สรุปคำบรรยาย วิแพ่ง 1ภาค 2/61 ครั้งที่ 7

271 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
Jan 11, 2009, 11:33:09 PM1/11/09
to LAWSIAM, lawsiam com, TRAITHEP tupkit
หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า  kankokub  ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ไพฤทธิ์ เศรษฐไกรกุล ผู้บรรยาย   , ผู้ก่อตั้ง lawsiamgooglegroups และ คุณแบ่งปัน ที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า

ครั้งที่ 7( 10/01/09 )

ในมาตรา 5 ที่บอกว่าคำร้องตั้งประเด็นกับคู่ความ มีคำๆหนึ่งที่ใช้ตอนเปิดคดีและปิดคดีในคดีที่คำฟ้องมีความยุ่งยาก ก็จะมีนัดแถลงความเปิดคดี  ในบ้านเราไม่นิยมมีแถลงการณ์เปิดคดี ที่เห็นมีใช้ก็คือ ในคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง  ( ในต่างประเทศ เป็นเรื่องที่สำคัญ )

 

มาตรา 18  ให้ศาลมีอำนาจที่จะตรวจคำคู่ความที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของศาลได้รับไว้เพื่อยื่นต่อศาล หรือส่งให้แก่คู่ความ หรือบุคคลใด ๆ

 ถ้าศาลเห็นว่าคำคู่ความที่ได้ยื่นไว้ดังกล่าวแล้วนั้น อ่านไม่ออกหรืออ่านไม่เข้าใจหรือเขียนฟุ่มเฟือยเกินไป หรือไม่มีรายการ ไม่มีลายมือชื่อ ไม่แนบเอกสารต่าง ๆ ตามที่กฎหมายต้องการ หรือมิได้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลโดยถูกต้องครบถ้วน ( ตามม.149 )ศาลจะมีคำสั่งให้คืนคำคู่ความนั้นไปให้ทำมาใหม่ หรือแก้ไขเพิ่มเติม หรือชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลให้ถูกต้องครบถ้วน ภายในระยะเวลาและกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ตลอดจนเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมตามที่ศาลเห็นสมควรก็ได้ ถ้ามิได้ปฏิบัติตามข้อกำหนดของศาลในระยะเวลาหรือเงื่อนไขที่กำหนดไว้ก็ให้มีคำสั่งไม่รับคำคู่ความนั้น

ถ้าศาลเห็นว่าคำคู่ความที่ได้นำมายื่นดังกล่าวข้างต้น มิได้เป็นไปตามเงื่อนไขแห่งกฎหมายที่บังคับไว้ นอกจากที่กล่าวมาในวรรคก่อน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเห็นว่าสิทธิของคู่ความหรือบุคคลซึ่งยื่นคำคู่ความนั้นได้ถูกจำกัดห้ามโดยบทบัญญัติแห่งกฎหมายเรื่องเขตอำนาจศาล ก็ให้ศาลมีคำสั่งไม่รับหรือคืนคำคู่ความนั้นไปเพื่อยื่นต่อศาลที่มีเขตอำนาจ

ถ้าไม่มีข้อขัดข้องดังกล่าวแล้ว ก็ให้ศาลจดแจ้งแสดงการรับคำคู่ความนั้นไว้บนคำคู่ความนั้นเองหรือในที่อื่น

คำสั่งของศาลที่ไม่รับหรือให้คืนคำคู่ความตามมาตรานี้ ให้อุทธรณ์และฎีกาได้ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๒๗, ๒๒๘ และ ๒๔๗


        
วางหลักว่าคำแถลงความไม่ใช่คำคู่ความเพราะไม่ได้ตั้งประเด็นระหว่างคู่ความ และก็จะตั้งประเด็นไม่ได้ด้วย  ฉะนั้นคำแถลงกาลจึงไม่ต้องตรวจตามมาตรา 18

คำพิพากษาปี 92 93 เป็นยุคทองของกฏหมายเลย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1198/2492
            ของหมั้นไม่จำต้องเป็นกรรมสิทธิ์ของชายคู่หมั้น แม้จะเป็นของคนอื่นก็อาจเป็นของหมั้นและตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่หญิงในเมื่อสมรสแล้วได้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1436 ก็ใช้คำว่า ฝ่ายชาย มิได้ใช้คำว่า ชายเฉยๆ
พ.สามีจำเลยกับจำเลยได้ไปทำการหมั้นโจทก์ให้แก่ จ.ซึ่งเป็นบุตรของ พ. โดยใช้แหวนเป็นของหมั้น แหวนนี้จะเป็นเพียงจำเลยให้ยืมโดย พ. ทราบด้วยหรือไม่ทราบก็ตาม เมื่อปรากฏว่าทางฝ่ายโจทก์และบิดามารดาโจทก์หาได้ทราบความข้อนี้ด้วยไม่ จึงจะเอาข้อตกลงระหว่าง จ. กับจำเลยตลอดจนความไม่รู้ของ พ. หากเป็นความจริงไปผูกมัดโจทก์ไม่ได้
การที่ศาลอุทธรณ์ไม่ได้กำหนดค่าฤชาธรรมเนียมให้โจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายชนะนั้น โจทก์อาจฎีกาได้ตามมาตรา168 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แต่โจทก์ไม่ได้ฎีกา เป็นแต่เพียงแถลงมาในคำแก้ฎีกานั้นย่อมไม่ได้ แต่เนื่องจากเวลาพิพากษาศาลฎีกามีอำนาจสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมตลอดไปถึงของศาลล่างด้วยโดยอาศัยอำนาจนี้ ศาลฎีกาอาจวินิจฉัยเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมนี้ให้ได้ในเมื่อเห็นสมควร
เมื่อพ้นกำหนดยื่นคำแก้อุทธรณ์ตามมาตรา 237 วรรคต้นประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งแล้ว จำเลยจะยื่นคำแก้อุทธรณ์ไม่ได้ จะยื่นได้ก็แต่ในฐานะคำแถลงการณ์ตามมาตรา246,186 วรรคสอง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ก็รับไว้หากยื่นคำแก้อุทธรณ์ภายหลังกำหนดและศาลรับไว้ในฐานะเป็นคำแถลงการณ์เท่านั้น ซึ่งมีผลว่าจำเลยจะตั้งประเด็นในศาลอุทธรณ์ไม่ได้ เพราะเป็นแต่เพียงคำแถลงการณ์ ไม่ใช่คำแก้อุทธรณ์ซึ่งเป็นคำคู่ความที่จำเลยอาจตั้งประเด็นได้
การยื่นคำแก้อุทธรณ์ภายหลังกำหนดอันถือได้ว่าเป็นการยื่นคำแถลงการณ์นี้ ก็ถือได้ว่าทนายของจำเลยอุทธรณ์ได้ว่าคดีในชั้นศาลอุทธรณ์เหมือนกัน

เป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจเพราะเป็นการกระทบ ต่อ  อุทธรณ์ ฎีกา ด้วย  คดีนี้ ศาลสั่งไม่รับฟ้อง ฉะนั้นแปลว่าอะไรบ้าง

1.      ไม่รับคำคู่ความ

2.      ผ่านขั้นตอนการให้ไปแก้มาใหม่แล้ว

แปลว่า เข้า 18 วรรค 2 อุทธรณ์ได้ทันทีตาม 227 228

ถ้าเป็นกรณีที่ศาลรับฟ้องและสั่งให้ไปส่งสำเนาคำคู่ความ จำเลยจะอุทธรณ์ได้หรือไม่  หลักตายตัวคำสั่งรับฟ้องเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาตาม 226 อุทธรณ์ทันทีไม่ได้

แต่พอมาศาลอุทธรณ์ศาลสั่งยกคำพิพากษาศาลต้นและให้ศาลต้นรับฟ้อง คราวนี้ไม่รับฟ้อง หรือไม่รับฟ้อง คือฟ้องของโจทก์ จำเลยนอนอยู่บ้าน  พอสั่งให้รับฟ้องจำเลยสะดุ้งตื่นพอดี ถามว่า ฎีกาได้หรือไม่ ( โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ที่ให้รับฟ้อง )

คำตอบ การที่ศาลอุทธรณ์สั่งให้รับฟ้อง โดยหลักก็เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาในศาลอุทธรณ์แต่จะเห็นว่าเป็นการพ้นทันทีเลย จำเลยจะฎีกาได้หรือไม่ดู มาตรา 247

มาตรา 247 ในกรณีที่ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาหรือมีคำสั่งในชั้นอุทธรณ์แล้วนั้น ให้ยื่นฎีกาได้ภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลอุทธรณ์นั้นและภายใต้บังคับบทบัญญัติสี่มาตราต่อไปนี้กับกฎหมายอื่นว่าด้วยการฎีกา ให้นำบทบัญญัติในลักษณะ ๑ ว่าด้วยอุทธรณ์มาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม

สรุป จำเลยฎีกา ได้

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 420/2519
                 กรณีที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความและสัญญาแบ่งปันมรดก เป็นการฟ้องเรียกร้องให้ได้ทรัพย์พิพาทคืนมาเป็นทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์แก่โจทก์ผู้เป็นทายาท จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ (อ้างฎีกาที่ 2180/2517)
                        ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฟ้องของโจทก์โดยไม่ได้หมายเรียกจำเลยมาแก้คดี ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นและให้ศาลชั้นต้นรับฟ้อง จำเลยฎีกาได้ (อ้างฎีกาที่ 474/2503)
             เป็นเรื่องที่ต้องจำเป็นพิเศษเพราะเป็นเรื่องที่ศาลฎีกาใช้คำไม่ตรงตัวบท แต่ก็แปลได้ความเช่นเดียวกัน

            ศาลตรวจเห็นว่าเป็นคดีมีทุนทรัพย์ คืออ่านคำฟ้องและท้ายฟ้องแล้ว ขอให้ศาลพิพากษาให้ทรัพย์สินนั้นเป็นของตน

            แต่เห็นว่าเสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์

            คดีมีทุนทรัพย์คดีที่ขอให้ศาลปลดเปลื้องทุกข์อย่าง

            ศาลสั่งว่าให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลโดยคิดคำนวณจากทุนทรัพย์ภายในกำหนด 15 วัน มิฉะนั้นศาลจะไม่รับคำฟ้อง  เน้นคำว่า   " จะ "  

คำสั่ง จะ  ไม่รับฟ้องนี้  เป็นคำสั่งตาม มาตรา 18 วรรค 2  หรือไม่  ตอบ   เรื่องนี้ศาลเห็นว่าเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา

            ในทางปฏิบัติ ก็จะลงสมุดรับฟ้องเป็นเลขคดีดำ พร้อมที่จะพิจารณาแล้ว จึงเป็นกระบวนการระหว่างพิจารณาแล้ว

            แต่ถ้าพ้นระยะเวลาจะ ( ตามฎีกานี้คือพ้น 15 วัน ) ก็เป็น 18 วรรค ท้าย

            ฎีกานี้ยังไม่หมดประเด็นแค่ข้างต้น ยังมีฤทธิ์เดชอีกคือโจทก์อุทธรณ์คำสั่ง แล้วศาลชั้นต้น + ศาลอุทธรณ์ดันใจดี รับฟ้องอีก

            ถาม ว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

เราได้ว่าสั่งไม่รับฟ้องเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ทางปฏิบัติที่ถูกต้อง ต้องโต้แย้งไว้ แต่คดีนี้ดันไปอุทธรณ์ จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ

ศาลอุทธรณ์ที่ถูกต้องก็ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลต้นสั่งให้ถูกต้องก่อนว่าจะรับฟ้องหรือไม่

***คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 421/2518
                ในชั้นตรวจคำฟ้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีโจทก์เป็นคดีที่มีทุนทรัพย์ให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลโดยคิดคำนวณจากทุนทรัพย์ภายในกำหนด 15 วัน มิฉะนั้นศาลจะไม่รับคำฟ้อง

 คำสั่งเช่นว่านี้เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226(1)

ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์และศาลอุทธรณ์พิพากษาสั่งให้ศาลชั้นต้นรับฟ้องของโจทก์ไว้       

 

                พิจารณาต่อไป ทั้งๆ ที่ศาลชั้นต้นยังมิได้สั่งไม่รับฟ้องโจทก์ จึงเป็นการไม่ถูกต้อง กรณีเป็นหนี้อันแบ่งแยกไม่ได้แม้จำเลยที่ 3,4 มิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ 3,4 ด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา245(1)ประกอบด้วยมาตรา 247
ต่อไปเป็นกลุ่มที่เคยให้ไว้แล้ว ชื่อหัวเรื่อง  ถ้าตามคำฟ้องเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง คือคำคู่ความไม่เป็นตามที่กฎหมาย ศาลมีสิทธิไม่รับฟ้องได้เลยไม่ต้องสั่งให้ไปทำมาใหม่ การที่ไม่มีอำนาจฟ้องคือการไม่ถูกโต้แย้งสิทธินั่นเอง ทางปฏิบัติก็ดูจากเนื้อหาคำฟ้องนั่นเอง

จึงไม่ต้อง ไปดูตามมาตรา 17 และ 18 เลย

เป็นกลุ่มต่อไปนี้ ฎ.34/2520 ฎ.4854/2536  ฎ.424/2544***  หลักโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลยกฟ้องได้ทันที ไม่ต้องคืนค่าธรรมเนียมไม่ใช่ 51 ที่ต้องคืนค่าธรรมเนียม ซึ่ง 424/2544 พูดไว้ชัดเลย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 34/2520
ในเรื่องอำนาจฟ้อง อันเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนนั้น แม้ไม่เป็นประเด็นที่คู่ความอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยแล้วพิพากษาคดีไปได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5)
เมื่อตามคำฟ้องปรากฏว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลย่อมพิพากษายกฟ้องโจทก์เสียได้ โดยหาจำต้องปฏิบัติตามขั้นตอนที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 17,18 ไม่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4854/2536
การขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลของเจ้าพนักงานบังคับคดีนั้นเจ้าพนักงานบังคับคดีมิใช่ตัวแทนของลูกหนี้หรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาฉะนั้นเงื่อนไขใด ๆ ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนดขึ้นในการขายทอดตลาดจึงผูกพันกันระหว่างผู้เข้าสู้ราคาในการขายทอดตลาดหรือผู้ซื้อทรัพย์กับเจ้าพนักงานบังคับคดีเท่านั้น หาได้โอนมายังลูกหนี้หรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาไม่ เพราะไม่ใช่สัญญาตัวแทนดังนั้น ลูกหนี้ตามคำพิพากษาจึงไม่มีสิทธิที่จะอ้างเงื่อนไขที่เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนดขึ้นมาฟ้องเรียกค่าภาษีอากรและค่าธรรมเนียมการโอนทรัพย์ที่ซื้อจากผู้ซื้อทรัพย์ได้ แม้ตามคำฟ้องของโจทก์ จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ซื้อที่ดินจากการขายทอดตลาด จะเป็นผู้ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นส่งเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดไปชำระค่าธรรมเนียมการโอน และศาลชั้นต้นได้จัดส่งเงินไปให้ตามขอ โดยจำเลยที่ 1 ให้สัตยาบันในการกระทำของจำเลยที่ 2และรับโอนที่ดินแปลงดังกล่าวมาเป็นของตนก็ตาม แต่การจะให้ส่งเงินไปตามคำร้องหรือไม่ เป็นอำนาจของศาล จึงเป็นเรื่องระหว่างศาลกับลูกหนี้ตามคำพิพากษา หากเห็นว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เป็นไปตามเงื่อนไขในประกาศขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี โจทก์ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาก็ควรจะอุทธรณ์คำสั่งของศาลนั้น ในคำฟ้องโจทก์ก็ปรากฏว่าโจทก์ได้อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นแต่ศาลสั่งไม่รับเพราะอุทธรณ์เกินกำหนดโจทก์ก็ควรยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นแก้ไขคำสั่งนั้นได้ ข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวมาในฟ้องยังถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วมีคำสั่งว่า จำเลยไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับเป็นการวินิจฉัยถึงเนื้อหาแห่งคดีแล้ว มิใช่กรณีสั่งรับหรือไม่รับคำคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 ศาลชั้นต้นไม่คืนค่าขึ้นศาลแก่โจทก์จึงชอบแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้ให้คืนค่าขึ้นศาลแก่โจทก์นั้น แม้ไม่มีฝ่ายใดฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาก็มีอำนาจวินิจฉัยแก้ไขให้ถูกต้องได้เพราะเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 424/2544****
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยรับชำระเงิน 5,575,551.53 บาท จากโจทก์ โดยกล่าวอ้างว่าโจทก์ยังเป็นหนี้ค่าซื้อสินค้าอยู่แก่จำเลย 5,575,551.53 บาท แต่จำเลยเรียกให้โจทก์ชำระหนี้ 6,565,377.55 บาท ซึ่งเป็นจำนวนที่แตกต่างกันมาก โจทก์จำเป็นต้องใช้สิทธิทางศาลเพื่อพิสูจน์ยอดหนี้ แต่ข้อโต้แย้งดังกล่าวเป็นเพียงทำให้การชำระหนี้ของโจทก์ ไม่สามารถจะหยั่งรู้ถึงสิทธิได้แน่นอนว่าจะชำระหนี้เป็นจำนวนใด อันทำให้โจทก์สามารถใช้สิทธิวางทรัพย์ด้วยการชำระหนี้ตามจำนวนที่โจทก์เห็นว่าถูกต้อง ณ สำนักงานวางทรัพย์ ซึ่งหากเป็นจำนวนที่ถูกต้องโจทก์ย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 331 เมื่อโจทก์มีทางเลือกที่จะปฏิบัติได้โดยไม่ต้องนำคดีมาฟ้องศาล โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง
การตรวจคำฟ้อง ศาลชั้นต้นต้องปฏิบัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคท้าย ซึ่งบัญญัติว่า "ให้ศาลตรวจคำฟ้องนั้นแล้วสั่งให้รับไว้ หรือให้ยกเสียหรือให้คืนไปตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 18" คำว่า ให้ยกเสียตามบทบัญญัติดังกล่าวเป็นการยกฟ้องของโจทก์นั่นเอง ศาลจึงมีอำนาจยกฟ้องในชั้นตรวจคำฟ้องได้โดยไม่ต้องมีคำสั่งรับฟ้องไว้ก่อน
เมื่อโจทก์ฟ้องคดีโดยไม่ปรากฏว่ามีการโต้แย้งสิทธิอันเป็นกรณีโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง การที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องของโจทก์ทันที โดยมิได้มีคำสั่งรับคำฟ้องโจทก์ไว้ก่อนจึงชอบแล้ว
การที่ศาลชั้นต้นพิเคราะห์คำฟ้องแล้วนำข้อเท็จจริงในคำฟ้องมาวินิจฉัยเกี่ยวกับคำฟ้องโจทก์และพิพากษายกฟ้อง เป็นการวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีตามความหมายแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 131 (2) ซึ่งมีผลเป็นการพิจารณาคดี มิใช่เรื่องที่ศาลชั้นต้นไม่รับหรือคืนคำฟ้องตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 18 จึงไม่มีเหตุที่จะคืนค่าธรรมเนียมศาลแก่โจทก์ตามมาตรา 151
ต่อไปเป็นเรื่องที่เหนื่อยหน่อย  เป็นเรื่องความสามารถของบุคคลต้องเคาะสนิมหน่อย เรื่องที่พูดถึง คือ มาตรา 28  , 34  ป.พ.พ.
มีตัดสินไว้ 2 ฎีกา คือ 6107/2538 และ 5556/2543

เริ่มฎีกาแรกก่อน คือ เป็นการที่คนเสมือนไร้ดำเนินการไปเอง แล้วผู้พิทักษ์ไปแต่งทนาย ( เมื่อเห็นคำว่าแต่งทนาย คิดถึง 61-64 ทันที โดยเฉพาะ 61 -62 )  ศาลรับฟ้อง จำเลยยื่นคำให้การแล้วแต่ทนายความเพิ่งมาทราบว่ายังไม่ได้ขออนุญาต ผู้เสมือนเลย จึงไปขออนุญาต มาแล้วขอแก้คำฟ้อง มาว่าอนุญาตแล้ว ศาลก็อนุญาตให้แก้ฟ้อง

หลักที่นำไปใช้ได้คือผู้พิทักษ์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีแทนคนเสมือนไร้ความสามารถ

ถือว่าล่วงเลยขั้นตอนการตรวจคำฟ้องแล้ว จะนำมาตรา 18 มาใช้ไม่ได้

เห็นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้อง ให้คิดแว๊บขึ้นมาทันทีว่าเป็นคำฟ้อง

เรื่องนี้ไม่ถึงขนาดไม่มีอำนาจฟ้องเลยซะทีเดียวแต่เป็นเรื่อง ที่ฟ้องบกพร่องตลอดจนมาถึงขณะที่มาขอแก้ไขคำฟ้อง

และต้องจำให้ดีว่าการแก้ฟ้องตรงนี้ไม่ได้ขอให้มีอำนาจฟ้องแต่ขอให้ขอทำแทนได้ พระเอกคดีนี้มีอยู่แล้ว แต่ขอเป็น สแตนอิน คนล่ะเรื่องกับเรื่องนี้แสดงไม่ได้เลย  คือถ้าไม่มีอำนาจฟ้องตั้งแต่ต้นเลย คือผีถึงป่าช้าแล้วจะฝังหรือเผาเท่านั้น เรื่องนี้เป็นเรื่องที่คนเสมือนมีอำนาจฟ้องอยู่ แต่ว่าเป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ ไม่ใช่เรื่องที่ไม่มีอำนาจฟ้องนะ

หลักนี้ก็เอาไปใช้กับผู้อนุบาล ได้   
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6107/2538
             น.ผู้พิทักษ์ของ ด. คนเสมือนไร้ความสามารถไม่ใช่ผู้แทนของ ด.ไม่มีอำนาจฟ้องคดีแทน เมื่อ น.เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยโดยเป็นผู้ลงชื่อแต่งทนายความและทนายความลงชื่อในคำฟ้องอันเป็นการที่ผู้พิทักษ์เป็นโจทก์ฟ้องคดีแทนคนเสมือนไร้ความสามารถโดยไม่ได้รับมอบอำนาจให้ดำเนินคดีแทนจาก ด. คำฟ้องของโจทก์จึงมิได้เป็นไปตามเงื่อนไขตาม ป.พ.พ. มาตรา 35 เดิม

 เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำฟ้องของโจทก์ไว้ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็ได้ยื่นคำให้การแล้ว ซึ่งเป็นกรณีล่วงเลยการตรวจวินิจฉัยคำฟ้อง จึงนำ ป.วิ.พ. มาตรา 18 มาใช้บังคับไม่ได้

เมื่อคดีไม่มีการชี้สองสถานโจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องก่อนวันสืบพยานเป็นว่าด.ได้มอบให้ น.ฟ้องและดำเนินคดีแทนและได้รับความยินยอมจาก น.แล้ว และศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้อง จึงมีผลทำให้ฟ้องที่ไม่สมบูรณ์กลับเป็นฟ้องที่สมบูรณ์มาแต่เริ่มแรก โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง
              โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ซึ่งเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถมอบอำนาจให้ น.ผู้พิทักษ์เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสาม จำเลยที่ 1 ลูกจ้างของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ขับรถยนต์บรรทุกของจำเลยที่ 2 ซึ่งนำเข้าร่วมกิจการขนส่งกับจำเลยที่ 3 โดยมีเครื่องหมายของจำเลยที่ 3 ติดอยู่ข้างตัวรถยนต์บรรทุกแล่นในซอยซึ่งเป็นถนนสายโทเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ที่โจทก์ขับอยู่ในถนนสายกลางซึ่งเป็นถนนสายเอกล้มลงโดยประมาทไม่ดูรถที่แล่นอยู่ในถนนสายกลาง เหตุเกิดที่สี่แยกถนนสายกลางตัดกับถนนซอยในบริเวณการท่าเรือแห่งประเทศไทย เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับอันตรายสาหัส คำฟ้องของโจทก์จึงแสดงโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาแล้ว ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม
จำเลยที่ 3 ได้ว่าจ้างให้จำเลยที่ 2 เจ้าของหัวรถยนต์บรรทุกซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 ลากตัวรถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ของจำเลยที่ 3หรือนำเข้าร่วมในกิจการขนส่งสินค้าด้วยกัน จำเลยที่ 3 จึงมีฐานะเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 ด้วย ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในเหตุละเมิดที่เกิดขึ้น
โจทก์ฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ต้องขาดประโยชน์ทำมาหาได้ นับแต่วันที่โจทก์ถูกออกจากงานจนถึงวันเกษียณอายุ เป็นการที่โจทก์เรียกค่าเสียหายเพื่อการที่โจทก์เสียความสามารถประกอบการงานสิ้นเชิงทั้งในเวลาปัจจุบันและในอนาคตตาม ป.พ.พ. มาตรา 444 วรรคหนึ่ง นั่นเองแต่โจทก์ถึงแก่กรรมในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวนับแต่โจทก์ถูกออกจากงานจนถึงวันที่โจทก์ถึงแก่กรรมเท่านั้น
เมื่อหนี้ตามคำฟ้องเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้แม้จำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจชี้ขาดให้มีผลถึงจำเลยที่ 1 ด้วยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 247
กลับไปดู มาตรา 18 วรรค 2 คำฟ้องต้องมีลายมือชื่อโจทก์  อยากให้เห็นภาพจะเล่านิดนึงว่าในคำฟ้องหนึ่งฉบับจะมีประกอบ 3 ส่วน

หน้าฟ้อง แบบ 4 เลขคดีดำ คดีแดง ข้อหา ชื่อ โจทก์ จำเลย  ฐานความผิด ภูมิลำเนา ข้อ1 บรรยายฟ้องไป ไม่พอ ก็ 40 ก. และต้องปิดฉากด้วยเอกสารเบอร์ 5 คำขอท้ายฟ้อง และให้ลงชื่อ โจทก์หรือ ทนายโจทก์ ในทางปฎิบัติ โจทก์ ผู้เรียง ผู้พิมพ์ มัก เป็นคนล่ะคนกัน

               คดีนี้มีลายละเอียดครบทุกอย่างยกเว้นลายมือชื่อ ไม่มีมีสักคนเลย ตั้งชื่อฎีกานี้ก็ได้ว่า ฟ้องที่ไร้ลายมือ

เป็นเรื่องที่เผลอร้ายแรง หรือไม่  ทำให้ไม่มีอำนาจฟ้องเลยหรือไม่ จากฎีกาที่แล้วยังแก้ฟ้องได้เลย หากไม่ให้แก้ฟ้องก็ต้องจำหน่ายคดีจากสารบบความ

เรื่องนี้คดีที่ ไม่มีรายมือชื่อบุคคลใดเลย เป็นเพียงคำฟ้องที่ไม่บริบูรณ์  ตามมาตรา 67 ( 5 ) รายการในคำคู่ความ *** จำจนตาย

ศาลมีอำนาจสั่งให้คืนหรือให้แก้ไขคำฟ้องเพิ่มเติมภายในเวลาที่กำหนด  ตามมาตรา 18 วรรค 2 หาก โจทก์ไม่ปฏิบัติตามก็ให้มีคำสั่งไม่รับคำฟ้อง ตามมาตรา 18 วรรค 2

เมื่อไหร่ฟ้องไม่บริบูรณ์ เมื่อนั้นใช้ 18 วรรค 2

อย่างไรเป็นฟ้องไม่บริบูรณ์  คำฟ้องที่ไม่ได้ลงลายมือชื่อหรือคำฟ้องที่ตัวความไม่ได้มอบอำนาจมาหรือเผลอไม่ได้มอบอำนาจมา

เรื่องนี้ยังไม่หมดฤทธิ์เดชอีก  คือเรื่องนี้เป็นเรื่องที่รับฟ้องมาแล้วศาลต้นมาตรวจเจอภายหลัง

ศาลต้นสั่งว่า งดสืบพยานรอฟังคำสั่ง  สั่งว่า พิพากษายกฟ้อง ..........   ถามว่าคำพิพากษาของศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เรื่องนี้ค่อนข้างดุ

ตอบ  ไม่ชอบ ใช้อ้าง มาตรา 67 ( 5 ) อ้างเหตุ อ้าง 18 วรรค 2 สำหรับผล

เอาไปเทียบกับ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6107/2538  ว่าเมื่อให้การมาแล้วไม่ใช่มาตรา 18 แล้ว ต้องแก้ไขคำฟ้องเอา

เทียบกับ 5556/2543 จำเลยก็ให้การแล้วเช่นกันทำไมไม่ให้ใช้วิธีการแก้ฟ้องหล่ะ  เหมือนกันไหม ต้องจับทางให้ดีว่าเรื่องของผู้พิทักษ์เมื่อจะฟ้องต้องมอบอำนาจให้ฟ้อง เกือบจะเป็นเรื่องที่ไม่มีอำนาจฟ้องแล้วนะ ที่ว่าเกือบเพราะ ตัวผู้เสมือนเค้ายังมีอยู่ ทางแก้ก็คือต้องแก้ฟ้อง ( ถ้าเป็นเรื่องการลงลายมือชื่อ  ต้องลงมาถูกแต่ตอนต้น )

ต่างกับ 5556/2543 ที่ว่า อำนาจฟ้องทุกอย่างมีครบถ้วนขาดแต่เพียงลายมือชื่อ  จึงสามารถใช้มาตรา 18 ได้ทันที

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5556/2543
            คดีแพ่ง คำฟ้องที่ไม่มีลายมือชื่อโจทก์ ไม่มีลายมือชื่อทนายโจทก์ผู้เรียง และไม่มีลายมือชื่อผู้เขียนหรือพิมพ์ เป็นเพียงคำฟ้องที่ไม่บริบูรณ์ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 67 (5)  ศาลมีอำนาจสั่งให้คืนหรือแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องให้บริบูรณ์ภายในเวลาที่กำหนด หากโจทก์ไม่ปฏิบัติก็ให้มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องนั้นตาม ป.วิ.พ.มาตรา18 วรรคสอง
              ศาลชั้นต้นได้รับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาแล้ว ความจึงปรากฏขึ้นในภายหลังว่าคำฟ้องโจทก์ไม่มีลายมือชื่อโจทก์ ลายมือชื่อทนายโจทก์ผู้เรียงและลายมือชื่อผู้เขียนหรือพิมพ์ จึงชอบที่ศาลชั้นต้นจะสั่งให้โจทก์แก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าวเสียก่อน หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามจึงจะสั่งให้เพิกถอนคำสั่งที่ให้รับคำฟ้องเป็นไม่รับคำฟ้อง การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลยแล้วพิพากษายกฟ้องไปเสียทีเดียวเป็นการไม่ชอบ
              โจทก์อุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ ขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ลงลายมือชื่อในคำฟ้องให้ครบถ้วนแล้วยกคดีของโจทก์ขึ้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป เป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาล 200 บาท ตามบัญชีท้ายป.วิ.พ.ตาราง 1 ข้อ 2 (ก)

คนล่ะเรื่องกับไม่ใช่โจทก์ไม่ใช่ผู้เรียงพิมพ์ ไม่มีใบแต่ง หรือไม่ได้แต่งมาลงชื่อเข้า จะเป็นอย่างไร โปรดติดตามในสัปดาห์หน้า

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages