หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า kankokub ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ ศ.(พิเศษ)อรรถนิติ ดิษฐอำนาจ ผู้บรรยาย , ผู้มีน้ำใจส่ง flie เสียงที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า ขอบคุณ. http://www.muansuen.com และคุณ admin ที่นำ flie เสียงมาลงแบ่งปันให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
ครั้งที่แล้วก็สอนหน้าที่ผู้ขนส่ง อย่างแรกก็คือจัดหาเรือ ตามมาตรา 8 9
ก็เป็นเรื่องมาตราฐานในประเภทเดียวกัน ในกรณีที่ปฏิบัติต่ำกว่ามาตราฐานก็เกิดความรับผิดขึ้น จะยกเว้นก็ต่อเมื่อพิสูจน์ได้ ว่า ตามมาตรา 51 ก็เด๋วว่ากัน
โดยสรุปจัดเรือที่เหมาะสมมีมาตราฐานอย่างไร ถ้าเกิดความเสียหายเบื้องต้นต้องรับผิดหรือไม่
อันที่สองคือหน้าที่ในการใช้ความระมัดระวังควบคุมดูแล ก็สอดคล้องมาตรา เบื้องต้นก็ต้องรับผิดก่อน เว้นแต่พิสูจน์ได้เข้าข้อยกเว้น
ต่อไปก็คือการออกใบตราส่ง ก็เป็นเอกสารสำคัญที่ต้องมี โดยทั่วไปก็ต้องการได้เอกสารฉบับนี้ไป กฏหมายก็เขียนรองรับไว้ว่าเมี่อขอก็ต้องออกให้แก่เขา ตามที่เปิดเล็ตเตอร์อ๊อฟเครดิตร ถ้าไม่ออกผลจะเป็นอย่างไร หนึ่งก็ฟ้องให้ออกได้ สองเกิดความเสียหายก้ต้องรับผิดชอบ ก็มาจากฏีกา เมื่อผิดหน้าที่ก็เกิดความรับผิดชอบเกิดขึ้น
มาตรา 12 บอกให้ออกใบตราส่ง ถ้าไม่ออกเสียหายอย่างไรก็ต้องรับผิดชอบ อันที่สี่ ก็คือมาตรา 16 บอกกล่าวแก่ผู้รับตราส่ง ถ้าไม่บอกเขามาทราบที่หลัง ฝ่ายผู้ขนส่งก็ต้องรับผิดชอบเพราะเป็นหน้าที่ต้องบอก เช่นกรณีมารับของล่าช้า
ประการที่ห้าคือ มาตรา11 คือไม่บรรทุกของบนปากระวาง คือ เขียนว่าจะบรรทุกได้ต่อเมื่อตกลงไว้ หรือตามจารีตประเพณีสามารถทำได้ เพราะการบรรทุกของบนปากระวางความเสียหายเกิดขึ้นได้ง่ายมาก
อันนี้ก็มีข้อยกเว้นว่าผู้ขนส่งบรรทุกของบนปากระวางได้กรณีที่ ตกลงกันว่าบรรทุกได้ สองคือ กฏหมายบรรญัติ ก็ตามนั้น อันที่สามคือ ปฏิบัติตามประเพณีการค้า อันนี้ก็ยกตัวอย่างเรื่องตู้คอนเทนเนอร์ สำหรับผลของมันก็คือ ถ้าผู้ขนส่งและผู้ส่งของตกลงกัน ให้บรรทุกหรืออาจบรรทุกได้ ต้องจดแจ้ง ไว้ในตราส่งหรือเอกสารอื่น( ที่มีฐานะอย่างใบตราส่งในกรณีที่ไม่มีการออกใบตราส่ง )
ผลคือ ผู้ขนส่งมีหน้าที่พิสูจน์ถึงข้อตกลงนั้น แต่จะยกเป็นข้อต่อสู้ผู้รับตราส่งไม่ได้ อันนี้หมายถึงถ้ามีการโอนใบตราส่งแล้ว ผู้ขนส่งไม่มีสิทธินำสืบเลย ก็คือเกี่ยวข้อตกลงนี้ บนปากระวางเป็นเพียงบุคคลสิทธิเท่านั้น
ในขณะเดียวกันระหว่างคู่กรณีนำสืบได้ ว่ามีการตกลงเช่นนั้น ( คือบรรทุกได้จริง ) แต่อ้างกับคนภายนอกไม่ได้
ถ้ามีเหตุที่เกิดขึ้น ก็เอาข้อยกเว้น การรับผิดไม่ได้ เฉพาะหกมาตราที่กฏหมายกำหนดนั้นเอง
วรรครองสุดท้ายบอกว่าถ้าบรรทุกของบนปากระวางโดยไม่เข้าข้อยกเว้น ประการที่สองคือ มีข้อตกลงกันแต่ไม่ได้จดแจ้งไว้ ในกรณีเช่นว่านี้ ผู้ขนส่งจะอ้างข้อยกเว้นความรับผิดหกมาตรา ไม่ได้ อันนี้คือบทบัญญัติในมาตรา 11
ถึงมีเหตุสุดวิสัย ตามมาตรา52 ก็ยังอ้างไม่ได้
ทั้งๆที่มีข้อตกลงแต่บุคคลภายนอกไม่รู้ ในวรรคสุดท้ายที่มีการตกลงกันอย่างชัดแจ้ง จริงๆแล้วมาตรานี้ไม่มีอะไร
เรื่องนี้มีการตกลงเลยว่าต้องบรรทุกของในระวาง ทั้งๆที่ทรัพย์มันก็วางระวางได้ ให้ถือว่า เข้าเหตุยกเว้น ของเหตุยกเว้นความรับผิด คือก็ต้องรับผิดอย่างไม่จำกัดนั่นเอง ก็ ตกลงกันแล้วไม่ทำตามก็สมควรแล้วแหละ
ก็น่าจะดูๆกันมาแล้วกันแหละ เพราะมันน่าจะออกสอบได้แหละ ก็ช่วยโน้สๆไว้ด้วยแล้วกัน
เพราะอะไรที่ออกแล้วก็ออกไม่ได้ โดยหลักแล้วออกซ้ำเกินหนึ่งประเด็นก็ไม่ให้ออกแล้ว
ต่อไป ก็น่าออกเหมือนกันนะครับ มาตรา 17 แต่เคยออกแล้ว ข้อตกลง เพื่อปลดเปลื้อง ผู้ขนส่งว่าไม่ต้องรับผิด ก็ไม่ได้
ข้อสอง คือ ให้รับผิดน้อยกว่าที่กฏหมายกำหนด กรณีนี้ตกลงไม่ได้
ข้อสามปัดภาระการพิสูจน์ที่กฏหมายกำหนด ให้เป็นของผู้ขนส่ง เมื่อสักครู่ก็เพิ่งพูด คือในเรื่องการบรรทุกในระวาง ห้ามบรรทุกบนปากระวาง
ข้อสี่ก็รับประโยชน์ในสัญญาประกันภัย
ก็เคยออกสอบไปแล้ว ว่ามีผลเป็นโมฆะเลย อันนี้ก็ให้ประโยชน์ของผู้ส่งของเป็นอย่างมาก อันนี้ต่างจาก ปพพ ว่าด้วยการรับขน มาตรา 625 ให้ตกลงกันโดยชัดแจ้ง
แต่สำหรับพรบ รับขนของทางทะเล จากที่กฏหมายกำหนดไว้เป็นคุณกับผู้ส่งของแล้ว ไม่อาจตกลงให้ต่ำลงได้ อันนี้ก็เป็นส่วนดีกับผู้ส่งของ เพราะผู้ขนส่งมันมีอำนาจต่อรองมากกว่า ก็คือทำไม่ได้นั่นเอง อันนี้ก็เป็นส่วนดี เรื่องนี้กฏหมายเพิ่งออกคราวที่แล้วนั่นเอง ในประเด็นที่เป็นเรื่องการใช้ ปพพ แล้ว ก็ตกลงให้ต่ำกว่าได้ คือออกในเรื่องความต่าง ของกฏหมาย
ข้อสังเกตคือในมาตรา 17 นี้มีประโยชน์คือมีความเป็นโมฆะ ไม่กระทบถึงข้อกำหนดหรือข้อตกลงนั้น อันนี้คือเขียนไว้เลย
มาตรา 58 ตกลงต่ำกว่านั้นก็เป็นโมฆะ แต่ถ้าสูง ความเสียหายที่ยกเว้น ราคาของหนึ่งหมื่นบาท ไม่มีทางให้กำไรกันได้ เป็นเรื่องหลักประมวลแพ่ง
อีกอันหนึ่งก็คือเรื่องของสิทธิ ก็ไม่มีอะไรก็เป็นสิทธิผู้ขนส่ง
เพราะฉะนั้นกฏหมายก็บัญัติไว้ในมาตรา 14 – 15 ในเรื่องค่าระวาง หลักนี้เมื่อถึงปลายทางได้รับเว้นแต่ตกลงเป็นอย่างอื่น
มาตรา 15 ก็คือสิทธิยึดหน่วง ก็เป็นสิทธิของผู้ขนส่ง
ต่อไปก็คือ ในเรื่องของ ใบตราส่ง สำหรับในเรื่องนี้อยู่ในหมวดสอง ใบตราส่งเป็นเอกสารสำคัญ
เบื้องต้นเป็นหลักฐษนของสัญญารับขนของทางทะเล ถึงมีการออกใบตราส่งมาทีหลัง ใบตราส่งเกิดขึ้นภายหลัง จุงเป้นหลักฐานของสัญญา อันนี้ก็เป็นหลักฐาน อยู่ในมาตรา 3 สำหรับสัญญารับขนของทางทะเลไม่มีแบบ ไม่ต้องการหลักฐานเป้นหนังสือ ก็บังคับตามสัญญาทั่วๆไป ในข้อตกลงดังกล่าว สามารถพิสูจน์ได้
แม้ว่าจะทำก็ตามก็สืบแก้ไขได้ ไม่อยู่ในบังคับมาตรา 94
ข้อที่สองคือได้รับมอบของได้ เป้นเอกสารที่แสดงว่าได้รับขของไว้และตจะส่งมอบของให้ หนึ่งออกใบตราส่งเมื่อผู้ขนส่งออกให้ ในขณะเดียวกันที่เรียนว่าเอกสารนั้นเป็นเอกสารที่ผู้ขนส่งสัญญาว่า เมื่อถึงปลายทางแล้วจะมอบของให้ตามมาตรา 28
อันที่สามเป็นเอกสารสิทธิ ก็มีสิทธิในสินค้านั้น จะเอาประกันภัยก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็แสดงว่าใบตราส่งเป็นเอกสารสิทธิที่ได้มีการขนส่ง อันที่สองคือสามารถ มาตรา 27 คื่อเปลี่ยนมือได้
เพราะถ้าไม่รับรองก็ต้องทำในเรื่องโอนเฉพาะเจาะจงตามมาตรา 306
โอนเปลี่ยนมือได้เว้นแต่มีข้อห้ามไม่ให้โอน การโอนก็คือข้อต่อสู้ระหว่างคู่กรณี ก็ใช้ยันได้เฉพาะคู่กรณี หลักการของการโอนหนี้ก็เอามาใช้ในเรื่องใบตราส่งด้วย
อันนี้คิอสามประการ หลักฐานการรับโอน หลักฐานการรับของ เอกสารที่โอนเปลี่ยนได้
ข้อที่สองคือรายการที่ต้องระบุในใบตราส่ง ลักษณะทั่วไปก็คือ มีสิบสี่ข้อ
ที่พูดตรงนี้เพราะว่ามาตรา 18 เป็นเพียงข้อแนะนำ ในมาตรา 19 ก็มีใบตราส่ง ชนิด ของลงเรือแล้ว
อันนี้ก็เป็นเรื่องของใบตราส่งชนิดต่างๆ อันนี้ มาตรา 21 บอกว่าใบตราส่งที่มีราบการครบถ้วน ถ้ามีหลักเกณฑ์ตามมาตรา 3
คือสำคัญต้องครบตามมาตรา 3 เป็นสิ่งสำคัญ
การเปลี่ยนใบตราส่งเป็นชนิดบรรทุกแล้วตามมาตรา 20ก็ไม่ใช่สิ่งสำคัญ อะไรมาก
เราได้ทราบแล้วว่าการรับไว้ มีรับเฉยๆ กับรับลงเรื่อ สามารถขอใบตราส่งชนิดเอาของลงเรือแล้วได้เพราะมีน้ำหนักมากกว่าใบตราส่งชนิดรับไว้เฉยๆ
ถ้าผู้ขนส่งของได้แล้วก็มีการเวนคืน หรือได้เปลี่ยนแก้ไขแล้วก็ได้ คือมีการเปลี่ยนได้ อันนี้ก็เป็นหน้าที่ผู้ขนส่ง ที่ต้องทำให้ อย่างที่เรียนแล้ว
หัวข้อที่สี่ ก็คือหน้าที่ของผู้ขนส่งในการออกใบตราส่ง มาตรา 12ที่พูดไปแล้วว่ามีอะไรบ้าง เมื่อผู้ส่งของขอ ก็ต้องออกให้ มาตรา 13 ก็แล้วแต่ว่าการรับของในลักษณะได้ใด
หลักเมื่อสักครู่ก็คือมี่รายการตามมาตรา 18 -19 เพพราะฉะนั้นหน้าที่ประการแรก คือ การออกให้เขานั้นก็ตามลักษณะของการรับของไว้ ถ้าออกในการลักษณะที่ของลงเรือ ใบตราส่งที่ออกให้ ควรจะมีรายการตามมาตรา 18 -19 แต่จะไม่มีก็ได้
ใบตราส่งต้องบรรทึกสภาพแห่งของตามที่เห็นได้จากภายนอก ให้ถือว่าของนั้นมีสภาพภายนอกเรียบร้อย เขาให้ถือนะครับ ว่ารับในสภาพเรียบร้อย ถ้าไม่บรรทึกก็ถือว่าพวกนี้เรียบร้อยนะ ครับ อันนี้ก็เป็นข้อแก้ตัวได้ เท่าที่เห้นได้จากภายนอก ถ้าไม่บรรทึกก็ถือว่าไม่เรียบร้อย ให้ถือก็คือปิดปาก
ข้อที่สามก็คือต้องมีหน้าที่เป็นข้อสงวนก็ต้องบรรทึกรายการว่ารับของเป็นอย่างไร ก็มีรายละเอียดบางอย่างที่ผู้ส่งของพิมพ์ให้เสร็จในกรณีเช่นว่านี้ ก็เขียนไว้ในมาตรา 23 ในกรณีที่ผู้ส่งของเป็นผู้จัดทำนั้น ว่าเป็นของอะไรบ้าง ที่ระบุไว้ในใบตราส่ง ก็มีในมาตรา 23 ในรายการต่อไปนี้ว่าของมีสภาพอย่างโน้นอย่างนี้ เครื่องบ่งตัวของ จำนวนแห่งหน่วยการขนส่ง ต่อไปก็น้ำหนักของ ของ ปริมาณอย่างไร ถ้าผู้ขนส่งขอกว่าทำให้เสร็จแล้ว
สามประการนี้ผู้ขนส่งต้องก็ต้องบรรทึกว่าตรวจสอบไม่ได้
ต่อไปก็ข้อสันนิฐานในเรื่องใบตราส่ง บางประการ ในเรื่องใบตราส่งเมื่อออกมาแล้ว ก็คือมาตรา 18 วงเล็บหก อยู่ในมาตรา 22 คือสันนิฐานไว้ก่อน แต่ถ้าได้โอนไปยังผู้รับตรา ก็เป็นข้อเสนอแนะ เท่าที่ผู้รับตราส่งต้องจ่าย
ในเรื่องแรกคือข้อสันนิฐาน คือค่าระวางพาหนะ ปลายทาง ก็ธรรมดาไอ้สัญญา รับขนก็ต้องได้ค่าระวางอยู่แล้ว พอปลายทางผู้รับตราส่งก็ต้องจ่าย ถ้าไม่จ่ายก็ไม่มอบสินค้าให้ เพราะตัวเองมีหน้าที่จ่าย
ถ้าตกลงว่าไม่รู้กรณีเช่นว่าผู้ขนส่งจะมาเรียกไม่ได้ เพราะว่าให้ปิดปากไว้ ให้ระบุไว้ ในเรื่องค่าระวางพาหนะ ควรระบุไว้ถ้าให้ผู้รับตราส่งจ่าย ในกรณีผู้ส่งของไม่มีปัญหาเพราะเป็นคู่สัญญา ต่อไปประการที่สองข้อสันนิฐานตามมาตรา 24 เรื่องใบตราส่ง ของนี้ผู้ขนส่งต้องบันทึกสภาพ
ต่อไปมาตรา 23 ถ้าผู้ส่งของเป็นคนบรรทึก ต่างๆนั้น ในกรณีเช่นว่านั้น ถ้าทราบว่าไม่ตรงหรือสงสัยก็ต้องบันทึกข้อสงวนไว้ อันนี้ถ้าเกิดไม่บันทึก ในกรณีก็ให้สันนิฐานตามมาตรา 23 กรณีนี้
ก็อย่างที่เรียนว่าถ้ามีรายการอย่างนั้นแล้วไม่บันทึกเป็นข้อสงวนไว้ ก็คือรับของอย่างนั้นจริง ก็คล้ายคลึงกับเรื่องค่าระวาง ว่าต้องจ่าย ก็ปิดปากไว้ ถ้าเห็นว่าไม่ถูกต้อง ก็ตรวจสอบได้
ถ้าขาดตกบกพร่องก็ไม่ต้องรับผิดชอบก็เป็นข้อสันนิฐาน
ต่อไปก็คือในเรื่องของหลักฐานในการรับมอบของ มาตรา 28 – 30 ใบตราส่งคือหลักฐานในการรับมอบของ หมายถึงว่าผู้รับตราส่งมารับมอบของ คือหลักฐานว่าผู้ขนส่งได้รับมอบของ จากผู้ขนส่ง
ในการรับมอบของมีมาตรา 28 กำหนดไว้ ว่าเมื่อได้ออกใบตราส่งให้แก่กันแล้ว จะได้ต่อเมื่อได้เวนคืนไว้ตามสมควร
เมื่อได้ออกใบตราส่งให้แก่กันแล้วไว้ เมื่อเวนคืน เป็นหลัก มีฏีกาโดยสรุป คือตามหลักในมาตรา 28 เป็นผู้ที่รับตราส่ง
สำหรับใบตราส่งก็ต้องเวนคืน ถ้าไม่มีก็ต้องมีประกันตามสมควร ฏีกา 1583/2511
คนที่จะรับใบตราส่งต้อง คืนใบตราส่ง ถึงแม้ว่าผู้ส่งของต้องรับจากผู้ ทรงใบตราส่งก็ตาม คือต้องเป็นผู้ทรงใบตราส่ง ไม่สนใจ ว่าจะเป็นใครก็ตาม
เมื่อรับส่งไม่ชอบ ผู้ขนส่งก้ยังต้องรับผิดชอบอยุ่ บางที ท่านที่ไม่ได้เรียนรับขนก็ไขว้เขว ว่า เรื่องนั้นต้องเป็นเรื่องที่ผู้ส่งของมาถึงท่าปลายทางแล้ว ก็คนซื้อกรรมสิทธิ์โอน ให้แก้ผู้ซื้อขาย
ดูว่าใครเป็นผู้รับตราส่งว่าคือใคร
447/2521 อันนี้ก็คือผู้ซื้อไม่ใช่ผู้ที่มีใบตราส่งในมือ แต่ก็ให้ประกัน ศาลบอกว่า ไม่ได้ คนที่ให้ประกันได้ คือผู้รับตราส่งแต่เพียงใบตราส่งมันขัดข้องบ้างประการ
สิทธิหน้าที่รับผิด มันเป็นเรื่องของสัญญา เมื่อจำเลยไม่ออกใบตราส่งและจำเลยได้ส่งสินค้าให้แก่บริษัท ก แล้ว เมื่อฝ่าฝืนก็ผิดสัญญา ก็เป็นเรื่องยืนยันอีกอันหนึ่ง เรื่องนี้ก็เคยพูดแล้ว ในเรื่องการส่งมอบไม่ถูกต้องในกรณีเช่นว่านี้ก็ถือว่าผิดสัญญา อายุความต้องใช้อายุความสิบปี กรณ๊ไม่ใช่สูญหาย หรือเสียหาย หรือส่งมอบชักช้า อันนี้คือไม่ส่งของเลย
ในทางปฏิบัติเปิด แอลซีไว้ ถ้าไม่จ่ายเงินก็ไม่มีสิทธิรับสินค้า
ต่อไป ผู้ขนส่งไปมอบของแล้วธนาคารก็จ่ายเงิน กรณีเช่นว่านี้ผู้ขนส่งก็ต้องรับผิดกับธนาคาร การที่ผู้ส่งไม่อาจส่งมอบ กรณีนี้ก็ไม่ใช่ของสูญหาย หรือบุบสลายกรณีนี้เป็นเรื่องผิดสัญญารับขน เพราะฉะนั้นจะบอกว่าของมีร้อยหน่วยก็ห้ามไม่ได้เช่นกัน
5736/2544 อันนี้ก็เป็นฏีกาที่ดี คือเรื่องที่เถียงกันว่าในขณะผิดสัญญารับขนก็เป็นเรื่องละเมิดด้วย แต่ละเมิด หนึ่งปี แต่เรื่องนี้ หนึ่งปี ศาลเขียนเลยว่า เรื่องนี้การผิดสัญญาแม้อ้างมูลละเมิดมาด้วยแต่เมื่อผิดสัญญารับขนมา ก็ฟ้องสิบปีได้
ข้อจำกัดความรับผิดใช้บังคับเฉพาะของผู้ขนส่ง สูญหายหรือเสียหายเท่านั้น แต่กรณีส่งผิดคนี้ไม่ใช่สูญหายหรือเสียหาย
7633/2547
เพื่อบริษัทผู้ซื้อจะได้รับเอาสินค้าจากผู้ขนส่ง ในการซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศ โดยไม่ได้รับเวนคืนใบตราส่ง ผู้ขนส่งก็ต้องชำระค่าเสียหาย
การส่งมอบของกรณีรับใบตราส่งมีสองกรณีคือ มาตรา 29 กับ 30 อันนี้ก็เป็นหลัก ใครมาก่อนได้ ก่อน ในประการที่สองก็คือ
ก็คือถ้ามาถึงปลายทางแล้ว กรณีเช่นนี้ถ้าไม่มีใครรับก็ไปวางที่สำนักงานวางทรัพย์