จเรียบร้อยก่อนที่คู่หย่าจะแยกจากกันไปตั้งครอบครัวของตนขึ้นใหม่ ฉะนั้นเมื่อโจทก์ซึ่งจดทะเบียนหย่ากับจำเลยแล้ว ได้ฟ้องขอให้แบ่งสินสมรส จำเลยก็ชอบที่จะฟ้องแย้งขอแบ่งสินสมรสกับโจทก์ได้เช่นเดียวกัน แม้สินสมรสที่จำเลยฟ้องแย้งจะเป็นสินสมรสอื่นที่อยู่นอกเขตศาลชั้นต้น ประกอบกับโจทก์เป็นฝ่ายเริ่มต้นคดีโดยฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นก่อน จึงเป็นกรณีที่มีคดีค้างพิจารณาอยู่ในศาลชั้นต้นแล้ว จำเลยย่อมมีสิทธิฟ้องแย้งต่อศาลชั้นต้นเพื่อขอแบ่งสินสมรสกับโจทก์ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 7 (1) ซึ่งเป็นบทบัญญัติยกเว้นมาตรา 4 (1) และมาตรา 4 ทวิ

 

 พูดถึงเรื่องฟ้องแย้ง 177 แย้งโจทก์แย้งจำเลยไม่ได้แย้งมีเงื่อนไขไม่ได้จ้องถูกโต้แย้งสิทธิเพราะเป็นคำฟ้อง ต้องแย้งไปในคดีที่โจทก์ฟ้องนั่นแหละ ถึงแม้จะนอกเขตศาล

5149/49 วางหลักไว้ดี ว่าเป็นการฟ้องแบ่งสินสมรส สามีก็ฟ้องแย้งขอแบ่งสินสมรสเหมือนกันแต่สินสมรสที่ฟ้องแย้งของสามีอยู่นอกเขตศาล ก็ฟ้องไปในศาลเดิมได้ไม่จำเป็นต้องไปในคดีเรื่องใหม่

เรื่องแรกฟ้องแย้ง ต่อไปร้องสอดอะไรก็เหมือนกัน

 (๒) คำฟ้องหรือคำร้องขอที่เสนอเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลซึ่งคำฟ้องหรือคำร้องขอนั้นจำต้องมีคำวินิจฉัยของศาลก่อนที่การบังคับคดีจะได้ดำเนินไปได้โดยครบถ้วนและถูกต้องนั้น ให้เสนอต่อศาลที่มีอำนาจในการบังคับคดีตามมาตรา ๓๐๒

ศาลตามมาตรา 302 คือศาลชั้นต้นที่ออกหมายบังคับคดี 7 ( 2 ) สิ่งแรกที่ต้องพิจารณาคือเกี่ยวเนื่องการบังคับคดีหรือไม่ ที่เกี่ยวเนื่องแน่ๆเบสิคคือ การร้องขัดทรัพย์ 288 ร้องกันส่วน 287 ร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ 290

(๓) คำร้องตามมาตรา ๑๐๑ ถ้าได้เสนอคำฟ้องหรือคำร้องขอต่อศาลใดแล้วให้เสนอต่อศาลนั้น ในกรณีที่ยังไม่ได้เสนอคำฟ้องหรือคำร้องขอต่อศาลใด ถ้าพยานหลักฐานซึ่งจะเรียกมาสืบหรือบุคคลหรือทรัพย์หรือสถานที่ที่จะต้องตรวจอยู่ในเขตศาลใด ให้เสนอต่อศาลนั้น

นักศึกษาต้องสังเกตใช่คำว่าคำร้องเฉยๆ ไม่มีขอ ต้องนึกถึงมาตรา 21  คืออิงมาตรา 101 ก็คือกรณีที่เกรงว่าพยานหลักฐานจะสูญหายขอสืบพยานไว้ล่วงหน้า  วางไว้ 2 หลัก

1.ฟ้องแล้วหรือยังฟ้องแล้วก็ง่ายก็ส่ง ตาม 101 +  7 ( 3 ) ต่อศาลที่รับคำฟ้องไว้แล้ว

2.ถ้ายังไม่ฟ้องก็ไปยื่นต่อศาลที่อยู่ในเขตศาล ไม่ต้องกังวลว่าถ้าเวลาฟ้องจริงๆแล้วไม่ได้ฟ้องตามมาตรานี้แล้วจะนำพยานหลักฐานไม่ได้ ศาลตามมาตรา 101 จัดส่งให้ได้ ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องนักท่องเที่ยว

(๔) คำร้องที่เสนอให้ศาลถอนคืนหรือเปลี่ยนแปลงคำสั่งหรือการอนุญาตที่ศาลได้ให้ไว้ก็ดี คำร้องที่เสนอให้ศาลถอดถอนบุคคลใดจากฐานะที่ศาลได้แต่งตั้งไว้ก็ดี คำร้องที่เสนอให้ศาลมีคำสั่งใดที่เกี่ยวกับการถอนคืนหรือเปลี่ยนแปลงคำสั่งหรือการอนุญาตหรือที่เกี่ยวกับการแต่งตั้งเช่นว่านั้นก็ดี คำร้องขอหรือคำร้องอื่นใดที่เสนอเกี่ยวเนื่องกับคดีที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งไปแล้วก็ดี ให้เสนอต่อศาลในคดีที่ได้มีคำสั่งการอนุญาต การแต่งตั้ง หรือคำพิพากษานั้น

7 (4 ) มี 3 เรื่องอยุ่ในวงเล็บเดียวกัน

คือ คำร้องที่เสนอให้เปลี่ยนแปลงหรือถอนคำสั่งที่อนุญาตไว้ให้ เช่นคำร้องเพิกถอนคำสั่งที่อนุญาตให้ผู้เยาว์ทำการค้า หรือ คำสั่งถอดถอนบุคคลผุ้จัดการแทนผู้ไร้ความสามารถ หรือประการสุดท้าย คำร้องที่ให้เปลี่ยนแปลงหรือถอนคำสั่งที่อนุญาตไว้ หรือคำร้องที่ให้ถอดถอนฐานะบุคคล คำร้องที่เกี่ยวกับคดีที่ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งไปแล้ว กาดอกจันทร์ไว้ ดึงมาข้างๆ

ฎ3888/2543

จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาอธิบายคำพิพากษาศาลฎีกาศาลชั้นต้นมีหน้าที่ต้องส่งสำนวนและคำร้องของจำเลยดังกล่าวไปให้ศาลฎีกาพิจารณาสั่ง ศาลชั้นต้นจะสั่งคำร้องของจำเลยเสียเองหาได้ไม่ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่อาจรับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยในกรณีเช่นนี้ได้ แต่เมื่อคดีมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้วศาลฎีกาเห็นสมควรมีคำสั่งไปโดยไม่ต้องให้ศาลชั้นต้นส่งสำนวนมาใหม่

เป็นเรื่องที่ศาลฎีกาพิพาทแล้วแล้วศาลต้นก็เป็นคนอ่าน อ่านเสร็จก็ผูกพันคู่ความ จำเลยก็มาร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้ศาลอธิบาย เพราะอ้างว่าอ่านแล้วไม่เข้าใจ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าศาลต้นไม่มีอำนาจสั่ง เป็นอำนาจของศาลฎีกาโดยเด็ดขาด การที่ศาลล่างทั้งสองไปวินิจฉัยไม่ถูกต้องต้องยกย้อนไปให้ศาลล่างดำเนินกระบวนพิจารณาให้ แต่เพื่อไม่ให้เกิดความล่าช้า ศาลฎีกาจึงมีอำนาจสั่ง แต่ต้องล้างคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองก่อนมิเช่นนั้นคำพิพากษาจะผูกพันคู่ความ

นักศึกษาต้องระวัง คำร้องที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงคำสั่งก็ดี แก้ไขคำพิพากษา ก็มี 143 บัญญัติไว้ซึ่งเป็นการแก้ไขเล็กน้อยไม่ได้เปลี่ยนแปลงคำสั่งนั้น คำพิพากษาอ่านตาม 140 แล้วจะผูกพันธ์คู่ความตาม 145

ยกย้อนแล้วต้องสั่ง

กลับมาดูฎีกาทั้งหมดในเรื่องเขตอำนาจศาลว่ามีฎีกาใดบ้างที่น่าสนใจแล้วเราจำเป็นต้องรู้

ชุดแรกเป็นฎีกาห่างกัน 20 กว่าปี แต่น่าสนใจทั้งสองเรื่อง

3504/2550 วางคู่กับ 1847/2527

สองฎีกานี้วางหลักอย่างไรเริ่มจากหลักเกณฑ์ก่อน การฟ้องคดีโจทก์ต้องบอกว่าจำเลยอยู่ที่ไหนเป็นการเติมคำในช่องว่างของแบบ 4 การฟ้องคดีแพ่งอยู่ภายใต้หลักภูมิลำเนาจำเลยกับหลักมูลคดีเกิดกรณีที่ไม่ต้องด้วยมาตรา 3

กรณีฟ้องแล้วจำเลยเปลี่ยนภูมิลำเนา ไม่เป็นอะไร เพราะมีมาตรา 173 บัญญัติให้อำนาจไว้ หลักนี้ไม่เปลี่ยนแปลง

ฎ.1847/2527  โจทก์ฟ้องจำเลยแล้วส่งหมายไม่ได้เจ้าพนักงานเดินหมายก็รายงานมาว่าไม่มีภูมิลำเนาส่งหมายไม่ได้ การส่งหมายนั้นเกิดในขั้นตอนที่รับฟ้องไว้แล้ว ศาลช้นต้นก็หยิบสั่งเลยว่าเมื่อขณะที่ยื่นฟ้องจำเลยไม่มีภูมิลำเนา เป็นการสั่งโดยผิดหลง จึงเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามมาตรา 27 แล้วสั่งใหม่เป็นว่าไม่รับฟ้อง

โจทก์เสนอคำฟ้องแต่แรกโดยระบุภูมิลำเนาของจำเลยผิดพลาดเป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นหลงผิดไปว่าโจทก์มีอำนาจเสนอคำฟ้องต่อศาลชั้นต้นได้ แต่เมื่อความจริงเรื่องภูมิลำเนาของจำเลยปรากฏขึ้นว่า การเปลี่ยนแปลงภูมิลำเนาของจำเลยเกิดขึ้นก่อนศาลชั้นต้นรับคำฟ้องไว้ ศาลชั้นต้นจึงมิใช่ศาลที่มีเขตอำนาจเหนือคดีนั้น ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับคำฟ้องของโจทก์ไว้จึงผิดพลาด ถือว่าเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจที่จะเพิกถอนคำสั่งนั้นแล้วมีคำสั่งใหม่ได้ ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดบังคับให้ศาลจำต้องกำหนดเวลาให้โจทก์ไปฟ้องเป็นคดีใหม่ในกรณีที่สั่งจำหน่ายคดีเพราะเหตุที่คำฟ้องต้องห้ามเรื่องเขตอำนาจศาล

ส่วน 3504/50 มีจำเลย 3 คน จำเลยคนที่  เป็นลุกจ้าง 2 นายจ้าง 3 ผู้รับประกันภัย 1+2 ไม่มีภูมิลำเนาที่ศาลกรุงเทพใต้  ส่วนจำเลยที่ 3 โจทก์บรรยายฟ้องว่ามีภุมิลำเนาอยู่ที่ศาลกรุงเทพใต้  เหตุทีฟ้องได้ก็ 4 ( 1 ) + ม.5 คือมูลความคดีเกี่ยวข้องกัน  จำเลยที่ 1+ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 3 เจ้าพนักงานหมายส่งหมายแล้วปรากฏว่าจำเลยที่ 3 อยู่ที่จัตุจักรซึ่งอยู่ในอำนาจศาลแพ่ง ( รัชดา )  จำเลยก็ให้การและต่อสู้ว่าไม่มีภูมิลำเนาอยู่ในศาลกรุงเทพใต้  ศาลชั้นต้นไม่ได้วินิจฉัยประเด็นอื่นเลยยกฟ้องเพราะโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง

ฎ.3504/2550

โจทก์เสนอคำฟ้องโดยระบุว่าจำเลยที่ 3 มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น ย่อมเป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นเข้าใจว่าโจทก์มีสิทธิเสนอคำฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 4 (1) ประกอบมาตรา 5 แม้ต่อมาโจทก์จะขอแก้ไขคำฟ้องเกี่ยวกับภูมิลำเนาของจำเลยที่ 3 โดยภูมิลำเนาที่ขอแก้ไขใหม่ไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นก็ตาม ก็ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าขณะโจทก์เสนอคำฟ้องนั้นจำเลยที่ 3 มิได้มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 3 อาจเปลี่ยนภูมิลำเนาภายหลังที่โจทก์เสนอคำฟ้องแล้วก็เป็นได้  ( มาตรา 173 ) ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นคดีก็ยังคงอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะพิจารณาพิพากษาต่อไปได้ เมื่อโจทก์มิได้ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อให้ปรากฏแน่ชัด จะอ้างว่าเป็นความบกพร่องของศาลชั้นต้นที่ไม่สั่งเพิกถอนคำสั่งรับฟ้องและไม่จำหน่ายคดีหาได้ไม่ นอกจากนี้ เมื่อจำเลยที่ 3 ยื่นคำให้การก็ได้ยกเรื่องเขตอำนาจศาลขึ้นต่อสู้ไว้ด้วย คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทเรื่องเขตอำนาจศาลที่ศาลชั้นต้นจะต้องวินิจฉัยโดยรับฟังพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบ เมื่อรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 3 มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นขณะโจทก์เสนอคำฟ้อง ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจพิพากษายกฟ้องของโจทก์เสียได้โดยไม่ต้องคำนึ่งว่าโจทก์เสนอคำฟ้องต่อศาลชั้นต้นโดยสุจริตหรือไม่ เนื่องจาก ป.วิ.พ. มาตรา 4 (1) และมาตรา 5 มิได้บัญญัติเปิดช่องให้ศาลที่รับคำฟ้องพิจารณาถึงความสุจริตของผู้เสนอคำฟ้อง หากเป็นกรณีที่โจทก์เสนอคำฟ้องผิดเขตอำนาจศาล การที่ศาลชั้นต้นหยิบยกปัญหาเรื่องเขตอำนาจศาลขึ้นวินิจฉัยแล้วพิพากษายกฟ้องจึงหาเป็นการไม่ชอบไม่

ชุดที่ 2 เรื่องมูลคดีเกิด ฎ.4896/2543 ( ฎีกาหลักในเรื่องนี้เลย ) ฎ.2437/2540

เป็นเรื่องเกี่ยวกับ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ วางหลักว่าถ้าเกิดเหตุกับรถก็จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นที่สำนักงาน   แต่ก็ไม่ถือว่าเป็นที่ที่มูลคดีเกิด

ฎ.2437/2540

ที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา4บัญญัติให้เสนอคำฟ้องต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลหรือต่อศาลที่มีมูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่นั้นคำว่ามูลคดีหมายถึงต้นเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิอันจะทำให้โจทก์เกิดอำนาจฟ้องแต่ตามคำฟ้องของโจทก์ที่ว่าโจทก์ได้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นให้แก่ป. ที่สำนักงานคุ้มครองผู้เอาประกันภัยซึ่งตั้งอยู่ในเขตอำนาจศาลแขวงพระโขนง เป็นเรื่องที่โจทก์ใช้สิทธิไล่เบี้ยตามมาตรา31วรรคหนึ่งแห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถพ.ศ.2535อันเนื่องมาแต่มูลเหตุละเมิดที่จำเลยได้ก่อขึ้นการจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นดังกล่าวมิใช่ต้นเหตุพิพาทอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิแห่งโจทก์คงเป็นเพียงสิทธิที่โจทก์จะใช้สิทธิไล่เบี้ยตามที่กฎหมายกำหนดไว้เท่านั้นมูลคดีนี้จึงมิได้เกิดขึ้นในเขตอำนาจของศาลแขวงพระโขนง โจทก์จึงเสนอคำฟ้องต่อศาลแขวงพระโขนงหาได้ไม่

3 ฎีกาต่อไปนี้วางหลักเหมือนกันเลยในเรื่องการขายลดเช็ค สถานที่แลกเช้คทำขึ้นที่ไหนสถานที่นั้นคือสถานที่ที่มูลคดีเกิด

ฎ.4896/2543

คำว่า มูลคดีเกิดขึ้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 4(1) หมายถึงเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิอันจะทำให้โจทก์เกิดอำนาจฟ้อง คำฟ้องของโจทก์ระบุว่า โจทก์มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลแพ่งกรุงเทพใต้ จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายลดเช็คกับโจทก์ ณ ที่ทำการของโจทก์ โดยจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1เช็คที่จำเลยที่ 1 นำมาขายลดถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินจำเลยทั้งสองจึงต้องร่วมกันรับผิดชำระเงินตามเช็คพร้อมด้วยดอกเบี้ยตามสัญญาขายลดเช็คและสัญญาค้ำประกัน มิได้ฟ้องแต่เพียงให้ผู้สั่งจ่ายรับผิดชำระเงินตามเช็คเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิที่ทำให้โจทก์เกิดอำนาจฟ้องจึงเกิดขึ้นในเขตศาลแพ่งกรุงเทพใต้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 4(1) โจทก์จึงมีอำนาจเสนอคำฟ้องต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้

 

ฎ.7212/2545

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4(1) บัญญัติให้เสนอคำฟ้องต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลหรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่ คำว่ามูลคดีเกิดขึ้น หมายถึง เหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิอันจะทำให้โจทก์มีอำนาจฟ้อง โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระหนี้ตามเช็คโดยบรรยายว่า เมื่อเช็คถึงกำหนดโจทก์ได้นำเช็คไปเข้าบัญชีที่ธนาคารสาขาชุมแพ (จังหวัดขอนแก่น) เพื่อเรียกเก็บเงิน ปรากฏว่าธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน ส่วนสถานที่ตั้งของโจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคล โจทก์ระบุในคำฟ้องชัดเจนว่า ตั้งอยู่ที่บ้านเลขที่ 819/5 หมู่ที่ 1 จังหวัดขอนแก่น โดยมิได้บรรยายถึงสถานที่ตั้งแห่งอื่นอีก ดังนั้น สถานที่ที่จำเลยที่ 2 นำเช็คมาแลกเงินสดจึงได้แก่สถานที่ที่โจทก์ตั้งอยู่ในจังหวัดขอนแก่น ซึ่งย่อมเกี่ยวข้องกับเหตุที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิที่ทำให้โจทก์เกิดอำนาจฟ้อง ศาลจังหวัดขอนแก่นซึ่งเป็นศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจรับฟ้องคดีนี้ไว้พิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4(1)

 

 

ฎ.1864/2548

ห้างหุ้นส่วนจำกัด ท. ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคารโดยทำสัญญาที่จังหวัดเชียงใหม่ และจำเลยได้สั่งจ่ายเช็คพิพาทมอบให้โจทก์ตามมูลหนี้ค่าก่อสร้างเกี่ยวกับสัญญาจ้างดังกล่าว ถือว่ามูลหนี้ตามเช็คเกิดจากสัญญาจ้างซึ่งเกี่ยวข้องกับเหตุที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิที่ทำให้โจทก์เกิดอำนาจฟ้อง มูลหนี้จึงเกิดขึ้นในเขตศาลจังหวัดเชียงใหม่ โจทก์มีอำนาจฟ้องที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่ อันเป็นศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 4 (1)

ต่อไปฎีกากลุ่มที่ 3  ทั้งสามเรื่องเป็นเรื่องการทำสัญญาประกันชีวิต หลักเดียวกันคือเริ่มสัญญาที่ไหน ที่นั่นคือมูลคดีเกิด

ฎ.922/2542 

ขณะ ท.ทำคำขอประกันชีวิตกับบริษัทจำเลยท.มีภูมิลำเนาอยู่อำเภอวังน้ำเย็น จังหวัดปราจีนบุรีในเขตอำนาจศาลจังหวัดกบินทร์บุรี ในวันทำคำขอเอาประกันชีวิต ส.พนักงานของจำเลยไปอธิบายรายละเอียด ผลประโยชน์และเงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันชีวิตที่บ้านอันเป็นภูมิลำเนา ของ ท. และพนักงานของจำเลยเป็นผู้กรอกรายละเอียดในคำขอประกันชีวิตให้ ท.ลงลายมือชื่อพร้อมทั้งพาท.ไปตรวจสุขภาพที่คลีนิคแพทย์ในตลาดวังน้ำเย็น แพทย์ได้ทำรายงานตามใบตรวจสุขภาพ ส. ลงลายมือชื่อเป็นพยานไว้ด้วยแล้ว ส. ส่งเอกสารดังกล่าวให้บริษัทจำเลยที่สำนักงานใหญ่ในกรุงเทพมหานครพิจารณาออกกรมธรรม์ให้แก่ ท. และต่อมาจำเลยตกลงรับประกันชีวิตกับ ท. ถือได้ว่ามูลคดีจากการทำสัญญาประกันชีวิตรายนี้เกิดที่ภูมิลำเนาของ ท.ที่อำเภอวังน้ำเย็น จังหวัดปราจีนบุรี โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ศาลชั้นต้นคือศาลจังหวัดกบินทร์บุรีได้ ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4(1) ก่อนทำสัญญาประกันชีวิต ท. ได้เคยให้แพทย์ตรวจรักษาร่างกายจากการตรวจร่างกายประกอบกับการเอกซเรย์ปอดแล้วแพทย์พบว่าท. น่าจะเป็นวัณโรคปอดจึงได้รักษา ท.ต่อเนื่องกันประมาณ5เดือนแล้วท.ขาดการติดต่อหลังจากนั้น ท.มาพบแพทย์อีกโดยท.มีอาการไอหอบ แพทย์จึงทำการตรวจรักษาและให้ยาไปรับประทาน การที่ ท. ได้ทำคำขอเอาประกันชีวิตโดยไม่ปรากฏว่า ท. ได้แจ้งว่า เคยเป็นวัณโรคปอดมาก่อน จำเลยย่อมไม่ทราบว่า ท. เคยเป็นวัณโรคปอดและตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 865 เป็นหน้าที่ของผู้เอาประกันภัยซึ่งการใช้เงิน ย่อมอาศัยความทรงชีพหรือมรณะของตนต้องเปิดเผยข้อความจริงให้ผู้รับประกันภัยทราบ การที่ ท. ผู้เอาประกันชีวิตป่วยเป็นวัณโรคปอดซึ่งเป็นโรคร้ายแรงและได้รับการรักษาเกี่ยวกับโรคดังกล่าวเป็นเวลานาน แต่มิได้แจ้งข้อความจริงดังกล่าวให้จำเลยทราบเมื่อขอเอาประกันชีวิต ซึ่งหากจำเลยทราบก็อาจเรียกเบี้ยประกันสูงขึ้นหรือไม่รับประกันชีวิตสัญญาประกันชีวิตจึงเป็นโมฆียะ ผู้รับประกันภัยย่อมมีสิทธิที่บอกล้างนิติกรรมดังกล่าวได้ โดยมิต้องคำนึงว่าผู้เอาประกันภัยจะถึงแก่ความตายหรือไม่ หรือตายด้วยเหตุใดเมื่อจำเลยบอกล้างสัญญาประกันชีวิตอันเป็นโมฆียะต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์ตามสัญญาแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดใช้เงินให้โจทก์

 

ฎ.6518/2545

ส. ตัวแทนขายประกันของจำเลย สาขานครราชสีมา ติดต่อ อ. ให้ทำสัญญาประกัน และ อ. ตกลงทำสัญญาตามแบบฟอร์มตรวจร่างกายและสัญญาประกันภัยของจำเลย จึงเป็นการเริ่มต้นทำสัญญาประกันภัยที่จังหวัดนครราชสีมาถือว่ามูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลจังหวัดนครราชสีมา โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีที่ศาลจังหวัดนครราชสีมาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4(1)

นายแพทย์ พ. ผู้ตรวจสุขภาพและร่างกายของ อ. ก่อนทำสัญญาประกันภัยมีความเห็นว่า อ. ไม่มีปัญหาอะไร ส่วนนายแพทย์ น. ตรวจร่างกาย อ. หลังจากทำสัญญาประกันภัยแล้วยืนยันว่า อ. เป็นเพียงโรคประสาทเครียดสามารถรักษาให้หายขาดได้ และ ส. ตัวแทนขายประกันของจำเลยซึ่งเป็นผู้ติดต่อ อ. ทำสัญญาประกันภัยยืนยันว่า อ. สามารถพูดคุยได้รู้เรื่องแบบคนปกติธรรมทั่วไปและได้มีการสั่งงานให้ลูกน้องปฏิบัติงานได้อย่างปกติ กรณีจึงไม่อาจฟังได้ว่า อ. รู้แล้วว่าตนเจ็บป่วยเป็นโรคประสาทเครียดซึ่งเป็นโรคร้ายแรงและไม่ได้ประกอบอาชีพแล้ว ละเว้นไม่เปิดเผยข้อความจริงซึ่งอาจทำให้จำเลยบอกปัดไม่ยอมทำสัญญาประกันภัย สัญญาประกันภัยจึงไม่ตกเป็นโมฆียะ

โจทก์เป็นบุตร ง. จึงเป็นทายาทลำดับที่ 1 และมีสิทธิรับมรดกของ ง. ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 ขณะที่ อ. ตาย ง. ยังมีชีวิตอยู่ง. จึงมีสิทธิได้รับเงินตามกรมธรรม์ประกันภัยครึ่งหนึ่ง และเมื่อ ง. ตาย สิทธิในการเรียกเงินตามกรมธรรม์ประกันภัยจึงตกแก่โจทก์ซึ่งเป็นทายาทโดยไม่ต้องนำสืบให้เห็นว่าเป็นทายาทของ ง. ลำดับไหน มีทายาทด้วยกันกี่คน โจทก์มีสิทธิฟ้องเรียกเงินตามสัญญากรมธรรม์ประกันภัยในฐานะทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของ ง. ผู้รับประโยชน์ได้

 

 ฎ.572/2549

จ. มีภูมิลำเนาอยู่อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด ได้ติดต่อผ่าน ว. นายหน้าขายประกันชีวิตของบริษัทจำเลยซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดตราด โดย ว. เป็นผู้กรอกข้อความลงในใบคำขอเอาประกันชีวิตให้ จ. ลงลายมือชื่อในฐานะผู้ขอเอาประกันภัย แล้วส่งเอกสารนั้นไปให้จำเลยซึ่งมีสำนักงานอยู่ที่กรุงเทพมหานคร พิจารณารับคำขอเอาประกันชีวิตและออกกรมธรรม์ให้ ดังนี้ การเริ่มต้นทำสัญญาประกันชีวิตจึงเกิดขึ้นที่จังหวัดตราด กรณีถือได้ว่ามูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลจังหวัดตราดอีกแห่งหนึ่งด้วย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลจังหวัดตราด ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 4 (1)

ต่อไปก็คือข้อตกลงในการบันทึกทะเบียนหย่า  สถานที่ที่จดทะเบียนหย่าที่ใดแล้วไม่ทำตามบันทึกก็ถือว่าเป็นทีที่มูลคดีเกิด

ฎ. 2464/2542

บันทึกในทางทะเบียนการหย่าตามฟ้องทำที่ที่ว่าการอำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการเมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลยไม่ทำหน้าที่ผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรทั้งสองจึงถือว่า เป็นกรณีที่อ้างว่าจำเลยประพฤติผิดสัญญาหรือข้อตกลงในการจดทะเบียนหย่านั้น แม้จำเลยและบุตรทั้งสองมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดนครสวรรค์ก็ตาม ก็ถือว่าสถานที่ที่ได้มีการจดทะเบียนการหย่าเป็นสถานที่ที่มูลคดีเกิดขึ้นในท้องที่ที่ได้ทำบันทึกข้อตกลงในทะเบียน การหย่าไว้นั้น จึงถือว่ามูลคดีเกิดขึ้นที่ที่ว่าการอำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลจังหวัดสมุทรปราการแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวซึ่งเป็นศาลที่มูลคดีเกิดขึ้น ในเขตได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4(1) ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับ คำฟ้อง โจทก์แล้ว ต่อมามีคำสั่งใหม่เป็นว่าไม่รับคำฟ้องและให้จำหน่ายคดี เมื่อศาลสูงเห็นว่า ไม่ถูกต้อง ย่อมพิพากษากลับเป็นให้ศาลชั้นต้นรับคำฟ้องของโจทก์แล้วให้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อจากกระบวนพิจารณาที่ได้ทำไว้ก่อนวันมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีจากสารบบความนั้น

 

เรื่องต่อมาเป็นนิติกรรมหลายอย่างที่ทำลงแต่ไม่ได้ฟ้องตามนิติกรรมนั้นทุกเรื่องเลือกฟ้องบ้างนิติกรรม อย่างนี้มูลคดีเกิดที่ไหน

ฎ.6936/2539 ดูคู่กับ ฎ.2586/2540

มีสองสัญญาด้วยกัน 1 สัญญาเช่าซื้อและการค้ำประกันสัญญาเช่าซื้อ ถ้าจะฟ้องตามสัญญาค้ำประกันเพียงอย่างเดียว ก็จะไปนำมูลคดี เช่าซื้อมาฟ้องไม่ได้

ประการแรกต้องแยกนิติกรรมก่อนว่าโจทก์ฟ้องตามนิติกรรมอะไร

ฎ.6936/2539 ( ค้นไม่พบ )

ฎ.2586/2540

สัญญาเช่าซื้อจะต้องทำเป็นหนังสือซึ่งต้องลงลายมือชื่อคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย มิฉะนั้นจะเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 572 วรรคสอง ดังนั้นแม้มีการจัดทำหนังสือสัญญาเช่าซื้อให้จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในฐานะผู้เช่าซื้อที่จังหวัดลพบุรีแล้ว แต่ยังไม่มีการลงลายมือชื่อคู่สัญญาฝ่ายผู้ให้เช่าซื้อ จึงยังไม่ครบถ้วนบริบูรณ์เมื่อมีการส่งสัญญาดังกล่าวไปให้ผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อในสัญญาแทนโจทก์ลงลายมือชื่อในนามผู้ให้เช่าซื้อที่สำนักงานใหญ่ของโจทก์ในท้องที่เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานครซึ่งอยู่ในเขตอำนาจศาลแพ่งกรุงเทพใต้เพื่อให้สัญญาครบถ้วนบริบูรณ์ เช่นนี้ ย่อมถือได้ว่า สำนักงานใหญ่ของโจทก์เป็นสถานที่ที่ทำสัญญาฉบับนี้อันเป็นสถานที่ที่มูลคดีนี้เกิดขึ้นอีกแห่งหนึ่งด้วย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1ผู้เช่าซื้อและจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันซึ่งต้องรับผิดในมูลความแห่งคดีเกี่ยวข้องกันได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 4(1) และมาตรา 5

ต่อไป  ฎีกานี้ดี เป็นนิติกรรมสามฝ่าย

เรื่องนี้เกิดขึ้นที่ลำปาง กับ อุตรดิตย์ จำเลยที่ 1 กั บ 2 เป็นนิติบุคคล 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ โจทก์อยุ่ที่ลำปาง จำเลยทั้งสองไม่มีเครดิตรก่อสร้างก็ไปเปิดเครดิตรกับบริษัท ล. ลิง ที่อุตรดิตร ได้หรือไม่ หากมีค่าใช้จ่ายเท่าใด จำเลยทั้งสองจะชดใช้ให้ หลังจากนั้นโจทก์ก็สั่งทางโทรศัพท์และโทรสารเรื่อยมา ต่อมาจ่ายค่าวัสดุก่อสร้าง แทนที่จะไปฟ้องที่ลำปางก็ไปฟ้องศาลอุตรดิตยืถาม ว่าถ้อยคำที่จะทำให้เราได้คะแนนเต็ม

ฎ.269/2543

จำเลยทั้งสองเป็นหุ้นส่วนร่วมกันก่อสร้างบ้านพักรับรอง จำเลยที่ 2 ในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 1 ได้ทำข้อตกลงกับโจทก์ ณ ที่ทำการบริษัทโจทก์ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดลำปาง ให้โจทก์ติดต่อซื้อวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างจากบริษัท ล. ในนามของโจทก์เพื่อนำไปก่อสร้างบ้านพักรับรองแล้วจำเลยที่ 2 จะชำระเงินให้บริษัท ล. ในนามของโจทก์หากบริษัท ล. เรียกเก็บเงินค่าสินค้าและค่าเสียหายที่จำเลยที่ 2 สั่งซื้อไปในนามโจทก์และโจทก์ชำระเงินให้แก่บริษัท ล. ไป จำเลยที่ 2 จะชดใช้คืน จึงได้มีการติดต่อเปิดเครดิตกับบริษัท ล. โดยทางโทรศัพท์และโทรสาร ซึ่งบริษัท ล. ตกลงด้วย แม้บริษัท ล. มีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดอุตรดิตถ์ แต่ข้อตกลงในการเจรจาติดต่อเปิดเครดิตในการซื้อสินค้าเป็นสัญญาประเภทหนึ่งซึ่งมีคู่สัญญาสามฝ่ายคือ ฝ่ายโจทก์ ฝ่ายจำเลยทั้งสองโดยจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวแทนจำเลยที่ 1 และฝ่ายบริษัทล. โดยการทำข้อตกลงเพื่อเปิดเครดิตได้ติดต่อกันทางโทรศัพท์และโทรสารระหว่างจังหวัดอุตรดิตถ์ และจังหวัดลำปาง ดังนั้น มูลคดีในการก่อให้เกิดสัญญาสามฝ่ายเกี่ยวกับการทำข้อตกลงในการเปิดเครดิต จึงเกี่ยวเนื่องกันทั้งในเขตอำนาจทั้งศาลจังหวัดลำปาง และศาลจังหวัดอุตรดิตถ์ ดังนั้น ศาลจังหวัดอุตรดิตถ์จึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้

ต่อไป

เป็นนิติกรรมอย่างหนึ่งคล้ายๆคดีเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ ก็คิดถึง 4 ทวิ  ต่อมมาโจทก์เลิกสัญญาจำเลยที่ 1 ก็หาเงินคืนไม่ได้ก็เลยให้ นส 3 ก.ยึดถือไว้ โจทก์ก้เอามักธายก จำเลยที่ 2 3 4 ยึดถือไว้ ก็เบียดบัง เอาไปขาย ถามว่า โจทก์จะฟ้องที่ศาลไหน เรื่องนี้ ต้องมองว่าโจทก์ฟ้องเอาอสังหาหรือไม่  ก็แปลว่าเรียกเงินคืนนั่นเอง ก็กลายเป้นหนี้เหนือบุคคล นั่นเอง

 

ฎ. 1731/2536  เป็นเรื่องที่ไม่ได้พูดถึงกันในศาลล่างทั้งสองเลย จะมาพูดในชั้นสูงได้หรือไม่

2. การข้อคุ้มครองชั่วคราวตาม 254 ในขณะที่ข้อคุมครองมาจะพูดเรื่องเขตศาลเลยได้หรือไม่

ฎ. 1731/2536 

แม้การขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254(2) บัญญัติให้ทำเป็นคำขอฝ่ายเดียว แต่ศาลก็มีอำนาจที่จะฟังคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งหรือคู่ความอื่น ๆ ก่อนออกคำสั่งได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 21(3) เรื่องเขตอำนาจศาลไม่ใช่ประเด็นที่ศาลจะต้องชี้ขาดในชั้นขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา ตราบใดที่ศาลชั้นต้นยังไม่ได้พิพากษาหรือจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ คู่ความย่อมมีสิทธิขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาได้

เราคงต้องยกยอดเรื่องเขตอำนาจศาลไปปีหน้า อีกนัดหนึ่ง สวัสดีปีใหม่ครับ ไม่ต้องส่งส.ค.ส.มาให้ผม คิดถึงผมอ่านตัวบทเลยครับ

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages