สรุปคำบรรยาย เนติภาคกลางวัน นิติกรรมสัญญาสัปดาห์ที่ 3 , 4 สอนเมื่อ อังคาร 09/06/09,อังคาร 16/06/09

662 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
Jun 30, 2009, 1:57:46 AM6/30/09
to LAWSIAM
หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า  kankokub  ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ อัครวิทย์ สุมาวงศ์ผู้บรรยาย   , ผู้มีน้ำใจส่ง flie เสียงที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า

ครั้งที่ 3 . ()
            เราได้พูดถึงนิติกรรมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ในเรื่องวัตถุประสงค์ไปแล้ว

ต่อไปมาตรา 151

            อย่างที่เรียนแล้วว่า 150 กับ 151 เป็นเรื่องแตกต่างกัน นิติกรรมที่เป็นโมฆะนั้นวัตถุประสงค์อาจจะชอบด้วยกฎหมาย แต่แตกต่างกับ กฏหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

            อาจมีกรณีกฎหมายมองว่าผลนั้นไม่น่าเป็นโมฆะ เช่น การขายฝากไม่มีการกำหนดว่า ระยะเวลาอย่างสูงไถ่ได้เมื่อใด

            ปัญหาต่อไปคือกฎหมายอย่างไรเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบ

1. เรื่องแรกกฎหมายใดที่เป็นความผิดอาญา ก็เป็นกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบด้วย

            2409/2527

จำเลยทำสัญญาจ้างโจทก์ติดต่อกันรวม 9 ครั้ง ครั้งละ3 เดือนบ้าง 6 เดือนบ้าง ครั้งสุดท้ายมีกำหนด 1 เดือน ทั้งนี้เพราะมีความจำเป็นตามฤดูกาลทางเกษตรกรรม ซึ่งไม่แน่นอนว่าจะหมดเมื่อใดจึงเป็นการจ้างที่มิได้ ถือเอาระยะเวลาเป็นสำคัญ หากแต่ถือเอาความจำเป็นของจำเลยเป็นเหตุในการเลิกจ้าง ฉะนั้น กำหนดระยะเวลาการจ้างย่อมไม่มีผลบังคับอย่างแท้จริงเพราะจำเลยจะเลิกจ้างโจทก์เมื่อใดก็ได้หากความจำเป็นหมดไป จึงถือไม่ได้ว่า เป็นการจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาแน่นอนอันจำเลยได้รับยกเว้น ไม่จ่ายค่าชดเชยเมื่อเลิกจ้างตามกำหนดนั้น การจ่ายค่าชดเชยเป็นหน้าที่ของนายจ้างตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน หากฝ่าฝืนเป็นความผิดทางอาญาถือว่าเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ดังนั้น การที่ลูกจ้างทำหนังสือสละสิทธิไม่เรียกร้องค่าชดเชยจึงหาทำให้สิทธิของลูกจ้างที่จะได้รับค่าชดเชยระงับไปไม่

 

            2.การจ่ายค่าชดเชยเป็นหน้าที่นายจ้างถ้าไม่จ่ายก็เป็นกฎหมายอาญา ถ้าไปทำข้อตกลงว่าจะไม่จ่าย ข้อตกลงก็ขัดต่อความสงบ

            กฎหมายที่คุ้มครองลูกจ้างแม้ไม่ได้กำหนดโทษเกี่ยวกับอาญาไว้  ก็เป็นกฏหมายเกี่ยวด้วยความสงบเช่นเดียวกัน

283/2516

ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 19 เป็นกฎหมายพิเศษเกี่ยวด้วยแรงงาน ซึ่งประกาศขึ้นใช้แทนพระราชบัญญัติแรงงาน พ.ศ.2499 มีวัตถุประสงค์เพื่อมิให้มีเหตุการณ์ต่างๆ อันเกิดจากความไม่เป็นธรรมแก่ลูกจ้าง เป็นการคุ้มครองและอำนวยประโยชน์แก่ลูกจ้าง ทั้งป้องกันมิให้เกิดความระส่ำระสายในการเศรษฐกิจของประเทศและความสงบสุขของบ้านเมือง จึงเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน

ลูกจ้างของโจทก์ถึงแก่ความตายขณะปฏิบัติหน้าที่ โจทก์กับมารดาของผู้ตายได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความในเรื่องเงินค่าทดแทนกันไว้หากโจทก์จะต้องจ่ายเงินค่าทดแทนตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 19 ตามคำวินิจฉัยของเจ้าหน้าที่ซึ่งกระทรวงมหาดไทยแต่งตั้ง โจทก์จะต้องจ่ายเงินค่าทดแทนเป็นรายเดือน เดือนละ 200 บาท มีกำหนด 5 ปี คำนวณแล้วเป็นเงินถึง 12,000 บาท. แต่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความโจทก์จ่ายเงินเพียง 2,000 บาทเท่านั้น เป็นการหลีกเลี่ยงก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่ลูกจ้างสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวในส่วนที่เกี่ยวกับเงินค่าทดแทน จึงเป็นข้อตกลงที่ผิดแผกแตกต่างไปจากประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 19 ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตกเป็นโมฆะ ไม่มีผลบังคับ

(วรรคแรก วินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ ครั้งที่2/2516)

 

898/2520

ผู้แทนโจทก์สั่งให้ลูกจ้างไปซ่อมรถบดถนนที่เสีย ลูกจ้างได้เดินทางไปทันทีและโดยดี แต่รถยนต์ที่ใช้เดินทางไปเกิดเสีย ลูกจ้างช่วยแก้ไขอยู่จนกระทั่งเวลา 16 น. เศษ จึงใช้การได้ ที่ลูกจ้างไม่เดินทางต่อไปเพื่อซ่อมรถบดถนนก็เพราะเห็นว่าจวนจะหมดเวลาทำงานตามปกติ (17 น.) แล้ว ดังนี้ ถือไม่ได้ว่าลูกจ้างขัดคำสั่งโจทก์ โจทก์ให้ลูกจ้างออกจากงาน (เมื่อพ.ศ.2513) จึงต้องจ่ายเงินชดเชยแก่ลูกจ้าง

ประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่องกำหนดเวลาทำงานฯซึ่งกำหนดว่าถ้านายจ้างให้ลูกจ้างทำงานในวันหยุดตามประเพณีนิยม หรือในวันหยุดงานพักผ่อนประจำปีนายจ้างต้องจ่ายค่าล่วงเวลาให้ตามอัตราที่กำหนดนั้น มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองลูกจ้างในเรื่องค่าแรงงาน ซึ่งกำหนดอัตราค่าแรงงานไว้ไม่ให้นายจ้างเอาเปรียบลูกจ้าง ถือว่าข้อกำหนดดังกล่าวเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนเป็นบทบัญญัติเด็ดขาดซึ่งจะตกลงเป็นอย่างอื่นไม่ได้ ดังนั้น การที่โจทก์กับลูกจ้างตกลงกันไม่คิดค่าล่วงเวลาเพราะลูกจ้างขอทำงานในวันหยุดชดใช้วันทำงานปกติที่ขาดงาน ซึ่งเป็นข้อตกลงที่ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 113 ใช้บังคับไม่ได้โจทก์ต้องจ่ายค่าล่วงเวลาให้ลูกจ้าง

 

3.นอกจากนั้นกฎหมายที่คุ้มครองลูกหนี้ก็เป็นกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเช่นเดียวกัน

1527/2517

จำเลยกู้เงินโจทก์ไป. โดยเอาที่ดินจำนองเป็นประกันหนี้ตกลงให้ดอกเบี้ยร้อยละ 75 สตางค์ต่อเดือน ส่งดอกเบี้ยทุกๆ เดือน ถ้าผู้กู้ผิดนัดไม่ส่งดอกเบี้ย ผู้กู้ยอมให้ดอกเบี้ยที่ค้างชำระทบเข้าเป็นต้นเงิน อันผู้กู้จะต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราเดียวกันดังนี้ เป็นการให้คิดดอกเบี้ยกันได้ทันทีที่ผู้กู้ผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยเดือนที่ค้าง ข้อความที่เกี่ยวกับดอกเบี้ยทบต้นตามสัญญากู้โดยการจำนองรายนี้ จึงฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 655 และเป็นโมฆะ(อ้างฎีกาที่ 543/2510) โจทก์จึงเรียกดอกเบี้ยทบต้นจากจำเลยไม่ได้ คงคิดดอกเบี้ยได้อย่างธรรมดาในอัตราร้อยละ 75 สตางค์ต่อเดือนและเมื่อได้ตกลงกันชัดแจ้งเช่นนี้ จะถือว่าคู่สัญญามิได้มีเจตนาให้คิดดอกเบี้ยทบต้นในทันทีที่ผิดนัด และข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยทบต้น ไม่เป็นโมฆะหาได้ไม่

 

            4.กฏหมายที่คุ้มครองผู้หย่อนความสามารถ

            1319/2532  - ค้นไม่พบ

            2076/2497

บุคคลไม่ใช่ทรัพย์สิน บุตรจึงไม่เป็นกรรมสิทธิ์ของบิดามารดาที่จะมอบให้บุคคลอื่นได้

เด็กจะเป็นบุตรที่ชอบหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายของบิดาก็ตามเมื่อบิดาถึงแก่กรรมและไม่ปรากฏว่ามารดาถูกถอนอำนาจปกครองดังนี้ มารดาก็ยังคงเป็นผู้มีและใช้อำนาจปกครองเหนือเด็กนั้นอยู่ บุคคลอื่นแม้จะได้อุปการะมานานและสิ้นเงินไปเพียงใดก็ตาม หาก่อให้เกิดสิทธิที่จะได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ปกครองเด็กนั้นขึ้นมาไม่

            ข้อเท็จจริงเป็นเรื่องมารดาจะไปตกลงโอนอำนาจให้แก่ บิดาไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ได้ เรื่องนี้ยังไม่มีการจดทะเบียนรับรอง

            5.กฏหมายที่เกี่ยวด้วยอายุความก็เป็นกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบ

            1583/2518

การตกลงให้ใช้กฎหมายต่างประเทศมาระงับข้อพิพาท ใช้ได้เฉพาะที่เกี่ยวข้อง การกำหนดให้นำเรื่องอายุความต่างประเทศมาใช้ เป็นโมฆะ

            ถ้าการนั้นไม่เกี่ยวกับความสงบ ก็กำหนดต่างได้ไม่เป็นโมฆะ

            เช่น ค่าธรรมเนียนในการซื้อขาย ถ้าไม่ได้ตกลงก็ให้ออกคนละครึ่ง ถ้าตกลงกัน ให้ผู้ขายออกทั้งหมดก็ตกลงได้ ถ้ากฎหมายนั้นไม่ใช่กฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบ

            ก็มาสู่การกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

เรื่องแบบนิติกรรม มาตรา 152

มาตรา 152  การใดมิได้ทำให้ถูกต้องตามแบบที่กฎหมายบังคับไว้ การนั้นเป็นโมฆะ

                ก็เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างหนึ่งที่เป็นโมฆะ นิติกรรมที่กฏหมายบัญญัติให้ต้องทำตามแบบนั้นจะมีเรื่องนั้นระบุไว้โดยเฉพาะว่า เป็นโมฆะ

            ถ้าหากเป็นเรื่องของนิติกรรมหลายฝ่าย นิติกรรมนั้นจะเกิดขึ้นได้ หากนิติกรรมบางอย่างเพียงมีการแสดงเจตนาออกมา

            แบบนิติกรรมก็คือพิธีการที่กฎหมายกำหนดไว้ ให้ผู้แสดงเจตนา หากไม่ทำเป็นโมฆะ

แบบแรกคือ ทำเป็นหนังสือ และจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เป็นแบบทั่วไปที่เราจะพบเห้น

แบบสองคือ จดทะเบียนต่พนักงานเจ้าหน้าที่

แบบสาม ทำเป็นหนังสือต่อพนักงานเจ้าหน้าที่

แบบสี่ ทำเป็นหนังสือ

            ประเภทแรกสำคัญที่สุดจึงมีการกำหนดแบบดังกล่าวเช่น อสัง  หรือ สังฯพิเศษ ตามมาตรา 456  วรรค แรก

            ตัวอย่างที่นิติกรรมที่ไม่ทำตามแบบ นี้มีเยอะมาก 

ฎ.6190/2551 ค้นไม่พบ

            นิติกรรมประเภทที่สอง คือนิติกรรมที่ต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยมากนิติกรรมเช่นนี้ก็เป็นนิติกรรมฝ่ายเดียว

