สรุป ซื้อขายครั้งที่ 3. ( สรุปจากคำบรรยาย ซื้อขาย- เช่าทรัพย์ ครั้งที่ 6-8 ภาค1สมัยที่61 )

720 views
Skip to first unread message

nobita kwang

unread,
Apr 7, 2009, 10:24:33 PM4/7/09
to LAWSIAM, STDศูนย์รวบรวมและสรรสร้างข้อมูลกฎหมาย -
หากเอกสารสรุปคำบรรยายนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า  kankokub  ขออภัยและน้อมรับแต่เพียงผู้เดียว หากจะมีประโยชน์อยู่บ้างขอมอบให้แก่ ท่านอาจารย์ฉันทวัธน์ วรทัต ผู้บรรยาย   , ผู้มีน้ำใจส่ง flie เสียงที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ฟังคำบรรยาย , บิดามารดาข้าพเจ้า

ถามก่อนเข้าบทเรียน

            1.นายศีลจดทะเบียนขายที่ดินให้แก่นายธรรม ต่อมาศาลฎีกาพิพากษาให้เพิกถอนสัญญาขายฝากที่ดินดังกล่าวที่นายศีลซื้อฝากมาจากเจ้าของที่แท้จริงและสัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างนายศีลและนายธรรม มีผลให้นายธรรมต้องคืนทรัพย์สินให้แก่เจ้าของที่แท้จริง นายธรรมมีหนังสือบอกกล่าวให้นายศีลรับผิดตามสัญญาซื้อขาย นายศีลปฏิเสธอ้างว่าจะทะเบียนรับซื้อฝากที่ดินไว้โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนจากเจ้าของที่แท้จริง นายศีลต้องรับผิดตามสัญญาเช่าหรือไม่ ? ( ประเด็นย่อยข้อสี่ ข้อสอบเนฯสมัยที่ 61 )

            2.นายศีลขายรถยนต์คันหนึ่งให้แก่นายธรรม ต่อมารถยนต์ดังกล่าวหลังคารั่ว น้ำฝนไหลลงไปในรถยนต์ทำให้ทรัพย์สินของนายธรรมเสียหาย โดยข้อเท็จจริงปรากฏว่านายศีลไม่รู้ว่าหลังคาดังกล่าวรั่ว นายศีลยังจะต้องรับผิดตามสัญญาเช่าหรือไม่ ?(ส่วนหนึ่งของข้อสี่ ข้อสอบเนฯ สมัยที่ 61)

            3.นายจันทร์นำที่ดินไปจดทะเบียนขายฝากไว้แก่นายพุธ กำหนดไถ่คืนภายในสองปี เมื่อใกล้ครบกำหนดไถ่ที่ดินคืน นายจันทร์ขอเลื่อนกำหนดไถ่ออกไปอีก 6 เดือน นายพุธยินยอมโดยบันทึกข้อความไว้ในสัญญาขายฝากและลงชื่อไว้ ถือว่าเป็นการขยายการไถ่ที่ชอบหรือไม่ เป็นโมฆะหรือไม่  ? (ส่วนหนึ่งของข้อสี่ ข้อสอบเนฯ สมัยที่ 58 )

            4. ข้อเท็จจริงตามข้อสาม หากนายจันทร์ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายกับนายอังคารไว้ โดยเมื่อถึงกำหนดโอนที่ดินให้แก่นายอังคารนายจันทร์ผิดนัดไม่สามารถโอนที่ดินได้ นายอังคารจะขอใช้สิทธิไถ่แทนนายจันทร์ต่อนายพุธได้หรือไม่ ? (ส่วนหนึ่งของข้อสี่ ข้อสอบเนฯ สมัยที่ 58 )

            5.นายปรีชาขายฝากช้างพัง 1 เชือก ไว้กับนายประดับซึ่งนำช้างดังกล่าวไปใช้ลากซุงในป่าสัมปทานของตนร่วมกับช้างอื่นนะหว่างอายุการเช่าช้างพังตกลูก 1 ตัว ถามว่ากรรมสิทธิ์ในลูกช้างตกได้แก่ใคร ? (ส่วนหนึ่งของข้อสี่ ข้อสอบเนฯ สมัยที่ 44 )

          6. จากข้อเท็จจริงตามข้อ5 หากต่อมามีข่าวว่ารัฐบาลจะปิดป่าสัมปทาน นายประดับจึงต้องเร่งระดมช้างที่มีอยู่ทั้งหมดทำการลากซุงรวมทั้งช้างเชือกที่รับซื้อฝากที่กำลังเจ็บป่วยอยู่ด้วยมาลากซุงตามปกติ เย็นวันนั้นเองปรากฏว่าช้างพังตาย นายปรีดาจะมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากนายประดับได้หรือไม่ เพียงใด ? (ส่วนหนึ่งของข้อสี่ ข้อสอบเนฯ สมัยที่ 44 )

ครั้งที่ 6 . (ความชำรุดบกพร่องและการรอนสิทธิ)

            ตอนนี้ก็มาถึงครึ่งทางแล้วนะครับ  ได้รับการถามเสมอว่า เวลาเตรียมการสอบผู้ช่วยเตรียมยังไงเริ่มแรกก็ไปดูสถิติว่าเค้าออกเรื่องอะไรบ้างไม่ออกก็ไม่ต้องไปดุถ้าไม่มีเวลา เรื่องที่ออกบ่อยๆ ก็ควรท่องก่อนให้ได้เข้าใจให้จำ

เดี๊ยวนี้เขามีรวมข้อสอบเก่าแล้วเราก็ไปดูแล้วก็ปรับใช้ในการสอบ ในการดูแน่นอนก็เป็นคำแนะนำที่นำไปใช้ในการสอบเนฯสอบผู้ช่วย ฏีกาใหม่ที่วางหลัก ใหม่ยังไงมันก็ต้องออก ที่เนฯบรรยายฏีกาก็เหมือนที่ออกสอบผู้ช่วยเพียงแต่พันหลายมาตราเพียงเท่านั้น ก็มาดูที่เนฯก็ช่วยได้ เพราะอาจารย์หลายท่านก็เป็นกรรมการออกสอบ

วันนี้ดูเรื่องความรับผิดของผู้ขาย ก็มีเรื่องการรับผิดในความชำรุดบกพร่อง และเรื่อง รอนสิทธิ 468 – 470 ก็ควรดูแค่ผ่านๆเพราะมันไม่ออกสอบหรอก

ความรับผิดชำรุดบกพร่องก็เช่นการซื้อแล้วไม่อาจใช้ทรัพย์นั้นได้หรือที่เรียกว่าเสื่อม ก็มีสามเสื่อม

472 ก็มีเสื่อมสามเสื่อม คือเสื่อม ราคา เสื่อมความเหมาะสมแก่ประโยชน์โดยปกติ หรือเสื่อมในราคา

เช่นไปซื้อแหวนเพชรเก้าแสนน้ำดี พอใส่ออกงาน พอไปเจอนักเลงเพชรบอกว่ามีรอยตำหนินะ ก็ไม่เสื่อมประโยชน์ในการใช้ปกตินะ เพราะคนปกติก็ไม่รู้หรอก แต่มันเสื่อมราคา ไม่ควรถึงแปดแสน มันควรแค่สองสามแสน

ซื้อข้าวมากินไม่ได้ ทีวีไม่มีภาพ ซีดีไม่มีเสียง เหล่านี้เป้นเสื่อมประโยชน์โดยปกติ เสื่อมความเหมาะสมโดยสัญญา ผู้ขายก็รับรองว่าส่งประกวดได้รับรางวัล แจกันนี้ก็ใส่น้ำได้ไม่รั่วไม่ไหล พอส่งเข้าประกวดตกรอบแรก เพราะเป็นของเก่าจริงที่ซ่อมแซมแล้วก็ เสื่อมความเหมาะสมแก่ประโยชน์ที่ม่งหมายโดยสัญยา

เพราะงั้นความทเสื่อมเหล่านี้ต้องเกิดจากเสื่อมสามเสื่อมนี้เท่านั้นถ้าไม่สามเสื่อมนี้แม้จะมีความชำรุดบกพร่องถึงขนาดผู้ขายก็ไม่ต้องรับผิดเช่นประมวลตัดไม่ขาดอยู่หนึ่งหน้า

ฎ.4976/2542 – ค้นไม่พบ

 อาหารมีสิ่งปลอมปน แต่ก็เป็นเพียงปกติเล็กน้อยและก้ได้ยอมรับ ไว้ด้วย ไม่เสื่อมราคาไม่เสื่อมความเหมาะสมตามเสื่อมสามเสื่อม

ฎ.1654/2511

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา467นั้น ผู้ขายต้องส่งมอบทรัพย์สินที่ขายให้แก่ผู้ซื้อแล้ว หากปรากฏต่อมาว่าทรัพย์สินนั้นขาดตกบกพร่องหรือล้ำจำนวน การเรียกร้องให้ผู้ขายรับผิดจึงจะอยู่ในบังคับแห่งมาตรานี้ โดยเริ่มนับอายุความตั้งแต่เวลาส่งมอบทรัพย์สินที่ขาย

โจทก์ทำสัญญาซื้อนุ่นจากจำเลยหลายฉบับ สัญญาซื้อขายแต่ละฉบับกำหนดเวลาส่งมอบไว้เป็นงวด มีเวลาและจำนวนนุ่นแต่ละงวดแน่นอน แม้การส่งมอบแต่ละงวดจะเป็นการปฏิบัติการการชำระหนี้ตามสัญญาฉบับเดียวกัน แต่ในปัญหาเกี่ยวกับข้อรับผิดเพื่อการที่ทรัพย์ขาดตกบกพร่อง จำต้องถือตามงวดที่กำหนดไว้ในสัญญา แม้จะมีการตกลงให้ส่งมอบเป็น2งวด แต่ละงวดห่างกันกว่าปีหนึ่ง หากผู้ขายปฏิบัติการส่งมอบในงวดแรกครบถ้วนแล้วแต่งวดหลังไม่ส่งมอบเลย หรือส่งมอบขาดตกบกพร่อง ผู้ซื้อก็ยังมีสิทธิฟ้องให้ผู้ขายรับผิดสำหรับงวดหลังได้อยู่ แม้จะพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เวลาส่งมอบงวดแรก เมื่อแยกการส่งมอบออกได้เป็นรายงวดดังนี้ งวดใดที่จำเลยส่งมอบแล้ว ต่อมาปรากฏว่าขาดตกบกพร่องย่อมอยู่ในบังคับแห่งมาตรา 467 สำหรับงวดนั้น แต่งวดใดจำเลยไม่ส่งมอบให้โจทก์เลยก็เป็นการที่จำเลยไม่ปฏิบัติการส่งมอบตามสัญญาเลย ไม่ใช่ส่งมอบขาดตกบกพร่อง อันจะอยู่ในบังคับแห่งมาตรา 467

ถ้าจำเลยส่งมอบทรัพย์สินที่ขายผิดจากชนิดที่ระบุไว้ในสัญญา ก็เป็นการไม่ปฏิบัติการชำระหนี้ตามสัญญาเลย ไม่ใช่เรื่องเกิดความชำรุดบกพร่องในทรัพย์สินที่ขายเพราะการชำระหนี้ และไม่อยู่ในบังคับแห่งมาตรา 474 ต้องบังคับตามบทบัญญัติว่าด้วยการไม่ชำระหนี้โดยทั่วไป แต่ถ้าจำเลยส่งมอบทรัพย์สินที่ขายตรงตามชนิดในสัญญาแล้ว แต่ปรากฏว่าชำรุดบกพร่อง จำเลยย่อมต้องรับผิดเพื่อชำรุดบกพร่องตามมาตรา 472 และอยู่ในบังคับแห่งเรื่องอายุความตามมาตรา474

 

เป็นเรื่องสั่งซื้อนุ่นกันแต่ผิดชนิด สั่งชนิดดีส่งมอบชนิดปานกลาง กรณีอย่างนี้ไม่ใช่ชำรุดบกพร่องแต่เป็นเรื่องการชำระหนี้ไม่ถุกต้องตามมูลหนี้ ไม่ใช่เรื่องชำรุดบกพร่อง

ส่งสัญญาผิดแกรมที่สั่งต้องนำเรื่องการไม่ชำระหนี้โดยทั่วไปไม่ใช่การชำรุดบกพร่อง

โดยการชำรุดบกพร่องต้องมีก่อนหรือขณะทำการซื้อขาย

ฎ.459/2514

ความชำรุดบกพร่องในทรัพย์สินซึ่งขาย อันผู้ขายจะต้องรับผิดต่อผู้ซื้อตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 472 นั้น จะต้องเป็นความชำรุดบกพร่องที่มีอยู่ก่อนแล้ว หรือมีอยู่ในขณะทำสัญญาซื้อขายหรือในเวลาส่งมอบทรัพย์สินที่ขาย ส่วนความชำรุดบกพร่องที่มีขึ้นภายหลังผู้ขายหาต้องรับผิดไม่

เครื่องปรับอากาศที่โจทก์ติดตั้งที่ภัตตาคารของจำเลยให้ความเย็นเรียบร้อยดีนับแต่เวลาติดตั้งตลอดมาไม่น้อยกว่า 3-4 เดือน แสดงให้เห็นว่าเครื่องปรับอากาศดังกล่าวมิได้มีความชำรุดบกพร่องอยู่ก่อน หรือในขณะทำสัญญาซื้อขาย หรือในเวลาส่งมอบเลย ฉะนั้นที่เครื่องปรับอากาศให้ความเย็นไม่พอในเวลาต่อมา จึงเป็นความชำรุดบกพร่องที่มีขึ้นภายหลังจากที่จำเลยได้รับมอบและใช้ประโยชน์มาไม่น้อยกว่า 3-4 เดือน โจทก์หาต้องรับผิดในความชำรุดบกพร่องนี้ไม่ และด้วยเหตุนี้จำเลยจึงไม่มีสิทธิยึดหน่วงราคาที่ยังไม่ได้ชำระตามมาตรา 488 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

 

รถเหม็น ก็ต้องดูว่าเมื่อขณะรับรถ รถมีสภาพดี ไม่ได้มีอยู่ก่อนหรือขณะทำการซื้อขาย

ฎ.4974/2545

จำเลยเป็นผู้ให้เช่าซื้อรถยนต์ย่อมมีหน้าที่ต้องส่งมอบสำเนาทะเบียนรถยนต์และแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ให้แก่โจทก์ผู้เช่าซื้อ เพราะสำเนาทะเบียนรถยนต์และแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์เป็นสาระสำคัญในการใช้รถ จำเลยส่งมอบรถยนต์ให้โจทก์ตามสัญญาเช่าซื้อโดยรถยนต์ไม่มีสภาพเหมาะสมจะใช้งานได้ตามประโยชน์ที่มุ่งหมายโดยสัญญาเช่าซื้อ จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 472 ประกอบมาตรา 549 จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าซื้อ จะอ้างเหตุอันเกิดจากบริษัท น. ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ยังไม่โอนทะเบียนรถยนต์ให้จำเลยไม่ได้ เนื่องจากสัญญาเช่าซื้อเป็นสัญญาต่างตอบแทน เมื่อจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาโจทก์ย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อและไม่ชำระค่าเช่าซื้อได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 369

จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา เพราะไม่สามารถจัดการแก้ไขให้รถยนต์ที่เช่าซื้ออยู่ในสภาพใช้งานได้ตามประโยชน์ที่มุ่งหมายโดยสัญญา โจทก์ย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 ถือได้ว่าโจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยชอบแล้ว โดยโจทก์ไม่จำต้องส่งมอบรถยนต์คืนจำเลยก่อน เนื่องจากการบอกเลิกสัญญาด้วยการส่งมอบทรัพย์สินกลับคืนให้แก่เจ้าของตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 573 นั้นเป็นบทบัญญัติให้สิทธิผู้เช่าซื้อเลิกสัญญาในกรณีที่ไม่มีการผิดสัญญา ฉะนั้น เมื่อคู่สัญญาเลิกสัญญาโดยชอบแล้วคู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 โดยโจทก์ต้องคืนรถยนต์พิพาทให้จำเลยและต้องใช้เงินตามค่าแห่งการใช้สอยรถยนต์พิพาทให้จำเลยด้วย ส่วนจำเลยก็ต้องคืนค่าเช่าซื้อแก่โจทก์

เช่าซื้อแล้วไม่ส่งมอบทะเบียนรถยนต์และป้ายวงกลมให้ ก็ขอให่ส่งมอบคนให้เช่าซื้อก็ไม่ส่งมอบ เป็นความชำรุดบกพร่องอย่างหนี่ง

จะรู้หรือไม่รู้ไม่สำคัญ ( ประเด็นออกสมัยที่ 61 นี้เลย )

มาดูอนุสอง ถ้าเห็นประจักษ์ในส่งมอบและรับไว้โดบไม่อิดเอื้อน ข้อสอบปริญญาตรี ตู้เย็นสีแดง มีรอยขีดครึ่งหนึ่งอยากได้ก็รับไว้ เพื่อนมาเห็นบอกซื้อที่ไหนก็ได้ถูก จะเรียกให้ไม่ได้

อิดเอื้อนก็คือ เช่นบอกให้เอาเครื่องใหม่มาเปลี่ยนนะ เป็นต้น

อิดเอื้อนนะครับ ไม่ได้อิดออด

ฎ.5581/2533

โจทก์ซื้อกระป๋องสำหรับบรรจุปลากับน้ำซอส มะเขือเทศ จากจำเลยเมื่อกระป๋องดังกล่าวเป็นสนิมและมีความชำรุดบกพร่องอย่างอื่น ซึ่งเป็นผลมาจากการผลิตของจำเลย อันเป็นเหตุให้เสื่อมความเหมาะสมแก่ประโยชน์ที่มุ่งหมายโดยสัญญาจำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 472 แม้โจทก์จะรับของจากจำเลยโดยไม่อิดเอื้อน แต่ขณะที่มีการส่งมอบของนั้นความชำรุดบกพร่องยังไม่เป็นอันเห็นประจักษ์ จำเลยก็หาพ้นจากความรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 473(2) ไม่ จำเลยทราบดีว่าโจทก์ซื้อกระป๋องดังกล่าวเพื่อนำไปขายต่อให้แก่ผู้ซื้อในประเทศพม่า การที่โจทก์ต้องเสียค่าขนส่งกระป๋องทดแทนส่วนที่ชำรุดบกพร่องไปให้ผู้ซื้อเพิ่มเติมจึงเป็นค่าเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษ ซึ่งจำเลยได้คาดเห็นหรือควรจะได้คาดเห็นพฤติการณ์เช่นนั้นล่วงหน้าก่อนแล้ว แม้โจทก์จะนำสืบจำนวนค่าเสียหายส่วนนี้ไม่ได้ความแน่ชัด ศาลก็กำหนดให้โจทก์ตามควรแก่พฤติการณ์.

 

พม่าซื้อกระป๋อง คนขาย ไปส่ง ตอนรับพม่าก็ส่องดู วันทำ ค่อยเกิดสนิม ไม่เข้าอนุสองเพราะขณะส่งมอบความชำรุดพร่องไม่เห้นประจักษ์ผู้ขายปฏิเสธไม่ได้

ฎ.519/2545

จำเลยซื้อแผ่นพลาสติกพร้อมติดตั้งจากโจทก์เพื่อใช้ปูบ่อบำบัดน้ำเสียของจำเลยโจทก์ส่งมอบงานปูแผ่นพลาสติกในบ่อบำบัดน้ำเสียให้จำเลยเรียบร้อยแล้ว หลังจากนั้นจำเลยใช้บ่อบำบัดน้ำเสียได้ประมาณ 2 ถึง 3 เดือน แผ่นพลาสติกที่ปูไว้ได้โป่งพองลอยขึ้นอันเป็นความบกพร่องซึ่งไม่พึงพบได้ในขณะเมื่อส่งมอบ โจทก์จึงต้องรับผิดต่อจำเลยอยู่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 598 โดยจำเลยมีสิทธิยึดหน่วงค่าจ้างไว้ได้แต่เพียงเพื่อให้โจทก์แก้ไขซ่อมแซมความชำรุดบกพร่องดังกล่าวเท่านั้น เมื่อโจทก์ติดต่อกับจำเลยขอเข้าไปแก้ไขซ่อมแซมหลายครั้ง แต่จำเลยไม่ยอมโดยอ้างถึงความจำเป็นที่ต้องใช้บ่อบำบัดน้ำเสียดังกล่าว ไม่สามารถสูบน้ำออกจากบ่อได้เพราะจะทำให้เสียรายได้ ถือเป็นข้ออ้างที่ไม่อยู่ในวิสัยที่โจทก์ซึ่งเป็นเพียงผู้รับจ้างจะสามารถดำเนินการได้โดยลำพัง ดังนั้นการที่โจทก์ไม่สามารถแก้ไขซ่อมแซมความชำรุดบกพร่องของงานได้จึงไม่ใช่ความผิดของโจทก์ จำเลยไม่มีสิทธิยึดหน่วงค่าจ้างที่ค้างชำระอีกต่อไป

 

ฎ.5581/2544 – ค้นไม่พบ

ต้องเมื่อช่างตรวจสอบเสร็จแล้วเสนอรายการซ่อมให้โจทก์ทราบเมื่อนั้นแหละจึงถือว่าโจทก์รู้

ทรัพย์สินนั้นได้มาโดยการขายทอดตลาดถือว่าเป้นการขายโดยเปิดเผยนะครับ

แสดงว่าคุณต้องตรวจดูอย่างดีแล้วนะครับ

475 กับ 479 เรื่องรอนสิทธิ เป็นเรื่องที่นอกจากมีคนซื้อคนขายแล้วยังมีมือที่สามมาเกี่ยวข้อง เป็นเรื่องรักสามเส้า

ส่วนใหญาคำพิพากษาฏีกาก็เป็นเรื่องขโมยรถมาขาย

คนขายก็ต้องรับผิดเพราะคนขายนั้นมีสิทธิเหนือทรัพย์สินที่ได้ทำการซื้อขาย

 

เพราะความผิดของผู้ขาย เช่น ซื้อแหวนเพชรที่โปรสยาม ก็ฝากไว้ แล้วไปเดินสยามก่อนแล้วก็เอาใส่ตู้โชว์ต่อ พอกลับมาคนขายๆให้นางเหลืองไปแล้ว แม้ตอนซื้อแล้วคนขายบอกนางเหลืองแล้วว่าขายแล้วก็ตาม

นางเหลืองครอบครองสังหาก่อน เห็นว่าในขณะทำการซื้อขายนางเหลืองไม่มีสิทธิดีกว่า แต่เป็นเข้าเรื่องความผิดของผู้ขาย ไม่รู้จักระมัดระวัง ขายซ้ำขายซ้อน เมื่อก่อนก้เฉลยแค่นั้ 475  แต่เด๋วนี้ต้อง 479 ด้วยถือว่าหลุดจากผู้ซื้อไปทั้งหมดตาม 479 ด้วย ผู้ขายต้องรับผิด

ฎ.2106/2535

โจทก์กับสามีโดยชอบด้วยกฎหมายร่วมกันออกเงินซื้อรถยนต์พิพาทจากจำเลย และสามีได้ทำหนังสือให้ความยินยอมแก่โจทก์เพื่อฟ้องจำเลยแต่ปรากฏจากเอกสารเกี่ยวกับการซื้อขายรถยนต์และการโอนทะเบียนรถยนต์ว่า สามีโจทก์เท่านั้นที่ทำสัญญาเป็นผู้ซื้อรถยนต์พิพาท โจทก์มิได้มีนิติสัมพันธ์ประการใดกับจำเลย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยรับผิดเกี่ยวกับการรอนสิทธิตามสัญญาซื้อขายรถยนต์พิพาท

 

ฎ.395/2538

ที่ดินที่จำเลยขายให้แก่โจทก์ที่1บางส่วนเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่สงวนไว้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะจึงเป็นทรัพย์นอกพาณิชย์ซึ่งไม่อาจซื้อขายกันได้สัญญาจะซื้อจะขายและสัญญาซื้อขายที่ดินส่วนดังกล่าวจึงมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายเป็นโมฆะเท่ากับว่าจำเลยไม่เคยทำสัญญาจะซื้อจะขายและสัญญาซื้อขายที่ดินส่วนดังกล่าวกับโจทก์ที่1จึงไม่มีสัญญาจะซื้อจะขายหรือสัญญาซื้อขายที่ดินส่วนดังกล่าวที่จำเลยจะต้องรับผิดในการรอนสิทธิ

ครั้งที่ 7 . (ขายฝากครั้งที่ 1.)

            เราพุดกันอยู่ถึงเรื่องความรับผิดของผู้ขาย จบเรื่องความรับผิดโดยชำรุดบกพร่องไปแล้ว อีกประการหนึ่งที่ยังพูดไม่จบคือความรับผิดในก่ารรอนสิทธิที่มีมือที่สามมาเกี่ยวข้องมารบกวนขัดสิทธิผู้ซื้อในการใช้ทรัพย์โดยปรกติสุขเพราะ มีสิทิดีกว่าผู้ขายในเวลาทำการซื้อขาย หรือเพราะความผิดของผู้ขายเอง

            ก็ถือว่าผู้ซื้อคนแรกถูกการขัดสิทธิ ตอนหลังในข้อสอบจะแลยตาม 475 ต้องใช้ค่าเสียหายตาม 479 ก็ลองไปดูข้อสอบเนฯครั้งล่าสุดได้

            479 ยกตัวอย่างแล้ว ว่าใช้รถโดยไม่ทราบว่ารถยนต์นั้นถูกขโมยมา ก็แปลว่ามีบุคคลที่สามมีสิทธิดีกว่า เค้าก็มารบกวนขัดสิทธินักศึกษาเป็นรอนสิทธิกรณีแรก

            และ 475 ก็ยังมีกรณีที่สองคือ เพราะความผิดของผู้ขาย แต่ส่วนใหญ่ตามฎีกาก็เป็นกรณีประเด็นแรกส่วนใหญ่

            สังเกตจากฏีกาเจ้าของรถมาเอาคืน จะเป็นกรณีเข้า 479 จะไม่เอามาเข้า 475 เพราะอะไรเพราะคงเห็นว่าตำรวจไม่ใช่บุคคลที่มีกรรมสิทธิ์เหนือ อันนี้สังเกตเอง

            แต่ถ้าเจ้าของแท้จริงมา ก็จะปรับเข้า 475

แต่ปัจจุบันปนเป็นสองมาตรา ทางที่ดีก็มักปรับสองมาตรา

ฎ.1895/2514

มีผู้ลักปากกามาขายให้โจทก์ โจทก์ซื้อไว้แล้วนำมาขายให้กับจำเลย โดยจำเลยไม่รู้ ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจยึดปากกาไปจากจำเลยและคืนให้เจ้าของไป ถือว่าเป็นการรอนสิทธิจำเลย โจทก์ซึ่งเป็นผู้ขายต้องรับผิด จึงไม่มีสิทธิที่จะเรียกร้องให้จำเลยชำระเงินตามเช็คที่จำเลยสั่งจ่ายเป็นค่าปากกา

 

ซื้อปากกามา

ฎ.6472/2539 ค้นไม่พบ  ซื้อที่ดินแต่ว่าทางฝ่ายผู้ซื้อไม่อาจเข้าครอบครองได้เพราะมีคนอยู่ในที่ดินแปลงนั้นก็ให้ฝ่ายผู้ขายรับผิด เมื่อมีคนเข้าไปอยู่ที่ดินก็เป็นการรอนสิทธิอย่างหนึ่ง ถือว่าเป็นหน้าที่ผู้ขายที่ต้องขจัดเหตุรบกวนขัดสิทธิได้

            ฎีกานี้ ศาลเห็นว่าผู้ซื้อถูกรอนสิทธิก็เป็นแนวที่ผิดแนวจากแนวเดิม ที่บอกว่าการที่ผู้ซื้อเข้าที่ดินไม่ได้ เป็นเรื่องผู้ขายผิดหน้าที่ส่งมอบ ความแตกต่างคือฎีกาปี 16 ปรับเรื่องหน้าที่ ส่วน ฎีกาปี 39 บอกเรื่องรอนสิทธิ การพิสูจน์ก็ต่างกัน

            ก็พุดไปแล้วว่ารอนสิทธิบางส่วน

ฎ.928/2530- ค้นไม่พบ ฎีกานี้ดีแต่คงไม่ออกเนฯเพราะไปพันกับเรื่องตัวแทน เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจทุกฝ่าย ผู้มอบอำนาจตายก่อน ที่จะมีการโอนที่ดิน

            คล้ายคดีถุงกล้วยแขกท่านไปซื้อที่ดิน คนขายอ้างว่าครอบครองปรปักษ์ได้มาศาลก็ไต่สวนฝ่ายเดียวก็ไม่มีคนคัดค้าน นางแดงก็มาเบิกความฝ่ายเดียวก็เชื่อก็พิพากษาออกโฉนดเสร็จก็ไปขายให้วัดสวนแก้ว ต่อมาเจ้าของที่แท้จริงมาก็บอกว่านางแดงไม่ใช่เจ้าของที่ดินจริงไม่ได้ครอบครองจริงก็มาคัดค้าน ในสุดศาลก็ให้เพิกถอนคำสั่งเดิมที่นี้ก็ยุ่งสิเพราะว่าวัดสวนแก้วไปซื้อที่ดินไป กรณีอย่างนี้ก็คือวัดสวนแก้วถูกรอนสิทธิ เพราะมีเจ้าของที่แท้จริง อยู่ในเวลาซื้อขายในที่สุดศาลชั้นต้นก็ให้มูลนิธิคืนที่ดินให้แก่เจ้าของที่จริง

            ก็มีข้อสอบเก่า ที่ยังชำระราคาไม่ครบ ก็การที่ ก.เอารถคืนจากคนซื้อคนสุดท้ายก็ถือเป็นการมีผู้รบกวนการครอบครองโดยปกติสุข ก็เป็นการรบกวนโดยเหตุที่ผู้ติดตามมีสิทธิเหนือทรัพย์สินนั้นในเวลาซื้อขายกัน

            กรณีเช่นนี้ก็ต้องรับผิดโดยการรอนสิทธิตาม 475 และ 479 เรื่องนี้ก็ต้องทราบถึงประเภทของสัญญาว่าเป็นสัญญามีเงื่อนไขอยู่ ก่อนแล้วจึงมาตอบเรื่องรอนสิทธิต่อไป

            มาดูบุคคลที่ซื้อทรัพย์ตาม 1332 จะถูกรอนสิทธิได้หรือไม่ ก็ไม่จำต้องคืนให้แก่เจ้าของที่แท้จริงเว้นแต่เจ้าของที่แท้จริงใช้ราคาที่ซื้อมาตาม 1332

            เจ้าของที่แท้จริงก็ต้องชดใช้ราคาให้ถามว่าจะหวนกลับไปฟ้องคนขายให้รับผิดเพื่อการรอนสิทธิได้หรือไม่

            ก็ต้องตอบว่าได้สิ

ฎ.2292/2515

โจทก์ซื้อรถยนต์โดยสุจริตจากจำเลยซึ่งเป็นพ่อค้าผู้ขายของชนิดนั้น แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้มายึดรถยนต์นั้นจากโจทก์ไปเป็นของกลางในคดีอาญา และศาลอาญาพิพากษาให้คืนรถยนต์แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของที่แท้จริง แม้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1332 โจทก์มีสิทธิ์ไม่จำต้องคืนรถยนต์ที่ซื้อขายให้แก่เจ้าของที่แท้จริงเว้นแต่เจ้าของจะชดใช้ราคาที่ซื้อมาแต่วัตถุประสงค์ของโจทก์ในการซื้อรถยนต์ก็เพื่อจะได้รถยนต์มาเป็นกรรมสิทธิ์ หาใช่เพื่อรับชดใช้ราคาคืนไม่ และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 475 ก็มิได้ บัญญัติว่า ผู้ซื้อทรัพย์โดยสุจริตตามมาตรา 1332 ไม่ อยู่ในฐานะที่จะถูกรอนสิทธิดังนั้น เมื่อเจ้าของที่แท้จริงมารบกวนขัดสิทธิโจทก์ผู้ซื้อและโจทก์จำต้องคืนรถยนต์ให้ไปตามคำพิพากษาของศาลไม่ว่าโจทก์จะได้รับชดใช้ราคาที่ซื้อมาหรือมีสิทธิได้รับชดใช้ราคาหรือไม่ ก็ต้องถือว่าโจทก์ถูกรอนสิทธิซึ่งจำเลยผู้ขายต้องรับผิดในผลนั้น

การที่โจทก์จำต้องยอมให้เจ้าหน้าที่ตำรวจยึดรถยนต์ไปและศาลอาญาได้พิพากษาให้คืนแก่เจ้าของที่แท้จริงไปแล้ว รถยนต์ที่ซื้อขายจึงหลุดไปจากโจทก์ผู้ซื้อ จำเลยผู้ขายต้องรับผิดชำระราคารถยนต์คืนให้โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 479 และใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ตามมาตรา 475 (วินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 26/2515)

 

(ฎ.1801/2500 ถูกกลับจากฏีกาบน  )

น้ำมันและถังรายพิพาทเป็นของราชการทหาร ถูกคนร้ายลักไปโจทก์รับซื้อไว้โดยสุจริตในท้องตลาด แล้วต่อมาจำเลยได้ซื้อและยืมถังไปจากโจทก์และโจทก์ได้มอบให้แก่จำเลยไปแล้ว จำเลยจึงมีสิทธิเหนือน้ำมันที่ตนซื้อจากโจทก์ยิ่งกว่าบุคคลอื่นๆ แม้เจ้าของอันแท้จริงก็จะมาเรียกน้ำมันคืนไปจากจำเลยไม่ได้ เว้นแต่จะชดใช้ราคาที่จำเลยซื้อมา จำเลยต้องชำระราคาน้ำมันและถังให้แก่โจทก์ ไม่ใช่เรื่องรอนสิทธิ (ประชุมใหญ่ครั้งที่ 6/2501)

 

บอกว่าซื้อีรถก็เพื่อได้ กรรมสิทธิและใช้อย่างเจ้ากรรมสิทธิ์ไม่ใช่อยากซื้อมาเพื่อให้ใครมาชดใช้ราคาคืนและมาตรา 475 ก็ไม่ได้พูดว่า ผู้วื้อทรัพย์ตาม 1332 จะถูกรอนสิทธิไม่ได้ ก็พันกับเรื่องทรัพย์ก็ออกสอบเนฯไม่ได้อีกแล้ว

            คราวนี้มาพูดถึงเรื่องข้อสัญญาว่าจะไม่ต้องรับผิด  483 484 ไม่ค่อยออก จะออก 485

ก็ไปซื้อที่มาบุญครองแหล่งมือถือมือสอง ก็ทำได้ มีสัญญายกเว้นได้ แต่ 484 บอกว่าไม่คุ้มที่ต้องส่งเงินคืนตามราคานะครับ ก็ต้องคืนราคาให้กับคนซื้อที่บอกไม่ต้องรับผิดคือไปขายต่อได้กำไร ค่าเสียหายใดๆ นี่ตกลงกันไว้ได้ แต่ต้องคืนเงินให้ผู้ซื้อผู้ซื้อก็คืนโทรศัพท์เจ๊งหรือโทรศัพท์ของโจร ไป เว้นแต่ระบุชัดแจ้งเป็นอย่างอื่น ก็เอาเถอะถ้าบื้อขนาดนั้นก็เอา

ต่อมา 485 ก็ออกบ่อย คือเป็นเรื่องที่ แม้จะมีข้อสัญญาว่าไม่ต้องรับผิด ชำรุดบกพร่องก็ดี รอนสิทธิก็ดี คนขายก็ต้องรับผิด ถ้าได้ทำความเสียหายเอง หรือความจริงที่รู้แล้วปกปิดไว้  อาจไม่ได้ทำตกเองลูกน้องมาทำตก

            ข้อออกก็นำมาออกว่านายก. ซื้อจากการขายทอดตลาดว่าจะไม่ต้องรับผิด โดย ข ทราบอยุ่แล้วว่ารถคันแรก คานเดาะ รถคันที่สองไม่ใช่ของที่ขายทอดตลาด

            473(3)  ก็ใครจะนึกถึง ว่าเรื่องชำรุดบกพร่องจะติดเรื่องนี้

            ต่อไปดูเรื่องขายฝาก

            ออกมาก 1 ใน 3 ของข้อสอบวิชานี้เลยก็ว่าได้  มีแค่ 12 มาตรา เท่านั้น  มาตรา 491 สัญญาขายฝากเป็นสัญญาซื้อขายประเภทหนึ่งฉะนั้นต้องนำบทบัญญัติเรื่องซื้อขายมาใช้เท่าที่ไม่ขัดกัน

            โดยเฉพาะเรื่องแบบ

ฎ.464/2497

สัญญาขายฝาก ซึ่งมิได้จดทะเบียนกับพนักงานเจ้าหน้าที่ย่อมเป็นโมฆะ

ทำสัญญาขายฝากกันเองแล้วมอบที่นาให้ผู้ซื้อครอบครองผู้ซื้อจะอ้างอายุความการปกครองปรปักษ์ไม่ได้

 

ฎ.1777/2539

ศาลชั้นต้นพิพากษาโดยฟังข้อเท็จจริงว่าสัญญาขายฝากเอกสารหมายจ.1ไม่เป็นนิติกรรมอำพรางเมื่อโจทก์อุทธรณ์จำเลยมิได้แก้อุทธรณ์ในเรื่องนี้ไว้ข้อเท็จจริงจึงต้องถือเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าว สัญญาขายฝากอสังหาริมทรัพย์ซึ่งมีกฎหมายบังคับให้ต้องมีเอกสารมาแสดงระบุกำหนดเวลาไถ่1ปีการที่จำเลยให้การต่อสู้และนำสืบพยานว่าได้มีข้อตกลงให้จำเลยไถ่2ปีจึงเป็นการสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา94(ข) แม้สัญญาขายฝากระบุว่าขายฝากที่ดินพิพาทและสิ่งปลูกสร้างลงในที่ดินภายหลังวันขายฝากโดยมิได้ระบุว่าตกลงขายฝากบ้านพิพาทไว้ในสัญญาด้วยก็ตามแต่บ้านพิพาทเป็นส่วนควบของที่ดินบ้านพิพาทย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทันทีที่ได้ทำสัญญาขายฝากตามแบบที่กฎหมายบังคับไว้โดยผลของกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา144วรรคสองจึงถือได้ว่าสัญญาขายฝากดังกล่าวเป็นการขายฝากบ้านพิพาทด้วย

 ขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแม้ไม่ได้ระบุว่าขายบ้านด้วย ก็ตกไปตามหลักส่วนควบ

แบบเอามาใช้กับการขายฝาก แล้วขายฝากเฉพาะเรือน หล่ะ จะต้องจดทะเบียนหรือไม่ ก็ต้องถามว่าเป็นการขายในสังหาหรืออสังหา ศาลบอกว่าเป้นการขายฝากอสังหาริมทระพยเพราะเรือนจะต้องเป็นอสังหาเรื่อยไปจนกว่าจะไม่ไถ่

ฎ.810/2546

โจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากวัด พ. แต่โจทก์ยังไม่เคยเข้าครอบครองที่ดินพิพาทตามสัญญาเช่า ส่วนจำเลยอยู่ในที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิการเช่าของ ส. มารดาจำเลยซึ่งเป็นผู้เช่าเดิมมาก่อน แม้สัญญาเช่าระหว่าง ส. กับวัด พ. ระงับไปแล้วถือว่าจำเลยอยู่โดยไม่ได้รับอนุญาตก็เป็นการละเมิดต่อเจ้าของที่ดิน มิใช่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้เช่าใหม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยให้ออกจากที่ดินพิพาทโดยลำพัง

ส่วนที่ ส. ทำสัญญาขายฝากบ้านพิพาทซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินพิพาทแก่ ล. ภริยาโจทก์ แม้ระบุชื่อสัญญาว่าสัญญาขายฝากเฉพาะสังหาริมทรัพย์ แต่เนื้อหาสัญญาระบุขายฝากบ้านพร้อมที่ดินพิพาท ทั้งเมื่อพ้นกำหนดเวลาไถ่ทรัพย์คืน ล. อาศัยสัญญาขายฝากไปทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากวัด พ. ทันที และคำฟ้องโจทก์ที่ว่าโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยเพราะประสงค์เข้าอยู่อาศัยในบ้านพิพาทเอง พฤติการณ์มีเหตุผลน่าเชื่อว่า ล. รับซื้อฝากบ้านพิพาทเพื่ออยู่อาศัย มิใช่รื้อถอนไปอย่างสังหาริมทรัพย์จึงเป็นการขายฝากบ้านในลักษณะอสังหาริมทรัพย์ เมื่อคู่สัญญาทำสัญญากันเองโดยไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยมาตรา 491โจทก์ไม่ใช่เจ้าของบ้านพิพาทจึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยให้ออกจากบ้านพิพาทและเรียกค่าเสียหายจากจำเลย

 

ฎ.688/2511

โจทก์ซื้อเรือนพิพาทก่อนจำเลย โดยโจทก์จดทะเบียนการซื้อขายฝากต่อกรมการอำเภอ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 และประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 71(2). ส่วนจำเลยจดทะเบียนการซื้อขายที่ดินและเรือนพิพาทต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ สำนักงานที่ดิน. ดังนี้ตราบใดที่เรือนพิพาทยังปลูกอยู่บนที่ดินที่จำเลยซื้อมา เรือนย่อมเป็นส่วนควบกับที่ดิน. การที่จะก่อตั้งกรรมสิทธิ์ในเรือนแยกออกต่างหากจากที่ดิน จะทำได้ก็โดยการก่อตั้งสิทธิเหนือพื้นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1410. โจทก์เพียงแต่จดทะเบียนนิติกรรมซื้อขายเรือน หาได้จดทะเบียนก่อตั้งสิทธิเหนือพื้นดินโดยให้โจทก์เป็นเจ้าของเรือนพิพาทอันเป็นสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินไม่. จำเลยซื้อที่ดินพร้อมด้วยโรงเรือนซึ่งเป็นส่วนควบกับที่ดิน และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว. สิทธิของจำเลยในเรือนพิพาทจึงดีกว่าของโจทก์.

เมื่อจำเลยยกประเด็นเรื่องทรัพยสิทธิ คือ สิทธิเหนือพื้นดินขึ้นสู้ในคำให้การแล้วคดีจึงมีประเด็นในเรื่องนี้. (ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 13/2511).

 

 มีที่ดินและเรือนจดทะเบียนขายฝากเฉพาะเรือนแล้วบอกจะมาขายที่ดินไปใน 1 ปี วันรุ่งขึ้นขายทั้งที่ดินและเรือนให้นายดำ ถามว่าใครมีสิทธิดีกว่ากัน ศาลยึดหลักส่วนควบ จะไปอ้างว่า รับซื้อฝากเรือนไว้ก่อนไม่ได้

            เรื่องหลักฐานใดๆ สัญญาจะซื้อจะขายฝากก็มีได้

หลีกเกณฑ์ ก็ต้องมีข้อตกลงให้กรรมสิทธิ์ตกไปแก่ผู้ซื้อ กรรมสิทธ์โอนทันที แต่ถ้าเป็นอสังหากรรมสิทธิ์โอนเมื่อจดทะเบียนต่อเจ้าหน้าที่

            ถ้าครบ ก็เพิ่มคำว่าโดยเด็ดขาด เพราะกรรมสิทธิ์มันตกไปตั้งแต่ต้นแล้ว ที่ยังไม่เด็ดขาดเพราะมีข้อกำหนดว่ายังสามารถมาไถ่คืนนั่นเอง

            ก็ดูมาตรา 493 คือตกลงกันไม่ให้จำหน่ายทรัพย์สินที่ขายฝากก็ได้

ต้องทำสัญญานะครับถ้าไม่อยากให้จำหน่ายทรัพย์สินฝ่าฝืนสัญญา  ขายฝากกรรมสิทธิ์โอนทันที เจ้าของกรรมสิทธิ์ก็มีสิทธิจำหน่ายจ่ายโอนได้ต่อไป

            เมื่อผู้ซื้อฝาก จำหน่ายจ่ายโอนได้ ขณะเดียวกันผู้ขายฝากก็จะขายต่อไม่ได้แล้วนะครับ เพราะไม่มีกรรมสิทธิ์แล้ว แม้ผู้รับโอนจะสุจริตอย่างไรก็ไม่อาจต่อสู้ไม่ได้ตามหลักผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน

ฎ.476/2506

แม้สัญญาขายฝากจะมีข้อความว่า เมื่อทรัพย์ที่ขายฝากหลุดเป็นสิทธิของผู้ซื้อฝากแล้ว ถ้าผู้ซื้อฝากขายทรัพย์นั้นได้เงินไม่ครบตามจำนวนที่ขายฝาก ยังขาดอยู่เท่าใด ผู้ขายฝากยอมใช้ให้ผู้ซื้อฝากจนครบก็ตาม ก็เป็นเรื่องที่คู่กรณีได้ตกลงกันเป็นพิเศษ ไม่ขัดกับกฎหมาย และไม่ทำให้ลักษณะของสัญญาเปลี่ยนแปลงไปเป็นจำนำแต่อย่างใด

การที่ผู้ขายฝากลอบเอารถยนต์ที่ขายฝากไปขายให้แก่บุคคลอื่นอีกนั้นแม้ผู้ซื้อจะได้รับซื้อไว้โดยสุจริต ก็ไม่อาจยกขึ้นเป็นข้ออ้างเพื่อใช้ยันผู้รับซื้อฝากได้ในเมื่อต่อมาผู้ขายฝากไม่ไถ่รถยนต์ที่ขายฝากนั้นเสียภายในกำหนดตามสัญญา

 

496 ไถ่ก็ได้ไม่ไถ่ก็ได้นะครับเป็นสิทธิ  

ฎ.1802/2520

จำเลยค้างชำระหนี้แก่มารดาโจทก์ จำเลยขายฝากที่ดินแก่โจทก์ตามราคาที่ค้างชำระ และทำสัญญาจะซื้อที่ดินนั้นคืนตามราคาที่ขายฝากโดยมีข้อสัญญาว่าถ้าจำเลยไม่ซื้อคืนในกำหนดเวลาเดียวกับเวลาไถ่คืนจำเลยยอมให้โจทก์ขายที่ดินแก่ผู้อื่น ได้เงินเท่าใดจำเลยรับใช้เงินที่ยังขาดดังนี้ สัญญาจะซื้อขายเป็นสัญญาต่างหากจากการขายฝากจำเลยไม่ไถ่คืน จำเลยต้องใช้เงินที่โจทก์ขายที่ดินนั้นได้ขาดจำนวนที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์

 

คนที่ซื้อฝากให้มาไถ่คืนก็ทำสัญญาจะซื้อจะขายทับไปเลย ต้องทำสัญญาจะซื้อที่ดินอีก ก็สามารถทำได้เหมือนกัน

            ข้อตกลงขายคืนนั้น ศาลบอกว่าข้อตกลงนั้นต้องเกิดในการทำสัญญาซื้อขายนั้น ไม่เช่นนั้นจะไม่เป็นขายฝากกลายเป็นสัญญาซื้อขายเด็ดขาด ส่วนข้อตกลงหลังเป็นคำมั่นว่าจะขายหรือ สัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข(ก็ว่ากันไปเพราะเรื่องขายปากกาเป็นสังหาริมทรัพย์ )ต้องตกลงกันตั้งแต่ต้น

ฎ.121/2472

คำมั่นจะซื้อขายทำหนังสือกันเองก็ใช้ได้ในการตีความเจตนานั้น ให้เพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนตามตัวอักษรข้อความในเอกสารซึ่งอาจตึความได้เปนสองนัย ให้ตีความไปในทางที่จะเปนผลบังคับได้

 

            เป็นสัญญาโอนกรรมสิทธิ์ และที่ตกลงกันภายหลังเป็นคำมั่นว่าจะขาย อีกฉบับหนึ่ง

สามข้อนี้จำแม่นๆนะเป็นข้อสอบทั้งนั้น      

ครั้งที่ 8 . (ขายฝาก 2 )

ก็มีนักศึกษามาบอกว่าทำสัญญาจะซื้อจะขายคนอยู่ที่หนึ่ง ที่บอกคำพิพากษาแตกสองแนว ที่มีแนวหนึ่งว่าถือว่าผู้จะซื้อถูกรอนสิทธิตาม 475 เพราะบุคคลที่สามไม่ได้มีสิทธิดีกว่าเป็นผู้บุกรุกในที่ดิน ก็แสดงว่าเข้าใจ 475 พอสมควรแต่อาจจะไม่เข้าใจถึงประเด็นเพราะความผิดของผู้จะขาย แต่เข้าใจว่าผิดหน้าที่ส่งมอบ

ครั้งก่อนอธิบายถึงหลักเกณฑืการทำสัญญาขายฝาก

1.ต้องทำสัญญาซื้อขายให้ตกไปยังผู้ซื้อต้องทำสัญญาซื้อขายเหมือนสัญญาทั่วไป

2.ต้องมีข้อตกลงว่าผู้ขายอาจไถ่ทรัพย์นั้นได้

ไถ่ก็ได้ไม่ไถ่ก็ได้ ก็มีข้อสอบว่า ทำข้อตกลงเพิ่มว่าถ้าหลุดแล้วได้ราคาไม่ครบเรียกเพิ่มได้ก็สามารถทำได้

ศาลฎีกาก็ไม่ได้เคร่งครัดคำ ไม่จำเป็นต้องใช้แค่คำว่าไถ่เท่านั้นอาจใช้คำอื่นที่สื่อได้ เช่นซื้อคืน ซื้อกลับไป

ข้อตกลงไถ่คืนต้องเกิดขณะทำการซื้อขายฝาก ถ้ามาตกลงกันภายหลังไม่ใช่สัญญาขายฝากแล้ว ข้อตกลงอาจเป็นสัญญาจะซื้อจะขายภายหลัง หรืออาจเป็นคำมั่นว่าจะขายของผุ้ที่ซื้อฝากก็แล้วแต่กรณี

ฎ.170/2497

ขายที่ดินและโรงเรือนให้แก่ญาติกันโดยตกลงกันด้วยปากเปล่า ก่อนทำหนังสือสัญญาซื้อขายว่า ภายใน 10 ปีผู้ซื้อยอมให้ผู้ขายมีสิทธิไถ่คืนได้ถือว่าการตกลงด้วยปากเปล่าดังกล่าวนี้ เมื่อมิได้ทำเป็นหนังสือจดทะเบียนแล้ว ข้อตกลงเช่นนี้ก็สูญเปล่าไม่มีผลบังคับแก่กันได้สัญญาซื้อขายที่ทำกันในภายหลังนั้น จึงสำเร็จเด็ดขาดไป แต่เมื่อปรากฏว่าต่อมาอีก 2 ปีเศษ ผู้ซื้อกับผู้ขายได้ทำหนังสือสัญญากันอีกให้คำมั่นสัญญาว่า ที่ดินและโรงเรือนรายนี้จะไม่ขายคนอื่นและภายใน 10 ปีนับแต่วันซื้อขาย ผู้ขายมีเงินจะซื้อกลับ ผู้ซื้อยินยอมขายกลับให้ ตามราคาซื้อพร้อมทั้งดอกเบี้ยตามกฎหมายนับแต่วันเซ็นสัญญาดังนี้ ก็ย่อมถือได้ว่าเป็นคำมั่นจะขายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 456 วรรคสองผู้ขายเดิมจึงมีสิทธิจะฟ้องขอให้บังคับตามสัญญาใหม่นี้ได้

ข้อตกลงว่าจะไปไถ่คืนก็ต้องไปจดทะเบียนด้วย  ทีนี้ลักษณะขายฝากก้จะมีกำหนดระยะเวลาไถ่

อสังก็ห้ามเกิน 10 ปี สังหาก็ห้ามเกิน 3 ปี

อย่าไปปนกับครอบครองปรปักษ์นะครับ อสังหา 10 สังหา 5 ปี

ที่ปลอดภัยสุดก็คือถามแค่ไหนก็ตอบแค่นั้นถุกก็ไม่ได้คะแนนเพิ่มผิดก็โดนตัดคะแนนอีก

ถ้าไม่ได้เขียนกันไว้หล่ะ กฎหมายก็ไม่ได้บอกว่าจะให้ไถ่กันอย่างไร ทางตำราก็ตามระยะเวลาประเภททรัพย์ก็ไม่มีฏีกา

เรื่องสำคัญ 496 เรื่องการขยายระยะเวลาไถ่ใครมีตัวบทเดิมเปลี่ยนได้แล้วนะ ของเดิมบอกห้ามขยายระยะเวลาไถ่ แต่ที่แก้ใหม่พลิกตรงกันข้ามเลยนะ ที่บัญญัติใหม่ อนุญาตให้ขยายระยะเวลาไถ่ได้ จะขยายกี่ครั้งกี่หนก็ได้แต่ขยายรวมกันทุกครั้งไม่เกิน 10 ปี หรือ 3ปี ถ้าเกินก้ไม่เป็นโมฆะนะครับ ก็ให้ลดลงมาเป้น 10 ปี หรือ 3 ปี

ที่สำคัญอยุ่วรรคสอง ที่ อย่างน้อยต้องเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้รับไถ่นะครับ ใช้กับสัญยาขายฝากทุกประเภท

เพราะมาตรา 496 ไม่ได้พูดว่าต้องใช้กับอะไร ฉะนั้นต้องมีหลักบานทุกประเภท ทรัพย์ ปากกาด้ามเดียวก็ต้อง แต่ถ้าเป็นอสังหาหรืออสังหาพิเศษมีบทไว้ต่อไปคือห้ามยกข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้สุจริต เสียค่ตอบแทนจดทะเบียนสุจริตไม่ได้

ลองนึกอย่างนี้ ขายฝากที่ดินแปลงหนึ่ง ระยะเวลา 5 ปี ครบกำหนดไม่มีเงินก็ขอขยายอีก 3 ปี อาจารย์ตกลงทำหนังสือลงลายมือชื่อไว้ ได้กระดาษแผ่นนี้อก็ยิ้มเก็บไว้ในกระเป๋า พอพรุ่งนี้อาจารย์ก็เอาที่ดินไป ขายให้นายก. หลังโฉนดก็ปรากฏว่าขายฝากแล้วครบกำหนดแล้วอย่างงี้แสดงว่าไม่มาไถ่ก๋เป็นกรรมสิทธิ์เด็ดขาดก็ตกลงซื้อเลยไปทำหนังสือและจดทะเบียนกันเรียบร้อย ก็วิ่งแจ้นไปหานายก. เอาหลักฐานที่ขยายมาโชว์ จะเห็นได้ว่า นายก.มีสิทธิดีกว่านักศึกษา

ก็ไม่ยาก อ.วิษณุท่านพอแก้กฎหมายปั๊ปก็ออกข้อสอบเลยปีนั้น กรรมการจะเลือกอยู่แล้ว แต่มีกรรมการท่านนึงสงสัยว่าเด็กต่างจังหวัดจะทราบไหมเนี่ยว่ามีการแก้ ก็เลยมีการเลื่อนไปก่อนก็เลื่อนจนบัดนี้ยังไม่ออกก็น่าสนใจเพราะก็คล้ายกับมาตรา 1299 วรรค 2 เหมือนกัน

แต่เดิมกำหนดว่าห้ามขยายกำหนดระยะเวลา แล้วศาลฏีกาไปตีความว่าเป็นโมฆะเลย อย่าไปงงนะครับ กฎหมายแก้แล้วฏีกาเหล่านั้นใช้ไม่ได้แล้วนะครับ

การขยายต้องทำก่อนเวลาเดิมสิ้นกำหนดนะครับ เพราะถ้าไปทำหลังมันไม่ใช่การขยายแล้ว

ก็มีข้อสอบเนฯเคยออก สมัยที่ 50 ที่ออกว่า ก.ขายฝากที่ดินให้แก่ข. เมื่อพ้นกำหนดไถ่

จบเลยนะครับคนที่ดูมาแต่ขายฝากหรือหลงไปขายฝากจบเลยนะครับ

            แต่สังเกตนะครับ ก.ให้เงินเป็นค่าไถ่มีมายั่วอีกนะครับ ก็ต้องดูข้อความว่าเป็นซื้อขายเสร็จเด็ดขาดหรือสัญญาจะซื้อจะขายศาลฏีกาดูอย่างไร ก้ดูคำว่าจะโอน แม้ข้อสอบไม่มีแต่มีพฤติการณ์ก็ถือว่าเข้าแล้วนะครับ

            การทำสัญญาขายฝากไว้ล้านเดียวแต่ที่ดินราคาสองล้าน ก็ทำยังไงไม่อยากให้มาไถ่อยากได้ที่ดิน ถามว่าสละสิทธิไถ่ได้หรือไม่ ข้อสอบเนฯสามสมัย

ฎ.861/2515  

ผู้ขายฝากกับผู้รับซื้อฝากตกลงกันระงับสิทธิไถ่ถอนการขายฝากโดยผู้รับซื้อฝากยอมยกหนี้เงินกู้รายอื่นนอกจากการขายฝากให้ผู้ขายฝากและให้ผู้ขายฝากทำนาในที่ดินที่ขายฝากโดยไม่คิดค่าเช่าอีก 1 ปีฝ่ายผู้ขายฝากยอมยกที่พิพาทให้จำเลยถือว่าผู้ขายฝากสละสิทธิไม่ไถ่ถอนที่ดินคืนแล้ว และเป็นสัญญาต่างตอบแทนซึ่งไม่มีแบบของนิติกรรม

ตกลงระงับสิทธิไถ่ ถ้ายอมจะยกหนี้รายอื่นให้อีก และให้สิทธิเก็บกิน 1 ปี

การตกลงขายฝากจดทะเบียนต่อมาขายฝากโดยทำสัญญากันเองสัญญาขายขาดไม่ชอบด้วย   กฎหมาย  ก็ไม่ขัดกัน เพราะฎีกาปี 15 ไม่มีแบบ แต่ฏีกาหลังนี้การขายขาด อสังหาริมทรัพย์ต้องจดทะเบียนเป็นนิติกรรมที่มีแบบ

ฎ.1094/2495

ทำสัญญาขายฝากที่ดินกันโดยทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ต่อมาได้ตกลงกันขายขาดที่ดินแปลงนั้นแก่ผู้รับซื้อฝาก โดยทำสัญญากันเอง ดังนี้สัญญาขายขาดฉบับหลังนี้ไม่เกิดผลเป็นสัญญาซื้อขายที่ชอบด้วยกฎหมาย ฉะนั้น ผู้ขายฝากยังมีสิทธิไถ่ถอนการขายฝากรายนี้ได้ภายในกำหนดเวลาไถ่ถอนตามสัญญาขายฝากอยู่ และผู้ที่รับโอนสิทธิจากผู้ขายฝาก ก็ย่อมมีสิทธิไถ่ถอนการขายฝากรายนี้ได้เช่นเดียวกัน

คู่ความอ้างเอกสารในสำนวนของศาลเป็นพยาน ไม่ต้องเรียกเอกสารมาจากที่อื่น เมื่อปรากฏว่าผู้อ้างยังไม่ได้เสียค่าอ้าง ศาลก็ชอบที่จะเรียกให้ผู้อ้างชำระค่าธรรมเนียมการอ้างเอกสารนั้นเสียก่อนที่จะพิพากษาคดี ต่อผู้อ้างขัดขืนไม่ชำระตามคำสั่ง ศาลจึงควรไม่รับฟังเป็นพยาน

ในคดีที่มีผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่ 3 สู้คดีกับโจทก์จำเลยนั้น แม้ในศาลชั้นต้นจะพิพากษาให้ผู้ร้องสอดและโจทก์แพ้คดีจำเลย โจทก์ไม่อุทธรณ์คงอุทธรณ์เฉพาะผู้ร้องสอดเท่านั้น ก็ตาม ก็ต้องถือว่าคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่บังคับเฉพาะที่เกี่ยวถึงสิทธิของผู้ร้องสอดด้วย ยังหายุติไม่

 

ฎ.4729/2543

            จำเลยทำสัญญาขายฝากที่ดินไว้แก่ ภ. บิดาโจทก์ ระหว่างที่ยังอยู่ภายในกำหนดเวลาไถ่ถอนตามสัญญาขายฝาก จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าวกับโจทก์ ต่อมา จำเลยทำสัญญากับ ภ. ว่าไม่ประสงค์จะไถ่ถอนและขอสละสิทธิไถ่ถอน ดังนี้ ข้อตกลงระหว่างจำเลยกับ ภ. ถือได้ว่า เป็นการขายขาดที่ดินให้แก่ ภ. โดยทำสัญญากันเอง จึงไม่เกิดผลเป็นสัญญาซื้อขายที่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยยังมีสิทธิไถ่ถอนการขายฝากได้ภายในกำหนดเวลาไถ่ถอนตามสัญญาขายฝากอยู่และภายในกำหนดระยะการขายฝาก จำเลยย่อมมีสิทธินำที่ดินไปทำสัญญาจะซื้อจะขายให้แก่โจทก์ได้ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 497 ได้กำหนดให้ผู้รับโอนสิทธิมีสิทธิไถ่ทรัพย์สินนั้นได้ด้วย เมื่อจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับโจทก์ โจทก์ย่อมอยู่ในฐานะผู้รับโอนสิทธิมีสิทธิไถ่ที่ดินได้

            แถมสำหรับคนสอบผู้ช่วยต้องยึดให้มั่นถึงระยะเวลาไถ่ แม้ตายไปทายาทก็ต้อง ยึดตามนี่จะมาย่นย่อขยายจะเอาอายุความมรดกมาขยายไม่ได้  

ฎ.1093/2409ค้นไม่พบ

ฎ.988/2506

สิทธิไถ่ทรัพย์ที่ขายฝากคืน ไม่ใช่เรื่องใช้สิทธิฟ้องร้องอันเกี่ยวกับอายุความ จึงหาอาจขยายเวลาออกไปอีกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 186 ได้ไม่

ก้ข้อสอบเนฯก็ออกพันกันไม่ได้แล้วแบบนี้ใครสอบผู้ช่วยก็ไปดู

            ลักษณะข้อที่ 4 คือต้องมีข้อกำหนดเรื่องสินไถ่ คือถ้าไม่เขียนก็ เท่ากับค่าขายฝากนั่นแหละ

            วรรคสอง มีการเพิ่มแต่ก่อน กำหนดสินไถ่จะสูงเท่าไหร่ก็ได้ นั่นกฎหมายเก่า กฎหมายใหม่เพิ่มวรรคสองไปว่า ถ้าสินไถ่เกินอัตราที่แท้จริงเกินกว่า 15 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ถ้ากำหนดไว้สูงกว่าก็ให้ลดลงเหลือแค่ 15 ต่อปี สังเกตคำว่าราคาขายฝากที่แท้จริงที่เขียนเช่นนี้กันพวกนายทุน ที่ไปเลี่ยง จ่ายไม่ครบไม่ตรงสัญญา คนที่เอามาขายเค้าเดือดร้อนอยู่แล้วเค้าไม่มีทางเลือกเค้าก็ต้องเอา

            แต่ก็นั่นแหละทนายความก็น่าจะรุ้ว่าก็ยากในการพิสูจน์ นี่คือ 499 ที่เพิ่มเติมแล้ว ใช้บังคับ 10 เมษายน 41

ฎ.1075/2507

น้องชายของจำเลยถูกโจทก์กล่าวหาว่าฉ้อโกงและถูกจับจำเลยได้ตกลงกับโจทก์เพื่อเลิกคดี แล้วไปหาพนักงานสอบสวนเพื่อให้ทำสัญญาไว้เป็นหลักฐาน พนักงานสอบสวนร่างสัญญาจะขายฝากเพื่อปลดหนี้น้องชายจำเลย โจทก์จำเลยได้ลงลายมือชื่อไว้ มีข้อความว่าจำเลยจะขายฝากที่ดินให้โจทก์เป็นเงิน 10,000 บาท แล้วพนักงานสอบสวนเอาสัญญากู้กับสัญญาขายฝากที่น้องชายจำเลยทำให้โจทก์ไว้มาฉีกทิ้งแม้สัญญานี้จะไม่มีข้อกำหนดว่า จะไปทำหนังสือและจดทะเบียนเมื่อใด แต่ได้ระบุว่าค่าธรรมเนียมต่างๆผู้รับซื้อฝากต้องออกเอง แสดงว่าคู่สัญญามิได้มีเจตนาทำสัญญาขายฝากแต่ต้องการให้เป็นเพียงสัญญาจะขายฝากซึ่งจะต้องมีการทำหนังสือจดทะเบียนกันให้ถูกต้องอีกครั้งหนึ่ง เมื่อเป็นสัญญาจะขายฝากซึ่งมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดเป็นสำคัญแล้ว โจทก์ก็ฟ้องร้องบังคับคดีได้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคสอง ไม่เป็นโมฆะ

            สัญญาขายฝากกรรมสิทธิ์ตกลงไปตั้งแต่จดทะเบียนซื้อขายกันเมื่อมมาแล้วไม่มีข้อตกลงห้ามก็ขายต่อได้ ถ้าไม่มีข้อกำหนดห้าม แต่ใช้ต้องใช้ด้วยความระมัดระวังนี่คือมหัศจรรย์ของสัญญาขายฝาก

            ฎ.517/2515 ค้นไม่พบ เคยออกข้อสอบเนฯ ขายฝากช้างไว้

            ถ้าเป็นอสังหา ก็ตามไปไถ่จากผู้รับโอนเสมอเลย ส่วนสังหาก็เข้าอนุสองตอนท้ายคือจะใช้สิทธิไถ่ได้ก็ต่อเมื่อผู้รับโอนทราบถึงสิทธิการไถ่จากสัญญาขายฝาก

            ขายฝากแพจะเข้าแบบไหน  ก็ถือว่าเป็นสังหาริมทรัพย์นะครับ ในการขายฝาก ถ้าจะดูอย่างนี้ก็ดูตามตัวบท

            ขายฝากอยู่นิดเดียวคราวหน้าจะได้พุดกันต่อแล้วก็เช่าทรัพย์ต่อไปครับ

ครั้งที่ 9 . (ขายฝาก 3 ( สามสิบนาทีแรก

            อย่าลืมว่าขายฝากมีแก้ 492 496 499 โดยเฉพ่ะ 496 เรื่องขยายระยะเวลาไถ่บัดเดี๋ยวนี้ทำได้แล้วนะครับ แต่เพียงว่ามีกำหนดอย่างสูงว่าไม่เกิน 10 ปีถ้าเป็นอสังหาแต่ถ้าเป็นสังหา ก็ไม่เกิน 3 ปี

            และทั้งนี้ทั้งนั้นต้องมีลหลักญานเปนหนังสือลงลายมือชื่อผู้รับไถ่ และตอนท้ายวรรคสองว่า

            แต่จะตามไปไถ่กับบุคคลภายนอกก็คงไม่ได้ถ้าเราไม่ได้จดทะเบียน ไว้

            ถ้าวันสุดท้ายไปขอไถ่แล้วผู้รับซื้อไถ่ไม่ยอมรับก็เอาสินไถ่ไปวางที่เจ้าพนักงานวางทรัพย์กฎหมายถือว่ากรรมสิทธิ์ตกตั้งแต่วางทรัพย์เลยนะครับ แต่ก่อนมีปัญหาเรื่องดอกผลมากแต่เดี๊ยวนี้คงไม่มีปัญหาแล้วเพราะกฎหมายบัญญัติไว้ชัด

            ขายฝากต้องระวังเพราะกรรมสิทธตกลงทันทีเมื่อเป็นกรรมสิทิแล้วจะจำหน่ายจ่ายโอนไปก็จำหน่ายจ่ายโอนได้

            ก็แปลกดีขายต่อขายได้แต่ใช้ต้องระมัดระวัง

            ถ้าเป็นการให้เช่าทรัพย์สินที่ได้จดทะเบียนเฃ่าต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก้คือการเช่าเกิน 3 ปีนั่นเอง

            ต้องรับไปเท่าที่เหลือแต่ไม่เกินปีหนึ่ง เต้มทีก้รับสิทธิการเข่าไปปีหนึ่ง ที่ไม่ออกสักที ก็เพราะไม่มีฏีกา แต่ที่จริงแล้วเป็นมาตราที่ดีมากน่าออก มาตรา 502

            ก็สามารถโอนสิทิไถ่ได้เหมือนกัน

            ฎ.4729/2543

จำเลยทำสัญญาขายฝากที่ดินไว้แก่ ภ. บิดาโจทก์ ระหว่างที่ยังอยู่ภายในกำหนดเวลาไถ่ถอนตามสัญญาขายฝาก จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าวกับโจทก์ ต่อมา จำเลยทำสัญญากับ ภ. ว่าไม่ประสงค์จะไถ่ถอนและขอสละสิทธิไถ่ถอน ดังนี้ ข้อตกลงระหว่างจำเลยกับ ภ. ถือได้ว่า เป็นการขายขาดที่ดินให้แก่ ภ. โดยทำสัญญากันเอง จึงไม่เกิดผลเป็นสัญญาซื้อขายที่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยยังมีสิทธิไถ่ถอนการขายฝากได้ภายในกำหนดเวลาไถ่ถอนตามสัญญาขายฝากอยู่และภายในกำหนดระยะการขายฝาก จำเลยย่อมมีสิทธินำที่ดินไปทำสัญญาจะซื้อจะขายให้แก่โจทก์ได้ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 497 ได้กำหนดให้ผู้รับโอนสิทธิมีสิทธิไถ่ทรัพย์สินนั้นได้ด้วย เมื่อจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับโจทก์ โจทก์ย่อมอยู่ในฐานะผู้รับโอนสิทธิมีสิทธิไถ่ที่ดินได้

 

            ฎ.294/2492

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยปฏิบัติตามสัญญาจะขายที่นาขณะที่ฟ้องคดีนาไม่ได้อยู่ในกรรมสิทธิ์ของจำเลย โดยได้ตกไปเป็นของผู้รับซื้อฝากเสียแล้ว เมื่อจำเลยยังมิได้ไถ่ถอนกลับคืนมาก็ไม่มีทางที่จะบังคับให้จำเลย ทำการโอนขายให้โจทก์ได้ เพราะสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้ศาลพิพากษาบังคับได้

คดีผิดสัญญาจะซื้อขายที่นาอาจมีทางที่โจทก์จะเรียกร้องได้ในทางอื่น เช่น ใช้สิทธิเรียกร้องเอาค่าเสียหายหรือใช้สิทธิเรียกร้องของจำเลยทำการไถ่ถอนการขายฝากจากผู้รับซื้อฝากแทนที่จำเลย ดังที่บัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 233,234 แต่โจทก์หาได้ดำเนินการดังกล่าวไม่ โจทก์ฟ้องโดยเฉพาะเจาะจงขอให้ศาลบังคับจำเลยโอนขายที่นาให้โจทก์แต่ประการเดียว เมื่อศาลบังคับให้โดยตรงเช่นนั้นไม่ได้ ต้องยกฟ้อง

เฉลย

          ตอบข้อ1. การที่ศาลเพิกถอนการขายฝาก อันมีผลให้ผู้ซื้อต้องส่งมอบที่ดินคืนให้แก่เจ้าของที่แท้จริง ทำให้ผู้ซื้อไม่อาจครอบครองใช้ประโยชน์ในที่ดินโดยปกติสุขเพราะเจ้าของที่ดินที่แท้จริง ( บุคคลที่ 3 )มาก่อการรบกวนขัดสิทธิของผู้ซื้อ

                                    แม้ผู้ขายจะได้กระทำการโดยสุจริตก็ตาม ผู้ขายก็ต้องรับผิดในผลแห่งการรอนสิทธินั้น

 

            ตอบข้อ2. กรณีชำรุดบกพร่อง ผู้ขายต้องรับผิดในการที่ทรัพย์สินที่ขายนั้นชำรุดบ่งพร่องเป็นเหตุให้เสื่อมความเหมาะสมแก่ประโยชน์อันมุ่งให้ใช้เป็นปกติ แม้ไม่รู้ถึงความชำรุดบกพร่องนั้นก็ตาม

            ตอบข้อ3. การขยายกำหนดระยะเวลาไถ่ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือผู้รับไถ่เป็นสำคัญจึงจะมีผลบังคับได้ตามกฏหมาย

ตอบข้อ4. เมื่อผู้จะขายผิดสัญญาจะขายผู้จะซื้อจึงอยู่ในฐานะผู้รับโอนสิทธิไถ่ทรัพย์สินจึงสามารถขอไถ่ได้

ตอบข้อ5. ดอกผลที่เกิดขึ้นระหว่างการขายฝากเป็นของผู้รับซื้อฝาก  ผู้รับซื้อฝากช้างพังนั้นเป็นเจ้ากรรมสิทธิ์ในลูกช้างเชือกนั้น

ตอบข้อ6.  ผู้รับซื้อฝากรับซื้อฝากไว้แล้วย่อมมีสิทธิใช้ทรัพย์นั้นอย่างวิญญูชนใช้ทรัพย์ของตน

แต่การใช้ช้างที่รับซื้อฝากที่กำลังล้มเจ็บโดยไม่ให้หยุดพักเสียก่อน เป็นเหตุให้ช้างถึงแก่ความตาย จึงเป็นกรณีที่ทรัพย์ถูกทำลายหรือทำให้เสื่อมเสียไปเพราะความผิดของผู้ซื้อ ท่านว่าผู้ซื้อจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน

                         การรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทน คือราคาทรัพย์สินที่รับซื้อฝากในขณะนั้น หักด้วยเงินค่าขายฝากที่ผู้ขายฝากได้รับไปแล้ว

Reply all
Reply to author
Forward
0 new messages