เช่นจดทะเบียนสมรส จดทะเบียนรับรองบุตร

            ประเภทที่สาม ทำหนังสือต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เช่นพินัยกรรมฝ่ายเมือง หรือเอกสารลับ ซึ่งมีแบบไว้ว่าต้องทำต่อพนังงานเจ้าหน้าที่

            แบบของนิติกรรมประเภทสุดท้ายคือต้องทำเป็นหนังสือ ไม่ได้บอกว่าต้องทำต่อพนักงานเต้าหน้าที่ จะทำที่ใดก็ได้

            นิติกรรมที่ต้องทำเป็นหนังสือ คนทำนิติกรรมจะเขียนเองหรือไม่ก็ได้ เพราะมาตรา 9 บอกว่านิติกรรมใดต้องทำเป็นหนังสือ ไม่จำเป็นที่ผู้ทำต้องทำเองเพียงแต่ต้องลงลายมือชื่อ

            146/2503

ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 9 วรรค3 ประสงค์เพียงว่า กิจการใดที่กฎหมายบังคับให้ทำเป็นหนังสือ เมื่อบุคคลนั้นไม่สามารถลงลายมือชื่อได้ หากจะพิมพ์ลายนิ้วมือแทน จะต้องมีพยานลงลายมือชื่อรับรองอย่างน้อย 2 คน จึงจะมีผลเท่ากับบุคคลนั้นลงลายมือชื่อโดยพยานผู้รับรองไม่จำเป็นต้องรู้ข้อความในเอกสารนั้น ส่วนข้อความในเอกสารจะมีประการใดเป็นข้อเท็จจริงอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งในคดีนี้คู่ความอาจนำสืบได้ตามประเด็น คือ เอกสารนี้ปลอมหรือไม่

          1453/2531  - ค้นไม่พบ

          แบบเป็นสิ่งที่กำหนดไว้เพื่อความสมบูรณ์ของนิติกรรม การพิจารณาต้องพิจารณาแยกของเจตนา ออกจากความสมบูรณ์ของนิติกรรม เพราะเจตนาที่สมบูรณ์นั้นเกิดไปเข้าแบบ ของนิติกรรมอื่น การแสดงเจตนานั้นก็จะสมบูรณ์เป็นนิติกรรมที่กฎหมายกำหนดไว้

            นิติกรรมที่จ้องการหลักฐาน ก็ไม่เป็นโมฆะ เพียงแต่ฟ้องร้องไม่ได้ เท่านั้นเอง

            การที่กฎหมายกำหนดให้มีหลักฐานก็เพื่อให้ ง่ายต่อการพิสูจน์ ไม่ใช่เพียงฟ้องร้องเท่านั้น การยกต่อสู้คดีก็ไม่อาจทำได้

            237/2505 ค้นไม่พบ

            3874/2549

บทบัญญัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคหนึ่ง ที่ว่า ถ้าไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ จะฟ้องร้องให้บังคับคดีไม่ได้นั้น หมายความรวมถึงการห้ามมิให้ยกขึ้นต่อสู้คดีด้วย เมื่อการกู้ยืมเงิน 5,000,000 บาท ที่จำเลยอ้างว่าโจทก์กับ ร. ร่วมกันกู้ยืมจากจำเลยนั้นไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือ จำเลยจึงไม่อาจอ้างการกู้ยืมเงินดังกล่าวขึ้นต่อสู้โจทก์เพื่อยึดถือโฉนดที่ดินของโจทก์ไว้ได้ และการที่โจทก์กับ ร. ตกลงโอนที่ดินให้แก่จำเลยเป็นการตีใช้หนี้ โดยจำเลยจะต้องชำระเงินเพิ่มให้แก่โจทก์กับ ร. อีกจำนวนหนึ่ง เห็นได้ว่าจำนวนเงินที่จำเลยจะต้องชำระเพิ่มนั้นเป็นสาระสำคัญที่จะต้องตกลงกัน แต่จำเลยก็ยังไม่มีการตกลงกันในรายละเอียดว่าจำเลยจะต้องชำระเงินเพิ่มให้แก่โจทก์กับ ร. เป็นจำนวนเท่าใด จึงนับว่ายังมิได้มีสัญญาต่อกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 366 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะยึดหน่วงโฉนดที่ดินของโจทก์ไว้ได้

            หลีกฐานที่ต้องทำเป็นหนังสือกฎหมายไม่ได้กำหนดไว้ว่าต้องมีข้อความอย่างไร ขอให้อ่านได้ความก็สามารถฟ้องได้

            หลักฐานนั้นไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นในขณะทำสัญญา เพียงแค่เกิดขึ้นก่อนฟ้องเท่านั้น

            คนที่ทำก็ไม่จำเป้นต้องตั้งใจทำให้เป็นหลักฐานผูกมัดตนเองก็ได้

            หละกฐานเป็นหนังสือต้องลงวันเดือนปีหรือไม่ ก็ไม่จำเป็นจำเป็นก็ต่อเมื่อมันเป็นแบบของการทำพินัยกรรม

            ในเรื่องการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย สามเรื่องที่เราพูดไปแล้ว

-          เรื่องวัตถุประสงค์ ( ต้องห้ามด้วยกฎหมาย พ้นวิสัย ขัดต่อความสงบ )

-          การกระทำที่แตกต่างกฏหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบ

-          การไม่ทำตามแบบ

การกระทำโดยบุคคลที่หย่อนความสามารถ มาตรา 153

            มาตรา 153  การใดมิได้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยความสามารถของบุคคล การนั้นเป็นโมฆียะ

นิติกรรมเกิดจากการกระทำของบุคคล  ผลของการที่ทำโดยหย่อนความสามารถคือ เป็นโมฆียะคือสมบูรณ์จนกว่าจะถูกบอกล้าง

      ในเรื่องของบุคคลนั้นมีสองจำพวกคือบุคคลธรรมดาประเภทหนึ่ง นิติบุคคลประเภทหนึ่ง

      ในเรื่องมาตรา 153 เป็นเรื่องของบุคคลธรรมดาเท่านั้น ว่ามีความสามารถสมบูรณ์ตามกฎหมายหรือไม่ ถ้าบุคคลที่แสดงเจตนานั้นเป็นผู้หย่อนความสามารถนิติกรรมที่แสดงเจตนากระทำไปก็เป็นโมฆียะ

      ก็มีอยู่สามพวกด้วยกัน แรกคือผู้เยาว์ คนไร้ความสามารถแล้วคนวิกลจริต ผู้เยาว์นั้นเป็นผู้หย่อนความสามารถประเภทแรกหมายถึงใคร

       ก็คือยังไม่มีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์เว้นแต่ อายุ 17 ปีแล้วได้ทำการสมรส

      ผู้แทนโดยชอบธรรมก็เช่น บิดามารดา

      ในการทำนิติกรรมของผู้เยาว์ มาตรา 21 บอกว่า จะทำนิติกรรมใดๆต้องได้รับการยินยอมเสียก่อน การใดๆเป็นโมฆะ มิเช่นนั้น ไม่สมบูรณ์

      มีนิติกรรมบางอย่างที่ไม่ได้รับการยินยอม โดยทั่วไปการทำนิติกรรมของผู้เยาว์สามารถทำได้สองทาง ทางแรกคือทำได้เองโดยการยินยอมของผู้แทนโดยชอบธรรมกรณีทำได้ เอง ผุ้เยาว์ต้องมีอายุมากพอสมควร

       มาตรา 21 ได้บัญญัติเป็นหลักไว้ว่าต้องได้รับความยินยอมก่อนไม่เช่นนั้นเป็นโมฆียะ

      การให้ความยินยอมต้องก่อน หรือขณะทำนิติกรรม การให้ความยินยอมของผู้เยาว์ให้อย่างช้าที่สุดก็ขณะทำ ไม่ได้กำหนดแบบไว้

      การให้ความยินยอม ก็ต้องเป็นครั้งคราวไป การทำหนังสือให้ความยินยอมเป็นการทั่วไปนั้นไม่อาจกระทำได้

      อย่างไรก็ตาม มีข้อยกเว้นบางเรื่องที่ให้ความยินยอมได้

      มีข้อยกเว้นคือ เว้นแต่จะบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น กฎหมายที่บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นก็ มี 22 27

      มาตรา 22  ผู้เยาว์อาจทำการใด ๆ ได้ทั้งสิ้น หากเป็นเพียงเพื่อจะได้ไปซึ่งสิทธิอันใดอันหนึ่ง หรือ เป็นการเพื่อให้หลุดพ้นจากหน้าที่อันใดอันหนึ่ง

                จะเห็นว่า นิติกรรมพวกนี้ก็เป็นนิติกรรมที่เป็นประโยชน์แก่ตัวผู้เยาว์ฝ่ายเดียว

            เช่นการรับการให้โดยเสน่ห์หา

เรื่องที่สอง คือมาตรา 23  ผู้เยาว์อาจทำการใด ๆ ได้ทั้งสิ้น ซึ่งเป็นการต้องทำเองเฉพาะตัว

            นิติกรรมที่ผู้เยาว์ต้องทำเองเป็นการเฉพาะตัวเช่น อะไร การจดทะเบียนรับรองบุตร

            การทำพินัยกรรม

            ในเรื่องของนิติกรรมที่ผู้เยาว์ต้องทำเองเฉพาะตัว มี

มาตรา 1572  ผู้ใช้อำนาจปกครองจะทำหนี้ที่บุตรจะต้องทำเองโดยมิได้รับความยินยอมของบุตรไม่ได้

      ในมาตรา 24

                มาตรา 24  ผู้เยาว์อาจทำการใด ๆ ได้ทั้งสิ้น  ซึ่งเป็นการสมแก่ฐานานุรูปแห่งตน และเป็นการอันจำเป็นในการดำรงชีพตามสมควร

                ผู้เยาว์ไปโรงเรียนจะซื้อข้าวกินก็ทำเองได้ตามสมควร

      ในตัวอย่าง สมฐานนานุรูป แต่มันไม่ทำเองได้ โดยลำพังทำไป ก็เป็นโมฆียะ

      กรณียังมีกฎหมายที่ไม่ใช่ประมวลกฎหมายแพ่งพาณิชย์อีก คือ พรบ โรงรับจำนำ

      มาตรา 26  ถ้าผู้แทนโดยชอบธรรมอนุญาตให้ผู้เยาว์จำหน่ายทรัพย์สินเพื่อการอันใดอันหนึ่งอันได้ระบุไว้ ผู้เยาว์จะจำหน่ายทรัพย์สินนั้นเป็นประการใดภายในขอบของการที่ระบุไว้นั้นก็ทำได้ตามใจสมัครอนึ่ง ถ้าได้รับอนุญาตให้จำหน่ายทรัพย์สินโดยมิได้ระบุว่าเพื่อการอันใด ผู้เยาว์ก็จำหน่ายได้ตามใจสมัคร

                  ข้อยกเว้นที่ผู้แทนไม่มีอำนาจจัดการ

                มาตรา 1577  บุคคลใดจะโอนทรัพย์สินให้ผู้เยาว์โดยพินัยกรรมหรือโดยการให้โดยเสน่หาซึ่งมีเงื่อนไขให้บุคคลอื่นนอกจากผู้ใช้อำนาจปกครองเป็นผู้จัดการจนกว่าผู้เยาว์จะบรรลุนิติภาวะก็ได้ ผู้จัดการนั้นต้องเป็นผู้ซึ่งผู้โอนระบุชื่อไว้ หรือถ้ามิได้ระบุไว้ก็ให้ศาลสั่ง แต่การจัดการทรัพย์สินนั้นต้องอยู่ภายใต้บังคับมาตรา 60 มาตรา 61 มาตรา 63

                มาตรา 1574  นิติกรรมใดอันเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์ดังต่อไปนี้ ผู้ใช้อำนาจปกครองจะกระทำมิได้ เว้นแต่ศาลจะอนุญาต

                            (1) ขาย แลกเปลี่ยน ขายฝาก ให้เช่าซื้อ จำนอง ปลดจำนอง หรือโอนสิทธิจำนอง ซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ที่อาจจำนองได้

                            (2) กระทำให้สุดสิ้นลงทั้งหมดหรือบางส่วนซึ่งทรัพยสิทธิของผู้เยาว์อันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์

                            (3) ก่อตั้งภาระจำยอม สิทธิอาศัย สิทธิเหนือพื้นดิน สิทธิเก็บกิน ภาระติดพันในอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพยสิทธิอื่นใดในอสังหาริมทรัพย์

                            (4) จำหน่ายไปทั้งหมด หรือบางส่วนซึ่งสิทธิเรียกร้องที่จะให้ได้มาซึ่งทรัพยสิทธิในอสังหาริมทรัพย์ หรือสังหาริมทรัพย์ที่อาจจำนองได้ หรือสิทธิเรียกร้องที่จะให้ทรัพย์สินเช่นว่านั้นของผู้เยาว์ปลอดจากทรัพยสิทธิที่มีอยู่เหนือทรัพย์สินนั้น

                            (5) ให้เช่าอสังหาริมทรัพย์เกินสามปี

                            (6) ก่อข้อผูกพันใดๆ ที่มุ่งให้เกิดผลตาม (1)(2)หรือ(3)

                            (7) ให้กู้ยืมเงิน

                            (8) ให้โดยเสน่หา เว้นแต่จะเอาเงินได้ของผู้เยาว์ให้แทนผู้เยาว์เพื่อการกุศลสาธารณะ เพื่อการสังคมหรือตามหน้าที่ธรรมจรรยา ทั้งนี้ พอสมควรแก่ฐานานุรูปของผู้เยาว์

                            (9) รับการให้โดยเสน่หาที่มีเงื่อนไขหรือค่าภาระติดพัน หรือไม่รับการให้โดยเสน่หา

                            (10) ประกันโดยประการใดๆ อันอาจมีผลให้ผู้เยาว์ต้องถูกบังคับชำระหนี้ หรือทำนิติกรรมอื่นที่มีผลให้ผู้เยาว์ต้องรับเป็นผู้รับชำระหนี้ของบุคคลอื่นหรือแทนบุคคลอื่น

                (11) นำทรัพย์สินไปแสวงหาผลประโยชน์ นอกจากในกรณีที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1598/4 (1)(2)หรือ(3)

               (12) ประนีประนอมยอมความ

               (13) มอบข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัย

ครั้งที่ 4. ()

           

            วันนี้จะว่าต่อจากคราวที่แล้วในเรื่องบทบัญญัติว่าด้วยความสามารถ

ผู้เยาว์ คนไร้ คนวิกลจริต คนเสมือนไร้

คราวที่แล้วพูดถึงผู้เยาว์มาแล้ว

            คนไร้ความสามารถ  ในเรื่องของคนวิกลจริตที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถนั้นต้องมีคำสั่งศาลโดยมีผู้มาร้องขอต่อศาลให้เป็นเช่นนั้น

            ซึ่งมาตรา 28 บัญญัติในเรื่องนี้ เราจะเห็นได้ว่าคนไร้ความสามารถ คือคนที่เป็นคนวิกลจริต ที่ศาลสั่งเท่านั้น และคนที่ร้องขอได้ก็มีจำกัด

            หรือไม่มีคนร้องขอ พนักงานอัยการก็ร้องขอได้ แต่ไม่ใช่มาร้องขอแล้วศาลจะสั่งให้เสมอไป ศาลต้องไต่สวนคำร้อง

            ศาลจะต้องดูว่าคนที่ถูกขอนั้นวิกลจริตหรือไม่

            มีคำพิพากษาศาลฏีกาขยาย ความของคนวิกลจริตไป  เจ้าชายนิทรา

450/2509  - ค้นไม่พบ เป็นเนื้องอก แล้วเป็นเจ้าชายนิทรา

            ก็ไม่ใช่คนบ้าแต่ในความหมายของกฎหมายแล้ว

5466/2537

คำว่า "บุคคลวิกลจริต" ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 29 เดิม (มาตรา 28 ใหม่) นั้นมิได้หมายเฉพาะถึงบุคคลผู้มีจิตผิดปกติหรือตามที่เข้าใจกันทั่ว ๆ ไปว่าเป็นบ้า เท่านั้น แต่หมายรวมถึงบุคคลผู้มีกิริยาอาการผิดปกติเพราะสติวิปลาส คือ ขาดความรำลึก ขาดความรู้สึก และขาดความรับผิดชอบด้วย เพราะบุคคลดังกล่าวนี้ไม่สามารถประกอบกิจการของตนหรือประกอบกิจการส่วนตัวของตนได้ จ. ไม่รู้สึกตัวเองและพูดจารู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างซึ่งแพทย์ให้การวินิจฉัยว่าเป็นโรคสมองฝ่อ หรือสมองเสื่อมขั้นรุนแรงไม่สามารถรักษาให้หายได้ ตลอดจนไม่อาจปฏิบัติภารกิจส่วนตัวได้แสดงให้เห็นว่า จ. เป็นคนไม่มีสติสัมปชัญญะไร้ความสามารถที่จะดำเนินกิจการทุกสิ่งทุกอย่างด้วยตนเองได้ พอถือได้ว่าเป็นบุคคลวิกลจริตตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 29 เดิม(มาตรา 28 ใหม่) แล้ว

 

                ในกรณีพ่อแม่เป็นผู้อนุบาลก็ให้ใช้เรื่องผู้ใช้อำนาจปกครองมาใช้

            หลักทที่ว่าคนทำนิติกรรมทำเองไมได้ แต่ถ้าการเป็นเฉพาะตัว ผู้อนุบาลก็ทำไมได้ เช่นการสมรส การรับรองบุตร แต่ถ้าเป็นนิตกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินผู้อนุบาลย่อมทำได้

            การเป็นคนไร้ความสามารถถ้าเหตุที่ทำให้ไร้ สิ้นสุดไปแล้ว ถ้าบุคคลนั้นหรือ บุคคลตามมาตรา 28 มาร้องขอก็อาจจะเพิกถอนก็ได้

            ในเรื่องของบุคคลวิกลจริต ที่ถูกศาลสั่ง แต่ถ้าศาลยังไม่สั่งหล่ะ ต้องถือว่าบุคคลนั้นมีความสามารถตามกฎหมาย

            เราก็มาพูดถึงเรื่องการทำนิติกรรมของผู้หย่อนความสามารถประเภทสุดท้าย

            เหตุบกพร่อง อาจด้านจิต หรือด้านอื่น

            มาตรา 34 การทำอย่างใดต้องได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์ ก็มีอยู่ 11 อย่าง

            มาตรา 33 บัญญัติเป็นพิเศษ

            ต่อไป คือนิติกรรมต้องมุ่งที่จะผูกนิติสัมพันธ์ต่อบุคคล การแสดงออกมาให้ปรากฏหรือเอาเจตนาที่อยู่ในใจเป็นหลัก

            เจตนาที่แสดงออกมาต้องถือเป็นหลัก สำคัญกว่าอยู่ในใจ

            มาตรา 154 

            อยากจะยืมไปใส่วันหนึ่งก็บอกว่าตกลงซื้อ ก็เอาไปใช้วันหนึ่งแล้วบอกว่าที่ตกลงซื้อพูดเล่นนะถอดคืน

            คำสนองรับซื้อจะสมบูรณ์หรือไม่ ขึ้นอยู่ว่าทราบหรือไม่ ว่าการตกลงนั้นไม่ได้ตั้งใจซื้อ ถ้ารู้เป็นโมฆะ คำสนองซื้อไม่เกิด

            ความสมบูรณ์หรือไม่ขึ้นอยู่กับความรู้อีกฝ่ายหนึ่ง  การรู้ที่ว่านี้ถ้าคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งเป็นบุคคลธรรมดาก็ไม่ยุ่งยาก แต่หากคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งเป็นนิติบุคคลจะดูจากอะไร นิติบุคคลไม่มีตัวตน ก็ต้องมีผู้แทนเป็นผู้กระทำแทน ก็แล้วแต่กฎหมาย ข้อบังคับหรือ ตราสารจัดตั้งนั้น ถ้าผู้แทนรู้ ก็ถือว่านิติบุคคลนั้นรู้ การแสดงเจตนานั้นก็ถือเป็นโมฆะ

            ในเรื่องของการเป็นผู้แทนนั้น ถ้าประโยชน์ได้เสียขัดกับประโยชน์ได้เสียกับผู้แทน ผู่แทนนั้นจะเป็นผู้แทนไม่ได้

            ในเรื่องของการแสดงเจตนานั้น ถ้าผู้แทนเป็นคู่กรณี รู้ถึงเจตนา ว่าไม่ต้องการผูกพัน จะถือว่ารู้หรือไม่ ถ้าประโยชน์ได้เสียขัดกัน ก็จะถือว่ารู้ไม่ได้ เพราะผู้นั้นไม่ใช่ผู้แทนแล้ว เมื่อเป็นเช่นนั้นการแสดงเจตนาก็สมบูรณ์

580/2509

จำเลยทำสัญญาเป็นผู้กู้ แม้ในใจจริงจะถือว่าทำแทนผู้อื่นและไม่มีเจตนาให้ถูกผูกพันก็ตาม ก็ต้องผูกพันตามที่ได้แสดงเจตนาออกมา เว้นแต่คู่กรณีอีกฝ่ายจะได้รู้ถึงเจตนาอันซ่อนอยู่ในใจนั้น

แม้ผู้จัดการของนิติบุคคลโจทก์จะทราบความในใจดังกล่าวของจำเลยก็ตามแต่เมื่อผู้จัดการนั้นกับจำเลยได้ตกลงกันไว้ว่าการกู้เงินครั้งนี้ก็เพื่อเอาเงินมาให้ผู้จัดการและเมื่อกู้เงินได้แล้ว ผู้จัดการก็ได้รับเงินไปเป็นประโยชน์เฉพาะตัวผู้จัดการก็ไม่มีอำนาจเป็นผู้แทนนิติบุคคลตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 80 ความรู้ของผู้จัดการจึงถือเป็นความรู้ของนิติบุคคลด้วยไม่ได้

กู้เงินธนาคารเพื่อเอาไปปลูกบ้านโดยตรงไม่ใช่กรณีบัญชีเดินสะพัดเรียกดอกเบี้ยทบต้นไม่ได้

3315/2536 ค้นไม่พบ

            การแสดงเจตนาไม่ตรงเจตนาในใจ อาจเกิดขึ้นในกรณีที่ผู้แสดงเจตนารู้ คือเป็นเพรื่อ

            การแสดงเจตนาไม่ตรงกับเจตนาแท้จริงในในอาจเกิดได้สองประการ

ประการแรกคือรู้ ว่าเจตนาที่แสดงออกมา ไม่ตรงกับเจตนาที่แท้จริง

ประการที่สอง ไม่รู้ว่าเจตนาที่แสดงออกนั้นไม่ตรงกับเจตนาในใจ เป็นการสำคัญผิดว่าการแสดงเจตนานั้น ไม่ตรงกับในใจ

                มาตรา 154 เป็นเรื่องที่แสดงออกมาโดยรู้ตัวว่ามันไม่ตรงกับเจตนาในใจ เป็นการแสดงเจตนาเพื่อหลอก ผู้อื่น

            มาตรา 154  การแสดงเจตนาใดแม้ในใจจริงผู้แสดงจะมิได้เจตนาให้ตนต้องผูกพันตามที่ได้แสดงออกมาก็ตาม หาเป็นมูลเหตุให้การแสดงเจตนานั้นเป็นโมฆะไม่  เว้นแต่คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งจะได้รู้ถึงเจตนาอันซ่อนอยู่ในใจของผู้แสดงนั้น

            แต่ปรากฏว่ามีฏีกาเรื่องหนึ่งที่ผู้แสดงเจตนาไม่ทราบ   527/2500 ค้นไม่พบ

 

            คือเป็นเรื่องการเสนอขายให้แก่การทางรถไฟ ทั้งนี้ทั้งนั้น ได้เสนอโดย ทำจุดทศนิยมผิด ไป ก็ให้จำเลยชนะการประกวดราคา จำเลยชนะแล้วไม่เอา มีปัญหาว่าการเสนอราคานั้น ได้หรือไม่

            ศาลวินิจฉํยว่าเป้นการแสดงเจตนาที่ไม่ได้มีความผูกพัน โจทก์ทราบดีอยู่แล้ว นิติกรรมจึงตกเป็นโมฆะ

            แต่มีจุดอยู่จุดหนึ่งที่ศาลไม่ใช้ เพราะมาตรา 154 ถ้าความสำคัญผิด เกิดจากการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงแล้ว จะอ้างมาเป็นโมฆะไม่ได้

            เรื่องการแสดงเจตนา 154 คงจบแค่นี้

            ต่อไปเป็นมาตรา 155 คือเจตนาลวง โดยสมรู้กับู่กรณีอีกฝ่าย

                มาตรา 155  การแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งเป็นโมฆะ แต่จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริต และต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงนั้นมิได้

                                ถ้าการแสดงเจตนาลวงตามวรรคหนึ่งทำขึ้นเพื่ออำพรางนิติกรรมอื่น ให้นำบทบัญญัติของกฎหมายอันเกี่ยวกับนิติกรรมที่ถูกอำพรางมาใช้บังคับ

            ก็เป็นเรื่อง เจตนาลวงกับ นิติกรรมอำพราง

            คือกฎหมายบัญญัติผลให้เป็นโมฆะ

            อันนี้เป็นเรื่องที่รู้ตัว ว่าเจตนาที่แสดงออกมานั้นไม่ตรงกับเจตนาที่แท้จริงที่อยู่ในใจ  ฉะนั้นเจตนานั้นทำขึ้นก็เพื่อหลอกผู้รับการแสดงเจตนา และเป็นการสมคบกับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งด้วย

            ในเรื่องการแสดงเจตนาลวงโดยสมคบกับคู่กรณี

            ต้องแยกระหว่างผล กับคู่กรณี กับ บุคคลภายนอก

            ระหว่างคู่กรณีก็ต้องเป็นโมฆะ เพราะทั้งคู่ก็ทราบว่าไม่ได้มีเจตนาที่จะ ให้มีผลแต่อย่างใด

            1016/2513

            จำเลยทำหนังสือจดทะเบียนยกที่ดินพิพาทให้ ส. โดยมิได้ตั้งใจยกให้โดยเสน่หา แต่กระทำไปเพื่อ ส. จะได้นำไปจำนองไว้กับสหกรณ์แล้วเอาเงินมาให้จำเลยใช้สอย นิติกรรมดังกล่าวจึงเป็นโมฆะ เป็นผลให้ที่ดินพิพาทไม่เคยตกทอดเป็นของ ส. แต่ยังคงเป็นของจำเลยตลอดมาฉะนั้นเมื่อ ส. ตายไปเสียก่อนที่จะนำที่ดินพิพาทไปจำนองสหกรณ์ที่ดินดังกล่าวจึงไม่ใช่มรดก ส. ทายาท ส. ไม่มีสิทธิฟ้องขอแบ่งได้

            2898/2525

            โจทก์จำเลยจดทะเบียนหย่า แต่ยังคงอยู่ร่วมเรือนเดียวกันและร่วมกันสร้างเรือนพิพาทอยู่ด้วยกันอีก 1 หลัง ปรับปรุงที่พิพาททำเป็นนาขุดบ่อเลี้ยงปลา ปลูกต้นผลอาสินเยี่ยงสามีภรรยา ต่างฝ่ายไม่มีคู่ครองใหม่พฤติการณ์ดังนี้แสดงว่าการจดทะเบียนหย่าก็โดยเจตนาไม่ประสงค์จะให้มีผลผูกพันกัน จึงใช้บังคับกันไม่ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 118 ทั้งคู่ยังคงเป็นสามีภรรยากันตลอดมา โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินและเรือนพิพาทไม่ได้

2059/2525

            จำเลยทำสัญญากู้ให้โจทก์ก็เพื่อเอาใจโจทก์ เพราะขณะนั้นจำเลยถูกฟ้องคดีอาญา ต้องการจะเอาบุตรซึ่งเกิดจากสามีของโจทก์คนก่อนมาเป็นพยานให้จำเลยในคดีที่ถูกฟ้อง และเกรงว่าโจทก์จะร้องเรียนผู้บังคับบัญชาทางวินัย เพราะจำเลยมีภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่ก่อนที่จะได้โจทก์เป็นภรรยา ส่วนทางโจทก์ก็ประสงค์จะใช้สัญญากู้เป็นข้อต่อรองให้จำเลยจดทะเบียนหย่ากับภรรยาคนเดิมแล้วจดทะเบียนสมรสกับโจทก์ โดยมิได้มีการรับเงินกันตามสัญญากู้จริงดังนี้ สัญญากู้เงินดังกล่าวจึงเป็นกรณีที่คู่สัญญาทำขึ้นโดย เจตนาลวงไม่ประสงค์จะผูกพันกัน จึงใช้บังคับไม่ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 118

            379/2536

          การโอนขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 กระทำโดยเจตนาลวงเพื่อให้จำเลยทั้งสองนำที่ดินพิพาทไปจำนองธนาคารเท่านั้นไม่มีความประสงค์ให้ผูกพันกัน จึงใช้บังคับระหว่างกันไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 118 เดิม (มาตรา 155ที่แก้ไขใหม่) ที่ดินพิพาทยังเป็นของโจทก์

            2041/2547

          จำเลยที่ 1 ตกลงขายที่ดินและบ้านพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสองโดยได้มีการส่งมอบที่ดินและบ้านพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสองเข้าซ่อมแซมครอบครองตลอดมา อันเป็นการชำระหนี้บางส่วน ข้อตกลงจะซื้อจะขายที่ดินและบ้านพิพาทจึงมีผลผูกพันบังคับต่อกันได้แล้ว

จำเลยทั้งสองสมคบกันจดทะเบียนโอนซื้อขายที่ดินพิพาทโดยไม่สุจริตและไม่มีการชำระเงินกันจริง จำเลยที่ 2 ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทที่แท้จริง การแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองในทางทะเบียนเกี่ยวกับที่ดินพิพาท จึงเป็นการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กันเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง และผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดจะยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้างตาม ป.พ.พ. มาตรา 172 ก็ได้ โจทก์ทั้งสองชอบที่จะฟ้องขอให้เพิกถอนเมื่อใดก็ได้ ฟ้องโจทก์ทั้งสองมิใช่การฟ้องขอเพิกถอนการฉ้อฉลตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 ไม่อยู่ในบังคับที่จะต้องฟ้องภายใน 1 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 240

ถ้ามีคู่กรณีบุคคลภายนอกมาเกี่ยวข้องด้วย อาจไม่เป็นโมฆะเสมอไป เพราะ ถ้ามีบุคคลภายนอกมาเกี่ยวข้อง ก็จะไม่เป็นธรรม  ในมาตรา 155 จึงมีข้อยกเว้น ห้อยท้ายว่า

                แต่จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริต และต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงนั้นมิได้

            กฎหมายก็เลยบัญญัติเรื่องนี้ว่าถึงแม้มันจะเป็นโมฆะ แต่ก็จะยกเป็นข้อต่อสู้ระหว่างคู่กรณีไม่ได้ ก็ต้องคุ้มครอง1. บุคคลภายนอก + 2. กระทำการโดยสุจริต +3.ต้องเสียหายจากการนั้น

            2369/2529

          ผู้ร้องอ้างว่าได้ทำนิติกรรมยกทรัพย์พิพาทของตนให้จำเลยที่1โดยมิได้มีเจตนายกให้จริงๆแต่จำเลยที่1นำทรัพย์ดังกล่าวไปขายให้จำเลยที่3แล้วต่อมาโจทก์ได้รับจำนองทรัพย์ดังกล่าวจากจำเลยที่3ข้ออ้างของผู้ร้องที่ว่านี้จะยกขึ้นต่อสู้จำเลยที่3หรือโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ทำการโดยสุจริตและต้องเสียหายแต่การแสดงเจตนาลวงนั้นหาได้ไม่. แม้ผู้ร้องจะอ้างว่าตนครอบครองที่ดินทรัพย์พิพาทตลอดมาเป็นเวลาเกือบ20ปีก็ตาม.แต่เมื่อทำหนังสือแบ่งให้ที่ดินแก่จำเลยที่1โดยมีการจดทะเบียนที่ดินกรณีต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้มีชื่อในทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1373เมื่อนับตั้งแต่วันที่ผู้ร้องทำหนังสือแบ่งให้ที่ดินแก่จำเลยที่1ถึงวันที่ยื่นคำร้องยังไม่ถึง10ปีผู้ร้องจะอ้างว่าตนได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์พิพาทด้วยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1382หาไม่ได้.(ที่มา-ส่งเสริมฯ)

        1096/2533

โจทก์โอนที่พิพาทให้จำเลยที่ 1 โดย แสดงเจตนาลวงด้วย สมรู้กับจำเลยที่ 1 จึงเป็นโมฆะ จำเลยที่ 1 โอนที่พิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 โดย เสน่หาไม่มีค่าตอบแทนและโอนให้หลังจากที่โจทก์เรียกให้จำเลยที่ 1 โอนที่พิพาทคืนให้แก่โจทก์ ซึ่ง จำเลยที่ 2 ทราบเรื่องนี้ดี แสดงว่าจำเลยที่ 2 ไม่สุจริต โจทก์จึงยกขึ้นมาต่อสู้จำเลยที่ 2 ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 118 วรรคหนึ่ง ดังนี้โจทก์ยังคงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่พิพาท.

1156/2545

ขณะที่จำเลยที่ 2 จดทะเบียนรับขายฝากที่ดินจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ไม่ทราบว่านิติกรรมการให้ที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นเจตนาลวง จำเลยที่ 2 จึงเป็นบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตและต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงนั้น โจทก์จึงไม่อาจยกข้อต่อสู้เรื่องการแสดงเจตนาลวงดังกล่าวต่อจำเลยที่ 2ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงไม่อาจเพิกถอนนิติกรรมการขายฝากได้ เมื่อการขายฝากมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายแล้ว จำเลยที่ 1 ไม่ไถ่ถอน จำเลยที่ 2 โอนให้จำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 ขายต่อให้จำเลยที่ 4 นิติกรรมการให้และการซื้อขายก็ไม่อาจเพิกถอนเช่นเดียวกัน

            บุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตได้รับ การ

            648/2503 ค้นไม่พบ

            มาตรา 155 วรรค 2

            ถ้าการแสดงเจตนาลวงตามวรรคหนึ่งทำขึ้นเพื่ออำพรางนิติกรรมอื่น ให้นำบทบัญญัติของกฎหมายอันเกี่ยวกับนิติกรรมที่ถูกอำพรางมาใช้บังคับ

            คือทำสัญญากันอย่างหนึ่งเพื่อหลอก ๆ แต่มีการทำนิติกรรมอีกอันหนึ่งที่ได้ทำ เพื่อประสงค์ระหว่างกัน

            นิติกรรมที่เกิดจากเจตนาที่แท้จริง ที่เราเรียกว่านิติกรรมที่ถูกอำพรางจะใช้ได้หรือไม่

            155 วรรคสองตอนท้ายบอกให้นำกฎหมายอันเกี่ยวกับนิติกรรมที่ถูกอำพรางมาใช้บังคับ ที่จริงแล้วมันไม่มีหรอก ที่บัญญัติไว้ แต่ หมายความว่าให้นำบทบัญญัตินั้นๆมาใช้ เช่น ที่ถูกอำพรางคือ เช่าทรัพย์ ก็ต้องนำบทบัญญัติ เช่าทรัพย์มาบังคับ อย่างนี้เป็นต้น

            นิติกรรมอำพรางนั้นต้องมีนิติกรรมสองอัน เป็นอย่างน้อย

            956/2549 ค้นไม่พบ

            อย่างไรก็ตามแม้มีการทำนิติกรรมสองอย่างก็อาจไม่เป็นเสมอไป

399/2515 ค้นไม่พบ

            นิติกรรมที่เกิดจากเจตนาลวงเป็นโมฆะคู่กรณีสามารถเอาพยานบุคคลเข้ามาสืบได้

            273-274/2501

          โจทก์จำนองที่ดินไว้เป็นประกันเงินกู้แต่ทำหลักฐานทางทะเบียนเป็นการขายฝากและโจทก์คงครอบครองที่ดินมาดังนี้ โจทก์ย่อมนำสืบว่าสัญญาขายฝากที่ทำต่อเจ้าพนักงานว่าเป็นนิติกรรมอำพรางการจำนองได้ไม่เป็นการสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสาร อันต้องห้ามตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 เพราะถ้าสัญญาขายฝากเป็นนิติกรรมอำพรางการจำนองก็เป็นโมฆะเสียเปล่าใช้บังคับไม่ได้(ฎีกา 272/2498ประชุมใหญ่4/2498)

เมื่อคู่ความยังโต้เถียงข้อเท็จจริงกันว่ามีการทำนิติกรรมอำพรางนิติกรรมที่แท้จริงไว้และยังไม่ได้ความที่จะฟังว่าเป็นไปในทางใดศาลชั้นต้นก็สั่งงดสืบพยานเสียดังนี้ ศาลฎีกามีอำนาจให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาพิพากษาใหม่ได้

            คราวหน้าเราก็จะพูดถึงการแสดงเจตนาโดยบ่งพร่องต่อ

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages